ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. ผลักดันการใช้ H-FAME เชื้อเพลิงชีวภาพเกรดพิเศษ ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมไทย
วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน และทีมวิจัย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมไทย โดยร่วมสนับสนุน บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด และพันธมิตร บริษัท โทคิน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการนำน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ H-FAME (Hydrotreated Fatty Acid Methyl Ester) ไปใช้จริงในกระบวนการขนส่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและพลังงานให้กับประเทศ
ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนางสาวนารีรัตน์ ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ Dr. Tomohiko KATO, Chief Representative of Asian Representative Office in Bangkok, NEDO พร้อมคณะ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูงในภาคอุตสาหกรรม และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศ
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนทุนวิจัยขององค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (NEDO) ที่ร่วมมือกับ ENTEC สวทช. เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจไทยในการขับเคลื่อน ESG (Environment, Social and Governance) อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กพร. จับมือ เอ็มเทค สวทช. จัดสัมมนาใหญ่ โชว์ความสำเร็จดันผู้ประกอบการ ยกระดับธุรกิจด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดก๊าซเรือนกระจก 5,815 ตัน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 145 ล้านบาท
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ ห้องบอลรูม C โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ – กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ ด้วยแนวคิดการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Driving Innovation and Sustainability with Circular Economy Design)” ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy)” เพื่อการใช้ทรัพยากรแร่และโลหะอย่างยั่งยืน
ดร.กิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร.
กล่าวว่า กพร. ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการซ่อมแซม ยืดอายุการใช้งาน และสามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการนี้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2568 นี้มีผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและได้รับคำปรึกษาเชิงลึก จำนวน 6 ราย ซึ่งหากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนำต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง จะสามารถก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากต้นทุนที่ลดลงหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมไม่ต่ำกว่า 145 ล้านบาทต่อปี และยังสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 5,815 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งขอบคุณ กพร. ที่ให้ความไว้วางใจ เอ็มเทค สวทช. เป็นที่ปรึกษาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าโครงการดังกล่าวจะได้รับการสานต่อเพื่อสร้างผลสำเร็จเชิงประจักษ์แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ดร.อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Model ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและลดการเกิดของเสียให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างระบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน กพร. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการจัดหาวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติและวัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิล ได้ดำเนินการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลเมื่อปี 2561 ที่จังหวัดสมุทรปราการ พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการรีไซเคิลของเสียแล้วกว่า 87 เทคโนโลยี และจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการมากกว่า 150 รายต่อปี และ กพร. ยังได้ดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร นับตั้งแต่การนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปประยุกต์ใช้เพื่อออกแบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการ การตรวจประเมินและยกระดับสถานประกอบการให้นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไปปรับใช้ในองค์กร การส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมด้านรีไซเคิลและอัพไซเคิล ตลอดจนการมอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ก้าวตามเส้นทางสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้ กพร. ยังมีแผนพัฒนาระบบบริหารจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรรม และกำหนดมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทดแทนในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างครบวงจร อันจะเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการก้าวสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ไม่เพียงแสดงความสำเร็จของผู้ประกอบการ 6 ราย ซึ่งสามารถลดของเสียได้มากกว่า 80% และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 145 ล้านบาทต่อปี แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถนำมาใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมไทย โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งเอ็มเทค สวทช. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และมีนิทรรศการตัวอย่างผลสำเร็จจากผู้ประกอบการต้นแบบ
6 ราย ดังนี้
บริษัท วัลคัว อินดัสตรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด – ลดการสูญเสียวัตถุดิบปฐมภูมิในกระบวนการผลิตปะเก็นยาง ลดของเสียได้กว่า 80%
บริษัท ยูเนี่ยน เจ. พลัส (ไทยแลนด์) จำกัด – ปรับปรุงกระบวนการล้างฟิล์มพลาสติก ลดเจลขนาดใหญ่ได้มากกว่า 30%
บริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด – พัฒนาโซลูชัน “UBE-ReSource” ตรวจสอบและจัดการไนลอน 6 รีไซเคิล โดยใช้ Machine Learning
บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) – พัฒนา “หม้อแปลงวัฏจักรใหม่ เพื่อโลกยั่งยืน” ด้วยแนวคิด Remanufacturing ลดขยะอุตสาหกรรมไฟฟ้า
บริษัท ไร้ท์รีแอคติเวชั่น จำกัด (มหาชน) – สร้างสรรค์โซลูชัน “Right Waste” ฟื้นฟูถ่านกัมมันต์เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ลงกว่า 60% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ต่อปี
บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด – พัฒนาโซลูชันการคัดแยกชิ้นส่วนเครื่องถ่ายเอกสาร ลดของเสียเหลือไม่ถึง 10% และลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 80% ต่อปี
ความร่วมมือระหว่าง กพร. และเอ็มเทค สวทช. ซึ่งดำเนินโครงการทั้ง 4 ปี ช่วยผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาลผลักดัน พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. มอบข้าวสารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา
วันที่ 7 ตุลาคม 2568 - ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย คุณสารี่ เจียรวาปี ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสถานการณ์น้ำท่วม อว. (ศปก.อว.) เพื่อประชาชน
รับมอบ ข้าวสารบรรจุถุง 5 กิโลกรัม จำนวน 100 ถุง จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการ สวทช. รวมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งภายในและภายนอก สวทช. เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
การส่งมอบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยสิ่งของอุปโภคบริโภคและถุงยังชีพทั้งหมดที่ได้รับบริจาค จะถูกนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยในวันที่ 9 ตุลาคม 2568
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เสวนา : “โอกาสของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ IoT ในไทย” จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และเจ้าของธุรกิจที่ได้รับทุน!
พลิกโฉมธุรกิจยุคใหม่! พบกับนวัตกรรมหุ่นยนต์และ IoT พร้อมใช้ ได้มาตรฐาน
ไม่ว่าคุณจะเป็น:
🧑💼ผู้ประกอบการ ที่มองหา หุ่นยนต์บริการ/IoT ยกระดับธุรกิจ
🤵♂️เจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องการ พัฒนาสู่มาตรฐานสากล
🙋🏻คนรุ่นใหม่/ผู้สนใจ เทคโนโลยี หุ่นยนต์และ IoT
งานนี้คือคำตอบของคุณ!
ในงาน คุณจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมหุ่นยนต์และ IoT ที่พร้อมใช้งานจริงและได้รับมาตรฐาน:
🤖 หุ่นยนต์อัจฉริยะ: พบกับหุ่นยนต์นำทางอัตโนมัติ, หุ่นยนต์ส่งของทางการแพทย์, หุ่นยนต์ขนส่งอาหาร (GMR Butler) และหุ่นยนต์สำหรับงานอุตสาหกรรม
💡 IoT เพื่อธุรกิจเกษตร: PC Classi อุปกรณ์วัดความสุกของปาล์มน้ำมันแบบพกพา! ช่วยเกษตรกรบริหารจัดการปาล์มได้อย่างแม่นยำ
🌾 Smart Farm IoT: โมเดลฟาร์มอัจฉริยะสำหรับการเกษตรแห่งอนาคต
ห้ามพลาด! กิจกรรมสุดพิเศษ
🎤 เวทีเสวนาเข้มข้น: "โอกาสของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ IoT ในไทย" จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และเจ้าของธุรกิจที่ได้รับทุน!
🎁 สิทธิพิเศษเฉพาะในงาน!
โอกาสทอง! ทุนทดสอบผลิตภัณฑ์ให้ได้รับมาตรฐาน มูลค่าสูงสุดถึง 200,000 บาท!
วัน: พุธที่ 15 ตุลาคม 2568
เวลา: 9.00 - 16.00 น.
สถานที่: ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ
online registration: https://register.expopass.co/s/DEMODAY2025
จัดโดย สวทช. (NSTDA)
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนด้านปัญญาประดิษฐ์ในเวทีโลก STS Forum 2025
วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติเป็นประธานการเสวนาในหัวข้อ "Synergies Between Materials Science, Next-Generation Devices, and Computational Advances: Pathways to Innovation, Sustainability, and Quantum Frontiers" ซึ่งมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนถึงการบรรจบกันของวัสดุศาสตร์ อุปกรณ์แห่งยุคถัดไป และเทคโนโลยีการคำนวณขั้นสูงที่กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์เทคโนโลยี สู่การขับเคลื่อนโอกาสใหม่ ๆ ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านพลังงาน การสื่อสาร สุขภาพและการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ในการเสวนา ได้มีการกล่าวถึงมุมมองสำคัญว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงทุกการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นบนโลกนี้และในอนาคต ล้วนมีรากฐานสำคัญจากงานวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ (Materials Science) ที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าเหล่านั้น นักวิจัยทั่วโลกต่างมุ่งพัฒนา ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความท้าทายที่สำคัญคือการคำนึงถึงความยั่งยืนของการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรหรือมวลสารหายาก (Rare Materials) ที่จำเป็นต่อการวิจัยและผลิตอุปกรณ์รุ่นใหม่ พร้อมกันนั้นยังต้องมุ่งค้นคว้าเพื่อค้นพบวัสดุผสมใหม่ ๆ ที่สามารถเปิดประตูสู่จุดเปลี่ยนของโลกใบนี้ต่อจาก “ยุค AI” ไปสู่ยุคเทคโนโลยีถัดไปอย่างยั่งยืนและสมดุล
การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้นำทางความคิดจากสถาบันวิชาการและอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลก ได้แก่
Dr. Eric D. Isaacs, President & CEO, Research Corporation for Science Advancement สหรัฐอเมริกา;
Prof. Dr. Ido Kaminer จาก Technion – Israel Institute of Technology ประเทศอิสราเอล;
Prof. Dr. Maki Kawai จาก National Institute of Natural Sciences (NINS) ประเทศญี่ปุ่น;
Dr. Horng-Dar Chris Lin จาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. Ltd. (TSMC) สาธารณรัฐจีน;
Prof. Dr. Anderson Ho Cheung Shum จาก City University of Hong Kong เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน; และ
Mr. Masataka Osaki จาก NVIDIA Corporation ประเทศญี่ปุ่น
พร้อมกันนี้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ได้ร่วมเป็นวิทยากรในการประชุมย่อยหัวข้อ "AI in Government: Services and Delivery" ร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของบริการภาครัฐ ในมิติโอกาสและประโยชน์ของ AI ความท้าทายและความกังวล รวมถึงกรอบธรรมาภิบาลที่จำเป็น โดยได้นำเสนอความพร้อมและการดำเนินงานด้าน AI ของประเทศไทยตามแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนสำคัญ อาทิ การแพทย์ สาธารณสุข และการศึกษา
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้เข้าร่วมการประชุม STS Forum General Meeting เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการดำเนินงานของ STS Forum และการประชุม STS Forum Council Meeting เพื่อเตรียมการจัดทำ STS Forum Statement 2026 ให้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของความท้าทายของโลกในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายพิเศษ “Cis-lunar economy: the race to the moon and how it transforms the frontier”
สวทช. ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายพิเศษ
หัวข้อ: “Cis-lunar economy: the race to the moon and how it transforms the frontier” 🌕
เรื่องราวที่น่าสนใจของ ispace Inc. บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามนำยานลงจอดบนดวงจันทร์ถึงสองครั้งจาก Hakuto-R Program พร้อมข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับ เศรษฐกิจในเขตซิสลูนาร์ (Cis-Lunar Economy) — ขอบเขตอวกาศที่อยู่ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางสำหรับการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในกิจการอวกาศสำหรับอนาคต
📅 วันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 – 12.00 น.
📍 สถานที่
ห้องประชุม CO-110 อาคารสำนักงานกลาง สวทช.
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
🧾 กำหนดการ
เวลา
รายละเอียด
11.00 – 11.05 น.
กล่าวต้อนรับ
โดย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช
รองผู้อำนวยการ สวทช.
11.05 – 11.10 น.
กล่าวแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ JAXA
โดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
11.10 – 11.50 น.
บรรยายพิเศษ: “Cis-lunar economy: the race to the moon and how it transforms the frontier”
โดย วัชราวุธ มาสวัสดิ์
Mission Operations Engineer / Business Development Specialist
บริษัท ispace Inc. ประเทศญี่ปุ่น
11.50 – 12.00 น.
ช่วงถาม-ตอบ
🔗 ลงทะเบียนฟรี!
https://forms.gle/nhmG71WevnQShYWY7
📧 ติดต่อสอบถาม
โครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ JAXA
E-mail: spaceeducation@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. ประกาศนโยบาย Quick Win ช่วยคนตกงาน เปิดโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ ปั้น “มหาวิทยาลัยสีเขียว”
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว. ได้แถลงนโยบายการทำงานภายใต้นโยบายการยกระดับการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ให้ก้าวทันโลก การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีผู้บริหารกระทรวง อว. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต และ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีนโยบายเร่งด่วนหรือ นโยบาย Quick Win ที่เห็นผลได้จริงภายในระยะเวลา 4 เดือน ควบคู่กับการต่อยอดนโยบายเดิมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยนโยบายเร่งด่วนแรกคือ การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกับภาวะการว่างงาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาในวงกว้าง สถานการณ์ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ส่งผลให้กำลังแรงงานตั้งแต่ระดับสูง กลาง และล่างตกงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระทรวง อว. จะเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชน โดยให้มหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศจัด Upskill-Reskill ในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้แรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้วได้เข้ามาพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ที่สำคัญ กระทรวง อว. จะดึงหน่วยงานให้ทุนอย่าง Ted Fund, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นต้น มาสนับสนุนทั้งการบ่มเพาะและให้ทุนต่อยอดและสร้างธุรกิจ เพื่อที่แรงงานที่มีประสบการณ์จะได้ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ SMEs หรือสตาร์ทอัพ อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว
รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า อีกนโยบายเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกระทรวง อว. จะทำโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ สามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากสองนโยบายเร่งด่วนที่ถือเป็นนโยบาย Quick Win ที่ต้องทำให้สำเร็จแล้ว นโยบายด้านการอุดมศึกษา กระทรวง อว. จะสนับสนุนค่าสมัครสอบ TCAS เพื่อลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายนี้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตนก็จะดำเนินการต่อเนื่องและดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไปในการสอบ TCAS69 โดยจะสนับสนุนค่าสมัครสอบ TGAT ในอัตรา 140 บาทต่อคน และค่าสมัครสอบรอบ 3 (Admission) ในระบบ TCAS เพิ่มเติม โดยผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้สูงสุด 7 อันดับฟรี ในอัตรา 600 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังจะสนับสนุนค่าสมัครสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ TPAT1-5 (TPAT 1 อัตรา 140 บาทต่อคน และ TPAT 2-5 อัตรา 140 บาทต่อคน) ซึ่งคาดว่าจะมีนักเรียนและผู้ปกครองได้รับประโยชน์กว่า 733,750 คน รวมทั้ง สนับสนุนทุนให้กับนักศึกษาให้กับนักศึกษาพิการ เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุนเรียนดีแต่ยากจน และทุนพัฒนานักวิจัย เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อน Credit Bank หรือระบบคลังหน่วยกิต ให้เป็นกลไกหลักในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าให้มีความพร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2570 ที่ทุกสถาบันอุดมศึกษาจะเชื่อมต่อกันด้วยระบบคลังหน่วยกิต ทุกวิชาในสถาบันอุดมศึกษาและหลักสูตรระยะสั้นจากภาคเอกชนที่มีคุณภาพจะได้รับการรับรองในการจัดเก็บหน่วยกิต และจัดเก็บไว้ในคลังหน่วยกิตได้
“ที่สำคัญ อีกหนึ่งนโยบายที่ตนตั้งใจจะขับเคลื่อนให้สำเร็จ คือ โครงการ “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) สู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050” โดยให้ความสำคัญกับ 1.การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด 2.การประกาศนโยบาย Net Zero ให้สอดคล้องกับนโยบายของ อว. และนโยบายของรัฐบาล และ 3.การเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถบุคลากรสู่การสร้างงานและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ทั้งนี้ จะขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า
ขณะที่ นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปัจจุบันปัญหาภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง โลกร้อน มลพิษ หรือ PM 2.5 เป็นปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น กระทรวง อว. จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติในหลายด้าน เช่น ระบบติดตามสถานการณ์น้ำและแอปพลิเคชัน Thai Water จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งช่วยในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขปัญหา รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและประเมินสถานการณ์ PM 2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน "เช็คฝุ่น" โดยกระทรวง อว. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สทนช., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, กรมวิชาการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งระบบทั้งหมดที่กระทรวง อว. จัดทำขึ้นนี้ นอกจากเป็นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ยังช่วยพยากรณ์และวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทำการเกษตรให้แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย
รมว.กระทรวง อว. กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้จะเร่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากยกระดับรายได้ประชาชนในพื้นที่ โดยการนำผลงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น เช่น การนำเทคโนโลยี/นวัตกรรมมาปรับปรุงในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนา/ต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน การใช้เทคโนโลยี Smart Farm ในภาคเกษตร การพัฒนาทักษะ (Upskill/ Reskill) ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ รวมถึงการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก สามารถพึ่งพาตนเองได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนต่อไป
“ผมมีเวลาไม่มาก คือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภาวะว่างงาน และเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น” นายสุรศักดิ์ กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. – กกพ. จัดสัมมนาเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สรุปผลโครงการ “Capability Building for Energy Transition (2025)”
วันที่ 2–3 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมเมอเวนพิค รีสอร์ต เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดสัมมนาวิชาการและสรุปผลการดำเนินโครงการ Capability Building for Energy Transition (2025) เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่อนาคต โดยได้รับเกียรติจาก คุณประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการสำนักงาน กกพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน
คุณประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมภายใต้โครงการ Capability Building for Energy Transition (2025) เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาบุคลากร กกพ. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีองค์ความรู้ด้านเทคนิค เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงานในอนาคต ซึ่งมองว่า ENTEC สวทช. เป็นหน่วยงานพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดในด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ความรู้เชิงลึกและติดตามนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่บทบาทของ กกพ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านกิจการพลังงานของประเทศ จำเป็นต้องอาศัยทั้งมิติทางวิศวกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการเงิน การร่วมมือเช่นนี้จึงเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน ซึ่งหลักสูตรการอบรมได้พัฒนาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีแรกเป็นเพียงหลักสูตรสั้น ๆ เพื่อทดลอง
ก่อนปรับเป็นหลักสูตรเต็มรูปแบบ ในแต่ละปีจะมีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนโยบายพลังงาน เช่น ปีนี้ได้เพิ่มหัวข้อ Small Modular Reactor (SMR) หรือ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก เพื่อให้บุคลากร กกพ. สามารถติดตามและทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่อาจถูกนำมาใช้จริงในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
คุณประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กกพ. มีแนวคิดที่จะนำเรื่องข้อมูลพลังงานมาเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Smart Grid หรือโครงข่ายอัจฉริยะ ที่ต้องอาศัยข้อมูลเป็นฐานในการบริหารจัดการ ซึ่งรูปแบบการอบรมไม่ได้มองว่าเป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่สอดคล้องกับแผนระยะ 5 ปีของสำนักงาน และจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะนี่คือการบูรณาการร่วมกันให้เกิดผลลัพธ์มากกว่าเดิม ระหว่างการกำกับดูแลและองค์ความรู้เชิงเทคนิค การพัฒนาบุคลากรจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการกำกับกิจการพลังงานให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม ตลอดจนสร้างโอกาสให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งความร่วมมือกับ ENTEC สวทช. ครั้งนี้ไม่เพียงพัฒนาคน แต่จะต่อยอดเป็นกลไกการกำกับดูแลที่ตอบโจทย์ประเทศ และเปิดทางให้ไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า โครงการ Capability Building for Energy Transition (2025) ได้ดำเนินงานต่อเนื่องมาหลายเดือน โดยเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ กกพ. โดยตรง เพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในระดับโลก มีทั้งการจัดอบรมเชิงวิชาการ การศึกษาดูงานในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ด้านนโยบาย งานวิจัยและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการสรุปและปิดการอบรมอย่างสมบูรณ์ในปีนี้ และสำหรับในปี 2026 เรามองไปที่การวิจัยเชิงนโยบายและด้านกฎระเบียบ ที่จะช่วยเสริมบทบาทสำคัญของ กกพ. ในการกำกับกิจการพลังงานของประเทศ โดยมั่นใจว่าจะสามารถสนับสนุนความรู้ทางเทคนิคให้ กกพ. ก้าวทันพัฒนาการของประชาคมโลก ซึ่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปี ต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เป้าหมายระยะยาว และการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือกับ กกพ. มีส่วนสำคัญในการอัปเดตองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกแบบ Real-time ตัวอย่างเช่น เทรนด์ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ที่เริ่มเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย ผลกระทบจากโครงการที่ประเทศจะได้รับอย่างชัดเจน คือความมั่นใจว่าการตัดสินใจของ กกพ. จะตั้งอยู่บนฐานความรู้ที่อัปเดต ทันสมัย และรอบด้าน ไม่ได้อ้างอิงจากข้อมูลที่ล้าหลัง ทำให้ประเทศไทยสามารถซื้อเทคโนโลยีด้วยความเข้าใจ และตัดสินใจได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด
ด้าน ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า กิจกรรมการอบรมที่จัดขึ้น นอกจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพให้กับบุคลากรของ กกพ. โดยตรงแล้ว บุคลากรของ ENTEC เองก็ได้มีโอกาสเรียนรู้และสร้างเครือข่ายไปพร้อมกัน ถือเป็นประโยชน์ร่วมกันโดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การอัปเดตข้อมูลเชิงนโยบาย รวมถึงทิศทางพลังงานทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแลกิจการพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหัวข้อสัมมนาที่จัดขึ้นที่ผ่านมา ครอบคลุมหลากหลายเทรนด์ด้านพลังงาน อาทิ พลังงานไฮโดรเจน และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งกำลังเป็นทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality โดยการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ๆ จะช่วยเสริมทางเลือกนอกเหนือจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ดร.วิศาล กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ด้านพลังงานใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง การอบรมลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างความพร้อมให้กับบุคลากร กกพ. ในการทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงานยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดย ENTEC สวทช. ตั้งเป้าขยายผลการอบรมไปสู่การสร้างเครือข่ายที่กว้างขึ้น ไม่เพียงเฉพาะ กกพ. แต่รวมถึงภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ และผู้เกี่ยวข้องด้านพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต สำหรับผลการดำเนินงานของโครงการฯ ได้รับการตอบรับที่ดี มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การวัดผลจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญคือการส่งต่อองค์ความรู้ใหม่ ๆ และการสร้างเครือข่ายที่ช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานในระยะยาว
กิจกรรมมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) โดยมี ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในออกแบบหลักสูตรและผลักดันโครงการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาด พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ สร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและการศึกษาดูงานในสถานที่จริง ซึ่งช่วยให้บุคลากรของ กกพ. สามารถมองเห็นภาพรวมของเทคโนโลยีและทิศทางการกำกับดูแลด้านพลังงานอย่างรอบด้าน
ภายในกิจกรรมจัดให้มีการบรรยายครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) นำเสนอโดย ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช., ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) และกลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) นำเสนอโดย คุณมัญชุตา กิ่งเนตร Head of Strategic Partnership บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด., บทบาทของเอนไซม์ไฮโดรจีเนสในการผลิตไฮโดรเจนด้วยกระบวนการชีวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แสง (Hydrogenase in photobiocatalytic hydrogen production) นำเสนอโดย Dr.Nuttavut Kosem จาก Kyushu University, Japan
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานกังหันลมเขายายเที่ยง และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านพลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม ช่วยเปิดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
The Journey of i-CREATe: จากหนึ่งวิสัยทัศน์ สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อทุกคน
ทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่...เริ่มต้นจาก 'วิสัยทัศน์' ที่มองเห็นอนาคตก่อนใครเสมอ
จากสายพระเนตรและพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล็งเห็นว่า พลังของเทคโนโลยีสามารถเป็นมากกว่าเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง แต่ต้องเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโอกาส และเป็นกุญแจปลดล็อกศักยภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงวัย
นี่คือเรื่องราวการเดินทางของ i-CREATe จากพระราชดำริอันกว้างไกลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น สู่การเป็นเวทีระดับนานาชาติอันแข็งแกร่งที่หล่อหลอมนักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วเอเชียให้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อลดช่องว่างและสร้างความเท่าเทียมในสังคม
ขอเชิญชวนร่วมเป็นกำลังใจและติดตามไฮไลต์สำคัญ รวมถึงผลงานนวัตกรรมเด่นๆ ที่จะช่วยยกระดับชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการในงาน i-CREATe 2025 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน นี้ ผ่านทุกช่องทางของ สวทช. มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ไปด้วยกัน
ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับ i-CREATe 2025 > https://www.icreateasia.com/
.
Every great change begins with a vision that foresees the future.
From the royal vision and determination of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, who foresaw that the power of technology could be more than just a tool for wealth creation. It must be a bridge connecting people to opportunities and a key to unlocking potential and improving the quality of life for all, especially for persons with disabilities and the elderly.
This is the story of i-CREATe's journey: from its beginning as a far-sighted royal initiative to its evolution into a robust international platform. It convenes researchers, innovators, and policymakers from across Asia to create technologies aimed at enhancing the quality of life, particularly for the elderly and persons with disabilities, in order to reduce gaps and foster equality in society.
We invite you to show your support and follow the key highlights and outstanding innovations at i-CREATe 2025, from November 24-26, through all of NSTDA's channels. Let's join together in building a truly inclusive society.
For more details on i-CREATe 2025, visit > https://www.icreateasia.com/
ปฏิทินกิจกรรม
อว. นำทีมไทยร่วมเวทีวิทยาศาสตร์โลก STS Forum 2025 ร่วมขับเคลื่อน AI และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ
วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ณ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น - ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมเปิดการประชุมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 22 (Science and Technology in Society: STS Forum 2025) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมการประชุม
การประชุม STS Forum 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2568 ภายใต้หัวข้อ หลัก "การมองโลกในปี 2030 และในอนาคตต่อไป - อนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมนุษยชาติ" โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ที่เสด็จฯ มาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดที่ประเทศญี่ปุ่นและประชาคมโลกให้ต่อการสร้างสรรค์อนาคตผ่านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปด้วยกันอย่างยั่งยืน เพื่อ "ปูทางสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคตแห่งยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์" ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้จัดให้มีการแบ่งปันวิสัยทัศน์ใน 12 การประชุม Plenary Sessions และ 22 การประชุมย่อย เน้นประเด็นสำคัญที่ AI เป็นแกนหลักของการพัฒนา เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และส่งเสริมการพัฒนาอย่างรวดเร็วในทางที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เช่น ผลกระทบของ AI ต่อสังคมและเศรษฐกิจ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่ออนาคต เทคโนโลยีควอนตัม การลดช่องว่างดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม วิทยาศาสตร์เพื่อสันติภาพและความมั่นคง เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้ร่วมการแสดงปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิด นำเสนอแผนงานของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 ด้วยการขยายพลังงานหมุนเวียน การเกษตรอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้ AI และความร่วมมือในระดับภูมิภาคในการเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ (zero carbon society) รวมถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาสังคมโลกอย่างเป็นประโยชน์สูงสุด
จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับมอบหมายจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T Ministers’ Roundtable Meeting) ในหัวข้อ "วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสังคมแห่งอนาคต" โดยที่ประชุมได้หารือร่วมกันในการร่วมออกแบบสังคมแห่งอนาคตเพื่อชีวิตของมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อที่อุบัติใหม่ และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ทำให้ภาระด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน การใช้ AI ตามหลักจริยธรรม ผลกระทบต่อการจ้างงาน และธรรมชาติของสังคม โดยญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในระดับสากล
พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมการหารือทวิภาคีกับผู้บริหารของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และกลุ่มอุตสาหกรรม-รัฐบาลมาเลเซียเพื่อเทคโนโลยีขั้นสูง (Malaysian Industry-Government Group for High Technology) ประเทศมาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรองรับความท้าทายของภูมิภาคและนโยบายของทั้งสองประเทศ เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีพลังงานเพื่อความยั่งยืน และการส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูงเชิงพาณิชย์ ร่วมสร้างผสานพลังร่วมกันในการยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของทั้งไทยและมาเลเซียในระดับภูมิภาคอาเซียน และเข้าร่วมการประชุมคู่ขนานในหัวข้อ "ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยพิบัติ" จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้นำเสนอมุมมองและแนวทางนวัตกรรมในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติร่วมกับผู้กำหนดนโยบายที่มีประสบการณ์ และส่งเสริมศักยภาพให้มีบทบาทในการเป็นผู้นำและผู้ผลักดันแนวทางการแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก
นอกจากนี้ ดร.อิทธิ์ทณัฏฐ์ อิทธิวิภาต นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ สวทช. เข้าร่วม Young Leaders Program 2025 ซึ่งจัดภายใต้การประชุม The 22nd Annual Meeting of the STS forum เวทีนี้เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และสร้างเครือข่ายกับผู้นำระดับโลก รวมถึงผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากสาขาฟิสิกส์ เคมี สรีรวิทยาหรือการแพทย์ และสันติภาพ รวมทั้งสิ้น 12 ท่าน การประชุมมุ่งแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาโลก เช่น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัย และความสำคัญของการส่งต่อองค์ความรู้สู่นักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อเสริมพลังการวิจัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 141 คน จากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมประชุม RIL 2025 ที่เกียวโต ชูความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ยุค AI
เกียวโต, ญี่ปุ่น – 4 ตุลาคม 2568 – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสถาบันวิจัยระดับโลก “The 14th Global Summit of Research Institute Leaders (RIL 2025)” ณ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับผู้นำจาก 16 ประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางวิทยาศาสตร์โลกภายใต้แนวคิด “การร่วมมือเสริมสร้างความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ผู้อำนวยการ สวทช. เน้นย้ำว่า ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์อย่างก้าวกระโดด ความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับเผชิญความท้าทายจากปัญหาการนำเสนอผลงานเกินจริงและขาดความโปร่งใส สวทช. จึงมุ่งส่งเสริมจริยธรรมและความน่าเชื่อถือในการวิจัย พร้อมแบ่งปันความรู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะในยุคที่ AI มีบทบาทในทุกมิติของชีวิต
ในการประชุม สวทช. ได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานสากล สำหรับการอ้างอิงและรับรองผลงานวิจัย
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถืออย่างเป็นอิสระ และการพัฒนานักวิจัยและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ โดยใช้ AI เสริมศักยภาพควบคู่กับการกำกับดูแลที่โปร่งใส
ที่ประชุมได้ย้ำถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ทางวิทยาศาสตร์และความไว้วางใจของประชาชน โดยเฉพาะในด้าน AI พร้อมสนับสนุนการแบ่งปันความรู้และสร้างกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อรับมือความท้าทายระดับโลก และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการอภิปรายที่เปิดกว้างและการมีส่วนร่วมของชุมชน
การประชุม RIL 2025 ซึ่งจัดโดยสถาบัน RIKEN และ National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ก่อนงาน STS Forum 1 วัน ตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยั่งยืน ร่วมแก้ไขความท้าทายของมนุษยชาติอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. พร้อมดันไทยเป็น Hub อุตสาหกรรม EV เดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่–สร้างคนคุณภาพสู่อนาคต
(2 ต.ค.68) ณ ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต” ภายใต้โครงการพัฒนาหลักสูตร Sandbox สำหรับสร้างความเชี่ยวชาญกำลังคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ได้รับความสนใจจากภาครัฐ ตลอดจนผู้แทนจากสถาบันยานยนต์ไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เข้าร่วม
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. มีนโยบายในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญในระดับภูมิภาค รวมถึงมุ่งสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำของโลกด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายสูงและต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ ทั้งในมิติความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพของกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า สร้างความพร้อมในการรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการคมนาคมยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างกำลังคนคุณภาพ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่อนาคต
“กระทรวง อว. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรและศักยภาพของหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิจัยที่อยู่ภายใต้สังกัด เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ด้าน รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาหลักสูตร Sandbox กล่าวว่า งานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทักษะใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต” เป็นเวทีแห่งการระดมข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ
ภายในงานมีทั้งการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “มุมมองด้านความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” การเสวนา “แนวทางการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” การศึกษาดูงานด้านโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ (NQI) ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED) รวมถึงการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางส่งเสริม New Skill สำหรับอุตสาหกรรม EV ปิดท้ายด้วยการสรุปผลและกิจกรรม Networking เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาอย่างรอบด้านและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


