หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จากห้องแล็บสู่ร้านยา! นาโนเทค สวทช. ผนึก อรินแคร์ ดัน “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน 3,000 แห่งทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผนึกกำลัง บริษัท อรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digital Pharmacy Platform ชั้นนำของไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ประชาชน เชื่อม “นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน” ตั้งเป้า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงการคัดกรองโรคไต หนุนต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงและสร้างตลาดได้อย่างยั่งยืน เปลี่ยนงานวิจัยสู่การใช้จริง เชื่อมต่อนวัตกรรมสุขภาพสู่ชุมชน ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นโยบายของนาโนเทคให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพให้ก้าวพ้นจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยทำงานเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ ไปจนถึงการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ความร่วมมือกับอรินแคร์ครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มอีกส่วนสำคัญของเส้นทางนวัตกรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการแล้ว เชื่อมต่อกับช่องทางตลาดและเครือข่ายร้านยาที่มีอยู่จริง เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพของไทยมีโอกาสเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น “เป้าหมายของการวิจัยและพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องทำให้นวัตกรรมนั้นเดินทางไปถึงผู้ใช้และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง” ดร. ภญ.อุรชา กล่าว พร้อมระบุว่า โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การมีเครื่องมือคัดกรองที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ จึงเป็นอีกกลไกที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนตระหนักและเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการสร้าง “เส้นทางให้นวัตกรรมไทยไปถึงประชาชน” ผ่านกลไกของผู้ประกอบการและร้านยาชุมชน ซึ่งเป็นจุดบริการสุขภาพที่อยู่ใกล้ประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนงานที่ต้องการขยายจุดจำหน่ายชุดตรวจโรคไตให้ครอบคลุม 3,000 แห่งภายในปี 2569 ต่อยอดงานวิจัย AL-Strip สู่ Rapid Test คัดกรองความเสี่ยงโรคไตใน 5 นาที ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจ สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเป็นหนึ่งในผลงานที่เกิดจากการต่อยอดงานวิจัย “AL-Strip” โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและทราบผลภายในประมาณ 5 นาที นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเฝ้าระวังสุขภาพมากขึ้น “แผนงาน Battle นวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ของ สวทช. มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีชุดตรวจจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างช่องทางสู่ตลาด สำหรับชุดตรวจคัดกรองโรคไต ได้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทย 3 ราย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc ก่อนเดินหน้าสู่ระยะต่อไป คือการสร้างช่องทางให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านร้านยาชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วางจำหน่าย แต่ต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการใช้งานจริงและการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว” ดร.เดือนเพ็ญย้ำ ผสาน Digital Pharmacy ขยายช่องทางกระจายสู่ร้านยาทั่วประเทศ นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder & CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า อรินแคร์มีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Pharmacy ที่เชื่อมโยงระบบจัดการสินค้า เภสัชกร และเครือข่ายร้านขายยาเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ประชาชนผ่านเครือข่ายร้านยาทั่วประเทศได้อย่างเป็นระบบ “สำหรับเรา ความร่วมมือกับนาโนเทคครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ร้านยา แต่คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปเชื่อมต่อกับตลาดและผู้ใช้งานจริง โดยใช้ทั้งเครือข่ายร้านยา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว อรินแคร์ตั้งเป้าช่วยขยายช่องทางจำหน่ายให้ประชนชนเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือสำหรับเภสัชกรในการสื่อสารและให้คำแนะนำแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน ระบบ MedEx จะช่วยรองรับการกระจายสินค้าและการสั่งซื้อจากร้านยา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ตลาดและมีช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง” “เราอยากเห็นนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดจากการพัฒนาของคนไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่ห้องแล็บหรือเป็นเพียงงานวิจัย แต่สามารถไปถึงประชาชนและถูกนำไปใช้จริง ผ่านร้านยาที่อยู่ใกล้บ้านโดยมีเภสัชกรแนะนำ” นายธีระกล่าว ความร่วมมือระหว่าง นาโนเทค สวทช. และอรินแคร์ พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยทั้ง 3 ราย จึงเป็นการสร้างกลไก “นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน” ที่เชื่อมต่อองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้ากับระบบตลาดและบริการสุขภาพในชุมชน โดยนาโนเทคทำหน้าที่เป็นฐานด้านวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทยทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะที่อรินแคร์นำแพลตฟอร์มดิจิทัลและเครือข่ายร้านยามาช่วยขยายช่องทางการเข้าถึง สู่เป้าหมายร่วมกันในการทำให้นวัตกรรมจากงานวิจัยของไทยเกิดการใช้ประโยชน์จริง สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องมือคัดกรองสุขภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุม 3,000 ร้านยาทั่วประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ยศชนัน” เผย ครม. มีมติไฟเขียวขยายผล “Traffy Fondue” เป็นบริการกลางภาครัฐทั่วประเทศ ยกระดับแก้ปัญหาเมืองโปร่งใส-รวดเร็ว
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมือง (Traffy Fondue) เป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศไทย พร้อมมอบหมายให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับของรัฐในทุกจังหวัดทั่วประเทศ พิจารณานำแพลตฟอร์มดังกล่าวมาใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชน และเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นบริการกลางในการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนทั่วประเทศ และยกระดับการบริการภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีลักษณะเป็นระบบรวมศูนย์การรับแจ้ง (Single Point of Contact) ที่นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานร่วมกัน ซึ่งมีจุดเด่นในการจัดเก็บข้อมูลปัญหาด้วยภาพถ่ายและระบุพิกัด GPS อัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนและงบประมาณของรัฐ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนรายงานปัญหาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสามารถติดตามความคืบหน้า ให้คะแนนความพึงพอใจ และตรวจสอบความโปร่งใสได้ทันที ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีหน่วยงานใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวในพื้นที่ 37 จังหวัด รวม 22,577 หน่วยงาน ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่า 34 ล้านคน มีการรับแจ้งเรื่องรวมทั้งสิ้น 1,944,956 เรื่อง และแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว 1,500,633 เรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 77 โดยหน่วยงานที่มีการใช้งานสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การไฟฟ้านครหลวง, สำนักงาน กสทช. และศูนย์บริการภาครัฐเพื่อประชาชน (สายด่วน GCC 1111) ตามลำดับ โดยประเภทเรื่องที่มีการแจ้งสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไฟฟ้า, ถนน, ทางเท้า, การผิดกฎจราจร และความสะอาด สำหรับความสำเร็จในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ปี 2565-2569 มีการแจ้งเรื่องรวม 1,247,909 เรื่อง ช่วยลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาจากเดิมเฉลี่ย 13 วัน เหลือเพียง 2 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 77 และประชาชนมีความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 81 โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 กทม. ได้นำแพลตฟอร์มนี้มาใช้รับแจ้งรอยร้าวในอาคารจำนวน 18,628 เรื่อง ซึ่งสำนักการโยธา กทม. ดำเนินการแล้วเสร็จถึงร้อยละ 92 และประชาชนมีความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 96 นอกจากนี้ ยังช่วยขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และสร้างฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Data-Driven Policy) ในการวางแผนงบประมาณและจัดสรรบุคลากรของ กทม. อีกด้วย “ที่ผ่านมา กระทรวงต่างๆ นำ Traffy Fondue ไปปรับใช้งานตามภารกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรมนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้งานในระบบที่เรียกว่า “แจ้งอุต” ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนและปัญหาเกี่ยวกับการประกอบกิจการอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ นำ Traffy Fondue for Education ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษา กระทรวงแรงงาน เริ่มทดลองใช้ “Traffy Fondue” ดูแลพี่น้องแรงงาน 45 ล้านคนทั่วโลก เป็นต้น” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขานรับมติ ครม. โดยมอบหมายให้ทีมผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เตรียมความพร้อม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศักยภาพการรองรับข้อมูล การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการสนับสนุนเทคโนโลยีแก่ทุกหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง “การที่ ครม. มีมติยกระดับ Traffy Fondue ให้เป็นบริการกลางภาครัฐ นับเป็นก้าวสำคัญของการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่คิดค้นโดยนักวิจัยไทย มาแก้ปัญหาจริงในระดับประเทศ กระทรวง อว. โดย สวทช. ได้ขยายระบบการรองรับ พัฒนาความสามารถของระบบและอัลกอริทึม AI ในการคัดกรอง จำแนก และส่งต่อเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอัตโนมัติ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานจากประชาชนทั่วประเทศและหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สนับสนุนและบูรณาการหน่วยงาน จัดทีมเทคนิคและวิทยากรจาก สวทช. ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดอบรมเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบให้ทุกกระทรวง จังหวัด และท้องถิ่น นำ Traffy Fondue ไปปรับใช้ตามภารกิจได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ ต่อยอดฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ยกระดับข้อมูลปัญหาจาก Traffy Fondue ให้เป็น Big Data ระดับประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารภาครัฐและท้องถิ่นใช้วางแผนงบประมาณ จัดสรรกำลังคน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด ลดการซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” ผอ.สวทช. กล่าวและว่า การขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เป็นบริการกลางของภาครัฐทั่วประเทศในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีความโปร่งใสในการติดตามผล ขณะที่ภาครัฐสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหา ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน ตลอดจนมีข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและการวางแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะที่ล่าช้า พร้อมทั้งยกระดับดัชนีภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของภาครัฐต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เชื่อมพลังวิจัยไทย-จีน สวทช. ต้อนรับคณะผู้แทน SARI หารือความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเป้าเชิงพาณิชย์–ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย วทน.
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ อาคาร สวทช. โยธี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันวิจัยขั้นสูงเซี่ยงไฮ้แห่งบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์จีน (Shanghai Advanced Research Institute, Chinese Academy of Sciences: SARI) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และขยายโอกาสการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกันระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน สานพลังพันธมิตรวิจัยสู่เวทีนานาชาติ การพบปะหารือครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่คณะผู้แทน SARI เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม 2026 Tengchong Scientists Forum Bangkok Conference โดยมีผู้แทนจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ประจำกรุงเทพฯ (CAS Innovation Cooperation Center, Bangkok: CASICCB) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ SARI เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและทิศทางการดำเนินงานร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง ผลักดันงานวิจัยขั้นสูงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคม ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอภารกิจหลัก บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในอนาคต โดยมุ่งเน้น: การริเริ่มโครงการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูงไปสู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ SARI ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การหารือร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการกระชับเครือข่ายพันธมิตรด้านการวิจัยระหว่างไทยและจีน ตอกย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและเวทีสากลต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึก มูลนิธิชัยพัฒนา-กองทัพบก ลงนามใช้ วทน. ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรยั่งยืน
(วันที่ 22 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมหนุมาน สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา และกองทัพบก จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายผลสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ พัฒนาหลักสูตร และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง 3 หน่วยงาน นำมาสู่พิธีลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการในวันนี้ โดยมี พลเอก เจษฎา ศรีสุภาพ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและกล่าวถึงการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้บริหารจากทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) โดยมีวัตถุประสงค์และขอบเขตหลัก ได้แก่ “การบูรณาการองค์ความรู้ วทน.” คือ การนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) จาก สวทช. มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตร “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ” จากการร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เช่น โครงการทหารพันธุ์ดีของกองทัพบก และพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ให้พร้อมรองรับและปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ “การพัฒนาหลักสูตรและการถ่ายทอดความรู้” ที่เป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน วทน. ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กำลังพล เกษตรกร และชุมชนเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืน “การแลกเปลี่ยนทรัพยากรและพัฒนาบุคลากร” โดยการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กำลังพล งบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนการจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้ามาเสริมแกร่งการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ขยายผลของมูลนิธิชัยพัฒนา “การที่ สวทช. นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาถ่ายทอดให้กับกำลังพลและชุมชน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว” พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพบกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ สวทช. และมูลนิธิชัยพัฒนาในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดการดำเนินงานในโครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพบกทั่วประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาทักษะให้กับกำลังพลและเครือข่ายเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการติดอาวุธทางปัญญาในการบริหารจัดการภาคการเกษตรสมัยใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน ซึ่งกองทัพบกพร้อมสนับสนุนกำลังพลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้งสามหน่วยงานอย่างลงตัว โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีของ สวทช. มาเชื่อมโยงกับเครือข่ายพื้นที่ของกองทัพบก และแนวทางการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในพื้นที่ มุ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ทหารพันธุ์ดีและเกษตรกรในชุมชน ทั้งนี้ สวทช. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการ “สร้างคนควบคู่เทคโนโลยี” เพื่อบ่มเพาะทักษะและสร้างเครือข่ายแกนนำในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองและถ่ายทอดความรู้ต่อได้อย่างยั่งยืน โดย สวทช. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนทันทีในปีงบประมาณ 2570 ผ่านโครงการสำคัญ เช่น การพัฒนาศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์พืชผักและสมุนไพรครบวงจร (Training Hub) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อสืบสานพระราชดำริด้านความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภัณฑ์เพื่อยกระดับสู่เกษตรปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม” ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทั้ง 3 หน่วยงาน โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมตามแนวพระราชดำริ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ และกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่มีเครือข่ายพื้นที่และกำลังพลครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่โครงการทหารพันธุ์ดี ได้รับถ่ายทอดจาก สวทช. อาทิ เทคโนโลยีชีวภัณฑ์ (Biocontrol): นวัตกรรมการควบคุมศัตรูพืชทางชีวภาพเพื่อทดแทนสารเคมี ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์โครงการทหารพันธุ์ดี” ในค่ายทหารต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนผลิตใช้เองได้จริง จำนวน 7 แห่ง โดยดำเนินการจัดตั้งแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ 1.กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2.มณฑลทหารบกที่ 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3.ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายภูมิพล ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 4.ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 5.กองพลพัฒนาที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และ 6.โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน กรมทหารพรานที่ 32 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ครบวงจร (Training Hub): การพัฒนาหลักสูตรและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรปลอดภัยร่วมกับสถาบันการศึกษา (เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เน้นการสร้าง "คนควบคู่เทคโนโลยี" เพื่อบ่มเพาะกำลังพลและเกษตรกรให้เป็นแกนนำในการพึ่งพาตนเองได้ การบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจและสมุนไพร: การส่งเสริมการเพาะปลูกพืชสายพันธุ์พระราชทาน (เช่น ขมิ้นชันพันธุ์เนื้อทอง) และเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่การผลิตพืชอาหารและสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน โครงการทหารพันธุ์ดี ครอบคลุมพื้นที่หลักทั่วประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคหลัก เช่น ภาคเหนือ (เช่น กองทัพภาคที่ 3 มีหน่วยดำเนินการกระจายใน 17 จังหวัดเหนือ กว่า 61 หน่วยย่อย), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เช่น มณฑลทหารบกที่ 24 จ.อุดรธานี), และพื้นที่ภาคกลาง (เช่น ค่ายภูมิพล จ.ลพบุรี) โดยเป็นการขยายผลศูนย์เครือข่าย ที่มีการขับเคลื่อนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะทางในค่ายทหารอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ศูนย์ชีวภัณฑ์โครงการทหารพันธุ์ดี ที่ขยายผลแล้วหลายแห่ง (อาทิ ศูนย์ที่ 2 ณ มทบ.24 จ.อุดรธานี และศูนย์ที่ 3 ณ ค่ายภูมิพล จ.ลพบุรี รวมถึงการเตรียมจัดตั้งที่จังหวัดน่าน) เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานส่งต่อองค์ความรู้อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
MTEC Global Partnership Dialogue Ep. 7
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน 📌MTEC Global Partnership Dialogue Ep. 7 ภายใต้หัวข้อ “AquaWatch: Addressing the Challenges to Implement of Extensive Process-based and Data-driven Approaches to Water Quality Monitoring, Assessment and Forecasting” ร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ด้วยพลังของข้อมูลและแบบจำลองเพื่อการประเมินและพยากรณ์คุณภาพน้ำอย่างแม่นยำและยั่งยืน . บรรยายโดย Dr. Tim J. Malthus Senior Principal Research Scientist CSIRO Environment Research Unit, Australia และ . Dr. Xuibin Qi Senior Research Scientist / Engineer CSIRO Space and Astronomy, Australia . 📅 วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 🕘 เวลา 09:30–12:00 น. 📍 ห้อง M120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย . 🔗 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Clink link: https://forms.gle/xHhkWkHSDqmZRLBE8
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญเข้าร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569
ขอเชิญเข้าร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ⏰ วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 08.30–16.00 น. 📍 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 🎥 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 🚩 เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้ ที่ https://forms.gle/NJa83n5oZgToGs1p8 (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ‼️ 📢 วัตถุประสงค์ เพื่ออบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักด้านจริยธรรมการวิจัยให้แก่บุคลากรด้านการวิจัยในทุกระดับ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนและมาตรการป้องกันการประพฤติมิชอบทางการวิจัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมในการทำวิจัยที่ดี 🏆 ประกาศนียบัตร ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับ ประกาศนียบัตร เพื่อใช้เป็นหลักฐานการอบรมด้านมาตรฐานการวิจัย และใช้ประกอบการยื่นขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของ วช. ได้ 📞 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช. โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 71834 (คุณรัตนพรรณ) หรือ 71836 (คุณภาวรินทร์) E-mail: QRI@nstda.or.th ผู้ประสานงานของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โทรศัพท์ 075-673-591 (คุณธนาภรณ์ มีภพ)
ปฏิทินกิจกรรม
 
“YoungFit-KAN (ยังฟิต-กัน)” แพลตฟอร์มออกกำลังกายที่ “เข้าใจสุขภาพผู้สูงอายุ”
สรุปใจความสำคัญ YoungFit-KAN แพลตฟอร์มออกกำลังกายที่ปรับกิจกรรมให้เหมาะกับความพร้อมและเป้าหมายของผู้สูงอายุแต่ละคน ผสานอุปกรณ์สวมใส่และแอปพลิเคชันเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และอัตราการเต้นหัวใจขณะออกกำลังกาย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งการยืดเหยียดเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกหัวใจและปอด การทรงตัว การฝึกสมอง และการดูแลสุขภาวะทางใจ ระบบนำข้อมูลก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกายมาประเมินความก้าวหน้าและปรับแผนให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ออกแบบให้ใช้งานร่วมกันได้หลายคน พร้อมแยกข้อมูลรายบุคคล เหมาะสำหรับครอบครัว สถานพยาบาล และศูนย์บริการสุขภาพชุมชน ทุกวันนี้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงหรือบรรเทาความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และชะลอความเสื่อมด้านการรู้คิดได้อีกด้วย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการฝึกกล้ามเนื้อและกิจกรรมที่ช่วยเสริมการทรงตัวและความแข็งแรงอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา “YoungFit-KAN (ยังฟิต-กัน)” แพลตฟอร์มสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุผ่านการออกกำลังกาย ที่มาพร้อมระบบ adaptive หรือความสามารถในการปรับกิจกรรมให้เหมาะกับความพร้อมของร่างกาย และเป้าหมายการออกกำลังกายของผู้สูงอายุรายบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของ สวทช. “YoungFit-KAN” ชวนผู้สูงอายุมาเพิ่มความฟิตแบบฟิน ๆ ผู้สูงอายุหลายคนมีใจอยากที่จะออกกำลังกาย แต่ไม่รู้ว่าควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง และสอดคล้องกับเป้าหมายการดูแลสุขภาพ [caption id="attachment_90437" align="aligncenter" width="450"] ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ นักวิจัยทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ นักวิจัยทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการพัฒนา YoungFit-KAN มาจากการที่ทีมวิจัยต้องการให้ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และชะลอความเสื่อมของสมอง จึงได้ศึกษารูปแบบวิธีการการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุผ่านการออกกำลังกายซึ่งมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ YoungFit-KAN ประกอบด้วยอุปกรณ์ประเภทสวมใส่ (wearable device) เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวและข้อมูลชีวภาพ กับแอปพลิเคชันสำหรับทำกิจกรรมออกกำลังกาย ดร.วินัย อธิบายว่า อุปกรณ์สำหรับสวมใส่ประกอบด้วยสายรัดข้อมือ ต้นแขน และเหนือหัวเข่า (เลือกใส่เฉพาะสายรัดข้อมือได้) เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายว่าทำท่าทางได้ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ โดยที่สายรัดข้อมือจะมีเซนเซอร์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อตรวจสอบว่ามีการออกกำลังกายที่ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป โดยหลังจากผู้สูงอายุกรอกข้อมูลเพื่อการประเมินรูปแบบการออกกำลังกายผ่านแอปพลิเคชันแล้ว ระบบจะออกแบบและแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมให้แบบรายบุคคล “รูปแบบการออกกำลังกายจะมีทั้งการออกกำลังกายแบบพื้นฐานในชีวิตประจำวัน การยืดเหยียด การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การฝึกความแข็งแรงของหัวใจและปอด และการออกกำลังกายควบคู่กับการฝึกสมองหรือ dual task ผ่านกิจกรรมที่ผสานการเคลื่อนไหวกับการคิดและการตอบสนอง เช่น การฝึกการทรงตัว การเคลื่อนไหวตามการมองเห็น โดยมีดนตรีประกอบเพื่อความเพลิดเพลิน” ซึ่งจะมีการปรับระดับความยากง่ายให้เหมาะกับสมรรถภาพของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาวะทางใจ เช่น การฝึกการหายใจ การนั่งสมาธิด้วย โดยทุกกิจกรรมภายใต้แพลตฟอร์มผ่านการออกแบบให้เข้าใจได้ง่าย สื่อสารชัดเจน ภาพสวยงาม เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุใช้งานได้อย่างสนุกและมีความสุข” YoungFit-KAN ไม่ได้เพียงแนะนำรูปแบบการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังติดตามข้อมูลการออกกำลังกายเพื่อนำมาประเมินและปรับแผนการออกกำลังกายให้เหมาะสม เพื่อให้การออกกำลังกายมีรูปแบบที่สอดคล้องกับความพร้อมของร่างกายและเป้าหมายของผู้ใช้งานแต่ละคนด้วย โดยนำข้อมูลตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกายมาวิเคราะห์ความพร้อมในการออกกำลังกาย ความสม่ำเสมอในการทำตามแผน รูปแบบและปริมาณการออกกำลังกาย รวมถึงความถูกต้องและความเหมาะสมของท่าทาง เพื่อประเมินความก้าวหน้าและช่วยปรับสมดุลของการออกกำลังกายให้เหมาะสม “เครื่องเดียว ใช้ได้หลายคน” ชวนแข็งแรงไปด้วยกัน YoungFit-KAN ผ่านการออกแบบให้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกันได้หลายคน เพราะมีการแยกเก็บและติดตามข้อมูลการออกกำลังกายของผู้ใช้งานรายบุคคล จึงเหมาะทั้งการใช้งานร่วมกันภายในครอบครัว และการติดตั้งใช้งานในสถานพยาบาลหรือศูนย์บริการด้านสุขภาพของชุมชน ดร.วินัย อธิบายว่า แอปพลิเคชันผ่านการออกแบบให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ (log in) ด้วยบัญชีส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อแยกเก็บข้อมูลการออกกำลังกายและติดตามพัฒนาการได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันระบบยังผ่านการออกแบบให้สามารถเปิดสิทธิ์ให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ บุตรหลาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน เข้าถึงข้อมูลเพื่อช่วยติดตามการออกกำลังกายและช่วยดูแลสุขภาพของผู้ใช้งานได้ด้วย “ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้รับความอนุเคราะห์ให้นำ YoungFit-KAN ไปติดตั้งทดสอบใช้งานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บริเวณคลินิกผู้สูงวัยสุขภาพดี โดยเปิดให้ผู้สูงอายุที่มาใช้บริการได้ออกกำลังกายในช่วงรอเข้ารับการตรวจหรือหลังตรวจเสร็จแล้วก่อนเดินทางกลับ ผู้สูงอายุที่ได้ใช้งานต่างให้ความสนใจในเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก มีการสอบถามถึงช่องทางการจัดซื้อและราคาอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุสนใจเป็นพิเศษคือการเป็นแพลตฟอร์มที่มีรูปแบบการใช้งานที่เข้าใจได้ง่าย เล่นสนุก และยังมีภาพที่สวยงาม” ทีมวิจัยได้นำข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงมาปรับปรุงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันแพลตฟอร์ม YoungFit-KAN อยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ดร.วินัย กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไปทีมวิจัยมีแผนขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อขยายการใช้งาน YoungFit-KAN ไปยังหน่วยบริการสุขภาพในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงเครื่องมือออกกำลังกายที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้สะดวกและมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุในประเทศไทยด้วยการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และชะลอความเสื่อมของสมอง อันจะนำไปสู่การยกระดับสุขภาวะของประชาชนและเสริมความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว ผู้ประกอบที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งใช้งานยังหน่วยบริการประชาชน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2478 หรืออีเมล winai.chonnaparamutt@nectec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
กระทรวง อว. และ สวทช. ผนึกกำลังจีน ขับเคลื่อนเวทีระดับโลก “Tengchong Scientists Forum 2026 Bangkok Conference” ชู AI เสริมศักยภาพมนุษย์ และพลิกโฉมวิทยาศาสตร์ชีวภาพสู่อาเซียน
21 กันยายน 2569 — กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขับเคลื่อนการประชุมระดับนานาชาติ Tengchong Scientists Forum (TSF) 2026 Bangkok Conference ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนอกสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้แนวคิดหลัก "Connecting the World Through Intelligence, AI Transforming the Future of Life Sciences" (เชื่อมโยงโลกด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI พลิกโฉมอนาคตวิทยาศาสตร์ชีวภาพ) ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ พิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต. ประจำกระทรวง อว., ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว., นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว., ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช., ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (CAS) และผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำทั้งไทยและจีนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ไฮไลท์สำคัญจากการประชุม: ยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ (AI-Augmented Human Intelligence): ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า ความร่วมมือด้าน AI ระหว่างไทยและจีนควรเน้นการนำเทคโนโลยีมาเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับความสามารถของมนุษย์ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการรักษา 'อธิปไตยของมนุษย์' (Human Sovereignty) และอธิปไตยด้านข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์เสมอ พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ Thailand Brain Initiative ในเดือนหน้า ซึ่งมีเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงสมองของมนุษย์เข้ากับ AI การต่อยอดสู่วิทยาศาสตร์ชีวภาพและตลาดอาเซียน: นางเพ็ญนภา เผยว่า ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาพลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) อย่างแท้จริง โดยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดขอบเขตใหม่ ๆ ทั้งในการพัฒนายา การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare) ในขณะเดียวกัน ไทยยังมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อขยายผลสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนโครงการ Thailand Brain Initiative: โครงการสำคัญที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า โดยมีเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงระหว่างสมองมนุษย์กับ AI เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ในการพัฒนาขีดความสามารถของคน ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนากลไกหลักของประเทศ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมขับเคลื่อนและสานต่อความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ เพื่อผสานจุดแข็งด้านการวิจัยของไทยเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของจีน พร้อมทั้งช่วยหนุนเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพให้มีความเข้มแข็ง ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 21 ก.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569อ.เชน นำทัพจับมือ สธ. ขับเคลื่อน Digital Health & AI ด้านการแพทย์ ประเดิมทดสอบ 3 นวัตกรรมใน รพ. นำร่อง             "ยศชนัน" แถลงความร่วมมือ 3 ปี ดันผลงานวิจัย Medical AI Consortium คัดกรองโรคสำคัญผ่านโครงสร้างพื้นฐาน HPC พร้อมเร่งพัฒนากำลังคนและระบบ AI-SaMD รับรองมาตรฐานระดับประเทศ ... >> อ่านต่อผนึกไทย-เกาหลี! นาโนเทค สวทช. ดันนวัตกรรมยา-ชีวภาพสู้ตลาดโลก         โชว์ศักยภาพทิศทางวิจัย AI และระบบนำส่งยาขั้นสูง ชูผลงานเด่นแพลตฟอร์มเข็มจิ๋ว N-JOINT และ DoPoom เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ในเวที Korea-Thailand Pharmaceutical Forum   ... >> อ่านต่อไบโอเทค–NAFRI ลาว ผนึกกำลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง : ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการฯ อบรมการตรวจโรคใบด่างและผลิตพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ถ่ายทอดตรวจแล็บและชุดตรวจ Strip Test เพื่อตัดวงจรโรค ยกระดับผลผลิตลุ่มน้ำโขงยั่งยืน ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. ผนึกกำลัง กปภ. ขับเคลื่อนนวัตกรรมน้ำสะอาดด้วยนาโนเทคโนโลยี เสริมศักยภาพรับมือสาธารณภัย
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้แผนงาน Pre-battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต หรือ A-QUALITY นำโดย ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการแผนงาน Pre-battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (A-QUALITY) และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ ร่วมขับเคลื่อนการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการปรับปรุงคุณภาพน้ำไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนน้ำสะอาดแก่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบสาธารณภัย พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภคได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งมอบรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ “ทันใจ ใสกิ๊ง” บรรเทาสาธารณภัย ณ จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอปัว จังหวัดน่าน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ทันใจ ใสกิ๊ง” รถผลิตน้ำดื่มเพื่อผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมส่งมอบรถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีแบบเคลื่อนที่ จำนวน 10 คัน โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายอำเภอปัว หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม โครงการดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กปภ. และ สวทช. ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์สาธารณภัย เจาะลึกเทคโนโลยีรถผลิตน้ำดื่ม “ทันใจ ใสกิ๊ง” ผสานนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี โครงการ “ทันใจ ใสกิ๊ง” รถผลิตน้ำดื่มเพื่อผู้ประสบสาธารณภัย เป็นความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และ กปภ. ที่นำไปสู่การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำหรับรถผลิตน้ำดื่ม “ทันใจ ใสกิ๊ง” ซึ่งเป็นระบบผลิตน้ำดื่มแบบเคลื่อนที่ที่สามารถนำไปปฏิบัติงานได้ตามความต้องการของพื้นที่ โดยมีจุดเด่นทางเทคโนโลยี ดังนี้: กระบวนการผลิตน้ำ 7 ขั้นตอน ผสานการทำงานร่วมกับวัสดุนาโนอัจฉริยะ ระบบเมมเบรนประสิทธิภาพสูง สำหรับการกรองสารปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เซนเซอร์สำหรับตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำและตรวจสอบผลได้ทันที กำลังการผลิตน้ำดื่มสูงสุด 500 ลิตรต่อชั่วโมง ออกแบบให้มีความคล่องตัวต่อการเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่วิกฤตเร่งด่วน ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน การดำเนินงานภายใต้แผนงาน Pre-battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต หรือ A-QUALITY จึงเป็นอีกกลไกสำคัญของนาโนเทค สวทช. ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับภารกิจของหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาคุณภาพน้ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างความพร้อมด้านน้ำสะอาดของประเทศ และยกระดับความสามารถในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้-เทคโนโลยี-นวัตกรรม-บุคลากร-ข้อมูล ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย เร่งปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive ก่อนขยายผลทั่วประเทศ
(วันที่ 18 กันยายน 2569) ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ นักวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูลและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองกระทรวง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. ร่วมเป็นสักขีพยาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การผนึกกำลังในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวง อว. และกระทรวง ทส. จะได้ร่วมกันน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาสู่การปฏิบัติจริงด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยในทุกภารกิจ ทส. จะทำหน้าที่เป็นทัพหน้านำการขับเคลื่อน ขณะที่ อว. จะเป็น ‘กองหลังที่ดี’ คอยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันฟื้นฟูชายฝั่ง ต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก สำหรับก้าวต่อไปภายใน 1–2 เดือนนี้ จะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช. เข้ามาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดอัตราการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่ “นอกจากนี้ เรายังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิด ‘ธรรมชาติเชิงบวก’ ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA, NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA มาประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงสู่กลไก ‘Nature Finance’ ที่เปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าและลดการเผาให้กลายเป็นรายได้คาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน ควบคู่กับการเตรียมรับมือวิกฤตเร่งด่วน ทั้งปัญหา PM 2.5 เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการช้างป่า เพราะปัญหาของประเทศชาติรอไม่ได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ทำเพื่อกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย” รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าว ด้าน นายสุชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทั้งสองกระทรวงจะน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะระบบนิเวศแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล มาสู่การขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ทั้งการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ พะยูน และเต่าทะเล ตลอดจนการหาแนวทางบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ รวมถึงการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน “ปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของทั้งสองกระทรวงจะช่วยขับเคลื่อนทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสม พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง กระทรวง ทส. จะสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบาย แผนงาน และมาตรการในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป” นายสุชาติ กล่าว โอกาสนี้ ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ได้นำเสนอผลงานวิจัย C-Fences นวัตกรรมโครงสร้างรั้วชะลอคลื่นและม่านดักตะกอนจากวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และ โครงสร้างประชากรของพันธุ์ไม้สกุลไม้ถั่ว (Bruguiera) ในประเทศไทย (พืชป่าชายเลนในวงศ์โกงกาง เช่น ถั่วขาว ถั่วดำ และพังกาหัวสุม) จากการศึกษาทางพันธุศาสตร์ประชากร (Population Genetics) ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวง ทส. ให้กับรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวงได้ทราบความคืบหน้าการทำงานร่วมกันด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม ผลงานวิจัย C-Fences นวัตกรรมโครงสร้างรั้วชะลอคลื่นและม่านดักตะกอนจากวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ https://www.nstda.or.th/nac/2026/exhibition/tlo42/ โครงสร้างประชากรของสกุลไม้ถั่ว <https://www.nstda.or.th/noc/research-outputs/genome-bruguiera-parviflora/>
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. แชร์โมเดล “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ร่วมกับ สสวท. ยกระดับมาตรฐาน ITA ภาครัฐ
เพราะ “องค์กรที่ดี” ไม่ได้วัดแค่ผลลัพธ์การทำงาน แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะศึกษาดูงานจาก สสวท. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านแนวทางการดำเนินงาน และ Best Practices ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นำโดย นายกุลกวี ชินสกุลรัตนชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการพร้อมด้วยคณะบุคลากร สสวท. ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกระบวนการทำงาน กลไกการเปิดเผยข้อมูล การส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในองค์กร ตลอดจนมาตรการป้องกันการทุจริตที่นำไปใช้ได้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน ในฐานะหน่วยงานวิจัยภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล สวทช. มีผลการประเมิน ITA อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนองค์กรให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการของ สสวท. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมิน ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มุ่งมั่นที่จะเป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกผลงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องเริ่มต้นจากระบบการบริหารจัดการองค์กรที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ การร่วมถ่ายทอดโมเดลการทำงานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแบ่งปันความรู้ระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สสวท. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม และส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ข่าวสาร ITA