หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมพิธีเปิดการประชุมระดับนานาชาติ ASPAC Conference 2026 มุ่งส่งเสริมเครือข่ายและยกระดับการสื่อสารวิทยาศาสตร์ระดับสากล
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก (ASPAC) จัดการประชุม Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026 ซึ่งงานจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2569 ควบคู่กับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2 – 3 อาคารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อพวช., ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), คณะผู้บริหารเครือข่าย ASPAC และผู้แทนศูนย์วิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงาน ภายในพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวง อว. มีนโยบายมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดงาน ASPAC 2026 ร่วมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ จึงสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย ในการเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับสากล "สำหรับแนวคิดหลักของการประชุมในปีนี้คือ 'Museums Empowering Futures: Science Engagement in the Age of Uncertainty' ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทโลกปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องปรับบทบาทเป็นพื้นที่เชิงรุกที่สร้างความผูกพันและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคม (Science Engagement) เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมและจุดประกายความคิดให้แก่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่เติบโตอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน" ต่อมา นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อพวช. เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยกล่าวว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับสากลครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน ตลอดจนเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำเสนอนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ร่วมกัน ส่วน Mr. Lee Song Choon ผู้อำนวยการบริหาร ASPAC รายงานผลการดำเนินงานปี 2024–2026 อัปเดตข้อมูลสมาชิกใหม่ และมอบทุน ASPAC Fellows 2026 เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และ Ms. Maria Isabel Garcia ประธานเครือข่าย ASPAC กล่าวในหัวข้อ "Overview of ASPAC Conference 2026: The Reimagined ASPAC Conference 2026"  โดยระบุว่า การประชุมในครั้งนี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่เพื่อตอบรับกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเชิงรุกที่ก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วภูมิภาคสามารถปรับตัวและส่งมอบประสบการณ์เรียนรู้ที่มีความหมายต่อชุมชนและสังคมได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษที่น่าสนใจในหัวข้อ “The Future of Human Learning” โดย Dr. Park Pyong Woon ผู้อำนวยการ Korea Mental Science Research Institute ก่อนจะนำเข้าสู่การเปิดนิทรรศการ ASPAC Science Central อย่างเป็นทางการ สวทช. ในฐานะหนึ่งในหน่วยงานหลักภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายการเรียนรู้และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและประชาชนไทย ให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกกำลัง CSIRO ออสเตรเลีย ลงนาม LOI ขยายกรอบความร่วมมือด้าน วทน. ระดับแนวหน้า
 สวทช. ผนึกกำลัง CSIRO ออสเตรเลีย ลงนาม LOI ขยายกรอบความร่วมมือด้าน วทน. ระดับแนวหน้า โดยมีผู้นำไทย–ออสเตรเลีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงแคนเบอร์ราวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. เดินทางเยือนองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) องค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย ณ ศูนย์วิจัย Black Mountain กรุงแคนเบอร์รา ในโอกาสการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในโอกาสสำคัญนี้ ได้มีพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) เพื่อส่งเสริมและกระชับความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมระหว่าง สวทช. และ CSIRO โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทั้งสองชาติเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของภูมิภาค  ยกระดับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและพัฒนาผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า การลงนาม LOI โดยมีผู้นำของทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงสัมพันธไมตรีอันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและพัฒนา ที่ผ่านมา สวทช. และ CSIRO ได้ร่วมกันผลักดันโครงการสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต การวิจัยและผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ การจัดการขยะพลาสติกในระดับภูมิภาค และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ซึ่งการยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเร่งรัดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์และเชิงนโยบาย อันจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และร่วมสร้างทางออกที่ยั่งยืนต่อความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความมั่นคงทางสุขภาพต่อไปในอนาคต รวมถึงการมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมนอกจากนี้ ยังสอดรับกับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสู่การเติบโตด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Growth) และเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีไปสู่การเป็น “ผู้สร้างมูลค่า” (Value Creator) ผ่านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ควบคู่กับการยกระดับฐานเศรษฐกิจเดิม โดยเฉพาะการผลักดันการเกษตรและอาหารแม่นยำมูลค่าสูง (Agri-Tech & Future Food) การแพทย์และชีวเภสัชภัณฑ์ขั้นแนวหน้า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนการใช้วิทยาศาสตร์และการทูตนวัตกรรม (Science Diplomacy) ดึงดูดความร่วมมือและการลงทุนจากพันธมิตรวิจัยชั้นนำระดับโลก  เจาะลึกโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการระดับโลก ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. ได้เข้าร่วมการประชุมหารือทวิภาคีเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนโครงการวิจัยร่วมในอนาคต พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลกของ CSIRO หลายแห่ง ได้แก่ คลังข้อมูลและตัวอย่างดินแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National Soil Archive - ANSA) ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและการสำรวจระยะไกล (Precision Agriculture and Remote Sensing) ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรดิน รวมถึงการเยี่ยมชมนวัตกรรมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (AquaWatch) ซึ่งผสานข้อมูลการตรวจวัดภาคพื้นดินเข้ากับข้อมูลดาวเทียมเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างแม่นยำและครบวงจร ปิดท้ายด้วยการประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืน (Innovation in Food for Sustainability: IF4S) เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านโปรตีนทางเลือก อาหารแห่งอนาคต และโครงการ Venture Exchange Program (VEP) ที่มุ่งบ่มเพาะสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีด้านเทคโนโลยีอาหารของไทยและออสเตรเลียให้เติบโตร่วมกันและคณะผู้บริหาร สวทช. ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ณ ศูนย์วิจัย CSIRO เมืองเคลย์ตัน (Clayton) นครเมลเบิร์น อีกด้วย ได้แก่ ห้องปฏิบัติการวัคซีนและยาชีววัตถุแห่งชาติ (National Vaccines and Therapeutics Lab: NVTL) เพื่อต่อยอดความร่วมมือโครงการพัฒนากระบวนการผลิตชีววัตถุและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางยาและสุขภาพของประเทศไทย ตลอดจนศูนย์ระบบพลังงานผสมผสาน (Centre for Hybrid Energy Systems: CHES) เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสะอาด และห้องปฏิบัติการ Mixed Reality Lab ของ Data61 เพื่อสำรวจแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในภาคอุตสาหกรรม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY พบกับอนาคตของ FoodTech ที่จะเปลี่ยนโลก!
📝 ลงทะเบียนเลย! FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY พบกับอนาคตของ FoodTech ที่จะเปลี่ยนโลก! เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ขอเชิญชวนนักลงทุน นักธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่สนใจกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Startup) 📅 วันที่: 8 กันยายน 2569 เวลา: 9.00 - 19:00 น. สถานที่: Singha Complex ชั้น 34 (ติด MRT เพชรบุรี) https://goo.gl/maps/oeLnaJAs8KsuFk6F6 🚀 FoodTech Startup Pitching ชมการ Pitch จาก 15 ทีม FoodTech & AgriTech ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหาร 🤝 โอกาสในการ Networking • Business Matching กับนักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจ • Product Showcase สัมผัสและทดลองผลิตภัณฑ์จริง • Cocktail Reception & Dinner 🎯 เหมาะกับใคร? ✅ นักลงทุน - ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ ✅ ผู้ประกอบการ - แสวงหาพันธมิตรและไอเดีย ✅ นักวิจัย & นักพัฒนา - อัปเดตเทรนด์ล่าสุด ✅ บริษัทขนาดใหญ่ - หา Startup ร่วมงาน ✅ คนรักนวัตกรรม - สัมผัสอนาคตของอาหาร 💎 สิ่งที่คุณจะได้รับ 🔥 ความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ 🔥 เครือข่าย ในวงการ FoodTech 🔥 โอกาส ในการร่วมงานและลงทุน 🔥 แรงบันดาลใจ จากนวัตกรรมอาหาร 🔥 อาหาร & เครื่องดื่ม ฟรีตลอดงาน 📝 ลงทะเบียนวันนี้! 🔗 สมัครที่: https://forms.gle/d9oLv6A8JfdCNDD26 📧 สอบถาม: foodinnopolis.accelerator@gmail.com ☎️ โทร: 0959539606 (ปราชญ์) ⚡ จำนวนที่นั่งจำกัด! เพียง 200 ที่เท่านั้น
ปฏิทินกิจกรรม
 
กระทรวง อว. จัดพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 เนื่องใน “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ วางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เนื่องใน “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โดยวางพุ่มดอกไม้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ รอรับผู้แทนพระองค์ เพื่อร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สดแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในการนี้ ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และรักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พร้อมด้วยผู้แทน สวทช. ร่วมพิธีวางพานพุ่มสักการะในโอกาสดังกล่าว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ตอกย้ำความสำเร็จ 2 ปี FoodSERP เดินหน้าสู่อนาคต ‘Wellness for All’ เปิด 3 บริการใหม่ อัปเกรด SME ไทย สู่ผู้นำตลาดสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง
(วันที่ 18 สิงหาคม 2569) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ 3 กลุ่มใหม่ ภายใต้ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกอบด้วย PxSERP: โภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์  FlavorSERP: นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP: ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Living for People and Pets” พร้อมเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive healthcare) และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ  (Healthy longevity) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยฐานรากทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขุมพลังแห่งงานวิจัย คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็น "เครื่องยนต์วิจัย" ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Wellness for All ที่ครอบคลุมทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่ภาคธุรกิจ และพร้อมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า  แพลตฟอร์ม FoodSERP พิสูจน์ให้ผู้ใช้ประโยชน์ให้เห็นแล้วว่าเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า มีขีดความสามารถสูงในการตอบโจทย์ตลาด Wellness และ Healthy Longevity ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น การที่ FoodSERP เข้ามาทำหน้าที่เป็น "เพื่อนคู่คิด" ให้กับภาคธุรกิจ ถือเป็นการเดินมาถูกทางอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Frontier Research เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ได้สำเร็จ ด้าน ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า การนำองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงคือหัวใจสำคัญคือสานพลัง "งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และภาคธุรกิจ" ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (IDE) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทย โดยล่าสุด ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม ขยายบริการใหม่ 3 บริการที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ ได้แก่ PxSERP ที่เน้นโภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์, FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด "Wellness for All: Better Life for People and Pets" โดย ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม จะยังคงทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ที่สนับสนุน SME ไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา ฟูดเซิร์ป เป็นแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (Service Platform for Foods and Functional Ingredients) ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนวัตกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถขยายขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทยไปแล้วกว่า 1,000 ราย ส่งผลให้เกิดการกระจายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมคุณภาพสูงไปสู่มือผู้บริโภคมากกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) ด้วยมูลค่าผลกระทบเชิงเศรษฐกิจรวมสูงถึง 8,900 ล้านบาท ตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการเป็นฟันเฟืองหลักที่เปลี่ยนผ่านงานวิจัยจากห้องแล็บสู่มูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง ภายในงานเปิดตัวมีการจัดแสดงและจำหน่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานพันธมิตร SMEs และ FoodSERP สวทช. อาทิ MA-BEEDEE (มา-บีดี): นวัตกรรมอาหารทางการแพทย์ที่วิจัยร่วมกับ FoodSERP สวทช. อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ เหมาะสำหรับใช้เสริมหรือทดแทนมื้ออาหาร เพื่อการดูแลโภชนาการให้สมบูรณ์ในทุกช่วงวัย PRO BILAC (โพร บิแลค): ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจาก FoodSERP สวทช. ในการขยายขนาดการผลิตเซลล์โพรไบโอติก เพื่อช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร Dr.Agei: นวัตกรรมเวชสำอางบำรุงผิวที่ผสานสารสกัดชีวภาพ Green Rice Biome (ได้รับรางวัลจากมูลนิธิข้าวไทยฯ) และ Zinc Bisglycinate ผลงานวิจัยของ FoodSERP สวทช. ช่วยลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูสมดุลผิว ปรับผิวกระจ่างใส และยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคผิวหนัง  Bio Mousse & Dentalwell Fresh Mouthwash: ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นและน้ำยาบ้วนปากระดับรางวัลเหรียญทอง (IPITEx 2026) ที่ใช้สารสกัดโพสต์ไบโอติก LactoCare-EX ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคผิวหนังและก่อโรคในช่องปาก เพื่อสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ผู้สนใจ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” สามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ : 0 2564 6900 ต่อ 72732 (บงกช ซีโฮ่) อีเมล: foodSERP@nstda.or.th ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: www.nstda.or.th/foodserp/ และเฟซบุ๊ก: www.facebook.com/FoodSERP
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ยศชนัน” มอบรางวัลนักวิทย์ฯ ดีเด่น-นักวิทย์ฯ รุ่นใหม่ ปี 69 สะท้อนความร่วมมือขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ
17 สิงหาคม 2569  มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 45 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีและมอบโล่รางวัล  โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวในเวทีการจัดแถลงข่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดนักวิจัยเก่ง ๆ ระดับโลกได้ หากมีความพร้อมทั้งในด้านอุปกรณ์ ทุนวิจัย และแรงจูงใจที่ดีพอ ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องยกระดับเป้าหมายให้ท้าทายยิ่งขึ้นผ่านแนวคิด Nobel Prize Research Initiative โดยส่งเสริมให้นักวิจัยทำงานวิจัยที่ลงลึกถึงแก่นแท้และคิดค้นนวัตกรรมที่ยึดโยงกับโจทย์ของพื้นที่และประเทศ ซึ่งจะกลายมาเป็นผลงานที่ตอบโจทย์ระดับโลกได้ การพิสูจน์ตัวเองผ่านการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำระดับโลก จะเป็นเครื่องยืนยันความน่าเชื่อถือ และช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ได้เป็นอย่างดี การจัดงานครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงาน เพื่อสนับสนุนการยกย่องเชิดชูนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและนักวิจัยรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ไทย ภายในงานมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2569 พร้อมกิจกรรมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล และการเสวนาพิเศษที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับการยกย่อง รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2569 ในปีนี้ คณะกรรมการรางวัล มีมติเป็นเอกฉันท์ยกย่อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จากผลงานวิจัย “การบุกเบิกเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์และการขยายรหัสพันธุกรรม เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ คณะกรรมการได้พิจารณาให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาวินทร์ เอี่ยมประเสริฐกุล จากภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีเคมีชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงานวิจัย “วิศวกรรมเคมีไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน” และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เจริญวงษ์ไพบูลย์ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานวิจัย “การใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ เพื่อสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากน้ำตาลทราย” ทั้งสองรางวัล ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 400,000 บาท สำหรับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น  และ เงินรางวัลท่านละ 100,000 บาท สำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ การเข้าร่วมงานของผู้บริหาร สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบุคลากรวิจัย การสร้างความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างกำลังคนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง #สวทช.#NSTDA#MHESI#อว#นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น2569#นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่2569
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 17 ส.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569 “Envocc”ยกระดับการคุ้มครองสุขภาพแรงงาน ลดเสี่ยงโรคจากสิ่งแวดล้อม สวทช.-กรมควบคุมโรค เปิดตัวระบบดิจิทัลขึ้นทะเบียน–ประเมิน–รายงานผลตรวจสุขภาพครบวงจร เชื่อมข้อมูลสถานพยาบาล 2,000 แห่ง เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเจ็บป่วยตาม "พ.ร.บ.โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม" ... >> อ่านต่อ สวทช. ติดอาวุธ 61 โรงงานนำร่อง วางกลยุทธ์ดิจิทัล 'ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร' สวทช. โดยศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ผนึก มจธ.-ผู้เชี่ยวชาญ หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย ยกระดับโรงงาน 4 มิติ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มุ่งสร้างแผน Roadmap เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างยั่งยืน ... >> อ่านต่อ กมธ. การทหารฯ วุฒิสภา เยี่ยมชม สวทช. : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัย ต้อนรับ ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองประธาน กมธ. คนที่ 1 และคณะ เข้าเยี่ยมชม สวทช. เพื่อรับฟังการนำเสนอศักยภาพด้านงานวิจัยครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ ไซเบอร์และ AI ธนาคารอาหารแห่งชาติ และโครงการทหารพันธุ์ดี พร้อมชมศูนย์ ThaiSC และศูนย์ PTEC เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่นโยบายยุทธศาสตร์ชาติ  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. ชวนเยาวชนท่องโลกวิทยาศาสตร์สุดล้ำ ชูไฮไลต์ STEAM Education ปลุกพลังสร้างสรรค์ในงานมหกรรมวิทย์ฯ 69
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเปิดโลกการเรียนรู้ในงาน "มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569" (National Science and Technology Fair 2026) ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future: วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีฯ และ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย ภายในงาน สวทช. ได้ยกทัพกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) ผ่านแนวคิด STEAM Education โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ได้แก่กิจกรรมระบบนิเวศสร้างสรรค์ ด้วยการจัดสวนขวด: ชวนผู้เข้าร่วมออกแบบสวนขนาดเล็กพร้อมจำลองระบบนิเวศไว้ในภาชนะแก้ว โดยใช้พืช ดิน น้ำ และอากาศมาทำงานร่วมกันอย่างสมดุล กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนได้สังเกตกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิด เช่น การสังเคราะห์แสง การหมุนเวียนของน้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้วยังส่งเสริมความรักในธรรมชาติไดโนเสาร์บันไดงู (Xvolution-Ladder): กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กที่ช่วยให้รู้จักโลกของไดโนเสาร์ผ่านการเล่น น้อง ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องชนิดของไดโนเสาร์ การเปลี่ยนแปลงของโลกในอดีต และแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการอย่างสนุกสนาน เข้าใจง่าย เหมาะกับการเรียนรู้ผ่านการสังเกตและตั้งคำถามการทำ Popcorn Bar: เรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ เปลี่ยนจากห้องครัวเล็ก ๆ สู่การทดลองวิทยาศาสตร์เชิงบูรณาการ ผู้เข้าร่วมจะได้ออกแบบชิ้นงานตามแนวคิด STEAM ลงมือทดลองเปลี่ยนเมล็ดข้าวโพดธรรมดาให้เป็น Popcorn Bar โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร เช่น การแปรรูปอาหาร เคมีอาหาร การออกแบบรสชาติและสีสัน รวมถึงเรียนรู้โครงสร้างของเมล็ดข้าวโพด การเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับความร้อน และวัสดุประสานที่ใช้ขึ้นรูป นอกจากนี้ บูธของ สวทช. ยังมีการจัดแสดงผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอาหารจาก FoodSERP ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้เข้าชมการเข้าร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สวทช. มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังทักษะกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคล ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษาเรียนรู้ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไปสำหรับเยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนที่สนใจ สามารถร่วมเปิดโลกจินตนาการและสนุกไปกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้ที่บูธ สวทช. ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 15 - 23 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 19.00 น. ณ อาคาร 9 - 11 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี[video width="960" height="540" mp4="https://www.nstda.or.th/home/wp-content/uploads/2026/08/14_nstda-steam-education-national-science-fair-2026-1.mp4"][/video]
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ปักหมุด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย
(14 ส.ค. 69) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand's Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ” โดย สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER เปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยและบริจาคฟรีตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล คำนวณง่ายๆ วัดผล “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” เพราะไม่ต้องนำขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วหักลบด้วย “คาร์บอนระหว่างทาง” เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ในการเก็บรักษา น้ำมันจากการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหาร ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand's Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจังคุณจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริงสวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธินำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคิดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ โดยหลักการคำนวณจะคิดจาก “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย “คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร การขนส่งเพื่อส่งต่ออาหาร การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งนี้อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน “ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ เพราะจากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่าย พบว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากเราสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินนี้ให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร”“ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS เอ็มเทค สวทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค  สวทช. พร้อมผลักดันโมเดล Thailand's Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย สวทช. พร้อมนำงานวิจัยและเทคโนโลยีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” คุณจันทิมา หัวหน้าโครงการฯ กล่าวย้ำ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. ชู “Biosafety” กลไกเบื้องหลังความปลอดภัยของนวัตกรรมชีวภาพ เสริม Technical Arm หนุนเทคโนโลยีไทย จากห้องวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ใกล้ตัว
(13 ส.ค. 69) ณ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews หัวข้อ “Biosafety: The Technical Arm of Thai Industry” ชูบทบาท “ความปลอดภัยทางชีวภาพ” หรือ Biosafety ในฐานะกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยในห้องปฏิบัติการ การขยายสู่ระดับการผลิต จนถึงการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ พร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการและเทคนิคแก่หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ กล่าวว่า เทคโนโลยีชีวภาพอยู่ใกล้ตัวประชาชนมากกว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่อาหาร การเกษตร สุขภาพ ไปจนถึงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีชีวภาพมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีการประยุกต์ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย “หลายคนอาจคิดว่า Biosafety เป็นเรื่องของนักวิจัยหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วผลของงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพอยู่ใกล้ตัวเรามาก สิ่งที่เราเห็นคือผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การประเมินความเสี่ยง และมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย” ดร.ชาลินี กล่าว จากขนมปังที่เรารับประทาน นมและเครื่องดื่มจากพืช ไปจนถึงผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่หลายคนคุ้นเคย ล้วนเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา ในกระบวนการผลิตอาหารหลายชนิดมีการใช้เอนไซม์เป็นตัวช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการและช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตามต้องการ ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความปลอดภัยที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. จึงมีบทบาทสนับสนุนองค์ความรู้ การประเมินทางวิชาการ และการพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นว่า Biosafety ไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องปฏิบัติการ แต่เป็นกลไกเบื้องหลังที่ช่วยให้เทคโนโลยีชีวภาพถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยในชีวิตประจำวัน บทบาทดังกล่าวทำให้ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพทำหน้าที่เสมือน “Technical Arm” หรือหน่วยสนับสนุนทางวิชาการและเทคนิค ที่เชื่อมโยงความปลอดภัยตลอดเส้นทางของเทคโนโลยีชีวภาพ ตั้งแต่ “ห้องปฏิบัติการ – การผลิต – ผลิตภัณฑ์” ทั้งการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตร บุคลากร และเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อให้ระบบความปลอดภัยสามารถพัฒนาได้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน Biosafety ยังมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้นทางของงานวิจัย โดยเฉพาะการทำงานกับเชื้อโรคหรือสารชีวภาพที่มีความเสี่ยง ซึ่งต้องอาศัยทั้งการประเมินความเสี่ยง สถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ระบบควบคุมทางวิศวกรรม ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม ไบโอเทคมีห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL-2) และระดับ 3 (BSL-3) รองรับการดำเนินงานตามระดับความเสี่ยง ภายในกิจกรรมครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้คณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อเห็นการทำงานของระบบความปลอดภัยในสถานที่จริง และเข้าใจว่า Biosafety ไม่ได้หมายถึงเพียง “ห้องที่มีความปลอดภัยสูง” แต่เป็นระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่องค์ประกอบทุกส่วนต้องทำงานร่วมกัน ความเชี่ยวชาญของฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ยังสะท้อนผ่านการพัฒนาระบบและบุคลากรด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Biosafety และ Biosecurity สำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีหน่วยงานนำหลักสูตรไปใช้กว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 24,000 ราย ล่าสุด ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ได้รับ Thailand Biosafety Award ประจำปี 2569 ประเภททีมงาน จากสมาคมชีวนิรภัย (ประเทศไทย) สะท้อนบทบาทในการพัฒนาระบบนิเวศด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศ ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร เครือข่าย และการสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อให้ “ความปลอดภัย” เดินไปพร้อมกับ “นวัตกรรม” และเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน ผู้สนใจข้อมูลหรือขอรับคำปรึกษาด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ สามารถติดต่อ ฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์ 02-564-6700 อีเมล biosafety@biotec.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรมควบคุมโรค จับมือ สวทช. เปิดตัวระบบดิจิทัล “Envocc” ยกระดับการเฝ้าระวังโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ
(11 สิงหาคม 2569) : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัว “ระบบขึ้นทะเบียน ประเมิน และรายงานผลการตรวจสุขภาพของสถานพยาบาล (Envocc)” อย่างเป็นทางการ มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 การพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มนี้ เป็นผลสำเร็จจากการบูรณาการภาครัฐ (Synergistic Government) ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) โดย สวทช. ได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาระบบตรวจรับรองการขึ้นทะเบียนสำหรับสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันมีหน่วยบริการยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 200 แห่ง และผ่านการตรวจรับรองแล้วกว่า 100 แห่ง ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. และ กรมควบคุมโรค เล็งเห็นความสำคัญของการเพิ่มคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ที่สัมผัสสารตะกั่ว ฝุ่นซิลิกา แร่ใยหิน สารกำจัดศัตรูพืช และผู้ทำงานในภาวะอับอากาศ โดยข้อมูลสุขภาพที่รายงานผ่านระบบ Envocc จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม นำไปใช้กำหนดนโยบายเชิงป้องกัน ยกระดับการเฝ้าระวัง และลดโอกาสการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคมุ่งมั่นยกระดับการดูแลสุขภาพของลูกจ้าง แรงงาน และประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ ให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐาน หัวใจสำคัญคือ “ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นมาตรฐาน และทันเวลา” การเปิดใช้งานระบบ Envocc ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิมเรื่องข้อมูลกระจัดกระจายและการใช้เอกสารกระดาษ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการสาธารณสุข สถานประกอบกิจการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ภายใต้เป้าหมายสำคัญ คือ “ตรวจจับได้เร็ว ตอบโต้ได้ทัน และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” “ระบบ Envocc” ช่วยยกระดับการคุ้มครองสุขภาพแรงงาน ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลครบวงจรเพื่อลดขั้นตอนเอกสารกระดาษ พร้อมจัดทำมาตรฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล สถานประกอบการ และหน่วยงานรัฐได้อย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้การเฝ้าระวังสุขภาพแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสสารเคมีอันตราย เป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที ตลอดจนเป็นรากฐานในการต่อยอดนวัตกรรมสาธารณสุขดิจิทัลอื่น ๆ ในอนาคต เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” สำหรับรับแจ้งปัญหาด้านสาธารณสุข และแพลตฟอร์ม “TB Landscape” ในการประมวลผลจีโนมเพื่อทำนายความเสี่ยงการดื้อยา เพื่อแก้ปัญหาและลดการแพร่กระจายของวัณโรคในประเทศไทยต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ พา 100 เยาวชน “เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ” จากห้อง Lab สู่พื้นที่ฝึกแพทย์จริง
ถ้าการค้นหาคำตอบว่า “เราเหมาะกับสายการแพทย์และสุขภาพหรือไม่” ไม่ได้เริ่มจากการฟังแนะแนวเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการได้ “ลองทำจริง” จะเป็นอย่างไร? ฝึกเข้าเฝือกด้วยตนเอง ผ่าศึกษาหัวใจเพื่อทำความเข้าใจระบบไหลเวียนเลือด ทดลองซักประวัติและตรวจร่างกาย เรียนรู้โลกของจิตเวชและทันตแพทย์ ลงมือทำหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ก่อนก้าวเข้าสู่พื้นที่ฝึกนักศึกษาแพทย์ เรียนรู้กับหุ่นจำลองผู้ป่วยเสมือนจริง ฝึก CPR และสัมผัสการเรียนกายวิภาคผ่านอวัยวะจริงและเทคโนโลยี VR ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เยาวชน 100 คนได้รับตลอด 2 วันของ “ค่ายฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการเปิดเส้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ (Health & Medical Science Pathway Camp)” สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน จัดกิจกรรมดังกล่าวระหว่างวันที่ 25–26 กรกฎาคม 2569 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3–6 จำนวน 100 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. และ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวใจสำคัญของค่ายครั้งนี้คือการเปลี่ยนคำว่า “สนใจสายการแพทย์” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง” ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-on Learning) ควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรในสายวิชาชีพ โดยตลอดกิจกรรมนักเรียนมีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับ แพทย์รวม 13 คน พร้อมด้วยทันตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และรุ่นพี่สายการแพทย์และสุขภาพ เพื่อให้เยาวชนได้เห็นทั้ง “สิ่งที่ต้องเรียน” “สิ่งที่ต้องทำ” และ “ชีวิตจริงของคนในสายอาชีพ” ก่อนนำประสบการณ์กลับไปตอบคำถามสำคัญว่า เส้นทางนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่ จาก “กระดูก” ถึง “หัวใจ” เปลี่ยนความรู้ในตำราให้จับต้องได้ หนึ่งในกิจกรรมเด่นคือ Bone Detective & Ortho Lab ถ่ายทอดโดย ร.ต.อ.หญิง พญ.อติพร เทอดโยธิน อาจารย์แพทย์สาขาเฉพาะทางโรคเมตตาบอลิซึมทางกระดูกและผู้สูงอายุ กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตำรวจ และ NSTDA Alumni จากโครงการ JSTP และ Lindau นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องกระดูกและหลักการดูแลการบาดเจ็บ พร้อมฝึก การเข้าเฝือก ด้วยตนเอง ทำให้เรื่องระบบกระดูกที่เคยพบผ่านภาพและแบบจำลองในห้องเรียนถูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ทางการแพทย์ และทำให้เห็นว่าเบื้องหลังทักษะทางคลินิกหนึ่ง ๆ ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางกายวิภาค หลักการทางวิทยาศาสตร์ ความละเอียดแม่นยำ และความปลอดภัย จากระบบกระดูก นักเรียนก้าวต่อไปสู่กิจกรรม Heart and Circulatory System เรียนรู้โครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ ตลอดจนความสัมพันธ์กับระบบไหลเวียนเลือดผ่าน การผ่าศึกษาหัวใจ (Heart Dissection) การได้สังเกตโครงสร้างของหัวใจด้วยตนเองทำให้สิ่งที่เคยเห็นในภาพหรือแบบจำลองกลายเป็นสิ่งที่สามารถสังเกต เปรียบเทียบ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงโครงสร้างกับหน้าที่ได้จริง เปลี่ยนการเรียนรู้จากการ “จำ” ไปสู่การ “เข้าใจ” ผ่านประสบการณ์ตรง Health & Medical Career Clinic — “ลองทำ” ก่อนตัดสินใจว่าอยากเป็นอะไร เพราะการรู้จักอาชีพจากชื่อหรือภาพจำอาจยังไม่เพียงพอ ค่ายจึงเปิดพื้นที่ Health & Medical Career Clinic ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มหมุนเวียนเรียนรู้ผ่าน 4 ฐาน ได้แก่ “แพทย์ 101: ซักให้ชัด จัดให้ครบ” เรียนรู้พื้นฐานการซักประวัติผู้ป่วย “ดู คลำ เคาะ ฟัง” เรียนรู้พื้นฐานการตรวจร่างกาย “จิตแพทย์: เจาะใจ ฮีลใจ” เปิดมุมมองด้านสุขภาพจิตและงานจิตเวช และ “ทันตแพทย์: More Fun (ฟัน)” ทำความรู้จักโลกของทันตแพทยศาสตร์ โดยมีแพทย์ จิตแพทย์ และอาจารย์ทันตแพทย์ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากทั้ง 4 ฐานจึงไม่ได้มีเพียงทักษะเบื้องต้น แต่ยังทำให้เห็นธรรมชาติของวิชาชีพด้านสุขภาพว่า การดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยมากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง การสังเกต การตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ความละเอียดรอบคอบ และความเข้าใจมนุษย์ จาก “เสื้อกาวน์” สู่เรื่องจริงของคนบนเส้นทางสายสุขภาพ อีกมิติสำคัญของค่ายคือการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ที่อยู่บนเส้นทางวิชาชีพจริง เริ่มจาก Inspirational Talk “ค้นหาตัวตนในเสื้อกาวน์ เส้นทางแพทย์ที่ไม่เหมือนใคร” โดย นพ.ภัทรพงศ์ สิงหวีระสมร (หมอโอม) ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อการเลือกเส้นทางชีวิตและวิชาชีพแพทย์ ขณะเดียวกัน กิจกรรม “พบพี่ ๆ สายสุขภาพและการแพทย์” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนกับ NSTDA Alumni จากโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ซึ่งกำลังศึกษาในหลากหลายเส้นทาง ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และการจัดการธุรกิจสุขภาพ ทำให้นักเรียนได้เห็นว่าโลกของวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพไม่ได้มีเพียงเส้นทาง “เรียนแพทย์” เท่านั้น แต่ยังมีศาสตร์และวิชาชีพอีกหลากหลายที่สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดไปสู่การทำงานด้านสุขภาพได้ เมื่อ “การแพทย์” พบกับ “วิศวกรรมและหุ่นยนต์” โลกการแพทย์ในอนาคตไม่ได้มีเพียงแพทย์และบุคลากรสุขภาพ ค่ายจึงพานักเรียนก้าวออกจากกรอบการเรียนรู้แบบเดิมผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ “หุ่นยนต์ทางการแพทย์” โดย อ.ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล และทีม จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ NSTDA Alumni จากโครงการ JSTP กิจกรรมดังกล่าวเปิดให้นักเรียนเห็นการบูรณาการระหว่าง วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรม และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ พร้อมมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานข้ามศาสตร์ ทำให้เยาวชนที่สนใจวิศวกรรมและเทคโนโลยีเห็นว่า ตนเองก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตของการแพทย์และสุขภาพได้ จากห้อง Lab สู่ “พื้นที่ฝึกแพทย์จริง” วันที่สองของค่าย ประสบการณ์การเรียนรู้ถูกยกระดับจากกิจกรรมในห้องปฏิบัติการไปสู่พื้นที่การศึกษาทางการแพทย์จริง ณ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยได้รับการต้อนรับจาก อ.นพ.ธนัท โชติจำรุมณีวงศ์ อาจารย์แพทย์ สาขาวิสัญญีวิทยา ก่อนที่นักเรียนจะแบ่งกลุ่มหมุนเวียนเข้าสู่พื้นที่การเรียนรู้สำคัญ ณ ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (Ramathibodi Academy for Simulation-based Medical Education: RASME) นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการฝึกทักษะทางคลินิกผ่าน หุ่นจำลองผู้ป่วยเสมือนจริงระดับสูง (High-fidelity Simulation) เรียนรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) การทำงานเป็นทีมในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยและจริยธรรมทางการแพทย์ ทำให้ได้เห็นว่า ก่อนที่บุคลากรทางการแพทย์จะดูแลผู้ป่วยจริง การฝึกฝนทักษะ การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกันในทีมมีความสำคัญเพียงใด อีกด้านหนึ่ง อาคารกายวิภาคทางคลินิก เปิดโลกของการเรียนกายวิภาคให้นักเรียนได้สัมผัส ทั้งการเรียนรู้เกี่ยวกับอาจารย์ใหญ่ การศึกษา Plastination จากอวัยวะจริง การใช้เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เพื่อเรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสำหรับนักศึกษาแพทย์ ก่อนสลับกลุ่มเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับประสบการณ์ครบทั้งสองส่วน เพราะการเลือกอนาคต ควรเริ่มจากการได้รู้จักมันจริง ๆ ตลอด 2 วันของ Health & Medical Science Pathway Camp เยาวชนทั้ง 100 คนไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงความรู้เรื่องกระดูก หัวใจ การตรวจร่างกาย หรือหุ่นยนต์ แต่ยังได้เห็นภาพของโลกวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพที่กว้างขึ้น ได้พบกับผู้ที่กำลังเรียนและทำงานอยู่บนเส้นทางเหล่านั้น และที่สำคัญคือ ได้ทดลองด้วยตนเองว่า ตนเองสนใจอะไร ถนัดอะไร และอยากเดินต่อไปในทิศทางใด เพราะการเปิดเส้นทางอาชีพที่มีความหมาย ไม่ใช่การบอกเยาวชนว่า “ควรเลือกอะไร” แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่มากพอให้เขาได้ค้นพบว่า “อะไรเหมาะกับตัวเอง” และสามารถตัดสินใจเลือกอนาคตบนความเข้าใจที่มากขึ้น Health & Medical Science Pathway Camp จึงเชื่อมโยงตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิชาชีพสุขภาพ ไปจนถึงวิศวกรรมและเทคโนโลยี ผ่านเส้นทางการเรียนรู้จาก “ห้อง Lab” สู่ “พื้นที่ฝึกแพทย์จริง” เพื่อเปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดทางเลือกให้เยาวชนมองเห็นว่า ในโลกวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว และอาจมีเส้นทางที่เหมาะกับเขารอให้ค้นพบ เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพให้กับนักเรียนของคุณ โรงเรียน สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่สนใจสร้างประสบการณ์ให้เยาวชนได้ “เรียนรู้จริง ลงมือจริง” ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ สามารถติดต่อ สวทช. เพื่อสอบถามรายละเอียดการจัด Health & Medical Science Pathway Camp หรือหารือการออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการให้เหมาะสมกับช่วงวัย จำนวนผู้เรียน และเป้าหมายการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยงาน โดยสามารถออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงทั้ง วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสำรวจเส้นทางการศึกษาและอาชีพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และการแลกเปลี่ยนกับบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทร. 02 564 7000 ต่อ 77206 หรือ อีเมล pankamon@nstda.or.th Website: https://www.nstda.or.th/ssh/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์