ผลการค้นหา :
ศ. ดร.ชูกิจ ชี้โอกาสในวิกฤตคาร์บอน ! ดัน สวทช. ส่งเทคฯ ไทยช่วยเอกชน เลี่ยงกับดักซื้อต่างชาติ สู้ภาษีโลก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสร้างความสะดวกสบายอย่างมหาศาล แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็นำพาโลกมาถึงจุดวิกฤต โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านอุณหภูมิที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ไปจนถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่อย่างมลพิษ การใช้โลหะ และการขาดแคลนทรัพยากร ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดเวทีสัมมนา “เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero” ในงาน NAC2026 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 โดย ระบุว่า เทคโนโลยีคือสิ่งที่นำพาเรามาถึงจุดนี้ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเดินหนีจากเทคโนโลยีได้ การลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจังจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือจุดเปลี่ยนที่อุตสาหกรรมต้องลงมือทำทันที
เมื่อทำ CSR อย่างเดียวไม่รอด ในยุค Geoeconomics
ภาพจำเดิมที่ว่าธุรกิจแค่ทำดีผ่านกิจกรรม CSR แล้วจะรอด กำลังถูกทำลายลงด้วยความจริงทางเศรษฐกิจ ศ.ดร.ชูกิจ อธิบายว่า ในเวทีโลกไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ โดยยอมแบกรับต้นทุนจนเศรษฐกิจของประเทศถดถอยได้ การทำดีแบบเดิมจึงนำไปสู่ความเสียเปรียบ เพราะโลกปัจจุบันถูกจัดระเบียบใหม่ด้วยภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomics)
ในขณะที่ภาคธุรกิจตั้งใจลดคาร์บอนด้วยต้นทุนตัวเอง ประเทศที่ไม่มีความรับผิดชอบกลับกอบโกยกำไร ความไม่เป็นธรรมนี้นำมาสู่มาตรการบังคับอย่าง CBAM ที่ประกาศชัดเจนว่า ผู้ที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณมากจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม กติกาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากอุตสาหกรรมไทยไม่มีเทคโนโลยีมารองรับ ย่อมเกิดความเสี่ยงสูงที่จะล้มกันเป็นระเนระนาด เพราะทนแบกรับต้นทุนแฝงจากภาษีคาร์บอน และภาษีสิ่งแวดล้อมไม่ไหว
สวทช. หนุนเอกชน เลี่ยงกับดัก "ซื้อเทคโนโลยีต่างชาติ"
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องอาศัยเทคโนโลยี ศ. ดร.ชูกิจ ได้ฝากบทเรียนสำคัญถึงความอันตราย หากไทยเลือกวิธีมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยการ "ซื้อ" เทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว เราจะตกอยู่ในลูปเดิมเหมือนการพึ่งพาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อินเทอร์เน็ต AI หรือเซนเซอร์
ศ. ดร.ชูกิจ ขยายความถึงความเสี่ยงนี้ว่า หากต้องพึ่งพาการซื้อทั้งหมด เราจะต้องจ่ายค่าปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่เราทำทุกอย่าง และทุกสตางค์ที่เราปล่อยลงไปจะมีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องและคอยจ่ายธรรมเนียม
ดังนั้น การมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองจึงเป็นทางรอดเดียว ในฐานะองค์การของรัฐภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สวทช. จึงตั้งเป้าหมายหลักในการเป็นฟันเฟืองนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมารองรับและถ่ายทอดสู่การใช้งานจริง เพื่อให้บริษัทไทยสามารถอยู่รอด มีรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย สวทช. พร้อมเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยรับมือกับกติกาสากลได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการทำกำไร
วิกฤตคือโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ศ. ดร.ชูกิจ ทิ้งท้ายว่า วิกฤตคาร์บอนในครั้งนี้คือโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมที่ตื่นตัว เริ่มลงมือทำทันที และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้เร็วกว่า จะสามารถลุกขึ้นมาหยิบฉวยโอกาสนี้เพื่อยกระดับการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 27 เม.ย. 2569
กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงาน NAC2026 สวทช. ชูธง ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’ พลิกโฉมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ...>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
‘ยศชนัน’ มอบ สวทช. ปั้น ‘New Research Engine’ มอบ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” มุ่งเป้าประเทศรายได้สูง ด้วย วทน. รุกนวัตกรรมใช้ประโยชน์-ทลายเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าปี 70 ปั๊มเศรษฐกิจ 1.7 หมื่นล้าน ... >> อ่านต่อ
ผู้บริหารเครือมติชน เยี่ยมชมงาน NAC2026 : ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหารเอ็มเทค ให้การต้อนรับคุณปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ และคุณปราบต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหารและกองบรรณาธิการในเครือมติชน ได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมผลงานวิจัย สวทช.และพันธมิตร ในงานประชุมวิชาการของ สวทช. ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย: เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’ ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก
(เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569) ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในการสัมมนาหัวข้อ เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอคือในเมื่อเงินทองยังไม่มี เราจะเอางบประมาณที่ไหนไปทำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เราจะไม่สามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบได้ และเรื่องนี้คือกลไกหลักที่จะดึงงบประมาณมาแก้ปัญหาประเทศได้จริง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดนุพร ปุณณกันต์ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อํานวยการ สวทช. ตลอดจนคณะผู้บริหารเข้าร่วม ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy)
ศ. ดร.ยศชนัน ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ได้ว่ากระบวนการผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียมให้ใครหรือไม่ โดย รมว.อว. ระบุว่า "แม้การผลิตจะได้ผลดี แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวมีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใดหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะแนวคิดคาร์บอนต่ำนั้นครอบคลุมถึงคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า"
ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง
อว. วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรก คือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security)
กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป คาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของชาติ (National Security) การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากปล่อยให้คาร์บอนเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะทวีคูณไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศ. ดร.ยศชนัน อธิบายว่า “เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้"
ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤตไม่มีเวลาให้รอ
กระบวนการวิจัยที่เริ่มจากการศึกษา ค่อย ๆ วิจัย พัฒนานวัตกรรม แล้วนำไปหาตลาด เป็นสิ่งที่ช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน ศ. ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่า "เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง"
วางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์
ศ. ดร.ยศชนัน กำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมย้ำว่า “ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเพ้อฝัน แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราเรียนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกัน”
โดย กระทรวง อว. กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ มิติแรกคือการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ที่กระตุ้นให้คนอยากทำงาน มิติที่สองคือการเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) รวบรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และมิติสุดท้ายคือการเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังชูนโยบายวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ซึ่ง ศ. ดร.ยศชนัน ได้หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว เพื่อใช้แกะรอยจากสิทธิบัตร (Patent) และต่อยอดนวัตกรรม
ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก
ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนจากการเสียท่าในอดีตที่เคยขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ไปในราคาเพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำให้นักวิจัยกำหนดแผนทางออกให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการวิจัยและพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและต้องใช้ทุนมหาศาลหลักพันล้านบาท ผู้วิจัยอาจไม่สามารถผลักดันจนจบกระบวนการได้ด้วยตนเอง จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้วิธีที่ต้องเปลี่ยน คือ การทำตีพิมพ์แบบพุ่งเป้า เล็งวารสารระดับโลกเพื่อให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เลิกรอให้คนมาอ้างอิงบทความวิจัยเพียงอย่างเดียว และต้องระวังนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปดองทิ้งไว้เพื่อตัดคู่แข่ง
โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) ของทุกคน เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้ามาทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของนักวิจัยให้ได้มากที่สุด ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก
"วันนี้ถ้าท่านยืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของท่านเองสร้างสรรค์ผลงาน โดยเรียนรู้จากคนที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็วมาก เราเสียเวลากันไม่ได้อีกแล้ว" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
กางตัวเลขเป้าหมาย 2030 พร้อมเป็นกองหน้าชนปัญหา
กระทรวง อว. กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเศรษฐกิจสีเขียวให้เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ (2) เตรียมความพร้อมกำลังคน 20 ล้านคนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก (Future Ready) (3) ลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และ (4) สร้างนวัตกรรม 5,000 ชิ้น ที่ขายทำกำไรได้จริง รมว.อว. ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า "ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรมเชิงปฏิบัติการ “Dairy Product Innovation: การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากนมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี”
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “Dairy Product Innovation: การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากนมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยดุสิต จัดหลักสูตรที่ผสานองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนม และผู้ที่สนใจต่อยอดธุรกิจอาหารด้วยนวัตกรรม
ผู้เข้าร่วมจะได้รับ:
ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและประเภทผลิตภัณฑ์จากนม
แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่ม
ประสบการณ์ลงมือปฏิบัติจริง ในการผลิตโยเกิร์ต ชีสสด ครีมชีส โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาการอาหาร MORE CHEESE มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
🧪 รูปแบบ: บรรยาย + Workshop ลงมือปฏิบัติจริง
📅 วันที่: 22 พฤษภาคม 2569
📍 สถานที่: มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี
💰 ค่าลงทะเบียน: สมัคร 1 ท่าน 1,000 บาท พิเศษ! สมัครเป็นคู่ 1,500 บาท (ไม่รวม VAT 7%)
🔗 ⚡สมัครด่วนที่: https://forms.gle/PL5BSFiJfBxk7GZ77
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด เพียง 20 ท่านเท่านั้น
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis หรือโทร 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. โดยนาโนเทค จับมือกรมอนามัย สธ. ใช้ วทน. ยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน
วันที่ 27 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเสริมสร้างศักยภาพทางห้องปฏิบัติการด้วยนาโนเทคโนโลยี หวังผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับศูนย์อนามัยในพื้นที่ ร่วมยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน มุ่งสู่เป้าหมายน้ำดื่มสะอาดอย่างยั่งยืน (SDG6) ในปี 2573
ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า น้ำสะอาดเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน นาโนเทค สวทช. เอง เป็นทั้งหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยนาโนเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการใช้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งมิติปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ หนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลน้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ
“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันนำ วทน. ต่อยอดใช้งานเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหรือระบบประปาที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐานน้ำประปาสำหรับชุมชน ผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม โดยนาโนเทคดำเนินการรผ่านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัย ภายใต้ SF น้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำในการจัดการน้ำอุปโภคและบริโภคด้วยนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยอาศัยองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา” ดร.ภญ. อุรชากล่าว
นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลเฝ้าระวังคุณภาพนํ้าประปาหมู่บ้าน ปี2568 โดย กรมอนามัย จากพื้นที่เฝ้าระวัง 4,873 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 90.5% ของระบบประปาหมู่บ้านไม่ผ่านเกณฑ์ โดยมีข้อจำกัดจาก 4 ปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ปั๊ม วาล์ว ท่อส่งน้ำที่ชำรุด เก่า รั่วซึม และมีตะกรันสะสม, กระบวนการผลิต ซึ่งระบบการฆ่าเชื้อโรคขาดประสิทธิภาพ การใช้สารเคมีไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ, ทรัพยากรบุคคล โดยผู้ดูแลระบบประปาขาดความรู้ ทักษะเฉพาะทางและแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ชี้ให้เห็นวิกฤตคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
“จุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้คือ การสร้างน้ำประปาหมู่บ้านสะอาด น้ำประปาดื่มได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ของทุกคน ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในด้านวิชาการ วิจัย พัฒนา และกิจกรรมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ร่วมกันผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับทิศทางของกรมอนามัยในการขับเคลื่อน ‘ประปาหมู่บ้านสะอาด 3C’ หรือระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสะอาดด้วยหลักการ 3C – Clear คือ เคลียร์ระบบประปาให้สะอาดด้วยหลักการ 5 ส. ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับดีขึ้นไป, Clean คือ คลีนน้ำให้ใสสะอาด ไม่ขุ่น ไม่มีสีและเชื้อโรค และผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 21 พารามิตอร์ และ Chlorine เป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน โดยปัจจุบัน ผ่านการรับรองแล้ว 761 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำประปาสะอาดมากกว่า 247,000 ครัวเรือน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวพร้อมชี้ว่า จากความร่วมมือนี้จะเป็นการขับเคลื่อน “1 อำเภอ 1 ระบบประปา 3C” เพื่อให้มีระบบประปาหมู่บ้านสะอาด 3Cกระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ
ความร่วมมือกับกรมอนามัยในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการงานวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำของนาโนเทค ภายใต้โครงการคลินิกน้ำเพื่อชุมชน โดย ดร. ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยา การดูดซับ และการคำนวณระดับนาโน (NCAS) และ ดร. วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) เพื่อแก้ปัญหาแหล่งนํ้าดิบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขุ่น สารหนู และโลหะหนักต่าง ๆ ด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เน้นบทบาท การเป็นพี่เลี้ยง โดยชุมชนเป็นเจ้าของ และท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน
นวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เทคโนโลยีชุดตรวจติดตามคุณภาพน้ำ ได้แก่ เทคโนโลยีตรวจติดตามสารเคมีในน้ำ (ChemSense) สำหรับตรวจหา แมงกานีส ฟลูออไรด์ ทองแดง คลอรีน อะลูมิเนียม เป็นต้น เทคโนโลยีตรวจติดตามโลหะหนักในน้ำ (MSense) ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เป็นต้น โดยจะมีการนำร่องใช้ร่วมกับศูนย์อนามัยในเชิงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ ลำพูน และสงขลา
และเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำในกระบวนการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน ได้แก่ อุปกรณ์ภาคสนามสำหรับควบคุมคุณภาพการผลิตน้ำประปา ได้แก่ กระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตุเคลื่อนที่ และอุปกรณ์ทดสอบการตกตะกอนทางเคมีของน้ำชนิดกวนด้วยแม่เหล็กแบบสองความเร็วสำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำ (Mobile Jar Test) เพื่อใช้หาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความขุ่นและสารแขวนลอย ป้องกันการเติมสารเคมีมากเกินความจำเป็น ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทรัพยากร ช่วยกำจัดความขุ่น สี และสารแขวนลอย (เช่น ตะกอนเหล็ก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้น้ำใสและสะอาดตามเกณฑ์ และวัสดุกรองสารหนูที่พัฒนาจากทรัพยากรในพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน โดยทั่วไปถ่านชีวภาพไม่สามารถดูดซับสารหนูได้ จึงใช้นวัตกรรมการดัดแปรพื้นผิวถ่านชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับสารหนูในน้ำ เปลี่ยนถ่านชีวภาพทั่วไปในท้องถิ่นให้เป็นวัสดุกรองสารหนูได้ ซึ่งมีการนำร่องใช้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ให้ประชาชนชุมชนและท้องถิ่นได้รับ “น้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน” จากการนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน เพื่อยกระดับระบบบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569) ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก ได้มอบให้ สวทช. ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย สวทช. จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต
“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า “สวทช. พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้าน
การวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง
ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน
“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” ศ. ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก
“การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว
โดยในช่วงบ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีกำหนดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ใน งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. – สวทช. ร่วมเปิดเวที STS forum Japan – Thailand Symposium 2026
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan - Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ห้วข้อ “The Great Convergence: AI – Driven Health, Environment and Bio - Economy” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้บริหารกระทรวง อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า STS forum Japan - Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายที่ต้องการนำกระทรวง อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ในภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้
“กระทรวง อว. ต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน "นักวิจัยรุ่นใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
การประชุมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 เมษายน 2569 เพื่อเป็นการสานต่อความร่วมมือกับเวทีระดับโลกอย่าง Science and Technology in Society forum (STS forum) โดยเป็นพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม มาร่วมกันหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายระดับโลก มุ่งเน้นการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้ "ปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงาน NAC2026 สวทช. ชูธง ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’ พลิกโฉมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ‘NAC2026’ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมกว่า 100 ผลงาน มุ่งเป้า Net Zero
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology) โดยมีผู้เฝ้ารับเสด็จฯ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายทยุฏ วงษ์พิทักษ์โรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี พลตรี ลิฐิจักษ์ ร่มโพธิ์ชี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พลตำรวจตรี พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รองศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ศรีศิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมอดีตผู้บริหาร สวทช. และผู้บริหารระดับสูง อาทิ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เฝ้ารับเสด็จฯ
ในการนี้ ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โดยระบุว่า งาน NAC2026 จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับประเทศ และจัดแสดงผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทยในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว
ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ทูลเกล้าถวายเอกสารประกอบการประชุมวิชาการ สวทช. ครั้งที่ 21 พร้อมนำเสนอความสำเร็จของกลยุทธ์ “S&T Implementation for Sustainable Thailand” ที่เปลี่ยนงานวิจัยสู่การใช้งานจริงผ่าน 6 เสาหลัก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคผลิต และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) โอกาสนี้ผู้อำนวยการ สวทช. กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ประกอบด้วย
-ผู้ชนะเลิศการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 2 (NMMC 2026) จำนวน 3 ราย
-ผู้ชนะเลิศการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 (IDC 2026) จำนวน 5 ราย
-ผู้ชนะเลิศการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 (NSC2025) จำนวน 8 ราย
-ผู้ชนะเลิศการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 (YSC 2026) จำนวน 7 ราย
จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 และทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย และนิทรรศการความก้าวหน้างานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช.” มีการจัดแสดงโครงการสำคัญ ครอบคลุมงานวิจัยด้านความมั่นคงด้านเกษตรและอาหาร การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสุขภาพการแพทย์ อาทิ
เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการยกระดับมูลค่าข้าวไทย
นักวิจัย สวทช.และพันธมิตร ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมข้าวไทยกว่า 700 สายพันธุ์ และชุดเครื่องหมายโมเลกุล 250 เครื่องหมาย ช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์ข้าวรวดเร็ว แม่นยำ และประหยัดทรัพยากร พร้อมพัฒนาพันธุ์ข้าวหลากหลายที่ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้บริโภค เช่น พันธุ์ข้าวที่ทนน้ำท่วม ต้านโรค ให้ผลผลิตสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี Genome Editing และข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสริมความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน
ระบบบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
นักวิจัย สวทช. ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงนามความร่วมมือระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2574) นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งของประเทศอย่างเป็นระบบและแม่นยำ โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การวิจัยด้านป่าชายเลนและบลูคาร์บอน 2. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งนวัตกรรมโครงสร้าง Coastal Fences และเครือข่ายเซนเซอร์ไร้สายติดตามสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ
Digital EMS – รถพยาบาลดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย
รถพยาบาลที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสียหายจากอุบัติเหตุ พร้อมระบบกรองและควบคุมอากาศที่ออกแบบให้ได้มาตรฐานระดับห้องปลอดเชื้อ ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อภายในรถ นอกจากนี้ ยังผสานระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล (ETO) ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุจนถึงโรงพยาบาล ช่วยยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการรักษา ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมแพทย์ในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือโรคอุบัติใหม่
โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดแถบแพรเปิดห้องหนังสือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงพระนามาภิไธยบนแผ่นอะคริลิก และทรงเยี่ยมชมห้องหนังสือตามพระราชอัธยาศัย
งานแนค (NAC2026) ครั้งที่ 21 สวทช. พร้อมต้อนรับผู้สนใจเข้าร่วมงานตั้งแต่วันที่ 24-28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับนิทรรศการนวัตกรรมเด่น อาทิ เชื้อเพลิง SAF พลังงานสะอาดแห่งอนาคตสำหรับการบิน การเปลี่ยนขยะให้เป็นมูลค่ากับทรายแมวจากวัสดุเหลือทิ้ง พร้อมเจาะลึกสัมมนาประเด็นร้อนระดับโลก ธุรกิจในเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใช้ AI อัจฉริยะตรวจวัดไมโครพลาสติก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสพิเศษครั้งเดียวในรอบปีกับกิจกรรม Open House ให้ภาคธุรกิจเพื่อเข้าชมห้องปฏิบัติการมาตรฐานโลกถึง 14 เส้นทาง รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอป DIY และภารกิจนวัตกรรมเกษตรยั่งยืนสำหรับเยาวชน
สวทช. ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักวิชาการ และประชาชนที่สนใจ มาร่วมสัมผัสพลังแห่งวิทยาศาสตร์ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 5 วัน ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดกิจกรรมและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.nstda.or.th/nac เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ความยั่งยืนไปด้วยกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สร้างความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทยสู่สากล ด้วยระบบ NQI โดย สวทช.
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary): สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI) ผ่านบริการวิเคราะห์ทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ยึดถือความเป็นกลาง (Impartiality) ในฐานะหน่วยงานที่สาม (Third-party) ภายใต้มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และ OECD GLP เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญให้ภาคธุรกิจใช้ยกระดับสินค้าและนวัตกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตามขอบข่ายการรับรองที่กำหนด
ประเด็นสำคัญ (Key Points):
ความเป็นกลางระดับสากล: ดำเนินงานโดยอิสระตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และ OECD GLP มั่นใจได้ในความถูกต้องและโปร่งใส
ฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ: รายงานผลการทดสอบที่แม่นยำคือหลักฐานสำคัญในการพัฒนาและรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์
การยอมรับตามขอบข่าย: ผลการทดสอบได้รับการยอมรับภายใต้ข้อตกลงและขอบข่ายการรับรองของแต่ละประเทศเป้าหมาย
NQI คืออะไร? และทำไมจึงเป็น "หัวใจ" ของเศรษฐกิจไทย
ในยุคที่มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Technical Barriers to Trade: TBT) มีความเข้มงวดมากขึ้น ระบบ NQI (National Quality Infrastructure) หรือ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ จึงเปรียบเสมือนกติกาสากลที่ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตาม NQI ไม่ใช่แค่เรื่องของห้องปฏิบัติการ แต่คือระบบนิเวศที่ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่:
มาตรวิทยา (Metrology): การวัดที่เที่ยงตรงแม่นยำระดับชาติ
การกำหนดมาตรฐาน (Standardization): การสร้างบรรทัดฐานคุณภาพร่วมกัน
การตรวจสอบและรับรอง (Conformity Assessment): การพิสูจน์คุณภาพสินค้าผ่านการทดสอบจริง
การรับรองระบบงาน (Accreditation): การรับรองความสามารถของหน่วยตรวจสอบ
การกำกับดูแลตลาด (Market Surveillance): การคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย
ประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้รับจากการใช้บริการ NQI ของ สวทช.
การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการ NQI กับ สวทช. สร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างมหาศาล ดังนี้:
ลดต้นทุนและเวลา (Cost & Time Efficiency): ไม่ต้องส่งตัวอย่างไปทดสอบที่ต่างประเทศ ซึ่งประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการออกสู่ตลาด (Time-to-Market)
ก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้า (Overcome Trade Barriers): ผลการทดสอบจากศูนย์ฯ ของ สวทช. ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้น
คุ้มครองผู้บริโภคและสร้างแบรนด์ (Trust & Safety): สินค้าที่มีใบรับรองมาตรฐาน ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์
ต่อยอดนวัตกรรม (Innovation Catalyst): ข้อมูลจากการทดสอบช่วยให้วิศวกรและนักวิจัยนำไปปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมรุ่นต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
เจาะลึกความเชี่ยวชาญ 5 ศูนย์บริการ NQI ของ สวทช.
การให้บริการวิเคราะห์ทดสอบของ สวทช. มุ่งเน้นการให้ข้อมูลความจริงทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงธุรกิจและการส่งออก โดยรายงานผลการทดสอบ (Test Report) จาก สวทช. เป็นที่ยอมรับตามขอบข่ายการรับรองและข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในแต่ละประเทศ เราเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมในหลากหลายมิติ:
1. PTEC: ผู้นำด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เน้นการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าและความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ
2. NCTC: วิเคราะห์ด้วยเครื่องมือขั้นสูง พร้อมบริการรวดเร็ว 24/7
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) ให้บริการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีระดับโมเลกุล ช่วยให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลเชิงลึกด้านวัสดุศาสตร์เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ซับซ้อน
3. CTEC: มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยในที่พักอาศัยและอาหาร
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) เชี่ยวชาญการทดสอบวัสดุก่อสร้าง เซรามิก และวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials) เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนักและความทนทานตามมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากล
4. TBES: ความปลอดภัยทางพิษวิทยาภายใต้มาตรฐานสากล OECD GLP
ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) ให้บริการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ ด้วยวิธีทางเลือกทดแทนการใช้สัตว์ทดลอง (Alternatives to Animal Testing) ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ สร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานระดับสากล
5. NFED: การออกแบบและสร้างต้นแบบเชิงวิศวกรรม
ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED) สนับสนุนการสร้างชิ้นงานต้นแบบที่มีความแม่นยำสูงด้วยเทคโนโลยี 3D Printing การวิเคราะห์ปัญหาทางวิศวกรรมด้วยวิธี Finite Element เพื่อลดความผิดพลาดก่อนการผลิตจริง และสนับสนุนการผลิต Low Volume
❓ FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ NQI และ สวทช.
Q: การทดสอบที่ สวทช. จะได้รับการยอมรับในต่างประเทศหรือไม่? A: การยอมรับผลการทดสอบขึ้นอยู่กับ ขอบข่ายการรับรอง (Scope of Accreditation) ของแต่ละห้องปฏิบัติการ และข้อตกลง (Arrangement) ระหว่างหน่วยงานหรือประเทศปลายทางที่ท่านต้องการส่งออก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความต้องการของประเทศคู่ค้าควบคู่ไปด้วย
Q: สวทช. สามารถช่วยวิเคราะห์สาเหตุหากผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านการทดสอบได้หรือไม่? A: ในบทบาทห้องปฏิบัติการทดสอบอิสระ (Third-party) เราต้องคงความเป็นกลางและรายงานผลตามมาตรฐานอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม สวทช. มีกลไกส่งเสริมอื่นๆ เช่น การร่วมวิจัยและพัฒนา หรือการให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยีผ่านโครงการเฉพาะทางเพื่อช่วยยกระดับนวัตกรรมไทย
📞 ช่องทางการติดต่อและขอรับบริการ
หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบข่ายการรับรองหรือขั้นตอนการขอรับบริการ สามารถติดต่อแต่ละศูนย์ได้โดยตรง:
PTEC: 02-117-8600 ต่อ 8611-8614 | Email: sales@ptec.or.th | เว็บไซต์ PTEC
NCTC: 02-564-6111 | Email: nctc@nstda.or.th | เว็บไซต์ NCTC
CTEC: 02-564-6500 ต่อ 4215 หรือ 71960 | Email: ctec@nstda.or.th | เว็บไซต์ CTEC
TBES: 02-564-7000 ต่อ 71701-71704 | Email: sales.tbes@nstda.or.th | เว็บไซต์ TBES
NFED: 02-564-7000 ต่อ 1800-1801 | Email: nfed@nstda.or.th | เว็บไซต์ NFED
📍 ดูภาพรวมบริการทดสอบทั้งหมดของ สวทช.: https://www.nstda.or.th/home/services_post/testing-services/
(เรียบเรียงและภาพประกอบ โดย: ธเนศ ม่วงทอง | Co-created with AI)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME จึงเป็นคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20
(วันที่ 22 เมษายน 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง
จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง ดร.พีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง
ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับภาคธุรกิจ วันนี้การเลือกใช้พลังงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า "ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด"
"จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน"
"นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"
H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24, 27-28 เม.ย. 69 เวลา 9:00 - 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สภาดิจิทัลฯ ผนึก สวทช. และ AIT ลงนาม MOU ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ชู ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ พร้อมกางโรดแมปปี 69 ปั้นบุคลากร AI 1,000 ราย และนำร่องแก้วิกฤตน้ำ
(22 เมษายน 2569) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพด้าน Data & AI และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เพื่อวางรากฐานความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ ผ่านการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงานในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้รับเกียรติจาก ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ Professor Pai-Chi Li อธิการบดี AIT เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นางเขมนรินทร์ รัตนาอัมพวัลย์ รองประธานสภาดิจิทัลฯ ดร.ชัย วุฒิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ Prof. Siddharth K. Jabade รองอธิการบดี AIT ณ Grand Hall ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (เวสต์)
ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า การลงนามในวันนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของสภาดิจิทัลฯ ในการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling/Reskilling) และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
“สภาดิจิทัลฯ ต้องการลดช่องว่างด้านทักษะ และทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกธุรกิจค่ะ โดยสภาดิจิทัลฯ มีแผนผลักดันผ่าน Digital Skill Roadmap โดยร่วมกับพันธมิตรพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการใช้งานจริง (Practical AI) ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” ม.ร.ว. นงคราญ กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงแค่ปริมาณการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้าง ปรับใช้ และกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความเป็นเลิศด้านการวิจัยให้กลายเป็นผลกระทบที่จับต้องได้ในสังคม โดย สวทช. มุ่งเน้นการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและจัดการระบบ AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมและความต้องการของชาติในระยะยาว
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงทุนสร้างรากฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์อย่าง AI for Thai และ ปทุมมา (Pathumma) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) สำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการจัดตั้งมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเรากำลังสร้างเส้นทางลัดที่เชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
ขณะที่ Professor Pai-Chi Li อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เปิดเผยว่า AIT พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผ่าน AIT AI Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากลมาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยมุ่งหวังให้การพัฒนา AI ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง
“AIT ให้ความสำคัญกับ AI ในการเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทำให้เมืองปลอดภัย มีความยืดหยุ่น รวมถึงการใช้ AI และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงในเขตเมือง ซึ่งมีเป้าหมาย คือการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว” Professor Pai-Chi Li กล่าว
ความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน ผ่านโครงการยกระดับทักษะ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพภาคประชาชน (AI Users) จำนวน 700 คน และนักพัฒนา (AI Developers) จำนวน 300 คน โดยจะจัดการอบรมแบบเข้มข้นทั้งในรูปแบบ Hybrid และ On-site ทั้งนี้จะนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ค้าปลีก (Retail), สุขภาพ (Health) และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเชิงพื้นที่ที่สำคัญคือการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ และเกษตรอาหาร ผ่านกิจกรรม Innovation Matching เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไปจนถึงการเตรียมสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลทักษะและผลงานวิจัย ตลอดจนผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อต่อยอดระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสธุรกิจไทยยุค AI” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) คุณสุทธิพงษ์ คุรุหงษา จาก Digital Dialogue คุณเอกราช ปัญจวีณิน จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณทนงเกียรติ สุขวัฒน์ จาก โกซอฟท์ และ ดร.อธิป อัศวานันท์ จากสภาดิจิทัลฯ มาร่วมฉายภาพทิศทางนโยบาย การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและการพัฒนากำลังคน
นอกจากนี้ ยังมีการเจาะลึกด้านการนำ AI มาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมี ศ. ดร. มงคล เอกปัญญาพงศ์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) คุณพลอยรวี เกริกพันธ์กุล จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มาร่วมนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยคุกคามสำหรับเด็กและกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลัง มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน MU – NSTDA Researcher Visit สร้างเครือข่ายวิจัย ยกระดับความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “MU – NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศด้านการวิจัยระหว่างสองสถาบัน กิจกรรมนี้มีคณะผู้บริหารและนักวิจัยเข้าร่วมกว่า 60 คน เพื่อขานรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการบูรณาการความเชี่ยวชาญแบบข้ามหน่วยงาน และมุ่งผลักดันงานวิจัยไปสู่การแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา กล่าวต้อนรับและนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างสองหน่วยงาน โดย ดร.สมบุญ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรการวิจัยรูปแบบสหวิทยาการ (MU - NSTDA Interdisciplinary Research Consortium) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้แบ่งปันมุมมองและหล่อหลอมความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบสนองความท้าทายของประเทศได้อย่างตรงจุด ในขณะที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย เพื่อเปิดโอกาสให้พบปะ แลกเปลี่ยนทรัพยากร และตั้งโจทย์วิจัยที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้จริงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประเทศ
ภายในงาน ดร.วงศกร พูนพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม สวทช. ได้บรรยายถึงทิศทางการขับเคลื่อนความร่วมมือ พร้อมประกาศเปิดรับสมัคร “โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ประจำปี 2569” ซึ่งเปิดให้การสนับสนุนโครงการร่วมวิจัยไม่เกิน 3 โครงการต่อปี ด้วยงบประมาณสูงสุด 4 ล้านบาทต่อโครงการ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ คุณสุจินดา ทองศรี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ สวทช. ยังได้ร่วมให้ข้อมูลการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานของอุทยานวิทยาศาสตร์ สวทช. อีกด้วย
อีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญคือ การที่คณะนักวิจัยได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพและห้องปฏิบัติการวิจัยจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ สวทช. ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) จากนั้นในช่วงบ่ายได้เปิดพื้นที่ระดมสมอง (Brainstorming) ให้นักวิจัยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันระบุโจทย์ปัญหาและแนวทางความร่วมมือ
การจัดกิจกรรม MU – NSTDA Researcher Visit ในครั้งนี้ นับเป็นการทลายข้อจำกัดด้านการวิจัยรูปแบบเดิม ด้วยการนำจุดแข็งของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำและหน่วยงานวิจัยระดับชาติมาสอดประสานกันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการเปิดพื้นที่ระดมสมอง แลกเปลี่ยนไอเดีย และการสร้างเครือข่ายอย่างใกล้ชิด จะนำไปสู่การพัฒนา Virtual Research Group หรือ Cluster ในสาขาวิชาต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดการตั้งโจทย์วิจัยที่สำคัญและการต่อยอดนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


