ผลการค้นหา :
2 นักวิจัยหญิง สวทช. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย พิสูจน์ผลงานวิจัยสร้างคุณค่าแก่ประเทศ
2 นักวิจัยหญิง สวทช. เจ้าของผลงานการวิจัยพัฒนา “ต้นแบบวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” และ “การพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิวเพื่อนำส่งยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” คว้ารางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 จัดโดยลอรีอัล กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำอุดมการณ์ สวทช. ที่มุ่งสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของชาติ และนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand)
วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) สายพันธุ์ไทย ความหวังควบคุมโรคระบาด
โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ African Swine Fever (ASF) เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส African swine fever virus (ASFV) พบระบาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมสุกรไทย โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็กหรือขนาดกลาง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้เกษตรกรจำนวนมากต้องปิดฟาร์ม ขาดรายได้ และตกอยู่ในภาวะหนี้สิน ขณะเดียวกันผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาเนื้อสุกรพุ่งสูง รวมถึงการนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคหูดับ หากมีการบริโภคเนื้อสุกรที่ปรุงไม่สุก
ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย และทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาวัคซีนที่แทบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ ดังนั้นมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดของโรค ASF ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันยังทำได้เพียงการสร้าง “ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity” เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่เข้าหรือออกจากฟาร์ม แต่ด้วยต้นทุนการจัดการฟาร์มที่มีมูลค่าสูง จึงเป็นเรื่องยากที่ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางจะลงทุนเพื่อหวนกลับเข้าสู่วงจรธุรกิจได้
การวิจัยพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาด ASF ได้ และนั่นคือโจทย์เร่งด่วนให้ ดร. สพญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ และทีมวิจัยเดินหน้าพัฒนา “วัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF” หนึ่งในแผนงานการพัฒนา “วัคซีนสัตว์” ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ของ สวทช. ที่มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยแก้ปัญหาสำคัญของชาติ และตอบโจทย์มิติการพึ่งพาตนเองดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าวว่า ทีมวิจัยเร่งศึกษาสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไวรัส ASF เทคโนโลยี จนถึงการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ โดยอาศัยฐานเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ไบโอเทค สวทช. สั่งสมมายาวนาน จนกระทั่งพัฒนา “วัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์” จาก “ไวรัสสายพันธุ์ไทย” ได้สำเร็จ รวมทั้งมีการทดสอบและประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลข้างเคียง และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบในสุกร ภายใต้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ เกษตรกร และสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน
“ผลการศึกษาเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการชี้ว่า วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์มีประสิทธิผลสูง สามารถป้องกันโรค ASF ได้ถึง 70–100% และมีความปลอดภัย แม้ใช้ในขนาดโดสที่สูงก็ไม่ก่อให้เกิดโรครุนแรง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับกรมปศุสัตว์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการทดสอบในระดับฟาร์มจริง โดยจะเริ่มทดสอบในฟาร์มขนาดเล็กภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนต้นแบบในการป้องกันโรค ASF อย่างละเอียดก่อนที่จะขยายผลในวงกว้างต่อไป”
ทั้งนี้หากผลการทดสอบวัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ในฟาร์มจริงประสบความสำเร็จ จะเป็นความหวังในการพัฒนาวัคซีนต่อสู้กับโรคระบาดในสุกร และถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยฟื้นฟูฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางให้หวนกลับมาทำอาชีพได้อีกครั้ง
“ทุกวันนี้แรงบันดาลใจสำคัญในการทำวิจัยคือ “เกษตรกรไทย” เพราะแม้พวกเขาจะเคยสูญเสียทุกอย่างจากโรค ASF แต่จากการลงพื้นที่สัมผัสได้ว่า พวกเขายังคงมีความหวังที่จะกลับมาเลี้ยงสุกรซึ่งเป็นอาชีพหลักและอาจเป็นอาชีพเดียวได้อีกครั้ง ดังนั้นถ้าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้ฟาร์มเล็ก ๆ ของเกษตรกรฟื้นคืนกลับมาได้ และช่วยให้พวกเขามีรายได้และชีวิตที่ดีขึ้น ก็เป็นความภูมิใจสูงสุดในฐานะนักวิจัย”
การวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF นอกจากจะเป็นความหวังที่ช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมสุกรแล้ว ยังมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศในอนาคต ที่สำคัญองค์ความรู้ เครื่องมือและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยพัฒนาวัคซีนสัตว์และยาต้านไวรัสอื่น ๆ เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้ด้วยตนเองในอนาคต
ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าวว่า การวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF และการวิจัยพัฒนาวัคซีนสัตว์อื่น ๆ ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือและผลักดันจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และบริบทของกฎหมายที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตวัคซีนสัตว์ที่มีมาตรฐานสากลและการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะทำให้ทีมวิจัยสามารถต่อยอดจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้ เป็นความหวังที่อยากให้เกิดการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ผลิตวัคซีนสัตว์เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและแข่งขันในภูมิภาคได้
“การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทยในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกดีใจและภูมิใจที่แม้งานวิจัยการพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าในความพยายามและความอดทนในการทำงานวิจัยที่เป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะการทดสอบในสุกรซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญและทำงานภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ก็ทำให้หายเหนื่อยและเป็นกำลังใจให้ทีมวิจัยก้าวต่อไปในโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถแก้ปัญหาแก่เกษตรกรไทยได้จริง” ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าวทิ้งท้าย
“อนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิว” ความหวังส่งยาแม่นยำ รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ตรงจุด
ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น มะเร็ง สมองเสื่อม เบาหวาน ไขมันและหลอดเลือด เป็นปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของทั้งหมดหรือประมาณ 41 ล้านคนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มโรค NCDs เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 75% ของผู้เสียชีวิตต่อปี นอกจากนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยประชากรกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค NCDs ได้ง่าย ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับกลุ่มโรค NCDs เป็นโจทย์สำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น
ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย และทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษาโรคในกลุ่ม NCDs แบบเดิมยังมีข้อจำกัดมาก เช่น ยาดูดซึมได้ไม่ดี มีการกระจายไปทั่วร่างกายแบบไม่จำเพาะ ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ตัวยาสำคัญเกิดการสลายตัวในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีหรือไม่จำเพาะเจาะจง นอกจากนี้ตัวยาหรือสารออกฤทธิ์บางตัวที่ไวต่อสภาพแวดล้อม เช่น เพปไทด์หรือสารสมุนไพร มักเสื่อมสลายง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง ที่สำคัญผู้ป่วยบางรายมีโรคร่วมหลายอย่าง ทำให้ต้องรับประทานยาจำนวนมาก
“การนำเทคโนโลยีนาโนมาใช้พัฒนาระบบนำส่งยาสู่เป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง คือหนทางควบคุมการปลดปล่อยยาได้ตรงจุด เพิ่มเสถียรภาพของยา และช่วยให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมวิจัยนาโนเทคทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีในการพัฒนา “อนุภาคนาโนไขมันกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API)” โดยดัดแปลงพื้นผิวของอนุภาคนาโนไขมันให้มีลักษณะที่จำเพาะเจาะจงกับโรคนั้น ๆ เช่น การเพิ่มอนุภาคที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การเพิ่มตัวจับเฉพาะกับเซลล์เป้าหมาย การปรับประจุพื้นผิวให้เกาะกับเนื้อเยื่อดีขึ้นเพื่อให้ดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี”
ปัจจุบันอนุภาคนาโนไขมันที่ออกแบบมีความจำเพาะกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคทางระบบประสาทเสื่อม มะเร็ง การอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันช่องท้องและในเลือด รวมถึงความชราของผิวหนัง และอื่น ๆ
“ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องให้ยาคีโมซึ่งปัจจุบันยาคีโมมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติอย่างไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ยาคีโมไปทำลายเซลล์รากผมหรือเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผมร่วงหรืออาเจียน ดังนั้นหากใช้อนุภาคนาโนไขมันนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง จะช่วยลดผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยก็ดีขึ้น หรือในกรณีผู้ป่วยสูงอายุกลุ่มโรค NCDs ที่มักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไตวายเรื้อรัง อาจต้องรับประทานยาปริมาณมาก ขณะที่ยาเหล่านั้นอาจออกฤทธิ์แค่ 10-20% เท่านั้น การใช้อนุภาคนาโนไขมันเข้าไปช่วยเพิ่มการดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สามารถลดปริมาณยาและลดการได้รับผลข้างเคียงจากยา ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น”
ขณะนี้เทคโนโลยีผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระดับ Pre-Clinic ในสัตว์ทดลองเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างต่อยอดการทดสอบทางคลินิกในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดีร่วมกับพันธมิตรและเครือข่าย ทั้งคณะเภสัชศาสตร์ แพทยศาสตร์ และโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หากได้ผลดีจะมีการทดสอบในอาสาสมัครที่มีแนวโน้มเป็นโรคในกลุ่ม NCDs และผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่ม NCDs ต่อไป โดยทีมวิจัยคาดว่าจะผลักดันเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ได้ภายในระยะเวลา 3-5 ปี
“การออกแบบการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแบบมุ่งเป้าด้วยเทคโนโลยีการกักเก็บยาหรือสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมในอนุภาคนาโนไขมันที่ดัดแปลงพื้นผิวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา บรรเทาอาการเจ็บปวด ลดผลข้างเคียงของยา และช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญหากประเทศพัฒนานวัตกรรมได้เอง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศมากขึ้น”
อย่างไรก็ดี นวัตกรรมอนุภาคนาโนที่ ดร.มัตถกา พัฒนาขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การรักษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีแผนนำไปใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันในด้านการชะลอและป้องกันการเกิดโรค NCDs รวมถึงประยุกต์ใช้ในการกักเก็บสารสกัดหรือสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) สำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมชะลอวัย
“อนุภาคนาโนไขมันที่พัฒนาขึ้นยังใช้กักเก็บสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive) จากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในเรื่องการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคในกลุ่ม NCDs รวมถึงกักเก็บสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมชะลอวัย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำอนุภาคนาโนไขมันไปใช้กักเก็บสารสกัดกระชายดำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และปัจจุบันสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกระชายดำในเชิงเวชสำอางและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผลงานวิจัยภายใต้แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติในมิติเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย และสอดรับกับแผนนโยบายประเทศในการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยที่มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”
อนุภาคนาโนไขมันไม่เพียงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมยา สมุนไพร และเวชสำอางคุณภาพสูงในอนาคต
ดร.มัตถกา กล่าวว่า การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทยจากลอรีอัลในครั้งนี้ รู้สึกภูมิใจและปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นรางวัลที่มีคุณค่าสูงสุดแล้วสำหรับนักวิจัยหญิง ดีใจที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเห็นคุณค่าในผลงานวิจัย เนื่องจากรางวัลนี้มีการพิจารณาจากผลงานที่ตอบโจทย์หรือสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้จริง ฉะนั้นการได้รางวัลจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันหรือสะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและแผนกลยุทธ์ที่ สวทช. ผลักดันนั้นมาถูกทาง และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้จริง
“ในฐานะนักวิจัยรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นงานวิจัยไปถึงมือผู้ใช้ หรือถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ปัจจุบันพยายามผลักดันอนุภาคนาโนไขมันเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาจากสมุนไพร และยาสมุนไพรให้สำเร็จ รวมทั้งวางแผนวิจัยต่อยอดในกลุ่มโรคติดเชื้อ เพราะทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยามากขึ้น อย่างไรก็ดีเป้าหมายสูงสุดของการทำวิจัยที่มุ่งหวังไว้คือให้คนไทยได้ใช้นวัตกรรมแล้วมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นักวิจัย สวทช. รับรางวัล PVSEC Award ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ครั้งที่ 36
เมื่อวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. ร่วมแสดงความยินดีกับนักวิจัยที่ได้รับรางวัลภายในงานการประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ครั้งที่ 36 (The 36th International Photovoltaic Science and Engineering Conference: PVSEC-36)
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ENTEC และ NECTEC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์และแผน นโยบาย กำกับกิจการพลังงานสะอาดจากเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ในระดับสากล
ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานวิชาการกว่า 470 เรื่อง การจัดนิทรรศการ และกิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ นอกจากนี้ยังจัดให้มีพิธีมอบรางวัลสำคัญระดับนานาชาติ ได้แก่ รางวัล PVSEC Special Awards, PVSEC Awards, PVSEC Hamakawa Awards และ PVSEC Young Scientist Awards ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์มาโกโตะ โคนากาอิ ประธาน PVSEC IAC การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไฟฟ้าโซลาร์เซลล์นานาชาติ (PVSEC) เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่มีผลงานโดดเด่น
ในโอกาสนี้ มีนักวิจัยจาก สวทช. ที่ได้รับรางวัลดังนี้ รางวัล PVSEC Award 2025 ได้แก่ ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. จากผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยต่อเนื่องยาวนานกว่า 26 ปี โดยมีผลงานโดดเด่นตั้งแต่การพัฒนาไลน์การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดฟิล์มบางซิลิคอน การสร้างองค์ความรู้ด้านวัสดุซิลิคอนแถบกว้าง การประยุกต์ใช้ระบบ PV ในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน การประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ ดร.กอบศักดิ์ ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย
รางวัล PVSEC Young Scientist Award 2025 ได้แก่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. จากผลงานวิจัยด้านเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีความโดดเด่น ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ชนิดแทนเดม การศึกษาประสิทธิภาพและความเสถียรของแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้สภาพภูมิอากาศเขตร้อน ตลอดจนงานวิจัยเชิงลึกด้านการเสื่อมสภาพของแผง PV ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ดร.อมรรัตน์ ยังขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นผู้นำโครงการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อวางแนวทางการจัดการอย่างเป็นระบบ ช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
รางวัลที่นักวิจัย สวทช. ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความเป็นเลิศของงานวิจัยด้านพลังงานสะอาดของไทยในเวทีโลก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันบทบาทของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยระดับชาติที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และสร้างความยั่งยืนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อวท. เปิดรับสมัคร Startup รุ่นใหม่ ร่วมโครงการ “TED Youth Startup 2026” รับทุนสูงสุด 1.5 ล้านบาท
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) หนึ่งในเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) ภายใต้โครงการ “พัฒนานวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (TED)” เปิดรับสมัครสตาร์ทอัปที่ต้องการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมก้าวสู่การขยายตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการมอบการสนับสนุนทุน สูงสุด 1,500,000 บาท เพื่อช่วยต่อยอดงานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ บ่มเพาะทักษะการทำธุรกิจนวัตกรรม และเชื่อมโยงเครือข่ายที่จำเป็นสำหรับการเติบโต
สิทธิประโยชน์ที่ผู้สมัครจะได้รับ
คำปรึกษาแบบใกล้ชิดตลอดโครงการ ตั้งแต่การเตรียมเอกสารขอทุน การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายและปิดโครงการ
คำปรึกษาด้านธุรกิจนวัตกรรม และโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี
พื้นที่ทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อใช้พัฒนา ต่อยอด และทดสอบผลงานด้านเทคโนโลยี
ภายใต้เงื่อนไขโครงการ
ต้องเป็นสมาชิกเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการโดย อวท. (TED Fellow)
ระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี
สนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 90 ของมูลค่าโครงการ
🚀ประเภทการสนับสนุน
✅ พัฒนาต้นแบบ
✅ การวิเคราะห์ทดสอบและขอรับรองมาตรฐาน
✅ การทดสอบตลาด
✅ การถ่ายทอดเทคโนโลยี/การซื้อสิทธิ์
✅ ที่ปรึกษาและเชี่ยวชาญ
คุณสมบัติผู้สมัคร
👨🏻💼 เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย
👩🏻💼ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 1 คน (ถือหุ้นรวมตั้งแต่ 31% ขึ้นไป) ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือสำเร็จการศึกษาไม่เกิน 5 ปี
เปิดรับสมัคร วันนี้ – 1 ธันวาคม 2568
ลงทะเบียนสมัครได้ที่: https://docs.google.com/forms/d/12C8BXDHxSRu0-y41fNn2zYklx-Ks6Xk62nyp81XRuH4/viewform?edit_requested=true
รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.sciencepark.or.th/th/ted-fund/poc
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.)
คุณกฤษกรณ์ โทร. 086 362 6185
คุณปราชญ์ โทร. 095 953 9606
Email: bcd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
นาโนเทค สวทช. ผนึก “กระบี่” เปิดตัวนวัตกรรมสมุนไพร “ย้อนวัยด้วยวิทยาศาสตร์” ขับเคลื่อนสู่เมืองสุขภาพระดับโลก
(วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) ณ โรงแรมอ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ผนึกกำลังกับจังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรม “Krabi: The Living Paradise of Wellness & Longevity” เพื่อเร่งเครื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกระบี่สู่ “Wellness & Longevity City” ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรไทยมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีนายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ เข้าร่วมงานจำนวนมาก
กระบี่ มุ่งสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก
นายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวชื่นชมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัยและภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 ทำให้จังหวัดกระบี่สามารถยกระดับสถานประกอบการสู่มาตรฐาน Wellness Center จำนวน 10 แห่ง พัฒนามาตรฐานอาหารเป็นยา 20 แห่ง พัฒนาบุคลากรกว่า 400 คน โดยช่วยสร้างทักษะ เพิ่มรายได้และโอกาสใหม่ ซึ่งผลสำเร็จเหล่านี้ ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดกระบี่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเป็นที่รู้จักในระดับสากล ด้วยศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมที่งดงาม และอัธยาศัยไมตรีของคนกระบี่ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาให้จังหวัดก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของประเทศและของโลกในอนาคต
สวทช. ชูงานวิจัย “ย้อนวัยด้วยวิทยาศาสตร์” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งมั่นที่จะผลักดันงานวิจัยระดับสูงด้านสารสกัดธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ โดยเฉพาะการยกระดับผลิตภัณฑ์ในจังหวัดกระบี่ เมืองแห่ง Wellness & Longevity พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า นาโนเทค สวทช. พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน ให้ผู้ประกอบการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการด้านสุขภาพของกระบี่ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้นาโนเทค สวทช. ได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดเผยนวัตกรรมล่าสุดจาก โปรแกรม PhytoEX สวทช. ซึ่งเป็นผลงานที่ผสานภูมิปัญญาสมุนไพรไทยกับเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน (Nano-encapsulation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสารสกัดให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าแบรนด์ระดับโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (Longevity) ตัวอย่างสารออกฤทธิ์ที่มานำเสนอ เช่น อนุภาคสารสกัดจากกระชายดำ เพื่อความอ่อนวัยของผิว กระตุ้นการงอกเส้นผม และลดไขมันสะสม อนุภาคสารสกัดบัวบก ที่โดดเด่นในการกระตุ้นการสร้างไฮยาลูรอนในผิวได้สูงกว่า 300% และสมานแผล และ อนุภาค ZenoLase: นวัตกรรมขั้นสูงจากบริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นดีปเทคสตาร์ทอัพของ นาโนเทค สวทช. ที่สามารถกำจัด “เซลล์ซอมบี้” และฟื้นฟู “อายุชีวภาพของผิว” ให้กลับมาอ่อนเยาว์ได้ถึง 4 ปี ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์
ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX กล่าวว่า เราพร้อมสนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดย สวทช. ได้นำกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยมี นายเกียรติรัตน์ ทองผาย ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) และคุณอภิวันท์ รอเสนา ที่ปรึกษาฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน โครงการ ITAP ร่วมให้คำปรึกษาแนวทางเข้าถึงทุนและการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีจากภาครัฐมาให้คำปรึกษาภายในงานด้วย
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของโครงการ “กระบี่ Wellness City Destination” และเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อร่วมกันผลักดันจังหวัดกระบี่สู่การเป็น “เมืองแห่งสุขภาวะและความยั่งยืน (Wellness & Longevity City)” อย่างแท้จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา ฟรี! “เทคโนโลยีการผลิตซีโอไลต์ ZSM-5 จากหินพอตเทอรี่ สำหรับสารเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการพัฒนาโดโลไมต์เป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ”
📣 ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา ฟรี!
“เทคโนโลยีการผลิตซีโอไลต์ ZSM-5 จากหินพอตเทอรี่ สำหรับสารเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการพัฒนาโดโลไมต์เป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ”
🗓 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568
🕣 เวลา 08.30 – 13.00 น.
📍 ห้องพญาไท 1–3 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท
✨ ไฮไลต์ภายในงาน
✅ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ซีโอไลต์ ZSM-5 จากหินพอตเทอรี่ เพื่อใช้เป็นสารเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
✅ การพัฒนา โดโลไมต์ เป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ สนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว
🆓 เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
🚨 ที่นั่งจำนวนจำกัด!
📌 ปิดรับสมัครวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
👉 คลิกลงทะเบียนเลย: https://shorturl.at/7uYTz
📩 ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับอีเมลยืนยันภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
สอบถามเพิ่มเติม:
📞 คุณพวงพร 02-564-6500 ต่อ 4784
✉️ puangpp@mtec.or.th
📞 ดร.ปัญจลักษณ์ 02-564-6500 ต่อ 4257
✉️ punchaluck.sir@mtec.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “SynBio Forum 2025” รวมพลังไทย-นานาชาติ ขับเคลื่อนชีววิทยาสังเคราะห์สู่เศรษฐกิจอนาคต
(11 พ.ย. 68) ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ - Thailand SynBio Consortium รวมพลังเดินหน้าสู่ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจชีวภาพ ในงาน “SynBio Forum 2025” เวทีสำคัญที่แสดงถึงความร่วมมือจากทั้งภาคนโยบาย สถาบันวิจัย เอกชน และเยาวชน เพื่อผลักดันชีววิทยาสังเคราะห์ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
พิธีเปิดงาน SynBio Forum 2025 ได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการกล่าวแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือของภาคีเครือข่าย Thailand SynBio Consortium อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ชีววิทยาสังเคราะห์สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)” โดยย้ำถึง 3 นโยบายสำคัญของกระทรวง อว. คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา SynBio ของไทย
โอกาสนี้ ในช่วงพิธีเปิด ผู้บริหารจาก สวทช. ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค และ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม เข้าร่วมในพิธีเปิดงานนี้ด้วย
ทั้งนี้ ภายในงาน SynBio Forum 2025 มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งวัน เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของไทยกับความร่วมมือระดับโลก โดยมี Session พิเศษที่จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการนำเสนอธุรกิจและเทคโนโลยีด้านชีววิทยาสังเคราะห์จากนานาประเทศ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับพันธมิตรต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจาก บูทเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จาก สวทช. เพื่อแสดงศักยภาพของนวัตกรรมชีวภาพไทยบริเวณงานด้วย
งาน SynBio Forum 2025 เป็นการรวมพลังของภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ พร้อมด้วยพันธมิตรจากหลายประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์แห่งภูมิภาคอาเซียน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ต้อนรับคณะ ก.พ.ร. หารือแนวทางการถือหุ้นหรือร่วมทุนในกิจการนิติบุคคลอื่น พร้อมเยี่ยมชมผลงานและห้องปฏิบัติการวิจัยชั้นนำ
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ นายภาณุทัต ธรรมบุศย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม ให้การต้อนรับ นางสาวจิตตา กิตติเสถียรนนท์ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ และคณะจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในโอกาสร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการถือหุ้นส่วน และการเข้าร่วมทุนในกิจการของนิติบุคคลอื่นของหน่วยงานองค์การมหาชน เพื่อนำประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ได้จากการหารือใช้เป็นข้อมูล ในการนำไปทบทวนหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อไป และเยี่ยมชมผลงานวิจัยและห้องปฏิบัติการของ สวทช. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
โอกาสนี้ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ได้บรรยายและนำเสนอองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Generative AI และ การประยุกต์ใช้ NSTDA ChatAI ในการทำงานของ สวทช.
ภายหลังการบรรยาย คณะผู้เยี่ยมชมได้เข้าเยี่ยมชมหน่วยงานหลักของ สวทช. ได้แก่
FoodSERP ณ โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BIOTEC Bioprocessing Facility)
ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center หรือ ThaiSC)
ห้องปฏิบัติการกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ
โดยมี ดร.ศิวพร วรรณวิไล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวกระบวนการอุตสาหกรรม กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC), ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ทีมพัฒนาธุรกิจด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ThaiSC ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ ดร.ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล นักวิจัยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงานวิจัย เทคโนโลยี และศักยภาพของห้องปฏิบัติการในแต่ละด้านอย่างใกล้ชิด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนา ‘Digital EMS’ ต้นแบบรถพยาบาลโครงสร้างแข็งแรง พร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล
</i
ปี 2566 คนไทยเรียกใช้รถพยาบาลฉุกเฉินมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีโอกาสเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับความปลอดภัยของรถพยาบาล และการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ ‘Digital EMS’ เพื่อยกระดับรถพยาบาลให้มีความแข็งแรง ช่วยผู้ป่วยฉับไว และรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่
แพลตฟอร์มนี้ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ การพัฒนาโครงสร้างรถที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ระบบจัดการอากาศภายในรถ และระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล โดยเป็นการวิจัยและพัฒนาภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และได้รับการสนับสนุนด้านการทดสอบมาตรฐานจากสถาบันยานยนต์
รถพยาบาลเสริมความแข็งแรงและปลอดภัย
การปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่มักขับรถด้วยความเร็วสูงเพื่อนำส่งผู้ป่วยวิกฤตให้ถึงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ทำให้บางครั้งเกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหายรุนแรงต่อทั้งตัวรถ อุปกรณ์ภายในรถ รวมถึงผู้โดยสาร
[caption id="attachment_76823" align="aligncenter" width="450"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนากระบวนการออกแบบโครงสร้างรถพยาบาลเพื่อยกระดับความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายใต้แพลตฟอร์ม Digital EMS คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความแข็งแรงของห้องโดยสาร 2 เทคโนโลยี ประกอบด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์สำหรับใช้งานกับรถพยาบาลทั้งประเภทรถตู้และรถกระบะ และเทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถพยาบาลที่ประยุกต์ใช้ได้กับรถพยาบาลทุกประเภท
“ในส่วนของเทคโนโลยีโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์ ทีมวิจัยได้พัฒนาชุดอุปกรณ์โครงสร้างน้ำหนักเบา โดยใช้หลักการประกอบแบบแยกส่วน เพื่อให้การประกอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงทำได้ง่ายโครงสร้างภายนอกของห้องโดยสารผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐาน SAE J3057 โดยรองรับแรงกระทำได้ 2.5 เท่าของน้ำหนักรถ ขณะที่ชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์ภายในห้องโดยสารผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน EN 1789 สามารถรองรับแรงกระทำได้ 10 เท่าของน้ำหนักชุดยึดรวมกับอุปกรณ์ที่ติดตั้ง ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้งโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์มีความแข็งแรงและทนทานต่อแรงกระแทก”
[caption id="attachment_76817" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบรถพยาบาลที่ผ่านการยกระดับเรื่องความปลอดภัย[/caption]
[caption id="attachment_76819" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบความแข็งแรงของโครงสร้างรถและอุปกรณ์ยึดติด[/caption]
สำหรับเทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถ ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบปรับอากาศให้มีการไหลเวียนและกรองเชื้อโรคภายในห้องโดยสารตามมาตรฐานห้องปลอดเชื้อ ISO 14644 อย่างไรก็ตามในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 ยังมีคำแนะนำให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยเพื่อเสริมความปลอดภัย ปัจจุบันทั้งสองเทคโนโลยีอยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี
Digital EMS ยกระดับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
นอกจากเทคโนโลยียกระดับความปลอดภัยการใช้งานรถพยาบาลทั้งด้านโครงสร้างและระบบจัดการอากาศแล้ว ภายใต้แพลตฟอร์ม Digital EMS ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญ คือ Emergency Telemedical Operation (ETO) หรือระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล ที่พัฒนาโดย ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และทีมวิจัย
ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัลที่นำมาใช้ในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 2 เทคโนโลยีหลัก คือ ระบบรับแจ้งฉุกเฉินดิจิทัลหรือ Call Information System (CIS) ที่พัฒนาโดย ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล และทีมวิจัย และระบบอำนวยการทางการแพทย์ดิจิทัลหรือ Medical Information System (MIS) ที่พัฒนาโดย ดร.ปรารถนา กู้เกียรติกูล และทีมวิจัย
“ระบบ CIS เป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุผ่านหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน 1669 ของ สพฉ. โดยทีมวิจัยได้พัฒนาให้เป็นระบบรับแจ้งเหตุแบบครอบคลุมรูปแบบการสื่อสารที่จำเป็น เมื่อมีการแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ผ่านเบอร์ 1669 ผู้แจ้งจะได้รับ SMS สำหรับยืนยันตัวตนและระบุพิกัดสถานที่เกิดเหตุ เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วและแม่นยำ หากผู้แจ้งใช้งานสมาร์ตโฟนจะใช้ระบบนี้วิดีโอคอลกับผู้รับแจ้งเหตุ เพื่อให้ผู้รับแจ้งเหตุประเมินสถานการณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการปฐมพยาบาลแบบเรียลไทม์ได้ด้วย”
ส่วนระบบ MIS เป็นระบบอำนวยการทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลของผู้ป่วยขณะเดินทางด้วยรถพยาบาลไปยังศูนย์อำนวยการแพทย์แบบเรียลไทม์
ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ระบบนี้จะส่งข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับช่วงต่อในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตไปยังศูนย์อำนวยการแพทย์ เช่น ข้อมูลสัญญาณชีพของผู้ป่วย สัญญาณภาพและเสียงภายในห้องโดยสาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินสามารถรับคำปรึกษาเรื่องการดูแล รวมถึงการทำหัตถการให้แก่ผู้ป่วยวิกฤตขณะเดินทางได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีระบบติดตามขั้นตอนการทำงานและตำแหน่งการรับส่งผู้ป่วยวิกฤตแบบเรียลไทม์ด้วย โดยระบบจะจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยและการจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่าย”
[caption id="attachment_76822" align="aligncenter" width="750"] ภาพจำลองการแสดงผลของระบบ MIS[/caption]
[caption id="attachment_76820" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ และ ดร.ปรารถนา กู้เกียรติกูล นักวิจัย สวทช.[/caption]
ที่ผ่านมากลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ได้นำร่องทดสอบใช้งานเทคโนโลยี ETO ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลเรียบร้อยแล้ว และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการทดสอบทั้งระบบ Digital EMS ร่วมกับสถานพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีและหน่วยงานอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการประสานงาน
ดร.ศราวุธ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ต้นแบบรถพยาบาล Digital EMS อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานจริง ในขั้นตอนต่อไปจะดำเนินงานร่วมกับ สพฉ. จัดทำแนวทางมาตรฐานสำหรับรถพยาบาลที่ใช้งานในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งความแข็งแรงของโครงสร้างรถ ระบบจัดการอากาศภายในห้องโดยสาร และระบบดิจิทัลสำหรับรับแจ้งเหตุและอำนวยการทางการแพทย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี Digital EMS สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2564 6500 และ info@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และขอขอบคุณ Thai PBS ที่ช่วยอนุเคราะห์ฟุตเตจสำหรับใช้ในการผลิตคลิป
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
“ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์” ภายใต้หัวข้อ Green Jobs ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จัดเต็มความรู้และความสนุก ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
“ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์” ภายใต้หัวข้อ Green Jobs ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จัดเต็มความรู้และความสนุก ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย จัดกิจกรรม “ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ (Science Film Festival) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ Green Jobsระหว่างวันที่ 24–28 พฤศจิกายน 2568 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จังหวัดปทุมธานี
ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่🎬 การฉายภาพยนตร์วิทยาศาสตร์จากนานาชาติ ที่จะเปิดโลกทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม🧪 ฐานกิจกรรม STEAM สุดสนุก ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ศิลปะ และคณิตศาสตร์🎁 ร่วมลุ้นของรางวัล ของที่ระลึก และรับขนมเครื่องดื่มฟรีตลอดงาน
พิเศษ! โปรแกรมฉายภาพยนตร์สำหรับบุคลากร สวทช. ระหว่างวันที่ 24–28 พฤศจิกายน 2568เช่น
“สำรวจโลก AI” (New Zealand)
“แผนสุดท้าย – จากห้องทดลองสู่การรอดชีวิต” (UK)
“อนุรักษ์สัตว์ป่าด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ” (Germany)
“ขุมทรัพย์สีเขียวแห่งมหานคร” (UK)
“วัสดุสุดล้ำ! ลุยทั้งไฟและน้ำหวาน” (UK)
กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป เข้าใจบทบาทของ “งานสีเขียว” (Green Jobs) ที่ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. เข้าร่วมการประชุม ASEAN COSTI ครั้งที่ 88 ร่วมขับเคลื่อน “อาเซียนขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ภายใต้กรอบแผน APASTI ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569–2578)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ครั้งที่ 88 (ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation: ASEAN COSTI-88) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดในฐานะผู้แทนหน่วยงาน
เวทีสำคัญผลักดันความร่วมมือ วทน. อาเซียน
การประชุม ASEAN COSTI ถือเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านโครงการความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่างประเทศสมาชิก ความเชื่อมโยงกับประเทศคู่เจรจา และภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม
ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “Innovative ASEAN” ด้วยกรอบแผน APASTI 2026–2035
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนการดำเนินงานตาม กรอบแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งอาเซียน ฉบับใหม่ (APASTI 2026–2035) ภายใต้วิสัยทัศน์ “อาเซียนขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” (Innovative ASEAN) โดยเน้นความร่วมมือด้าน งานวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายผู้เชี่ยวชาญ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานร่วมของภูมิภาค ตลอดจน การส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม
สวทช. และศูนย์วิจัยแห่งชาติร่วมประชุมอนุกรรมการเฉพาะด้าน
ระหว่างวันที่ 20–21 ตุลาคม 2568 ผู้บริหารจากศูนย์วิจัยแห่งชาติ ได้แก่
NECTEC – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
BIOTEC – ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
MTEC – ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
NANOTEC – ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
ENTEC – ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ
ได้เข้าร่วมการประชุม อนุกรรมการเฉพาะด้าน (Subcommittee) ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ครอบคลุมสาขา เทคโนโลยีชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน วัสดุศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือในรูปแบบโครงการร่วม และผลักดันเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
สวทช. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตาม APASTI ฉบับใหม่
สวทช. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบแผน APASTI 2026–2035 ผ่านบทบาทในการ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือเชิงระบบ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อให้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา “Smart Agriculture For Future: พลิกโฉมสู่เกษตร 4.0 สร้างผลผลิตพรีเมียม ขยายโอกาส ธุรกิจแบบยั่งยืน”
ITAP และไบโอเทค สวทช. ขอเชิญร่วมสัมมนา “Smart Agriculture For Future: พลิกโฉมสู่เกษตร 4.0 สร้างผลผลิตพรีเมียม ขยายโอกาสธุรกิจแบบยั่งยืน”
📅 วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568
⏰ เวลา 09.00 – 15.00 น.
📍 ณ ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ (ตึก 12)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ปลดล็อคธุรกิจการเกษตร สู่ยุค “เกษตร 4.0”
เตรียมพบกับสัมมนาที่จะ พลิกโฉมภาคการเกษตรไทย ให้ก้าวสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก ด้วยแนวทาง Smart Agriculture ที่ผสาน เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เข้ากับ เงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูงในต้นทุนที่ต่ำลง
เนื้อหาสำคัญภายในงาน
การบรรยายแนวทางการปรับตัวสู่ เกษตรสมัยใหม่
การเชื่อมโยง เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ กับ โอกาสทางการเงิน
แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ
เปิดรับคำปรึกษาเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญ แบบ One on One
เหมาะสำหรับ
ผู้ประกอบการ เกษตรปลอดภัย และ ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ ที่ต้องการยกระดับกระบวนการผลิตให้ทันสมัยและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ลงทะเบียนเข้าร่วมฟรี!
รับจำนวนจำกัดเพียง 50 ท่านแรก
ลงทะเบียนล่วงหน้าที่: https://forms.gle/h3UmxjWviA3fmhYD8
ปฏิทินกิจกรรม
ENTEC-NECTEC สวทช. ผนึกพันธมิตรจัดประชุม PVSEC-36 สร้างไทยเป็นฮับพลังงานสะอาดอาเซียน
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ไทย จัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (The 36th International Photovoltaic Science and Engineering Conference, PVSEC-36) ระหว่างวันที่ 9–14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และนวัตกรรมด้านพลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีโฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic Technology) มีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ เผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านเซลล์แสงอาทิตย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาแนวทางพลังงานสะอาดและยั่งยืนเพื่ออนาคตของโลก อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทของพลังงานแสงอาทิตย์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ โดยภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานวิชาการกว่า 470 ผลงาน การจัดนิทรรศการ และกิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก
วันเปิดงานได้จัดกิจกรรม “Tutorial Workshop on Photovoltaics” เพื่อเป็นเวทีปูพื้นฐานความรู้ด้านเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic: PV) สำหรับนักวิจัย นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและเป็นบุคคลสำคัญในวงการพลังงานแสงอาทิตย์ของไทย กล่าวเปิดการประชุม การบรรยายได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ Prof. Dr.Arno Smets จาก Delft University of Technology ประเทศเนเธอร์แลนด์, Prof. Dr.Masafumi Yamaguchi จาก Toyota Technological Institute ประเทศญี่ปุ่น, Prof. Dr.Yoshihiro Hishikawa จาก Ritsumeikan University ประเทศญี่ปุ่น และ Dr. Ulrike Jahn จาก Fraunhofer Center for Silicon Photovoltaics ประเทศเยอรมนี ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่หลักฟิสิกส์และวิศวกรรมของการแปลงพลังงานแสงเป็นไฟฟ้า สถานะและทิศทางอนาคตของเทคโนโลยี PV การทดสอบและประเมินสมรรถนะของโมดูล ไปจนถึงแนวทางการประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม
สวทช. มีบทบาทสำคัญในการจัดงานครั้งนี้ โดย ENTEC มีนักวิจัยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดงานในหลายตำแหน่ง เช่น ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการจัดงาน (Co-Chair) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ (Chair of Public Relations Subcommittee) และมีนักวิจัยร่วมเป็นคณะอนุกรรมการด้านวิชาการ การประชาสัมพันธ์ และการจัดนิทรรศการ ซึ่งสะท้อนบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การประเมินสมรรถนะและความยั่งยืนของระบบโซลาร์เซลล์ในเขตร้อน ขณะที่ NECTEC มีนักวิจัยร่วมเป็นคณะกรรมการจัดงานหลักและคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและโปสเตอร์ นำโดย ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์และคณะ ช่วยดูแลด้านเทคนิค มาตรฐาน และระบบการนำเสนอผลงานวิจัย ตอกย้ำบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์และระบบตรวจสอบมาตรฐานพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ
การมีส่วนร่วมของ สวทช. ในการ จัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับนานาชาติ ทั้งในด้านการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และมาตรฐานระบบพลังงานสะอาด การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพนักวิจัยไทยให้ทัดเทียมระดับสากล แต่ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางความรู้ด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตามเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ของรัฐบาลไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


