หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
3 สัญญาณเตือน แบตเตอรี่กำลังเสื่อม
  แบตเตอรี่ก็เหมือนกับร่างกายของคนเราที่มีวันเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ส่วนจะเสื่อมเร็ว เสื่อมช้า เสื่อมน้อย เสื่อมมาก ถ้าสังเกตดูเราก็จะเห็นสัญญาณบางอย่างที่บอกให้รู้ว่า แบตเตอรี่ของเราไม่ทรงพลังเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว สัญญาณแรกที่อาจสังเกตได้คือ จำนวนชั่วโมงการใช้งานลดลง เมื่อแบตเตอรี่เสื่อม พลังงานของแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ต่อการชาร์จเต็มจะลดลงจากปกติ เนื่องจากความสามารถในการกักเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า ความจุของแบตเตอรี่น้อยลง เช่น ปกติเราชาร์จแบตเตอรี่พัดลมมือถือเต็มแล้วใช้งานได้ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมงกว่าแบตเตอรี่จะหมด แต่พอแบตเตอรี่เสื่อมจะใช้งานได้น้อยกว่า 5 ชั่วโมง สัญญาณที่สองคือ ความร้อนของแบตเตอรี่สูงขึ้น เมื่อแบตเตอรี่เสื่อม ความต้านทานภายในตัวแบตเตอรี่จะสูงขึ้น ความร้อนจึงเกิดขึ้นมากกว่าแบตเตอรี่ใหม่ที่มีกระแสเท่ากัน ดังนั้นหากเรากำลังใช้งานอุปกรณ์ใด ๆ อยู่ แล้วรู้สึกว่าตรงบริเวณที่ใส่แบตเตอรี่มีความร้อนเกิดขึ้น แสดงว่าแบตเตอรี่ที่ใช้ในอุปกรณ์นั้นอาจจะเริ่มเสื่อมแล้ว สัญญาณที่สามคือ แบตเตอรี่มีลักษณะผิดแปลกไปจากเดิม เนื่องจากข้างในแบตเตอรี่มีวัสดุและสารเคมีที่เรียกว่า อิเล็กโทรไลต์ บรรจุอยู่ หากวัสดุและสารเคมีเหล่านี้เสื่อมสภาพก็อาจทำให้เกิดแก๊สสะสมภายในแบตเตอรี่ ส่งผลให้แบตเตอรี่เกิดอาการบวม เกิดรอยรั่ว และมีสารเคมีรั่วซึมออกมาภายนอก ซึ่งสารเคมีหลายชนิดส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา ตั้งแต่เบาบางไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อพบว่าแบตเตอรี่ที่เรากำลังใช้งานอยู่นั้นเริ่มส่งสัญญาณ 3 อย่างดังที่กล่าวมา ก็ให้เตรียมเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว เพราะการใช้งานแบตเตอรี่เสื่อมสภาพต่อไปอาจทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเราเสียหาย และหากแบตเตอรี่เสื่อมจนเกิดการรั่วซึมของสารเคมีก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเราด้วย ที่มา : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ออกแบบกราฟิกโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูล Data Analysis
การวิเคราะห์ข้อมูล Data Analysis เป็นกระบวนการตรวจสอบ, แปลง, และจัดระเบียบข้อมูลดิบเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก, รูปแบบ, แนวโน้ม, หรือข้อสรุปที่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ กระบวนการนี้ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล, การทำความสะอาด, การสำรวจ, การแปลง, และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสรุปที่เป็นประโยชน์ ประเภทของเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการทำ Data Analysis    1. เครื่องมือสเปรดชีต (Spreadsheet Tools) Microsoft Excel: นิยมใช้มากที่สุดในธุรกิจ มีฟังก์ชันที่หลากหลายในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึง Pivot Tables, การทำกราฟ, และการใช้สูตรทางสถิติ Google Sheets: คล้าย Excel แต่เป็นเครื่องมือออนไลน์ที่สามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์และมีการเชื่อมต่อกับ Google Data Studio สำหรับการรายงาน 2. เครื่องมือ BI (Business Intelligence Tools) Power BI: เป็นเครื่องมือจาก Microsoft ที่ช่วยในการสร้างรายงานและแผนภูมิแบบอินเตอร์แอคทีฟจากข้อมูลขนาดใหญ่ Tableau: เครื่องมือ BI ที่มีความสามารถในการสร้าง Dashboard และการทำ Data Visualization ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Qlik Sense: เป็นเครื่องมือ BI ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Visual และทำ Data Discovery 3. เครื่องมือทางสถิติ (Statistical Tools) R: ภาษาการเขียนโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ มีแพ็คเกจหลากหลายสำหรับการทำ Data Analysis Python (Libraries เช่น Pandas, NumPy, SciPy, Matplotlib, Seaborn): ภาษาโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากใน Data Analysis และ Data Science โดยมีไลบรารีต่างๆ สำหรับการทำงานกับข้อมูล SAS: ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและการสร้างแบบจำลองทางสถิติ มีความนิยมในองค์กรขนาดใหญ่ 4. เครื่องมือด้านการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining Tools) RapidMiner: เครื่องมือโอเพนซอร์สสำหรับการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และการสร้างโมเดลการวิเคราะห์ KNIME: แพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูลโอเพนซอร์สที่มีเครื่องมือสำหรับการทำ Data Mining และการวิเคราะห์ทางสถิติ 5. เครื่องมือการจัดการฐานข้อมูล (Database Management Tools) SQL: ภาษาในการจัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ในการดึงข้อมูลและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ Microsoft SQL Server: ระบบการจัดการฐานข้อมูลที่มีความสามารถในการทำ Data Analysis โดยใช้ SQL MySQL/PostgreSQL: ระบบการจัดการฐานข้อมูลโอเพนซอร์สที่นิยมใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับองค์กรและเว็บแอปพลิเคชัน 6. เครื่องมือการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Tools) Apache Hadoop: แพลตฟอร์มโอเพนซอร์สสำหรับการประมวลผลและจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) Apache Spark: เครื่องมือสำหรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวดเร็วกว่า Hadoop และมีไลบรารีสำหรับการทำงานกับข้อมูล เช่น MLlib สำหรับการทำ Machine Learning Google BigQuery: บริการคลาวด์จาก Google สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ 7. เครื่องมือในการทำ Data Visualization Matplotlib/Seaborn (Python): ไลบรารีใน Python สำหรับการทำ Data Visualization และการสร้างกราฟที่ซับซ้อน D3.js: ไลบรารี JavaScript สำหรับการสร้างการแสดงผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนและอินเตอร์แอคทีฟบนเว็บ Power BI: เป็นเครื่องมือจาก Microsoft ที่ช่วยในการสร้างรายงานและ Data Visualization แบบอินเตอร์แอคทีฟ  8. เครื่องมือในการทำ Data Wrangling OpenRefine: โอเพนซอร์สสำหรับการทำ Data Cleaning และการจัดการข้อมูล  Trifacta Wrangler: เครื่องมือที่ช่วยในการแปลงและจัดระเบียบข้อมูล 
นานาสาระน่ารู้
 
ระบบ Open source ERP สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการและบูรณาการกระบวนการทางทรัพยากรของภายในองค์กร ระบบนี้ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ เข้าด้วยกันในระบบเดียว ทำให้สามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาต้นแบบ ระบบ Open source ERP สำหรับหน่วยภาครัฐ เพื่อระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารทรัพยากรขององค์กร (ERP) ที่พัฒนาด้วยซอฟแวร์ Open source Odoo โดยชื่อเรียกว่า NSTDA ERP-Government (NSTDA eGov)เหมาะสำหรับภาครัฐ/หน่วยงานที่มีความต้องการใช้ระบบ ERP ในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ เป้าหมายของโครงการ 1.เป็นต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรขององค์กร (ERP) ที่พัฒนาโดยใช้ซอฟต์แวร์ Open source (Odoo เวอร์ชัน 15 พัฒนาภาษาด้วย Python 3.8 ขึ้นไป โดยใช้ฐานข้อมูล PostgreSQL 10 ขี้นไป) ที่ครอบคลุมและรองรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เชื่อมโยงส่วนการบริหารทรัพยากรองค์กรทั้งหมด และสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องขององค์กร รวมจำนวน 7 โมดูล (Modules) รวมทั้งรายงานและข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองต่างๆ ได้แก่ 1) Organization Structure การบริหารจัดการโครงสร้างองค์กร 2) Budgeting Module การบริหารงบประมาณ 3) Procurement Module การบริหารการจัดซื้อจัดจ้าง 4) Finance & Accounting Module การบริหารการเงินและบัญชี 5) Agreement and Contract Module การจัดการสัญญา 6) Assets Module การบริหารครุภัณฑ์ 7) Inventory Module การบริหารวัสดุคงคลัง 2. ลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์ที่มีค่าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ  และส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม Opensource ERP (กลาง/ใหญ่) ในประเทศไทย เพื่อการนำไปใช้งานสามารถติดตั้งแพ็คเกจ ERP-Government  พื้นฐาน สามารถนำไปกำหนดค่าตั้งต้นต่างๆ และปรับประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้ ซึ่งครอบคลุมและรองรับกระบวนการทำงานอย่างประสิทธิภาพเชื่อมโยงส่วนการบริหารทรัพยากรองค์กรทั้งหมด และสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องขององค์กร ภาพรวมของระบบ ระบบเบิกจ่าย เบิกจ่ายแบบผ่านพัสดุ/ไม่ผ่านพัสดุ มี Workflow การขออนุมัติ การตรวจสอบงบประมาณ การติดตามสถานะ ระบบบริหารงบประมาณ การวางแผนงบประมาณผ่าน spreadsheet เพื่อ Import การควบคุมงบประมาณหลายเงื่อนไข การตรวจสอบงบประมาณแบบรวมภาษี หรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม มุมมองวิเคราะห์งบประมาณได้หลายแบบ ผูกกิจกรรม (Activity) การดำเนินงานกับรหัสบัญชี ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ตั้งค่าการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ วงเงินเล็กน้อย / 79วรรคสอง / ว.119 การบริหารสัญญา การตรวจรับผ่านระบบ (Paperless) ระบบการเงิน และบัญชี รองรับระบบภาษีไทย (ภาษีมูลค่าเพิ่ม / ภาษีหัก ณ ที่ จ่าย) ส่งข้อมูลภาษีเชื่อมโยงกับระบบ กรมสรรพการ เชื่อมโยงผังบัญชีองค์กรกับ GFMIS, CFS รองรับการโอนผ่านธนาคาร BBL, KTB กำหนดประเภทครุภัณฑ์/ออกทะเบียนคุมครุภัณฑ์ ระบบงานขาย บันทึกขายแบบรับรายได้งวดเดียว แบ่งงวดได้ แจ้งเตือนการเปิดใบสั่งขายตามวงเงินการรับงาน (Credit Limit) ลงนามใบสั่งขายด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ส่งใบเสนอราคา/ใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จรับเงิน ให้ลูกค้าทางอีเมลอัตโนมัติ ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม NSTDA ERP-Government (NSTDA eGov) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) email : eprgov_service@nstda.or.th Website: http://www.nstda.or.th/erp-government
นานาสาระน่ารู้
 
ทำความรู้จักเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย
Social Media Analytics Tools เป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม, วิเคราะห์, และแสดงผลข้อมูลที่ได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagram, และ YouTube เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจแนวโน้ม, ความคิดเห็น, และการตอบสนองของผู้บริโภคหรือสาธารณชนต่อแบรนด์, สินค้า, บริการ, หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ความสามารถของเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย การติดตามการสนทนา (Social Listening) : เครื่องมือสามารถติดตามและดึงข้อมูลจากโพสต์, คอมเมนต์, และข้อความบนโซเชียลมีเดีย เพื่อค้นหาว่าผู้คนพูดถึงแบรนด์, คำหลัก (keywords), หรือหัวข้อใดบ้าง การวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) : วิเคราะห์ความรู้สึก (เชิงบวก, เชิงลบ, หรือเป็นกลาง) ของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีต่อแบรนด์หรือหัวข้อที่สนใจ การวิเคราะห์แนวโน้มและหัวข้อยอดนิยม (Trend and Topic Analysis) : วิเคราะห์แนวโน้มที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และหัวข้อที่มีการพูดถึงบ่อยบนโซเชียลมีเดีย การวิเคราะห์ผู้มีอิทธิพล (Influencer Analysis) : ระบุและวิเคราะห์ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทในการกระจายข้อมูลหรือมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของผู้อื่น การวิเคราะห์ประชากร (Demographic Analysis) : วิเคราะห์ข้อมูลประชากร เช่น อายุ, เพศ, ที่อยู่, และความสนใจ ของกลุ่มผู้ใช้งานที่พูดถึงหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์หรือหัวข้อที่สนใจ การวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitive Analysis) : วิเคราะห์กิจกรรม, การสนทนา, และแคมเปญของคู่แข่ง เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์ของตนเองให้เหมาะสมและแข่งขันได้   ประโยชน์ของการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย การปรับปรุงกลยุทธ์การตลาด: เข้าใจแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถปรับแผนการตลาดให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น การตรวจสอบแบรนด์: ช่วยติดตามและประเมินสถานการณ์ของแบรนด์บนโลกออนไลน์ และรับรู้ปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว การวางแผนและประเมินผลแคมเปญ: ใช้ข้อมูลในการวางแผนแคมเปญและประเมินผลลัพธ์ของแคมเปญอย่างเป็นระบบ   ประเภทข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ โพสต์และคอมเมนต์: ข้อมูลที่มาจากโพสต์, คอมเมนต์, และการแชร์เนื้อหาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การกดถูกใจ, การแชร์, และการแสดงผล: ข้อมูลที่แสดงถึงการตอบสนองของผู้ใช้งานต่อเนื้อหา คีย์เวิร์ดและแฮชแท็ก: คำหรือวลีที่ใช้บ่อยหรือได้รับความสนใจในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ข้อมูลโปรไฟล์ผู้ใช้งาน: ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้งาน เช่น อายุ, เพศ, ที่อยู่, ความสนใจ เพื่อการวิเคราะห์เชิงลึก เวลาที่โพสต์และมีการโต้ตอบ: ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาและความถี่ในการโพสต์หรือมีการโต้ตอบ ซึ่งมีประโยชน์ในการวางแผนการเผยแพร่เนื้อหาให้เหมาะสม   สำหรับงานวิจัยของ สวทช. ที่พัฒนาโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  ได้พัฒนา  S-Sense  เป็นระบบวิเคราะห์ความคิดเห็นของบุคคลทั่วไปหรือกลุ่มลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย ว่ารู้สึกอย่างไรต่อผลิตภัณฑ์ บริการ และยี่ห้อสินค้า โดยระบบจะรวบรวมข้อความจากโซเชียลมีเดีย เช่น Webboard, Twitter, Facebook, Youtube ฯลฯ แล้วนำมาประมวลผลทางภาษาเพื่อแยกแยะ และวิเคราะห์เชิงลึก มีจุดเด่นของเทคโนโลยี (Innovation Statement) ประมวลผลและวิเคราะห์ภาษาไทยที่ไม่เป็นทางการเช่น ภาษาสนทนา หรือ ภาษาที่ใช้บนโซเชียลมีเดีย ด้วยเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ และการเรียนรู้ด้วยเครื่อง S-Sense   ระบบวิเคราะห์ข้อความแสดงความคิดเห็นอัตโนมัติ รายละเอียดทดลองใช้งาน เพิ่มเติมได้ที่นี่  https://www.aiforthai.in.th/service_sa.php คุณสมบัติ วิเคราะห์คำสำคัญที่เกี่ยวข้อง คำบ่งบอกคุณลักษณะของสินค้าหรือบริการ หรือคำที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้ง วิเคราะห์จุดประสงค์ของข้อความว่าเป็น การสอบถามปัญหา ร้องขอ ประกาศโฆษณา หรือ แสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ความคิดเห็นของข้อความว่าเป็นเชิงบวก หรือลบ วิเคราะห์ประโยคเชิงเปรียบเทียบ สามารถตรวจจับชื่อบริษัท แคมเปญ สินค้าและบริการที่ผู้ใช้ระบุ และวิเคราะห์การเชื่อมโยงกับความคิดเห็นในเชิงบวกและลบ รองรับโดเมนธุรกิจและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น รถยนต์ อุตสาหกรรมบริการ ท่องเที่ยว เป็นต้น   นอกจากนี้ยังเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมและน่าสนใจดังนี้: Google Trends เป็นเครื่องมือนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานตรวจสอบแนวโน้มการค้นหาบน Google ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงความสนใจของผู้คนในหัวข้อต่าง ๆ ได้ดี ใช้ Google Trends เพื่อดูว่าเทรนด์หรือคีย์เวิร์ดใดกำลังมาแรง และสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนการตลาดและเนื้อหาที่จะนำเสนอ Hootsuite เป็นแพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และติดตามแนวโน้มและการสนทนาบนโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง เช่น Facebook, Twitter, Instagram ผู้ใช้งานสามารถสร้างแดชบอร์ดที่คอยอัปเดตข้อมูลตามคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานสนใจ หรือสามารถตรวจสอบโพสต์ที่มีการกล่าวถึงแบรนด์ของผู้ใช้งาน Wisesight เป็นเครื่องมือที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ใช้สำหรับการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มทางสังคม, การพูดถึงแบรนด์, และการประเมินความรู้สึกของผู้บริโภค Zanroo เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการโซเชียลมีเดียที่สามารถติดตามการสนทนาและแนวโน้มต่าง ๆ ในไทยและภูมิภาคเอเชีย ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามผลกระทบของแคมเปญการตลาด Mandala Analytics เป็นเครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดียที่มีฟีเจอร์หลากหลาย เช่น การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด, การติดตามแบรนด์, และการประเมินความรู้สึกของผู้บริโภคในตลาดไทย  
นานาสาระน่ารู้
 
แนะนำโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ Microsoft Clipchamp
Microsoft Clipchamp เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้งานได้ง่ายและเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการตัดต่อวิดีโอมาก่อน มีฟีเจอร์ที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมที่ซับซ้อนหรือมีความรู้เฉพาะทางมาก่อน ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยให้การตัดต่อวิดีโอง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น   ความสามารถของ Microsoft Clipchamp การตัดต่อวิดีโอพื้นฐาน: สามารถตัด, แบ่ง, หรือรวมวิดีโอคลิปต่างๆ ได้ง่ายๆ โดยใช้ฟังก์ชันลากแล้ววาง (Drag and Drop) การใส่ข้อความและภาพเคลื่อนไหว: สามารถใส่ข้อความหรือภาพเคลื่อนไหวลงในวิดีโอได้ เช่น การใส่ชื่อเรื่อง หรือคำบรรยาย ฟิลเตอร์และเอฟเฟกต์: มีฟิลเตอร์และเอฟเฟกต์ต่างๆ ให้เลือกใช้งานเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับวิดีโอ การบันทึกหน้าจอและเว็บแคม: สามารถบันทึกหน้าจอและเว็บแคมพร้อมกันได้ เหมาะสำหรับการสร้างวิดีโอสอนหรือพรีเซนเทชัน การใส่เสียงและดนตรี: มีคลังเสียงและดนตรีให้เลือกใช้ หรือสามารถเพิ่มไฟล์เสียงของผู้ใช้งานเองได้ การบีบอัดวิดีโอ: ช่วยให้คุณสามารถบีบอัดวิดีโอเพื่อให้ขนาดไฟล์เล็กลงและเหมาะสมสำหรับการอัปโหลดบนแพลตฟอร์มต่างๆ การส่งออกวิดีโอในความละเอียดต่างๆ: สามารถส่งออกวิดีโอในความละเอียดที่หลากหลาย ตั้งแต่ 480p, 720p ไปจนถึง 1080p ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน   วิธีการใช้งานเบื้องต้นของ Microsoft Clipchamp เริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่: เมื่อเปิด Clipchamp ขึ้นมา คุณสามารถเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ได้โดยคลิกที่ "Create a new video" นำเข้าวิดีโอและไฟล์สื่อ: คลิกที่ "Import media" เพื่ออัปโหลดไฟล์วิดีโอ, รูปภาพ หรือเสียงที่คุณต้องการใช้ในการตัดต่อ การจัดเรียงคลิป: ลากไฟล์สื่อของผู้ใช้งานไปยังไทม์ไลน์ (Timeline) ด้านล่าง จากนั้นคุณสามารถจัดเรียงคลิปตามลำดับที่คุณต้องการได้ การตัดต่อคลิป: หากคุณต้องการตัดบางส่วนของวิดีโอออกไป ให้เลือกคลิปในไทม์ไลน์ แล้วใช้ฟังก์ชัน "Split" เพื่อแบ่งคลิปออกเป็นส่วนๆ แล้วลบส่วนที่ไม่ต้องการ การเพิ่มข้อความและเอฟเฟกต์: คลิกที่ "Text" เพื่อเพิ่มข้อความลงในวิดีโอ และเลือก "Filters" หรือ "Transitions" เพื่อใส่เอฟเฟกต์หรือการเปลี่ยนผ่านระหว่างคลิป การบันทึกและส่งออก: เมื่อคุณทำการตัดต่อเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม "Export" เพื่อส่งออกวิดีโอ เลือกความละเอียดที่ต้องการ และบันทึกไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน   Microsoft Clipchamp มีทั้งเวอร์ชั่นฟรี จะใช้ได้เฉพาะ การใช้งานฟีเจอร์พื้นฐาน และเวอร์ชั่นที่มีค่าใช้จ่าย  ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านฟีเจอร์และการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ สำหรับการใช้งานฟีเจอร์พื้นฐาน ประกอบไปด้วย การตัดต่อ, การเพิ่มข้อความ, การใส่ฟิลเตอร์ และเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้ การส่งออกวิดีโอ: สามารถส่งออกวิดีโอได้ในความละเอียดสูงสุด 1080p แต่มีลายน้ำ (Watermark) ของ Clipchamp ปรากฏบนวิดีโอ คลังสื่อ: มีการเข้าถึงคลังสื่อที่จำกัด เช่น ภาพสต็อก, คลิปวิดีโอ, และเพลงบางส่วน การบีบอัดวิดีโอ: สามารถบีบอัดวิดีโอเพื่อให้ขนาดไฟล์เล็กลงได้ แต่มีข้อจำกัดในด้านคุณภาพ การบันทึกหน้าจอ: สามารถบันทึกหน้าจอและเว็บแคมได้พร้อมกัน แต่ไม่มีการปรับแต่งขั้นสูง ฟีเจอร์ AI ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย (Free Version) Text-to-Speech (พื้นฐาน): การแปลงข้อความเป็นเสียงในบางภาษาหรือเสียงพื้นฐานอาจสามารถใช้ได้ฟรี แต่จะมีข้อจำกัดในด้านตัวเลือกเสียงหรือเวลาการใช้งาน Auto-Generate Videos (พื้นฐาน): ฟีเจอร์นี้อาจเปิดให้ใช้งานฟรีในรูปแบบพื้นฐาน แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเลือกสไตล์หรือการเข้าถึงทรัพยากรบางอย่าง   ปัจจุบัน Microsoft Clipchamp ได้รับการออกแบบให้ใช้งานบนเว็บเบราว์เซอร์เป็นหลัก ผู้ใช้งานต้องใช้โปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและแล็ปท็อปเท่านั้น สำหรับการใช้งานแบบฟรีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานในการตัดต่อวิดีโอโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหรือฟีเจอร์ที่ครอบคลุมมากนัก ในขณะที่การใช้งานแบบพรีเมียมเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างวิดีโอคุณภาพสูงและไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการเข้าถึงคลังสื่อขนาดใหญ่รูปแบบหลากหลาย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถ Download ใช้งานได้ที่ https://clipchamp.com/en/
นานาสาระน่ารู้
 
ล้ำไปอีก ! “SEESOLAR” โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ลดรังสียูวี-กระจายแสงดี-สะท้อนความร้อน พืชไม่ถูกแดดเผา เราได้ไฟฟ้าใช้
  โซลาร์เซลล์เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารอย่างเช่นทุกวันนี้ จากเดิมมีการใช้โซลาร์เซลล์ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ปัจจุบันล้ำไปอีกขั้นเมื่อนักวิจัยพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชด้วยนวัตกรรมลดรังสียูวี กระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อน เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนหรือแปลงเกษตร ช่วยปกป้องพืชผักไม่ให้ถูกแดดเผาและยังให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่วนเกษตรกรได้ผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร หรือ AgriPV (Agricultural photovoltaics) ที่มีสมบัติกึ่งส่องผ่านแสง สามารถคัดกรองรังสีอัลตราไวโอเลตหรือยูวี (UV) สะท้อนรังสีอินฟราเรด และมีการกระจายแสงที่ดี เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน หรือประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตร ได้ทั้งผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยเพิ่มผลผลิตจากการเพาะปลูก สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_60027" align="aligncenter" width="750"] ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หลายพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เกิดโรคระบาดและศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อพื้นที่ลดลงและคุณภาพของอาหารแย่ลง ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน โดยที่ผ่านมาพบว่าในสภาวะที่อากาศร้อนจัด พืชผักจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี ผลผลิตต่ำ และมีราคาสูงขึ้นถึง 40% ทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือการปลูกพืชในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพอากาศให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดได้ และยังเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอกโรงเรือน   [caption id="attachment_60028" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]   ปัจจุบันการประยุกต์ใช้ระบบแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับภาคการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือ Agrivoltaics มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยที่ยังคงประสิทธิภาพผลผลิตและลดต้นทุนในกิจการด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดจัดตลอดเกือบทั้งปี การปลูกพืชใต้แผงโซลาร์เซลล์แบบมาตรฐานทั่วไปที่ทึบแสงจะทำให้เกิดเงามืดบนบริเวณเพาะปลูก ส่วนการใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบกึ่งส่องผ่านแสงที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จะทำให้แสงและความร้อนผ่านแผงได้มาก   [caption id="attachment_60031" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรที่มีจุดเด่นช่วยลดรังสียูวี กระจายแสงดี สะท้อนความร้อน และยอมให้แสงช่วง PAR ส่องผ่านได้สูง[/caption]   “รังสียูวีทำให้พืชออกดอกออกผลได้ไม่ดี ส่วนรังสีความร้อนก็ทำให้พืชเหี่ยวเฉา เป็นผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ไม่ดี ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบใหม่ เรียกว่า SEESOLAR (ซีโซลาร์) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้แสงส่องผ่านแผงโซลาร์เซลล์ได้ ทำให้พืชได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และจุดเด่นที่สำคัญของ SEESOLAR คือมีชั้นฟิล์มคัดกรองรังสียูวี ทำให้รังสียูวีส่องผ่านได้เพียง 17.5% เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่มีค่าการผ่านแสงรังสียูวีถึง 45.5% นอกจากนี้ฟิล์มยังมีสมบัติการกระจายแสงที่ดี ทำให้พืชเจริญเติบโตได้สม่ำเสมอ  และสะท้อนรังสีความร้อนได้ 12% เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์กึ่งส่องผ่านแสงทั่วไปที่สะท้อนได้เพียง 6% จึงช่วยลดอุณหภูมิภายใต้โรงเรือนเกษตรหรืออาคาร อีกทั้งยังยอมให้แสงช่วง Photosynthetically Active Radiation (PAR) ส่องผ่านได้สูง ซึ่งมีเป็นช่วงแสงที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้เราเพาะปลูกพืชควบคู่ไปกับการผลิตไฟฟ้าได้” ดร.ทวีวัฒน์ อธิบาย   [caption id="attachment_60032" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR ที่พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช.[/caption]   ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน พบว่าผักสลัดที่ปลูกใต้แผง SEESOLAR มีรสชาติหวาน กรอบ และมีความชุ่มน้ำ มีรสขมน้อยกว่า ผักสลัดที่ปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน นวัตกรรม SEESOLAR ใช้ได้กับทั้งแปลงปลูกพืชขนาดเล็กหรือโรงเรือนเพาะปลูกขนาดใหญ่โดยติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือน ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้นำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ได้กับฟาร์มปศุสัตว์ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอาคารบ้านเรือน เช่น ติดตั้งเป็นหลังคาโรงรถ กันสาด ป้องกันรังสียูวีและรังสีความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน   [caption id="attachment_60030" align="aligncenter" width="750"] ผลการทดลองปลูกผักสลัดภายใต้แผง SEESOLAR เปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นและฟิล์มโรงเรือน[/caption]   “เมื่อเปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์อื่น ๆ SEESOLAR ของเรามีจุดเด่นคือสามารถคัดกรองรังสียูวีกระจายแสงดี และสะท้อนรังสีความร้อนได้ ให้แสงที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช เหมาะสำหรับใช้ในการเกษตร มีความแข็งแรงและน้ำหนักเท่ากับแผงมาตรฐานทั่วไป แล้วก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการเพาะปลูก โดยปัจจุบันตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีมูลค่าของแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งเราคาดว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 245 ล้านบาทภายในปี 2028” ดร.ทวีวัฒน์ กล่าว   [caption id="attachment_60029" align="aligncenter" width="750"] SEESOLAR เหมาะสำหรับติดตั้งเป็นหลังคาโรงเรือนเพาะปลูก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงเรือน[/caption]   ทั้งนี้ นักวิจัยได้ยื่นจดสิทธิบัตรแผงเซลล์แสงอาทิตย์กรองรังสีอัลตราไวโอเลตและสะท้อนรังสีอินฟราเรดแบบใกล้เพื่อติดตั้งบนหลังคาโรงเรือนแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และทดสอบการประยุกต์ใช้งานกับโรงเรือนปลูกพืช ผู้สนใจร่วมวิจัยพัฒนาหรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อได้ที่ ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2717 หรืออีเมล taweewat.kra@entec.or.th     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ENTEC สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอไอเสริม (AI-Augmented Software Development)
  ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั่วโลกต่างตื่นเต้นไปกับความสามารถของ AI ด้านต่าง ๆ ที่เขยิบเข้ามาใกล้คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม ช่วยสร้างแผนงาน หรือกระทั่งสร้างภาพหรือคลิปตามคำสั่งหรือ prompt ที่เป็นเพียงวลีภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันทั่วไปแทนการเขียนโค้ด ส่งผลให้ปัจจุบัน AI เริ่มได้รับตำแหน่งเป็นคู่หูในการทำงานของใครหลายคน รวมถึงโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย เพราะปัจจุบันโปรแกรมเมอร์สามารถนำ AI มาใช้เป็นผู้ช่วยในการทำงานได้ ทั้งในขั้นตอนการออกแบบ การสร้าง ไปจนถึงการทดสอบซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังใช้เป็นผู้ช่วยในการวางแผนการตลาดของแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ที่กำลังพัฒนา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ AI อาจได้รับการเลื่อนขั้นสู่การเป็น software development tools ที่สำคัญชนิดหนึ่ง     หากคุณกำลังสงสัยว่าโปรแกรมเมอร์จะนำ AI ไปช่วยทำอะไรได้บ้าง ตัวอย่างเด่น 4 ด้านที่ AI มีศักยภาพที่จะก้าวมาเป็นผู้ช่วยได้เป็นอย่างดี ด้านแรกคือการแปลงภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) หรือภาษาที่เราใช้สื่อสารกันอยู่ทั่วไปให้เป็นโค้ดได้อย่างรวดเร็ว ด้านที่สองคือการช่วยสร้างและแปลงโค้ดให้ใช้กับภาษาสมัยใหม่ได้  ด้านที่สามคือการช่วยสร้างอัลกอริทึมเสนอแนะการตัดสินใจที่สำคัญต่าง ๆ ได้ และตัวอย่างด้านสุดท้ายคือการช่วยออกแบบชุดความรู้และกระบวนการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบรายบุคคล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรด้านการพัฒนาทักษะแบบรายบุคคล หรือองค์กรที่มีบุคลากรในสังกัดเป็นจำนวนมาก     โดยหากเจาะไปที่ประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์จะพบว่า AI ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้โครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ถึงร้อยละ 20 ยกระดับการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ในภาพรวมได้ร้อยละ 35-45 ผลักดันซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันใหม่ให้ออกตลาดได้เร็วขึ้นถึงร้อยละ 5 และที่สำคัญช่วยลดความเหลี่อมล้ำในการเข้าถึงและการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ได้ด้วย     ทั้งนี้คาดว่าภายในปี 2028 วิศวกรซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเมอร์ในองค์กรจะใช้ AI ในการทำงานกันมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มจากร้อยละ 10 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 75 เลยทีเดียว เพราะหากมีการเตรียมพร้อมฝึกปรือฝีมือกันอย่างเหมาะสม AI จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเมอร์ องค์กรธุรกิจ รวมไปถึงระดับประเทศ สำหรับนักพัฒนาแล้ว AI จะช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 25-30 ช่วยให้จัดการงานที่มีความซับซ้อนสูงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้คนทำงานมีความสุขกับการทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย ด้านองค์กรธุรกิจไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย SMEs ไปจนถึงสตาร์ตอัป AI จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ร้อยละ 10-20 ช่วยสร้างรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างได้เป็นอย่างดี ส่วนในระดับประเทศ หากมีการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และ AI เพื่อการสร้างประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy) อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตามหากนำ AI มาใช้ประโยชน์อย่างหละหลวม ก็อาจสร้างโทษให้ได้มากไม่แพ้กัน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
แกะกล่องงานวิจัย : ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตให้บริการวินิจฉัยโรคด้วย AI ยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที ให้บริการฟรีผ่านแอปพลิเคชันไลน์
  📌 1) เกี่ยวกับอะไร ? วันที่ 12 สิงหาคม นอกจากจะเป็นวันแม่แห่งชาติแล้ว ยังเป็นวันเริ่มต้นทำนาแบบนาปีของคนไทย ดังคำที่ว่า 'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ' (12 สิงหาคม - 5 ธันวาคม ระยะเวลาประมาณ 120 วัน สอดคล้องกับระยะเวลาการโตของต้นข้าว) เพราะช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มีน้ำฝนตามธรรมชาติมาให้ชาวนาได้ใช้ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดการพึ่งพิงระบบชลประทาน โดยหากขณะทำนา เกษตรกรบังเอิญพบเจอความผิดปกติของต้นข้าว สวทช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนา 'บอทโรคข้าว (Rice Disease Bot)' แชตบอตบริการวินิจฉัยโรคข้าวด้วย AI ไว้แล้ว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้าน #การตรวจสอบโรคข้าว #พร้อมให้คำแนะนำวิธีรับมือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที แก่เกษตรกร การใช้งานบอทโรคข้าวทำได้ง่ายเหมือนแชตไลน์คุยกับเพื่อน ที่สำคัญใช้งานฟรี 24 ชั่วโมง   📌 2) ดีอย่างไร ? ‘บอทโรคข้าว’ ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเกษตรส่วนใหญ่ต่างใช้งานจนคุ้นเคยเป็นทุนเดิม วิธีใช้งานคือ เมื่อเกษตรกรพบเห็นความผิดปกติของต้นข้าวในแปลงนา ให้ถ่ายรูปรอยโรคแล้วส่งรูปเข้าหน้าแชต จากนั้นระบบจะวินิจฉัยโรคด้วย AI แล้วตอบผลการวิเคราะห์พร้อมให้คำแนะนำในการควบคุมโรคภายใน 3-5 วินาที ช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบโรค นอกจากนี้ระบบยังใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยให้เกษตรกรมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น   📌 3) ตอบโจทย์อะไร ? การที่เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือวินิจฉัยโรคข้าวที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคระบาดในพื้นที่และในภาพรวมของประเทศได้อย่างทันการณ์ ช่วยพลิกสถานการณ์จาก 'ทำมากแต่ได้น้อย' สู่ 'ทำน้อยแต่ได้มาก' นอกจากนี้การที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกแบบแชตบอตโดยคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นเกษตรกรตั้งแต่ต้น ทำให้เทคโนโลยีนี้มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสัญญาณดีของการที่ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญในประเด็น digital inclusion หรือการที่คนไทยทุกคนควรเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้นด้วย   📌 4) สถานะของเทคโนโลยี ? ให้บริการเทคโนโลยีแล้ว เข้าร่วมกลุ่มแชตบอตได้ผ่านการสแกนเพื่อแอดไลน์   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘บอทโรคข้าว’ แชตบอตวินิจฉัยโรคเพื่อยับยั้งปัญหาอย่างทันท่วงที   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: แฝดดิจิทัลในการดูแลสุขภาพ (Digital Twin in Healthcare)
  จะดีกว่าหรือไม่หากในอนาคตเมื่อเราเจ็บป่วย จะรู้ผลการรักษาก่อนเข้ารับการรักษาจริงได้ เลือกรับวิธีการรักษาที่เหมาะกับเราที่สุดได้  หรือกระทั่งทราบถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือเตรียมพร้อมเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ภาพฝันเหล่านั้นเป็นจริงได้ด้วยแฝดดิจิทัลในการดูแลสุขภาพ (Digital Twin in Healthcare)     เทคโนโลยีแฝดดิจิทัลในการดูแลสุขภาพ คือ ระบบที่ทำหน้าที่ดึงฐานข้อมูลดิจิทัลของผู้ป่วย เช่น ข้อมูลประวัติการตรวจสุขภาพและเข้ารับการรักษากับสถานพยานพยาบาล ข้อมูลดิจิทัลที่ผู้ป่วยบันทึกพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้จากการตรวจวัดและบันทึกข้อมูลอัตโนมัติผ่านอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เช่น สมาร์ตวอตช์ มาประมวลผลร่วมกับฐานข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อให้การตรวจ รักษา และพยากรณ์โรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น     การมีฐานข้อมูลของผู้ป่วยที่มีความจำเพาะมาประมวลผลร่วมกับฐานข้อมูลทางการแพทย์จะก่อให้เกิดประโยชน์ถึง 4 ด้านใหญ่ ด้านแรกคือการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค ด้านที่สองคือการจำลองผลการรักษาโรคก่อนลงมือดำเนินการรักษาจริงได้ ด้านที่สามคือการช่วยให้การพยากรณ์โรคแม่นยำยิ่งขึ้น ส่วนด้านสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือการช่วยลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุขในระยะยาว ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษามากยิ่งขึ้น     ตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี Digital Twin in Healthcare อย่างเป็นรูปธรรมตัวอย่างแรก คือ บริษัททวินเฮลท์ (Twin Health) จากสหรัฐอเมริกาที่ได้พัฒนาระบบแฝดดิจิทัลสำหรับดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานขึ้น โดยใช้ AI จำลองระบบเผาผลาญพลังงานของผู้ป่วยขึ้นจากข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ผลตรวจทางการแพทย์ ข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์ IoT ที่ผู้ป่วยสวมใส่ รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมที่ได้จากแบบสอบถาม โดยเมื่อผู้ดูแลระบบได้แบบจำลองระบบเผาผลาญพลังงานของผู้ป่วยมาแล้ว จะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ออกแบบแผนการดูแลสุขภาพที่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยได้ เช่น แผนการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอน     ตัวอย่างที่สอง บริษัทคิวไบโอ (Q Bio) จากสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเครื่อง MRI ชนิดสแกนร่างกายของผู้เข้ารับการประเมินทั้งตัวด้วยเวลาเพียง 15 นาทีขึ้น เพื่อนำข้อมูลร่างกายของผู้เข้ารับการประเมินมาให้ AI ประมวลผลร่วมกับข้อมูลด้านสุขภาพด้านอื่น ๆ อาทิ ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลสุขภาพ รวมถึงข้อมูลได้จากอุปกรณ์ IoT ประเภทสวมใส่ติดตัว เพื่อสร้างชุดข้อมูลสุขภาพของผู้เข้ารับการประเมิน พร้อมทั้งช่วยพยากรณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ด้วย     ตัวอย่างสุดท้าย บริษัทเมชไบโอ (Mesh Bio) จากประเทศสิงคโปร์ ผู้พัฒนาระบบ HealthVector® Diabetes หรือแบบจำลอง AI เพื่อวิเคราะห์ประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อทำนายความเสี่ยงการเป็นโรคไตเรื้อรังของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และปรับแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต ระบบนี้ผ่านการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ที่สิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว ทำให้ถือได้ว่าเป็นระบบ Digital Twin แรกของโลกที่ใช้งานทางคลินิกได้จริง โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายการใช้งานในภูมิภาคอาเซียนต่อไป  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร
  นักวิจัย สวทช. พัฒนา “DAPBot” แพลตฟอร์มสุดปัง ช่วยจำแนกศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช พร้อมแนะนำการใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้องและถูกเวลา รวมทั้งยังชี้เป้าแหล่งจำหน่ายชีวภัณฑ์คุณภาพดีจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้ปราบศัตรูพืชได้อยู่หมัด ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมากเพียงแอดไลน์ @dapbot เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยตอบทุกปัญหาการเพาะปลูกภายใน 24 ชั่วโมง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการจำแนกศัตรูพืชและการเข้าถึงชีวภัณฑ์เกษตรในรูปแบบ Line Official หรือ DAPBot (แดปบอท) ให้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรจำแนกแมลงศัตรูพืช วินิจฉัยโรคพืช และเข้าถึงแหล่งชีวภัณฑ์เกษตรที่น่าเชื่อถือได้ง่าย พร้อมทั้งแนะนำวิธีใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ทางการเกษตรทดแทนการใช้สารเคมี ยกระดับการผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน   [caption id="attachment_59454" align="aligncenter" width="750"] น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   น.ส.เชษฐ์ธิดา ศรีสุขสาม ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่าจากประสบการณ์การวิจัยและทดสอบใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงเกษตรร่วมกับเกษตรกรหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับและการใช้ชีวภัณฑ์ของเกษตรกรคือการเข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากแหล่งจำหน่ายมีอยู่จำกัด เกษตรกรไม่ทราบแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือ ไม่มั่นใจในการสั่งซื้อออนไลน์ หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานหรือใช้งานไม่ถูกวิธี อีกปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เข้าใจผิดว่าปัญหาในแปลงเกิดจากแมลงศัตรูพืช แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากโรคพืช เชื้อรา หรือสาเหตุอื่น รวมถึงไม่รู้จักแมลงศัตรูพืชบางชนิด ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ใช้ชีวภัณฑ์ไม่ถูกศัตรูพืช ใช้แล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ จึงขาดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และไม่กล้าใช้ต่อไป     “ทีมวิจัยพัฒนา DAPBot ขึ้นเพื่อเชื่อมต่อ 3 หัวใจหลักให้ถึงกัน คือ เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่เกษตรกรใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ราคาแพงหรือต้องเรียนรู้ระบบแอปพลิเคชันใหม่ ๆ จึงออกมาเป็นรูปแบบไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว เกษตรกรที่เพิ่ม DAPBot เป็นเพื่อนในไลน์ก็จะเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวในการวินิจฉัยโรคและแมลง พร้อมแนะนำวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีใช้ชีวภัณฑ์ที่ถูกต้อง เช่น ใช้ชีวภัณฑ์ชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ ในช่วงเวลาใด โดยเราได้รวบรวมผู้ผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานมาไว้ในระบบให้เกษตรกร คือ ผู้ผลิตที่เป็นมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และผู้ประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรยังตรวจสภาพอากาศได้ผ่านระบบ “DragonFly” จาก GISTDA เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ชีวภัณฑ์ให้ได้ผลมากที่สุด”     เกษตรกรใช้งาน DAPBot ง่าย ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่แอดไลน์ @dapbot และลงทะเบียนสมาชิก จากนั้นก็เริ่มต้นวินิจฉัยโรคและแมลงศัตรูพืชได้ทันที โดยถ่ายภาพหรือส่งภาพโรคหรือแมลงที่สงสัยเข้าไปในระบบและรอแอดมินตอบภายใน 5 นาที หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยทีมแอดมินที่ดูแลระบบเป็นทีมวิจัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโรคและแมลง และยังมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการเกษตรช่วยตอบปัญหาของเกษตรกร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น แต่ทุกปัญหาในแปลงเกษตรที่เกษตรกรมีข้อสงสัยก็สามารถถาม DAPBot ได้หมด เช่น ปัญหาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย หรือสภาพอากาศ และในกรณีที่เกิดโรคแมลงศัตรูพืชระบาดหรือเกิดโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ใด จะมีการแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรในพื้นที่นั้นทันที     นอกจากใช้งานง่ายและพร้อมตอบทุกข้อสงสัยของเกษตรกรแล้ว DAPBot ยังเป็นระบบสื่อสารแบบ 1 : 1 คือระหว่างแอดมินกับเกษตรเท่านั้น ช่วยให้เกษตรกรค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกรบกวนจากข้อความอื่นเหมือนกรณีกลุ่มไลน์ ปัจจุบันทีมวิจัยได้เปิดให้ใช้บริการ DAPBot มาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 2567) มีเกษตรกรลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 1,000 คน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก กลุ่มเกษตรกร 5 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดภัยจังหวัดราชบุรี อย่างไรก็ตาม DAPBot ยังเป็นระบบที่ดูแลการตอบคำถามโดยทีมแอดมิน จึงอาจต้องใช้เวลาตอบหลายนาทีหรืออาจหลายชั่วโมง แต่ในอนาคตจะทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพถ่ายเพื่อวินิจฉัยโรคและแมลง และตอบกลับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที รวมทั้งจะพัฒนาให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเกษตรอื่นของ สวทช. เช่น ไลน์บอทโรคข้าวและบอทโรคสตรอว์เบอร์รี   [caption id="attachment_59459" align="aligncenter" width="666"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “ทีมวิจัยมุ่งหวังให้ DAPBot เป็นคู่คิดติดปลายนิ้วของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้เรียนรู้พัฒนาทักษะการสังเกตและจำแนกชนิดของศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ใช้ชีวภัณฑ์ได้ถูกศัตรูพืชและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้ง่าย สามารถเลือกใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการด้านชีวภัณฑ์เกษตรไทยได้ขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดทีมวิจัยอยากเห็นชีวภัณฑ์เกษตรค่อย ๆ เข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดสารเคมีมากขึ้น เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์อย่างแพร่หลาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พึ่งพาสารเคมีน้อยลง เสริมสร้างความเข้มแข็งการใช้ชีวภัณฑ์ในประเทศอย่างยั่งยืน และยกระดับเกษตรกรรมไทยเป็นเกษตรปลอดภัยตามนโยบาย BCG” เชษฐ์ธิดากล่าว     DAPBot พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เกษตรกรและประชาชนทุกคนที่ปลูกพืชทุกชนิดสนใจใช้งานสามารถแอดไลน์ @dapbot และสำหรับผู้ประกอบการชีวภัณฑ์เกษตรที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นเครือข่ายสามารถติดต่อทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. โทร. 0 2564 6700 ต่อ 3378, 3364 อีเมล ibct.biotec@gmail.com และเพจเฟซบุ๊ก : ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
10 Technologies to Watch 2024: จุลชีพในลำไส้เพื่อดูแลสุขภาพ (Human Gut Microbes for Healthcare)
  ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic)     ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิดโดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งหากขาดสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ไปก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง     ปัจจุบันจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดีขึ้นมาหลายชนิดเพื่อช่วยเติมเต็มจุลินทรีย์ที่ขาดหายไปให้กับมนุษย์ ทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic) โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจุลินทรีย์มาอย่างยาวนานและซับซ้อน ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจมีการใช้เชื้อที่ผ่านการวิศวกรรมจนได้คุณสมบัติใหม่เพิ่มเติมหรือดีกว่าเดิมเพื่อประโยชน์ด้านการเป็นอาหารเสริมสุขภาพ และการช่วยเฝ้าระวังหรือรักษาโรคอย่างเฉพาะเจาะจง     ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดังกล่าวอาจสร้างขึ้นโดยอาศัยความรู้ที่เรียกว่า 'ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology)' ซึ่งใช้หลักการทางวิศวกรรมชีวเคมีในการออกแบบและสร้างระบบชีวภาพ จนได้เป็น 'วงจรยีน (gene circuit)' ในเซลล์ ซึ่งเปิด-ปิดการทำงานของยีนบางอย่างได้อย่างจำเพาะ โดยอาศัยการตอบสนองสัญญาณหรือตัวกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้แจ้งเตือนการเกิดโรค ย่อยสลายสารพิษ หรือรักษาโรคได้     เราอาจออกแบบวงจรยีนให้เซลล์ตรวจสอบสารแปลกปลอม เช่น miRNA, ชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ไบโอมาร์กเกอร์ (biomarker) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เพปไทด์ สารเมแทบอไลต์ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะต่าง ๆ เช่น เมื่อเซลล์เจอเนื้องอกแล้วทำให้เซลล์ตายไปพร้อมกับเนื้องอก ทำให้ยาออกฤทธิ์จำเพาะที่ หรือทำให้เกิดการปล่อยสารบางอย่างเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน     ตัวอย่างงานวิจัย เช่น ปี 2017 มีนักวิจัยทำให้แบคทีเรีย อี. โคไล (E. coli) บ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หนูได้สำเร็จ โดยสร้างวงจรยีนของ E. coli เพื่อตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะอักเสบในลำไส้หรือ 'สารเตตระไทโอเนต (tetrathionate)' ซึ่งหากมีการอักเสบในลำไส้ จะมีการบ่งชี้ความผิดปกติในรูปแบบการทำให้สีของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า แบคทีเรียที่ผ่านการพัฒนาขึ้นนี้สามารถอาศัยและออกฤทธิ์ในลำไส้หนูได้นานถึง 6 เดือน จึงใช้บ่งชี้ภาวะการอักเสบได้ยาวนาน     ที่ล้ำไปกว่านั้นได้มีการวิศวกรรมแบคทีเรีย E. coli เพื่อใช้ตรวจหาตัวบ่งชี้ภาวะเลือดไหลในลำไส้หมู โดยแบคทีเรียดังกล่าวจะเปล่งแสงเมื่อมีเลือดไหลในลำไส้ โดยในการทดสอบมีการบรรจุ E. coli นี้ในไมโครแคปซูล (microcapsule) พร้อมกับชิป (chip) ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดแสง สัญญาณบ่งชี้ที่แสดงผลออกมาจะทำให้เกษตรกรทราบว่าหมูตัวไหนป่วย และนำไปรักษาได้ทันการ ทั้งนี้ในอนาคตเราอาจออกแบบวงจรยีนเพื่อทำให้เซลล์จุลินทรีย์จำเพาะบางชนิดทำหน้าที่ตรวจสอบสารแปลกปลอมต่าง ๆ หรือชิ้นส่วนที่มีความจำเพาะกับเนื้องอก, ออกแบบให้เป็นไบโอมาร์กเกอร์ชนิดต่าง ๆ และทำให้เซลล์ตอบสนองหรือมีฟังก์ชันในลักษณะทำนองเดียวกับตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น, ออกแบบให้เป็นยาที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะ หรือกระทั่งออกแบบให้เป็นตัวช่วยปล่อยสารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ข่าว
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
Charged up : เรื่องน่ารู้ของพาวเวอร์แบงก์
  แบตเตอรี่สำรอง หรือ พาวเวอร์แบงก์ น่าจะอยู่ในลิสต์ “ของมันต้องมี” ของใครหลาย ๆ คน และสำหรับอีกหลายคนอาจจะเรียกว่าเป็น “ของที่ขาดไม่ได้” เพราะต้องใช้ชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์คู่กาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หูฟัง ฯลฯ ในยามเดินทางหรืออยู่ในที่ไม่มีปลั๊กไฟ     พาวเวอร์แบงก์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองที่ประกอบด้วยแบตเตอรี่และแผงวงจรควบคุม เปิดตัวในปี พ.ศ. 2544 ที่งาน the Las Vegas International Consumer Electronics Show แม้จะเป็นเพียงต้นแบบที่มีลักษณะเป็นชิ้นงานสี่เหลี่ยมบรรจุถ่าน AA สองก้อนกับวงจรควบคุม แต่ไอเดียนี้ก็เตะตานักพัฒนาและนักลงทุนหลายเจ้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน นำไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นพาวเวอร์แบงก์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จากที่เริ่มต้นด้วยถ่าน AA สองก้อน พาวเวอร์แบงก์รุ่นพัฒนาแล้วก็เปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่แรง-อึด-ถึก-ทนขึ้น คือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและลิเทียมพอลิเมอร์ โดยแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันบ้าง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า ต้นทุนการผลิตถูกกว่า แต่ก็มีขนาดใหญ่กว่า หนักกว่า และต้องระวังเรื่องการใช้งานมากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมพอลิเมอร์ ความจุของพาวเวอร์แบงก์มีหลายขนาดให้เลือกใช้ได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2,000 ถึงมากกว่า 32,000 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมง (mAh) โดยยิ่งความจุเยอะก็ยิ่งแพง หนัก ใช้เวลาชาร์จนานขึ้น รวมถึงเสี่ยงต่อการระเบิดที่รุนแรงกว่าด้วย     สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ ไออาตา (IATA: International Air Transport Association) จึงต้องกำหนดข้อจำกัดในการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบินไว้ดังนี้ ห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง นำพาวเวอร์แบงก์ใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ โดยต้องมีขนาดความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000 mAh (หรือน้อยกว่า 100 วัตต์-ชั่วโมง (Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 20 ก้อน นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้า 20,000–32,000 mAh (หรือ 100-160 Wh) ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน ไม่อนุญาตให้นำพาวเวอร์แบงก์ความจุไฟฟ้ามากกว่า 32,000 mAh (หรือมากกว่า 160 Wh) ขึ้นเครื่อง โดยตัวเลข 32,000 mAh คำนวณมาจากพลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่สำรองขนาด 160 Wh ที่แรงดันไฟฟ้าประมาณ 5 โวลต์ (32,000 mAh x 5 V = 160 Wh) ซึ่งค่าพลังงาน 160 Wh นั้นเท่ากับ 1 ใน 7 เท่าของค่าพลังงานของระเบิดทีเอ็นทีปริมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอจะระเบิดยานพาหนะขนาดเล็กได้     แม้พาวเวอร์แบงก์อาจจะระเบิดได้ แต่ถ้าเราใช้อย่างเหมาะสม ถูกวิธี และไม่ประมาท ก็จะช่วยให้ใช้งานพาวเวอร์แบงก์ได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า ซึ่งทำได้โดย เลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ ไม่ควรใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มที่ไม่สามารถระบายความร้อนได้ขณะชาร์จ ไม่ควรชาร์จในพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายความร้อน หรือมีความร้อนสูง ไม่ควรใช้จนหมด เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น ถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานานควรชาร์จไว้เพียงครึ่งเดียว ไม่ควรชาร์จจนเต็ม เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ถ้าใช้งานเป็นประจำ ชาร์จเต็มได้ แต่ควรใช้และชาร์จสลับไปมา ไม่จำเป็นต้องให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรชาร์จและใช้งานพร้อมกัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น   แหล่งข้อมูลอ้างอิง เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ History of the Power Bank   เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ