หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
แกะกล่องงานวิจัย : ‘คิดไบรท์ ไมโครเอไอ’ ฝึกสร้าง AIoT ในแพลตฟอร์มเดียว
  📌 เกี่ยวกับอะไร ? ทุกวันนี้เทคโนโลยี AI เข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของผู้คนแทบทุกมิติ คนรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องรู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุ ‘การเรียนรู้วิธีสร้างโมเดล AI เพื่อประมวลผลข้อมูล’ เป็นหลักสูตรขั้นพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า เพื่อเตรียมความพร้อมทักษะแห่งอนาคตให้แก่เยาวชนไทยแล้ว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา KidBright μAI (คิดไบรท์ ไมโครเอไอ) แพลตฟอร์มฝึกเขียนโค้ด สร้างโมเดล AI และอุปกรณ์ AIoT (Artificial Intelligence of Things) แบบครบจบในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ง่าย และสนุก   แพลตฟอร์ม KidBright μAI ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือ บอร์ดสมองกลฝังตัว ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ AIoT ตัวบอร์ดจะมาพร้อมอุปกรณ์รับสัญญาณภาพและเสียง ตัวรับสัญญาณไวไฟ อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล​ (จอและลำโพง) และพอร์ตสำหรับต่อเซนเซอร์จากภายนอก ส่วนที่สองคือ เว็บแอปพลิเคชัน KidBright μAI IDE สำหรับฝึกสร้างโมเดล AI และเขียนโค้ดควบคุมอุปกรณ์ ปัจจุบัน KidBright μAI IDE ใช้สร้างโมเดล AI ได้ 3 ประเภท คือ Image Classification จำแนกประเภทของภาพ Object Detection จำแนกและระบุตำแหน่งวัตถุภายในภาพ และ Voice Classification จำแนกประเภทเสียง ซึ่งทักษะการพัฒนาโมเดลเหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น สมาร์ตโฟน ยานยนต์ การแพทย์ รวมถึงใช้ควบคุมสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม     📌 ดีอย่างไร ? จุดเด่นของ KidBright μAI คือ เรียนรู้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ปูพื้นฐานการเขียนโค้ด ฝึก AI และสร้างอุปกรณ์ AIoT ขั้นตอนการเรียนรู้ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ขั้นแรกคือการฝึกโมเดล AI ผ่านการสร้างชุดข้อมูล การกำกับข้อมูล และการเลือกฟังก์ชันการฝึกที่เหมาะสม ขั้นที่สองคือการฝึกเขียนโค้ดด้วยชุดคำสั่งแบบบล็อก (Blockly) เพื่อให้บอร์ดประมวลผลและทำงานตามที่กำหนด เช่น หากผู้เรียนฝึกให้โมเดล AI จำแนกประเภทภาพได้แล้วว่าเป็นสุนัขหรือแมว ก็อาจเขียนโค้ดสั่งการทำงาน เช่น หากกล้องของบอร์ดจับภาพสุนัขให้เล่นเสียง ‘โฮ่ง’ แต่หากกล้องจับภาพแมวให้เล่นเสียง ‘เหมียว’ แทน การเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจแบบองค์รวม เชื่อมโยงองค์ความรู้และประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเรียนรู้ที่ง่าย สนุก และรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เรียนไม่มีบอร์ด KidBright μAI ก็สามารถเรียนรู้ทุกขั้นตอนได้ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน KidBright AI โดยในแอปฯ จะมีระบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ที่มีหุ่นยนต์ ‘น้องขนมชั้น’ คอยรอรับคำสั่งและแสดงผลให้เห็นแทนการแสดงผลผ่านบอร์ด     📌 ตอบโจทย์อะไร ? แพลตฟอร์ม KidBright μAI เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการสร้างรากฐานทักษะแห่งอนาคตให้แก่เยาวชน เพราะการเรียนรู้การเขียนโค้ด การสร้างโมเดล AI รวมถึงการสร้างอุปกรณ์ AIoT นอกจากจะเป็นการปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์แล้ว ยังช่วยให้พวกเขาได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ พร้อมนำไปใช้ต่อยอดการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ KidBright μAI ยังเรียนรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา จึงช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างเท่าเทียม   📌 สถานะของเทคโนโลยี ? เนคเทค สวทช. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบอร์ด KidBright μAI ให้แก่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ โดยมีการจัดจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้เนคเทคและพันธมิตรยังได้นำอุปกรณ์ KidBright (KidBright Coding และ KidBright μAI) ไปถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการจัดกระบวนการสอนให้แก่ครูและอาจารย์แล้วมากกว่า 10,000 คน จากกว่า 7,000 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ มีนักเรียนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 1 ล้านครั้ง   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ‘KidBright μAI’ ฝึกเขียนโค้ด สร้างโมเดล AI และอุปกรณ์ AIoT ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Solar Sure แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ปลดระวาง สร้างความคุ้มค่าแผงโซลาร์ฯ มือสอง
  ปัจจุบันเทรนด์การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากประชาชนและภาคธุรกิจหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดีแม้โซลาร์เซลล์จะเป็นทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ แต่หากไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางแล้วอย่างเหมาะสม โซลาร์เซลล์จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หวนกลับมาทำร้ายโลกอีกครั้ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา "Solar Sure (โซลาร์ ชัวร์)" แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลและคัดกรองคุณภาพโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นตัวช่วยในการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้งานแล้วแต่ยังมีสมรรถนะสูงให้กลับมาใช้ซ้ำได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม   [caption id="attachment_69759" align="aligncenter" width="750"] ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีปริมาณการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ประมาณ 8 กิกะวัตต์ คิดเป็นจำนวนแผงไม่น้อยกว่า 40 ล้านแผง น้ำหนักไม่น้อยกว่า 600,000 ตัน  เมื่อแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้ถูกปลดระวางด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ชำรุด เสื่อมสภาพ ประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติ พื้นที่ถูกนำไปใช้งานอื่น หรือผู้ประกอบการขายไฟฟ้าคุ้มทุนแล้ว แผงโซลาร์เซลล์บางส่วนจะถูกนำไปขายต่อเป็นแผงมือสอง “แผงโซลาร์เซลล์มือสองที่มีการซื้อ-ขายกันในปัจจุบัน ยังไม่มีเกณฑ์ตรวจสอบแบ่งเกรดแผงที่ยังใช้ได้ ทำให้แผงโซลาร์เซลล์มีหลายระดับคุณภาพ ราคามีความหลากหลาย ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งบางครั้งผู้ซื้อก็ประสบปัญหาถูกหลอกลวง ได้รับสินค้าที่ใช้งานไม่ได้หรือเป็นของที่มีคุณภาพไม่คุ้มกับราคาที่จ่าย รวมทั้งไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน ส่วนแผงที่แตกหักเสียหายอย่างชัดเจนจะถูกนำไปฝังกลบ เนื่องจากเป็นวิธีกำจัดที่ต้นทุนต่ำสุด”   [caption id="attachment_69764" align="aligncenter" width="750"] โซลาร์ฟาร์ม[/caption] [caption id="attachment_69763" align="aligncenter" width="750"] โซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางแล้ว[/caption]   ทุกวันนี้เริ่มมีการปลดระวางแผงโซลาร์เซลล์จากโซลาร์ฟาร์ม และในไม่ช้าจะมีปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกปลดระวางจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแพลตฟอร์มการจัดการแผงโซลาร์เซลล์มารองรับสถานการณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ซ้ำแผงโซลาร์เซลล์ให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด     ดร.อมรรัตน์ กล่าวว่า Solar Sure เป็นแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว โดยแพลตฟอร์มจะมีซอฟต์แวร์ประเมินระดับคุณภาพและเก็บข้อมูลว่าแผงโซลาร์เซลล์นั้นยังมีประสิทธิภาพเหลืออยู่เท่าใด ปลอดภัยต่อการนำกลับมาใช้งานหรือไม่ พร้อมทั้งคาดการณ์อายุการใช้งานที่เหลืออยู่ เพื่อสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการนำไปใช้งานต่อ “Solar Sure สามารถบันทึกข้อมูลสถานที่ สเปกยี่ห้อรุ่นของแผง สแกนบาร์โค้ด บันทึกภาพถ่าย ให้คะแนนการตรวจ ใส่ข้อมูลจำเพาะของแผงที่ได้จากการวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้า ประมวลผลคำนวณค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุด และอัตราการเสื่อมสภาพ จากนั้นจะแบ่งระดับคุณภาพแผงออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ A+, A, B, C, D, และ F ทั้งนี้ยังสามารถเลือกให้ประเมินตามเกณฑ์ของมาตรฐานการตรวจสอบความพร้อมใช้ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว คือ มศอ. 1011-2565 พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ออกฉลาก และรายงานสอดคล้องตามมาตรฐาน” นอกจากนี้ Solar Sure ยังใช้บันทึกข้อมูลตรวจแบ่งเกรดแผงได้ทุกประเภท ประมวลผลได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูลแผงได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ สะดวกในการใช้เก็บข้อมูลหน้างานจริง สามารถนำเข้าข้อมูลแผงได้ทั้งทาง Mobile application บนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS หรือทาง Website     ดร.อมรรัตน์ กล่าวว่า Solar Sure ผ่านการทดสอบฟังก์ชันการใช้งาน การทดสอบความเค้น การทดสอบปริมาณ การทดสอบความปลอดภัย และการทดสอบการใช้งานในสภาวะแวดล้อมจริง อีกทั้งได้ทดสอบเก็บข้อมูลแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใช้แล้วทั้งชนิดผลึกซิลิคอนและฟิล์มบางแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้งานในประเทศไทย จำนวนรวม 1,350 แผง พบว่า สามารถเก็บข้อมูลที่หน้างานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และรวดเร็ว ปัจจุบันมีการนำSolar Sure ไปใช้ตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ในโซลาร์ฟาร์มแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี สระแก้ว ชัยภูมิ และหนองคาย “สำหรับตัวอย่างการนำแผงโซลาร์เซลล์ไปใช้ซ้ำ เช่น แผงที่ยังมีสมรรถนะเกิน 70% สามารถนำไปใช้ในรูปแบบของระบบโซลาร์เซลล์แบบออฟกริด (Off-grid) คือ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เช่น ระบบโซลาร์ปั๊มน้ำในการเกษตร ส่วนกรณีที่แผงมีสมรรถนะต่ำกว่า 50% แต่กายภาพยังดีอยู่สามารถนำไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ฉากกั้นโต๊ะทำงานในออฟฟิศ หรือแผงกั้นห้องประชุมได้ ถือเป็นแนวทางการนำแผงโซลาร์เซลล์ปลดระวางมาใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า ช่วยลดซากขยะแผงโซลาร์ก่อนเวลาอันควร”     นอกจากการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยคัดกรองและยืดอายุการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์แล้ว คณะวิจัยยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงาน และสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) จัดทำและผลักดัน “มาตรฐานการตรวจสอบความพร้อมใช้ของแผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว” ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีแนวทางการจัดการซากแผง ยืดอายุการใช้งาน เพิ่มความคุ้มค่า ชะลอปริมาณขยะจากซากแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงมีมาตรการรองรับการส่งซากแผงมาทิ้งจากต่างประเทศได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐาน “แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว” หรือ “แผงโซลาร์เซลล์มือสอง” มอก. 4410-2568  เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา” Solar Sure นับเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในการนำแผงปลดระวางจากโซลาร์ฟาร์มไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนการทิ้งทำลาย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดโซลาร์เซลล์ของไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดในประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจแพลตฟอร์ม Solar Sure ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 2711 หรืออีเมล amornrat.lim@entec.or.th เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์​ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วัชราภรณ์​ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย เอ็นเทค สวทช. และจาก Shutter Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ตัวช่วยฝ่าวิกฤตหนอนดอกดาวเรือง
  ‘ดาวเรือง’ เป็นไม้ดอกสีเหลืองที่เติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศ และปลูกหมุนเวียนได้ทุกฤดูกาล อีกทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ ยิ่งช่วงเข้าพรรษาและวันพระใหญ่ ตลาดจะยิ่งมีความต้องการสูง (ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2563) ทว่าช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรกลับต้องเผชิญปัญหาศัตรูพืชอย่างหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผักดื้อยาอย่างหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และโอกาสทางธุรกิจ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำสารชีวภัณฑ์ ‘ไวรัสเอ็นพีวี (Nucleopolyhedrovirus: NPV)’ ไวรัสก่อโรคในแมลงช่วยปราบศัตรูพืชแบบอยู่หมัด และเป็นแนวทางลดการใช้สารเคมีอย่างยั่งยืน   [caption id="attachment_69310" align="aligncenter" width="750"] สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า NPV คือ ไวรัสก่อโรคในแมลงที่มีความจำเพาะกับหนอนของแมลง ประกอบด้วยไวรัสเอ็นพีวีสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม (SpexNPV) หนอนเจาะสมอฝ้าย (HearNPV) และหนอนกระทู้ผัก (SpltNPV) ซึ่งหนอนทั้ง 3 ชนิด เป็นศัตรูพืชหลักของพืชเศรษฐกิจไทย เช่น หอมแดง หอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ผักตระกูลสลัด ผักตระกูลกะหล่ำ ส้ม องุ่น กุหลาบ กล้วยไม้ รวมถึงดาวเรือง “เมื่อหนอนกินไวรัสที่ฉีดพ่นไว้ที่พืช จะเกิดอาการป่วยบริเวณกระเพาะอาหาร (สังเกตได้จากสีตัวที่เปลี่ยนแปลงไป) ทำให้กินอาหารน้อยลง และตายใน 5-7 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ที่จำเพาะกับชนิดพันธุ์ของหนอนจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาไบโอเทคและหน่วยงานพันธมิตรพัฒนากระบวนการผลิต NPV จนพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 2 บริษัท คือ บริษัทไบรท์ออร์แกนิค จำกัด และบริษัทบีไบโอ จำกัด” ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ NPV ไปช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าฟันวิกฤตหนอนดื้อยามาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในผลงานเด่น คือ ‘กล้วยไม้’ พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหนักจนแทบล้มละลาย และล่าสุดปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้ที่สั่งสมไปช่วยผู้ประกอบการสวน ‘ดอกดาวเรือง’ กอบกู้สถานการณ์ที่กำลังวิกฤต   [caption id="attachment_69306" align="aligncenter" width="750"] ดอกดาวเรืองที่โดนหนอนกัดกินจนเสียหาย[/caption]   สัมฤทธิ์ เล่าว่า ในปี 2567 ได้รับการติดต่อจากคุณสมศักดิ์ วันแก้ว ผู้ประกอบการสวนดาวเรืองที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 20 ปี แต่ช่วง 2-3 ปีหลังกลับต้องเผชิญปัญหาหนอนดื้อยาหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 แม้ตอนนั้นจะใช้สารเคมีที่มีความรุนแรงและมีประสิทธิภาพสูงในการปราบศัตรูพืชแล้วก็ยังไม่ได้ผล ทำให้ต้องเร่งหาสารประเภทอื่นมาใช้แทน เพื่อยับยั้งการลุกลามให้ทันท่วงที “หลังจากได้รับการติดต่อ ทีมวิจัยได้พูดคุยเพื่อให้ข้อมูลที่สำคัญแก่ผู้ประกอบการ ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับ NPV กลไกการออกฤทธิ์ และวิธีการใช้งานสารชีวภัณฑ์ในปริมาณที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของการระบาด รวมถึงการลดปริมาณการใช้สารตามลำดับเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว”   [caption id="attachment_69304" align="aligncenter" width="750"] หนอนกระทู้หอม[/caption]   [caption id="attachment_69305" align="aligncenter" width="750"] หนอนเจาะสมอฝ้าย[/caption]   ทั้งนี้ หลังจากผู้ประกอบการใช้ไวรัส NPV เพียง 2 สัปดาห์ ก็พบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับหนอนศัตรูพืชอย่างน่าอัศจรรย์ “ปริมาณหนอนลดลงต่อเนื่อง และดอกดาวเรืองมีคุณภาพมากขึ้น” สัมฤทธิ์เล่าถึงเสียงปลายสายของคุณสมศักดิ์ที่โทรมาแจ้งด้วยความดีใจ พร้อมเสริมว่า การใช้ไวรัส NPV ไม่เพียงช่วยลดการระบาดของหนอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปราบแมลงศัตรูพืชด้วย “ช่วงระบาดรุนแรง ผู้ประกอบการต้องใช้สารเคมีอันตรายฉีดพ่นทุก 5-10 วัน แต่ละครั้งมีค่าสารเคมีต่อไร่สูงถึง 240 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NPV แม้ช่วงเริ่มต้นจะต้องฉีดจำนวนครั้งมากกว่า ฉีดแบบวันเว้นวัน ทำให้มีต้นทุนสูง (160 บาท/ครั้ง/ไร่ — 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) แต่หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่า ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากว่ามาก เพราะจำนวนหนอนลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรก ทำให้ได้ผลผลิตดอกดาวเรืองที่มีคุณภาพเหมาะแก่การตัดจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อผ่านช่วงระบาดรุนแรงมากมาแล้ว ก็เหลือแค่การฉีดพ่นเพื่อควบคุมความเสี่ยงการระบาดซ้ำ โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน (5 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) ซึ่งมีราคาต่อครั้งต่อไร่เพียง 40 บาทเท่านั้น”   [caption id="attachment_69307" align="aligncenter" width="750"] หนอนเจาะกระทู้หอมที่ตายแล้วหลังจากกินไวรัส NPV[/caption]   ปัจจุบันการใช้ NPV ปราบหนอนศัตรูพืช เริ่มเป็นที่รู้จักในผู้ผลิตดอกดาวเรืองมากขึ้น หากผู้ประกอบการและเกษตรกรหันมาใช้ NPV หรือชีวภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ทดแทนการใช้สารเคมีอันตราย ก็จะยิ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมนี้ สัมฤทธิ์ เล่าทิ้งท้ายว่า การใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีอันตราย จะช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในแปลงเพาะปลูก ทั้งต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย เปิดทางสู่การต่อยอดตลาดสุขภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานผลิตภัณฑ์​ NPV หรือขอรับบริการด้านการวิจัย ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3781 หรืออีเมล samrit@biotec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ ไบโอเทค สวทช. และจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘UNAi (อยู่ไหน)’ เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร สนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบไม่ต้องลงทุนสูง
  รู้หรือไม่ ! แค่โรงงานเพิ่มอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เป็นตัวช่วยติดตามตำแหน่งสินค้าและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบอัตโนมัติ ก็จะช่วยลดเวลาการทำงานและลดข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกได้อย่างมาก ซึ่งนั่นหมายถึงการลดต้นทุนการผลิตในภาพรวมด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา UNAi (อยู่ไหน) เทคโนโลยีระบุตำแหน่งวัตถุหรือคนภายในอาคาร เพื่อติดตามและบันทึกตำแหน่งแบบเรียลไทม์ โดยการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผลจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)   ของอยู่ไหน ? ให้ UNAi ช่วยระบุตำแหน่งให้คุณ [caption id="attachment_68670" align="aligncenter" width="750"] เกรียงไกร มณีรัตน์, ทวีศักดิ์ สรรเพชุดา, จุฑาทิพย์ วิศาลมงคล, ละออ โควาวิสารัช และจารุวลี สุวัตถิกุล ทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ละออ โควาวิสารัช นักวิจัยทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง (Real-Time Location System: RTLS) วัตถุหรือคนภายในอาคารแบบแม่นยำสูง โดย UNAi ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ Tag (แท็ก) อุปกรณ์สำหรับติดที่สิ่งของหรือคนเพื่อติดตามตำแหน่ง และ Anchor (แองเคอร์) อุปกรณ์สำหรับรับสัญญาณตำแหน่งจาก Tag แล้วส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ (cloud) ไปประมวลผลและแสดงผลผ่านซอฟต์แวร์ UNAi โดยผู้ใช้งานจะเห็นตำแหน่งสิ่งที่ติดตามปรากฏบนแผนผังอาคารนั้น ๆ “ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับติดตามไว้สองรูปแบบ เทคโนโลยีแรก คือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) ที่ใช้สัญญาณบลูทูท (Bluetooth Low Energy: BLE) ในการส่งสัญญาณจาก Tag เพื่อระบุตำแหน่ง โดยรูปแบบนี้จะมีอัตราการคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2-4.5 เมตร อีกระบบคือ Time Difference of Arrival (TDoA) ที่ใช้สัญญาณอัลตราไวด์แบนด์ (Ultra-Wideband: UWB) ที่มีความแม่นยำสูงและมีโอกาสโดนรบกวนสัญญาณต่ำในการระบุตำแหน่ง ทำให้ระบุได้แม่นยำ มีอัตราการคลาดเคลื่อนลดลงเหลือหลักเซนติเมตร อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้มีราคาที่สูงกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม โดยอาจปรึกษา System Integrator (SI) ของโรงงาน”   [caption id="attachment_68674" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์ Anchor และ Tag[/caption]   แม้เทคโนโลยี RTLS จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพราะใช้งานแพร่หลายในต่างประเทศแล้ว แต่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ไม่มากนัก สาเหตุสำคัญมาจากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นอกจากนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยีประเภทนี้จากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์มีราคาสูง อีกทั้งการปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละโรงงานที่มีความต้องการแตกต่างกันก็ทำได้ยาก บางกรณีอาจปรับแต่งไม่ได้เลย ดร.ละออ อธิบายถึงประเด็นดังกล่าวว่า UNAi จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทีมวิจัยเนคเทค สวทช. จะพร้อมให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับแต่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ประกอบการที่มีความต้องการแตกต่างกันแล้ว ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) โดยเนคเทค สวทช. ยังพร้อมให้คำปรึกษาด้านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และช่วยแนะนำ SI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสอดคล้องกับที่โรงงานต้องการด้วย “ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเรื่องความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี นอกจากนี้ UNAi พัฒนาโดยนักวิจัยไทยและผลิตได้เองภายในประเทศ ทำให้อุปกรณ์นี้มีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ”   4 ตัวอย่างความสำเร็จ ใช้เทคโนโลยี UNAi ดร.ละออ เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขยายผลการทำวิจัยโดยนำ UNAi ไปทดสอบใช้งานจริงภายในโรงงานของภาคเอกชนไทย 13 แห่ง ตัวอย่างเช่น การใช้ติดตามตำแหน่งของ ฐานรองสินค้า (pallet) ว่า ณ ขณะนั้นแต่ละอันตั้งอยู่ที่โซนจัดเก็บสินค้าโซนไหน และอยู่บนชั้นวางสินค้าใด โดยทีมวิจัยได้ออกแบบแนวทางการใช้งานให้เป็นการติดตามจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ (forklift) ที่ติด Tag ไว้ แทนการติดตามฐานรองสินค้าแต่ละอันโดยตรงเพื่อลดจำนวนการใช้ Tag และลดงบประมาณในการปรับเปลี่ยนจากคลังสินค้าทั่วไปสู่คลังแบบสมาร์ต     “การทำงานมี 3 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคนงานจะยิงบาร์โค้ดของฐานรองสินค้าที่ต้องการเคลื่อนย้ายเพื่อให้ระบบทราบว่ากำลังจะใช้รถฟอร์กลิฟต์เคลื่อนย้ายฐานรองสินค้ารหัสอะไร ตำแหน่งเริ่มต้นเคลื่อนย้ายอยู่ที่ตำแหน่งไหน และจะเริ่มต้นเคลื่อนย้ายเวลาใด ขั้นตอนที่สองคนงานจะขับรถฟอร์กลิฟต์ไปยังจุดหมาย โดยระบบจะติดตามตำแหน่งของฐานรองสินค้าจากการเคลื่อนที่ของรถฟอร์กลิฟต์ ขั้นตอนที่สามเมื่อคนงานขับรถไปถึงจุดหมาย และใช้รถยกฐานรองสินค้าขึ้นจัดเก็บบนชั้นเรียบร้อยแล้ว คนงานจะยิงบาร์โค้ดของช่องจัดเก็บสินค้าเพื่อระบุตำแหน่งปลายทางที่ชัดเจน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นงาน ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ตั้งแต่ตำแหน่งที่เริ่มเคลื่อนย้าย เส้นทางการเคลื่อนย้าย ตำแหน่งที่จัดเก็บ และเวลารวมที่ใช้ในการขนย้ายสินค้าเข้าจัดเก็บ “การที่คนงานไม่ต้องเป็นผู้บันทึกข้อมูลลงบนกระดาษหรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยตัวเอง ช่วยลดทั้งเวลาและโอกาสความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ควบคุมคลังสินค้ายังนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาออกแบบตำแหน่งการจัดเก็บสินค้าและเส้นทางการขับรถเพื่อประหยัดเวลาและพลังงานได้อีกด้วย”     อีกตัวอย่างการใช้ UNAi ภายในโรงงาน คือ การใช้ติดตาม AGV (Automated Guided Vehicle) หรือยานพาหนะเคลื่อนที่อัตโนมัติที่ใช้ขนส่งวัตถุดิบและส่วนประกอบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการพบปัญหาว่าบางครั้ง AGV แบตเตอรี่หมดขณะที่ยังปฏิบัติภารกิจขนส่งไม่สำเร็จ ก่อให้เกิดปัญหาสายการผลิตหยุดชะงัก และคนงานต้องเสียเวลาตามหารถ AGV ว่าอยู่ที่ตำแหน่งไหนของโรงงาน “ทีมวิจัยจึงได้นำระบบ UNAi ไปใช้ติดตามตำแหน่ง AGV โดยเพิ่มคุณสมบัติติดตามข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นเข้าไปด้วย เช่น ปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ อุณหภูมิของ AGV เพื่อให้ผู้จัดการและวิศวกรโรงงานนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทั้งการออกแบบเส้นทาง การวางแผนชาร์จแบตเตอรี่ รวมถึงการวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้าจากการทราบแนวโน้มความผิดปกติของ AGV ที่ตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งการประหยัดเวลา พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง”     นอกจาก UNAi จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมระดับ 2-3 สู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยี UNAi ยังเหมาะแก่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ดร.ละออ เล่าว่า อีกสองตัวอย่างของการใช้ UNAi ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงและประสบความสำเร็จอย่างดี คือ การใช้ติดตามตำแหน่งรถเข็นในโรงพยาบาลเพื่อรวบรวมกลับมายังจุดเก็บรถเข็น ทำให้รถเข็นอยู่ในตำแหน่งที่บุคลากรทางการแพทย์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และอีกตัวอย่างคือการใช้ติดตามตำแหน่งผู้เข้าแข่งขันเพนต์บอล (paintball) โดยทีมงานจะติด Tag ของ UNAi ไว้ที่หมวกของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายเพื่อระบุตำแหน่งผู้เล่น ทำให้ผู้บรรยายเห็นตำแหน่งของผู้เล่นทั้งสนามชัดเจนและบรรยายการแข่งขันได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้โคชยังใช้เป็นข้อมูลเพื่อวางแผนปรับปรุงการเล่นครั้งต่อ ๆ ไปให้แก่สมาชิกในทีมได้อีกด้วย     จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า UNAi เป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่งที่ประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทีมวิจัยจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนสนับสนุนให้แต่ละอุตสาหกรรมของประเทศไทยเข้าถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้เพื่อลดภาระงาน ค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลประกอบการในระยะยาวได้ ส่วนในอนาคตอันใกล้อีก 1-2 ปีข้างหน้า ทีมวิจัยเผยว่าคนไทยอาจได้ใช้เทคโนโลยี UNAi ที่ฉลาดยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ติดตามสิ่งของหรือคนทั้งภายในและภายนอกอาคารอย่างแม่นยำด้วยอุปกรณ์เดียว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา และการสรรหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ UNAi แล้ว ผู้ประกอบการที่สนใจขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ UNAi@nstda.or.th และผู้ประกอบการที่ต้องการนำอุปกรณ์ UNAi ไปติดตั้งใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าติดต่อสอบถามเพื่อรับการสนับสนุนได้ผ่านโครงการ IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock และ Shutter Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
จิ้มปุ๊บ รู้ปั๊บ “ส้อมวัดความเค็ม” เตือนผู้บริโภคเลี่ยงรับประทานอาหารเค็มเกิน
  เคยสงสัยหรือไม่ว่าอาหารที่เรารับประทานในแต่ละมื้อเค็มมากหรือน้อยแค่ไหน ? และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถวัดความเค็มในอาหารได้เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคหากพบว่าเค็มมากเกินไป กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “ส้อมวัดความเค็ม” นวัตกรรมที่ผสานความคุ้นเคยของเครื่องใช้ในครัวเรือนเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบระดับความเค็มในอาหารก่อนรับประทานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนคเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง กำลังคุกคามสุขภาพของคนไทยในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานเค็มมากเกินไป การควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาส้อมวัดความเค็มสำหรับใช้วัดความเค็มในอาหาร เพื่อช่วยเตือนสติให้ผู้บริโภคในการตัดสินใจรับประทานหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มเกินไป ตลอดจนช่วยให้ผู้ปรุงอาหารลดการใส่เครื่องปรุงที่มีความเค็มมากจนเกินไปด้วยเช่นกัน   [caption id="attachment_68574" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบส้อมวัดความเค็ม วิจัยพัฒนาโดย ทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนคเทค สวทช.[/caption]   “ส้อมวัดความเค็มทำงานโดยอาศัยหลักการวัดค่าความนำไฟฟ้าของโซเดียมคลอไรด์ (เกลือ) ในอาหารที่เป็นของเหลว เมื่อจุ่มส่วนปลายของส้อมลงในอาหาร ส้อมจะปล่อยกระแสไฟฟ้าสลับเล็กน้อยที่มีความถี่ 1 กิโลเฮิรตซ์ ผ่านตัวนำไฟฟ้า (ของเหลวที่มีโซเดียม) ซึ่งไม่เป็นอันตรายและไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อผู้ใช้งาน จากนั้นจะวัดค่าแรงดันไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณโซเดียมในอาหารเหลวนั้น และแสดงผลเป็นค่าความเค็มในระดับต่าง ๆ ที่เข้าใจได้ง่าย “ส้อมวัดความเค็มออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงจุ่มปลายส้อมลงในอาหารที่เป็นของเหลวแล้วจึงกดปุ่มเพื่อวัดค่า ส้อมจะแสดงไฟกะพริบขณะทำการวิเคราะห์ กระทั่งเมื่อวัดเสร็จสิ้นจะค้างไฟแสดงผลในระดับความเค็มที่วัดได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ไฟสีเขียว คือ เค็มน้อย (ความเข้มข้นของเกลือ 0.1-0.5%) ไฟสีเหลือง คือ เค็มปานกลาง (ความเข้มข้นของเกลือ 0.6-0.9%) และไฟสีแดง คือ เค็มเกินไป (ความเข้มข้นของเกลือ > 0.9%) โดยใช้ความเค็มของน้ำเกลือล้างจมูกซึ่งมีความเข้มข้น 0.9% เป็นเกณฑ์ หลังใช้งานสามารถนำไปทำความสะอาดปลายส้อมด้วยน้ำยาล้างจานหรือสบู่และตามด้วยน้ำเปล่า แล้วจึงเช็ดให้แห้งเท่านั้น”   [caption id="attachment_68567" align="aligncenter" width="750"] "ส้อมวัดความเค็ม" ใช้งานง่าย เพียงจุ่มปลายส้อมลงในอาหาร กดปุ่มเปิดการทำงาน และอ่านผล ซึ่งแสดงผลเป็นไฟ LED ที่ระดับความเค็มที่วัดได้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ เค็มน้อย เค็มปานกลาง และเค็มเกินไป[/caption]   ทั้งนี้ ตัวส้อมวัดความเค็มผลิตจากสแตนเลส 304 ฟู้ดเกรด ซึ่งเป็นวัสดุที่ปลอดภัยสำหรับการสัมผัสอาหาร และเคลือบด้วยอีนาเมล (enamel) ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในเครื่องครัว ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยและความทนทานในการใช้งาน โดยออกแบบให้มีส่วนที่ไม่ได้เคลือบอีนาเมลบริเวณปลายส้อมไว้สำหรับทำหน้าที่เป็นขั้วปล่อยกระแสไฟฟ้าและวัดแรงดันไฟฟ้าที่ไหลผ่านของเหลว เพื่อวัดความเค็มได้อย่างแม่นยำ โดยมีความแม่นยำประมาณ 80% เมื่อวัดในอาหารที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส ส่วนการทำงานของส้อมวัดความเค็มอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ซึ่งมีอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 เดือน และสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้   [caption id="attachment_68575" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบส้อมวัดความเค็ม วิจัยพัฒนาโดย ทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนคเทค สวทช.[/caption]   ปัจจุบันส้อมวัดความเค็มยังอยู่ในขั้นตอนของการปรับปรุงต้นแบบ โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งาน เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาส้อมวัดความเค็มในรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยทีมตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนที่มีความสนใจนำไปผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ “เราต้องการสร้างอุปกรณ์ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่อาจไม่คุ้นเคยหรือกลัวกับการใช้อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การออกแบบอุปกรณ์วัดความเค็มให้มีรูปร่างคล้ายส้อมทั่วไป ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกคุ้นเคยและมั่นใจในการใช้งาน และยังใช้ในการรับประทานอาหารได้เหมือนส้อมทั่วไป นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่รักสุขภาพและใส่ใจในปริมาณโซเดียมที่บริโภคในแต่ละวันให้สามารถตรวจสอบระดับความเค็มของอาหารได้ด้วยตนเอง” นักวิจัยกล่าว   [caption id="attachment_68571" align="aligncenter" width="750"] ทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เนคเทค สวทช. จัดแสดงผลงาน "ส้อมวัดความเค็ม" ในงาน NAC2025[/caption]   ส้อมวัดความเค็มเป็นนวัตกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของคนไทยและความก้าวหน้าของงานวิจัยไทยที่สามารถนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง การพัฒนาส้อมวัดความเค็มนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ผู้สนใจร่วมปรับปรุงพัฒนาและรับถ่ายทอดเทคโนโลยีส้อมวัดความเค็ม ติดต่อได้ที่ คุณวรัญญู ผิวทองคำ เนคเทค สวทช. โทร. 0 2564 6900 ต่อ 2524 อีเมล Waranyoo.Phiwthongkham@nectec.or.th     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. อินโฟกราฟิกโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
IDA Platform ระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรม 4.0
  อุตสาหกรรม 4.0 คือ อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่นำระบบไซเบอร์-กายภาพ (Cyber-Physical System: CPS) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เซนเซอร์หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ในการตรวจจับ วิเคราะห์ และควบคุมการทำงานของเครื่องจักร แรงงาน รวมถึงกิจกรรมการผลิตแบบเรียลไทม์มาใช้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ปรับปรุง และปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในภาพรวมประเทศไทย ณ ปี 2568 อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ 2-3 หรือเริ่มมีการใช้งานเครื่องจักรอัตโนมัติบ้าง แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้สำเร็จ สาเหตุสำคัญมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีและขาดเงินลงทุน     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) เพื่อเป็นระบบนิเวศสำหรับผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อกับแหล่งเงินทุน ทั้งนี้ในการดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)   IDA Platform พร้อมสนับสนุน 5 เทคโนโลยีปิดช่องโหว่อุตสาหกรรม   [caption id="attachment_68033" align="aligncenter" width="700"] ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. อธิบายว่าปัจจุบันภายใต้ IDA Platform มีเทคโนโลยีหลักที่พร้อมให้บริการแล้ว 5 เทคโนโลยี เทคโนโลยีแรก คือ Smart OEE (Overall Equipment Effectiveness) ระบบวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ เทคโนโลยีที่สอง คือ EES (Energy & Efficiency System) ระบบวิเคราะห์ปริมาณการใช้พลังงานและประสิทธิภาพของเครื่องจักรแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ เทคโนโลยีที่สาม คือ Acamp (Automated carbon accounting management platform) แพลตฟอร์มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรแบบอัตโนมัติและติดตามผลแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีที่สี่ คือ NomadML (โนแมดเอ็มแอล) ระบบ visual inspection หรือตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานจากภาพถ่ายด้วย AI และเทคโนโลยีที่ห้า คือ Daysie - AIoT for Edge Computing Platform แพลตฟอร์มสำหรับสร้างแอปพลิเคชัน AIoT (Artificial Intelligence of Things) สำหรับติดตั้งบนเอดจ์คอมพิวติง (edge computing)   เทคโนโลยีทั้ง 5 นี้ผ่านการวิจัยและพัฒนาให้ผู้ประกอบการนำไปใช้งานร่วมกับเครื่องจักรที่มีอยู่ได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ พร้อมปรับเปลี่ยนจากอุตสาหกรรม 2.0 หรือ 3.0 สู่ระดับ 4.0 ได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ยังมีแผนจะเพิ่มเทคโนโลยีอื่นเข้ามาในแพลตฟอร์ม เช่น เทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) และเทคโนโลยี Generative AI เพื่อสืบค้นและสอบถามข้อมูลเฉพาะขององค์กร เช่น แนวทางซ่อมบำรุงเครื่องจักร, ข้อแนะนำการปฏิบัติงานของบุคลากรแต่ละหน้าที่ ดร.พนิตา อธิบายว่า เทคโนโลยีข้างต้นพัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการว่าโรงงานต้องเผชิญปัญหาการผลิตอย่างไรบ้าง โดยเทคโนโลยีทั้ง 5 ภายใต้ร่ม IDA Platform ณ ปัจจุบัน มีศักยภาพในการช่วยวัดประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิต และสะท้อนถึงปัญหาหรือช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรทั้งพลังงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ และเวลาเกินความจำเป็น ซึ่งหากผู้ประกอบการทราบปัญหาได้รวดเร็วและตรงจุด จะทำให้เกิดการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ทันท่วงที นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าทั้งภายในประเทศและกับประเทศคู่ค้า “ตัวอย่างการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ เช่น บริษัทอาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน ได้ใช้เทคโนโลยีภายใต้ IDA Platform ตรวจวัดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็นและห้องเย็นของโรงงาน ผลจากการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ทำให้พบจุดที่ใช้พลังงานสูง นำไปสู่การวิจัยระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้พลังงาน นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้ายังนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเวลาเปิดใช้งานเครื่องจักรแต่ละเครื่องให้เป็นแบบไม่ต้องเริ่มทำงานพร้อมกันได้ (หากไม่มีความจำเป็น) เพื่อลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงในช่วงเวลาเดียวกัน (peak load) ซึ่งอาจทำให้พลังงานไฟฟ้าไม่เสถียรและทำให้ค่าไฟมีราคาสูง ผลจากการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้ช่วยให้บริษัทประหยัดค่าไฟได้มากหลักแสนบาทต่อปี”   [caption id="attachment_68034" align="aligncenter" width="700"] ทีมงานบริษัทอาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) และเนคเทค สวทช.[/caption] [caption id="attachment_68035" align="aligncenter" width="450"] การปฏิบัติงานที่บริษัทอาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน)[/caption]   IDA Platform ระบบนิเวศสนับสนุนก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรม 4.0 ดร.พนิตา อธิบายว่า IDA Platform โดย SMC สวทช. เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มให้บริการเทคโนโลยี เพราะยังเป็นแซนด์บอกซ์ (sandbox) ให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนปรับใช้จริงในโรงงานด้วย ทั้งนี้ SMC ได้ช่วยวางแผนขั้นตอนการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ไว้ให้ผู้ประกอบการเป็น 3 ขั้นหลัก ขั้นแรกคือการประเมินสถานะระดับอุตสาหกรรมของโรงงานด้วยระบบ Thailand i4.0 Index ที่ สวทช. พัฒนาไว้เพื่อให้บริการการประเมินทั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและการประเมินด้วยตัวเอง ซึ่งผลการประเมินจะชี้ให้เห็นระดับของอุตสาหกรรมทุกมิติที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนองค์กร และมิติที่ควรเร่งปรับปรุงก่อนเพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิผล ผู้ที่สนใจติดต่อขอรับการประเมินรวมถึงประเมินออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.nstda.or.th/i4platform/i4-maturity/     “ขั้นที่สองคือขั้นเตรียมความพร้อม โดย SMC ได้เปิด SMC Academy เพื่อให้บริการอบรมทักษะที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการ วิศวกรโรงงาน และ SI (System Integrator) โดยมีพื้นที่สำหรับทดสอบ (testbed) ไว้ให้สมาชิกได้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีและทำ PoC (Proof of Concept) เพื่อทดสอบแผนปรับปรุงโรงงานก่อนใช้งานจริง ซึ่ง SMC มีบริการที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือด้านวิเคราะห์และวางแผนปรับปรุงโรงงานด้วย ขั้นสุดท้ายคือการลงมือปฏิบัติจริง SMC พร้อมให้บริการทั้งเทคโนโลยีราคาจับต้องได้ และการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละโรงงาน นอกจากนี้ SMC ยังพร้อมช่วยเหลือด้านการจับคู่กับ SI ที่เหมาะสม และแนะนำแหล่งเงินทุนหรือโครงการสนับสนุนการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยภายใต้ IDA Platform มีกิจกรรมสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีพร้อมสนับสนุนเงินลงทุนโรงงานละ 100,000 บาทมาตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มีความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าทั้งในระดับภายในประเทศและระดับสากล” สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี และสมัครเข้าร่วม IDA Platform ได้ที่ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : SMC เนคเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
แกะกล่องงานวิจัย : ฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
📌 เกี่ยวกับอะไร ? มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองคือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีจุดเด่น คือ ผลใหญ่ เปลือกสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด รสชาติหวาน แต่ด้วยมะม่วงสายพันธุ์นี้มีเปลือกสีเหลืองตั้งแต่เริ่มสุกบนต้นหรือระยะที่ยังไม่พร้อมรับประทาน ผู้บริโภคจึงแยกระดับความสุกยาก และอาจพลาดโอกาสลิ้มรสมะม่วงในช่วงมีรสชาติอร่อยที่สุดไป     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในรูปแบบเซนเซอร์ตรวจจับก๊าซเอทิลีนที่ผลไม้ปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นให้กระบวนการสุกเริ่มขึ้น ฉลากมีลักษณะเป็นสติกเกอร์สำหรับแปะผลไม้ มีลวดลายเป็นวงกลม 2 ชั้น วงในเป็นเซนเซอร์ตรวจจับปริมาณก๊าซที่จะมีสีเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความเข้มข้น ส่วนวงนอกเป็นแถบสีสำหรับเทียบระดับความสุก ฉลากอัจฉริยะที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นระบุความสุกหรือรสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้ 3 ระดับ คือ สีเขียวอ่อนอมเทาหมายถึงสุกน้อย มีรสชาติเปรี้ยว สีเขียวอ่อนหมายถึงสุกปานกลาง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และสีเขียวเข้มหมายถึงสุกพร้อมรับประทาน มีรสชาติหวาน     📌 ดีอย่างไร ? ผู้จำหน่ายเพียงแปะฉลากลงบนผลมะม่วง ส่วนผู้บริโภคก็เลือกซื้อตามระดับความสุกที่ต้องการ และประมาณเวลาในการบริโภคตามระดับความสุก   📌 ตอบโจทย์อะไร ? การทราบระยะความสุกของผลไม้ ทำให้ผู้จำหน่ายและผู้บริโภคบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างเหมาะสม เช่น ผู้จำหน่ายใช้เป็นข้อมูลวางแผนการตลาดหรือโปรโมชันเพื่อลดการสร้างขยะอาหาร หรืออาจทำเป็นอาหารเมนูต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่อจำหน่ายได้ ส่วนผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลวางแผนการรับประทานให้ทันเวลาเพื่อลดการสร้างขยะอาหารได้เช่นกัน ทั้งนี้ IMARC Group บริษัทด้านการวิจัยตลาดต่างประเทศประมาณการไว้ว่าความต้องการฉลากอัจฉริยะจะสูงขึ้นในปี 2567-2575 ด้วยค่า CAGR (compound annual growth rate) ที่ร้อยละ 11.4 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 2.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะเริ่มลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทย โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมเปิดรับโจทย์การวิจัยฉลากอัจฉริยะระบุความสุกของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ตามที่ผู้ประกอบการต้องการด้วย   📌 สถานะของเทคโนโลยี ? พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปิยะรัตน์ เซ้าซี้ อีเมล piyarath.sao@nanotec.or.th   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สวทช. พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุระดับความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดขยะอาหาร   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘สืบค้นข้อมูล สร้างเอกสารราชการ ถอดเทปภาษาไทย’ ง่าย ๆ ด้วย ‘Pathumma LLM’
  Pathumma LLM (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) คือ Large Language Model (LLM) สัญชาติไทย ที่ผ่านการฝึกฝนจากข้อมูลภาษาไทยจำนวนมหาศาล เพื่อให้มีความสามารถเฉพาะทางโดยเฉพาะทักษะด้านภาษาและการสื่อสารแบบมนุษย์ ผู้วิจัยตั้งเป้าหมายการพัฒนาว่าจะทำให้ Pathumma LLM เป็น AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ AI ของประเทศไทยในอนาคต กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะทำงานจาก AI Engineer ซีซัน 4 เดินหน้าพัฒนา Pathumma LLM ต่อเนื่องหลังเปิดให้สาธารณะทดลองใช้เวอร์ชัน 1.0.0 ในรูปแบบ Generative AI หรือเอไอแบบรู้สร้าง เมื่อช่วงปลายปี 2567 และได้เปิดตัวเทคโนโลยีเด่นอีก 3 เทคโนโลยีที่จะช่วยลดเวลาการทำงาน ‘สืบค้นข้อมูล สร้างเอกสารราชการ และถอดเทป’ ให้เหลือหลักวินาที เพื่อให้คนทำงานได้ใช้เวลาคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์งานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC 2025) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-28 มีนาคมที่ผ่านมา   เปิดตัวแล้ว 3 เทคฯ​ AI เด่น สลัดทิ้งความน่าเบื่อในการทำงาน [caption id="attachment_67515" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน สวทช.[/caption]   ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน สวทช. เล่าว่า เทคโนโลยีแรก คือ DocChat (ด็อกแชต) ระบบสืบค้นและตอบคำถามข้อมูลจากข้อความ เว็บไซต์ (ใส่ URL) และไฟล์ข้อความ (อัปโหลดไฟล์ PDF) เหมาะกับงานสืบค้นข้อมูลจากแหล่งที่มีอยู่ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีข้อมูลปริมาณมาก เช่น รัฐสภา หน่วยงานวิจัย เมื่อผู้ใช้งานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI จะสรุปภาพรวมของข้อมูล พร้อมตั้งตัวอย่างคำถามที่ผู้ใช้งานอาจสนใจเกี่ยวกับข้อมูลชุดนั้นให้โดยอัตโนมัติภายในเวลาหลักวินาที ผู้ใช้งานสามารถคลิกเพื่อเลือกถามคำถามนั้น ๆ หรือตั้งคำถามอื่น ๆ เพื่อให้ AI ช่วยสืบค้นข้อมูลและตอบคำถามอ้างอิงจากข้อมูลนั้น ๆ ได้ จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือแม้คำที่ใช้ในการสืบค้นจะไม่ตรงกับคำที่มีอยู่ภายในเอกสาร AI ก็สามารถทำความเข้าใจและค้นหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันให้แทนได้ ทำให้การสืบค้นข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://docchat.abdul.in.th/     “เทคโนโลยีที่สอง DocGen (ด็อกเจน) คือ ระบบช่วยสร้างเอกสารตามรูปแบบขององค์กร เหมาะกับการช่วยร่างเอกสารที่มีรูปแบบชัดเจน และต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนาน เช่น TOR (Terms of Reference) หรือขอบเขตของโครงการ, รายงานการประชุม การใช้งานทำได้ง่ายเพียงผู้ใช้งานใส่ข้อมูลตั้งต้นและประเภทของเอกสารที่ต้องการให้ AI ช่วยร่าง AI จะร่างเอกสารให้ทันทีภายในเวลาหลักวินาที โดยผู้ใช้สามารถแก้ไข ปรับปรุง และดาวน์โหลดเป็นไฟล์เอกสารได้ ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://docgen.abdul.in.th/     นอกจากงานประเภทสืบค้นข้อมูลและร่างเอกสารที่ต้องใช้เวลาและพลังในการทำงานสูงแล้ว อีกหนึ่งงานที่ใช้เวลาทำงานมาก จนหลายคนเลือกใช้เงินแก้ปัญหา คือ การถอดเทปหรือการถอดข้อความจากไฟล์เสียงหรือวิดีโอ ซึ่งโดยปกติเทปความยาวประมาณ​ 1 ชั่วโมง จะใช้เวลาในการถอดนาน 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้ถอดเทป ดร.ศราวุธ เล่าต่อว่า เทคโนโลยีเด่นสุดท้ายที่เปิดตัวในคราวนี้ คือ PartiiNote เว็บแอปพลิเคชันสำหรับถอดเทปที่ถอดได้ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน นอกจากนี้ยังแปลจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยได้ด้วย (กรณีภาษาจีน สามารถเลือกแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วแปลเป็นภาษาไทยต่อได้) PartiiNote รองรับทั้งการถอดเทปจากไฟล์ MP3, MP4, WAV และ MPEG4 ขนาดไฟล์ไม่เกิน 200 MB และคลิปวิดีโอจาก YouTube ความยาวสูงสุด 1 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการถอดหลักวินาที โดยหากเสียงมีความชัดเจน ความแม่นยำในการถอดเทปจะมากกว่าร้อยละ 95 (กรณีมีผู้ใช้บริการ ณ​ ขณะนั้นมากอาจใช้เวลาในการประมวลผลมากขึ้น เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร) ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://note.abdul.in.th/      ‘Pathumma LLM’ เตรียมฉลาดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ดร.ศราวุธ เล่าว่า ปัจจุบัน Pathumma LLM เรียนรู้ข้อมูลภาษาไทยแล้วมากกว่าสองหมื่นล้านโทเคน ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ Generative AI ระดับโลกที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เช่น GPT-4 ซึ่งเรียนรู้ข้อมูลแล้วมากกว่าหลายล้านล้านโทเคน อย่างไรก็ตามทีมวิจัยกำลังดำเนินงานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในการพัฒนา foundation model หรือโมเดลพื้นฐานสำหรับประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับปริมาณข้อมูลและพารามิเตอร์ที่ใช้ในการเทรนโมเดล โดยเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะสามารถนำโมเดลพื้นฐานที่พัฒนานี้มาใช้เพิ่มศักยภาพให้แก่ Pathumma LLM ได้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้ Pathumma LLM จะได้เรียนรู้ข้อมูลภาษาไทยมากกว่าแสนล้านโทเคน หรือมากกว่าข้อมูลภาษาไทยที่ระบบ Generative AI ของชาติอื่นจะเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ซึ่งการดำเนินงานข้างต้นนี้จะสำเร็จได้ด้วยดีหากได้รับการอนุเคราะห์เอกสารและสื่อการเรียนรู้ภาษาไทย และการสนับสนุนทุนทรัพย์ในการใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI จากทั้งภาครัฐและเอกชนไทย     แม้ปัจจุบัน Pathumma LLM จะยังเป็นเวอร์ชัน 1.0.0 หรือยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา แต่ทีมวิจัยได้เลือกเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าทดลองใช้งานและดาวน์โหลดโมเดลไปพัฒนาต่อแล้ว โดยเป้าหมายของการเปิดให้ใช้งานเทคโนโลยี คือ การส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนไทยเข้าถึงการใช้งาน AI ในการขับเคลื่อนองค์กรได้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ดร.ศราวุธ เล่าต่อว่า การใช้งาน Pathumma LLM, DocChat, DocGen และ PartiiNote แบบส่วนบุคคลผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานในรูปเว็บแอปพลิเคชันได้ผ่านทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตทั่วไป แต่สำหรับหน่วยงานที่สนใจนำโมเดล Pathumma LLM ไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานภายในองค์กรหรือพัฒนาเป็นระบบบริการของตัวเอง แต่ยังขาดความพร้อมด้านทรัพยากรในการประมวลผล เช่น GPU (Graphics Processing Unit) ประสิทธิภาพสูง อาจเลือกใช้บริการระบบ private cloud ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ส่วนบุคคลหรือใช้งานเฉพาะภายในองค์กร จากผู้ให้บริการไทยหรือต่างประเทศเพื่อลดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และหากต้องการใช้บริการด้านการพัฒนาระบบ Generative AI ขององค์กร ติดต่อขอใช้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาได้ที่เนคเทค สวทช. ผู้ที่สนใจเทคโนโลยี Pathumma LLM, DocChat, DocGen และ PartiiNote เข้าใช้งานทั้งรูปแบบ APP, API, open model โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได้ที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Pathumma LLM ได้ที่ sarawoot.kon@nstda.or.th บทความที่เกี่ยวข้อง : 'Pathumma LLM' โมเดลเพื่อการสร้าง Generative AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทไทย เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค และจาก Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘Acamp’ แพลตฟอร์มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) แบบอัตโนมัติ ใช้งานง่าย ปรับตัวทันนโยบายภาษีคาร์บอน
    ปัจจุบันผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตต่างเริ่มหันมาคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และผลิตภัณฑ์​ (Carbon Footprint for Product: CFP)  กันมากขึ้น เพราะไม่เพียงช่วยให้การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดเป็นไปด้วยความราบรื่น ข้อมูลค่า CFO ยังช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นถึงลู่ทางลดการปล่อยคาร์บอน (decarbonization) ทั้งทางตรงและทางอ้อม และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี     อย่างไรก็ตามการจัดทำค่า CFO เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะกระบวนการมีความซับซ้อนสูง นอกจากผู้จัดทำจะต้องเก็บข้อมูลกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดแล้ว ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจำแนกรูปแบบการปล่อยคาร์บอนตาม Greenhouse Gas Protocol (GHG Protocol) หรือระเบียบวิธีวัดและรายงานก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกซึ้ง ต้องเข้าใจวิธีคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอน และยังต้องอัปเดตค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor: EF) ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอด้วย เพื่อลดภาระดังกล่าวให้ผู้ประกอบการไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Automated Carbon Accounting Management Platform (Acamp) หรือเอแคมป์ แพลตฟอร์มสำหรับคำนวณค่า CFO แบบอัตโนมัติและติดตามผลแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลข้อมูลในรูปแบบแดชบอร์ด (dashboard) ที่เข้าใจง่าย พร้อมใช้งาน การคำนวณค่า CFO สอดคล้องกับ GHG Protocol และค่า EF ของอุตสาหกรรมไทย   Acamp คำนวณค่า CFO แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ข้อมูลพร้อมใช้งาน   [caption id="attachment_67288" align="aligncenter" width="750"] ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษาปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งความยากในการจัดเก็บข้อมูล การจำแนกประเภท และการคำนวณ ก่อนรวมเอาปัญหาเหล่านั้นมาออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การดำเนินงานสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ และการพัฒนาแพลตฟอร์ม Acamp เพื่อการคำนวณค่า CFO แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์     “การนำเข้าข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้า ในส่วนนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา ZCARBON (ซีคาร์บอน) ซึ่งเป็นเอดจ์คอมพิวเตอร์ (edge computer) ที่มาพร้อมซอฟต์แวร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าของแต่ละอุปกรณ์จากเครื่องวัดกำลังไฟฟ้า (power meter) แบบเรียลไทม์ และคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าทันที โดยหลังจากคำนวณเสร็จสิ้น ระบบจะส่งเฉพาะข้อมูลค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขึ้นคลาวด์ เพื่อให้แพลตฟอร์ม Acamp เรียกข้อมูลจากคลาวด์ไปใช้คำนวณค่า CFO ขององค์กรต่อโดยอัตโนมัติ “ส่วนที่สองคือข้อมูลจากระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลชนิดและปริมาณของในคลัง เช่น วัตถุดิบ เชื้อเพลิง และข้อมูลการนำทรัพยากรดังกล่าวไปใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ โดยทีมวิจัยได้ออกแบบกระบวนการส่งข้อมูล ERP ที่จำเป็นต่อการคำนวณค่า CFO เข้าสู่คลาวด์อัตโนมัติไว้ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือส่งผ่าน API (Application Programming Interface) และรูปแบบที่สองคือการตั้งค่าสร้างรายงาน (print out) ไปไว้ที่คลาวด์แบบอัตโนมัติ เพื่อให้แพลตฟอร์ม Acamp เรียกข้อมูลจากคลาวด์ไปใช้คำนวณค่า CFO ขององค์กรต่อได้โดยอัตโนมัติ “ส่วนที่สามจะเป็นข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการคำนวณค่า CFO แต่ไม่ได้มีบันทึกไว้ในระบบทั้งสอง ผู้ประกอบการสามารถกรอกข้อมูลเข้าสู่ Acamp โดยตรงผ่านหน้าเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างข้อมูล เช่น ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งสินค้า ปริมาณเชื้อเพลิงในการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต”     หลังจากนำเข้าข้อมูลที่จำเป็นต่อการคำนวณค่า CFO เข้าสู่ระบบทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว Acamp จะคำนวณข้อมูล CFO ขององค์กรให้โดยอัตโนมัติ ดร.อัมพร อธิบายว่า ในการเริ่มต้นใช้งานระบบ Acamp ครั้งแรก จะมีทีมที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและระบบโรงงานที่ผ่านการอบรมโดยเนคเทค สวทช. (ปัจจุบันมีมากกว่า 70 คน) เข้าช่วยตั้งค่าระบบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และวางแผนการคำนวณค่า CFO ของโรงงานให้ตรงตาม GHG Protocol ให้ก่อน (เช่น การจำแนกการปล่อยคาร์บอนตามขอบเขต (scope) ที่ต้องใช้ในการรายงานผล, การเลือกค่า EF ที่เหมาะสมมาใช้คำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนของแต่ละวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์​ หรือกิจกรรม) ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ​ 2-3 สัปดาห์ในการวางระบบ หลังจากที่ปรึกษาช่วยวางระบบทั้งหมดให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว Acamp จะคำนวณค่า CFO จากข้อมูลหลักทั้ง 3 ส่วนให้อัตโนมัติและติดตามผลแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลข้อมูลการคำนวณในรูปแบบแดชบอร์ดที่เข้าใจง่าย ทำให้สะดวกต่อการรายงานค่า CFO และการนำข้อมูลไปใช้วางแผนปรับปรุงการทำงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน “นอกจากความสะดวกที่กล่าวถึงข้างต้น Acamp ยังเป็นระบบ adaptive หรือปรับแต่งสูตรการคำนวณให้สอดคล้องกับค่า EF ที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กำหนด ณ ขณะนั้นได้โดยอัตโนมัติ ทำให้การคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์เป็นไปตามค่า EF ที่อัปเดตเสมอ อีกจุดเด่นที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดเก็บ วิเคราะห์ และคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของ Acamp เป็นไปตาม ISO 14064-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลไปใช้ยื่นเพื่อการทำการค้ากับต่างประเทศได้ทันที”   จาก CFO สู่ Net Zero Emission ดร.อัมพร อธิบายว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้ประกอบการจากบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจัดทำค่า CFO เพื่อนำไปคำนวณค่า CFP เพื่อใช้ยื่นเป็นข้อมูลประกอบเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศที่มีมาตรการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนแล้ว เช่น สหภาพยุโรป (EU) มีมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน’ เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูง (carbon intensive products) ก่อน ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าจะมีอีกหลายประเทศที่ใช้มาตรการลักษณะนี้เช่นกัน “สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายในประเทศ​ รวมไปถึงภาคบริการ การจัดทำข้อมูลค่า CFO และ CFP จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สินค้าและบริการที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม​ นอกจากนี้หากในอนาคตประเทศไทยมีการออกมาตรการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนรายบุคคลดังที่มีผลบังคับใช้แล้วในสวีเดน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น สินค้าและบริการที่ระบุค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ได้และมีค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำก็จะยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย (กรณีที่เลือกใช้สินค้าและบริการที่ไม่ระบุค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ ผู้บริโภคจะต้องเสียค่าภาษีคาร์บอนในอัตราที่รัฐบาลของประเทศนั้นกำหนด)”     นอกจากค่า CFO และ CFP จะเป็นประโยชน์ต่อการรับมือมาตรการภาษีทั้งระดับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาแล้ว การที่ผู้ประกอบการทราบถึงค่า CFO และ CFP ของสินค้าและบริการ ยังส่งผลดีต่อการลดต้นทุนการผลิตในภาพรวม และลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย ดร.อัมพร อธิบายทิ้งท้ายว่า เป้าหมายปลายทางของทีมวิจัยในการพัฒนา Acamp คือ การทำให้ผู้ประกอบการตระหนักรู้ถึงค่า CFO และ CFP ของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การประเมินความเป็นไปได้ในการลดการปล่อยคาร์บอนในแต่ละกิจกรรมขององค์กร โดยอาจเริ่มต้นจากจุดที่แก้ไขได้ง่าย เช่น การปรับอุณหภูมิตู้แช่วัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยไม่ใช้อุณหภูมิระดับต่ำเกินความจำเป็น เพื่อลดการใช้พลังงานและยืดอายุตู้แช่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดการปล่อยคาร์บอนทั้งทางตรงและทางอ้อม และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนจะร่วมกับทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแขนงต่าง ๆ พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อมุ่งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emissions) ต่อไป ปัจจุบันทีมวิจัยเปิดให้บริการเทคโนโลยี Acamp และ ZCARBON ผ่าน IDA Platform ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนำร่องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/ โดยในปี 2568 นี้ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) สวทช. มีแผนที่จะจัดแคมเปญเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่าน IDA Platform ทั้งผ่านการให้คำปรึกษา การสนับสนุนเทคโนโลยี รวมถึงการช่วยเชื่อมต่อกับแหล่งเงินทุน และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจในเทคโนโลยี Acamp และ ZCARBON สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งสองได้ที่ DTIRT อีเมล iiarg-dti@nectec.or.th, Line @DTIRT เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Gunther-Janine นวัตกรรมเฝ้าระวังการหกล้มและการเคลื่อนไหวผิดท่าสำหรับผู้สูงวัย
  เมื่อผู้สูงวัยอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมถอย การทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม การลุกนั่งผิดวิธี การก้มยกของซํ้า ๆ การบิดเอี้ยวตัวขณะยกของหนัก อาจทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ และเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงวัยมีภาวะกระดูกหัก บางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขพบว่า การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสอง รองจากอุบัติเหตุจากการขนส่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “Gunther-Janine (กันเธอร์ ไอเอ็มยู-เจณีน) อุปกรณ์และแอปพลิเคชันแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวผิดท่าและการพลัดตกหกล้ม” ซึ่งใช้งานง่ายและแม่นยำ เพื่อช่วยลดอัตราการบาดเจ็บในกลุ่มผู้สูงอายุ   [caption id="attachment_67269" align="aligncenter" width="750"] ดร.เปริน วันแอเลาะ ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.เปริน วันแอเลาะ ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า “Gunther IMU” เป็นอุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดแบบสวมใส่ ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้พัฒนาระบบช่วยเฝ้าระวังท่าทาง การเคลื่อนไหวที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการหกล้ม โดยอุปกรณ์ออกแบบให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สามารถติดตั้งร่วมกับชุดที่มีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์ได้ จุดที่ติดอุปกรณ์คือบริเวณด้านหลังระหว่างกระดูกสะบักซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้แม่นยำ และไม่กีดขวางการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน จึงทำให้สวมใส่ได้สะดวกสบายตลอดวัน   [caption id="attachment_67268" align="aligncenter" width="750"] Gunther IMU อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดแบบสวมใส่[/caption] [caption id="attachment_67270" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์เซนเซอร์ Gunther IMU[/caption]   “หลักการทำงานของ Gunther IMU คือ เซนเซอร์จะทำหน้าที่ตรวจวัดความเร็วเชิงมุม ความเร่งในแต่ละแกน และองศาการเคลื่อนไหวของร่างกาย จากนั้นจึงประมวลผลโดยส่งต่อข้อมูลไปเปรียบเทียบกับข้อมูลท่าทางที่ถูกต้อง ซึ่งระบบใช้ AI ในการเรียนรู้ท่าทางและการเคลื่อนไหว ดังนั้นหากอุปกรณ์ตรวจพบท่าทางที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือหกล้ม อุปกรณ์จะแจ้งเตือนด้วยการสั่นแบบนุ่มนวลโดยอัตโนมัติเพื่อให้ผู้ใช้งานปรับเปลี่ยนท่าทางให้ถูกต้องทันที เช่น ปกติเวลานั่งดูทีวีหรือดูโทรศัพท์ไปสักพัก ไหล่จะห่องุ้มไปด้านหน้า และหลังส่วนบนจะเริ่มโค้งงอมากกว่าปกติ ซึ่งการนั่งหลังค่อมติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนหดสั้นและตึงตัว ขณะที่บางส่วนยืดยาวและอ่อนแรง โครงสร้างร่างกายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดตามมา ดังนั้นหากอุปกรณ์ตรวจพบว่า ผู้ใช้งานเริ่มนั่งหลังงอก็จะสั่นแจ้งเตือนทันที”   [caption id="attachment_67272" align="aligncenter" width="750"] แอปพลิเคชัน Janine[/caption]   Gunther IMU ทำงานเชื่อมต่อกับ “แอปพลิเคชัน Janine” ซึ่งทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการใช้งานและแสดงผลการวิเคราะห์ท่าทางและการเคลื่อนไหวให้ดูแบบเรียลไทม์ ช่วยเฝ้าระวังการทำท่าทางที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ที่สำคัญหากผู้ใช้งานพลัดตกหกล้ม แอปพลิเคชันจะแจ้งเตือนและติดต่อไปยังผู้ดูแลอีกด้วย   [caption id="attachment_67273" align="aligncenter" width="400"] แอปพลิเคชัน Janine[/caption]   ดร.เปริน กล่าวว่า Gunther IMU ตรวจจับการหกล้มจากองศาการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลง มีความเร็วเชิงมุม ความเร่ง หรือแรงกระแทกสูงถึงเกณฑ์ที่กำหนด อุปกรณ์จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันของผู้ใช้งาน เพื่อถามถึงการขอความช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ใช้งานล้มและยังพอรู้สึกตัวก็สามารถกดปุ่มเพื่อขอความช่วยเหลือด้วยตนเอง แต่หากผู้ใช้งานล้มลงและไม่พบสัญญาณการเคลื่อนไหวภายในเวลาที่กำหนด แอปพลิเคชันจะแจ้งเตือนผู้ดูแล เพื่อให้รีบเข้ามาตรวจสอบช่วยเหลือได้ทันการณ์ “แอปพลิเคชัน Janine ยังมีฟีเจอร์การประเมินความเสี่ยงต่อการล้ม คือ Timed Up and Go Test เป็นแบบทดสอบที่อ้างอิงมาตรฐานทางคลินิก วิธีการคือให้ผู้ใช้งานลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วปกติในระยะทาง 3 เมตร จากนั้นหมุนตัวและเดินกลับมานั่งที่เดิม ซึ่งแอปพลิเคชันจะจับเวลาในการทำกิจกรรมและเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากล หากผู้ถูกทดสอบที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ใช้เวลาในการทำกิจกรรมมากกว่า 13.5 วินาที บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้มมากกว่าคนปกติ จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง หรือผู้ดูแลต้องเริ่มเฝ้าระวังมากขึ้น”   [caption id="attachment_67271" align="aligncenter" width="400"] แอปพลิเคชัน Janine[/caption] [caption id="attachment_67274" align="aligncenter" width="400"] แอปพลิเคชัน Janine[/caption] [caption id="attachment_67275" align="aligncenter" width="400"] แอปพลิเคชัน Janine[/caption]   ปัจจุบัน Gunther-Janine ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และอยู่ระหว่างทดสอบใช้งานจริงในอาสาสมัครเพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้งาน ดร.เปริน กล่าวว่า จุดเด่นของ Gunther-Janine คือ เป็นอุปกรณ์แจ้งเตือนเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการหกล้มตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งหากเกิดเหตุหกล้มก็แจ้งเตือนได้ทันที ที่สำคัญต้นทุนอยู่ในราคาหลักพันเท่านั้น ซึ่งเป็นความตั้งใจของทีมวิจัยที่อยากให้อุปกรณ์มีราคาจับต้องได้ เข้าถึงได้ง่ายสำหรับประชาชน โดยในอนาคตทีมวิจัยมีแผนขยายผลการใช้งานสู่วัยทำงานที่กำลังเผชิญปัญหาออฟฟิศซินโดรม และขณะนี้ได้เริ่มทดลองใช้งานในอาสาสมัครกลุ่มคนทำงาน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ท่าทางให้ถูกต้องตามสรีระร่างกายมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นได้รับผลตอบรับที่ดี “ทีมวิจัยมุ่งหวังว่า Gunther-Janine จะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานและทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงและการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวผิดท่าและพลัดตกหกล้ม ขณะที่ครอบครัวก็อุ่นใจหากผู้สูงวัยต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง” สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรม Gunther-Janine ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเปริน วันแอเลาะ โทรศัพท์ 0 2564 6500 หรืออีเมล GuntherIMU@mtec.or.th     เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
นาโนเทค สวทช. ใช้ AI พัฒนาเครื่องตรวจชนิดไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ
  ไมโครพลาสติกกำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามต่อสุขภาวะของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไม่รู้ตัว เพราะพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรเหล่านี้ สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการสูดดมอนุภาคในอากาศ ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า มนุษย์อาจบริโภคไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ อีกทั้งล่าสุดผลวิจัยหลายชิ้นตรวจพบ “ไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” ปริมาณมาก ทั้งในอุจจาระ เลือด เนื้อเยื่อสมอง หรือแม้แต่รกเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ ทั่วโลกต่างพยายามเร่งศึกษาวิจัยไมโครพลาสติกอย่างจริงจัง เช่น การจำแนกชนิดไมโครพลาสติกเพื่อหาทางลดปริมาณการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ซึ่งมีขนาดเล็ก พกพาได้ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)  ในการประมวลผล เพื่อให้ได้ผลตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว   [caption id="attachment_66889" align="aligncenter" width="700"] ดร.อัศวพงษ์ ทรัพย์พัฒน์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.อัศวพงษ์ ทรัพย์พัฒน์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า “ไมโครพลาสติก” เกิดจากเม็ดพลาสติกตั้งต้น (primary microplastics) เช่น เม็ดบีดส์ที่ใช้ในการผลิตและสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (polyethylene: PE), พอลิโพรพิลีน (polypropylene: PP), พอลิสไตรีน (polystyrene: PS) หรือเกิดจากการย่อยสลายของขยะพลาสติกที่ถูกทับถมเป็นเวลานาน และมีการปนเปื้อนสะสมอยู่ในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทำให้สัตว์น้ำกินเข้าไปและเกิดการส่งต่อในห่วงโซ่อาหาร ปัจจุบันการศึกษาเรื่องไมโครพลาสติกยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากวิธีวิเคราะห์ชนิดไมโครพลาสติกต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ เช่น Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) ที่ต้องติดตั้งในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ที่สำคัญต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพงหลายล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์สูงถึง 1,000 บาทต่อตัวอย่าง “ทีมวิจัยนาโนเทคนำทีมโดย ดร.จันทร์เพ็ญ ครุวรรณ์ หัวหน้าโครงการ ได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ มีขนาดเล็ก พกพาง่าย วิธีการใช้งานเพียงนำตัวอย่างไมโครพลาสติกมาย้อมสีด้วย “สีย้อมฟลูออเรสเซนต์-กราฟีนแบบใหม่” ซึ่งสามารถย้อมไมโครพลาสติกและช่วยให้ติดสีมากขึ้นถึง 4 เท่า จากนั้นนำเข้าเครื่องวัดฯ แสงยูวีจะกระตุ้นไมโครพลาสติกให้เกิดการเรืองแสงเป็นเฉดสีตามชนิดพลาสติก เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดมีความเป็นขั้วต่างกัน (polarity) ทำให้เห็นสีย้อมต่างกันจึงใช้สีระบุชนิดไมโครพลาสติกได้”   [caption id="attachment_66886" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกชนิด PE, PET, PS และ PVC[/caption] [caption id="attachment_66885" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกชนิด PE, PET, PS และ PVC ที่ผ่านการย้อมสีแล้ว[/caption]   สำหรับขั้นตอนการวิเคราะห์ผล ทีมวิจัยนำเทคโนโลยีแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) มาสร้างการเรียนรู้ในการจำแนกภาพ (image classification) อัตโนมัติ ทำให้เครื่องวัดฯ ระบุชนิดและปริมาณของไมโครพลาสติกได้อย่างแม่นยำ เช่น พลาสติกชนิด PE, PP, PET, PS และ PVC และที่สำคัญใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 นาที   [caption id="attachment_66884" align="aligncenter" width="700"] เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ[/caption] [caption id="attachment_66883" align="aligncenter" width="700"] เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ[/caption]   นักวิจัยนาโนเทค สวทช. กล่าวว่า จุดเด่นของเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ คือ มีขนาดเล็ก เหมาะต่อการตรวจวัดเชิงรุกในพื้นที่ ทำให้ทราบถึงแหล่งขยะพลาสติกที่เป็นต้นตอของไมโครพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือเป็นเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ได้เองในประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งแหล่งน้ำจืด น้ำทะเล และน้ำกร่อย “เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำที่พกพาได้สะดวก ตรวจง่าย และมีต้นทุนต่ำ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจตัวอย่างได้เพิ่มขึ้นและรวดเร็ว ทำให้ทราบว่าไมโครพลาสติกที่พบในแต่ละพื้นที่มีต้นตอมาจากพลาสติกชนิดไหน เช่น ขวดน้ำที่ทำจากพลาสติก PET แก้วน้ำที่ทำจากพลาสติก PP หรือ PS ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนลดปริมาณขยะพลาสติกที่เป็นสาเหตุของการเกิดไมโครพลาสติกได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพน้ำ รวมถึงลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตได้อย่างยั่งยืน”     ปัจจุบันนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำได้ยื่นจดสิทธิบัตร และนำไปสาธิตใช้งานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเปิดให้ผู้สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ หรือใช้ในกระบวนการควบคุมปริมาณไมโครพลาสติกในพื้นที่ต่าง ๆ   [caption id="attachment_66888" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการลงพื้นที่[/caption] [caption id="attachment_66887" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกจากตัวอย่างน้ำทะเล จ.ภูเก็ต[/caption]   ผู้ที่สนใจสามารถติดตามนวัตกรรม เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ได้ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายในงานยังมีงานสัมมนาวิชาการที่น่าสนใจถึง 40 หัวข้อ และมีนิทรรศการที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 100 บูท ดูรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ www.nstda.or.th/nac/  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2564 8000 เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. อินโฟกราฟิกโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เกษตรกรยโสธรปลูก ‘ถั่วเขียว KUML’ พลิกนาทิ้งว่าง สร้าง ‘รายได้หลักหมื่น’
  ‘จังหวัดยโสธร’ คือหนึ่งใน 5 จังหวัด ที่มีพื้นที่อยู่ใน ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ ดินแดนที่เลื่องชื่อเรื่องร้อนแล้ง แต่กลับเป็นแหล่งผลิต ‘ข้าวหอมมะลิ’ ที่ดีที่สุดของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีอาชีพหลักคือ ‘การทำนา’ โดยเฉพาะ ‘นาอินทรีย์’ ซึ่งเดิมทีหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวแล้ว หากไม่ปล่อยที่นาว่างไว้ เกษตรกรมักจะปลูกพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วพร้า และปอเทือง เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน แต่ในระยะหลังการปลูกพืชตระกูลถั่วเริ่มลดลง เพราะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และภาคเอกชน โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนิน “โครงการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต” เพื่อสนับสนุนเกษตรกรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา ผ่านการทำงานเชื่อมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด ทั้งสิ้น 32 จังหวัด ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายส่งเสริมเรื่องการปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชหลังนา โดยโครงการปักธงนำร่องที่ ‘จังหวัดยโสธร’ ซึ่งสอดคล้องนโยบายขับเคลื่อน “ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน” อีกทั้งยังมีการบรรจุถั่วเขียวเป็น 1 ใน 10 ชนิดสินค้าสำคัญของจังหวัด   ‘ถั่วเขียว KUML’ พืชหลังนาอินทรีย์ตามมาตรฐาน EU ปัจจุบันการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) ได้เพิ่มข้อกำหนดใหม่ที่ใช้ในปี 2567 ได้ระบุไว้ว่า “การปลูกพืชล้มลุกต้องมีการปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชตระกูลถั่วในแต่ละปี ส่วนพืชยืนต้นและการปลูกพืชในโรงเรือน ต้องปลูกพืชสดระยะสั้นและพืชตระกูลถั่ว รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายของพืช (For annual crop, multiannual crop rotation is required with leguminous crops. For perennial crop and greenhouses, shot-term green manure crop and legume as well as the use of plant diversity is required)” โดยให้กลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ต้องปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในสัดส่วน 5% ของพื้นที่เพาะปลูก ‘ถั่วเขียว KUML’ จึงถูกจับตาในฐานะ ‘พืชหลังนาที่มีความสำคัญ’ สำหรับใช้บำรุงดินและสร้างรายได้เพิ่ม ทำให้เกษตรกรมีความสนใจที่จะรับความรู้และเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวแบบครบวงจรให้ได้คุณภาพ รวมถึงผลิตและจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไว้ใช้เอง เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด และยังสามารถบำรุงดิน ได้รายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิต และลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวสายพันธุ์ดี ที่ตลาดมีความต้องการสูง เกิดความยั่งยืนในการผลิตทั้งระบบ   [caption id="attachment_66845" align="aligncenter" width="700"] กฤษณ์ เสาประธาน ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด จังหวัดยโสธร[/caption]   กฤษณ์ เสาประธาน ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เล่าว่า สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาฯ มีสมาชิกมากกว่า 170 ครอบครัว สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวอินทรีย์ และมีพื้นที่ทำนามากถึง 2,000 ไร่ ผลผลิตข้าวของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล 2 มาตรฐาน คือ IFOAM และ EU “ตามมาตรฐานของ EU หลังทำนาเสร็จ เกษตรกรต้องไถกลบตอซัง ห้ามเผา และต้องปลูกพืชตระกูลถั่ว 5% ของพื้นที่การทำนา ที่ผ่านมาเกษตรกรจะปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว โดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าในท้องถิ่น แต่มักมีปัญหาถั่วหินปน ได้ผลผลิตน้อย เมล็ดเล็ก เวลาขายก็ได้ราคาต่ำ พอ สวทช. เข้ามาส่งเสริมการปลูกถั่วเขียว KUML ซึ่งเป็นถั่วเขียวสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรค สหกรณ์ฯ จึงสนใจ เพราะนอกจากตอบโจทย์มาตรฐาน EU แล้ว ยังช่วยให้เกษตรมีรายได้เสริมหลังการทำนา ดีกว่าปล่อยที่นาว่างไว้เฉย ๆ”     สวทช. ไม่เพียงสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML แต่ยังลงพื้นที่ร่วมกับ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อจัดทำสื่อที่เข้าใจง่าย เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย และอบรมการปลูกถั่วเขียว KUML แบบครบวงจรให้แก่เกษตรกร “แต่ก่อน เราไม่มีความรู้เรื่องการปลูกถั่วเขียว ก็หว่าน แล้วก็ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ รอเก็บเกี่ยว แต่ครั้งนี้ทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาอบรมให้ความรู้ว่าการปลูกถั่วเขียวต้องทำอย่างไร อาจารย์ประกิจ สมท่า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผู้พัฒนาพันธุ์ถั่วเขียว KUML ช่วยแนะนำวิธีการตั้งแต่การเตรียมดิน ดูว่าดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอไหม ก่อนปลูกก็ให้นำเมล็ดถั่วไปคลุกไรโซเบียมก่อน ซึ่งจะช่วยให้ถั่วเขียวต้านทานโรค รากจะมีปม หาอาหารได้เก่งขึ้น ต้นถั่วเขียวแข็งแรงขึ้น ระหว่างปลูกก็ต้องเดินสำรวจโรคแมลงและดึงวัชพืชทิ้ง ที่สำคัญยังสอนการคัดเมล็ดพันธุ์สำหรับเก็บไว้ใช้ปลูกต่อในปีถัดไป”   ถั่วเขียว KUML ฝักใหญ่ น้ำหนักดี มีตลาดรองรับ การขาดแคลน ‘เมล็ดพันธุ์ดี’ ที่ให้ผลผลิตคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรง คือ สาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วลดลง แต่เมื่อพวกเขาได้ทดลองปลูกถั่วเขียว KUML แล้ว เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยกนิ้วการันตีว่าผลผลิตคุณภาพดีและอยากปลูกเพิ่ม   [caption id="attachment_66847" align="aligncenter" width="700"] มณี แสงแก้ว เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด[/caption]   ลุงมณี แสงแก้ว เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด เล่าว่า เริ่มปลูกถั่วเขียว KUML มาได้ 2 ปีแล้ว ข้อดีคือเมล็ดใหญ่กว่าพันธุ์พื้นบ้าน ฝักยาว ได้ผลผลิตเยอะ พอถั่วเขียวเมล็ดใหญ่ขึ้น ทำให้น้ำหนักดี ถึงปลูกน้อยแต่ก็ขายได้น้ำหนักเยอะ ที่สำคัญคือเติบโตสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวง่ายขึ้น เพราะสุกไล่เลี่ยกัน ปลูกแล้วจะขายใคร ? คือโจทย์ใหญ่ของเกษตร แต่สำหรับถั่วเขียว KUML เกษตรกรแทบไม่ต้องกังวล เพราะ สวทช. ใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมตลาดรับซื้อ พร้อมกำหนดมาตรฐานและราคาถั่วเขียว KUML จูงใจไว้ตั้งแต่ต้นทาง     กฤษณ์ เล่าว่า สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด เปิดรับซื้อถั่วเขียว KUML ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นถั่วเขียวพันธุ์ KUML ที่ปลูกในแปลงที่ได้รับรองมาตรฐาน EU หรือ I-FOAM ถึงจะได้ราคานี้ แต่หากเป็นแปลงนาที่ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อื่น ๆ เช่น PGS จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 35 บาท สาเหตุที่รับซื้อถั่วเขียวได้ราคาดี เพราะเรามีลูกค้าที่รอซื้ออยู่แล้ว โดยผลผลิตถั่วเขียวที่รับซื้อมาจะนำมาตากแดดและนำเข้าเครื่องร่อนเพื่อคัดแยกเมล็ดที่มีคุณภาพ ก่อนบรรจุถุงสุญญากาศเพื่อส่งขายให้กลุ่มลูกค้าที่กินเจและอาหารสุขภาพในกรุงเทพฯ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการผลผลิตอีกมาก     “ปีที่แล้วมีสมาชิกเริ่มปลูกแล้วนำมาขาย ทำให้มีรายได้เพิ่ม บางคนขายได้เงิน 20,000 บาท หรือ 30,000 บาท จากปกติไม่ได้มีรายได้หลังการทำนาเลย พอเกษตรกรท่านอื่นเห็นว่าปลูกแล้วมีรายได้จริง ก็เริ่มปลูกกันมากขึ้น ซึ่งในปี 2568 นี้ มีจำนวนสมาชิกสหกรณ์ฯ หันมาปลูกถั่วเขียวรวม 80% เกษตรกรที่เหลือบางคนแม้จะอยากปลูก แต่ด้วยสภาพดินที่ไม่พร้อม บางแปลงเป็นดินเหนียว ทำให้ปลูกไม่ได้” “ปลูกถั่วเขียว KUML ดีตรงที่มั่นใจว่าขายได้” ลุงมณีกล่าวเสริมและเล่าว่า แต่ก่อนนี้ปลูกแล้วก็ต้องรอว่าจะขายใคร ไม่ที่ขาย กินเองบ้าง ขายคนในชุมชนบ้าง แต่ตอนนี้เก็บผลผลิตเสร็จส่งขายสหกรณ์ฯ ได้เลย “ถ้าอยากมีรายได้เพิ่มหลังการทำนาก็ต้องมาปลูกถั่วเขียว KUML เพราะมีแหล่งรับซื้อรออยู่แล้ว ขายง่าย และได้เงินง่ายด้วย” ลุงมณีกล่าวย้ำด้วยความมั่นใจพร้อมรอยยิ้ม   ถั่วเขียว KUML พืชมหัศจรรย์ปรุงดินดี มีรายได้ยั่งยืน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา ตำบลดงมะไฟ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นหนึ่งในพื้นที่การส่งเสริมการปลูกถั่วเขียว KUML   [caption id="attachment_66846" align="aligncenter" width="700"] ลัดดา พันธ์ศรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา จ.ยโสธร[/caption]   ลัดดา พันธ์ศรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา จ.ยโสธร เล่าว่า กลุ่มของเรามีสมาชิกทั้งหมด 138 ราย ผลิตข้าวอินทรีย์ได้รับรองมาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU) และ มาตรฐานระบบอินทรีย์แคนาดา (COR) ซึ่งสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดของการทำข้าวอินทรีย์ คือ ‘การบำรุงดินหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว’ “แต่ก่อนนี้หลังทำนา เราปลูกถั่วพร้าและปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน ไม่ได้เสริมสร้างรายได้ กระทั่ง ปี 2567 ได้รู้จักกับ สวทช. ผ่านการแนะนำของบ้านต้นข้าวออร์แกนิก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นเครือข่ายกัน ทำให้ได้เริ่มปลูกถั่วเขียว KUML ข้อดีของถั่วเขียว KUML คือ สุกพร้อมกัน แล้วก็ฝักใหญ่ เมล็ดใหญ่ เวลาเก็บน้ำหนักจะเยอะ ที่สำคัญคือถั่วเขียวเป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยบำรุงดินให้กับต้นข้าวในฤดูกาลทำนา ดินจะร่วนซุยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เมล็ดข้าวที่ได้จะโต หุงแล้วหอม นิ่ม อร่อย เพราะเราไม่ใช้สารเคมีในการผลิตข้าวเลย”   การปลูกถั่วเขียว KUML 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ซึ่งหลังจากหว่านและปั่นกลบแล้ว ระหว่างปลูกหากเจอโรคและแมลงศัตรูพืช หรือแปลงถั่วเขียวมีปัญหา เจ้าหน้าที่ทั้งจาก สวทช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรจังหวัดยังคอยเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำแนะนำและแก้ปัญหา “พอถั่วเขียวเริ่มงอก เราก็ต้องหมั่นดูในแปลงว่ามีโรคและแมลงหรือไม่ เช่น ถ้าเจอเพลี้ยอ่อน ก็จะแจ้งเข้าไปในไลน์กลุ่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดจะคอยดูว่าแปลงถั่วเขียวของสมาชิกท่านใดมีปัญหาบ้าง จากนั้นจะเข้ามาช่วยดูและให้คำแนะนำ เช่น การใช้ชีวภัณฑ์ หรือน้ำหมักชีวภาพ แต่ที่ปลูกมาสมาชิกยังไม่พบปัญหารุนแรงถึงขั้นที่สร้างความเสียหายจนไม่ได้ผลผลิต”     ทุกวันนี้ถั่วเขียว KUML นอกจากเป็นพืชบำรุงดินชั้นดี ยังเป็นถั่วมหัศจรรย์ที่สร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตาอย่างมาก ลัดดา กล่าวว่า ปีที่แล้วปลูกถั่วเขียว KUML จำนวน 5 ไร่ ได้ผลผลิตถั่วเขียวประมาณ 700 กิโลกรัม เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ 60 กิโลกรัม ที่เหลือขายให้บ้านต้นข้าวออร์แกนิกทั้งหมดในราคากิโลกรัมละ 35 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มประมาณ 20,000 บาท ซึ่งทางต้นข้าวออร์แกนิกจะส่งให้บริษัทข้าวดินดี ที่ทาง สวทช. ได้เชื่อมเป็นตลาดรับซื้อผลผลิตถั่วเขียว KUML ไว้ตั้งแต่แรก แต่หากเราสามารถทำความสะอาดและคัดเมล็ดถั่วเขียวคุณภาพส่งขายบริษัทโดยตรงจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท “ปลูกถั่วเขียว KUML มีที่ขายแน่นอน เพราะตลาดยุโรป อเมริกา ยังต้องการผลผลิตอีกมาก ที่สำคัญจังหวัดยโสธรก็มีตลาดรองรับถั่วเขียวเพิ่มขึ้นมาก เรียกว่าเป็นพืชที่จะสร้างรายได้อย่างเป็นมรรคเป็นผลเลย” ถั่วเขียว KUML ที่กำลังออกฝักเต็มผืนนาไม่เพียงเป็นพืชฟื้นฟูดินที่ช่วยขับเคลื่อน ‘ยโสธรสู่เมืองเกษตรอินทรีย์’ แต่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ให้ ‘เกษตรกรทุ่งกุลาม่วนซื่น อยู่ดี มีแฮง’ เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น