หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กนอ. ผนึกกำลัง สวทช. นำวิทย์-เทคฯ-นวัตกรรม ‘ติดปีก’ ในนิคมฯ ทั่วประเทศ ดัน AI-Automation ยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยสู่ Smart Factory อย่างยั่งยืน
 (24 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องประชุม A20-1 ชั้น 20 อาคาร A การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย–กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) การพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตมีความก้าวหน้าและทันสมัยอย่างมาก มีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation System) หุ่นยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดต้นทุนการผลิต. กนอ. ในฐานะผู้กำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานกว่า 5,700 แห่ง จึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยมุ่งสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง SMEs กับผู้ประกอบการรายใหญ่ (MNC) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป นอกจากนี้ นายสุเมธ ยังได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ IEAT Academy หรือสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม. โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep Skill) เพื่อให้แรงงานก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม และทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างสถาบันพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.กล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานวิจัยระดับชาติกับหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการใช้ “พลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม" เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับความท้าทายจาก Technology Disruption และแรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก “การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไป ‘ติดปีก’ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านสู่ ‘อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’ (Innovation-Driven Industry) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ยังระบุถึงแนวทางการดำเนินงานว่า สวทช. มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานวิจัย บุคลากร และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ ที่จะร่วมกับ กนอ. ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยในระยะเริ่มต้นจะปูพรมกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกและการจับคู่ธุรกิจใน 4 นิคมอุตสาหกรรมนำร่อง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง, นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อภาคอุตสาหกรรมไทย        
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม หลักสูตร การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 9
= เปิดรับสมัครด่วน รุ่นที่ 9 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญเข้าร่วมฝึกอบรม หลักสูตร การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 9 ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้? (Key Highlights) ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดและสร้างสรรค์ ตั้งแต่การกำหนดทิศทางและแนวคิด (Direction Concept) ไปจนถึงการนำเสนอและสร้างสื่อวิดีโอให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้การนำเสนอในรูปแบบ Infographic ด้วย Canva Pro ซึ่งเป็นโปรแกรมยอดนิยม เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีคุณภาพและทันสมัย ด้วยเครื่องมือออนไลน์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การสร้างวิดีโอของคุณเป็นเรื่องง่ายและมีความเป็นมืออาชีพ รุ่นที่ 9 : วันที่ 9-10 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ ลงทะเบียนและดูตัวอย่างผลงานผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นที่ผ่านมาได้ที่ www.career4future.com/vinfo (รับจำนวนจำกัด 30 ท่าน) โปรโมชั่นสุดพิเศษ มาเป็นคู่ ถูกกว่า! รับส่วนลดทันที 10% สำหรับการสมัครตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน ค่าลงทะเบียน: 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ: 9,252.34 บาท (หมายเหตุ: ราคานี้รวมอาหารว่างและอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณใหม่ โทร. 085-289-2669 | LINE ID: maiys19
ปฏิทินกิจกรรม
 
‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ
  ‘พืชผักและสมุนไพร’ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก โดยการค้าปลีกผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 8 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปี 2567 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโตขึ้นถึง 63,000 ล้านบาท หากแต่ว่าเมื่อเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเฉพาะสารสกัดสมุนไพรในช่วงปี 2562-2566 กลับพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าส่งออกถึง 10 เท่า ด้านพืชผักไทยในตลาดโลก พบว่า ประเทศไทยผลิตและส่งออกพืชผักปริมาณมากไปยังหลายประเทศ โดยในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกราว 9,300 ล้านบาท แต่ในปี 2565 กลับมีมูลค่าการส่งออกลดลงมากกว่า 50% โดยเหลือเพียง 3,795 ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันหากเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกพืชผักในช่วงปี 2562-2566 พบว่า มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออกถึง 7 เท่า   [caption id="attachment_80917" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์[/caption]   ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวน้าทีมวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกพืชผักสมุนไพรจะพบว่ายังมีโอกาสที่ประเทศไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่มาก โดยภาพรวม 5 ปี ไทยนำเข้าสารสกัดสมุนไพรถึง 22,782 ล้านบาท แต่มีการส่งออกเพียง 1,938 ล้านบาท ดังนั้นเป็นช่องว่างการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อลดการนำเข้าหรือส่งออก ด้านการส่งออกพืชผักที่พบว่ามีมูลค่าลดลงอย่างมาก ซึ่งอุปสรรคสำคัญคือการตรวจพบสารเคมีตกค้าง จุลินทรีย์ปนเปื้อน การขาดแรงงานภาคการเกษตร รวมถึงความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพิ่มผลผลิต “การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งต้นทุน แรงงาน โรคระบาด และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การหันมาทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ โดยใช้ ‘เทคโนโลยีสมัยใหม่’ คือทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรให้มีมูลค่าสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่านับล้านล้านบาท !”   [caption id="attachment_80924" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]   ด้วยเหตุนี้ สวทช. จึงเร่งดำเนิน ‘โครงการการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ มุ่งวิจัยพัฒนาและสร้างแพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จากศูนย์วิจัยแห่งชาติที่พร้อมถ่ายทอด ให้บริการและคำปรึกษาแบบ one stop service เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปลูกพืชผักสมุนไพรแบบแม่นยำที่ให้สารสำคัญสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก   ปลายทางยั่งยืนได้ ‘พันธุ์พืชต้องดี’ เทคโนโลยีเสริมแกร่งต้นน้ำ           ‘แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่มุ่งส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมพืชผักและสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ เพื่อปูทางให้ปลายน้ำเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง   [caption id="attachment_80923" align="aligncenter" width="750"] เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสร้างต้นพันธุ์ปลอดโรค[/caption]   ดร.ประเดิมกล่าวว่า การทำเกษตรแม่นยำ อันดับแรกต้องมี ‘พันธุ์พืชที่ดี’ โดย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาและทดสอบสายพันธุ์พืชผักสมุนไพร ซึ่งมีทั้ง ‘การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’ เพื่อสร้าง ‘ต้นพันธุ์ปลอดโรค’ เนื่องจากพืชบางชนิดติดเชื้อโรคมาตั้งแต่เกิด เช่น พืชตระกูลขมิ้น ขิง ไพล จะมีเชื้อโรคเน่า เวลานำแง่งไปปลูกต่อก็จะนำเชื้อไปแพร่ทันที ฉะนั้นผลผลิตจะตกต่ำตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชุดตรวจโรค และการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโลกเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม “สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ คือ Greenhouse Phenomic หรือเทคโนโลยีการประเมินสรีรวิทยาและรูปลักษณ์ขั้นสูงของพืช ในโรงเรือนจะมีกล้องขนาดใหญ่สำหรับถ่ายภาพพืชได้ทั้งต้น ตั้งแต่ส่วนเหนือดิน รากและหัวใต้ดินของพืช โดยไม่ทำลายต้น ข้อมูลที่ได้จะบอกถึงการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ขนาดพื้นที่ใบ รวมทั้งยังสามารถบอกปริมาณสารสำคัญ ธาตุอาหาร ซึ่งข้อมูลทางด้านสรีรวิทยาและชีววิทยาเหล่านี้จะช่วยในการคัดเลือกพันธุ์พืชที่มีศักยภาพ เช่น ให้ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง ธาตุอาหารสูง หรือทนต่อสภาพแวดล้อมที่จำกัด นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังถูกส่งต่อให้ AI เรียนรู้ เพื่อออกแบบกระบวนการเพาะปลูกที่ได้สารสำคัญตามที่ต้องการ”   [caption id="attachment_80920" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ในโรงเรือนขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   สวทช. ยังมี ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ครบครันสำหรับการพัฒนาพันธุ์พืช เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสรีรวิทยาและพันธุกรรมของพืช เพื่อจัดทำ ‘คลังข้อมูล’ สำหรับวิจัย ‘การขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช’ รวมทั้งยังมี ‘เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์’ ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับใช้เพาะปลูก “ที่ผ่านมาทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1, กระชายดำพันธุ์ LE2 และ NA3, บัวบกพันธุ์ไบโอบก 143 และไบโอบก 296, ขมิ้นชันสายพันธุ์ ST และ URT รวมถึงกะเพราพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 และ เขียวไบโอเทค 2 ทั้งนี้ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มีการนำไปปลูกทั้งในโรงเรือนและแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ และระยอง เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่ใช้ผลิตเป็น ‘ยาสมุนไพร’ สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน”   [caption id="attachment_80922" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   พัฒนาวิธี ‘การปลูกที่แม่นยำ’ สร้างพืชผักสมุนไพรมูลค่าสูง เมื่อมีพันธุ์พืชที่ดีแล้ว ถัดมาคือการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาระบบการผลิตพืชที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง โดยเน้นในระดับโรงเรือน เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) ดร.ประเดิมกล่าวว่า Smart Greenhouse เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกได้ระดับหนึ่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ แรงลม แต่ไม่สมบูรณ์เท่ากับ Plant Factory ซึ่งเป็นการปลูกพืชแนวตั้งในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   [caption id="attachment_80925" align="aligncenter" width="750"] Smart Greenhouse (ภาพประกอบจาก Shutterstock)[/caption]   “สวทช. ศึกษาทั้งตัวโครงสร้างและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน และคุ้มค่ากับการลงทุน ขณะเดียวกันยังได้วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ถึงพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการผลิตใน Smart Greenhouse และ Plant Factory รวมถึงวิธีการปลูกและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่พืชแต่ละชนิดต้องการในแต่ละช่วงของการเติบโต เพื่อให้ได้พืชผักสมุนไพรแบบพรีเมียมที่ปลอดภัยและมูลค่าสูง” ทั้งนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับบริการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น Easy Veggie นำระบบการผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory ไปขยายผลทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง   [caption id="attachment_80926" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]   ดร.ประเดิมกล่าวว่า Easy Veggie เป็นผู้ประกอบการที่ปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิกใน Plant Factory อยู่แล้ว แต่สนใจขยายตลาดการผลิตมะเขือเทศรับประทานสด จึงได้ร่วมวิจัยกับ สวทช. เพื่อคัดเลือกพันธุ์มะเขือเทศและวิธีการปลูกที่ได้ผลผลิตมะเขือเทศปริมาณสูง มีรสชาติหวานกรอบ และมีกลิ่นหอมที่สุด โดยปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการจะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกมะเขือเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังได้ขยายผลเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศอาหรับในแถบตะวันออกกลาง   [caption id="attachment_80918" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของ Plant Factory คือ ‘การคัดเลือกพันธุ์พืช’ ตามลักษณะที่ต้องการ เช่น มีการนำต้นบัวบกจากพื้นที่เดียวกันมาปลูก ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงต่ำไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการปลอมปนของพันธุ์พืช ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์สนใจใช้ Plant Factory ในการคัดเลือกพันธุ์ นอกจากนี้ยังใช้คัดเลือกพันธุ์พืชที่ทนในสภาพแวดล้อมจำกัด เช่น ทนร้อน ทนเค็ม โดยกำหนดสภาพแวดล้อมขึ้นมา” เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ “ยกระดับเกษตรกรไทย” เพิ่มรายได้ แข่งขันเวทีโลก การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยให้เกษตรกรมีทั้ง ‘ต้นพันธุ์ที่ดี’ ในการเพาะปลูก และมี ‘ระบบการผลิตที่ควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ’ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีสารสำคัญสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้สำเร็จ   [caption id="attachment_80919" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ประเดิม กล่าวว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำเกษตรโดยใช้แรงงานได้อีกต่อไป ต้องใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันก็อยากผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ เพราะจะทำให้สามารถควบคุมผลผลิตให้มีปริมาณสารสำคัญสม่ำเสมอ ลดปัญหาโรค แมลง และการปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งยังลดช่วยต้นทุน การใช้สารเคมี แรงงาน และทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญยังวางแผนการผลิตได้แม่นยำตลอดทั้งปี ไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม มีมาตรฐาน เป็นการเกษตรที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก     “สวทช. ไม่ได้เน้นเพียงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ แต่พร้อมให้บริการแบบ one stop service โดยช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ เป็นพี่เลี้ยงในการออกแบบและสร้างโรงเรือน รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบการผลิตพืชในโรงเรือนทั้งในและนอกประเทศ” ดร.ประเดิม กล่าวทิ้งท้าย ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบเก่าให้ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้ก้าวไกลและแข่งขันได้ในระดับสากล เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 ! ด้วย "e-Nose” มุ่งแก้ฝุ่นพิษยั่งยืน นาโนเทค สวทช.-กรมควบคุมมลพิษ-กฟผ. แม่เมาะ เปิดตัว “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สืบหา ‘แหล่งต้นตอฝุ่น’ จากการเผาไหม้ในภาคเกษตร-โรงงาน สร้างบิ๊กดาต้าแม่นยำสูง เพื่อตัดสินใจนโยบายระดับประเทศ ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ปลดล็อกคาร์บอนเครดิต EV ครั้งแรกในไทย! ด้วย CME Platform สวทช.-บพข.-อบก. ดัน CME Platform บริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ EV คำนวณคาร์บอนเครดิตโปร่งใส ได้มาตรฐาน นำร่องใน อว. พร้อมขยายผลระดับประเทศ ปูทางตลาดคาร์บอนดิจิทัล นำไทยสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ... >> อ่านต่อ นวัตกรรมยกระดับผ้าทอไทย: - สสวทช.-กรมหม่อนไหม-ธ.ก.ส. MOU ใช้วทน. ยกระดับการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาสการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ENTEC สวทช. – กกพ. ยกระดับหลักสูตร Capability Building for Energy Transition 2026 เพิ่มภาคสนามเสริมความพร้อมกำกับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมสุขุมวิท โรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดโครงการอบรม “Capability Building for Energy Transition (2026)” ยกระดับหลักสูตรเต็มรูปแบบ 2 วัน ครอบคลุมทั้งการบรรยายเชิงลึกและการศึกษาดูงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ รองรับทิศทางพลังงานเปลี่ยนผ่านของประเทศ โดยกิจกรรมในวันแรกมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านพลังงานคาร์บอนต่ำผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภาควิจัยและภาคอุตสาหกรรม  ควบคู่กับมิติด้านนโยบายและการกำกับดูแล นโยบายและแนวโน้มไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดย ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่นำเสนอข้อมูลสำคัญว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำส่งผลให้หลายประเทศกลับมาให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะแหล่งไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี SMR ที่มีขนาดเล็ก ยืดหยุ่น และปลอดภัยมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ร่างแผน PDP 2024 ได้บรรจุ SMR 600 เมกะวัตต์ไว้ในทิศทางระยะยาว พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานตามแนวทางของ International Atomic Energy Agency (IAEA) เพื่อรองรับการพัฒนาพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ การผลิตความร้อนคาร์บอนต่ำด้วยพลังงานนิวเคลียร์ โดย ดร.พงศ์ศักดิ์ ครุกานันต์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอธิบายว่า การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถพึ่งไฟฟ้าหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวได้ เพราะกระบวนการผลิตจำนวนมากต้องการความร้อนอุณหภูมิสูง และพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะ SMR สามารถผลิตไอน้ำและความร้อนได้อย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่ปล่อย CO₂ และเทคโนโลยี SMR รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen.4 มีศักยภาพให้ความร้อนสูงถึง 500–800°C จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ทิศทางนโยบายและแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) โดย ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ซึ่งให้มุมมองว่าการเตรียมประเทศไทยสู่ SMR ต้องเดินตามกรอบของ International Atomic Energy Agency อย่างเป็นระบบ โดยเร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย กฎหมาย การเงิน และการกำกับดูแล ให้พร้อมก่อนหมุดหมายโครงการจริง เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งนี้ SMR ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่การประเมินเทคโนโลยีแบบเป็นกลาง (technology neutral) ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นของสังคม เพื่อให้ไทยก้าวทันบริบทพลังงานโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานและการประยุกต์ใช้ในภาคพลังงาน โดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. ที่ระบุว่า ระบบกักเก็บพลังงานเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้โครงข่าย รองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน และลดความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนสูงขึ้นในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย ESS มีศักยภาพทั้งด้านการเสริมกำลังผลิต (electric supply capacity) การควบคุมความถี่ และการบรรเทาความแออัดของสายส่ง แต่ความคุ้มค่าจะขึ้นอยู่กับต้นทุนเทคโนโลยี โครงสร้างตลาด และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของระบบกักเก็บพลังงานในตลาดไฟฟ้า เทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ชี้ว่า ไฮโดรเจนคือพลังงานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะ Green Hydrogen ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงานขนาดใหญ่ ทั้งนี้ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งจากไฟฟ้าหมุนเวียนและไบโอแก๊ส แต่โจทย์สำคัญคือ ต้นทุนและความทนทานของเทคโนโลยี ที่ต้องเร่งวิจัยและพัฒนาให้แข่งขันได้ในระยะยาว และกิจกรรมในวันที่สอง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ENTEC สวทช. และ กกพ. นำโดย ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ENTEC ดร.ประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการ กกพ. ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC และ ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการและบุคลากร ENTEC กว่า 60 คน เดินทางเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) อ.องครักษ์ จ.นครนายก เพื่อศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยได้รับเกียรติจากนางสาวกนกรัชต์ ตียพันธ์ รักษาการรองผู้อำนวยการ สทน. และคณะให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ สทน. บรรยายภาพรวมภารกิจและบทบาทของสถาบันฯ ในการวิจัยพัฒนาและกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ Thailand Tokamak-1 ซึ่งเป็นระบบฟิวชันรีแอกเตอร์แห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรด้านฟิวชัน ตลอดจนรับฟังความก้าวหน้าการวิจัยที่ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาดูงาน Radioactive Waste Storage Facility เพื่อเรียนรู้กระบวนการจัดการกากกัมมันตรังสีชนิดปิดผนึก ตั้งแต่การเก็บรวบรวม บำบัดปรับสภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บอย่างปลอดภัย เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านวิจัยและหน่วยงานด้านกำกับดูแล ในการเตรียมความพร้อมองค์ความรู้เทคโนโลยี และมาตรการด้านความปลอดภัย รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ITPE รอบสอบที่ 1/2569
📢โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ITPE รอบสอบที่ 1/2569 📌จัดสอบ วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569   💻💡ระดับที่เปิดสอบ - Information Technology Passport Examination (IP) - Fundamental Information Technology Engineer Examination (FE)   📆เปิดรับสมัคร วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2569 🔑สมัครสอบได้ที่ https://www.career4future.com/itpe
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ต้อนรับสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร ประจำปีงบประมาณ 2567 – 2568 ในการนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.,  ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และนักวิจัยที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับคณะจากสำนักงบประมาณ ซึ่งนำโดย นายทศพร ดิเรกสุนทร ผู้อำนวยการกองประเมินผล 1 พร้อมด้วยนักวิเคราะห์งบประมาณและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย   ไฮไลต์การนำเสนองานวิจัย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้ร่วมรับฟังความก้าวหน้าและเยี่ยมชมโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ดังนี้ : การพัฒนาระบบศูนย์กลางคลังข้อมูลเกษตรประเทศไทย (THAGRI) เพื่อการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาปลูกพืชให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : นำเสนอโดย ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) แพลตฟอร์มการผลิตอาหารฟังก์ชันและส่วนผสมฟังก์ชันในระดับอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง : นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และคณะนักวิจัยกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร BIOTEC การพัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรเพื่อการผลิตพืชผักสมุนไพรพรีเมี่ยม : นำเสนอโดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ และคณะนักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC นวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าสารสกัดสมุนไพรมาตรฐานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน : นำเสนอโดย ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และคณะนักวิจัยทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง NANOTEC โดยมี ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ร่วมต้อนรับ การลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญในการยืนยันประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่ง สวทช. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อน         ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืนในระดับสากล  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13)
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13) . ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2569 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ (ฝึกอบรมทุกพฤหัสบดีและวันศุกร์) . Key Highlights เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้ด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางอย่างครบทุกแง่มุม ทั้งด้านนโยบาย เทคนิค และการบริหารจัดการ มุ่งเน้นการให้ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำไปปฏิบัติและปรับใช้ได้จริง ศึกษาดูงานเทคโนโลยีระบบรางและการบริหารจัดการระบบขนส่งทางรางที่ทันสมัย ณ ประเทศญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรผู้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญระดับประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้ด้านระบบรางจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศอย่างยั่งยืน . รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.career4future.com/ren สอบถามรายละเอียด โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81894 (นพมล) E-MAIL: npd@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
อว. รุกคืบ ‘Carbon Data’ ปั้น CME Platform รับรองคาร์บอนเครดิต EV ครั้งแรกในไทย
สวทช.-บพข.-อบก. ผนึกกำลังดึง AI-DataBox ตรวจวัดเรียลไทม์ ปูทางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตดิจิทัล (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569) ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงผลงานโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Coordinating and Managing Entity (CME Platform) สำหรับการบริหารจัดการคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับการจัดทำกรณีศึกษาในพื้นที่นำร่อง (ระยะที่ 1) นวัตกรรมบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ชูจุดเด่นการวัดผลผ่านระบบดิจิทัลที่แม่นยำและตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero [caption id="attachment_80802" align="aligncenter" width="640"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล[/caption] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. เปิดเผยว่า CME Platform คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว เพราะที่ผ่านมาการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ EV มักมีความซับซ้อนและตรวจสอบยาก ดังนั้น สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จึงร่วมกันสร้าง 'กลไกความเชื่อมั่น' ผ่านเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว แต่เราสร้างมูลค่าจากข้อมูลด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ DataBox ที่ติดในรถเพื่อส่งข้อมูลจริง, Cloud Database ที่คำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกอัตโนมัติ และ Dashboard ที่แสดงผลเรียลไทม์ ทำให้การทำ MRV (Measure, Report, Verify) เป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และพร้อมนำไปสู่การยื่นขอคาร์บอนเครดิตได้ชัดเจนและทำได้ในทันที "ความสำเร็จในระยะที่ 1 นี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และอีกหลายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวง อว. และพันธมิตรเอกชนอย่าง ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์, อีซียู เทค, เน็กซ์ พอยท์, รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ช. ทวี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'อว. for EV' ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง" ดร.สุมิตรา กล่าวย้ำ [caption id="attachment_80803" align="aligncenter" width="640"] รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร[/caption] รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รพว.) (หรือ บพข. เดิม) กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการมีความยินดีและยืนยันพร้อมสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่อง โดยเล็งเห็นว่าโครงการนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การพัฒนา CME Platform ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานด้าน ESG และสร้างแต้มต่อในเวทีการค้าระดับโลก [caption id="attachment_80804" align="aligncenter" width="640"] คุณสาธิต เนียมสุวรรณ[/caption] คุณสาธิต เนียมสุวรรณ นักวิชาการเชี่ยวชาญ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) กล่าวว่า ในโครงการนี้จะช่วยทำให้ได้เห็นถึงแนวทางการประเมิน Carbon Footprint ซึ่งบทบาทของ อบก. คือการตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลจาก CME Platform สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ที่สำคัญในอนาคตข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศในการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง และจะช่วยให้กระบวนการรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้าง 'Digital Carbon Market' ที่มีความโปร่งใสสูงสุด ข้อมูลเพิ่มเติม: ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีเมล: EV_TECE@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส. ๒๕๖๙ แก่ สวทช.
วันนี้ (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙) เวลา ๑๓.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยพล มั่นปิยมิตร หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปสำนักวิจัย ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญบัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พร้อมสมุดบันทึก (ไดอารี่) มอบให้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหาร และ พนักงาน  โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เข้ารับพระราชทานด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถนนโยธี กรุงเทพมหานคร “บัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน ๒๕๖๙” จัดทำขึ้นด้วยกระดาษแข็งพื้นสีขาวอย่างประณีต ด้านหน้าเชิญตราประจำพระองค์สีทอง อักษรพระนามย่อ ‘จภ’ ภายใต้พระจุลมงกุฎ ภายในบัตรอวยพรฝั่งซ้ายเชิญตราประจำพระองค์ พร้อมลายพระหัตถ์พระนามสีทอง และข้อความอำนวยพรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า ‘สุขสันต์ วันปีใหม่ ๒๕๖๙’ และ ‘Season’s Greeting 2026’ สำหรับฝั่งขวาเป็นพระฉายาลักษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี การได้รับพระราชทานบัตรอวยพรและสมุดบันทึกในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ทุกคน ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพร้อมน้อมนำพระราชปณิธานในการร่วมพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนและประเทศชาติสืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. ประกาศทางรอดประเทศไทย ต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต ผ่านทิศทาง 40 ปี Legacy & Beyond
ท่ามกลางความผันผวนของบริบทโลกที่ "เทคโนโลยี" กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือนวัตกรรมจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเร่งบริหารจัดการ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จัดกิจกรรม Special Talk  "40 Years NECTEC: Legacy & Beyond" ทบทวนเส้นทาง 4 ทศวรรษของการวางรากฐานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในบริบทโลกปัจจุบันที่การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในหลายด้านอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีส่วนในการสร้างเทคโนโลยี เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร เนคเทค สวทช.  ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมงาน ภายในงานอัดแน่นด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองระดับประเทศ "Thailand at the Turning Point: ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ” ที่ดึงตัวจริงจากหลากหลายวงการมาร่วมถอดรหัสทางรอดของไทย ตั้งแต่มุมมองคนรุ่นใหม่สาย Tech Creator แถวหน้าอย่าง นพพล มาลีรัตน์มงคล YouTuber เจ้าของช่อง Extreme IT และ นวพล เชื่อมวราศาสตร์  Science Creator เจ้าของช่อง Say Science  ไปจนถึงมุมมองความมั่นคงระดับชาติจากกองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ผู้ริเริ่ม platform IoT สัญชาติไทย มาร่วมกันหาคำตอบว่า "ทำไมเทคโนโลยีไทยถึงเวลาต้องสร้างเอง" ก่อนจะส่งไม้ต่อสู่ไฮไลต์สำคัญของการ Kick-off เปิดตัว Campaign “เนคเทค 40 ปี- Legacy & Beyond: วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. นิยามภารกิจเนคเทคตลอด 39 ปีที่ผ่านมาว่าเป็น “วิศวกรชาติ” ที่ต้องมองไกลและวางรากฐานเทคโนโลยีในจุดที่เอกชนยังไปไม่ถึง สร้างความมั่นคงให้ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานดิจิทัลไทย อาทิ การบุกเบิกอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย (ThaiSARN) ไปสู่การนำร่องให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศ (บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) การวางรากฐานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ไทยด้วยโรงงาน Wafer Fabrication แห่งเดียวในภูมิภาค ASEAN (ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์: TMEC) ควบคู่ไปกับการชี้นำการพัฒนา IT ของประเทศ อาทิ แผนแม่บท IT แห่งชาติ ไปจนถึงการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) นำไปสู่การก่อตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้น การส่งมอบ Platform สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้ในวงกว้าง อาทิ Traffy Fondue และ Thai School Lunch รวมถึงการเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงเป้า อาทิ ความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการพัฒนา TPMAP เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด การผลักดันศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่นในปัจจุบัน ดร.ชัย ยังได้ปักหมุดเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ยั่งยืน สำหรับก้าวต่อไปของเนคเทคในทศวรรษหน้า ไม่ใช่เพียงการต่อยอดฐานเดิม แต่คือการรุกคืบสู่เทคโนโลยีที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถประเทศในระดับสากล เริ่มจากการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย ‘HandySense Bfarm’ ระบบสมาร์ทฟาร์มที่เปิดกว้างให้เกษตรกรออกแบบระบบเองได้ เพื่อยกระดับสู่ Smart Farming เต็มรูปแบบ สานต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานสังคมคาร์บอนต่ำผ่าน ‘แพลตฟอร์มบริหารจัดการสถานีชาร์จ EV’ พร้อมเร่งพัฒนา ‘AI ทางการแพทย์’ และ ‘นวัตกรรมคัดกรองโรคได้อย่างรวดเร็ว’ เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากตั้งรับเป็นเฝ้าระวังเชิงรุกที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้น รวมถึงการวางรากฐาน ‘ห้องปฏิบัติการตรวจสอบและมาตรฐาน AI’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจริยธรรมในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน “วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความอยู่รอด’ ของประเทศ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนทั้งเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ขอเชิญชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง” ดร.ชัย กล่าวทิ้งท้าย “เนคเทค 40 ปี - Legacy & Beyond” ชวนสำรวจเส้นทางการเติบโตของเนคเทคในมุมมองใหม่ ค้นหาคำตอบว่าฐานรากเทคโนโลยีจะนำพาไปสู่ทิศทางใดเพื่อสร้างอนาคตให้แก่ประเทศ พร้อมเจาะลึกแนวทางความร่วมมือทุกภาคส่วน ไปจนถึงงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรมตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.nectec.or.th/nectec40 และ Facebook NECTEC NSTDA  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช.จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2” เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยครบวงจร
  ไบโอเทค สวทช. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยสัตว์น้ำ เปิดใช้งานห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL2) รองรับการพัฒนาวัคซีนและงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์   [caption id="attachment_80745" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริหารไบโอเทค สวทช. และ บพค. ถ่ายภาพร่วมกันในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดให้บริการ “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2” (Advanced Aquatic Animal BSL2 Laboratory: BSL2) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์น้ำของประเทศ และสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)   [caption id="attachment_80746" align="aligncenter" width="750"] ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า  โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 หรือ BSL2 มีที่มาจากประสบการณ์การทำงานวิจัยของไบโอเทคร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำซึ่งพบว่างานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับการวิจัยขั้นต้น (Technology Readiness Level: TRL 1–3) และขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง ไบโอเทคจึงพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานวิจัยในช่วง TRL 4–6 โดยเฉพาะด้านการศึกษาเชื้อก่อโรค การพัฒนาต้นแบบวัคซีน และการทดสอบในสัตว์น้ำภายใต้สภาวะควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้สู่การผลิตต้นแบบและการประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระดับ TRL 7-9   [caption id="attachment_80747" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “โจทย์สำคัญก็คือ หากเกิดโรคระบาดในกุ้งหรือปลา ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับตัวอย่าง แยกเชื้อ วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาต้นแบบวัคซีนได้อย่างครบวงจรในแห่งเดียวหรือไม่ เราต้องการห้องปฏิบัติการที่สามารถนำตัวอย่างสัตว์น้ำที่ติดโรคเข้ามาศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ได้ผลลัพท์ที่เป็นต้นแบบวัคซีนที่จะนำไปต่อยอดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ ไบโอเทคจึงออกแบบและสร้างห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำ BSL2 นี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานกับเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ตั้งแต่การแยกเชื้อ ศึกษาเชื้อ ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบวัคซีน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพสัตว์น้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยในระยะยาว” ดร.สรวิศ กล่าว   [caption id="attachment_80748" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ตั้งอยู่ที่อาคาร BIOTEC Pilot Plant ภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายในห้องปฏิบัติการได้รับการออกแบบเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการ BSL2 ซึ่งออกแบบเป็นระบบความดันลบเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการสาหร่าย ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส และห้องปฏิบัติการแบคทีเรีย และยังมีห้องปฏิบัติการระดับ BSL1 สำหรับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค ในส่วนของห้องปฏิบัติการชั้นล่างเป็นห้องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ภายในประกอบด้วยถังเพาะเลี้ยงขนาด 220 ลิตร จำนวน 24 ถัง พร้อมด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ ระบบบำบัดและฆ่าเชื้อ และระบบควบคุมสภาพแวดล้อม สามารถควบคุมอุณหภูมิ แสง และจำลองการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลได้ เพื่อรองรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคสัตว์น้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบเพื่อรองรับกรณีเกิดการปนเปื้อนรุนแรง โดยสามารถกักเก็บน้ำไว้ที่พื้นป้องปฏิบัติการได้ทั้งหมดและฆ่าเชื้อในน้ำให้กลับมาปลอดภัยได้   [caption id="attachment_80749" align="aligncenter" width="750"] ถังเพาะเลี้ยงระบบหมุนเวียนน้ำภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   การจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน   [caption id="attachment_80751" align="aligncenter" width="750"] คณะผู้บริหาร บพค. นักวิจัยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการฯ[/caption]   ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 พร้อมให้บริการทดสอบวัคซีน สารเสริมภูมิคุ้มกัน สารเสริมชีวนะ (โพรไบโอติก) หรือสารชีวภาพ แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบวินิจฉัยเชื้อโรคในสัตว์น้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคในสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และมีมาตรฐานในระดับสากล ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ โทรศัพท์ 0 2564 6700 หรือ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 อีเมล: chonlada.run@biotec.or.th เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วีณา ยศวังใจ และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ไบโอเทค และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น