ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรโครงการ TAIST – Science Tokyo ประจำปี 2569
(21 สิงหาคม 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารศูนย์ประชุม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมขั้นสูง โครงการ TAIST-Science Tokyo ประจำปีการศึกษา 2569 (TAIST - Science Tokyo Graduation Ceremony 2026)
พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา โดยเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของโครงการ TAIST - Science Tokyo เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สวทช. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) Institute of Science Tokyo และมหาวิทยาลัยพันธมิตรในประเทศไทย ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวขอบคุณ วช. ที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ ได้ฝากความหวังให้ผู้สำเร็จการศึกษานำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศต่อไป
พร้อมด้วย Prof. Dr.Hidetoshi Sekiguchi Executive Vice President for Education and SERE Program Director, Institute of Science Tokyo กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นของนักศึกษาที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายจากการเรียนและการทำวิจัยจนสำเร็จการศึกษา โดยมองว่าประสบการณ์ตลอดช่วงเวลาของการศึกษา ทั้งการทำงานอย่างหนัก การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่นักศึกษาจะสามารถนำไปต่อยอดในอนาคต นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาพิจารณาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมทั้งก้าวไปสู่การเป็น “ตัวเร่งนวัตกรรม” ที่สามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและโลก และหวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้สำเร็จการศึกษาในเส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) วช. กล่าวให้โอวาทและร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา โดยกล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่าเป็นผลจากความตั้งใจและความพยายามของนักศึกษาตลอดระยะเวลาของการศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของตัวนักศึกษาและครอบครัวแล้ว ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของสถาบันการศึกษาที่มีส่วนสนับสนุนการพัฒนานักศึกษาให้เติบโตทางวิชาการ พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของ วช. ในการสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนากำลังคนที่มีความรู้และทักษะขั้นสูงด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในอนาคต
ภายในงานได้รับเกียรติจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ได้แก่ Mr. Mochizuki Toshiharu เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนอธิการบดีและผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชชา ประสิทธิ์มีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รองศาสตราจารย์ ดร.ชไมภัค ไม้กลัด รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรดล ศิริธร หัวหน้ากลุ่มสาขาวิศวกรรมระบบราง มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึง ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ สิงหถนัดกิจ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ของโครงการในปีการศึกษา 2569
นอกจากนี้ ดร. พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการ TAIST–Science Tokyo พร้อมด้วยผู้บริหารหลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตร ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา การินทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร A2TE และ อาจารย์ ดร. พัชรวัฒน์ เจริญอมรกิตติ์ ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร A2TE รองศาสตราจารย์ ดร.วารี กงประเวชนนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตร AIoT รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต ผู้อำนวยการหลักสูตร SERE และรองศาสตราจารย์ ดร.ปวีนา ประไพนัยนา ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร SERE รวมถึง ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.อัจฉรา พิเชฐ และ ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.อภิชน ไวท์ยางกูร ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร BIOMED&AI (หลักสูตรใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2569) ได้ร่วมแสดงความยินดีและส่งมอบคำอวยพรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในโอกาสสำคัญของการก้าวสู่เส้นทางการทำงานและการศึกษาต่อในอนาคต
ในปีการศึกษา 2569 มีผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการ TAIST - Science Tokyo รวมทั้งสิ้น 39 คน แบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต ยานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program) จำนวน 12 คน
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT Program) จำนวน 16 คน
หลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิต สาขาพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE Program) จำนวน 11 คน
โดยบัณฑิตทั้ง 3 หลักสูตรได้รับใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง (Rail Transport Program: RT Program) จำนวน 5 คน
โอกาสนี้ นายณยศ ศิริสูตร ตัวแทนผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตร A2TE ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานผู้สนับสนุนทุนการศึกษา มหาวิทยาลัยพันธมิตร คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนสนับสนุนตลอดระยะเวลาการศึกษา พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกในโอกาสสำเร็จการศึกษา
โครงการ TAIST - Science Tokyo เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายในประเทศไทย 6 แห่ง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนากำลังคนระดับบัณฑิตศึกษาผ่านหลักสูตรนานาชาติด้านวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยโครงการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551
สำหรับปีการศึกษา 2569 โครงการได้ขยายความร่วมมือไปสู่หลักสูตร วิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence: BIOMED & AI) โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมกำลังคนรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพในอนาคต พร้อมมุ่งหวังให้ผู้สำเร็จการศึกษานำองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมนานาชาติไปต่อยอดสู่การวิจัย การสร้างนวัตกรรม และการแก้ไขโจทย์ที่ท้าทาย ตลอดจนสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศในระดับสากล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. เดินหน้าภารกิจอวกาศผนึกศูนย์วิจัยดาวเทียมไห่หนาน ยกระดับ AI จัดการภัยพิบัติ พร้อมย้ำอุปกรณ์ไทย CE-7 MATCH สมบูรณ์เต็มร้อย รองรับกำหนดปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ปี 2570
เมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคม 2569 ณ มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เดินทางเยือนนครอวกาศนานาชาติเหวินชาง มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชุมหารือทวิภาคีร่วมกับศูนย์วิจัยและประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมมณฑลไห่หนาน (Hainan Satellite Data and Application Research Center: HSDARC) ควบคู่กับการติดตามความพร้อมภารกิจส่งยานสำรวจดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อร์ 7” (Chang'e-7) ภายใต้โครงการความร่วมมือการสร้างสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์บนดวงจันทร์ (ILRS)
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารฝ่ายไทย ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ด้วย
ในการประชุมทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายได้มุ่งเน้นการขยายกรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ การประมวลผลข้อมูลดาวเทียมขั้นสูง และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อรับมือภัยธรรมชาติ โดยศูนย์วิจัยดาวเทียมไห่หนานได้นำเสนอแพลตฟอร์ม "AI Hub" ที่ผสานการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) และ Large Language Models เข้ากับการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจโลก ช่วยลดข้อจำกัดด้านเมฆบดบังในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น พร้อมแสดงระบบติดตามน้ำท่วมและการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรแบบอัตโนมัติ และได้ร่วมลงบันทึกความร่วมมือกันระหว่าง สดร. และ HSDARC
ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยได้นำเสนอศักยภาพความพร้อมด้านวิศวกรรมขั้นสูง อาทิ การพัฒนาเลนส์เชิงแสงอิสระ การออกแบบชิปโฟโทนิกส์ สำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศบนดาวเทียม CubeSat ระบบกล้องอินฟราเรดย่านคลื่นความร้อนเพื่อตรวจจับไฟป่าทะลุหมอกควัน และการประยุกต์ใช้เคมีบรรยากาศจำแนกแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ตลอดจนหารือการบูรณาการข้อมูลภาพถ่ายเรดาร์ดาวเทียม (SAR) ร่วมกับพิกัดสัญญาณสื่อสารภาคพื้นดิน เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยน้ำท่วมแบบเรียลไทม์สำหรับภารกิจกู้ภัยในฤดูมรสุม
สำหรับการติดตามภารกิจสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อร์ 7 ซึ่งเดิมมีกำหนดการปล่อยยานเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 แต่จำเป็นต้องปรับเลื่อนการปล่อยจรวดออกไปในปี 2570 เนื่องจากข้อจำกัดด้านหน้าต่างการปล่อย (Launch Window) และมุมแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมต่อการลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นั้น สดร. ได้ยืนยันว่าการปรับเลื่อนดังกล่าวไม่กระทบต่อภารกิจ โดยอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สัญชาติไทย Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope (CE-7 MATCH) ที่ได้รับการติดตั้งบนยาน Orbiter ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสูง ไม่ใช้แบตเตอรี่เคมีที่เสื่อมสภาพตามเวลา และยังคงมีความพร้อมสมบูรณ์แบบที่จะร่วมเดินทางไปปฏิบัติภารกิจตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงบนพื้นผิวดวงจันทร์ทันทีเมื่อถึงกำหนดการใหม่
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ยกระดับงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง เปิดมุมมองด้านการบริหารพอร์ตทรัพย์สินทางปัญญาเสริมเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Technology Transfer ถ่ายทอดประสบการณ์แกร่งการบริหาร IP Portfolio อย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี ได้จัดกิจกรรมการบรรยายพิเศษและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “IP Portfolio Management” โดย Dr. Alison Campbell Chief Executive Officer ของ Government Office for Technology Transfer (GOTT) ประเทศสหราชอาณาจักร ในโอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับ และเปิดกิจกรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้ผลงานวิจัย และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เปิดโอกาสให้บุคลากร นักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้บริหารจัดการนวัตกรรม และผู้เกี่ยวข้อง ได้เรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ระดับนานาชาติด้านการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินทางปัญญา (IP Portfolio Management) และการนำทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องประชุม 113 อาคารสำนักงานกลาง อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
Dr. Alison Campbell เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และมีบทบาทในการนำทีมด้านนโยบายและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของสหราชอาณาจักร มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะบุคคลชั้นนำด้าน การถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transfer) และเป็นผู้ก่อตั้ง Alliance of Technology Transfer Professionals (ATTP) รวมถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Officer of the Order of the British Empire (OBE) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและริเริ่มโครงการระดับชาติด้านระบบนวัตกรรมในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่ง ประธานของ AUTM (Association of University Technology Managers) สมาคมวิชาชีพระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ที่ทำหน้าที่ดูแลและส่งเสริมการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ
สาระสำคัญของการบรรยายมุ่งเน้นหัวข้อ “Global Perspectives on IP Portfolio Management in Public Research Organization” โดยถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์จากองค์กรวิจัยภาครัฐในต่างประเทศ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อประกอบการบริหารพอร์ตทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินศักยภาพและโอกาสในการอนุญาตใช้สิทธิเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางการทบทวน คัดเลือก และปรับพอร์ตทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม หรือ Portfolio Pruning เพื่อให้การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรมีความคุ้มค่า สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และเพิ่มโอกาสในการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิผล องค์ความรู้จากเวทีดังกล่าวช่วยเสริมมุมมองเชิงกลยุทธ์ในการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เพียงในมิติของการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังรวมถึงการคัดเลือก บริหาร และผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดมูลค่าและผลกระทบสูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง
ภายหลังการบรรยาย Dr. Alison Campbell ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พร้อมด้วย ดร.พนิตา เมนะเนตร นักวิจัยเนคเทค และ ดร.ศรายุทธ เอี่ยมคง จากฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SQUAT Lab ด้าน Natural Language Processing (NLP) และ National AI Lab initiative ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับสากลกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและหน่วยวิจัยของ สวทช. ได้แก่ ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (TBRC) ภายใต้ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา สังกัดกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ และ ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์และสัตวแพทย์ สังกัดกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ ภายใต้ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนางานวิจัย การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับนานาชาติและเป็นอีกก้าวสำคัญของ สวทช. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเสริมความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำ ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มโอกาสในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้สร้างประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์และแนวปฏิบัติในระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการใช้ข้อมูล ตัวชี้วัด และการประเมินพอร์ตโฟลิโอเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. คว้า 3 รางวัล ผลงาน EnPAT จากเวทีประกวดนวัตกรรมนานาชาติ
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการวิจัยและนวัตกรรมไทยอีกครั้ง หลังผลงาน “EnPAT: Safe Transformer Oil from Thai Oil Palm” โดย ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ และคณะ ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน The 12th International Exhibition of Inventions (IEI 2026) ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 21-23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยคว้า 3 รางวัลจากเวทีประกวดครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการต่อยอดทรัพยากรชีวภาพของประเทศสู่นวัตกรรมด้านพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
รางวัลที่ได้รับประกอบด้วย
NRCT Special Award for the Excellent Invention รางวัลพิเศษจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับผลงานประดิษฐ์ที่เป็นเลิศ
รางวัลพิเศษ เพื่อยกย่องผลงานที่มีมาตรฐานความเป็นเลิศสูงสุดจาก Indonesian Invention and Innovation Promotion Association ประเทศอินโดนีเซีย
Gold Medal: Award Certificate of Achievement for the Invention รางวัลเหรียญทองสำหรับผลงานประดิษฐ์ จาก Chinese Association of Inventions สมาคมนักประดิษฐ์แห่งประเทศจีน
ความสำเร็จของผลงานวิจัย EnPAT ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานจากฐานทรัพยากรภายในประเทศ สู่ นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการนำทรัพยากรชีวภาพอย่างปาล์มน้ำมันของไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมแสดงความยินดี 80 ปี KSL Group สานพลังวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ความยั่งยืน
กรุงเทพฯ – 10 สิงหาคม 2569: ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัย เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น (KSL Group) ภายใต้แนวคิด "เบื้องหลังความหวาน เบื้องหลังรอยยิ้มของคนไทย" ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเส้นทางความสำเร็จทางธุรกิจ พร้อมตอกย้ำความร่วมมือและความมุ่งมั่นด้านการวิจัย พัฒนา และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและพลังงานของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยตามแนวทางเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy)ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นประธานในพิธี
คณะผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. ที่เข้าร่วมงาน
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช.
คุณวทันยา สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ (BRC) สวทช.
คุณนริศรา สุขนิตย์ เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจอาวุโส ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช.
ดร.รุ่งโรจน์ จินตเมธาสวัสดิ์ หัวหน้าทีมวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.
ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[TR1]
การบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมไทย
ที่ผ่านมา สวทช. ได้ร่วมมือกับกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น (KSL Group) ในหลากหลายมิติเพื่อนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ผ่านการทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยแห่งชาติ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) โดยมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อช่วยยกระดับพืชเศรษฐกิจและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และธุรกิจต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สวทช. ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับ KSL Group สู่ศูนย์วิจัยแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆ ภายใน สวทช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียนและชีวภาพ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และส่งเสริมความยั่งยืนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยตามแนวทางเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy) ต่อไป
สนใจสร้างความร่วมมือวิจัยกับ สวทช. :
ติดต่อฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ (BRC) โทร. 0 2564 7000
E-mail : BRC@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เดินหน้าแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบงานพัสดุในรูปแบบ Shared Service เพื่อยกระดับการบริหารจัดซื้อจัดจ้างให้มีมาตรฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของ สวทช. อย่างเป็นระบบ ให้ทัดเทียมมาตรฐานหน่วยงานชั้นนำของประเทศ
เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมพัสดุ และผู้แทนฝ่ายข้อมูลสารสนเทศ (ISSI) และผู้แทนฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร (HROD) เข้าพบ นายอธิวัฒน์ โยอาศรี ผู้อำนวยการส่วนสัญญาพัสดุ และนางสาวดวงพร สินธุฉาย ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาระบบพัสดุ กรมชลประทาน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการบริหารงานพัสดุของกรมชลประทาน เพื่อขอคำปรึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหาร งานด้านพัสดุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลที่ได้รับไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานด้านพัสดุ ของ สวทช.ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Meet the Food Expert by FI เจาะลึกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มและขนมโปรตีนสูง”
🥤🍪 สมัครด่วน! กิจกรรม Meet the Food Expert by FI *เจาะลึกการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มและขนมโปรตีนสูง”*
📣 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหรือขนมโปรตีนสูง และต้องการคำแนะนำเฉพาะด้านจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบรายบุคคล (One-on-One) ผ่านระบบออนไลน์
📣 เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ แนวคิดผลิตภัณฑ์ หรือต้นแบบที่ชัดเจน และต้องการคำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์ เช่น
🔹 การพัฒนาและปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์
🔹 รสชาติ เนื้อสัมผัส และความคงตัว
🔹 คุณภาพและอายุการเก็บรักษา
🔹 กระบวนการผลิตและการขยายสู่การผลิตจริง
🔹 ประเด็นด้านโภชนาการและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
💡 ให้คำปรึกษาโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเมธี ส่งเสมอ
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ
คณะอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
🎯 วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569
⏱️ ผู่เข้าร่วมรับคำปรึกษาประมาณ 40 นาทีต่อราย ผ่านระบบออนไลน์
📌 สมัครขอรับคำปรึกษาได้ที่: https://forms.gle/oYVhdFdvtAJ166e19 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
🔥 รับจำนวนจำกัด และพิจารณาคัดเลือกตามความเหมาะสมของโจทย์
⏳ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้–31 สิงหาคม 2569
ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกและแจ้งรายละเอียดทางอีเมล วันที่ 4 กันยายน 2569
หมายเหตุ: การกรอกแบบฟอร์มเป็นการสมัครเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือก ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับแจ้งช่วงเวลานัดหมายและลิงก์เข้าร่วมกิจกรรมทางอีเมล
ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 094 249 7333, 094 341 7111 และ 094 340 4333
อีเมล: bd@foodinnopolis.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ASEAN Plant-Based Foods Research and Policy Forum 2026
ASEAN Plant-Based Foods Research and Policy Forum 2026
.
Understanding the Current Landscape and Shaping Future Collaboration in Southeast Asia
เปิดมุมมองใหม่ของอุตสาหกรรม Plant-Based Food ในภูมิภาคอาเซียน ผ่านเวทีที่เชื่อมโยง นโยบาย งานวิจัย นวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรม เข้าด้วยกัน
.
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช. / NXPO) และ Asian Institute of Technology (AIT) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน ASEAN Plant-Based Foods Research and Policy Forum 2026 เวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงองค์ความรู้ และสร้างโอกาสความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน Plant-Based Food ในภูมิภาคอาเซียน
.
เปิดมุมมองผ่านประเด็นสำคัญ
• ASEAN Consumer & Market Trends: เจาะแนวโน้มผู้บริโภคและโอกาสทางตลาดของผลิตภัณฑ์ Plant-Based
• Policy & Innovation Ecosystem: มุมมองด้านนโยบายและการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม
• Research & Innovation: อัปเดตงานวิจัย เทคโนโลยี และแนวทางใหม่สำหรับอาหารแห่งอนาคต
• Industry Perspectives: ฟังมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งความท้าทาย โอกาส และเส้นทางจากงานวิจัยสู่ตลาดจริง
• Regional Collaboration & Networking: เชื่อมต่อเครือข่ายและต่อยอดโอกาสความร่วมมือกับผู้มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน
.
พลาดไม่ได้! นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ วิจัยและนวัตกรรม ที่ต้องการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เปิดรับมุมมองใหม่ สร้างเครือข่าย และมองหาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม Plant-Based Food ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การบรรยายและการเสวนาภายในงานดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษ
วันที่ 3 กันยายน 2569
เวลา 09.00–18.30 น.
Siam@Siam Design Hotel Bangkok
.
ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม: https://forms.gle/77a7Bh954Fe1te129
(ไม่มีค่าใช้จ่าย) รับจำนวนจำกัด 80 ที่นั่ง เท่านั้น
.
ดูกำหนดการเพิ่มเติม: https://shorturl.at/dUQPv
...
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาระดับภูมิภาค และร่วมขับเคลื่อนอนาคตของ Plant-Based Food ในอาเซียนไปด้วยกัน
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
จัดยิ่งใหญ่ “SME ต้องรอด 2026” สวทช. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกพันธมิตร เสริมแกร่งธุรกิจนวัตกรรมไทย
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. นำผู้ประกอบการ 11 ราย ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Division: BID) สวทช. เข้าร่วมงานสัมมนา “SME ต้องรอด 2026: Unlock New Possibilities” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สวทช. และพันธมิตรภาครัฐและเอกชนรวม 22 หน่วยงาน มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงานในหัวข้อ “โอกาสและทางรอดของเศรษฐกิจ และ SME ไทย”
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมี SME กว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด แต่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของ SME ยังมีเพียง 14% สะท้อนโอกาสในการเติบโตอีกมาก หากได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน เงินทุน ตลาด และเครือข่ายธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยรัฐบาลมีนโยบายมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ SME ผ่านการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างตลาดและรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเศรษฐกิจชุมชน พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม อีกทั้งปัจจุบันมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและ SME พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดเส้นทางตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ Scale Up ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรและการลงทุนในอาเซียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวตามแนวคิด “5 เปลี่ยน” เพื่อให้อยู่รอดและเติบโต ได้แก่ เปลี่ยนการแข่งขันด้านราคา เป็นการแข่งขันด้านคุณค่า , เปลี่ยนการขายสินค้า เป็นการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ , เปลี่ยนการตัดสินใจด้วยประสบการณ์ เป็นการใช้ข้อมูลและ AI , เปลี่ยนการขายช่องทางเดียว เป็นการเชื่อมทุกช่องทาง และเปลี่ยนการทำคนเดียว เป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส และผลักดันจาก “SME ต้องรอด” สู่ “SME ไทยต้องโต” อย่างมั่นคงและทั่วถึง
สำหรับกิจกรรมภายในงาน “SME ต้องรอด 2026” สวทช. โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Division: BID) ถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมจัดงานดังกล่าว ได้นำผู้ประกอบการ 11 ราย ที่ผ่านกิจกรรมภายใต้การบ่มเพาะ การเร่งกระตุ้นการเติบโตธุรกิจ หรือมีการใช้ผลงานวิจัย สวทช. ไปขับเคลื่อนบริษัทฯ มาร่วมออกบูธแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม พร้อมร่วมกิจกรรม Pitching Stage ที่เปิดให้ผู้ประกอบการมานำเสนอโมเดลธุรกิจ และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการทั้ง 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด , บริษัท เอไอไนน์ จำกัด , บริษัท เฮลท์ไซแอนซ์ อินโนเวชั่น จำกัด , บริษัท บี ไอ จี เนเชอรัล อินโนเทค จำกัด , บริษัท เมดไบโอซิน จำกัด , บริษัท เซนเซชั่น ซีเอส จำกัด , บริษัท คอสเม่เน็ต จำกัด , บริษัท ซีนเนอร์ยี่ เทคโนโลยี จำกัด , บริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด , บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และ บริษัท ซินโนวิ จำกัด อีกทั้ง สวทช. ยังร่วมออกบูธนำเสนอบริการสำคัญของ สวทช. ในงานนี้ด้วย ความร่วมมือจัดงานในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสที่สำคัญให้ผู้ประกอบการ SME ได้เผยแพร่ความสำเร็จในการก้าวข้ามสู่การเป็น SME มูลค่าสูงด้วยการนำผลงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมไปดำเนินธุรกิจ สร้างความสามารถในการแข่งขัน และนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. ยังร่วมกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “From Ideas to Impact: ปั้นธุรกิจให้เป็น เห็นโอกาสด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” กล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้ง SME และ Startup ผ่านกลไกต่าง ๆ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ โดย สวทช. มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และแพลตฟอร์มบริการเฉพาะทางรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น FoodSERP มีทีมสนับสนุนครบวงจรทั้งด้านการตลาด การจดสิทธิบัตร และการร่วมมือกับ อย. นอกจากนี้ยังเน้นระบบ "ส่งไม้ต่อ" ให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างรวดเร็ว เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.กอบกุล ยังเผยถึงการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต การแข่งขันด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความแม่นยำ และการมีอัตลักษณ์หรืออาวุธที่แตกต่างเฉพาะตัว พร้อมแนะผู้ประกอบการยึดแนวคิด "3 อย่า" คือ 1.อย่ารอความสมบูรณ์แบบจนเสียโอกาสในการเริ่มต้น 2.อย่ากลัว Red Ocean เพราะตลาดที่มีการแข่งขันสูงสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และ 3.อย่าเดินคนเดียว ให้เน้นสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคง
ทั้งนี้ “SME ต้องรอด 2026” มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม ยกระดับความรู้และความพร้อมด้านการเงิน พร้อมส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์และยั่งยืน ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน นักลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Special Talks – ขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารและอาหารมูลค่าสูง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย Food Innopolis จัดกิจกรรม “Special Talks – ขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารและอาหารมูลค่าสูง” สำหรับผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการเตรียมความพร้อมก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 Food Innopolis สวทช. จัดกิจกรรม “Special Talks – ขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารและอาหารมูลค่าสูง” ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร อาจารย์ นักวิจัย และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาหาร หลักเกณฑ์และขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหารอย่างถูกต้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารและอาหารมูลค่าสูง โดยมี คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Food Innopolis กล่าวเปิดงานและแนะนำข้อมูลบริการของ Food Innopolis แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
Food Innopolis ได้รับเกียรติจาก ภญ. ทิพย์วิมล จุลหาญกิจ เภสัชกรชำนาญการ กองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรมและการบริการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการวินิจฉัยผลิตภัณฑ์สุขภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงสู่เชิงพาณิชย์ โดยฉายแผนภาพตั้งแต่การสร้างแนวคิดผลิตภัณฑ์ แนวทางการวิจัยพัฒนา การจัดประเภทผลิตภัณฑ์ แนวทางการผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายออกสู่ตลาด รวมถึงการแนะนำบริการของ อย. คือ “บริการให้คำปรึกษาออนไลน์” หรือ “e - Consult” ที่ให้การบริการแบบครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาทั่วไป การวินิจฉัยประเภทผลิตภัณฑ์ และการขอรับคำปรึกษาเชิงรุก
คุณอรสุรางค์ ธีระวัฒน์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอาหาร ให้เกียรติบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายอาหารที่จำเป็นต่อผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง โดยในการบรรยายครั้งนี้ วิทยากรได้กล่าวถึงรายละเอียดเรื่องของกฎหมายอาหาร หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น ข้อกำหนดการห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ Positive lists สำหรับอาหารบางประเภท อาหารใหม่ วัตถุเจือปนอาหาร และการกล่าวอ้างฯ บนฉลากอาหาร ซึ่งเป็นรายละเอียดสำคัญที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถเตรียมข้อมูล เอกสาร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง
ปิดท้ายกิจกรรมในช่วงเช้าด้วยหัวข้อ การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร โดย คุณชัยรัตน์ พึ่งเพียร นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการ กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้เกียรติบรรยายเกี่ยวกับขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งนับเป็นด่านสุดท้ายที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายในตลาดอย่างถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนจะเริ่มตั้งแต่ การจัดประเภทอาหาร การเตรียมสถานที่ผลิตอาหาร ข้อกำหนดพื้นฐานสถานที่ผลิต การบังคับใช้ GMP การเตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตและผลิตภัณฑ์อาหารที่พร้อมออกสู่ตลาด ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และเรียนรู้ระบบ e – Submission เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขออนุญาตจริง เรียกได้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านได้ทั้งรับความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมายอาหาร ทราบหลักการขั้นตอนที่ถูกต้อง นับเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารเพื่อออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบถ้วน และนอกจากกิจกรรมสัมมนาช่วงเช้าแล้ว ในช่วงบ่ายผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ได้มีโอกาสขอรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แบบ One on One กับทีมวิทยากร และทีมงานของ Food Innopolis เพื่อนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และคำแนะนำต่าง ๆ ไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป
สำหรับท่านใดที่พลาดกิจกรรมในครั้งนี้ของ Food Innopolis สามารถติดตามบันทึกการบรรยายย้อนหลังได้ทาง Youtube channel – เมืองนวัตกรรมอาหาร ได้ นอกจากนี้ Food Innopolis ยังมีกิจกรรมสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการต่าง ๆ อีกมากมายให้ได้ติดตาม ซึ่งทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่จัดขึ้นมาเพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารในทุกขนาดให้มีความพร้อมในการวิจัย พัฒนา นวัตกรรมอาหารออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ต่อไป
ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ทาง www.facebook.com/foodinnopolis และเว็บไซต์ www.foodinnopolis.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย นาโนเทค จับมือ กรมการแพทย์แผนไทยฯ นำ “นาโนเทคโนโลยี” ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ยาแผนไทยมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ผสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมนาโน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพสารสกัดสมุนไพร เร่งเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน
ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สมุนไพรไทย” และ “ตำรับยาแผนไทย” เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและด้านทรัพยากรที่มีมูลค่าของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับ สวทช. โดยนาโนเทค จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบายและระบบบริการสุขภาพ เข้ากับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึก เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย
“ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บและการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมไปถึงการประเมินฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย สอดคล้องกับ 1 ใน 4 Strategic Focus ด้าน Herbal Health & Wellness ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมพร้อมถ่ายทอด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ไปจนถึงองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นาโนเทคจะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดตำรับยาแผนไทยที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพของตำรับยาให้มีมาตรฐาน มีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว
ดร. นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพ นำมาศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร เช่น การเพิ่มความคงตัว การละลาย และการดูดซึม ตลอดจนพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีผลการรักษาที่ชัดเจน พร้อมนำไปใช้งานจริงในสถานพยาบาล
“ความร่วมมือในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จะช่วยพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลของยาแผนไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริม
ด้าน ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) ของนาโนเทค สวทช. มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งสร้างนวัตกรรมยาตามตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสุขภาพคนและสัตว์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมุ่งเน้นการต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม ด้วยการนำนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เข้าไปเสริมประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่
กลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ
กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้
กลุ่มบรรเทาอาการปวด
เพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์และสามารถผลักดันไปสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมายที่มีศักยภาพ และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงประสิทธิผลของสูตรตำรับ” ดร.อุดม กล่าว
ความร่วมมือระหว่าง สวทช. โดย นาโนเทค และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายผลสู่ระบบสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยและสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 24 ส.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ไทย–ออสเตรเลีย ผนึกกำลังวิจัย สร้างนวัตกรรมโลก
“อนุทิน” นำ สวทช. เยือนออสเตรเลีย จับมือ CSIRO ยกระดับงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ครอบคลุมอาหารแห่งอนาคต ชีวเภสัชภัณฑ์ เกษตรแม่นยำ พลังงานสะอาด พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของภูมิภาค ... >> อ่านต่อ
ปักธง Wellness for All ! สวทช. ขยาย 3 บริการ FoodSERP ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ
ย้ำความสำเร็จ 2 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจทะลุ 8.9 พันล้านบาท รุกเปิดตัว PxSERP, FlavorSERP และ PetSERP ตอบโจทย์โภชนาการแม่นยำ กลิ่นรส และมาตรฐานสัตว์เลี้ยง ปูทางนวัตกรรมไทยชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
... >> อ่านต่อ
มหกรรมวิทย์ฯ 69 ชู STEAM ปลุกพลังคิดสร้างสรรค์ : ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเปิดงาน จัดกิจกรรม Hands-on ตามแนวคิด STEAM Education เช่น จัดสวนขวด ไดโนเสาร์บันไดงู Popcorn Bar และนวัตกรรมอาหารจาก FoodSERP เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้เยาวชนในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.


