หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. คว้า 2 รางวัลใหญ่ “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569” ส่ง “CottonPro” ชนะเลิศ ด้านสิ่งแวดล้อม ควงคู่ “DAPBot” คว้ารองอันดับ 2 ด้านสังคม
(2 ตุลาคม 2569) ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คว้ารางวัลสุดยอด ในพิธีมอบ “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569” (National Innovation Awards 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรติ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รางวัลนี้ได้มายากเพราะต้องเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและได้มาตรฐาน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ‘ก้าวต่อไปของนวัตกรรมไทย’ กระทรวง อว. จึงร่วมกับ NIA เตรียมกลไกหนุน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เร่งรัดบัญชีนวัตกรรม เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อได้ง่ายขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือก่อนขยายสู่ตลาดโลก 2) จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย เพื่อนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยแชร์ความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเอกชน และ 3) ปูรากฐานงานวิจัยเชิงลึก ผ่านเทคโนโลยีระดับสูงอย่างแสงซินโครตรอน พร้อมจับมือกระทรวงพาณิชย์ปลดล็อกการจดสิทธิบัตร เพื่อให้นวัตกรรมไทยแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง “เป้าหมายสูงสุดของนวัตกรรมไม่ใช่เพียงความสำเร็จบนหน้ากระดาษหรือตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือการสร้างประโยชน์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของมนุษย์ วันนี้รัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบรางวัล แต่กำลังเร่งทลายทุกข้อจำกัด ทั้งการเปิดตลาดภาครัฐ การร่วมลงทุน และการผลักดันวิทยาศาสตร์เชิงลึก เพื่อให้นวัตกรรมไทยเติบโตเป็น New Growth Engine ที่นำพาประเทศสู่เวทีโลก การที่เราจะยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามและมีอำนาจต่อรอง เราต้องสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง และหายใจด้วยจมูกของตัวเองให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เข้มแข็งเป็นรากฐานของตนเอง” รมว.อว. กล่าว โดยในปีนี้ทีมนักวิจัยจาก สวทช. คว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ ผลงาน “CottonPro” คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้านสิ่งแวดล้อม และ ผลงาน “DAPBot” คว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ด้านสังคม โดยทั้ง 2 ผลงานอยู่ในประเภทองค์กรภาครัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไร โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. พร้อมด้วย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค ได้เข้าร่วมในพิธีเพื่อแสดงความยินดีแก่นักวิจัยและทีมงานผู้พัฒนาผลงาน สำหรับผลงานวิจัยของ สวทช. ที่สร้างชื่อเสียงและคว้ารางวัลในครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน “CottonPro (คอตตอนโปร): นวัตกรรมเอนไซม์จากจุลินทรีย์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสำลีสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ” ได้รับรางวัลชนะเลิศ ด้านสิ่งแวดล้อม ประเภทองค์กรภาครัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไร โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเอนไซม์จุลินทรีย์เพื่อแปรรูปสำลีและแปรรูปเส้นใยอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนา CottonPro มัลติเอนไซม์สัญชาติไทยที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อใช้ทดแทนสารเคมีอันตรายในขั้นตอนการกำจัดสิ่งสกปรกและฟอกขาวสำลี ช่วยลดการใช้สารเคมีได้สูงสุดถึง 60% พร้อมทั้งลดการใช้น้ำ พลังงาน และระยะเวลาในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรเดิมได้ทันที (drop-in solution) ทำให้ได้สำลีคุณภาพสูงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ตอบโจทย์อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับมาตรฐานสีเขียวระดับสากล และสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์รวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท ผลงาน “DAPBot (แดปบอท) คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร แพลตฟอร์มสนับสนุนการจำแนกศัตรูพืชและการเข้าถึงชีวภัณฑ์การเกษตร เพื่อการเกษตรไทยปลอดภัยด้วยชีวภัณฑ์” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ด้านสังคม ประเภทองค์กรภาครัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไร โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ได้พัฒนา DAPBot เป็นแพลตฟอร์มผู้ช่วยดิจิทัลบน LINE Official Account สำหรับเกษตรกร ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำแบบครบวงจรใน 3 ด้าน ได้แก่ การวินิจฉัยและจำแนกศัตรูพืชได้อย่างถูกต้อง การเชื่อมโยงช่องทางให้เกษตรกรเข้าถึงชีวภัณฑ์คุณภาพได้อย่างรวดเร็ว และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวภัณฑ์ด้วยการประมวลผลข้อมูลสภาพอากาศเชิงพื้นที่ เพื่อช่วยลดการใช้สารเคมีอันตรายและยกระดับการเกษตรไทยสู่ความปลอดภัยอย่างยั่งยืน การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation Awards) เป็นรางวัลนวัตกรรมทรงเกียรติสูงสุดของไทยที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรตินวัตกรและองค์กรผู้สร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่น ซึ่งสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ชาตินวัตกรรม” อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่ต้องการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่ต้องการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis เพื่อรับคำปรึกษาและร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร อย. แบบ One on One กับทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ 📆⏰⏳ วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/bvEN3212Y441Yvpx6 ช่องทางการรับคำปรึกษา 💻 ระบบประชุมออนไลน์ 📧 อีเมล 📳 โทรศัพท์ 📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
“ยศชนัน” ชวน 5 กระทรวง X กทม. ลุย “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม”
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ทำหน้าที่กำกับดูแลและแก้ปัญหาอุทกภัยในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน (รง.) นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) และ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงเปิดตัวระบบ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม” เพื่อเป็นช่องทางกลางเชื่อมความต้องการของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานช่วยเหลือ โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํา ศธ. ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารจากทุกกระทรวง เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. (ถนนโยธี) ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวถึงแนวคิดของความร่วมมือครั้งนี้ว่า เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องการทำความสะอาดและการซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจไม่มีประกันรองรับ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลือ โดยได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการ NECTEC สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งดูแลระบบ Traffy Fondue ประกอบกับทาง กทม. มีความคุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว จึงนำมาใช้เป็นฐานตั้งต้นในการทำงาน เพื่อบูรณาการกำลังคนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงกลุ่มอาชีวศึกษา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน นอกจากนี้ สำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง หรือผู้อยู่อาศัยในเคหะที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ด้วยตนเอง ทางกระทรวง พม. จะมีอาสาสมัคร พม. (อพม.) เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับการซ่อมแซมอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ โครงการยังเปิดรับจิตอาสาจากภาคเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ ให้สามารถลงทะเบียนเข้ามาทาง Traffy Fondue เพื่อเป็นการระดมกำลังคนไทยทั้งหมดมาช่วยเหลือ กทม. ในครั้งนี้ด้วย ด้าน พลโท อดุลย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ กทม. และพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า ในระยะเร่งด่วน กองทัพจะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากทุกเหล่าทัพร่วมกับ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะเยียวยาและฟื้นฟูเมื่อสถานการณ์น้ำคลี่คลาย ขณะที่ รศ.ทวิดา รายงานสถานการณ์พื้นที่ว่า ปัจจุบัน กทม. ยังมีจุดวิกฤตน้ำท่วมขังสูงในหลายเขต ทั้งฝั่งตะวันออก (เช่น ลาดกระบัง หนองจอก ประเวศ) โซนเหนือ (เช่น สายไหม คลองสามวา บางเขน) และโซนอื่น ๆ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพได้ส่งกำลังพล รถสูง และเรือเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการอพยพผู้ป่วยฉุกเฉินออกจากพื้นที่แล้ว 776 คน สำหรับระยะต่อไปคือการฟื้นฟูคืนสภาพ ทั้งการทำความสะอาดและซ่อมแซมระบบไฟ-บ้านเรือน โดยจะใช้ระบบ Traffy Fondue เป็นตัวกลางในการผนึกกำลังร่วมกับวิศวกรอาสา ช่างทหาร และเครือข่ายช่างจากกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือในแต่ละจุดอย่างเป็นระบบ นายจุลพันธ์ ระบุว่า กระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ระดมทีมช่าง เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่องใช้ และยานพาหนะให้ประชาชนฟรีทั้งหมด โดยใน กทม. ได้เปิดจุดบริการซ่อมรถยนต์และจักรยานยนต์ที่จมน้ำแล้วหลายแห่ง ซึ่งการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่กระทรวงใช้งานอยู่เดิม จะช่วยให้การสับเปลี่ยนกำลังพลและบริหารทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุดและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ นายนิกร เน้นย้ำการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และคนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในแฟลตของการเคหะแห่งชาติ การนำระบบ Traffy Fondue มาใช้ จะช่วยให้เครือข่ายนิติบุคคลและกลุ่มอาสาสมัคร (อพม.) สามารถค้นหาความต้องการและประสานงานช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ลดโอกาสที่ประชาชนจะตกหล่นจากระบบ นายอัครนันท์ กล่าวว่า จะนำศักยภาพของเครือข่ายสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งครูและนักศึกษา ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังน้ำลด โดยใช้ Traffy Fondue เป็นช่องทางกลางรับเรื่อง ก่อนประมวลผลและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมในพื้นที่ ทั้งเครือข่าย มทร. อาชีวศึกษา หรือกระทรวงแรงงาน โดยผู้แจ้งสามารถติดตามสถานะได้จนกว่างานจะซ่อมเสร็จ ขณะที่ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกฯ ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กล่าวเสริมว่า มีศูนย์ที่เปิดให้บริการ หากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ก็จะได้รับการบริการที่รวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและอาชีวะได้จัดเตรียมหน่วย Mobile Unit เพื่อเข้าไปซ่อมแซมให้ในกรณีที่ไม่สามารถนำอุปกรณ์ออกมาได้ แต่ในเบื้องต้น หากนำอุปกรณ์มาที่ศูนย์ก่อนได้ก็จะดีกว่า เนื่องจากศูนย์มีความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์และหน่วย Mobile Unit ที่พร้อมให้บริการ จากนั้น ดร.วสันต์ อธิบายถึงรูปแบบบริการว่า ครอบคลุมตั้งแต่การซ่อมที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟ รถยนต์/จักรยานยนต์ การทำความสะอาด ศูนย์พักพิง อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบริการทางการแพทย์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของหน่วยงานในพื้นที่ ปัจจุบันได้เปิดจุดบริการนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และกาญจนบุรี สำหรับภาคเอกชนที่สนใจร่วมช่วยเหลือ สามารถสอบถามรายละเอียดผ่าน LINE ได้ที่ @fonduehelp ขั้นตอนการแจ้งขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบ 1.เข้าแอปพลิเคชัน LINE เพิ่มเพื่อน @TraffyFondue และเลือกเมนู “ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม” 2.เลือกประเภทความช่วยเหลือ 3.กรอกรายละเอียดและแนบภาพถ่ายความเสียหาย 4.แชร์ตำแหน่งสถานที่ (Location) ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ 5.ระบบจะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถติดตามสถานะได้จนจบงาน ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม  สำหรับการบริหารจัดการหน้างาน หากเป็นสิ่งของที่เคลื่อนย้ายได้ จะประสานให้นำมาที่จุดบริการซ่อม แต่หากเป็นอุปกรณ์ชิ้นใหญ่หรืองานระบบในบ้านที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะประสานทีมช่างให้เข้าไปดำเนินการถึงที่พักอาศัยตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี โครงการ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม” ทำหน้าที่เชื่อมศักยภาพของทุกภาคส่วนให้ทำงานเป็นระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินหาความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน แต่สามารถเริ่มต้นจากจุดเดียวผ่านแพลตฟอร์ม แล้วให้ภาครัฐเป็นผู้ประสานความช่วยเหลือที่เหมาะสมไปถึงมือประชาชน ภายใต้เป้าหมาย “แจ้งง่าย ส่งถึงหน่วยที่ช่วยได้ ติดตามได้ จนจบงาน” ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดและพื้นที่ให้บริการได้จากประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ประกาศผลทีมผู้ชนะโครงการ “Space Harvest Ideathon: Video Contest” ดันไอเดียเยาวชนไทย “มันเทศ-อะกาเว” ลุ้นทดลองปลูกจริงบนอวกาศ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศผลการประกวดแนวคิดการปลูกพืชในอวกาศ โครงการ Space Harvest Ideations: Video Contest เปิดตัว 2 ทีมชนะเลิศระดับมัธยมศึกษาจากจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ที่โชว์ศักยภาพบูรณาการความรู้ชีววิทยาและวิศวกรรมอวกาศ นำเสนอแนวคิดปลูก "มันเทศ" และ "อะกาเว" โดย สวทช. เตรียมเสนอผลงานพืชทั้งสองชนิดให้องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) พิจารณา เพื่อนำไปทดลองปลูกจริงในสภาวะอวกาศในปี พ.ศ. 2570 รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ ทีม THE JANG SANG LUY จากโรงเรียนเทิงวิทยาคม จังหวัดเชียงราย สมาชิกในทีม (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) ประกอบด้วย เด็กชายจักราวุธ พรมสี, นายณัฐพล ช่างเหลา และ นายคุณากร ไชยปันดิ โดยมี นางกัณจณา อักษรดิษฐ์ เป็นคุณครูที่ปรึกษา ทีมชนะเลิศระดับ ม.ต้น นำเสนอการปลูกมันเทศ (พันธุ์ Taichung) พืชหัวทรงคุณค่าทางโภชนาการสูงที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเกือบทุกชนิด แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร โดยสามารถนำส่วนใบและยอดมาประกอบอาหารสดบำรุงสุขภาพให้นักบินอวกาศได้ในระหว่างรอการเก็บเกี่ยวหัวมันเทศ นอกจากนี้ มันเทศยังขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยวิธีปักชำ (Stem Cutting) เจริญเติบโตเร็ว มีลักษณะเป็นไม้พุ่มทรงเตี้ย จึงเหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่จำกัดบนสถานีอวกาศหรือโรงเรือนบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ ส่วนรางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ทีม Kids Hod To The Moon จากโรงเรียนฮอดพิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกในทีม (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4) ประกอบด้วย นางสาวอัญชนา ทาหนัก, นางสาวจิรัญญา บรรทา และ นางสาวสิทธินี บุญก้ำ โดยมี นายศุภการณ์ ปลาสุวรรณ์ เป็นคุณครูที่ปรึกษา ผลงานชนะเลิศระดับ ม.ปลาย ชูแนวคิดการปลูก “อะกาเว” (Agave) พืชแห่งอนาคตรองรับการตั้งถิ่นฐานระยะยาวบนดวงจันทร์ภายใต้โครงการ Artemis โดยนำเสนอศักยภาพในฐานะ “โรงงานชีวภาพ” (Biological Factory) ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารพลังงานสูง และแหล่งผลิตเส้นใยสำหรับสร้างวัสดุคอมโพสิตเพื่อซ่อมแซมฐานทัพหรือแปรรูปเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้เสนอนวัตกรรมการปลูกด้วยระบบ Bio-coated Capillary Bed เพื่อแก้ปัญหาความแหลมคมของฝุ่นดินดวงจันทร์ (Regolith) และสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ผสานกับกลไกการสังเคราะห์แสงแบบ CAM ของอะกาเวที่ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างมหาศาล ถือเป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ทั้งชีววิทยา วัสดุศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของนักบินอวกาศอย่างยั่งยืนทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับขั้นตอนต่อไป สวทช. จะนำข้อเสนอแนวคิดการปลูกพืชทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ มันเทศและอะกาเว ของเยาวชนไทย นำส่งให้ JAXA พิจารณาคัดเลือก เพื่อนำไปทดลองปลูกจริงในอวกาศต่อไปในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีวิจัยอวกาศระดับสากล โครงการ Space Harvest Ideathon: Video Contest เป็นกิจกรรมความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ องค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาคิดค้นและออกแบบแนวทางการเกษตรอวกาศ เพื่อรองรับการดำรงชีวิตและการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติในอนาคต สามารถติดตามข้อมูลโครงการได้ทางเพจ NSTDA SPACE Education ผลงานคลิปวิดีโอทีมชนะเลิศระดับ ม.ต้น โรงเรียนเทิงวิทยาคม จังหวัดเชียงราย https://youtu.be/xxBBfIFRanc ผลงานคลิปวิดีโอทีมชนะเลิศระดับ ม.ปลาย โรงเรียนฮอดพิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ https://youtu.be/H1hCkxJVz8s
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ครั้งแรกของไทยกับความร่วมมือขับเคลื่อนมาตรฐานสากล IDDSI เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย
สถาบันอาหาร ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ผนึกกำลังครั้งสำคัญขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสู่สังคมสูงวัย เปิดตัวการรับรองมาตรฐานสากล IDDSI สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก พร้อมลงนามความร่วมมือทางวิชาการและส่งมอบนวัตกรรมเครื่องมือทดสอบฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม (วันที่ 1 ตุลาคม 2569) ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร จัดงาน “FOOD INNOVATION FOR AGING SOCIETY: ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสำหรับสังคมสูงวัย” ขึ้น โดย นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต้อนรับและเปิดงาน ระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ โภชนาการ และความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเคี้ยวหรือกลืนลำบาก อาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สถาบันอาหารในฐานะหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการและองค์ความรู้ในการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ เนื้อสัมผัส ความหนืด รวมถึงระดับและลักษณะของอาหารปรับเนื้อสัมผัสตามมาตรฐาน IDDSI อีกทั้งยังมีศักยภาพในการให้บริการ พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารเพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ การร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. ในครั้งนี้ จึงเป็นการนำองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบอย่าง Flow Tester และ Fork Tester มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบากตามกรอบมาตรฐานสากล IDDSI อย่างเป็นรูปธรรม ด้าน รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และการจัดทำ Roadmap” โดยระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ รศ. ดร.เติมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูล ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุไทยเชิงลึก 2. การพัฒนามาตรฐาน ระบบทดสอบ และการรับรองที่น่าเชื่อถือ ผ่านการขับเคลื่อนมาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน 3. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบ และ 4. การจัดทำ Roadmap อาหารสำหรับผู้สูงอายุของประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางระยะสั้น กลาง และยาว ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำจนถึงการใช้ประโยชน์จริงในระบบบริการสุขภาพ ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส เอ็มเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ “มาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester: ยกระดับอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก สู่มาตรฐานเพื่อสังคมสูงวัย” โดยกล่าวว่า ความสำคัญของมาตรฐานสากล IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งแบ่งอาหารและเครื่องดื่มเป็น 8 ระดับ (0-7) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากจากการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในช่องปาก ไม่ให้เกิดภาวะสำลักจนนำไปสู่ปอดติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ เอ็มเทค สวทช. ได้ออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ตามแนวคิด User-oriented Design เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำจากการทดสอบด้วยมือแบบดั้งเดิม อุปกรณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเบา ผลิตได้ภายในประเทศ และปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้การแสดงฉลากอาหารปรับเนื้อสัมผัสต้องมีผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการหรือหน่วยงานที่ใช้เครื่องมือมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งเอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนเพื่อจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารปรับเนื้อสัมผัสแล้ว รวมถึงเปิดให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องการระบุฉลากตามเกณฑ์ IDDSI แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเอ็มเทค และ สถาบันอาหาร เพื่อร่วมกันผลักดันการเป็นหน่วยทดสอบอาหารปรับเนื้อสัมผัสที่ต้องการติดฉลากตามเกณฑ์ IDDSI การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างอาหารและบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต ตลอดจนพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดแบบรวดเร็ว (Rapid Test) พร้อมกันนี้ได้มีพิธีมอบเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จากเอ็มเทค สวทช. ให้แก่สถาบันอาหาร เพื่อใช้เป็นฐานรากสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านการบริการวิชาการ การตรวจวิเคราะห์ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของสังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนต่อไป เอ็มเทค สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่าย และเปิดรับบริการทดสอบความหนืดของอาหารและเครื่องดื่มตามมาตรฐาน IDDSI ติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการทดสอบความหนืด ได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (คุณชนิต วานิกานุกูล) โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 อีเมล chanitw@mtec.or.th หรือติดต่อสถาบันอาหาร (NFI) ขอรับบริการตรวจวิเคราะห์ ได้ที่่แผนกบริการลูกค้า สถาบันอาหาร โทรศัพท์ 0 2422 8688 ต่อ 5301 – 5309 อีเมล cslab@nfi.or.th / Line OA @nfithailand
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
LTCC-GASSET แพลตฟอร์มต่อยอด “วัสดุ” สู่ “เซนเซอร์ตรวจวัดแก๊สพร้อมใช้งาน”
สรุปใจความสำคัญ เนคเทค สวทช. พัฒนา LTCC-GASSET แพลตฟอร์มสำหรับต่อยอดวัสดุสารกึ่งตัวนำโลหะออกไซด์ขั้นสูง สู่เซนเซอร์และระบบตรวจวัดแก๊สพร้อมใช้งาน ใช้ LTCC ในการประกอบเซนเซอร์ เพื่อลดข้อจำกัดด้านเครื่องมือและต้นทุน เหมาะสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และการทดสอบตลาด มีการวิจัยต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเซนเซอร์ ทั้งเพื่อภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมการเกษตร ความปลอดภัยในโรงงาน รวมถึงการใช้คัดกรองโรคในมนุษย์ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาวัสดุสารกึ่งตัวนำโลหะออกไซด์ขั้นสูงที่มีสมบัติตอบสนองทั้งความจำเพาะและความไวที่โดดเด่นเป็นจำนวนมาก และมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แก๊สเซนเซอร์ ตลอดจนนวัตกรรมระบบตรวจวัดแก๊ส หากแต่กลับต้องเผชิญคอขวดสำคัญ คือ การเข้าถึงเทคโนโลยีการประกอบวัสดุเหล่านั้นให้กลายเป็นเซนเซอร์ และการพัฒนาระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้เซนเซอร์เหล่านั้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา แพลตฟอร์มสำหรับสร้างเซนเซอร์และระบบตรวจวัดแก๊ส “LTCC-GASSET (แอลทีซีซี-แก๊สเซต)” สำหรับสนับสนุนการวิจัยต่อยอดวัสดุสารกึ่งตัวนำโลหะออกไซด์ขั้นสูงสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม LTCC-GASSET ต่อยอด “วัสดุ” สู่ “เซนเซอร์พร้อมใช้งาน” GASSET หรือ Gas Sensing with Easy and Effective Technology คือ ผลงานการวิจัยมุ่งเป้าเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ตอบสนองแก๊สด้วยเทคโนโลยีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยนำ LTCC หรือ Low Temperature Cofired Ceramic ซึ่งเป็นเซรามิกเผาร่วมที่อุณหภูมิต่ำมาใช้เป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้การขึ้นโครงสร้างเซนเซอร์ทำได้ง่าย โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือขั้นสูงราคาหลักล้านบาทในการประกอบชิ้นงาน [caption id="attachment_91857" align="aligncenter" width="750"] ดร.คทา จารุวงศ์รังสี นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.คทา จารุวงศ์รังสี นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ปัจจุบันการผลิตเซนเซอร์ตรวจวัดแก๊สชนิดสารกึ่งตัวนำเชิงพาณิชย์ นิยมใช้เทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค หรือ MEMS (Micro-Electro-Mechanical Systems) ในการผลิต เพราะเป็นวิธีการที่เหมาะแก่การผลิตเชิงปริมาณ แต่ด้วยวิธีการนี้มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ทำให้ไม่เหมาะแก่การผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ยังอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการผลิต เทคโนโลยี LTCC-GASSET ที่มุ่งเน้นให้การผลิตเซนเซอร์ทำได้ง่าย และต้นทุนการผลิตต่ำกว่า จึงตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี “ในการพัฒนาเทคโนโลยีประกอบเซนเซอร์ ทีมวิจัยได้นำวัสดุ LTCC ที่มีสมบัติสำคัญใกล้เคียงเซรามิกทั้งเรื่องความแข็งแรงและการทนความร้อน อีกทั้งยังสามารถตัดแต่งโครงสร้างให้มีความซับซ้อนก่อนนำไปเผาได้ มาผลิตเป็นโครงสร้างลอยแบบสะพานที่มีความกว้างใกล้เคียงกับรากผม (ประมาณ 120 ไมโครเมตร) มีลวดลายขั้วไฟฟ้าสำหรับทำหน้าที่วัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าของวัสดุตอบสนองแก๊ส รวมถึงให้พลังงานความร้อนแก่วัสดุที่ประกอบรวมอยู่บนโครงสร้างสะพานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการที่โครงสร้างมีขนาดเล็ก มีการใช้พลังงานต่ำ จะเป็นปัจจัยเสริมทำให้สามารถนำเซนเซอร์ที่พัฒนาไปประยุกต์ใช้กับภารกิจต่างๆ ได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้นด้วย” นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเซนเซอร์ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาระบบและโมดูลเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะต่าง ๆ ขึ้น เพื่อให้ระบบสามารถรองรับการนำข้อมูลมาแปลผลระดับความเข้มข้นแก๊ส และการจำแนกข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาต้นแบบได้อย่างมีนัยสำคัญ ทดสอบใช้งานจริงแล้วทั้งภารกิจ “สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม และการแพทย์” จากแนวคิดเริ่มต้นในการพัฒนาแพลตฟอร์ม LTCC-GASSET เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการผลิตเซนเซอร์สำหรับทดสอบใช้งานจริง ทีมวิจัยยังได้ร่วมกับนักวิจัยหลากสาขาพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน ดร.คทา เล่าว่า ตัวอย่างแรกคือ เซนเซอร์แบบทุ่นลอยน้ำสำหรับตรวจวัดระดับความเข้มข้นของแก๊สแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์บริเวณผิวน้ำของบ่อบำบัดแบบเรียลไทม์ ที่ทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนจาก รศ. ดร.วิรันธชา เครือฟู คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการพัฒนาวัสดุตอบสนองแก๊สที่จำเพาะต่อแก๊สแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นเซนเซอร์ในทุ่นตรวจวัดแก๊สจากผิวน้ำ สำหรับใช้ตรวจวัดระดับความเข้มข้นของแก๊สในส่วนบ่อปรับเสถียร ซึ่งเป็นบ่อที่อยู่ภายหลังระบบบำบัดแบบไร้อากาศ เพื่อศึกษาผลของการเสริมจุลินทรีย์ในบ่อบำบัดเพื่อลดการเกิดแก๊สแอมโมเนีย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ผศ. ดร.ฐปน ชื่นบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยทีมวิจัยยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ด้วย “อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นนี้ ไม่เพียงช่วยให้ติดตามสภาวะการเกิดกลิ่นรบกวนได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ แต่ยังช่วยให้วางแผนการแก้ไขปัญหาเชิงป้องกันได้อย่างตรงจุด ซึ่งข้อมูลปริมาณแก๊สที่ตรวจวัดได้สามารถนำไปใช้คำนวณคาร์บอนเครดิตในรูปปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) จากการลดการปล่อยแก๊สด้วยวิธีการบริหารจัดการบ่อบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมได้อีกด้วย ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)” นอกจากการใช้เซนเซอร์เพื่อติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เปิด ทีมวิจัยยังสนับสนุนบุคลากรวิจัยจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในการนำ LTCC-GASSET ไปต่อยอดการวิจัยผลิตภัณฑ์เซนเซอร์เพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน ตั้งแต่การเฝ้าระวังความปลอดภัยในโรงงาน การควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิตทางการเกษตร ไปจนถึงการใช้คัดกรองโรค ดร.คทา ยกตัวอย่างการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจจับแก๊สแอมโมเนียสำหรับเฝ้าระวังการรั่วไหลในระบบทำความเย็นของโรงงานว่า ได้สนับสนุนทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการนำวัสดุที่มีความจำเพาะต่อแก๊สแอมโมเนียสูง มาต่อยอดสู่อุปกรณ์ตรวจจับการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียในโรงงาน โดยปัจจุบันอยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี และยังคงเปิดรับความร่วมมือกับภาคเอกชนในการต่อยอดสู่การใช้งานจริงภายในโรงงานอุตสาหกรรม “ด้านการเกษตร ทีมวิจัยได้สนับสนุนทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ใช้ในการรมลำไยเพื่อยืดอายุผลผลิตก่อนการส่งออก ซึ่งจะต้องมีการตรวจวัดปริมาณแก๊สภายในห้องรมแก๊ส เพื่อควบคุมปริมาณแก๊สและลดความเสี่ยงที่จะมีแก๊สตกค้างในผลผลิต เพราะหากปลายทางประเทศผู้รับสินค้าตรวจพบการตกค้างเกินมาตรฐาน อาจมีการตีกลับสินค้าซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ “ขณะที่ทางด้านการแพทย์ ทีมวิจัยได้สนับสนุนบุคลากรวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำทีมโดย รศ. ดร.ชัยกานต์ เลียวหิรัญ ในการพัฒนาระบบตรวจวัดแก๊สบ่งชี้ทางชีวภาพในลมหายใจ เพื่อใช้คัดกรองและจำแนกระยะของโรคปริทันต์อักเสบ และอยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการต่อยอดไปสู่ระบบตรวจวัดแก๊สบ่งชี้ทางชีวภาพในลมหายใจเพื่อคัดกรองโรคในระบบทางเดินอาหาร” จะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์ม LTCC-GASSET ไม่เพียงช่วยลดข้อจำกัดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซนเซอร์ แต่ยังเปิดทางให้นักวิจัยไทยต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรม และช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นักวิจัยและผู้ประกอบการที่สนใจวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตเซนเซอร์ตรวจจับแก๊สประเภทโลหะออกไซด์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2185 หรืออีเมล kata.jaruwongrungsee@nectec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เนคเทค สวทช. ผนึกพันธมิตร โชว์นวัตกรรม “Colored PV” แผงโซลาร์เซลล์หลากสี รุกตลาดอาคารคาร์บอนต่ำและเกษตรอัจฉริยะ
 (วันที่ 30 กันยายน 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews “เจาะลึกนวัตกรรม Colored PV สู่การประยุกต์ใช้ในอาคารและการเกษตร” ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเซอิ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) และ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำเสนอเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดสีสันสวยงาม เพิ่มพื้นที่ผลิตไฟฟ้าให้อาคารและเลือกช่วงแสงให้เหมาะกับการปลูกพืชใต้แผงพร้อมผลทดสอบและแนวทางต่อยอดการผลิตในประเทศสู่การใช้งานจริง ต่อยอดนวัตกรรม Colored PV ขยายขีดความสามารถแผงโซลาร์เซลล์ไทย  ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค สวทช. เริ่มวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ตั้งแต่ปี 2541 จากเทคโนโลยีฟิล์มบางซิลิคอน สู่การพัฒนาแผงและระบบผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้งานหลากหลาย รวมถึง Colored PV หรือ เทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดสีสันสวยงาม โดย Colored PV รุ่นแรกออกแบบให้มีสีสันสวยงามเหมาะกับอาคารหรือ BIPV (Building-Integrated Photovoltaics) จากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ปตท. ในช่วงปี 2555–2557 โดยใช้กระจกประกบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (Glass-to-Glass) ต่อมาเนคเทค สวทช. ร่วมกับบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) พัฒนา Colored PV รุ่นที่สองและสามเป็นเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านได้ซึ่งเหมาะสำหรับใช้งานทั้งอาคาร (BIPV) และการเพาะปลูกพืช (Agrivoltaics) โดยเปลี่ยนวัสดุเป็นพอลิเมอร์โปร่งแสงเพื่อลดน้ำหนัก รุ่นที่สองมีกำลังผลิต 125 วัตต์พีก ขณะที่รุ่นที่สามได้ขยายขนาดแผงและจัดวางเซลล์ให้เต็มพื้นที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเป็น 330 วัตต์พีก พร้อมพัฒนาให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก.  ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค สวทช. เริ่มวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ตั้งแต่ปี 2541 จากเทคโนโลยีฟิล์มบางซิลิคอน สู่การพัฒนาแผงและระบบผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้งานหลากหลาย รวมถึง Colored PV หรือ เทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดสีสันสวยงาม โดย Colored PV รุ่นแรกออกแบบให้มีสีสันสวยงามเหมาะกับอาคารหรือ BIPV (Building-Integrated Photovoltaics) จากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ปตท. ในช่วงปี 2555–2557 โดยใช้กระจกประกบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (Glass-to-Glass) ต่อมาเนคเทค สวทช. ร่วมกับบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) พัฒนา Colored PV รุ่นที่สองและสามเป็นเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านได้ซึ่งเหมาะสำหรับใช้งานทั้งอาคาร (BIPV) และการเพาะปลูกพืช (Agrivoltaics) โดยเปลี่ยนวัสดุเป็นพอลิเมอร์โปร่งแสงเพื่อลดน้ำหนัก รุ่นที่สองมีกำลังผลิต 125 วัตต์พีก ขณะที่รุ่นที่สามได้ขยายขนาดแผงและจัดวางเซลล์ให้เต็มพื้นที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเป็น 330 วัตต์พีก พร้อมพัฒนาให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. ปลดล็อกข้อจำกัดพื้นที่อาคาร เปลี่ยนสถาปัตยกรรมเป็นแหล่งผลิตพลังงาน ดร.กอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นความร่วมมือในการพัฒนา Colored PV ว่าเกิดจากแนวคิดของ ปตท. ตั้งแต่ปี 2557 ที่ต้องการนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เข้ามาใช้ในสถานีบริการน้ำมันรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ BIPV ในขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นแผงจากยุโรปที่ยอมให้แสงและความร้อนผ่านเข้ามาได้ไม่เหมาะกับสภาพอากาศของไทย ทาง ปตท. จึงได้ร่วมมือกับเนคเทค สวทช. พัฒนา Colored PV ที่สามารถป้องกันความร้อนและรังสี UV ได้สำเร็จพร้อมทั้งเพิ่มสีสันให้สวยงามตอบโจทย์การใช้งานได้นำร่องติดตั้งในหลายพื้นที่ อาทิ การจัดเรียงเป็นรูปแผนที่บริเวณอาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. ร้านคาเฟ่อเมซอน และสถาบันนวัตกรรม ปตท. ซึ่งไม่เพียงตอบสนองเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร แต่ยังเป็นหนึ่งในโซลูชันที่สำคัญในการนำเสนอให้แก่ลูกค้าของ ปตท. โดยเฉพาะกลุ่มอาคารสำนักงานที่มีพื้นที่หลังคาจำกัด และกลุ่มโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกไปยังยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนฟุตพรินต์อย่างมาก ด้าน ดร.ปรางค์ สรรพอาษา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไทยเซอิ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่าบริษัทผลักดัน BIPV เพื่อตอบโจทย์ตลาดอาคารประหยัดพลังงาน (Zero Energy Building) โดยเปลี่ยนพื้นที่แนวตั้งอย่างผนังและหน้าต่างให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ช่วยพลิกโฉมการรีโนเวทอาคารเก่าให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากตึกสูงในไทยกว่าร้อยละ 60 แทบไม่สามารถผลิตพลังงานเองได้ เพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่หลังคาและการรับน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิม BIPV จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้โดยเพิ่มพื้นที่ผลิตไฟฟ้าในส่วนที่โซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิมไม่สามารถติดตั้งได้  โดย BIPV ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท คาเนกะ (Kaneka) ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีทั้งแบบทึบและแบบโปร่งใสได้ซึ่งยอมให้แสงส่องผ่านร้อยละ 50 จึงยังคงฟังก์ชันเดิมของอาคารไว้ได้ วัสดุกลมกลืนเหมือนกระจกอาคารทั่วไป ติดตั้งได้ด้วยช่วยให้การลงทุนมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นเมื่อนำมาใช้ทดแทนวัสดุเปลือกอาคารซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในประเทศญี่ปุ่น เช่น ที่สำนักงานของไทเซอิ และการทำเป็นกระจกสีของอาคาร (Facade) ในเมืองโยโกฮาม่า รวมถึง 'อาคารทดสอบ BIPV แห่งแรกในประเทศไทย' ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี จากความร่วมมือของ ไทยเซอิ-คาเนกะ-Ministry of the Environment Japan-สวทช. โดย เอ็นเทค และ เนคเทค เพื่อทดสอบและหาทิศทางการติดตั้งที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในสภาพภูมิอากาศของไทยที่ต่างจากญี่ปุ่น“แม้เทรนด์อาคารประหยัดพลังงานจะอยู่ในความสนใจของตลาดมาโดยตลอด แต่ความท้าทายหลักในปัจจุบัน คือ ต้นทุนการนำเข้าที่สูงทำให้ระยะเวลาคืนทุน (ROI) อาจยังไม่จูงใจนักในไทย ด้วยเหตุนี้ เราจึงผสานความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากประเทศญี่ปุ่นร่วมกับ สวทช. เพื่อมุ่งวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัสดุ BIPV มาสู่ประเทศไทย เพื่อทลายข้อจำกัดด้านต้นทุน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” ดร.ปรางค์ กล่าวเสริม เลือกแสงให้พืช เพิ่มผลผลิตควบคู่การทำสมาร์ตฟาร์ม เนคเทค สวทช. ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาการใช้ Colored PV ตามแนวคิด Agrivoltaics ที่ออกแบบให้แสงส่องผ่านลงไปยังพืชด้านล่างได้ คุณศศิวิมล ทรงไตร ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส เนคเทค สวทช. ระบุว่า แผง Colored PV จะยอมให้รังสีอาทิตย์ผ่านลงสู่พื้นที่ใต้แผงในปริมาณและช่วงคลื่นที่แตกต่างกันตามสีของแผง ทำให้สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการแสงของพืชแต่ละชนิดได้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างเมื่อเทียบกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วไป นอกจากนี้แผง Colored PV ยังช่วยลดความร้อนที่ส่งถึงพืชและลดการระเหยของน้ำในดิน ทั้งนี้ในการติดตั้งระบบจำเป็นต้องคำนึงถึงทิศทาง เงาที่เกิดขึ้นในแต่ละฤดูกาล และความสูงของแผง เพื่อให้เหมาะสมสำหรับการทำเกษตร ขณะเดียวกันก็ต้องหาสมดุลระหว่างพื้นที่ที่ให้แสงผ่านลงมากับจำนวนเซลล์ในแผงเซลล์ฯ สำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้สามารถนำมาใช้ในฟาร์มได้ เช่น ใช้กับระบบสูบน้ำ ระบบให้อาหาร ระบบระบายอากาศ รวมถึงระบบเซนเซอร์และ IoT เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์ม หรือหากมีไฟฟ้าเหลือจากการใช้งานภายในพื้นที่สามารถพิจารณาจำหน่ายไฟส่วนเกินให้เป็นไปตามเกณฑ์รับซื้อของการไฟฟ้า ณ ขณะนั้น ด้าน นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า พลังงานที่ผลิตได้สามารถนำมาใช้กับระบบฟาร์มอัจฉริยะอย่าง HandySense โดยทีมวิจัยได้นำมาบูรณาการเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง “ผำ” พบว่าผำที่เลี้ยงใต้แผงสีแดงและสีน้ำเงินมีน้ำหนักสดและโปรตีนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบปกติ นอกจากนี้ ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน เนคเทค สวทช. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยได้นำแพลตฟอร์ม Acamp ระบบคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์อัตโนมัติเข้ามาทำงานร่วมกับ Colored PV และ HandySense เพื่อติดตามข้อมูลพลังงานและคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ การบูรณาการข้อมูลให้อยู่ในชุดเดียวกันนี้ ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตที่ชัดเจน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และก้าวสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม  ด้าน รศ. ดร.พิสิษฏ์ มณีโชติ อาจารย์วิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า Agrivoltaics ในไทยมีโอกาสเติบโตสูงตามความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยเทคโนโลยี Colored PV จะช่วยบริหารพื้นที่ใต้แผงได้อย่างมีประสิทธิภาพเปลี่ยนจากการแย่งพื้นที่เป็นการผลิตไฟฟ้าร่วมกับการผลิตอาหาร เช่น การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องการย่านแสงและอุณหภูมิเฉพาะ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโมเดลจากการขายไฟเข้าระบบสายส่งเพียงอย่างเดียวเป็นการกักเก็บลงแบตเตอรี่เพื่อขายตรงให้กลุ่มอื่น (Off-grid) เช่น รถ EV โรงงานอุตสาหกรรม หรือเวทีการแสดงกลางแจ้ง ซึ่งให้ประโยชน์รอบด้านทั้งผลตอบแทนการลงทุน การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (CBAM) รวมถึงสามารถต่อยอดใช้กับอาคาร (BIPV) หรือป้ายแสดงผลเพื่อสร้างแลนด์มาร์กท่องเที่ยว ที่ผสมผสานเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามการส่งเสริมให้เกษตรกรประยุกต์ใช้ Colored PV นั้นภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนด้านนโยบาย ต่อยอดงานวิจัย และการส่งเสริมการใช้งานผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรที่ยังไม่มีทุนอาจเริ่มต้นจากการให้เช่าพื้นที่หรือแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับผู้ลงทุนหรืออาจจะกู้ดอกเบี้ยถูกเพื่อการลงทุนด้วยตัวเอง โซลาร์ตรอนรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ต่อยอดการผลิตสู่ตลาดฟาร์มและอาคาร คุณปัทมา วงษ์ถ้วยทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การร่วมมือกับ เนคเทค สวทช. ในครั้งนี้ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ทั้งทางการตลาดและการผลิต จากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างโซลูชันที่สร้างรายได้สองทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับแผงนำเข้าทั่วไป และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ต้องการมูลค่าเพิ่มทั้งในแง่ของธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว Green Financing หรือ ESG Fund ได้ จุดเด่นของ Colored PV รุ่นนี้ คือ น้ำหนักเบา ทนทาน ขนย้ายติดตั้งได้สะดวก และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 330 วัตต์ต่อแผง อีกทั้งยอมให้แสงส่องผ่านได้และมีหลากหลายสีที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้จริง โดย เนคเทค สวทช.ได้จดสิทธิบัตรและอนุญาตให้โซลาร์ตรอนร่วมทำวิจัยเพื่อต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งโซลาร์ตรอนวางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้สองกลุ่ม ได้แก่(1) ภาคการเกษตรอุตสาหกรรม (Agrivoltaics) เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรสูงถึงร้อยละ 40 การใช้พื้นที่ผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำเกษตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยไม่กระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิม(2) ภาคอาคารและสถาปัตยกรรม (Smart Green Building) เน้นการนำแผงไปผสานเป็นผนังอาคาร (BIPV) แทนกระจกทั่วไป ทำให้อาคารผลิตไฟได้เองและผลักดันสู่การเป็นอาคารคาร์บอนต่ำที่มีภาพลักษณ์ด้านความตระหนักรู้ทางพลังงานโมเดลธุรกิจนี้ถือเป็นการให้บริการด้านพลังงาน (Energy as a Service) ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นในไทย ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า ซึ่งขณะนี้โซลาร์ตรอนและ เนคเทค สวทช. กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนงาน ร่วมกัน เพื่อเตรียมแผนการทำตลาดในระยะต่อไป ดร.ปัทมา อธิบาย ดร.อัมพร กล่าวเสริมว่า เมื่อองค์กรนำเทคโนโลยี Colored PV ไปใช้งานเพื่อก้าวสู่อาคารคาร์บอนต่ำ สิ่งสำคัญ คือการมีเครื่องมือชี้วัดที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลพลังงานที่ได้จาก Colored PV ไปเชื่อมต่อกับระบบ Acamp เพื่อประเมินและแสดงผลการลดคาร์บอนผ่านแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความซับซ้อนในการเก็บข้อมูลแล้ว ยังสามารถนำรายงานไปใช้รับมือกับมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ถือเป็นโซลูชันที่ช่วยภาคธุรกิจขับเคลื่อนสู่ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนผู้สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี Colored PV ติดต่อ:คุณปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล สวทช.โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2353ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เนคเทค สวทช. และภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. – วว. หนุน พพ. ศึกษาแนวทางผลิต SAF จากเอทานอลไทย สู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน”
วันที่ 30 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ของประเทศไทย โดยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ระดับเชิงพาณิชย์ ให้แก่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน (พน.) ผ่านการดำเนินงานของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ศักยภาพของเอทานอล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิต ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการส่งเสริม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม SAF ของประเทศไทยในอนาคต โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวรายงานการดำเนินงานโครงการ และ ดร.อภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวเปิดงาน ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ENTEC ได้รับความไว้วางใจจาก พพ. ให้เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาแนวทางการนำเอทานอลมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต SAF ระดับเชิงพาณิชย์ โดยการศึกษาครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม SAF ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินระดับสากล ทั้งนี้ ดร.สมบุญ ยังกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างคณะที่ปรึกษากับคณะทำงานของ พพ. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าน้ำมันและเอทานอล และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และจัดทำผลการศึกษาให้มีความครบถ้วนรอบด้าน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมที่เหมาะสมต่อไป ด้าน ดร.อภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ภาคการบินทั่วโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย SAF เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคการบินไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเอทานอลที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิต SAF ด้วยเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานจากเอทานอล (Ethanol-to-Jet: EtJ) เป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดร.อภิรดี ยังกล่าวถึงความสำคัญของโครงการศึกษาครั้งนี้ว่า พพ. มุ่งศึกษาทั้งแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยรวบรวมข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง หนึ่งในประเด็นสำคัญของโครงการ คือการศึกษาศักยภาพของเอทานอลผ่านแนวทางการผลิตเชื้อเพลิงการบิน Ethanol-to-Jet (EtJ) โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำเอทานอลมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิต SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับศักยภาพด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเอทานอลของประเทศไทย ภายในงานสัมมนา มีการนำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ “ทิศทางเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนของประเทศไทย: ศักยภาพเอทานอลผ่านแนวทางการผลิตเชื้อเพลิงการบิน (Ethanol-to-Jet Pathway)” รวมถึงผลการวิเคราะห์ด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการนำเอทานอลมาผลิต SAF ระดับเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เห็นถึงโอกาสและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างรอบด้าน อีกประเด็นสำคัญของการศึกษาคือ การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) เพื่อให้การพัฒนา SAF พิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการนำไปใช้งาน ควบคู่กับการประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้การพัฒนา SAF สามารถพิจารณาได้อย่างครบถ้วนมากกว่าการมองเพียงความสามารถในการผลิตเชื้อเพลิง แต่ต้องพิจารณาถึงศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์หลักของโครงการ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้ SAF ที่ผลิตจากเอทานอลของประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากกว่าร้อยละ 50 และสูงสุดมากกว่าร้อยละ 65 ในกรณีการผลิตจากกากน้ำตาลที่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตการเกษตรของประเทศ สวทช. โดย ENTEC และ MTEC ร่วมกับ วว. เชื่อมโยงองค์ความรู้วิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งโครงการดังกล่าวมี ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการ ENTEC เป็นหัวหน้าโครงการ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC ดร.เสกสรร พาป้อง หัวหน้าทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืน เศรษฐกิจและสังคม สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) MTEC ร่วมกับ ดร.สุทธิ์กมล สุทธิกุล และนายกิตติ อรสูญ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มีบทบาทในการนำเสนอ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการเพื่อสนับสนุนการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF รวมถึงร่วมสรุปผลการสัมมนา ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงผลการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่แนวทางการสนับสนุนในระดับประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานของ พพ. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าน้ำมันและเอทานอล ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อให้ผลการศึกษามีความครบถ้วนและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย นอกจากนี้ งานสัมมนายังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิตเป็น SAF ในอนาคต โดยความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ จะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมต่อไป โครงการนี้สะท้อนการทำงานด้านวิจัยและเทคโนโลยีพลังงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ การประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยี การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปใช้ประกอบการพัฒนาประเทศ ผลการศึกษาของโครงการจึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณาแนวทางและมาตรการส่งเสริมการนำเอทานอลมาผลิต SAF ในระดับเชิงพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านวัตถุดิบและอุตสาหกรรมเอทานอล ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขับเคลื่อนภาคการบินไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมขับเคลื่อน STEM Education อาเซียน เดินหน้าสร้างเครือข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่เวทีนานาชาติสร้างกำลังคนพร้อมรับอนาคต
29-30 กันยายน 2569 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ในคณะกรรมการบริหารศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO Regional Centre for STEM Education: SEAMEO STEM-ED) ได้รับเลือกจากที่ประชุม SEAMEO STEM-ED ครั้งที่ 9 ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ รับบทบาทต่อจาก Ms. Hajah Suriani binti Haji Noor Hashim ผู้แทนจากประเทศบรูไนดารุสซาลาม โดย Mr. Haji Metusin Haji Jais หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (Ketua Pusat STEP) หรือ Head of Science, Technology and Environment Partnership Centre (STEP Centre) ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม เป็นผู้แทนมอบ มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การศึกษาด้านสะเต็ม (STEM Education) ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นกลไกและรากฐานสำคัญในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเท่าเทียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนสีเขียว (Green Transition) และความท้าทายระดับโลก และขอบคุณคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO STEM-ED ที่ให้ความไว้วางใจในการทำหน้าที่ประธานบอร์ดในครั้งนี้ “บทบาทสำคัญของศูนย์ SEAMEO STEM-ED คือการเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียนและชุมชน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร จะมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิดและเปิดกว้าง เพื่อต่อยอดโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและปัญญาประดิษฐ์ (AI & Future Skills) โครงการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) รวมถึงโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สะเต็มและทักษะสีเขียวผ่านโครงงาน (RISE-Green) เพื่อให้เยาวชนทุกกลุ่มในภูมิภาคสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมีทักษะพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าเทียม” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเน้นย้ำ ภายในการประชุมตลอดทั้งสองวัน ยังมีการร่วมหารือและนำเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรมด้านการศึกษาที่สำคัญ ซึ่ง สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรในประเทศไทยได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่ระดับภูมิภาค แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ได้ดำเนินงานโครงการด้านการศึกษา สร้างโอกาสความร่วมมือ และต่อยอดการพัฒนาผ่านเครือข่ายประเทศสมาชิก SEAMEO STEM-ED โดย ดร. เทพชัย ทรัพย์นิธิ นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) นำเสนอ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีของมัลติมีเดียได้แก่การประมวลผลข้อความเสียงรูปภาพและวีดีโอ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยครูในการพัฒนาศักยภาพการสอน และเข้าใจบรรยากาศในชั้นเรียน นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ในการนำไปใช้ในการยกวิทยฐานะให้กับครูในประเทศไทยได้ และคุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร นำเสนอ การดำเนินงานโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย และโครงการส่งเสริมเด็กและเยาวชนปฐมวัย ประถมศึกษาตอนต้น เน้นกระบวนการเรียนรู้สืบเสาะ การตั้งคำถาม และการเตรียมพร้อมด้านทักษะต่างๆ ที่สำคัญในอนาคต นอกจากนี้ สวทช. ได้ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยพัฒนา ในโครงการที่ผลักดันการใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล พัฒนาครู และสนับสนุนครูในการวัดและประเมินผล ตลอดจนช่วยปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน หรือ Personalized Learning เพื่อสร้างโอกาส สร้างคน และสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษาและสังคมในวงกว้าง ได้แก่ แพลตฟอร์มติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้เฉพาะบุคคล โดยกลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. และนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ STEM ผลงานประดิษฐ์ Math Jigsaw Robot Innovation โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ศูนย์ SEAMEO STEM-ED เป็นองค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรี ภายใต้การตกลงร่วมกันระหว่างสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Ministers of Education Council หรือ SEAMEC) ของกลุ่มชาติสมาชิกอาเซียน ภารกิจหลักเพื่อเป็นศูนย์กลางวิจัยพัฒนา เผยแพร่องค์ความรู้นวัตกรรมด้านสะเต็มศึกษา พร้อมให้คำเสนอแนะแก่ผู้กำหนดนโยบายใน 11 ชาติอาเซียน และเป็นหนึ่งในสถาบันเฉพาะทางทั้ง 26 แห่งของซีมีโอ (SEAMEO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้บุกเบิก พัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพด้านสะเต็มศึกษา (STEM Education) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ระดับภูมิภาคสำหรับบุคลากรทางการศึกษา และมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะยกระดับมาตรฐานการศึกษาในภูมิภาคผ่านการวิจัย การทดลอง การพัฒนาทรัพยากรทางการศึกษา และการผลักดันเชิงนโยบาย การได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ SEAMEO STEM-ED ของผู้อำนวยการ สวทช. ในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทนำและความเชื่อมั่นในระดับสากลที่มีต่อประเทศไทย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมส่งต่อพลังรักชาติ ผ่านกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการ  ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค), ดร. วิรัลดา ภูตะคามรองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และพนักงาน แสดงพลังความร่วมมือของบุคลากรทั่วทั้งองค์กร ในการร่วมสืบสานคุณค่าความเป็นชาติและสร้างความภาคภูมิใจในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) วันที่ 28 กันยายน  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการน้อมรำลึกถึงความหมายของธงชาติไทย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราช ความสามัคคี และความเสียสละของคนไทย ในการนี้ ผู้บริหาร สวทช. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมจิตสำนึกด้านความเป็นพลเมืองที่ดี ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมไทย โดยได้สนับสนุนให้หน่วยงานและบุคลากรในสังกัดร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความภาคภูมิใจในชาติ ผ่านการร่วมกิจกรรมอย่างเหมาะสมและพร้อมเพรียง การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยชั้นนำของประเทศ ที่ไม่เพียงมุ่งมั่นสร้างผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณค่าร่วมด้านวัฒนธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการธำรงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยควบคู่กันไป ผู้บริหาร สวทช. เชื่อมั่นว่า การร่วมกันแสดงพลังในโอกาสสำคัญของชาติ จะช่วยเสริมสร้างความสามัคคี ความผูกพันในองค์กร และเป็นแรงผลักดันให้บุคลากรทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น โปร่งใส และรับผิดชอบ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน สวทช. พร้อมเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และสานต่อพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ ควบคู่กับการเสริมสร้างค่านิยมที่ดีงามในองค์กร เพื่อเป็นแบบอย่างของหน่วยงานภาครัฐที่มีทั้งศักยภาพ ความรับผิดชอบ และหัวใจของความเป็นไทยอย่างแท้จริง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
10 Technologies to Watch 2026 – 2027
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บรรยายเรื่อง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง (10 Technologies to Watch) ที่รายการ Sci&Tech สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS   แบบสอบถามความสนใจเพื่อ Download เอกสารบรรยาย   10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2026 - 2027 ในการนำเสนอ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองของ สวทช. เรามีวัตถุประสงค์ตั้งแต่เริ่มต้นที่จะนำเสนอแนวโน้มหรือเทรนด์ของเทคโนโลยีโลกที่กำลังจะส่งผลกระทบกับพวกเราทุกคน เพื่อให้นักธุรกิจและคนทั่วไปเกิดความสนใจ และมีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจในกรณีที่ต้องการลงทุน โดยตั้งเป้าไว้ที่การเห็นผลกระทบในวงกว้างภายใน 5-10 ปี
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ! โครงการการเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศ ด้วยกลไก MEDDrive สวทช.
🚀 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ! โครงการการเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศ ด้วยกลไก MEDDrive สวทช. . โอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทย! มาร่วมผลักดันผลิตภัณฑ์ของคุณสู่การขึ้นทะเบียนและออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและทุนสนับสนุนจาก สวทช. . 💡 ผู้ร่วมโครงการจะได้รับ: 📄 การสนับสนุนจัดเตรียมเอกสาร สำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ 🧪 การสนับสนุนการวิเคราะห์และทดสอบ ที่จำเป็นสำหรับการยื่นขึ้นทะเบียน 💰 ทุนสนับสนุนจาก สวทช. วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1,300,000 บาท (โดยไม่เกิน 60% ของมูลค่าโครงการ) . 🎯 คุณสมบัติผู้สมัคร: - บริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51% - ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 - เป็นบริษัทเอกชนที่สามารถร่วมสนับสนุนในรูปแบบ in-cash อย่างน้อย 40% - เครื่องมือแพทย์ที่เข้าร่วมต้องมีสถานะพร้อมจำหน่าย - ผลทดสอบตามมาตรฐานสากลยังไม่ครบถ้วน แต่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 - มีทีมทำงานประสานงานกับโครงการอย่างต่อเนื่อง . 🗓️ timeline: เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2569 ประกาศผล: 2 พฤศจิกายน 2569 🔗 ช่องทางการสมัคร:สแกน QR Code บนโปสเตอร์ หรือคลิกลิงก์เพื่อลงทะเบียน: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScFtzuLQyUV-V9GG9pifbzgy-WVP67FEMD5A2zVxbqAhwCRGA/viewform . (check mark) รับจำนวนจำกัด (eight) ราย (good) . 📞 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ สวทช. คุณโชติรส บุญหนุน โทร: 0 2564 6700 ต่อ 1474 หรือ 086 397 9300 Email: chotirote.bun@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม