ผลการค้นหา :
Special Food Talks 2026 สำรวจเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม FOODEX JAPAN 2026
📢 มาแล้ว!!กิจกรรมสัมมนาพิเศษ เจาะลึกนวัตกรรมและเทรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารจากงาน “FOODEX JAPAN 2026” 📍เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. ชวนคุณมาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ผ่านมุมมองของทีมเมืองนวัตกรรมอาหารที่ไปร่วมสัมผัสบรรยากาศจริงในกิจกรรม “Special Food Talks 2026 สำรวจเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม FOODEX JAPAN 2026”
ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ:
🍱 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นและต่างประเทศทั่วโลกที่มาจัดแสดงในงาน พร้อมชมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นมีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจ 🥘 รวมถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยให้เท่าทันความต้องการของตลาดโลก 🌍
🎙 วิทยากรโดย คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเมืองนวัตกรรมอาหาร
📅 รับชมผ่าน Facebook Live https://www.facebook.com/foodinnopolis พร้อมกัน วันที่ 26 มีนาคม 2569 | เวลา 10.00 - 11.30 น.
🔗 ลงทะเบียนเลย: https://forms.gle/2KfX2TDTFdkw1AcL9
(ไม่สามารถรับชมย้อนหลังได้)
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 13 ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EECi
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าอบรม “หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 13” ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง โอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานกลยุทธ์องค์กร กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมีคณะ นงส. รุ่นที่ 13 อาทิ นายทศพร ดิเรกสุนทร ผู้อำนวยการกองประเมินผล 1 สำนักงบประมาณ และคณะ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ยกระดับการบริหารงบประมาณด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรับการลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะ นงส. รุ่นที่ 13 จำนวน 180 คน เดินทางมายัง EECi เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการงบประมาณของผู้บริหารส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐรวมทั้งภาคเอกชน ให้ตระหนักถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่า โดย EECi สวทช. ในฐานะหน่วยงานการวิจัยและพัฒนา (R&D) ชั้นนำของประเทศ ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญสำหรับศึกษาดูงาน
เยี่ยมชมพื้นที่นวัตกรรมและผลงานวิจัยเด่นของ สวทช.
ในการนี้ EECi สวทช. ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่นวัตกรรม 4 แห่งที่สำคัญ ประกอบด้วย
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) นำเสนอโดย นายจีรศักดิ์ เศวตวงศ์
ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขนาดใหญ่ นำเสนอโดย ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต
โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ นำเสนอโดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์
ห้องปฏิบัติการโรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่ และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย นำเสนอโดย นายธนา พรรัตนประเสริฐ และนางปวีณา เสนี
นอกจากนั้น EECi สวทช. ได้มอบ “ข้าวหอมสยาม” ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยชูจุดเด่นเรื่องการให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรค เมื่อหุงแล้วมีกลิ่นหอมนุ่มอร่อย หุงขึ้นหม้อ ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม ให้กับคณะ นงส. ทุกคน
สวทช. มุ่งหวังว่าการศึกษาดูงานครั้งนี้จะช่วยเสริมวิสัยทัศน์ให้ผู้บริหารภาครัฐด้านงบประมาณ ได้เห็นถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การบูรณาการงบประมาณที่สนับสนุนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคตต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘HandySense AWD’ เซนเซอร์วัดระดับน้ำทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดแก๊สเรือนกระจก 30–50%
การทำนาข้าวแบบดั้งเดิมที่ใช้วิธีขังน้ำในแปลงตลอดฤดูกาลเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจกปริมาณมาก โดยเฉพาะแก๊สมีเทน (CH4) ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 28 เท่า โดยจะปล่อยแก๊สมีเทนสูงเฉลี่ย 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเพาะปลูก หากเทียบเป็นค่า 'คาร์บอนฟุตพรินต์’ หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) จะมีสัดส่วนสูงถึง 420–560 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งผลให้นาข้าวเป็นแหล่งปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่มากที่สุดของภาคการเกษตร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘HandySense AWD (แฮนดิเซนส์ เอดับบลิวดี)’ เซนเซอร์วัดระดับน้ำสำหรับทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกษตรกรไทยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรับมือสภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
HandySense AWD ช่วยติดตามระดับน้ำในแปลงนาอย่างแม่นยำ
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง คือ การจัดการน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขังสลับช่วงแห้งในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว การปล่อยนาให้แห้งจะทำให้ดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้จุลินทรีย์กลุ่มเมทาโนเจน (methanogens) เติบโตได้ไม่ดีและผลิตมีเทนได้น้อยลง ด้วยกลไกนี้ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งจึงลดการปล่อยแก๊สมีเทนได้มากถึงร้อยละ 30–50 และช่วยลดการใช้น้ำได้ร้อยละ 15–30
[caption id="attachment_81871" align="aligncenter" width="400"] ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้พัฒนา HandySense AWD ชุดอุปกรณ์เซนเซอร์สำหรับตรวจวัดระดับน้ำในแปลงนาเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำนาแบบเปียกสลับแห้งได้อย่างแม่นยำ ทดแทนการอาศัยประสบการณ์ในการสังเกตผิวหน้าดิน เพื่อประเมินว่านาแห้งเพียงพอที่จะลดการปล่อยแก๊สมีเทนโดยที่นาไม่แห้งเกินจนผลผลิตตกต่ำแล้วหรือยัง
“ขั้นตอนหลักในการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง คือ ในระยะต้นกล้าจนถึงก่อนแตกกอ เกษตรกรควรขังน้ำไว้ที่ระดับ 5 เซนติเมตรเพื่อควบคุมไม่ให้วัชพืชเกิด จนกระทั่งเมื่อต้นข้าวตั้งตัวเข้าสู่ระยะแตกกอ จึงเริ่มกระบวนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยปล่อยให้น้ำค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติจนต่ำกว่าผิวดินประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วจึงเติมน้ำกลับเข้าแปลงนาใหม่อีกครั้งให้มีระดับสูงเหนือผิวดินประมาณ 5 เซนติเมตร ทำเช่นนี้สลับกันไปจนกว่าข้าวจะเริ่มตั้งท้อง
“ดังนั้น HandySense AWD จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้เกษตรกรวัดระดับน้ำในแปลงนาได้อย่างแม่นยำ โดยชุดอุปกรณ์จะประกอบด้วยเซนเซอร์อัลตราโซนิกสำหรับวัดระดับน้ำทั้งเหนือผิวดินและในดิน พร้อมส่งข้อมูลระดับน้ำในพื้นที่เพาะปลูกขึ้นระบบคลาวด์และแสดงผลในรูปแบบแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เกษตรกรสามารถติดตามน้ำในแปลงนาผ่านแอปพลิเคชันที่ติดตั้งบนสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา เพื่อวางแผนนำน้ำเข้าพื้นที่นาได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำอันมีผลโดยตรงต่อทั้งปริมาณผลผลิตข้าวและปริมาณการปล่อยแก๊สมีเทนในแต่ละรอบการผลิต”
อุปกรณ์เซนเซอร์วัดระดับน้ำ HandySense AWD ยังรองรับการติดตั้งเซนเซอร์อื่น ๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำนาไปพร้อมกันด้วย เช่น เซนเซอร์วัดสภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ และปริมาณน้ำฝน โดยทีมวิจัยได้ออกแบบชุดอุปกรณ์ให้ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่เพื่อติดตั้งใช้งานในที่นาได้สะดวก เกษตรกรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าจากภายนอก
HandySense AWD อุปกรณ์สนับสนุนลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก
ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี HandySense AWD ไปใช้สนับสนุนนักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ในการทำวิจัยเพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ผ่านโครงการการเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าสินค้าเพื่อเกษตรอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อทำวิจัยในจังหวัดพิจิตร ลำปาง และเชียงใหม่แล้ว รวมพื้นที่วิจัยภาคสนามที่กำลังดำเนินการอยู่มากกว่า 20 จุด
ดร.ธีระ อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำอุปกรณ์ HandySense AWD ไปติดตั้งเพื่อเก็บข้อมูลระดับน้ำในนารวมถึงระดับการปล่อยแก๊สมีเทน เพื่อศึกษาว่า การปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ควบคู่กับการทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะให้ผลลัพธ์เรื่องปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกแตกต่างกันอย่างไรบ้าง รวมถึงใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อวิเคราะห์หาเทคนิคการเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ผลผลิตสูงต่อไปในอนาคต
ปัจจุบันทีมวิจัยเปิดให้นักพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรกรที่สนใจงานเทคโนโลยี HandySense AWD นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในรูปแบบ Open Innovation และดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของเทคโนโลยีนี้ไปใช้พัฒนาต่อหรือผลิตอุปกรณ์เพื่อใช้งานได้ นอกจากช่วยให้นักพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้สะดวกแล้ว ยังมีส่วนช่วยขยายผลการใช้งาน ทำให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเป็นแนวทางการจัดการน้ำในนาข้าวที่ช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มหันมาส่งเสริมการเพาะปลูกรูปแบบนี้มากขึ้น โดยสร้างแรงจูงใจผ่านกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อช่วยเกษตรกรมีรายได้เสริม และสนับสนุนประเทศไทยมุ่งเป้าสู่การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions: Net Zero GHG) ในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065)
ดร.ธีระ กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้ที่สนใจใช้งานอุปกรณ์เพื่อการวางแผนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตว่า ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับช่วยคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดจากการปลูกข้าว โดยแอปพลิเคชันจะจัดเก็บข้อมูลระดับน้ำในข้าวจากชุดอุปกรณ์ HandySense-AWD ให้โดยอัตโนมัติ เกษตรกรสามารถใช้แอปพลิเคชันนี้บันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการเพาะปลูกข้าว เช่น การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมี การจัดเตรียมแปลง เพื่อให้แอปพลิเคชันประเมินการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในเบื้องต้น รวมถึงนำข้อมูลจากแอปพลิเคชันไปใช้รายงานข้อมูลต่อผู้ตรวจสอบได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ช่วยให้การซื้อขายขายคาร์บอนเครดิตทำได้ง่ายขึ้นด้วย
การพัฒนา HandySense AWD เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทย ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดการใช้น้ำ และการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เทคโนโลยีนี้จึงไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรปรับตัวต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยีศึกษารายละเอียดได้ที่ https://bfarm.in.th/ และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีได้ที่เฟซบุ๊กกลุ่ม HandySense Community หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล (DAT) เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 หรืออีเมล business@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สัมมนา Smart Farm for Business
📢 ชวนเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการเกษตร ร่วมสัมมนา Smart Farm for Business
รู้จักเทคโนโลยี HandySense
ฟังประสบการณ์จริงจากฟาร์มที่ใช้แล้วสำเร็จ
พร้อมโอกาสรับการสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุด 80%
.
📅 3 เมษายน 2569
📍 Onsite @ ห้อง CC-404 อาคาร CC สวทช.
💻 Online | Live : Facebook NSTDA - สวทช.
(https://www.facebook.com/NSTDATHAILAND)
ลงทะเบียนฟรี
👉 https://forms.gle/6CxkVT7W6GiS74r38
.
มาร่วมค้นหาแนวทางการยกระดับฟาร์ม เปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาธุรกิจเกษตรของท่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สผ. จับมือ ไบโอเทค-สวทช. เดินหน้าโครงการ SEEA ปีที่ 2 ยกระดับบัญชีระบบนิเวศป่าไม้ สู่ระดับกลุ่มป่ามรดกโลกและพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง มุ่งเป้าฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดงาน “การประชุมเริ่มต้นโครงการ (Kick-off) โครงการพัฒนาระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ” เพื่อบูรณาการข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติกับมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ผ่านเครื่องมือมาตรฐานสากลที่เรียกว่า SEEA เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับใช้กำหนดนโยบายอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่สำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน อาทิ กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนฐานของเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 100 คน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
[caption id="attachment_81888" align="alignnone" width="1280"] นายทรงวุฒิ ศรีสว่าง ผู้อำนวยการกองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม สผ. กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการในปีที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญต่อเนื่องในการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าไม้ และระบบนิเวศป่าชายเลน โดยมีการยกระดับและขยายผลการดำเนินงานในหลายมิติ ทั้งการต่อยอดบัญชีระบบนิเวศป่าไม้จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สู่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ การพัฒนาบัญชีทรัพยากรไม้สักเพื่อสะท้อนภาพรวมอุปสงค์และอุปทานที่ชัดเจน รวมถึงการจัดทำบัญชีระบบนิเวศป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือข้อมูลที่มีคุณภาพ จึงต้องอาศัยความร่วมมือในการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส และสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างยั่งยืน[/caption]
ด้าน ดร.ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส ไบโอเทค สวทช. หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) เป็นมาตรฐานสถิติสิ่งแวดล้อมแรกในระดับสากลที่นำมาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยติดตามการใช้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสามารถวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต่อไป โดยโครงการในปีที่ 2 นี้ สผ. ได้มอบหมายให้ไบโอเทค สวทช. ดำเนินการต่อยอดเพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมบัญชีระบบนิเวศป่าบกและป่าชายเลนของผืนป่าสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง รวมถึงขยายผลการจัดทำบัญชีทรัพยากรไม้สัก เพื่อแสดงให้เห็นประโยชน์และมูลค่าของการทำสวนป่าไม้สัก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้สักและการขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาฐานข้อมูลไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของประเทศ
โครงการยังมีเป้าหมายในการยกระดับการจัดทำข้อมูลตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาแนวทางการเก็บข้อมูลในพื้นที่นำร่องให้มีคุณภาพและต่อเนื่อง ไปจนถึงการจัดทำระบบ Data Lineage และ Data Catalog เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันฐานข้อมูลที่จัดทำในวงกว้าง พร้อมกับเพิ่มการวิเคราะห์และสร้างฉากทัศน์จำลอง (Scenarios) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ได้จากบัญชีในแผนและยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ เช่น การกักเก็บคาร์บอน การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับกิจกรรมภายในการประชุมเริ่มต้นโครงการ (Kick-off) ครั้งนี้ ได้มีการชี้แจงกรอบการศึกษา และแผนการดำเนินงาน รวมถึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนร่วมเสนอแนะความคิดเห็นสำหรับนำมาปรับปรุงกรอบการจัดทำบัญชี SEEA ให้มีความครอบคลุมและตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูล ต่อด้วยการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านแนวทางการขับเคลื่อนการจัดทำบัญชี SEEA เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสรุปแนวทางความร่วมมือในการสนับสนุนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเป้าหมายในการสร้างฐานข้อมูลทุนทางธรรมชาติที่โปร่งใสและนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างต้นแบบบัญชี SEEA ที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน”นำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ดูแล “สุขภาพน้ำ” เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
น้ำสะอาดไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่คือรากฐานของชีวิต สุขภาพ และความยั่งยืนของชุมชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย ยังเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคนในพื้นที่และการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านที่ยังไม่สามารถเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัยได้อย่างทั่วถึง
เพื่อแก้โจทย์นี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พัฒนาโครงการ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” โดยมี ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน นำโดย ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผอ.กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ
ดร.ณัฏฐพร อธิบายว่า คลินิกน้ำเพื่อชุมชนเป็นเสมือน “หมอน้ำ” ที่ช่วย ตรวจ วินิจฉัย และรักษา น้ำในชุมชน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับบริบทของพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยใช้เซนเซอร์ระดับนาโนในการตรวจวัดสารปนเปื้อน เช่น สารหนู ปรอท ตะกั่ว หรือโลหะหนักอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมกับพัฒนาเครื่องมือที่ผู้ดูแลระบบสามารถใช้หาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับแก้ปัญหานำ้ขุ่น และสร้างสารกรองนำ้เพื่อดูดซับสารหนูและโลหะหนักจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ประกอบเป็นต้นแบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านที่สามารถแก้ไขปัญหาสารหนูและโลหะหนักได้จริง และเลือกใช้เทคโนโลยีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดูแลต่อได้ รวมทั้งใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระบบประปาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในคุณภาพน้ำ
ในพื้นที่ต้นแบบ เช่น บ้านเมืองงิม และบ้านริมกก อำเภอเมืองเชียงราย มีการติดตั้งระบบต้นแบบและสาธิตการใช้เครื่องมือแก่เจ้าหน้าที่ชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการตรวจสอบคุณภาพน้ำและบริหารจัดการระบบประปาอย่างมีมาตรฐาน นอกจากนี้ยังได้มีการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ให้ประชาชนรายงานปัญหาน้ำในพื้นที่ได้โดยตรงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
ผลลัพธ์ที่สะท้อนความสำเร็จ คือประชาชนกว่า 900 ครัวเรือนในพื้นที่นำร่อง เริ่มสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน และเรียนรู้วิธีดูแลระบบน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน และในปี 2569 สวทช. มีแผนขยายผลไปยังจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ เพื่อสร้างเครือข่าย “คลินิกน้ำ” ให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาค
โดยในโอกาสใกล้ถึง “วันน้ำโลก” (World Water Day 22 มีนาคม) โครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ตอบรับแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ ในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านน้ำและสุขาภิบาล (SDG 6) ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หมายเหตุ: ภาพประกอบบางส่วนในบทความนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บทความ
‘สวทช.’ ร่วมยินดี 20 ปี ‘กรมการข้าว’ เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรมข้าวไทยเพื่อเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีในงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ณ กรมการข้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
โอกาสนี้ผู้อำนวยการไบโอเทค และคุณศิริพร วัฒนศรีรังกุล นักวิจัยนโยบาย งานกลยุทธ์และนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ฝ่ายแผนกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร ได้ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของกรมการข้าวที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ “20 ปี กรมการข้าว” ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมา ผลงานเด่นที่ผ่านมา และแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เข้มแข็งในอนาคต
ที่ผ่านมา ไบโอเทค-สวทช. และกรมการข้าว มีความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านข้าว เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การบริหารจัดการการผลิต การแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการเกษตร ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และงานวิจัยข้าวคาร์บอนต่ำ (การบริหารจัดการเขตกรรม และการปรับปรุงพันธุ์ข้าว) เป็นต้น เพื่อรักษาคุณภาพข้าวไทยสู่สากล ความร่วมมือนี้มุ่งยกระดับการผลิตและสร้างความยั่งยืนให้แก่คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. จับมือ วศ. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ร่วมผลักดันมาตรฐานให้นวัตกรรมไทย มุ่งเน้นกลุ่มชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อมที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเลือก "ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense" ของนาโนเทค เป็นต้นแบบการจัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะ นำร่องที่ "ชุดตรวจแมงกานีสในน้ำ" ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนขยายสู่การจัดทำข้อกำหนดในชุดตรวจอื่น ๆ ในกลุ่ม ChemSense อาทิ เหล็ก ฟลูออไรด์ ทองแดง รวมถึง M Sense ชุดตรวจโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผลงานนวัตกรรมไทย เปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยใช้ได้จริงด้วยมาตรฐานสากล และเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ทลายข้อจำกัดการตรวจคุณภาพน้ำ สู่นวัตกรรมที่เข้าถึงง่าย
ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การตรวจสอบคุณภาพน้ำมีข้อจำกัดเรื่องของต้นทุน ระยะเวลารอผล และความสะดวก ทำให้ในหลายพื้นที่มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเฉลี่ยเพียงปีละ 1 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากคุณภาพของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโจทย์วิจัยของนาโนเทค นำไปสู่การวิจัยและพัฒนา ‘ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense’ ซึ่งเป็นชุดตรวจโลหะและสารเคมีปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส ทองแดง เหล็ก และฟลูออไรด์ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาอุปกรณ์เสริม ‘DuoEye Reader’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำที่สามารถแจ้งผลได้แบบ Real time
“ชุดตรวจ ChemSense ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงเก็บตัวอย่างน้ำมาใส่ในขวดทดลองตามปริมาณที่กำหนด เติมน้ำยาทดสอบลงในขวดแล้วรอเวลา 1-3 นาที ก็สามารถรู้ผลได้ ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ติดตามการปนเปื้อนของโลหะด้วยตนเอง” ดร.วีรกัญญา กล่าว ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรหลายรายการ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี และได้รับการรับรองความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ แต่สิ่งที่เป็นคอขวดในการขยายผลงานวิจัยคือ การสร้างการยอมรับและการขอรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
เดินหน้าจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย
ความท้าทายดังกล่าวเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างนาโนเทคและ วศ. โดย ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. เป็นหนึ่งในองค์กรกําหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations, SDOs) ที่ดูแลการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตามมาตรฐานสากล เป้าหมายหนึ่งคือการช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยไทยในเชิงพาณิชย์ต่อไป
“ประเทศไทยต้องการมาตรฐานอีกมาก โดยเฉพาะมาตรฐานสำหรับนวัตกรรม จึงเกิดเป็นกลไก SDO ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มี =ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถทำมาตรฐานในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญได้ ล่าสุด วศ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. ในการจัดทำมาตรฐานด้านนวัตกรรมที่แตกต่างจากมาตรฐานเดิม ที่มุ่งเน้นมิติของการค้า แต่เราต้องการมาตรฐานที่ตอบโจทย์นวัตกรรม คือมีฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมกับความต้องการของตลาด ที่สำคัญคือต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วให้ทันกับความก้าวหน้าของนวัตกรรม” ดร.อรวรรณ ระบุ
คาดร่างมาตรฐาน "ชุดตรวจแมงกานีส" แล้วเสร็จปี 2569
ชุดตรวจ ChemSense ของนาโนเทค ถูกเลือกมาเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะสำหรับมาตรฐานชุดตรวจ โดยเริ่มจากชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ดร.อรวรรณ เผยว่า ได้คัดเลือกจากนวัตกรรมชุดตรวจของนาโนเทค สวทช. ที่มีความพร้อมและมีกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะ ที่สำคัญ ชุดตรวจ ChemSense เป็นชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำที่มีความต้องการใช้งานอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งหากมีมาตรฐานที่ชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันให้นวัตกรรมไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม
สำหรับมาตรฐานชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ปัจจุบันได้กำหนดคุณลักษณะแล้วและอยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้ และจะขยายผลไปยังกลุ่มชุดตรวจอื่น ๆ ของ ChemSense ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง เหล็ก ฟลูออไรด์ รวมถึงเดินหน้าจัดทำมาตรฐานสำหรับชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ หรือ M Sense ต่อไป
“การพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เราคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยที่มีมาตรฐานสากล จะสามารถเข้าถึงและเติบโตในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.วีรกัญญา กล่าวย้ำในตอนท้าย
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: > ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. โทร. 02 564 7000 ต่อ 71727, 71728, 71731, 71192, 71725 อีเมล: pr@nstda.or.th | เว็บไซต์: www.nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. นำคณะนักประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดในเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
โครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569
ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเยี่ยมชมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมภายในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คุณเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ
รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมชื่นชมคุณภาพของผลงานและให้กำลังใจคณะนักประดิษฐ์
ที่ได้นำผลงานมาร่วมนำเสนอพร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต
โดยในปีนี้ มีนวัตกรรมจากโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC)สวทช. เข้าร่วมการประกวดฯ ได้แก่
- ผลงาน Phonyong Prime+: ระบบวิเคราะห์คุณภาพและบ่งบอกเหตุผลของระดับคุณภาพเนื้อโคขุนโพนยางคำ ผลงานรางวัลที่ 2 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จาก YSC 2025 พัฒนาโดย นายปฏิพล เจริญผล, นายพีรพัฒน์ พรมจันทร์ และนายอรรจน์ คงทอง จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร
พร้อมทั้งมีนักเรียนส่งผลงานเข้าร่วมในระดับ Young Talent ได้แก่ ODEX : ระบบโดรนปลดปล่อยไมโครแคปซูลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดน้ำมันรั่วในป่าชายเลน พัฒนาโดย นายกิตติพัฒน์ แก้วเรือง, นายสิทธา สินสวัสดิ์ และนายขุนทอง คล้ายทอง จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ซึ่งเป็นผลงานรางวัลที่ 3 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก YSC 2026
นอกจากนี้ในบูธ สวทช. ยังมีผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้แก่ผลงานเรื่อง “สยามโมโซม อนุภาคนาโนอัจฉริยะสำหรับนำส่งสารออกฤทธิ์เพื่อความขาวสู่เซลล์เป้าหมายเมลาโนไซต์” โดย ดร. เภสัชกรหญิง ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล และคณะจาก สวทช.
ด้าน ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวให้กำลังใจกับคณะนักประดิษฐ์จากโครงการ YSC ว่า สวทช. เข้าใจและรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่ากว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงกรุงเจนีวาในวันนี้ ทุกคนต้องผ่านความเหนื่อยและความทุ่มเทกันมามากขนาดไหนถึงจะมาร่วมงาน The 51st International Exhibition of Inventions Geneva ได้ อย่าลืมว่าวันนี้พวกเราไม่ได้มาที่เจนีวาในฐานะนักเรียนตัวเล็ก ๆ แต่เรามาในฐานะนักประดิษฐ์ของประเทศไทย ที่มาแสดงงานในเวทีระดับตำนานซึ่งเป็นศูนย์รวมสุดยอดสมองของนักประดิษฐ์จากทั่วทุกมุมโลก ประสบการณ์และแรงกดดันต่าง ๆ ที่ในวันนี้จะหล่อหลอมให้ผลงานของน้อง ๆ แข็งแกร่งและทรงคุณค่า ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือน้อง ๆ จะได้กลับไปพร้อมกับประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้และมุมมองต่อโลกที่กว้างไกลกว่าเดิม
ประสบการณ์และความกดดันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้ผลงานของพวกเรามีความแข็งแกร่งและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่น้อง ๆ จะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่อาจหาซื้อได้จากตำราเรียน และได้เปิดมุมมองที่มีต่อโลกนวัตกรรมให้กว้างไกลกว่าเดิม ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะตัวแทนของชาติ สวทช. และคนไทยทุกคนพร้อมที่จะเป็นกำลังใจและสนับสนุนความสำเร็จของพวกเราอย่างเต็มที่
หมายเหตุ:
International Federation of Inventors' Associations (IFIA) ถือเป็นเวทีที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นเวทีที่ได้รับความสนใจจากนักประดิษฐ์ นักวิจัย นักลงทุน และนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นโดย PALEXPO SA ร่วมกับ IIFIA สหพันธ์สมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ ภายใต้การสนับสนุนของเมืองเจนีวา รัฐบาลสวิส และ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ World Intellectual Property Organization (WIPO) ในงานดังกล่าวมีผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันต่างๆ นักวิจัยและนักประดิษฐ์อิสระจากสวิสและต่างประเทศ เข้าร่วมประกวดและจัดแสดง จำนวนกว่า 1,000 ผลงาน จากองค์กรประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ อาทิ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม เซเนกัล สหราชอาณาจักร โรมาเนีย ฝรั่งเศส ฮังการีสหรัฐอเมริกา โอมาน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ โครเอเชีย อิหร่าน ไต้หวัน จีน ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลี เป็นต้น โดย วช. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศไทย (Exclusive Agency) ในการพิจารณาคัดเลือกและนำผลงาน เพื่อเข้าร่วมนำเสนอและประกวดในเวทีดังกล่าวในนามของประเทศไทย โดยในปี 2026 นี้ มีผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมจากประเทศไทยมากกว่า 130 ผลงาน และมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากกว่า 50 หน่วยงานเข้าร่วมการประกวด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 16 มีนาคม 2569
สวทช. จัดยิ่งใหญ่ NAC2026 24-28 เม.ย. นี้
ชูแนวคิด "นำวิทย์ฯ แก้วิกฤตโลกเดือด"
- ผนึกกำลังพันธมิตร ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- พลาดไม่ได้ ! สัมนาเด่น 40 หัวข้อ-เปิดชมแล็บ 14 เส้นทาง พร้อมนิทรรศการกว่า 100 ผลงาน ...
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
นักวิจัย ไบโอเทค คว้ารางวัลจากผลงาน
"วัคซีนสายพันธุ์ไทยป้องกันโรคในสัตว์"
ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา คว้ารางวัล Bangkok Post Women of the Year 2026 จากการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ASF สายพันธุ์ไทยสำเร็จ มีประสิทธิผลสูงถึง 70–100% ในแล็บ และกำลังเร่งทดสอบระดับฟาร์มร่วมกับกรมปศุสัตว์ ... >> อ่านต่อ
คิกออฟ! หลักสูตรรับอุตสาหกรรม EV: กระทรวง อว. และ สวทช. โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ร่วมมือเปิด 8 หลักสูตรอบรมพัฒนาบุคลากรรับอุตสาหกรรม EV พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ ที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จ.ระยอง ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
Super AI Engineer เดินหน้าปีที่ 6 ปั้นกำลังคน AI ไทย รับเศรษฐกิจ AI-Driven Economy เปิดรับสมัครฟรีทั่วประเทศ
วันที่ 13 มีนาคม 2569 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) จัดงาน พิธีปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 และ พิธีเปิดโครงการ Super AI Engineer Season 6 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย “Super AI Engineer Season 5” พร้อมประกาศเดินหน้าการพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างต่อเนื่องใน “Super AI Engineer Season 6”
โครงการ Super AI Engineer ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 6 และถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation ที่มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การทำงานกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานวิจัยชั้นนำ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังสำคัญของโครงการในปีนี้ คือการสร้าง “ทักษะสูง รายได้ดี และโอกาสงานใหม่” ให้กับคนไทยในเศรษฐกิจยุค AI
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ สามารถสร้างบุคลากรด้าน AI จำนวนมากเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งในบทบาท AI Engineer (วิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์), AI Innovator (นวัตกรด้านปัญญาประดิษฐ์), AI Researcher (นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์) และ ผู้ประกอบการ Startup ด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี และกล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer Season 5 ที่สามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน AI ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม “โครงการ Super AI Engineer Season 5 ช่วยพัฒนาศักยภาพของคนไทยในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน AI เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อโลกกำลังก้าวสู่ยุค AI-Driven Economy ทำให้การเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI เป็นภารกิจสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นที่น่ายินดีที่โครงการ Super AI Engineer ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในปีที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงด้าน AI ที่สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ที่มีรายได้สูง และช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับองค์กร เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI Engineer และอุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ได้กล่าวรายงานความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer Season 5 ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ AI Innovator, AI Engineer และ AI Researcher “โครงการ Super AI Engineer เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากหลากหลายสาขาได้พัฒนาทักษะด้าน AI อย่างเข้มข้น ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการทำงานกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถต่อยอดสู่การทำงานจริงในสายงาน AI และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ”
ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวถึงการพัฒนา AI Competency Framework และ AI Credit Bank ภายใต้โครงการ Super AI Engineer Season 5 “โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการอบรมความรู้ด้าน AI เท่านั้น แต่ยังสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ผ่านแนวคิด AI Competency และ Credit Bank ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้ในระยะยาว”
ภายในงานยังมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ หน่วยวิจัยและอาจารย์ประจำหน่วยวิจัยที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มกิจกรรม AI Researcher จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ รวมถึงผู้เข้าร่วมกิจกรรมใน AI Researcher ที่มุ่งสร้างนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ให้กับประเทศไทยด้วย โดยมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) รับมอบประกาศนียบัตรจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมกล่าวถึงบทบาทการสนับสนุนโครงการฯ
"เนคเทค สวทช. มุ่งมั่นผลักดันยุทธศาสตร์ภายใต้แผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และนโยบาย 'AI Love U' ของกระทรวง อว. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โครงการ Super AI Engineer จึงเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ตอบสนองเป้าหมายนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา เนคเทค สวทช. ร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง ทั้งการให้บริการแพลตฟอร์ม 'AI for Thai' และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'LANTA' รวมถึงการส่งมอบองค์ความรู้จากทีมนักวิจัย สวทช. ความสำเร็จในการก้าวสู่ Season 6 วันนี้ ยืนยันว่าไทยพร้อมสร้างเครือข่ายกำลังคน AI ที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน" ดร.ชัย กล่าว
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “AI Research for Thailand and Beyond” ซึ่งเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างนวัตกรรมระดับโลก รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ หัวหน้ากลุ่มกิจกรรม AI Researcher กล่าวในเวทีเสวนาว่า “การพัฒนางานวิจัยด้าน AI ของประเทศไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคนโยบาย เพื่อสร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว”
พิธีในครั้งนี้ถือเป็นการปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งเปิดตัว Super AI Engineer Season 6 ซึ่งจะดำเนินการภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation เพื่อสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ใน Season 6 ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้าน AI ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลและการแก้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ โดยผู้ที่มีศักยภาพสูงจะมีโอกาสต่อยอดสู่ การทำงานจริงในบริษัทเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจ และหน่วยงานด้านนวัตกรรม
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer Season 6 สามารถสมัครได้ ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้าน AI และสามารถเข้าร่วมได้ฟรีตลอดทั้งโครงการ เมื่อสมัครแล้วสามารถเริ่มเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทันที
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ตารางกิจกรรม และสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ superai.aiat.or.th และ Facebook Page: Super AI Engineer Development Program
สำหรับองค์กรที่สนใจ ร่วมสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศไทย สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนโครงการได้ที่ อ.สิริกร ประทุม ผู้อำนวยการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย โทร. 09-9226-3664 หรือ 09-7186-1734 อีเมล superai@aiat.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดอบรมปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม”
(วันที่ 13 มีนาคม 2569) ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม” เพื่อลดการเกิดขยะอาหารและส่งต่ออาหารให้กับกลุ่มผู้ต้องการอาหาร
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญทางด้านการบริหารจัดการอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและมีการดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้แผนงาน “การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินด้วยแนวทางการจัดตั้งธนาคารอาหารเพื่อลดการเกิดขยะอาหารและส่งต่ออาหารให้กับกลุ่มผู้ต้องการอาหาร รวมถึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้สามารถบริหารจัดการและลดปัญหา Food Loss และ Food Waste ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดความสูญเสียของวัตถุดิบ”
นอกจากนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม” ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะบริจาคอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพและยังสามารถบริโภคได้ ส่งต่อไปยังกลุ่มประชากรเปราะบางในประเทศ โดยความร่วมมือของ ITAP กับ Food Bank และพันธมิตร ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS เพื่อให้การบริหารจัดการและการกระจายอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม”
สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิ SOS และพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการวิจัยตามกลยุทธ์ S&T Implementation ของ สวทช. และการบริการภายใต้โปรแกรม ITAP เข้ามาช่วยยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งผลักดันมาตรการจูงใจทางภาษีและการลดคาร์บอน เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


