ผลการค้นหา :
‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ
‘พืชผักและสมุนไพร’ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก โดยการค้าปลีกผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 8 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปี 2567 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโตขึ้นถึง 63,000 ล้านบาท หากแต่ว่าเมื่อเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเฉพาะสารสกัดสมุนไพรในช่วงปี 2562-2566 กลับพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าส่งออกถึง 10 เท่า
ด้านพืชผักไทยในตลาดโลก พบว่า ประเทศไทยผลิตและส่งออกพืชผักปริมาณมากไปยังหลายประเทศ โดยในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกราว 9,300 ล้านบาท แต่ในปี 2565 กลับมีมูลค่าการส่งออกลดลงมากกว่า 50% โดยเหลือเพียง 3,795 ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันหากเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกพืชผักในช่วงปี 2562-2566 พบว่า มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออกถึง 7 เท่า
[caption id="attachment_80917" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์[/caption]
ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวน้าทีมวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกพืชผักสมุนไพรจะพบว่ายังมีโอกาสที่ประเทศไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่มาก โดยภาพรวม 5 ปี ไทยนำเข้าสารสกัดสมุนไพรถึง 22,782 ล้านบาท แต่มีการส่งออกเพียง 1,938 ล้านบาท ดังนั้นเป็นช่องว่างการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อลดการนำเข้าหรือส่งออก ด้านการส่งออกพืชผักที่พบว่ามีมูลค่าลดลงอย่างมาก ซึ่งอุปสรรคสำคัญคือการตรวจพบสารเคมีตกค้าง จุลินทรีย์ปนเปื้อน การขาดแรงงานภาคการเกษตร รวมถึงความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพิ่มผลผลิต
“การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งต้นทุน แรงงาน โรคระบาด และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การหันมาทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ โดยใช้ ‘เทคโนโลยีสมัยใหม่’ คือทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรให้มีมูลค่าสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่านับล้านล้านบาท !”
[caption id="attachment_80924" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]
ด้วยเหตุนี้ สวทช. จึงเร่งดำเนิน ‘โครงการการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ มุ่งวิจัยพัฒนาและสร้างแพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จากศูนย์วิจัยแห่งชาติที่พร้อมถ่ายทอด ให้บริการและคำปรึกษาแบบ one stop service เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปลูกพืชผักสมุนไพรแบบแม่นยำที่ให้สารสำคัญสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก
ปลายทางยั่งยืนได้ ‘พันธุ์พืชต้องดี’ เทคโนโลยีเสริมแกร่งต้นน้ำ
‘แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่มุ่งส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมพืชผักและสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ เพื่อปูทางให้ปลายน้ำเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง
[caption id="attachment_80923" align="aligncenter" width="750"] เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสร้างต้นพันธุ์ปลอดโรค[/caption]
ดร.ประเดิมกล่าวว่า การทำเกษตรแม่นยำ อันดับแรกต้องมี ‘พันธุ์พืชที่ดี’ โดย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาและทดสอบสายพันธุ์พืชผักสมุนไพร ซึ่งมีทั้ง ‘การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’ เพื่อสร้าง ‘ต้นพันธุ์ปลอดโรค’ เนื่องจากพืชบางชนิดติดเชื้อโรคมาตั้งแต่เกิด เช่น พืชตระกูลขมิ้น ขิง ไพล จะมีเชื้อโรคเน่า เวลานำแง่งไปปลูกต่อก็จะนำเชื้อไปแพร่ทันที ฉะนั้นผลผลิตจะตกต่ำตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชุดตรวจโรค และการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโลกเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
“สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ คือ Greenhouse Phenomic หรือเทคโนโลยีการประเมินสรีรวิทยาและรูปลักษณ์ขั้นสูงของพืช ในโรงเรือนจะมีกล้องขนาดใหญ่สำหรับถ่ายภาพพืชได้ทั้งต้น ตั้งแต่ส่วนเหนือดิน รากและหัวใต้ดินของพืช โดยไม่ทำลายต้น ข้อมูลที่ได้จะบอกถึงการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ขนาดพื้นที่ใบ รวมทั้งยังสามารถบอกปริมาณสารสำคัญ ธาตุอาหาร ซึ่งข้อมูลทางด้านสรีรวิทยาและชีววิทยาเหล่านี้จะช่วยในการคัดเลือกพันธุ์พืชที่มีศักยภาพ เช่น ให้ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง ธาตุอาหารสูง หรือทนต่อสภาพแวดล้อมที่จำกัด นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังถูกส่งต่อให้ AI เรียนรู้ เพื่อออกแบบกระบวนการเพาะปลูกที่ได้สารสำคัญตามที่ต้องการ”
[caption id="attachment_80920" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ในโรงเรือนขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]
สวทช. ยังมี ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ครบครันสำหรับการพัฒนาพันธุ์พืช เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสรีรวิทยาและพันธุกรรมของพืช เพื่อจัดทำ ‘คลังข้อมูล’ สำหรับวิจัย ‘การขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช’ รวมทั้งยังมี ‘เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์’ ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับใช้เพาะปลูก
“ที่ผ่านมาทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1, กระชายดำพันธุ์ LE2 และ NA3, บัวบกพันธุ์ไบโอบก 143 และไบโอบก 296, ขมิ้นชันสายพันธุ์ ST และ URT รวมถึงกะเพราพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 และ เขียวไบโอเทค 2 ทั้งนี้ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มีการนำไปปลูกทั้งในโรงเรือนและแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ และระยอง เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่ใช้ผลิตเป็น ‘ยาสมุนไพร’ สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน”
[caption id="attachment_80922" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]
พัฒนาวิธี ‘การปลูกที่แม่นยำ’ สร้างพืชผักสมุนไพรมูลค่าสูง
เมื่อมีพันธุ์พืชที่ดีแล้ว ถัดมาคือการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาระบบการผลิตพืชที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง โดยเน้นในระดับโรงเรือน เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse)
ดร.ประเดิมกล่าวว่า Smart Greenhouse เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกได้ระดับหนึ่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ แรงลม แต่ไม่สมบูรณ์เท่ากับ Plant Factory ซึ่งเป็นการปลูกพืชแนวตั้งในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
[caption id="attachment_80925" align="aligncenter" width="750"] Smart Greenhouse (ภาพประกอบจาก Shutterstock)[/caption]
“สวทช. ศึกษาทั้งตัวโครงสร้างและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน และคุ้มค่ากับการลงทุน ขณะเดียวกันยังได้วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ถึงพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการผลิตใน Smart Greenhouse และ Plant Factory รวมถึงวิธีการปลูกและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่พืชแต่ละชนิดต้องการในแต่ละช่วงของการเติบโต เพื่อให้ได้พืชผักสมุนไพรแบบพรีเมียมที่ปลอดภัยและมูลค่าสูง”
ทั้งนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับบริการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น Easy Veggie นำระบบการผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory ไปขยายผลทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
[caption id="attachment_80926" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]
ดร.ประเดิมกล่าวว่า Easy Veggie เป็นผู้ประกอบการที่ปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิกใน Plant Factory อยู่แล้ว แต่สนใจขยายตลาดการผลิตมะเขือเทศรับประทานสด จึงได้ร่วมวิจัยกับ สวทช. เพื่อคัดเลือกพันธุ์มะเขือเทศและวิธีการปลูกที่ได้ผลผลิตมะเขือเทศปริมาณสูง มีรสชาติหวานกรอบ และมีกลิ่นหอมที่สุด โดยปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการจะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกมะเขือเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังได้ขยายผลเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศอาหรับในแถบตะวันออกกลาง
[caption id="attachment_80918" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของ Plant Factory คือ ‘การคัดเลือกพันธุ์พืช’ ตามลักษณะที่ต้องการ เช่น มีการนำต้นบัวบกจากพื้นที่เดียวกันมาปลูก ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงต่ำไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการปลอมปนของพันธุ์พืช ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์สนใจใช้ Plant Factory ในการคัดเลือกพันธุ์ นอกจากนี้ยังใช้คัดเลือกพันธุ์พืชที่ทนในสภาพแวดล้อมจำกัด เช่น ทนร้อน ทนเค็ม โดยกำหนดสภาพแวดล้อมขึ้นมา”
เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ “ยกระดับเกษตรกรไทย” เพิ่มรายได้ แข่งขันเวทีโลก
การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยให้เกษตรกรมีทั้ง ‘ต้นพันธุ์ที่ดี’ ในการเพาะปลูก และมี ‘ระบบการผลิตที่ควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ’ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีสารสำคัญสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้สำเร็จ
[caption id="attachment_80919" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.ประเดิม กล่าวว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำเกษตรโดยใช้แรงงานได้อีกต่อไป ต้องใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันก็อยากผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ เพราะจะทำให้สามารถควบคุมผลผลิตให้มีปริมาณสารสำคัญสม่ำเสมอ ลดปัญหาโรค แมลง และการปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งยังลดช่วยต้นทุน การใช้สารเคมี แรงงาน และทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญยังวางแผนการผลิตได้แม่นยำตลอดทั้งปี ไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม มีมาตรฐาน เป็นการเกษตรที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก
“สวทช. ไม่ได้เน้นเพียงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ แต่พร้อมให้บริการแบบ one stop service โดยช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ เป็นพี่เลี้ยงในการออกแบบและสร้างโรงเรือน รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบการผลิตพืชในโรงเรือนทั้งในและนอกประเทศ” ดร.ประเดิม กล่าวทิ้งท้าย
ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบเก่าให้ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้ก้าวไกลและแข่งขันได้ในระดับสากล
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 ! ด้วย "e-Nose”
มุ่งแก้ฝุ่นพิษยั่งยืน
นาโนเทค สวทช.-กรมควบคุมมลพิษ-กฟผ. แม่เมาะ เปิดตัว “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สืบหา ‘แหล่งต้นตอฝุ่น’ จากการเผาไหม้ในภาคเกษตร-โรงงาน สร้างบิ๊กดาต้าแม่นยำสูง เพื่อตัดสินใจนโยบายระดับประเทศ ...
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ปลดล็อกคาร์บอนเครดิต EV ครั้งแรกในไทย!
ด้วย CME Platform
สวทช.-บพข.-อบก. ดัน CME Platform บริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ EV คำนวณคาร์บอนเครดิตโปร่งใส ได้มาตรฐาน นำร่องใน อว. พร้อมขยายผลระดับประเทศ ปูทางตลาดคาร์บอนดิจิทัล นำไทยสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ... >> อ่านต่อ
นวัตกรรมยกระดับผ้าทอไทย: - สสวทช.-กรมหม่อนไหม-ธ.ก.ส. MOU ใช้วทน. ยกระดับการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาสการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
ENTEC สวทช. – กกพ. ยกระดับหลักสูตร Capability Building for Energy Transition 2026 เพิ่มภาคสนามเสริมความพร้อมกำกับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมสุขุมวิท โรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพฯ
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดโครงการอบรม “Capability Building for Energy Transition (2026)” ยกระดับหลักสูตรเต็มรูปแบบ 2 วัน ครอบคลุมทั้งการบรรยายเชิงลึกและการศึกษาดูงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ รองรับทิศทางพลังงานเปลี่ยนผ่านของประเทศ โดยกิจกรรมในวันแรกมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านพลังงานคาร์บอนต่ำผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภาควิจัยและภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับมิติด้านนโยบายและการกำกับดูแล
นโยบายและแนวโน้มไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดย ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่นำเสนอข้อมูลสำคัญว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำส่งผลให้หลายประเทศกลับมาให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะแหล่งไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี SMR ที่มีขนาดเล็ก ยืดหยุ่น และปลอดภัยมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ร่างแผน PDP 2024 ได้บรรจุ SMR 600 เมกะวัตต์ไว้ในทิศทางระยะยาว พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานตามแนวทางของ International Atomic Energy Agency (IAEA) เพื่อรองรับการพัฒนาพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ
การผลิตความร้อนคาร์บอนต่ำด้วยพลังงานนิวเคลียร์ โดย ดร.พงศ์ศักดิ์ ครุกานันต์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอธิบายว่า การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถพึ่งไฟฟ้าหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวได้ เพราะกระบวนการผลิตจำนวนมากต้องการความร้อนอุณหภูมิสูง และพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะ SMR สามารถผลิตไอน้ำและความร้อนได้อย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่ปล่อย CO₂ และเทคโนโลยี SMR รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen.4 มีศักยภาพให้ความร้อนสูงถึง 500–800°C จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
ทิศทางนโยบายและแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) โดย ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ซึ่งให้มุมมองว่าการเตรียมประเทศไทยสู่ SMR ต้องเดินตามกรอบของ International Atomic Energy Agency อย่างเป็นระบบ โดยเร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย กฎหมาย การเงิน และการกำกับดูแล ให้พร้อมก่อนหมุดหมายโครงการจริง เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งนี้ SMR ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่การประเมินเทคโนโลยีแบบเป็นกลาง (technology neutral) ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นของสังคม เพื่อให้ไทยก้าวทันบริบทพลังงานโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานและการประยุกต์ใช้ในภาคพลังงาน โดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. ที่ระบุว่า ระบบกักเก็บพลังงานเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้โครงข่าย รองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน และลดความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนสูงขึ้นในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย ESS มีศักยภาพทั้งด้านการเสริมกำลังผลิต (electric supply capacity) การควบคุมความถี่ และการบรรเทาความแออัดของสายส่ง แต่ความคุ้มค่าจะขึ้นอยู่กับต้นทุนเทคโนโลยี โครงสร้างตลาด และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของระบบกักเก็บพลังงานในตลาดไฟฟ้า
เทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ชี้ว่า ไฮโดรเจนคือพลังงานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะ Green Hydrogen ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงานขนาดใหญ่ ทั้งนี้ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งจากไฟฟ้าหมุนเวียนและไบโอแก๊ส แต่โจทย์สำคัญคือ ต้นทุนและความทนทานของเทคโนโลยี ที่ต้องเร่งวิจัยและพัฒนาให้แข่งขันได้ในระยะยาว
และกิจกรรมในวันที่สอง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ENTEC สวทช. และ กกพ. นำโดย ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ENTEC ดร.ประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการ กกพ. ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC และ ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการและบุคลากร ENTEC กว่า 60 คน เดินทางเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) อ.องครักษ์ จ.นครนายก เพื่อศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยได้รับเกียรติจากนางสาวกนกรัชต์ ตียพันธ์ รักษาการรองผู้อำนวยการ สทน. และคณะให้การต้อนรับ
พร้อมกันนี้ สทน. บรรยายภาพรวมภารกิจและบทบาทของสถาบันฯ ในการวิจัยพัฒนาและกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ Thailand Tokamak-1 ซึ่งเป็นระบบฟิวชันรีแอกเตอร์แห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรด้านฟิวชัน ตลอดจนรับฟังความก้าวหน้าการวิจัยที่ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาดูงาน Radioactive Waste Storage Facility เพื่อเรียนรู้กระบวนการจัดการกากกัมมันตรังสีชนิดปิดผนึก ตั้งแต่การเก็บรวบรวม บำบัดปรับสภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บอย่างปลอดภัย เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านวิจัยและหน่วยงานด้านกำกับดูแล ในการเตรียมความพร้อมองค์ความรู้เทคโนโลยี และมาตรการด้านความปลอดภัย รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ITPE รอบสอบที่ 1/2569
📢โครงการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอที ITPE รอบสอบที่ 1/2569
📌จัดสอบ วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569
💻💡ระดับที่เปิดสอบ
- Information Technology Passport Examination (IP)
- Fundamental Information Technology Engineer Examination (FE)
📆เปิดรับสมัคร วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2569
🔑สมัครสอบได้ที่ https://www.career4future.com/itpe
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการภายใต้ผลผลิตการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการเกษตรและอาหาร ประจำปีงบประมาณ 2567 – 2568
ในการนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และนักวิจัยที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับคณะจากสำนักงบประมาณ ซึ่งนำโดย นายทศพร ดิเรกสุนทร ผู้อำนวยการกองประเมินผล 1 พร้อมด้วยนักวิเคราะห์งบประมาณและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ไฮไลต์การนำเสนองานวิจัย
คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้ร่วมรับฟังความก้าวหน้าและเยี่ยมชมโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ดังนี้ :
การพัฒนาระบบศูนย์กลางคลังข้อมูลเกษตรประเทศไทย (THAGRI) เพื่อการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาปลูกพืชให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : นำเสนอโดย ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
แพลตฟอร์มการผลิตอาหารฟังก์ชันและส่วนผสมฟังก์ชันในระดับอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง : นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และคณะนักวิจัยกลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร BIOTEC
การพัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรเพื่อการผลิตพืชผักสมุนไพรพรีเมี่ยม : นำเสนอโดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ และคณะนักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC
นวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าสารสกัดสมุนไพรมาตรฐานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน : นำเสนอโดย ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และคณะนักวิจัยทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง NANOTEC โดยมี ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ร่วมต้อนรับ
การลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญในการยืนยันประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่ง สวทช. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อน ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืนในระดับสากล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13)
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรม
หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง รุ่นที่ 13 (วศร. 13)
.
ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2569
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ (ฝึกอบรมทุกพฤหัสบดีและวันศุกร์)
.
Key Highlights
เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้ด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางอย่างครบทุกแง่มุม ทั้งด้านนโยบาย เทคนิค และการบริหารจัดการ
มุ่งเน้นการให้ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำไปปฏิบัติและปรับใช้ได้จริง
ศึกษาดูงานเทคโนโลยีระบบรางและการบริหารจัดการระบบขนส่งทางรางที่ทันสมัย ณ ประเทศญี่ปุ่น
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรผู้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญระดับประเทศ
เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้ด้านระบบรางจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศอย่างยั่งยืน
.
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.career4future.com/ren
สอบถามรายละเอียด
โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81894 (นพมล)
E-MAIL: npd@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อว. รุกคืบ ‘Carbon Data’ ปั้น CME Platform รับรองคาร์บอนเครดิต EV ครั้งแรกในไทย
สวทช.-บพข.-อบก. ผนึกกำลังดึง AI-DataBox ตรวจวัดเรียลไทม์ ปูทางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตดิจิทัล
(วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569) ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงผลงานโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Coordinating and Managing Entity (CME Platform) สำหรับการบริหารจัดการคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับการจัดทำกรณีศึกษาในพื้นที่นำร่อง (ระยะที่ 1) นวัตกรรมบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ชูจุดเด่นการวัดผลผ่านระบบดิจิทัลที่แม่นยำและตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
[caption id="attachment_80802" align="aligncenter" width="640"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล[/caption]
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. เปิดเผยว่า CME Platform คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว เพราะที่ผ่านมาการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ EV มักมีความซับซ้อนและตรวจสอบยาก ดังนั้น สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จึงร่วมกันสร้าง 'กลไกความเชื่อมั่น' ผ่านเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว แต่เราสร้างมูลค่าจากข้อมูลด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ DataBox ที่ติดในรถเพื่อส่งข้อมูลจริง, Cloud Database ที่คำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกอัตโนมัติ และ Dashboard ที่แสดงผลเรียลไทม์ ทำให้การทำ MRV (Measure, Report, Verify) เป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และพร้อมนำไปสู่การยื่นขอคาร์บอนเครดิตได้ชัดเจนและทำได้ในทันที
"ความสำเร็จในระยะที่ 1 นี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และอีกหลายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวง อว. และพันธมิตรเอกชนอย่าง ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์, อีซียู เทค, เน็กซ์ พอยท์, รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ช. ทวี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'อว. for EV' ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง" ดร.สุมิตรา กล่าวย้ำ
[caption id="attachment_80803" align="aligncenter" width="640"] รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร[/caption]
รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รพว.) (หรือ บพข. เดิม) กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการมีความยินดีและยืนยันพร้อมสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่อง โดยเล็งเห็นว่าโครงการนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การพัฒนา CME Platform ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานด้าน ESG และสร้างแต้มต่อในเวทีการค้าระดับโลก
[caption id="attachment_80804" align="aligncenter" width="640"] คุณสาธิต เนียมสุวรรณ[/caption]
คุณสาธิต เนียมสุวรรณ นักวิชาการเชี่ยวชาญ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) กล่าวว่า ในโครงการนี้จะช่วยทำให้ได้เห็นถึงแนวทางการประเมิน Carbon Footprint ซึ่งบทบาทของ อบก. คือการตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลจาก CME Platform สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ที่สำคัญในอนาคตข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศในการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง และจะช่วยให้กระบวนการรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้าง 'Digital Carbon Market' ที่มีความโปร่งใสสูงสุด
ข้อมูลเพิ่มเติม:
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีเมล: EV_TECE@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส. ๒๕๖๙ แก่ สวทช.
วันนี้ (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙) เวลา ๑๓.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยพล มั่นปิยมิตร หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปสำนักวิจัย ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญบัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พร้อมสมุดบันทึก (ไดอารี่) มอบให้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหาร และ พนักงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เข้ารับพระราชทานด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถนนโยธี กรุงเทพมหานคร
“บัตรอวยพร (ส.ค.ส.) พระราชทาน ๒๕๖๙” จัดทำขึ้นด้วยกระดาษแข็งพื้นสีขาวอย่างประณีต ด้านหน้าเชิญตราประจำพระองค์สีทอง อักษรพระนามย่อ ‘จภ’ ภายใต้พระจุลมงกุฎ ภายในบัตรอวยพรฝั่งซ้ายเชิญตราประจำพระองค์ พร้อมลายพระหัตถ์พระนามสีทอง และข้อความอำนวยพรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า ‘สุขสันต์ วันปีใหม่ ๒๕๖๙’ และ ‘Season’s Greeting 2026’ สำหรับฝั่งขวาเป็นพระฉายาลักษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
การได้รับพระราชทานบัตรอวยพรและสมุดบันทึกในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ทุกคน ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพร้อมน้อมนำพระราชปณิธานในการร่วมพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนและประเทศชาติสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. ประกาศทางรอดประเทศไทย ต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต ผ่านทิศทาง 40 ปี Legacy & Beyond
ท่ามกลางความผันผวนของบริบทโลกที่ "เทคโนโลยี" กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือนวัตกรรมจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเร่งบริหารจัดการ
19 กุมภาพันธ์ 2569 – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จัดกิจกรรม Special Talk "40 Years NECTEC: Legacy & Beyond" ทบทวนเส้นทาง 4 ทศวรรษของการวางรากฐานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในบริบทโลกปัจจุบันที่การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในหลายด้านอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีส่วนในการสร้างเทคโนโลยี เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร เนคเทค สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมงาน
ภายในงานอัดแน่นด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองระดับประเทศ "Thailand at the Turning Point: ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ” ที่ดึงตัวจริงจากหลากหลายวงการมาร่วมถอดรหัสทางรอดของไทย ตั้งแต่มุมมองคนรุ่นใหม่สาย Tech Creator แถวหน้าอย่าง นพพล มาลีรัตน์มงคล YouTuber เจ้าของช่อง Extreme IT และ นวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science ไปจนถึงมุมมองความมั่นคงระดับชาติจากกองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ผู้ริเริ่ม platform IoT สัญชาติไทย มาร่วมกันหาคำตอบว่า "ทำไมเทคโนโลยีไทยถึงเวลาต้องสร้างเอง" ก่อนจะส่งไม้ต่อสู่ไฮไลต์สำคัญของการ Kick-off เปิดตัว Campaign “เนคเทค 40 ปี- Legacy & Beyond: วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. นิยามภารกิจเนคเทคตลอด 39 ปีที่ผ่านมาว่าเป็น “วิศวกรชาติ” ที่ต้องมองไกลและวางรากฐานเทคโนโลยีในจุดที่เอกชนยังไปไม่ถึง สร้างความมั่นคงให้ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานดิจิทัลไทย อาทิ การบุกเบิกอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย (ThaiSARN) ไปสู่การนำร่องให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศ (บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) การวางรากฐานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ไทยด้วยโรงงาน Wafer Fabrication แห่งเดียวในภูมิภาค ASEAN (ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์: TMEC)
ควบคู่ไปกับการชี้นำการพัฒนา IT ของประเทศ อาทิ แผนแม่บท IT แห่งชาติ ไปจนถึงการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) นำไปสู่การก่อตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA)
พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้น การส่งมอบ Platform สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้ในวงกว้าง อาทิ Traffy Fondue และ Thai School Lunch รวมถึงการเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงเป้า อาทิ ความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการพัฒนา TPMAP เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด การผลักดันศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่นในปัจจุบัน
ดร.ชัย ยังได้ปักหมุดเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ยั่งยืน สำหรับก้าวต่อไปของเนคเทคในทศวรรษหน้า ไม่ใช่เพียงการต่อยอดฐานเดิม แต่คือการรุกคืบสู่เทคโนโลยีที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถประเทศในระดับสากล เริ่มจากการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย ‘HandySense Bfarm’ ระบบสมาร์ทฟาร์มที่เปิดกว้างให้เกษตรกรออกแบบระบบเองได้ เพื่อยกระดับสู่ Smart Farming เต็มรูปแบบ สานต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานสังคมคาร์บอนต่ำผ่าน ‘แพลตฟอร์มบริหารจัดการสถานีชาร์จ EV’ พร้อมเร่งพัฒนา ‘AI ทางการแพทย์’ และ ‘นวัตกรรมคัดกรองโรคได้อย่างรวดเร็ว’ เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากตั้งรับเป็นเฝ้าระวังเชิงรุกที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้น รวมถึงการวางรากฐาน ‘ห้องปฏิบัติการตรวจสอบและมาตรฐาน AI’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจริยธรรมในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน
“วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความอยู่รอด’ ของประเทศ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนทั้งเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ขอเชิญชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง” ดร.ชัย กล่าวทิ้งท้าย
“เนคเทค 40 ปี - Legacy & Beyond” ชวนสำรวจเส้นทางการเติบโตของเนคเทคในมุมมองใหม่ ค้นหาคำตอบว่าฐานรากเทคโนโลยีจะนำพาไปสู่ทิศทางใดเพื่อสร้างอนาคตให้แก่ประเทศ พร้อมเจาะลึกแนวทางความร่วมมือทุกภาคส่วน ไปจนถึงงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรมตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.nectec.or.th/nectec40 และ Facebook NECTEC NSTDA
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช.จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2” เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยครบวงจร
ไบโอเทค สวทช. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยสัตว์น้ำ เปิดใช้งานห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL2) รองรับการพัฒนาวัคซีนและงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_80745" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริหารไบโอเทค สวทช. และ บพค. ถ่ายภาพร่วมกันในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดให้บริการ “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2” (Advanced Aquatic Animal BSL2 Laboratory: BSL2) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์น้ำของประเทศ และสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)
[caption id="attachment_80746" align="aligncenter" width="750"] ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 หรือ BSL2 มีที่มาจากประสบการณ์การทำงานวิจัยของไบโอเทคร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำซึ่งพบว่างานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับการวิจัยขั้นต้น (Technology Readiness Level: TRL 1–3) และขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง ไบโอเทคจึงพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานวิจัยในช่วง TRL 4–6 โดยเฉพาะด้านการศึกษาเชื้อก่อโรค การพัฒนาต้นแบบวัคซีน และการทดสอบในสัตว์น้ำภายใต้สภาวะควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้สู่การผลิตต้นแบบและการประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระดับ TRL 7-9
[caption id="attachment_80747" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
“โจทย์สำคัญก็คือ หากเกิดโรคระบาดในกุ้งหรือปลา ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับตัวอย่าง แยกเชื้อ วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาต้นแบบวัคซีนได้อย่างครบวงจรในแห่งเดียวหรือไม่ เราต้องการห้องปฏิบัติการที่สามารถนำตัวอย่างสัตว์น้ำที่ติดโรคเข้ามาศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ได้ผลลัพท์ที่เป็นต้นแบบวัคซีนที่จะนำไปต่อยอดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ ไบโอเทคจึงออกแบบและสร้างห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำ BSL2 นี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานกับเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ตั้งแต่การแยกเชื้อ ศึกษาเชื้อ ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบวัคซีน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพสัตว์น้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยในระยะยาว” ดร.สรวิศ กล่าว
[caption id="attachment_80748" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ตั้งอยู่ที่อาคาร BIOTEC Pilot Plant ภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายในห้องปฏิบัติการได้รับการออกแบบเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการ BSL2 ซึ่งออกแบบเป็นระบบความดันลบเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการสาหร่าย ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส และห้องปฏิบัติการแบคทีเรีย และยังมีห้องปฏิบัติการระดับ BSL1 สำหรับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค ในส่วนของห้องปฏิบัติการชั้นล่างเป็นห้องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ภายในประกอบด้วยถังเพาะเลี้ยงขนาด 220 ลิตร จำนวน 24 ถัง พร้อมด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ ระบบบำบัดและฆ่าเชื้อ และระบบควบคุมสภาพแวดล้อม สามารถควบคุมอุณหภูมิ แสง และจำลองการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลได้ เพื่อรองรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคสัตว์น้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบเพื่อรองรับกรณีเกิดการปนเปื้อนรุนแรง โดยสามารถกักเก็บน้ำไว้ที่พื้นป้องปฏิบัติการได้ทั้งหมดและฆ่าเชื้อในน้ำให้กลับมาปลอดภัยได้
[caption id="attachment_80749" align="aligncenter" width="750"] ถังเพาะเลี้ยงระบบหมุนเวียนน้ำภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]
การจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_80751" align="aligncenter" width="750"] คณะผู้บริหาร บพค. นักวิจัยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการฯ[/caption]
ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 พร้อมให้บริการทดสอบวัคซีน สารเสริมภูมิคุ้มกัน สารเสริมชีวนะ (โพรไบโอติก) หรือสารชีวภาพ แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบวินิจฉัยเชื้อโรคในสัตว์น้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคในสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และมีมาตรฐานในระดับสากล
ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ โทรศัพท์ 0 2564 6700 หรือ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 อีเมล: chonlada.run@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย วีณา ยศวังใจ และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ไบโอเทค และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไบโอเทค สวทช. นำทัพนักวิชาการลงพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ภายใต้กองทุนพิเศษล้านช้าง – แม่โขง ยกระดับเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างรายได้ชุมชนลุ่มน้ำโขง
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ขยายผลและติดตามผลในชุมชน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)” ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะเห็ดแก่กลุ่มใหม่ใน สปป.ลาว พร้อมติดตามผลและให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้รับการอบรมเดิม เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะกับพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง - แม่โขง เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาค โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเห็ดและหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างคึกคักมากกว่า 70 คน
ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดเศรษฐกิจแก่กลุ่มเป้าหมายใหม่ใน สปป.ลาว พร้อมกับติดตามผลและประเมินการนำองค์ความรู้ไปใช้ของผู้ที่เคยเข้าอบรมในประเทศไทย เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกและแนะนำการพัฒนาการเพาะเห็ดตามบริบทของพื้นที่ และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านเทคโนโลยีการเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน โดยได้เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือการคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การเตรียมหัวเชื้อที่บริสุทธิ์ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการบริหารจัดการต้นทุนและการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ยังใช้เป็นเวทีรับฟังความเห็นจากคนในพื้นที่ เพื่อเตรียมขยายผลเฟส 2 ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตเกษตรกรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.อัมพวา ปินเรือน นักวิจัยไบโอเทค และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้กองทุนพิเศษล้านช้าง - แม่โขง ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงร่วมกัน โดยเลือกขยายผลสู่แขวงสะหวันนะเขต เนื่องจากเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงและเกษตรกรมีความตื่นตัวอย่างมาก ประกอบกับ สปป.ลาว มีทรัพยากรและสภาพอากาศคล้ายคลึงกับไทย โดยเฉพาะเห็ดป่าและเห็ดเศรษฐกิจ การมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมาถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ นำไปสู่การสร้างงาน รายได้ และเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่นระหว่างนักวิชาการและเกษตรกรในภูมิภาคให้เติบโตอย่างมั่นคง
ด้าน คุณ Malilammone Tomthatep หัวหน้าเกษตรจังหวัด แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแขวงสะหวันนะเขตยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตเห็ดเศรษฐกิจ ทำให้ต้องนำเข้าเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดหูหนู จากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ทั้งที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ การอบรมครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรในเมืองสองคอนและเมืองจำพอน สามารถผลิตเห็ดคุณภาพเพื่อการค้าได้เอง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไป เพื่อกระจายองค์ความรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนตามเป้าหมายของโครงการล้านช้าง-แม่โขง
ด้านนักวิชาการ นายชาญยุทธ์ ภาณุทัต ที่ปรึกษาโครงการ และสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ผู้เพาะเห็ดละเลยไม่ได้ คือความเข้าใจธรรมชาติของเห็ดแต่ละชนิด โดยเฉพาะการจัดการสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือน ทั้งเรื่องอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการออกดอก ในปัจจุบันได้มีการนำเครื่องมืออย่างไฮโกรมิเตอร์ (Hygrometer) มาช่วยวัดค่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น แทนการคาดเดาด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เทคนิคการเก็บเกี่ยวก็มีผลต่อคุณภาพอย่างมาก โดยควรเลือกเก็บในขณะที่ดอกเห็ดแห้ง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและเก็บรักษาได้นานขึ้น ขณะที่ นายศักดิ์ชัย พลชัย จากฟาร์มสวนเห็ดตระการ จ.อุบลราชธานี ได้สาธิตการทำเชื้อเห็ดพร้อมกล่าวเสริมว่า การเพาะเห็ดให้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ส่งผลลัพธ์ต่อผลผลิต เช่น ปรับปรุงขั้นตอนการนึ่งก้อนเชื้อ จัดวางก้อนไม่ให้ทับซ้อนกันจนเกินไปเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างน้อย 20% และไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงความมั่นคงในอาชีพและความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกรในลุ่มน้ำโขง
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดทำแบบสำรวจเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังการอบรม เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินทักษะและวิเคราะห์ปัญหาในกระบวนการผลิตจริง ตั้งแต่การคัดแยกแม่เชื้อจนถึงรายได้จากการจำหน่าย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คณะผู้จัดงานเข้าใจอุปสรรคที่เกษตรกรเผชิญ เช่น อัตราการปนเปื้อนหรือเทคนิคการรดน้ำ เพื่อนำไปใช้ออกแบบหลักสูตรให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และใช้เปรียบเทียบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินโครงการนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามพรมแดน ที่ไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นการบ่มเพาะมิตรภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำโขงให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ทีม MontfortYunai โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย คว้าแชมป์ การแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2026
(วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวรายงานการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 : NMMC 2026) พร้อมประกาศรายชื่อผู้ชนะเลิศ ประจำปี 2569 ซึ่งโครงการในปีนี้ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศเป็นอย่างมาก มีทีมสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 238 ทีม ผ่านกระบวนการคัดเลือกเข้าสู่รอบสัมภาษณ์จำนวน 48 ทีม และคัดเหลือ 20 ทีมสุดท้าย (เยาวชน 60 คน และผู้ดูแลทีม 10 คน) ในแต่ละทีมประกอบด้วย 4 คน คือ นักเรียน 3 คน และผู้ดูแลทีม 1 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการระหว่างวันที่ 14–16 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ภายหลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เยาวชนทั้ง 20 ทีม ได้ออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครเมาส์ ภายใต้ข้อกำหนดและข้อจำกัดเดียวกัน ทั้งในด้านขนาด โครงสร้าง อุปกรณ์ และเงื่อนไขของสนามแข่งขัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม การวางแผน และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ เยาวชนทุกทีมจะนำหุ่นยนต์ที่ตนเองพัฒนาขึ้นเข้าร่วมแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน โดยมุ่งทดสอบความสามารถในการนำหุ่นยนต์ผ่านสนามแข่งขันความแม่นยำของระบบควบคุม และการตัดสินใจในสถานการณ์จริงเพื่อให้คณะกรรมการตัดสินและคัดเลือกทีมที่ชนะเลิศ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มีพันธกิจเรื่องการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพื่อให้เติบโตมาเป็นกำลังคนที่มีความรู้ มีความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดี ดังจะเห็นได้จากการที่ สวทช. มีการก่อตั้งบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ที่เป็นสถานที่บ่มเพาะเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น การจัดกิจกรรมค่าย รวมถึงการจัดการประกวดแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเป็นหนึ่งในแนวทางให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนอกห้องเรียน”
ดร.สมบุญ กล่าวต่ออีกว่า “สวทช. จัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต หรือ NSTDA Micro Mouse Contest 2026 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีทีมสมัครเข้าร่วมถึง 238 ทีมจากทั่วประเทศ และมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือเพียง 20 ทีมสุดท้าย ในระหว่างการเข้าค่ายนักเรียนจะได้เรียนรู้การออกแบบและการสร้างหุ่นยนต์ การควบคุมและการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ การใช้งานเซนเซอร์ต่างๆ รวมถึงการใช้ตรรกะในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลทีมควบคู่กันไป โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการจัดการเรียนการสอนหุ่นยนต์ เพื่อขยายองค์ความรู้และเสริมทักษะให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในห้องเรียน อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมอย่างยั่งยืนในสถานศึกษา นอกจากนี้ดร.สมบุญ กล่าวขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยากรที่ได้สละเวลาในการบ่มเพาะเยาวชนให้มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะด้านวิศวกรรม รวมทั้งหน่วยงานภาคีเครือข่าย และทีมงานทุกท่าน ที่ร่วมกันผลักดันให้กิจกรรมอันทรงคุณค่านี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ประสบการณ์ที่เยาวชนได้รับในวันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประเทศชาติในอนาคต”
ทั้งนี้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น และสนุกตื่นเต้น โดยคณะกรรมการได้ติดตามการแข่งขันตลอดทั้งวัน จากกติกาการแข่งขัน คือ ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมมีเวลา 10 นาที ในการเดินทางผ่านเขาวงกตเพื่อบันทึกเวลาที่ดีที่สุด (เวลาที่ใช้เดินจากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมาย) การหยุดและการเคลื่อนย้ายหุ่นยนต์ต้องได้รับการอนุญาตจากกรรมการก่อนทุกครั้ง ห้ามตั้งโปรแกรมใหม่หรือเปลี่ยนแปลงระบบของหุ่นยนต์หลังจากเห็นเขาวงกต แต่อนุญาตให้เปลี่ยนการตั้งค่าบางส่วนได้ และห้ามเปลี่ยนน้ำหนักหุ่นยนต์ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การแข่งขันตามภารกิจ 70 คะแนน และ การนำเสนอผลงาน 30 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน โดยการแข่งขันตามภารกิจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การสอบระหว่างอบรม 10 คะแนน และคะแนนการแข่งขัน 60 คะแนน (เวลาเปรียบเทียบทีมที่ทำเวลาดีที่สุด 20 คะแนน / ระยะทางที่วิ่งได้ 20 คะแนน) ภารกิจพิเศษ 10 คะแนน (วิ่งสำเร็จในรอบแรก ถึงจุดหมายครั้งแรกที่ลอง 8 คะแนน ไม่ชนกำแพงในแต่ละรอบ 8 คะแนน และความสมบูรณ์ของหุ่น ไม่พังหรือทิ้งชิ้นส่วนระหว่างการวิ่ง 4 คะแนน) และการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 10 คะแนน ทั้งนี้ ชิ้นส่วนของหุ่นยนต์นำทาง ต้องทำงานได้เองโดยสมบูรณ์ ห้ามควบคุมจากระยะไกล ไม่ใช่้พลังงานจากการเผาไหม้ ห้ามทำลายสนามแข่ง ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรางวัลนำเสนอผลงานดีเด่น คือ “ทีม MontfortYunai โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายบรรณวัชร ภาคยุทธ นายชาญธาดา สุขเกษม นายรัฐพงษ์ เดี่ยววิไล และ นายนัฐวุฒิ ศรีวิเชียร (ผู้ดูแลทีม) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “Aeroskyforce Team โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นางสาววริศรา รอสูงเนิน นายณฐกร ศรีสมุทร นายพีระพงษ์ ปลั่งกลางและ นายฉัตรชัย สุดดีพงษ์ (ผู้ดูแลทีม) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ “ทีม RICKY จาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายนวีย์ธรรศ ทรัพย์แสง นางสาวรชยา เชวงกิจวณิช นายชัยชนะ อนุราช และนายประพัฒน์ ศิลปกิจจานนท์ (ผู้ดูแลทีม)
สำหรับกิจกรรม NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 : NMMC 2026 ในปี 2569 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต ภายใต้ชื่อ NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้มีความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและทักษะที่หลากหลาย ทั้งด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเชิงกลไก และการเขียนโปรแกรมอย่างเต็มความสามารถ
นอกจากนี้ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–28 เมษายน 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จะมีการเปิดสนามไมโครเมาส์เพื่อส่งต่อการเรียนรู้ โดยทีมเยาวชนที่ชนะเลิศจากการแข่งขันในวันนี้ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้ฝึกสมอง ประลองฝีมือเช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่ได้โอกาสมาแข่งขันในเวทีนี้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


