หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. นำคณะนักประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดในเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
โครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเยี่ยมชมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมภายในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คุณเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมชื่นชมคุณภาพของผลงานและให้กำลังใจคณะนักประดิษฐ์ ที่ได้นำผลงานมาร่วมนำเสนอพร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดยในปีนี้ มีนวัตกรรมจากโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC)สวทช. เข้าร่วมการประกวดฯ ได้แก่ - ผลงาน Phonyong Prime+: ระบบวิเคราะห์คุณภาพและบ่งบอกเหตุผลของระดับคุณภาพเนื้อโคขุนโพนยางคำ ผลงานรางวัลที่ 2 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จาก YSC 2025 พัฒนาโดย นายปฏิพล เจริญผล, นายพีรพัฒน์ พรมจันทร์ และนายอรรจน์ คงทอง จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร พร้อมทั้งมีนักเรียนส่งผลงานเข้าร่วมในระดับ Young Talent ได้แก่ ODEX : ระบบโดรนปลดปล่อยไมโครแคปซูลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดน้ำมันรั่วในป่าชายเลน พัฒนาโดย นายกิตติพัฒน์ แก้วเรือง, นายสิทธา สินสวัสดิ์ และนายขุนทอง คล้ายทอง จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ซึ่งเป็นผลงานรางวัลที่ 3 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก YSC 2026 นอกจากนี้ในบูธ สวทช. ยังมีผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้แก่ผลงานเรื่อง “สยามโมโซม อนุภาคนาโนอัจฉริยะสำหรับนำส่งสารออกฤทธิ์เพื่อความขาวสู่เซลล์เป้าหมายเมลาโนไซต์” โดย ดร. เภสัชกรหญิง ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล และคณะจาก สวทช. ด้าน ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวให้กำลังใจกับคณะนักประดิษฐ์จากโครงการ YSC ว่า สวทช. เข้าใจและรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่ากว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงกรุงเจนีวาในวันนี้ ทุกคนต้องผ่านความเหนื่อยและความทุ่มเทกันมามากขนาดไหนถึงจะมาร่วมงาน The 51st International Exhibition of Inventions Geneva ได้ อย่าลืมว่าวันนี้พวกเราไม่ได้มาที่เจนีวาในฐานะนักเรียนตัวเล็ก ๆ แต่เรามาในฐานะนักประดิษฐ์ของประเทศไทย ที่มาแสดงงานในเวทีระดับตำนานซึ่งเป็นศูนย์รวมสุดยอดสมองของนักประดิษฐ์จากทั่วทุกมุมโลก ประสบการณ์และแรงกดดันต่าง ๆ ที่ในวันนี้จะหล่อหลอมให้ผลงานของน้อง ๆ แข็งแกร่งและทรงคุณค่า ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือน้อง ๆ จะได้กลับไปพร้อมกับประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้และมุมมองต่อโลกที่กว้างไกลกว่าเดิม ประสบการณ์และความกดดันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้ผลงานของพวกเรามีความแข็งแกร่งและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่น้อง ๆ จะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่อาจหาซื้อได้จากตำราเรียน และได้เปิดมุมมองที่มีต่อโลกนวัตกรรมให้กว้างไกลกว่าเดิม ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะตัวแทนของชาติ สวทช. และคนไทยทุกคนพร้อมที่จะเป็นกำลังใจและสนับสนุนความสำเร็จของพวกเราอย่างเต็มที่ หมายเหตุ: International Federation of Inventors' Associations (IFIA) ถือเป็นเวทีที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นเวทีที่ได้รับความสนใจจากนักประดิษฐ์ นักวิจัย นักลงทุน และนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นโดย PALEXPO SA ร่วมกับ IIFIA สหพันธ์สมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ ภายใต้การสนับสนุนของเมืองเจนีวา รัฐบาลสวิส และ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ World Intellectual Property Organization (WIPO) ในงานดังกล่าวมีผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันต่างๆ นักวิจัยและนักประดิษฐ์อิสระจากสวิสและต่างประเทศ เข้าร่วมประกวดและจัดแสดง จำนวนกว่า 1,000 ผลงาน จากองค์กรประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ อาทิ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม เซเนกัล สหราชอาณาจักร โรมาเนีย ฝรั่งเศส ฮังการีสหรัฐอเมริกา โอมาน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ โครเอเชีย อิหร่าน ไต้หวัน จีน ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลี เป็นต้น โดย วช. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศไทย (Exclusive Agency) ในการพิจารณาคัดเลือกและนำผลงาน เพื่อเข้าร่วมนำเสนอและประกวดในเวทีดังกล่าวในนามของประเทศไทย โดยในปี 2026 นี้ มีผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมจากประเทศไทยมากกว่า 130 ผลงาน และมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากกว่า 50 หน่วยงานเข้าร่วมการประกวด
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ติวเข้มประเมิน ITA ปี 69 มุ่งยกระดับ ธรรมาภิบาลของหน่วยงานสู่องค์กรโปร่งใส ไร้ทุจริต
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ติวเข้มประเมิน ITA ปี 69 มุ่งยกระดับ ธรรมาภิบาลของหน่วยงานสู่องค์กรโปร่งใส ไร้ทุจริต เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ได้เข้าร่วมการฝึกอบรม เรื่อง การชี้แจงแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ประสานงานโครงการและ ตัวแทนจากฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์ ฝ่ายนโยบาย แผนงานและงบประมาณ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และฝ่ายพัสดุ เข้าร่วม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ และระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meetings) โดยในการอบรม มีการอภิปรายจากคณะวิทยากร สำนักประเมินคุณธรรม ความโปร่งใส และส่งเสริมธรรมาภิบาล สำนักงาน ป.ป.ช. นำโดย นายภิญโญยศ ม่วงสมมุข เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ และคณะ ร่วมอภิปรายเจาะลึกในประเด็นสำคัญ ได้แก่: การพัฒนาการประเมิน บริบท และความท้าทายใหม่ของ ITA, ภาพรวมและหลักเกณฑ์การประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569, เทคนิคและกระบวนการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) และแนวทางการจัดเก็บข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (IIT) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT)
ข่าวสาร ITA
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 16 มีนาคม 2569
สวทช. จัดยิ่งใหญ่ NAC2026 24-28 เม.ย. นี้ ชูแนวคิด "นำวิทย์ฯ แก้วิกฤตโลกเดือด" - ผนึกกำลังพันธมิตร ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ - พลาดไม่ได้ ! สัมนาเด่น 40 หัวข้อ-เปิดชมแล็บ 14 เส้นทาง พร้อมนิทรรศการกว่า 100 ผลงาน ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569 นักวิจัย ไบโอเทค คว้ารางวัลจากผลงาน "วัคซีนสายพันธุ์ไทยป้องกันโรคในสัตว์" ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา คว้ารางวัล Bangkok Post Women of the Year 2026 จากการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ASF สายพันธุ์ไทยสำเร็จ มีประสิทธิผลสูงถึง 70–100% ในแล็บ และกำลังเร่งทดสอบระดับฟาร์มร่วมกับกรมปศุสัตว์ ... >> อ่านต่อ คิกออฟ! หลักสูตรรับอุตสาหกรรม EV: กระทรวง อว. และ สวทช. โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ร่วมมือเปิด 8 หลักสูตรอบรมพัฒนาบุคลากรรับอุตสาหกรรม EV พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ ที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จ.ระยอง ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
Super AI Engineer เดินหน้าปีที่ 6 ปั้นกำลังคน AI ไทย รับเศรษฐกิจ AI-Driven Economy เปิดรับสมัครฟรีทั่วประเทศ
วันที่ 13 มีนาคม 2569 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) จัดงาน พิธีปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 และ พิธีเปิดโครงการ Super AI Engineer Season 6 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย “Super AI Engineer Season 5” พร้อมประกาศเดินหน้าการพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างต่อเนื่องใน “Super AI Engineer Season 6” โครงการ Super AI Engineer ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 6 และถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation ที่มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การทำงานกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานวิจัยชั้นนำ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังสำคัญของโครงการในปีนี้ คือการสร้าง “ทักษะสูง รายได้ดี และโอกาสงานใหม่” ให้กับคนไทยในเศรษฐกิจยุค AI ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ สามารถสร้างบุคลากรด้าน AI จำนวนมากเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งในบทบาท AI Engineer (วิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์), AI Innovator (นวัตกรด้านปัญญาประดิษฐ์), AI Researcher (นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์) และ ผู้ประกอบการ Startup ด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี และกล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer Season 5 ที่สามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน AI ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม “โครงการ Super AI Engineer Season 5 ช่วยพัฒนาศักยภาพของคนไทยในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน AI เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  และเมื่อโลกกำลังก้าวสู่ยุค AI-Driven Economy ทำให้การเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI เป็นภารกิจสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นที่น่ายินดีที่โครงการ Super AI Engineer ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในปีที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงด้าน AI ที่สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ที่มีรายได้สูง และช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับองค์กร เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI Engineer และอุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ได้กล่าวรายงานความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer Season 5 ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ AI Innovator, AI Engineer และ AI Researcher  “โครงการ Super AI Engineer เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากหลากหลายสาขาได้พัฒนาทักษะด้าน AI อย่างเข้มข้น ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการทำงานกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถต่อยอดสู่การทำงานจริงในสายงาน AI และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ” ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวถึงการพัฒนา AI Competency Framework และ AI Credit Bank ภายใต้โครงการ Super AI Engineer Season 5 “โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการอบรมความรู้ด้าน AI เท่านั้น แต่ยังสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ผ่านแนวคิด AI Competency และ Credit Bank ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้ในระยะยาว” ภายในงานยังมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ หน่วยวิจัยและอาจารย์ประจำหน่วยวิจัยที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มกิจกรรม AI Researcher จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ รวมถึงผู้เข้าร่วมกิจกรรมใน AI Researcher ที่มุ่งสร้างนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ให้กับประเทศไทยด้วย โดยมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) รับมอบประกาศนียบัตรจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมกล่าวถึงบทบาทการสนับสนุนโครงการฯ "เนคเทค สวทช. มุ่งมั่นผลักดันยุทธศาสตร์ภายใต้แผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และนโยบาย 'AI Love U' ของกระทรวง อว. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โครงการ Super AI Engineer จึงเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ตอบสนองเป้าหมายนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา เนคเทค สวทช. ร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง ทั้งการให้บริการแพลตฟอร์ม 'AI for Thai' และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 'LANTA' รวมถึงการส่งมอบองค์ความรู้จากทีมนักวิจัย สวทช. ความสำเร็จในการก้าวสู่ Season 6 วันนี้ ยืนยันว่าไทยพร้อมสร้างเครือข่ายกำลังคน AI ที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน" ดร.ชัย กล่าว อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การเสวนาพิเศษในหัวข้อ “AI Research for Thailand and Beyond” ซึ่งเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างนวัตกรรมระดับโลก รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ หัวหน้ากลุ่มกิจกรรม AI Researcher กล่าวในเวทีเสวนาว่า “การพัฒนางานวิจัยด้าน AI ของประเทศไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคนโยบาย เพื่อสร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” พิธีในครั้งนี้ถือเป็นการปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งเปิดตัว Super AI Engineer Season 6 ซึ่งจะดำเนินการภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation เพื่อสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ใน Season 6 ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้าน AI ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลและการแก้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ โดยผู้ที่มีศักยภาพสูงจะมีโอกาสต่อยอดสู่ การทำงานจริงในบริษัทเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจ และหน่วยงานด้านนวัตกรรม ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer Season 6 สามารถสมัครได้ ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้าน AI และสามารถเข้าร่วมได้ฟรีตลอดทั้งโครงการ เมื่อสมัครแล้วสามารถเริ่มเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทันที ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ตารางกิจกรรม และสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ superai.aiat.or.th และ Facebook Page: Super AI Engineer Development Program สำหรับองค์กรที่สนใจ ร่วมสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศไทย สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนโครงการได้ที่ อ.สิริกร ประทุม ผู้อำนวยการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย โทร. 09-9226-3664 หรือ 09-7186-1734 อีเมล superai@aiat.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดอบรมปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม”
(วันที่ 13 มีนาคม 2569) ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม” เพื่อลดการเกิดขยะอาหารและส่งต่ออาหารให้กับกลุ่มผู้ต้องการอาหาร ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญทางด้านการบริหารจัดการอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและมีการดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้แผนงาน “การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินด้วยแนวทางการจัดตั้งธนาคารอาหารเพื่อลดการเกิดขยะอาหารและส่งต่ออาหารให้กับกลุ่มผู้ต้องการอาหาร รวมถึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้สามารถบริหารจัดการและลดปัญหา Food Loss และ Food Waste ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดความสูญเสียของวัตถุดิบ” นอกจากนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลิกวิกฤตอาหารส่วนเกินสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม” ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะบริจาคอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพและยังสามารถบริโภคได้ ส่งต่อไปยังกลุ่มประชากรเปราะบางในประเทศ โดยความร่วมมือของ ITAP กับ Food Bank และพันธมิตร ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS เพื่อให้การบริหารจัดการและการกระจายอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม” สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิ SOS และพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการวิจัยตามกลยุทธ์ S&T Implementation ของ สวทช. และการบริการภายใต้โปรแกรม ITAP เข้ามาช่วยยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งผลักดันมาตรการจูงใจทางภาษีและการลดคาร์บอน เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5 หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน
วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยพัฒนาและนำเสนอ “7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5” ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสืบหาต้นตอฝุ่นอย่างแม่นยำ การตรวจติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมชุดนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศของประเทศ ไม่เพียงเพื่อรับมือในระยะสั้น แต่เพื่อสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนในระยะยาว นวัตกรรมชุดแรกมุ่งเน้นการสืบหาต้นตอของฝุ่น PM2.5 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำ โดยนาโนเทค สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมควบคุมมลพิษ ได้พัฒนา "เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น NanoSampler" ภายใต้โครงการวิจัย "การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)" ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ซึ่งสามารถแยกและวิเคราะห์ฝุ่นได้ถึง 6 ระดับขนาด ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาจากไอเสียรถยนต์ และในกลุ่มฝุ่นจิ๋ว PM0.1 มีสัดส่วนจากไอเสียรถยนต์สูงถึงร้อยละ 65 ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างตรงจุด นอกจากนี้ นาโนเทคยังมีการพัฒนา “ระบบตรวจวัดและจำแนก PM2.5 ด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Nose)” ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Air Detector เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เอ็นเทคและเนคเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้พัฒนา "ระบบตรวจวัดควันดำแบบระยะไกล" โดยผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Computer Vision เปลี่ยนกล้อง CCTV ให้สามารถตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กระทบการจราจร นวัตกรรมชุดที่สองมุ่งลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเนคเทค สวทช. พัฒนา “ION Fresh เครื่องกรองฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคในอากาศ” ที่ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคด้วยแสง UVC เครื่องนี้รองรับการใช้งานภายในห้องขนาด 250 ตารางเมตร และสามารถถอดล้างส่วนดักจับฝุ่นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอบโจทย์ทั้งการลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและประหยัดค่าใช้จ่าย ในยุคที่มลพิษทางอากาศไม่ได้อยู่แค่ภายนอกอาคาร แต่แฝงตัวอยู่ภายในอาคารด้วย เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนา "เพียวแอร์ ยิปซัมบอร์ด (Pure Air Gypsum Board)" ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างภายในอาคารที่สามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ด้วยพันธะเคมี และเคลือบสีพิเศษที่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 หนักขึ้นแล้วตกลงสู่พื้น ลดการฟุ้งกระจายในอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้พลังจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติไบโอเทค สวทช. ได้วิจัยพัฒนา “กำแพงต้นไม้” เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) และการวิเคราะห์ด้วย LC-MS เพื่อค้นหาและระบุชนิดพืชที่เหมาะสมที่สุดในการจับฝุ่นบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น พืชที่มีลักษณะใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ อาทิ โมก กัลปพฤกษ์ จามจุรี ประดู่ และพะยูง เพื่อนำไปออกแบบการปลูกกำแพงต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มทางเลือกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปิดท้ายด้วย “อุตุน้อย (UtuNoi) สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเรียนรู้” โดยเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดจากบอร์ด KidBright ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพอากาศต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยังเว็บแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ข้อมูลจริง ฝึกทักษะด้าน Big Data และ IoT เพื่อสร้างรากฐานนักพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในอนาคต นวัตกรรมทั้ง 7 นี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤต PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรับมือในระยะสั้น แต่สร้างโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สัมมนา ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบาย การเงิน และนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
🚨 ENTEC สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมฟังบรรยายในงานสัมมนาวิชาการ ในงาน NAC2026 🌏"ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบาย การเงิน และนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน" 🗓️ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ⏰️ เวลา 13.30 – 16.30 น. 🏪 ห้อง CC-309 ชั้น 3 📍 อาคาร ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี (https://maps.app.goo.gl/Ko5BcX6jfHFdgjVRA) หัวข้อบรรยาย ✅ "ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน: เส้นทางประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ✅ "ปลดล็อคระบบการเงินไทยสู่เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่ Net-Zero" ในมุมมองสำคัญ อาทิ 🍀ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ภาคอุตสาหกรรม 🍀บทบาทสถาบันการเงินกับพลังการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 🍀การจัดสรรเงินทุนและกลไกทางการเงินเพื่อความยั่งยืน 🍀นวัตกรรมการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างมูลค่าระยะยาวในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 🚩ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-01/ 👉 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎️ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4759 (คุณกุสุมาภรณ์) 📩E-mail: kusumaphorn.som@entec.or.th, omrs@entec.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดใจ ! ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ คว้ารางวัล For Women in Science
เปิดใจ! ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. ผู้คว้ารางวัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 จาก ลอรีอัล ประเทศไทย เผยความมุ่งมั่นการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) สายพันธุ์ไทย จนได้วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูง และมีความปลอดภัย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทดสอบในระดับฟาร์ม ก่อนผลักดันสู่การใช้งานจริงต่อไปซึ่งยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย เผยแรงบันดาลใจทุ่มเทวิจัยและพัฒนาวัคซีน มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรและเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมสุกรไทย
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. พร้อมจัดยิ่งใหญ่ ! งาน NAC2026
สวทช. ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 "NAC2026" ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” . วันที่: 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . พบกับ : Seminar: สัมมนากว่า 40 หัวข้อ เจาะลึกเทรนด์อนาคต Open House: เปิดบ้านชม 14 เส้นทางเทคโนโลยีสุดล้ำ STEM Education: กิจกรรมเยาวชน ปลุกพลังนักวิทย์รุ่นจิ๋ว NAC Market: “ชม ชิม ช็อป” ตลาดนัดสินค้านวัตกรรม Exhibition: นิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ กว่า 100 ผลงาน . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สืบจากกลิ่น ! “e-Nose” กับภารกิจตรวจจับ PM2.5 หาต้นตอฝุ่นจิ๋วด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ
  “ค่าฝุ่นพุ่ง !”, “เช้านี้ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน”, “เตือนภัย PM2.5 สีแดงหลายจังหวัด” และอีกหลายพาดหัวข่าวที่เตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังพิษภัยจากฝุ่น PM2.5 แต่ยังคงมีคำถามคาใจคือ “ฝุ่นมาจากไหน ?” มาจากการจราจรบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร การเผาในที่โล่งแจ้ง หรือทั้งหมดรวมกัน นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์หรือ “e-Nose” จะมาช่วยไขคำตอบด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้เกิดการคาดเดาที่คลาดเคลื่อน และให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับวางแผนแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เป็นประจำแทบทุกปี จนแทบจะเรียกได้ว่ามี “ฤดูฝุ่น” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งฤดูซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของหลายพื้นที่ในประเทศ “ค่าฝุ่นวันนี้เท่าไร” กลายเป็นคำถามที่ทุกคนต้องรู้ในแต่ละวันเพื่อเตรียมตัวป้องกันและดูแลตัวเอง แต่หากจะแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นให้เกิดผล จำเป็นต้องรู้ว่า “ฝุ่นเหล่านี้มาจากไหน” เพราะหากไม่รู้ต้นตอที่แท้จริง การแก้ไขก็อาจเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ   [caption id="attachment_81661" align="aligncenter" width="750"] ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยี e-Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สำหรับดมกลิ่นอากาศ พร้อมทั้งวิเคราะห์และแยกแยะองค์ประกอบของฝุ่นในอากาศ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสืบหาแหล่งที่มาและสาวไปให้ถึงต้นตอของฝุ่น PM2.5 ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ ทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า e-Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของจมูกมนุษย์ แต่เพิ่มความแม่นยำด้วยเทคโนโลยีที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ชุดเซนเซอร์สำหรับตรวจจับก๊าซและอนุภาคในอากาศ ระบบประมวลผลที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และอัลกอริทึมที่ใช้วิเคราะห์รูปแบบสัญญาณเพื่อจำแนกชนิดและแหล่งกำเนิด   [caption id="attachment_81662" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose ตรวจจับฝุ่น PM2.5[/caption]   “e-Nose แตกต่างจากเซนเซอร์วัดฝุ่นทั่วไปที่วัดได้เพียงเชิงปริมาณ แต่ e-Nose สามารถบอกได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นอกจากจะบอกได้ว่าฝุ่นมีปริมาณเท่าไร ยังสามารถบอกได้ว่ากลิ่นหรือสารระเหยที่เป็นเอกลักษณ์จากองค์ประกอบที่รวมอยู่ในฝุ่นมาจากแหล่งกำเนิดแบบไหน ความสามารถนี้ทำให้ e-Nose แตกต่างจากเครื่องวัด PM2.5 ในท้องตลาดอย่างชัดเจน ภายในตัวเครื่องไม่ได้มีเพียงเซนเซอร์วัดฝุ่น แต่ยังมีเซนเซอร์ตรวจวัดก๊าซหลายชนิด รวมถึงสถานีตรวจวัดสภาพอากาศขนาดเล็กที่วัดอุณหภูมิ ความชื้น และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อตัวของฝุ่น “เซนเซอร์วัดฝุ่นของ e-Nose สามารถตรวจวัดฝุ่นที่มีขนาดต่าง ๆ และบ่งชี้ปริมาณได้ ส่วนเซนเซอร์ตรวจวัดก๊าซจะช่วยแยกแยะชนิดและปริมาณก๊าซที่อยู่ในกลุ่มฝุ่นเหล่านั้น เมื่อประมวลผลข้อมูลทั้งหมดร่วมกันผ่านโมเดลวิเคราะห์ และเปรียบเทียบฐานข้อมูลที่มาจากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ทำให้ทราบได้ว่า กลุ่มฝุ่นที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้นมาจากแหล่งกำเนิดประเภทใดในสัดส่วนเท่าไหร่ เช่น มาจากการเผาไหม้ การจราจร หรือกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ โดยข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”   [caption id="attachment_81663" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose ตรวจจับฝุ่น PM2.5 แสดงผลแบบเรียลไทม์[/caption]   ดร.รุ่งโรจน์ย้ำว่า ในทางวิทยาศาสตร์ การพูดถึงกลิ่นหรือคุณภาพอากาศโดยอาศัยความรู้สึกของคนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความหอมมากหรือน้อยของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต้องมีสเกลที่ชัดเจน ตรวจสอบซ้ำได้ และอ้างอิงได้ e-Nose จึงเข้ามาช่วยลดข้อถกเถียง โดยเปลี่ยนประสบการณ์เชิงความรู้สึกให้กลายเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขและแบบจำลองที่อธิบายได้ กว่าจะมาเป็นสายลับจับฝุ่นที่ทรงประสิทธิภาพเช่นทุกวันนี้  e-Nose ผ่านการพัฒนาและใช้งานในเชิงพาณิชย์มาแล้วอย่างกว้างขวาง โดยนักวิจัยเริ่มบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยี e-Nose ขึ้นเพื่อดมกลิ่นกาแฟ และต่อยอดไปสู่กลิ่นต่าง ๆ เพื่อการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย จนกระทั่งมาสู่ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน   [caption id="attachment_81664" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose[/caption]   “ทำไมเราต้องควบคุมคุณภาพของกลิ่น ? ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้กลิ่นเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น น้ำหอม ความสม่ำเสมอของกลิ่นคือหัวใจของคุณภาพสินค้า หากใช้คนดมเพื่อตรวจสอบทุกวัน ย่อมกระทบต่อสุขภาพและความแม่นยำในระยะยาว จึงมีการพัฒนา e-Nose ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมนุษย์ สามารถตรวจวัดและควบคุมความคงที่ของกลิ่นได้มาตรฐานเดียวกันทุกล็อตการผลิต และให้ผลที่ตรวจสอบซ้ำได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการตรวจจับกลิ่นผิดปกติอย่างกลิ่นหืนที่อาจทำให้สินค้าตกมาตรฐานได้ “อีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้ e-Nose ดมกลิ่นกะเพราซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารไทย กะเพรามีหลายสายพันธุ์ และการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่อาจให้กลิ่นที่แตกต่างกัน e-Nose สามารถช่วยจำแนกและเปรียบเทียบลักษณะกลิ่น เพื่อสนับสนุนการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ได้อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ ข้าวล็อตไหนหอมที่สุดสามารถวัดและเปรียบเทียบได้ด้วย e-Nose อีกทั้งยังช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ว่าเป็นกลิ่นข้าวหอมมะลิแท้หรือไม่” ดร.รุ่งโรจน์อธิบาย   [caption id="attachment_81665" align="aligncenter" width="750"] ทดสอบให้เครื่อง e-Nose ดมกลิ่นปากกาเมจิก[/caption]   จากประสบการณ์และฐานข้อมูลกลิ่นที่สั่งสมมายาวนานนี้เอง ทำให้ e-Nose สามารถต่อยอดสู่การวิเคราะห์กลิ่นและองค์ประกอบของฝุ่นในอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยยังคงหลักการเดิม คือ เปลี่ยนความรู้สึกจากการดมให้เป็นข้อมูลเชิงตัวเลขและแบบจำลองที่ตรวจสอบได้ โดยที่ผ่านมานาโนเทค สวทช. ได้ร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง นำเทคโนโลยี e-Nose ไปติดตั้งใช้งานจริงในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อจำแนกและสืบหาต้นตอของฝุ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ   [caption id="attachment_81666" align="aligncenter" width="750"] ทดสอบให้เครื่อง e-Nose ดมกลิ่นควันธูป[/caption]   ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. ได้มีความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) แม่เมาะ จังหวัดลำปาง อยู่ระหว่างดำเนินการผลิตต้นแบบเครื่อง e-Nose จำนวน 100 เครื่อง และเตรียมกระจายไปติดตั้งในพื้นที่นำร่องที่เจอวิกฤตฝุ่น PM2.5 เพื่อสืบหาต้นตอของฝุ่นพิษและนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สนับสนุนการวางแผนนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศอย่างยั่งยืน ในวันที่ปัญหามลพิษทางอากาศซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีอย่างจมูกอิเล็กทรอนิกส์อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สังคมมองเห็นต้นเหตุได้ชัดเจนกว่าเดิม เพราะการรู้ว่าฝุ่นมาจากไหน ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลเชิงเทคนิค แต่คือพื้นฐานของการตัดสินใจที่แม่นยำและยั่งยืนสำหรับอนาคตของคุณภาพอากาศไทย   [caption id="attachment_81667" align="aligncenter" width="750"] สวทช.เตรียมจัดงานเสวนา ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ - ติดตามแก้ไข PM2.5 ตรงจุด ยกระดับเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม วันที่ 27 เมษายน 2569[/caption]   ขอเชิญผู้สนใจนวัตกรรม e-Nose เข้าร่วมการเสวนา งานประชุมวิชาการประจำปี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NAC2026) เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยี e-Nose นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยยกระดับการติดตามและแก้ไขปัญหา PM2.5 จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ห้อง CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/nac/2026/ เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วีรวรรณ เจริญทรัพย์ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 รอบ 8 เม.ย. 69
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 เพื่อรับคำปรึกษา แบบ One on One โดยทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร 📆⏰⏳ วันพุธที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA ช่องทางการรับคำปรึกษา 💻 ระบบประชุมออนไลน์ 📧 อีเมล 📳 โทรศัพท์ 📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดรับสมัครหลักสูตร RDI Manager for Commercialization รุ่นที่ 4
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรง "นวัตกรรม" ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดและกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน สวทช. ขอแนะนำ หลักสูตรการพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ (RDI Manager for Commercialization) รุ่นที่ 4 ที่พร้อม “พลิกกลยุทธ์ รู้ให้ลึก ทำได้จริง เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นโอกาสธุรกิจ สร้างผู้นำที่คิดต่างด้วย RDI-COM” หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อใคร? ผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการ ที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) หรือมีประสบการณ์บริหารงานวิจัยและนวัตกรรม นักวิจัย ที่มีประสบการณ์บริหารโครงการขนาดใหญ่ และต้องการนำผลงานไปต่อยอดเชิงธุรกิจ ผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (RDI Manager) บุคลากรด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และทรัพย์สินทางปัญญา ทำไมไม่ควรพลาดหลักสูตรนี้? มุ่งเน้นการ Upskill/Reskill การทำธุรกิจนวัตกรรม เพื่อต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ทันที เรียนรู้กลยุทธ์การเปลี่ยนต้นทุนและผลงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างรายได้จริง พร้อมเจาะลึก Business Model Canvas สำหรับนวัตกรรม สร้างเกราะป้องกันทางธุรกิจด้วยการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี (Technology Valuation) * ลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ด้วยทักษะการประเมินความพร้อมของนวัตกรรม (Technology Readiness Level - TRL) ก่อนตัดสินใจลงทุนเชิงพาณิชย์ โอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย 4 โปรแกรมหลัก ได้แก่: แหล่งทุน สิทธิประโยชน์ และมาตรการภาษี ศักยภาพการตลาดและการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน การลงทุน การบริหารจัดการงานวิจัยและการประเมินมูลค่าผลงาน ทักษะเพื่อการขับเคลื่อนผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ กำหนดการและรายละเอียด https://www.career4future.com/agenda-rdi2026-1 ระยะเวลาการอบรม: 7 พฤษภาคม - 10 กรกฎาคม 2569 เปิดรับสมัคร: วันนี้ - 24 เมษายน 2569 วิธีการสมัครและติดต่อสอบถามเพิ่มเติม https://www.career4future.com/rdi มาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมไปด้วยกัน
ปฏิทินกิจกรรม