ผลการค้นหา :
คลินิกน้ำเพื่อชุมชน x วันน้ำโลก ร่วม “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อโลกที่มีน้ำสะอาดให้ทุกคน
ร่วม “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อโลกที่มีน้ำสะอาดให้ทุกคน
ทุกปีในวันที่ 22 มีนาคม มนุษย์ทั่วโลกจะร่วมกันรำลึกถึง “วันน้ำโลก (World Water Day)” – วันที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้โลกร่วมตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของชีวิต โดยประเด็นปีนี้เน้นย้ำคำว่า “Accelerating Change” หรือ “เร่งการเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้ทุกประเทศร่วมมือกันบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้าน “น้ำสะอาดและการสุขาภิบาลสำหรับทุกคน” (SDG 6)
สำหรับประเทศไทย หนึ่งในโครงการที่เป็นรูปธรรมของการ “เร่งการเปลี่ยนแปลง” คือ“คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการโดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) นำทีมโดย ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ
โครงการนี้เปลี่ยน “งานวิจัยในห้องแล็บ” ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน” โดยใช้เทคโนโลยีนาโนตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำ และปรับปรุงคุณภาพน้ำแก้ปัญหาตั้งแต่เรื่องน้ำขุ่นจนถึงแก้ปัญหาสารหนู โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ปัญหาน้ำที่พบมากมี 2 แบบ ได้แก่
ปัญหาน้ำขุ่น แก้ไขด้วยกระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตเคลื่อนที่ อุปกรณ์ Mobile Jar Test และ Smart alum Calculator เพื่อช่วยให้ประเมินปริมาณสารส้มหรือสารสร้างตะกอนที่เหมาะสม ไม่มากจนตกค้างและไม่น้อยจนไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำขุ่น
และปัญหาน้ำใสมีสารปนเปื้อน แก้ไขโดยเทคโนโลยีการกรอง ซึ่งสามารถเตรียมได้จากถ่านชีวภาพ หรือถ่านกัมมันต์ นำมาผ่านกรรมวิธีทำให้มีความจำเพาะต่อสารปนเปื้อน และนำไปถังกรองสารหนูและโลหะหนักติดตั้งเสริมที่ระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน รวมทั้งใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระบบประปาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในคุณภาพน้ำ
นอกจากนี้ยังผนวกกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง “Traffy Fondue” เพื่อให้ประชาชนร่วมรายงานปัญหาน้ำได้ด้วยตนเองทันทีจากโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นอีกหนึ่งการสร้าง “แรงขับเคลื่อนจากฐานราก” ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ “มีน้ำสะอาดชั่วคราว” แต่ต้องการให้ “ชุมชนสามารถดูแลคุณภาพน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของวันน้ำโลกที่มุ่งให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ในวันนี้ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” จึงไม่ใช่เพียงโครงการวิจัยเชิงเทคนิค แต่คือ “พลังการเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน เป็นตัวอย่างของการบูรณาการ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่ง สวทช. จะร่วมเดินหน้ากับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยทุกคน
หมายเหตุ: ภาพประกอบบางส่วนในบทความนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บทความ
คณะจังหวัดนครนายกหารือแนวทางใช้ วทน. จัดการเศษวัสดุการเกษตร ลดการเผานา แก้ปัญหาหมอกควัน–PM2.5 พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมแปรรูปชีวมวล ณ สวทช.
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 คณะผู้บริหารจากจังหวัดนครนายก นำโดย ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก หารือร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อหาแนวทางการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำ เพื่อลดปัญหาการเผาและวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางอุตสาหกรรม ณ ห้องบอร์ดรูม อาคารนวัตกรรม 2 สวทช. จังหวัดปทุมธานี
ในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้แก่ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม BIOTEC ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร BIOTEC และ ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รักษาการรองผู้อำนวยการด้านสนับสนุนวิจัย BIOTEC ร่วมให้การต้อนรับ และนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โดยมีทีมผู้พัฒนางานวิจัย จากหน่วยงานวิจัยภายใต้ สวทช. ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดการเผาในภาคเกษตร เพื่อสนับสนุนแนวทางการป้องกันการเผา และลดปัญหา PM2.5 ในจังหวัดนครนายก ได้แก่
การบริหารจัดการการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและเกษตรแม่นยำ แทนการเผา โดย ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ BIOTEC
การพัฒนาระบบศูนย์กลางคลังข้อมูลเกษตรประเทศไทย (THAGRI) เพื่อการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาปลูกพืช ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน–PM2.5 จังหวัดนครนายก โดย ดร.นพดล คีรีเพ็ชร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
การพัฒนาเทคโนโลยีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ชีวมวลและนวัตกรรมแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดย ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ นักวิจัย กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตรไปแปรรูปใช้ประโยชน์ หรือเพิ่มมูลค่าแทนการเผา โดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ BIOTEC
นอกจากนี้ ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ พร้อมคณะผู้แทนจังหวัดนครนายก ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมสนับสนุนการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรมหรือเพิ่มมูลค่า ณ ห้องปฏิบัติการพลังงานเคมีและชีวภาพ นำเสนอผลงานโดย ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ BIOTEC และ ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ BIOTEC
การหารือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างจังหวัดนครนายกและหน่วยงานวิจัยของประเทศ ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เกษตรกรรม ลดปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้มอบหมายให้ แต่ละภาคส่วนในคณะจังหวัดนครนายก ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยี มาพิจารณาเพื่อประยุกต์ ใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่นาข้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการบูรณาการในการบริหารงานทุกภาคส่วนของจังหวัดนครนายกต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึก อย.-สทนว.-รสท. ผลักดัน AI การแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล เน้นความแม่นยำการวินิจฉัย ควบคู่ความปลอดภัยของผู้ป่วย พร้อมหนุนผู้ประกอบการสู่เชิงพาณิชย์ในงาน AISaMD Demo Day
(วันที่ 20 มีนาคม 2569) ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (รสท.) จัด "AISaMD Demo Day: The first step ผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่มาตรฐานในระดับสากล" ชูไฮไลต์ 5 ผลิตภัณฑ์ AI การแพทย์ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศลงนามความร่วมมือ 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ 1. การลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการประเมิน ตรวจสอบ และทดสอบด้านสมรรถนะและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์รวมถึงเครื่องมือแพทย์ซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่าง สทนว. สวทช. และ อย. และ 2.การลงนามความร่วมมือภายใต้โครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ระหว่าง เนคเทค-สวทช. และ รทส. เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบและกำกับดูแลนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ
โดยงานในวันนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่เชิงพาณิชย์" โดยกล่าวว่า “วันนี้เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา AI Software as Medical Device (AISaMD) ความร่วมมือของทุกหน่วยงานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ และร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศให้เป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล การทำงานร่วมกับภาคเอกชน มาตรฐานกฎหมาย ไปจนถึงประเด็นที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง เช่น จริยธรรม AI และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อรองรับต้นทุนพัฒนานวัตกรรม”
• ฐานการวิจัย หนุน AI การแพทย์ ‘Made in Thailand’
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ที่ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่า AI นั้นมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้จริง สวทช. จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือ 2 ส่วนสำคัญในวันนี้สะท้อนภาพระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ได้แก่ ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง อย. ในฐานะผู้กำกับดูแลหลักเกณฑ์ สวทน. ผู้สนับสนุนทุนและช่องทางเชิงพาณิชย์ และ สวทช. ซึ่งเป็นฐานการวิจัยและทดสอบทางเทคนิคมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ผ่านห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ หรือ SQUAT และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC อีกทั้งความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. และ รสท. ที่นำมาตรฐานทางเทคนิคมาผสานกับมาตรฐานทางคลินิก เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะแปลผลได้ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากแพทย์ผู้ใช้งานจริง
ทั้งนี้ในระยะ 5 ปีต่อจากนี้ สวทช. จะนำโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบ AI ทางการแพทย์อย่างเต็มกำลังเพื่อผลักดันนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ AI การยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล การให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนสนับสนุนงานวิจัยและกำลังคนผ่านศูนย์วิจัยแห่งชาติ นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ตามที่ อย. มอบหมาย เพื่อเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนให้รวดเร็วขึ้น
“ความสำเร็จจากโครงการ AISaMD วันนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่าหากเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ ‘Made in Thailand’ จะสามารถยืนหยัดและมีความน่าเชื่อถือในเวทีโลก ซึ่งทั้งหมดนี้คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและทดสอบเครื่องมือแพทย์ระดับสูงในอาเซียนและสากล” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
• 3 แนวทางดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยสู่มาตรฐานโลก
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ภารกิจหลักของ อย. คือ การคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้นำนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของซอฟต์แวร์และ AI ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ อย. ได้มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การให้คำปรึกษาเชิงรุก เพื่อให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและข้อกำหนดทางกฎหมาย 2. การบูรณาการองค์ความรู้ โดยนำเกณฑ์ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยมาใช้เป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์ และ 3. การพัฒนาบุคลากรเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ
“อย. เชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานวิจัย และหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างและร่นระยะเวลาในการผลักดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานโลกได้อย่างยั่งยืน” ภญ.สุภัทรา กล่าว
• ดึงศักยภาพของนักวิจัยไทย เปลี่ยนงานวิจัยสู่มูลค่าเศรษฐกิจ
ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ สทนว. กล่าวว่า เทคโนโลยี AI และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ คือ โอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย โดย สทนว. มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อดึงศักยภาพของนักวิจัยและสตาร์ตอัปไทยออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพื่อนำความฉลาดของ AI ออกจากห้องวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม โดย สทนว. มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. การส่งเสริมให้นวัตกรรม AI ที่ผ่านการรับรองเข้าสู่ตลาดและระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว 2. การเชื่อมโยงสตาร์ทอัพด้าน Deep Tech กับแหล่งทุนและนักลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรม และ 3. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคง
“ความร่วมมือในวันนี้คือการประกาศความพร้อมว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือการวิจัย กลางน้ำคือการรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงปลายน้ำคือการขับเคลื่อนธุรกิจในระดับสากล” ดร.จิตติ์พร กล่าว
• เดินหน้า AISaMD ปี 2 เพื่อมุ่งเน้นยกระดับผู้ประกอบการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทยสู่มาตรฐานในระดับสากล และการทำ MOU 2 ฝ่าย (รังสีวิทยาสมาคมฯ (รสท.) - NECTEC): เน้นการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยามาทำงานร่วมกับห้องปฏิบัติการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการ "แปลผล" AI ให้มีความแม่นยำสูงสุดในทางคลินิก
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการ AISaMD เกิดจากโจทย์ที่ท้าทายในการสร้างกลไกเร่งด่วนที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลให้กับนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ของไทย ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เนคเทคได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่ใช้งานได้จริงผ่านห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT โดยมีการจัดทำหลักเกณฑ์ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัย รวมถึง AISaMD Template ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์ช่วยผู้ประกอบการลดระยะเวลาในการเตรียมเอกสารเทคนิคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ อย. โดย เนคเทคยังคงเดินหน้าโครงการสู่ปีที่ 2 มุ่งยกระดับการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สทนว. และพันธมิตร อย. และ รสท. เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขออนุญาตขึ้นทะเบียน AI เครื่องมือแพทย์ จาก อย. ได้อย่างมั่นใจ
“เนคเทค สวทช.เชื่อมั่นว่าการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของเนคเทคเข้ากับความเชี่ยวชาญทางคลินิกของ รสท. ที่นำมาใช้ในชุดข้อมูลทดสอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด” ดร.ชัย กล่าว
• ยกระดับมาตรฐานการแปลผล AI รังสีวินิจฉัยเพื่อสุขภาวะคนไทย
ดร.นพ.ศุภฤกษ์ ถวิลลาภ รองประธานกรรมการ AI รสท. กล่าวว่า คุณภาพและมาตรฐานในการแปลผลของ AI อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจรักษาชีวิตคนไข้ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของ AI เมื่อเทียบกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้ความร่วมมือนี้ รสท. จะเข้ามาเป็นกระดูกสันหลังในการประเมินผลผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การกำหนดมาตรฐานการแปลผล โดยนำองค์ความรู้ทางรังสีวินิจฉัยมาตั้งเกณฑ์ความแม่นยำเพื่อลดความผิดพลาด 2. การคัดเลือกข้อมูลอ้างอิง (Gold Standard) เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดประสิทธิภาพของอัลกอริทึม และ 3. การประเมินความสอดคล้องทางคลินิก เพื่อให้ระบบ AI สามารถใช้งานได้จริงในบริบทของโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย
“รสท. เชื่อมั่นว่าการผสานความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีและมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ของเนคเทค สวทช. เข้ากับความเชี่ยวชาญทางรังสีวิทยาของสมาคมฯ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ AI ทางการแพทย์ของไทยเป็นเทคโนโลยีที่ไว้วางใจได้ในทุกการวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยยกระดับสุขภาวะของประชาชนไทยให้ได้รับการบริการที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน” ดร.นพ. ศุภฤกษ์ กล่าว
ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงผลงาน 5 ผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลและพร้อมก้าวสู่การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ได้แก่ ‘BITNET’ ระบบคัดกรองความผิดปกติในช่องท้องส่วนบนแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแยกกลุ่มโรคได้แม่นยำถึง 14 กลุ่ม ‘TrueEye Health Screening’ แอปพลิเคชันประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานขึ้นจอตาและโรคไตเรื้อรังจากรูปถ่ายจอประสาทตา ‘AI Hip Fracture Detection’ ที่ใช้ตรวจจับและระบุตำแหน่งกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ ‘Liversound’ ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์ที่มาพร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบรอยโรคที่มีความเสี่ยง และ ‘Aiceda BreastX’ แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับตรวจหามะเร็งเต้านมเบื้องต้นที่รองรับการประมวลผลภาพจำนวนมากและสามารถออกรายงานผลได้ทันที
โอกาสนี้ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป (Startup) นักพัฒนา และนักวิจัยที่มีนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ เข้าร่วมประเมินและทดสอบผลิตภัณฑ์ในช่วงนำร่องกับทางโครงการฯ เพื่อประเมินความพร้อม รับคำปรึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมสู่การยื่นขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพต่อไป
สอบถามรายละเอียดได้ที่
ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT
Tel: 0 2564 6900 ต่อ 2070, 2502, 2066
E-mail: squat@nectec.or.th
Website:https://www.squat.in.th/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘อว.’ จุดไฟนวัตกรรม AI สัญชาติไทย! ปั้น 24 บิ๊กโปรเจกต์ ThaiLLM ยกระดับงานวิจัยจากหิ้ง สู่ ‘ใช้งานจริง’ เชื่อมข้อมูลระดับประเทศ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
(วันที่ 20 มีนาคม 2569) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้าฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ประกาศความสำเร็จโครงการ "LLM Research Challenge Thailand 2026" ปั้นบุคลากรไอทีสายพันธุ์ใหม่กว่า 110 ชีวิต พร้อมโชว์ 24 นวัตกรรมต้นแบบจากขุมพลัง AI สัญชาติไทย เตรียมขยายผลสู่บริการสาธารณะ บูรณาการฐานข้อมูลวิจัย NRIIS-TNRR มุ่งเป้า ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในพิธีมอบรางวัลการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 ว่า โครงการนี้คือกลไกสำคัญภายใต้นโยบาย “อว. for AI” ที่มุ่งหวังเปลี่ยน “งานวิจัยบนหิ้ง” ให้กลายเป็นการ “ใช้งานจริง” ผ่านเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อให้ประชาชนและนักวิจัยเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว
“หัวใจสำคัญคือการสร้างต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในหน่วยงาน (Use Case) ซึ่ง กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนการยกระดับ 24 ผลงาน ในวันนี้ให้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ระบบต้นแบบ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วย AI อย่างแม่นยำและยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระบุว่า วช. ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างเทคโนโลยีและผู้ใช้ประโยชน์ โดยมุ่งเน้นการนำ LLM ไปเพิ่มประสิทธิภาพระบบสืบค้นและถาม-ตอบอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการใช้งานฐานข้อมูลวิจัยขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นใน Bootcamp ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ผลงานโปรแกรมมิ่ง แต่คือการสร้าง ‘เครือข่ายนักพัฒนา’ ที่เข้มแข็ง ทำให้เห็นการนำ LLM ไปสร้าง Agent อัตโนมัติ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยที่ซับซ้อน ซึ่ง วช. จะผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง NRIIS และ TNRR เพื่อให้ข้อมูลวิจัยเป็นสมบัติที่จับต้องได้สำหรับคนไทยทุกคน” ดร.วิภารัตน์ ระบุ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังทางเทคโนโลยี ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟืองด้านนวัตกรรมดิจิทัล (Technology Provider) ที่ช่วยสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เหล่านักพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI สัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา สวทช. ทีมวิจัย เนคเทค มุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือ AI ที่มีความเข้าใจบริบทภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น OpenThaiGPT หรือโมเดลเฉพาะทางอื่น ๆ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. จึงไม่ได้มองแค่การพัฒนาโค้ด แต่เรากำลังสร้าง ‘Digital Ecosystem’ ที่เอื้อให้เกิดการนำงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์และบริการภาครัฐ เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในเวทีโลก” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผลลัพธ์ที่โดดเด่นของโครงการฯ ประกอบด้วยการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Big Data กว่า 110 คน จาก 24 องค์กร และข้อเสนอโครงการใช้งานจริงกว่า 24 รายการ ที่ครอบคลุมทั้งระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร และสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจหมุนเวียน และระบบอัจฉริยะช่วยสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรวิจัย รวมถึงการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) อย่างเต็มตัว
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวง อว. ได้เป็นประธานพิธีมอบรางวัลชนะเลิศผลงานดีเด่นจากการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย โดยทีมที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย
• รางวัลชนะเลิศ มูลค่า 60,000 บาท ได้แก่ “ทีม B05 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร”
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 40,000 บาท ได้แก่ “ทีม B01 กรมประชาสัมพันธ์”
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มูลค่า 20,000 บาท ได้แก่ “ทีม B12 มหาวิทยาลัยมหิดล งานสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ ฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี”
รางวัลพิเศษ NRCT Special Award มูลค่า 10,000 บาท ได้แก่
• ทีม B18 มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์
• ทีม B13 มหาวิทยาลัยรังสิต
รางวัลขวัญใจกรรมการ มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B04 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
• ทีม B06 บริษัท IDS training
รางวัลขวัญใจกรรมการ (ดาวรุ่ง) มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B10 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย คณะเทคโนโลยีการจัดการ (สงขลา)
รางวัลชมเชย มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่
• ทีม B07 บริษัท Aircamp
• ทีม B11 มหาวิทยาลัยบูรพา คณะวิทยาการสารสนเทศ
• ทีม B14 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
• ทีม B15 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
• ทีม B16 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
• ทีม B17 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
• ทีม B19 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
• ทีม B20 สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
• ทีม B21 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
• ทีม B22 สำนักงานกิจการยุติธรรม
• ทีม B23 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
• ทีม B24 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
• ทีม B25 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
• ทีม B26 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
• ทีม B27 สำนักงานศาลปกครอง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Special Food Talks 2026 สำรวจเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม FOODEX JAPAN 2026
📢 มาแล้ว!!กิจกรรมสัมมนาพิเศษ เจาะลึกนวัตกรรมและเทรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารจากงาน “FOODEX JAPAN 2026” 📍เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. ชวนคุณมาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ผ่านมุมมองของทีมเมืองนวัตกรรมอาหารที่ไปร่วมสัมผัสบรรยากาศจริงในกิจกรรม “Special Food Talks 2026 สำรวจเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม FOODEX JAPAN 2026”
ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ:
🍱 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นและต่างประเทศทั่วโลกที่มาจัดแสดงในงาน พร้อมชมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นมีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจ 🥘 รวมถึงแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยให้เท่าทันความต้องการของตลาดโลก 🌍
🎙 วิทยากรโดย คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเมืองนวัตกรรมอาหาร
📅 รับชมผ่าน Facebook Live https://www.facebook.com/foodinnopolis พร้อมกัน วันที่ 26 มีนาคม 2569 | เวลา 10.00 - 11.30 น.
🔗 ลงทะเบียนเลย: https://forms.gle/2KfX2TDTFdkw1AcL9
(ไม่สามารถรับชมย้อนหลังได้)
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 13 ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EECi
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าอบรม “หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 13” ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง โอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานกลยุทธ์องค์กร กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมีคณะ นงส. รุ่นที่ 13 อาทิ นายทศพร ดิเรกสุนทร ผู้อำนวยการกองประเมินผล 1 สำนักงบประมาณ และคณะ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ยกระดับการบริหารงบประมาณด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรับการลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะ นงส. รุ่นที่ 13 จำนวน 180 คน เดินทางมายัง EECi เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการงบประมาณของผู้บริหารส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐรวมทั้งภาคเอกชน ให้ตระหนักถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่า โดย EECi สวทช. ในฐานะหน่วยงานการวิจัยและพัฒนา (R&D) ชั้นนำของประเทศ ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญสำหรับศึกษาดูงาน
เยี่ยมชมพื้นที่นวัตกรรมและผลงานวิจัยเด่นของ สวทช.
ในการนี้ EECi สวทช. ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่นวัตกรรม 4 แห่งที่สำคัญ ประกอบด้วย
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) นำเสนอโดย นายจีรศักดิ์ เศวตวงศ์
ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขนาดใหญ่ นำเสนอโดย ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต
โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ นำเสนอโดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์
ห้องปฏิบัติการโรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่ และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย นำเสนอโดย นายธนา พรรัตนประเสริฐ และนางปวีณา เสนี
นอกจากนั้น EECi สวทช. ได้มอบ “ข้าวหอมสยาม” ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยชูจุดเด่นเรื่องการให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรค เมื่อหุงแล้วมีกลิ่นหอมนุ่มอร่อย หุงขึ้นหม้อ ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม ให้กับคณะ นงส. ทุกคน
สวทช. มุ่งหวังว่าการศึกษาดูงานครั้งนี้จะช่วยเสริมวิสัยทัศน์ให้ผู้บริหารภาครัฐด้านงบประมาณ ได้เห็นถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การบูรณาการงบประมาณที่สนับสนุนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคตต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘HandySense AWD’ เซนเซอร์วัดระดับน้ำทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดแก๊สเรือนกระจก 30–50%
การทำนาข้าวแบบดั้งเดิมที่ใช้วิธีขังน้ำในแปลงตลอดฤดูกาลเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจกปริมาณมาก โดยเฉพาะแก๊สมีเทน (CH4) ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 28 เท่า โดยจะปล่อยแก๊สมีเทนสูงเฉลี่ย 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเพาะปลูก หากเทียบเป็นค่า 'คาร์บอนฟุตพรินต์’ หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) จะมีสัดส่วนสูงถึง 420–560 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งผลให้นาข้าวเป็นแหล่งปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่มากที่สุดของภาคการเกษตร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘HandySense AWD (แฮนดิเซนส์ เอดับบลิวดี)’ เซนเซอร์วัดระดับน้ำสำหรับทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกษตรกรไทยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรับมือสภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
HandySense AWD ช่วยติดตามระดับน้ำในแปลงนาอย่างแม่นยำ
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง คือ การจัดการน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขังสลับช่วงแห้งในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว การปล่อยนาให้แห้งจะทำให้ดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้จุลินทรีย์กลุ่มเมทาโนเจน (methanogens) เติบโตได้ไม่ดีและผลิตมีเทนได้น้อยลง ด้วยกลไกนี้ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งจึงลดการปล่อยแก๊สมีเทนได้มากถึงร้อยละ 30–50 และช่วยลดการใช้น้ำได้ร้อยละ 15–30
[caption id="attachment_81871" align="aligncenter" width="400"] ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้พัฒนา HandySense AWD ชุดอุปกรณ์เซนเซอร์สำหรับตรวจวัดระดับน้ำในแปลงนาเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำนาแบบเปียกสลับแห้งได้อย่างแม่นยำ ทดแทนการอาศัยประสบการณ์ในการสังเกตผิวหน้าดิน เพื่อประเมินว่านาแห้งเพียงพอที่จะลดการปล่อยแก๊สมีเทนโดยที่นาไม่แห้งเกินจนผลผลิตตกต่ำแล้วหรือยัง
“ขั้นตอนหลักในการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง คือ ในระยะต้นกล้าจนถึงก่อนแตกกอ เกษตรกรควรขังน้ำไว้ที่ระดับ 5 เซนติเมตรเพื่อควบคุมไม่ให้วัชพืชเกิด จนกระทั่งเมื่อต้นข้าวตั้งตัวเข้าสู่ระยะแตกกอ จึงเริ่มกระบวนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยปล่อยให้น้ำค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติจนต่ำกว่าผิวดินประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วจึงเติมน้ำกลับเข้าแปลงนาใหม่อีกครั้งให้มีระดับสูงเหนือผิวดินประมาณ 5 เซนติเมตร ทำเช่นนี้สลับกันไปจนกว่าข้าวจะเริ่มตั้งท้อง
“ดังนั้น HandySense AWD จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้เกษตรกรวัดระดับน้ำในแปลงนาได้อย่างแม่นยำ โดยชุดอุปกรณ์จะประกอบด้วยเซนเซอร์อัลตราโซนิกสำหรับวัดระดับน้ำทั้งเหนือผิวดินและในดิน พร้อมส่งข้อมูลระดับน้ำในพื้นที่เพาะปลูกขึ้นระบบคลาวด์และแสดงผลในรูปแบบแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เกษตรกรสามารถติดตามน้ำในแปลงนาผ่านแอปพลิเคชันที่ติดตั้งบนสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา เพื่อวางแผนนำน้ำเข้าพื้นที่นาได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำอันมีผลโดยตรงต่อทั้งปริมาณผลผลิตข้าวและปริมาณการปล่อยแก๊สมีเทนในแต่ละรอบการผลิต”
อุปกรณ์เซนเซอร์วัดระดับน้ำ HandySense AWD ยังรองรับการติดตั้งเซนเซอร์อื่น ๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำนาไปพร้อมกันด้วย เช่น เซนเซอร์วัดสภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ และปริมาณน้ำฝน โดยทีมวิจัยได้ออกแบบชุดอุปกรณ์ให้ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่เพื่อติดตั้งใช้งานในที่นาได้สะดวก เกษตรกรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าจากภายนอก
HandySense AWD อุปกรณ์สนับสนุนลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก
ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี HandySense AWD ไปใช้สนับสนุนนักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ในการทำวิจัยเพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ผ่านโครงการการเพิ่มศักยภาพการผลิตและมูลค่าสินค้าเพื่อเกษตรอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อทำวิจัยในจังหวัดพิจิตร ลำปาง และเชียงใหม่แล้ว รวมพื้นที่วิจัยภาคสนามที่กำลังดำเนินการอยู่มากกว่า 20 จุด
ดร.ธีระ อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำอุปกรณ์ HandySense AWD ไปติดตั้งเพื่อเก็บข้อมูลระดับน้ำในนารวมถึงระดับการปล่อยแก๊สมีเทน เพื่อศึกษาว่า การปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ควบคู่กับการทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะให้ผลลัพธ์เรื่องปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกแตกต่างกันอย่างไรบ้าง รวมถึงใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อวิเคราะห์หาเทคนิคการเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ผลผลิตสูงต่อไปในอนาคต
ปัจจุบันทีมวิจัยเปิดให้นักพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรกรที่สนใจงานเทคโนโลยี HandySense AWD นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในรูปแบบ Open Innovation และดาวน์โหลดพิมพ์เขียวของเทคโนโลยีนี้ไปใช้พัฒนาต่อหรือผลิตอุปกรณ์เพื่อใช้งานได้ นอกจากช่วยให้นักพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้สะดวกแล้ว ยังมีส่วนช่วยขยายผลการใช้งาน ทำให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเป็นแนวทางการจัดการน้ำในนาข้าวที่ช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มหันมาส่งเสริมการเพาะปลูกรูปแบบนี้มากขึ้น โดยสร้างแรงจูงใจผ่านกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อช่วยเกษตรกรมีรายได้เสริม และสนับสนุนประเทศไทยมุ่งเป้าสู่การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions: Net Zero GHG) ในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065)
ดร.ธีระ กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้ที่สนใจใช้งานอุปกรณ์เพื่อการวางแผนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตว่า ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับช่วยคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดจากการปลูกข้าว โดยแอปพลิเคชันจะจัดเก็บข้อมูลระดับน้ำในข้าวจากชุดอุปกรณ์ HandySense-AWD ให้โดยอัตโนมัติ เกษตรกรสามารถใช้แอปพลิเคชันนี้บันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการเพาะปลูกข้าว เช่น การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมี การจัดเตรียมแปลง เพื่อให้แอปพลิเคชันประเมินการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในเบื้องต้น รวมถึงนำข้อมูลจากแอปพลิเคชันไปใช้รายงานข้อมูลต่อผู้ตรวจสอบได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ช่วยให้การซื้อขายขายคาร์บอนเครดิตทำได้ง่ายขึ้นด้วย
การพัฒนา HandySense AWD เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทย ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดการใช้น้ำ และการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เทคโนโลยีนี้จึงไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรปรับตัวต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยีศึกษารายละเอียดได้ที่ https://bfarm.in.th/ และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีได้ที่เฟซบุ๊กกลุ่ม HandySense Community หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล (DAT) เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 หรืออีเมล business@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สัมมนา Smart Farm for Business
📢 ชวนเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการเกษตร ร่วมสัมมนา Smart Farm for Business
รู้จักเทคโนโลยี HandySense
ฟังประสบการณ์จริงจากฟาร์มที่ใช้แล้วสำเร็จ
พร้อมโอกาสรับการสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุด 80%
.
📅 3 เมษายน 2569
📍 Onsite @ ห้อง CC-404 อาคาร CC สวทช.
💻 Online | Live : Facebook NSTDA - สวทช.
(https://www.facebook.com/NSTDATHAILAND)
ลงทะเบียนฟรี
👉 https://forms.gle/6CxkVT7W6GiS74r38
.
มาร่วมค้นหาแนวทางการยกระดับฟาร์ม เปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาธุรกิจเกษตรของท่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สผ. จับมือ ไบโอเทค-สวทช. เดินหน้าโครงการ SEEA ปีที่ 2 ยกระดับบัญชีระบบนิเวศป่าไม้ สู่ระดับกลุ่มป่ามรดกโลกและพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง มุ่งเป้าฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดงาน “การประชุมเริ่มต้นโครงการ (Kick-off) โครงการพัฒนาระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม บัญชีระบบนิเวศ” เพื่อบูรณาการข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติกับมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ผ่านเครื่องมือมาตรฐานสากลที่เรียกว่า SEEA เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับใช้กำหนดนโยบายอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่สำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน อาทิ กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนฐานของเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 100 คน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
[caption id="attachment_81888" align="alignnone" width="1280"] นายทรงวุฒิ ศรีสว่าง ผู้อำนวยการกองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม สผ. กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการในปีที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญต่อเนื่องในการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าไม้ และระบบนิเวศป่าชายเลน โดยมีการยกระดับและขยายผลการดำเนินงานในหลายมิติ ทั้งการต่อยอดบัญชีระบบนิเวศป่าไม้จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สู่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ การพัฒนาบัญชีทรัพยากรไม้สักเพื่อสะท้อนภาพรวมอุปสงค์และอุปทานที่ชัดเจน รวมถึงการจัดทำบัญชีระบบนิเวศป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือข้อมูลที่มีคุณภาพ จึงต้องอาศัยความร่วมมือในการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส และสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างยั่งยืน[/caption]
ด้าน ดร.ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส ไบโอเทค สวทช. หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) เป็นมาตรฐานสถิติสิ่งแวดล้อมแรกในระดับสากลที่นำมาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยติดตามการใช้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสามารถวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต่อไป โดยโครงการในปีที่ 2 นี้ สผ. ได้มอบหมายให้ไบโอเทค สวทช. ดำเนินการต่อยอดเพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมบัญชีระบบนิเวศป่าบกและป่าชายเลนของผืนป่าสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง รวมถึงขยายผลการจัดทำบัญชีทรัพยากรไม้สัก เพื่อแสดงให้เห็นประโยชน์และมูลค่าของการทำสวนป่าไม้สัก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้สักและการขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาฐานข้อมูลไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของประเทศ
โครงการยังมีเป้าหมายในการยกระดับการจัดทำข้อมูลตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาแนวทางการเก็บข้อมูลในพื้นที่นำร่องให้มีคุณภาพและต่อเนื่อง ไปจนถึงการจัดทำระบบ Data Lineage และ Data Catalog เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันฐานข้อมูลที่จัดทำในวงกว้าง พร้อมกับเพิ่มการวิเคราะห์และสร้างฉากทัศน์จำลอง (Scenarios) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ได้จากบัญชีในแผนและยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ เช่น การกักเก็บคาร์บอน การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับกิจกรรมภายในการประชุมเริ่มต้นโครงการ (Kick-off) ครั้งนี้ ได้มีการชี้แจงกรอบการศึกษา และแผนการดำเนินงาน รวมถึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนร่วมเสนอแนะความคิดเห็นสำหรับนำมาปรับปรุงกรอบการจัดทำบัญชี SEEA ให้มีความครอบคลุมและตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูล ต่อด้วยการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านแนวทางการขับเคลื่อนการจัดทำบัญชี SEEA เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสรุปแนวทางความร่วมมือในการสนับสนุนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเป้าหมายในการสร้างฐานข้อมูลทุนทางธรรมชาติที่โปร่งใสและนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างต้นแบบบัญชี SEEA ที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน”นำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ดูแล “สุขภาพน้ำ” เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
น้ำสะอาดไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่คือรากฐานของชีวิต สุขภาพ และความยั่งยืนของชุมชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย ยังเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคนในพื้นที่และการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านที่ยังไม่สามารถเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัยได้อย่างทั่วถึง
เพื่อแก้โจทย์นี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พัฒนาโครงการ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” โดยมี ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน นำโดย ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผอ.กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ
ดร.ณัฏฐพร อธิบายว่า คลินิกน้ำเพื่อชุมชนเป็นเสมือน “หมอน้ำ” ที่ช่วย ตรวจ วินิจฉัย และรักษา น้ำในชุมชน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับบริบทของพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยใช้เซนเซอร์ระดับนาโนในการตรวจวัดสารปนเปื้อน เช่น สารหนู ปรอท ตะกั่ว หรือโลหะหนักอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมกับพัฒนาเครื่องมือที่ผู้ดูแลระบบสามารถใช้หาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับแก้ปัญหานำ้ขุ่น และสร้างสารกรองนำ้เพื่อดูดซับสารหนูและโลหะหนักจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ประกอบเป็นต้นแบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านที่สามารถแก้ไขปัญหาสารหนูและโลหะหนักได้จริง และเลือกใช้เทคโนโลยีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดูแลต่อได้ รวมทั้งใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระบบประปาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในคุณภาพน้ำ
ในพื้นที่ต้นแบบ เช่น บ้านเมืองงิม และบ้านริมกก อำเภอเมืองเชียงราย มีการติดตั้งระบบต้นแบบและสาธิตการใช้เครื่องมือแก่เจ้าหน้าที่ชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการตรวจสอบคุณภาพน้ำและบริหารจัดการระบบประปาอย่างมีมาตรฐาน นอกจากนี้ยังได้มีการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ให้ประชาชนรายงานปัญหาน้ำในพื้นที่ได้โดยตรงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
ผลลัพธ์ที่สะท้อนความสำเร็จ คือประชาชนกว่า 900 ครัวเรือนในพื้นที่นำร่อง เริ่มสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน และเรียนรู้วิธีดูแลระบบน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน และในปี 2569 สวทช. มีแผนขยายผลไปยังจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ เพื่อสร้างเครือข่าย “คลินิกน้ำ” ให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาค
โดยในโอกาสใกล้ถึง “วันน้ำโลก” (World Water Day 22 มีนาคม) โครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ตอบรับแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ ในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านน้ำและสุขาภิบาล (SDG 6) ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หมายเหตุ: ภาพประกอบบางส่วนในบทความนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บทความ
‘สวทช.’ ร่วมยินดี 20 ปี ‘กรมการข้าว’ เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรมข้าวไทยเพื่อเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีในงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ณ กรมการข้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
โอกาสนี้ผู้อำนวยการไบโอเทค และคุณศิริพร วัฒนศรีรังกุล นักวิจัยนโยบาย งานกลยุทธ์และนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ ฝ่ายแผนกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร ได้ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของกรมการข้าวที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ “20 ปี กรมการข้าว” ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมา ผลงานเด่นที่ผ่านมา และแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เข้มแข็งในอนาคต
ที่ผ่านมา ไบโอเทค-สวทช. และกรมการข้าว มีความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านข้าว เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การบริหารจัดการการผลิต การแปรรูปผลผลิตและของเหลือจากการเกษตร ตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และงานวิจัยข้าวคาร์บอนต่ำ (การบริหารจัดการเขตกรรม และการปรับปรุงพันธุ์ข้าว) เป็นต้น เพื่อรักษาคุณภาพข้าวไทยสู่สากล ความร่วมมือนี้มุ่งยกระดับการผลิตและสร้างความยั่งยืนให้แก่คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. จับมือ วศ. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ร่วมผลักดันมาตรฐานให้นวัตกรรมไทย มุ่งเน้นกลุ่มชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อมที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเลือก "ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense" ของนาโนเทค เป็นต้นแบบการจัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะ นำร่องที่ "ชุดตรวจแมงกานีสในน้ำ" ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนขยายสู่การจัดทำข้อกำหนดในชุดตรวจอื่น ๆ ในกลุ่ม ChemSense อาทิ เหล็ก ฟลูออไรด์ ทองแดง รวมถึง M Sense ชุดตรวจโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผลงานนวัตกรรมไทย เปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยใช้ได้จริงด้วยมาตรฐานสากล และเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ทลายข้อจำกัดการตรวจคุณภาพน้ำ สู่นวัตกรรมที่เข้าถึงง่าย
ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การตรวจสอบคุณภาพน้ำมีข้อจำกัดเรื่องของต้นทุน ระยะเวลารอผล และความสะดวก ทำให้ในหลายพื้นที่มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเฉลี่ยเพียงปีละ 1 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากคุณภาพของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโจทย์วิจัยของนาโนเทค นำไปสู่การวิจัยและพัฒนา ‘ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense’ ซึ่งเป็นชุดตรวจโลหะและสารเคมีปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส ทองแดง เหล็ก และฟลูออไรด์ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาอุปกรณ์เสริม ‘DuoEye Reader’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำที่สามารถแจ้งผลได้แบบ Real time
“ชุดตรวจ ChemSense ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงเก็บตัวอย่างน้ำมาใส่ในขวดทดลองตามปริมาณที่กำหนด เติมน้ำยาทดสอบลงในขวดแล้วรอเวลา 1-3 นาที ก็สามารถรู้ผลได้ ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ติดตามการปนเปื้อนของโลหะด้วยตนเอง” ดร.วีรกัญญา กล่าว ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรหลายรายการ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี และได้รับการรับรองความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ แต่สิ่งที่เป็นคอขวดในการขยายผลงานวิจัยคือ การสร้างการยอมรับและการขอรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
เดินหน้าจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย
ความท้าทายดังกล่าวเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างนาโนเทคและ วศ. โดย ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. เป็นหนึ่งในองค์กรกําหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations, SDOs) ที่ดูแลการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตามมาตรฐานสากล เป้าหมายหนึ่งคือการช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยไทยในเชิงพาณิชย์ต่อไป
“ประเทศไทยต้องการมาตรฐานอีกมาก โดยเฉพาะมาตรฐานสำหรับนวัตกรรม จึงเกิดเป็นกลไก SDO ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มี =ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถทำมาตรฐานในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญได้ ล่าสุด วศ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. ในการจัดทำมาตรฐานด้านนวัตกรรมที่แตกต่างจากมาตรฐานเดิม ที่มุ่งเน้นมิติของการค้า แต่เราต้องการมาตรฐานที่ตอบโจทย์นวัตกรรม คือมีฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมกับความต้องการของตลาด ที่สำคัญคือต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วให้ทันกับความก้าวหน้าของนวัตกรรม” ดร.อรวรรณ ระบุ
คาดร่างมาตรฐาน "ชุดตรวจแมงกานีส" แล้วเสร็จปี 2569
ชุดตรวจ ChemSense ของนาโนเทค ถูกเลือกมาเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะสำหรับมาตรฐานชุดตรวจ โดยเริ่มจากชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ดร.อรวรรณ เผยว่า ได้คัดเลือกจากนวัตกรรมชุดตรวจของนาโนเทค สวทช. ที่มีความพร้อมและมีกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะ ที่สำคัญ ชุดตรวจ ChemSense เป็นชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำที่มีความต้องการใช้งานอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งหากมีมาตรฐานที่ชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันให้นวัตกรรมไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม
สำหรับมาตรฐานชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ปัจจุบันได้กำหนดคุณลักษณะแล้วและอยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้ และจะขยายผลไปยังกลุ่มชุดตรวจอื่น ๆ ของ ChemSense ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง เหล็ก ฟลูออไรด์ รวมถึงเดินหน้าจัดทำมาตรฐานสำหรับชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ หรือ M Sense ต่อไป
“การพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เราคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยที่มีมาตรฐานสากล จะสามารถเข้าถึงและเติบโตในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.วีรกัญญา กล่าวย้ำในตอนท้าย
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: > ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. โทร. 02 564 7000 ต่อ 71727, 71728, 71731, 71192, 71725 อีเมล: pr@nstda.or.th | เว็บไซต์: www.nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


