หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติร่วมกับกรมควบคุมโรค มุ่งประยุกต์ใช้งานวิจัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการตอบโจทย์และเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายต่างๆ สำหรับการเฝ้าระวังและควบคุมโรคโควิด-19 ดังนี้ 1. ผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่แท้จริงมีจำนวนเท่าใด (ทั้งกลุ่มที่แสดงอาการรุนแรง มีอาการไม่ชัดเจน และไม่แสดงอาการ) ในช่วงแรกที่มีการระบาดของโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศไทยได้มีการตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลผู้ติดเชื้อจากอู่ฮั่นที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน จึงได้ประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ทั้งหมดในอู่ฮั่น เพื่อวิเคราะห์จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาจมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการและมีอาการรุนแรง/ชัดเจน ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยวจากเมืองอู่ฮั่นที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดจากเมืองดังกล่าวเป็นตัวแทนประชากรในเมืองอู่ฮั่น จากการวิเคราะห์อัตราส่วนนักท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่นที่ติดเชื้อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด แล้วนำมาวิเคราะห์ทำแบบจำลอง (Modeling) เพื่อประเมินกลับไปเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด ผลการวิเคราะห์พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด รวมทั้งผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อยไม่ชัดเจนหรือไม่แสดงอาการใดๆ มีจำนวนรวมแล้วเท่ากับประมาณ 20 เท่าของผู้ติดเชื้อที่มีอาหารชัดเจน (อ้างอิงตามรายงานโดย WHO) จึงมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือการติดเชื้อภายในประเทศ   2. ควรมีเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ หรือควรมีมาตรการใดรองรับการจัดเทศกาลสงกรานต์ จากการวิเคราะห์พบว่า การมีเทศกาลสงกรานต์อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อ ณ วันที่ 18 เมษายน 2563 เพิ่มมากขึ้นได้ประมาณ 1.3–100 เท่า เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อในกรณีที่ไม่มีเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจะขึ้นอยู่กับอัตราการสัมผัส อัตราการแพร่เชื้อที่เพิ่มขึ้นและช่วงเวลาของการละเล่นต่างๆ ในเทศกาลสงกรานต์ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีมาตรการยกเลิกเทศกาลสงกรานต์ และงานที่จะมีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งกิจกรรมที่ใกล้ชิดผู้สูงอายุ แต่หากมีการจัดงานสงกรานต์ต้องพิจารณาการเคลื่อนย้ายของประชากรที่จะไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดรวมทั้งมาตรการในการปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสสัมผัสกันมากขึ้น   3. ผลของการใช้มาตรการ Social distancing นาน 1 สัปดาห์ จะเป็นเช่นไร และระยะเวลาที่ประกาศใช้ถึงวันที่ 30 เมษายน เพียงพอหรือไม่ จากการถอดบทเรียนมาตรการในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ควบคุมโรคได้ พบว่า ประเทศกลุ่มดังกล่าวมีมาตรการหลายอย่างร่วมกันเช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) การค้นหาผู้ติดเชื้อที่แท้จริงให้ได้มากที่สุดและการแยกโรคที่มีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทยนั้นได้เริ่มมาตรการ Social distancing ในวันที่22 มีนาคม 2563 และได้ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว โดยสรุปได้ดังนี้ ในช่วงแรก หลังการใช้มาตรการ Social distancing ได้ 5 วัน พบว่ามาตรการดังกล่าว สามารถลดอัตราการระบาด (Rt) ลงได้ (จาก 2.0 เหลือ 1.5) แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลดให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ อาจส่งผลให้ในวันที่ 30 เมษายน 2563 ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 2,100 คน และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากถึง 8,000 คน ดังนั้นจึงยังควรคงมาตรการต่อไป พร้อมทั้งเสนอแนะให้เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการSocial distancing และเพิ่มความครอบคลุมของการตรวจวินิจฉัยและแยกโรค เน้นการควบคุมการระบาดภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่แพทย์สามารถรับมือได้โดยส่งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่ยอมรับได้   4. มาตรการ Social distancing นาน 2 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ และสามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ หลังจากได้มีการใช้มาตรการ Social distancing มาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่ามาตรการดังกล่าวยังสามารถลดอัตราการระบาด (Rt) ลงได้ จาก 2.0 เหลือ 1.1 แต่หากดำเนินต่อไปด้วยอัตรานี้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 อาจมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน 130 ราย/วัน และเมื่อสิ้นปี 2563 ผู้ติดเชื้อสะสมที่ตรวจพบได้ 150,000 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่วันละ 1,700 ราย จากรายงานตีพิมพ์ของออสเตรเลียระบุว่า การที่จะสามารถควบคุมการระบาดไม่ให้ขยายตัวรุนแรงได้ต้องทำ Social distancing ให้ได้ระดับร้อยละ 70 ร่วมกับการตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างกว้างขวาง (Active case finding) ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 70 และต้องมีวิธีการคัดแยกผู้ติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพ โดยหากทำได้ร้อยละ 90 จะสามารถควบคุมการระบาดได้เต็มที่ ข้อมูลในประเทศไทยซึ่งประมวลจากแบบสอบถามของกรมควบคุมโรคพบว่า การทำ Social distancing ในประเทศครอบคลุมเพียงร้อยละ 70-80 และจากการติดตามการเคลื่อนที่ผ่านสมาร์ตโฟน พบว่าประชากรเคลื่อนที่ลดลงจากปกติร้อยละ50-60 ซึ่งบ่งชี้ว่า การตอบสนองต่อมาตรการใประเทศไทยมีความครอบคลุมตํ่ากว่าเป้าหมาย จึงยังไม่สามารถผ่อนปรนมาตรการ Social distancing ได้   5. ควรมีมาตรการใดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค และควรมีเป้าหมายอย่างไร ในการหาผู้ติดเชื้อให้พบได้มากที่สุด ต้องแยกผู้ติดเชื้อไม่ให้แพร่เชื้อได้ และมีการติดตามผู้สัมผัสทุกรายให้แยกตัวเพื่อกักโรค (Quarantine) ซึ่งเป็นกระบวนการหลักของการควบคุมการระบาดหากทำได้อย่างสมบูรณ์ก็จะสามารถหยุดการระบาดได้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานจากต่างประเทศพบว่า มีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือ แสดงอาการน้อยคิดเป็นประมาณ 10-20 เท่าของผู้ที่่มีอาการที่มีรายงาน ดังนั้นจะมีผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ถูกตรวจพบด้วยระบบในปัจจุบันอีกจำนวนมากข้อมูลจากการตรวจวินิจฉัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่ามีผู้ติดเชื้อที่ระบบยังไม่ทราบ และไม่อยู่ในกลุ่มเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (Patient under investigation: PUI) ที่จะได้รับการตรวจ (ผู้ที่มีประวัติเดินทางต่างประเทศ/สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ) ประมาณร้อยละ 1 ซึ่งหากกลุ่มนี้ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยหรือกักโรคไม่ดีเพียงพอจะทำให้การควบคุมการระบาดไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรขยายเกณฑ์การตรวจให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เช่น ครอบคลุมผู้ที่สัมผัสกับคนจำนวนมาก และเพิ่มความสามารถในการตรวจวินิจฉัย โดยหากตรวจพบผู้ติดเชื้อซึ่งเดิมตรวจไม่พบเพิ่มขึ้นจนครอบคลุมร้อยละ 20 (จะต้องตรวจประมาณ 5,000-10,000 ตัวอย่าง/วัน) จะทำให้เมื่อสิ้นปลายเดือนพฤษภาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะไม่เพิ่มขึ้นและหากครอบคลุมได้ถึงร้อยละ 40 (จะต้องตรวจประมาณ 20,000-40,000 ตัวอย่าง/วัน) จะทำให้จำนวนผู้ป่วยใหม่รายวันลดลงเหลือเพียงหลักสิบรายต่อวัน ดังนั้นเสนอให้ตรวจการติดเชื้อให้ได้ประมาณ 10,000 ตัวอย่าง/วัน ควบคู่ไปกับการแยกผู้ติดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพรวมไปถึงการสร้างระบบติดตามผู้ติดเชื้อต่อไป   6. มาตรการ Social distancing ร่วมกับมาตรการอื่นๆ ในปัจจุบัน (นาน 3 สัปดาห์) มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่และสามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ ซึ่งหลังจากได้มีการใช้มาตรการ Social distancing มาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่า มาตรการดังกล่าวยังสามารถลดอัตราการระบาด (Rt) ลงได้ (จาก 2.0เหลือ 0.77) จึงมีข้อเสนอแนะว่าในกรณีที่รัฐบาลลดระดับมาตรการ Social distancing ลง และเปิดให้ทำกิจกรรรมบางประเภทเพิ่มเติมในบางพื้นที่ในระยะแรกจำเป็นต้องมีการตรวจเชิงรุกหรือตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มข้นมากขึ้นและควรคงมาตรการ Social distancing บางส่วนไว้ เช่น ระยะห่างในการจัดโต๊ะ การต่อแถวเข้าคิว รวมทั้งการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และพิจารณาการใช้มาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับการประเมินศักยภาพทางสาธารณสุขของพื้นที่นั้นๆ การทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Modeling) เพื่อรับมือการระบาดของโควิด–19 เกิดขึ้นจากการตั้งโจทย์จากคณะกรรมการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อุบัติซํ้า สวทช. เพื่อนำข้อมูลไปหารือกับกรมควบคุมโรค และเสนอแนะเพื่อเตรียมมาตรการต่างๆ ซึ่งการวิเคราะห์ทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทั้งหมดนี้ ได้จัดทำขึ้นจากความร่วมมือของทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทีมวิจัยจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับงบประมาณการสนับสนุนจากโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ,สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ติดต่อ: คุณวรรณิพา ทองสิมา ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ เบอร์โทรศัพท์: 02 117 6480 E-mail: wannipha@nstda.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
นวัตกรรม “กิน-อยู่” เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง   ในงาน Healthcare 2020 ภายใต้แนวคิด สุขภาพดี วิถีใหม่ ใจชนะ ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจเข้ากับกระแสสังคมสูงวัย คือ Health Forum : MTEC กับนวัตกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมีนักวิจัยไทยมาแชร์และโชว์นวัตกรรมกรรม "กิน-อยู่" จากงานวิจัยที่ใช้ได้จริง เพื่อให้สังคมไทยเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับสังคมสูงวัย ผ่านประสบการณ์และองค์ความรู้จาก 3 นักวิจัยไทย ได้แก่ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ หัวหน้าทีมวิจัยอุปกรณ์เฉพาะบุคคล และ ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ กล่าวว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้สูงอายุนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องมีเป็นลำดับแรก คือมีประโยชน์ ตามด้วยมีความดึงดูดด้วยดีไซน์ที่น่าใช้งาน โดยที่ผู้ใช้ต้องไม่รู้สึกว่าดูเป็นคนแก่เกินไป และไม่ขัดกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นทีมวิจัยเอ็มเทค ได้ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างผู้สูงอายุ ได้แก่ ลูกๆ หลานๆ ที่เป็นผู้ดูแลเองที่บ้าน รวมถึงพยาบาลที่ได้มาให้ข้อมูลกับทีมวิจัยเพิ่มเติม  "ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. จะใช้กระบวนการออกแบบที่นำเอาผู้ใช้มาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ หรือ Human-centric design โดยให้ความสำคัญทั้งผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ในทุกช่วงของการออกแบบอุปกรณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ" ผลงานเตียงตื่นตัว คือ หนึ่งในผลงานที่ทีมวิจัยได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเป็นเตียงนอนที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ ลุก-นั่ง ยืน-ก้าวลงจากเตียงด้วยตนเองอย่างมั่นใจและปลอดภัย การใช้งานก็ง่ายและสะดวก ผู้สูงอายุสามารถปรับเปลี่ยนจาก "ท่านอน" มาสู่ "ท่านั่ง" ด้วยตนเอง ผ่านการกดรีโมตเพียงปุ่มเดียว อีกทั้งเตียงยังปรับหมุนไปด้านซ้ายขวาในมุม 90 องศา ในลักษณะ "พร้อมลุกยืน" ได้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการนอนติดเตียงและการพลัดตกหกล้ม ที่สำคัญโครงสร้างเตียงมีความแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งานสูง นอกจากนั้นแล้วยังมีผลงาน "เกมฝึกสมอง ชื่อ MONICA" ที่ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งที่มวิจัยเอ็มเทค ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์ผู้สูงวัย สุขกายสุขใจ สถาบันประสาทวิทยา ซึ่งเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ประเภท Daycare และโรงพยาบาลรามาธิบดี มีรูปแบบวิธีการดูแลผู้สูงอายุด้วยการทํากิจกรรมบําบัด จนเกิดเป็นนวัตกรรม เกมฝึกสมอง สําหรับช่วยฝึกสมาธิ ความจํา การเรียนรู้ การมองเห็นและตอบสนอง การวางแผน การตัดสินใจ และยังช่วยเพิ่มความภูมิใจให้ผู้สูงอายุมั่นใจในความสามารถของตนเองด้วยการเอาชนะระดับความยากที่เพิ่มขึ้นของเกม ผู้สนใจฝึกสมองป้องกันภาวะสมองเสื่อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ฟรีที่ App store https://apps.apple.com/th/app/monica/id1260878586 และที่ Play store https://play.google.com/store/apps/details?id=th.co.digitalpicnic.monica   นวัตกรรมวัสดุและเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นกับกลุ่มผู้สูงอายุ ต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แบบไหนลักษณะใดจะเข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ทีมวิจัยเอ็มเทค ให้ความสนใจกับการออกแบบ "อุปกรณ์เฉพาะบุคคล" ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาทางร่างกายและความแตกต่างในสรีระของแต่ละบุคคลแล้ว ยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตนเองได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ด้วย   ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ กล่าวว่า ทีมวิจัย ได้ออกแบบแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล หรือ 3D sole เนื่องจากอาการปวดเท้าเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่สามารถประสบด้วยตัวเอง แม้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากมีอาการสะสมนานขึ้นจะเกิดการเรื้อรังและส่งผลต่ออาการปวดในอวัยวะอื่นๆ ตามมา เช่น เข่า สะโพก และหลัง อาการปวดเท้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างของกระดูกและกล้ามเนื้อของเท้าที่ผิดปกติ อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายมีการเสื่อมของเอ็นและกล้ามเนื้อส่งผลทำให้สรีระของเท้ามีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากส่งผลให้เท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น รวมถึงผู้ที่มีลักษณะอุ้งเท้าแบนหรือเท้าไม่มีอุ้ง "3D sole หรือแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล ใช้การออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระเท้าของแต่ละบุคคล ทำให้ช่วยกระจายการลงน้ำหนักของร่างกายได้อย่างสมดุลในเวลายืนหรือเดินได้ ลดอาการปวดเท้าลงได้ และช่วยพยุงอุ้งเท้าอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ทรุดตัว และแตกหัก เป็นอุปกรณ์ที่ทีมวิจัยคัดเลือกและพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ขึ้นมา ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบอุปกรณ์ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และใช้เทคโลยีการพิมพ์สามมิติมาช่วยในการผลิตอุปกรณ์ ซึ่งทำให้อุปกรณ์มีความเที่ยงตรงสูงและผลิตได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาในการออกแบบด้วย" ดร.บุญล้อม กล่าวว่า นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังพัฒนาต้นแบบ "อุปกรณ์พยุงหลังเฉพาะบุคคล" ที่ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังไม่ให้เคลื่อนที่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุจะมีภาวะกระดูกพรุน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกสันหลังหักได้ โดยอุปกรณ์นี้ยังมีความสำคัญกับกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคดในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งในขณะที่กำลังมีการเจริญเติบโตกระดูกสันหลังอาจมีการคดหรือบิดได้ หากผู้ปกครองพบว่าลูกหลานเริ่มเป็นโรคกระดูกสันหลังคด อุปกรณ์นี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะป้องกันและลดองศาของกระดูกสันหลังที่คดได้    อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญการดำรงชีวิต แต่อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะต่อการบดเคี้ยว การช่วยย่อยง่ายให้ง่ายขึ้นและยังคุณค่าทางอาหารนั้น อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงนำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ มาออกแบบอาหารตามที่ต้องการได้ หรือเรียกว่า "อาหารออกแบบได้"     ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส กล่าวว่า ทีมวีจัยเอ็มเทค ออกแบบอาหารโดยอาศัยแนวคิดทางวัสดุศาสตร์ 3 ด้านได้แก่ การเข้าใจโครงสร้าง การเข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการผลิตอาหาร "ไส้กรอกไขมันต่ำ" คือตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารไขมันต่ำที่ทีมวิจัยเอ็มเทคได้พัฒนาสำเร็จและถ่ายทอดให้บริษัทขายแล้ว โดยได้ปรับลดปริมาณไขมันในไส้กรอกจากเดิม 25% ให้เหลือเพียง 3% ซึ่งเมื่อนำไขมันออกมาแล้ว ทีมวิจัยได้ใช้สารทดแทนไขมันที่เหมาะสมและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ที่ให้ได้ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไขมันต่ำที่มีคุณภาพทางประสาทสัมผัสใกล้เคียงสูตรดั้งเดิม   นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุในการรับประทานอาหาร คือ การอาการสำลักอาหาร ซึ่งเกิดจากอวัยวะในช่องปากเสื่อมลง และไม่สามารถดื่มน้ำหรือบริโภคของเหลวได้เหมือนคนปกติ ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงได้ร่วมงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในการพัฒนา "ผงเพิ่มความหนืด" ที่สามารถใช้เติมไปในน้ำและเครื่องดื่มให้มีความหนืดเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการไหลเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดการติดอยู่บริเวณคอหอยหรือหลุดเข้าไปในหลอดอาหาร ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการสำลักได้ ในเรื่องการบดเคี้ยวอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ทีมวิจัยยังสามารถใช้องค์ความรู้ในการปรับโครงสร้างของเนื้อสัตว์ ให้เกิดการแตกหักง่ายขึ้น เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ง่ายๆ จากการใช้เหงือกหรือการใช้ลิ้นดุนเพื่อให้เนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ และเกิดการย่อยได้ง่ายขึ้น และในปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D food printing) เพื่อตอบรับความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะบุคคล ที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เหล่านี้คือตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยไทย ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อการกินอยู่ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. จับมือ เน็ตเบย์ และเครือข่ายการแพทย์ พัฒนา“ระบบบริหารความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์สู้ภัยโควิด-19”เพื่อจับคู่เชื่อมโยงความต้องการส่งมอบให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
For English-version news, please visit : Medical Devices Demand-Supply Matching System for COVID-19 12 พฤษภาคม 2563 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดแถลงข่าว “ระบบบริหารความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์สู้ภัยโควิด–19 (Medical Devices Demand-Supply Matching for COVID-19)” แพลตฟอร์มเพื่อการบริจาค การจับคู่ ความต้องการและการบริหารจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ในภาวะวิกฤตโควิด–19 โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คุณพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมงานแถลงข่าว (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
 
สิงห์อมควัน เสี่ยงเป็นโรค COVID-19 รุนแรง
ความรู้สู้ covid-19
 
6 วิธีออกกำลังกายที่บ้าน ห่างไกล COVID-19
ความรู้สู้ covid-19
 
เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ห่าง 2 เมตร ไม่ปลอดภัย COVID-19
ความรู้สู้ covid-19
 
อย่าทิ่ง สุนัขและแมว ผลวิจัยไม่พบสัตว์เลี้ยงแพร่ COVID-19 สู่คน
ความรู้สู้ covid-19
 
8 วิธีลดติดเชื้อ COVID-19 เมื่อออกจากบ้าน
ความรู้สู้ covid-19
 
Face Shield From FabLab “หน้ากากบังใบหน้า” ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง ใบหูเทียม หัวใจเทียมจากเนื้อเยื่อมนุษย์ คือผลงานความสำเร็จอันน่าทึ่งจากเทคโนโลยี “การพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing" นวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดว่าจะสามารถสร้างขึ้นได้จริงในห้องปฏิบัติการ แต่ในขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ผลิต 'หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield' เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันนักรบเสื้อกาวน์ให้ปลอดภัยจากไวรัสมรณะ FabLab สร้าง Face Shield อุปกรณ์สำคัญที่ช่วยหยุดยั้ง ป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19 นอกจากหน้ากาก N95 และหน้ากากอนามัยแล้ว หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างมากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันการฟุ้งกระจายของสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือ FabLab สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทั้งส่วนกลางที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และเครือข่าย FabLab ภูมิภาค รวมถึงเครือข่ายนักประดิษฐ์หรือ Maker ได้ร่วมกันใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในโครงการ FabLab เร่งผลิต Face Shield ที่มีความแข็งแรง ทนทานและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า เมื่อปี 2561 คณะรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบประมาณให้ สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรมเพื่อพัฒนาทักษะความเป็น   นวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือ FabLab ทางโครงการฯ ได้ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้ 'โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabLab)' ในสถานศึกษาทั้งโรงเรียนที่มีการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและวิทยาลัยเทคนิค รวมจำนวน 150 แห่ง กระจายใน 68 จังหวัดในประเทศ เพื่อให้เยาวชนมีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องตัดเลเซอร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม “ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทาง FabLab บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษา และมหาวิทยาลัย พี่เลี้ยง 17 แห่ง ได้รวมพลังใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ที่มีในโครงการฯ มาสร้างสรรค์อุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Face shield จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ, กล่องป้องกันฟุ้งกระจาย (Aerosol), ต้นแบบเครื่องกดเจลล้างมืออัตโนมัติ, ส่วนประกอบเคาน์เตอร์คัดกรองผู้ป่วย เป็นต้น เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อตรวจคัดกรองและรักษาผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรค COVID-19 3D printing พิมพ์ Face Shield การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการสร้างโมเดลเสมือนจริงหรือการขึ้นรูปชิ้นงานซึ่งทำได้ด้วยวัสดุหลากหลายแบบ ทั้งพลาสติก ยาง โลหะ ไนลอน อัลลอย จุดเด่นของเทคโนโลยีนั้นอกจากสร้างสิ่งที่คิดให้เป็นจริงได้แล้ว การสร้างชิ้นงานยังมีความยืดหยุ่น และมีความจำเพาะเจาะจงต่อผู้ใช้ได้ ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนา Face Shield มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์     ผู้ใช้งานอย่างมากด้วย ปริญญา ผ่องสุภา วิศวกรประจำโครงการ FabLab ฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. กล่าวว่า อุปกรณ์ Face shield ที่ผลิตขึ้นเพื่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ทีมวิศวกรได้ต่อยอดแบบการขึ้นรูป Face shield จากเมกเกอร์ Prusa Protective Face Shield Model : RC2 ที่ส่งแบบมาพิมพ์ต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ FabLab โดยมีการปรับแก้ไขแบบและพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ได้รูปแบบที่ใช้งานได้สะดวกและรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่เป็นระยะเวลานาน “ในการพัฒนาได้มีการเขียนแบบและพัฒนาต้นแบบโมเดล 3 มิติจากนั้นนำมาแบ่งโมเดลออกเป็นชั้นๆ เพื่อทำการแปลงให้เป็น G-Code หรือภาษาสำหรับการสั่งงานเครื่องจักรให้เคลื่อนที่ไปตามตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนนำไปพิมพ์ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยที่ FabLab เป็นวิธิการฉีดเส้นพลาสติกที่เรียกว่า FDM หรือ Fused Deposition Modeling เป็นเทคนิคการพิมพ์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีราคาถูกกว่าการพิมพ์ด้วยเทคนิคอื่นๆ สามารถสร้างชิ้นงานที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หรือชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง เนื่องจากวัสดุมีความแข็งแรง  มีวัสดุการพิมพ์ให้เลือกใช้หลายแบบ และวัสดุพิมพ์มีราคาถูกเมื่อเทียบกับวัสดุของเครื่องประเภทอื่น เช่น เรซิน ผงไนล่อน หรือผงเหล็ก"   สำหรับ Face Shield ที่ออกแบบขึ้นนั้น ปริญญา อธิบายว่า ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนหลัก ได้แก่ กระบังด้านหน้า (Visor) แผ่นพลาสติกใส (Clear plastic sheet) และสายรัดศีรษะ (Elastic head band) โดยที่แผ่นพลาสติกใสและสายรัดศีรษะ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ชิ้นส่วนกระบังด้านหน้านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ อีกทั้งยังเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก เพราะจะต้องสัมผัสกับผู้ใช้งานโดยตรง เป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง คงทนและยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับศีรษะของผู้สวมใส่แต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังได้คำนวณระยะห่างระหว่างแผ่นใสกับใบหน้าให้มีตำแหน่งที่เหมาะสม เนื่องจากต้องคำนึงถึงผู้ที่สวมแว่นตาหรือแพทย์พยาบาลที่ต้องสวมแว่นตาทางการแพทย์ซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งด้วย รวมทั้งยังพัฒนา Face Shield ให้สามารถถอดเปลี่ยนแผ่นพลาสติกใส เมื่อต้องการที่ความสะอาดหรือเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ โดยขณะนี้ FabLab ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สามารถผลิต Face shield ได้วันละ 50 ชิ้น "Face Shield ที่ผลิตออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทุกชิ้นจะมีการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ทั้งการลบคม การปรับแต่งอุปกรณ์ให้สวมใส่สบาย ปรับแต่งแผ่นใสให้มีความมน ไม่แหลมคม ซึ่งจะเป็นอันตรายในการสวมใส่" Face Shield เพื่อนักรบเสื้อกาวน์ ตลอดระยะเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 โครงการฯ FabLab ได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ผลิต Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาและคัดกรองผู้ป่วย COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ดร.อ้อมใจ กล่าวว่า โครงการฯ FabLab ได้ส่ง Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์แล้วจำนวน 9 โรงพยาบาล จำนวนรวม 599 ชุด เช่น รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รพ.ปทุมธานี รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน รพ.ราชวิถี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.เสรีรักษ์ รพ.สามโคก (ปทุมธานี) แผนกการแพทย์ กองบริการ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน และโครงการฯ ยังเตรียมการผลิตต่อเนื่องเพิ่มอีก 680 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานีตามที่ทีมแพทย์และพยาบาลแจ้งความประสงค์เข้ามา นอกจากนี้ยังได้มีการอัพโหลดไฟล์ Face Shield ต้นแบบโมเดล 3 มิติ ไว้ในระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ thingiverse (www.thingiverse.com/thing:4260273)  เพื่อนำมาเป็นแบบสำหรับแจกจ่ายให้กับเครือข่าย FabLab และหน่วยงานที่สนใจร่วมกันนำไปผลิตหรือพัฒนาต่อยอดวิธีการผลิตขึ้นรูป เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึงปัจจุบันมียอดผู้ดาวน์โหลดมากกว่า 300 ครั้ง “นอกจากนี้เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ยังได้ดำเนินการผลิตและจัดทำอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ FabLab วิทยาลัยเทคนิคปัตตานีผลิตและจัดทำกล่องป้องกันฟุ้งกระจาย จำนวน 70 กล่อง,  Face shield จำนวน 200 ชิ้น ส่งมอบให้โรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ หน่วยกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และมอบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปัตตานี เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดทำต้นแบบเครื่องกดเจลล้างมืออัตโนมัติ ส่งมอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจำนวน 5 เครื่อง เป็นต้น” ล่าสุด บริษัท XYZprinting Thailand ได้สนับสนุนโครงการ FabLab มอบเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพิ่มเติมให้กับบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรจำนวน 5 เครื่อง และมอบให้กับโรงเรียน วิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอีก 15 เครื่อง เพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส COVID-19 ปนัดดา มักสัมพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดัดดรุณี จังหวัดฉะเชิงเทรา เครือข่ายโครงการ FabLab กล่าวว่า FabLab เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ฝึกให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์มีความเป็น 'นักนวัตกร' ซึ่งโรงเรียนมีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จะมารวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโครงการฯ 'ชุมนุมนักนวัตกรรม' เพื่อให้นักเรียนครูและวิศวกรผู้ช่วยได้นำไอเดียมาร่วมกันสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เป็นชิ้นงานนวัตกรรมเพื่อใช้ในเชิงสาธารณประโยชน์ “โดยในสถานการณ์การระบาด COVID-19 ครั้งนี้ แม้ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคปิดกั้นความคิดของเหล่านวัตกรที่ได้อาสามาระดมสมองผ่านการประชุมออนไลน์   เพื่อคัดเลือกไอเดียที่ดีที่สุดมาออกแบบเป็นโมเดล และส่งต่อให้วิศวกรผู้ช่วยดำเนินการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติออกมาเป็นชิ้นงาน นักเรียนบางคนที่อยู่ใกล้โรงเรียนก็มากับผู้ปกครองเพื่อรับอุปกรณ์ไปทำที่บ้าน ขณะที่ครูและลูกจ้างช่วยกันประกอบชิ้นงานและนำไปส่งมอบตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งนักเรียนทุกและบุคลากรทุกคนต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน" เช่นเดียวกับ ปริญญา ที่ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มีโอกาสร่วมพัฒนา Face shield ครั้งนี้ว่า การที่พวกเราได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มาประดิษฐ์ Face shield และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากๆ ยิ่งเมื่อได้ยินคุณหมอและพยาบาลแจ้งว่า Face shield ใช้งานได้ดี สวมใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคืองกับผิวเมื่อต้องสวมใส่เป็นเวลานาน ลดการเกิดฝ้าบริเวณแผ่นพลาสติกได้ดี ทำให้ยิ่งรู้สึกดีใจมากที่พวกเราซึ่งแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ยังพอมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวก ลดความเสี่ยงติดเชื้อให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ในยามที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาด นับเป็นโอกาสที่เหล่า 'นวัตกร' จะได้ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมเพื่อร่วมฝ่าฟัน พิชิตไวรัส COVID-19
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘รถเข็นรักษ์โลก’ อัพเกรด ‘สตรีทฟู้ด’
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง 'ร้านอาหารข้างทาง' หรือ 'สตรีทฟู้ด' ขึ้นชื่อว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อให้กับประเทศไทยอย่างมาก ยิ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ ถือเป็นแดนสวรรค์ของนักชิมที่จะได้สัมผักับ อาหารที่หลากหลายแถมเลือกทานได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยสำนักข่าว CNN เคยยกให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีอาหารริมทางดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาลองลิ้มชิมรสอาหารไทย ที่นอกจากมีวัตถุดิบให้เลือกมากมายแล้วยังมีความคุ้มค่าด้านราคาที่ไม่แพง  สตรีทฟู้ดไม่เพียงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างดี แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างมาก ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Euromonitor International) บริษัท วิจัยระดับโลก เปิดเผยเมื่อปลายปีที่แล้ว ระบุว่ามูลค่าตลาดธุรกิจอาหารไทยโดยรวม ในปี 2560 อยู่ที่ 410,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้มากกว่า 60-70 % เป็นร้านอาหารประเภทสตรีทฟู้ด ซึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 276,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 340,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ย 5.3% ต่อปี  ดังนั้นเพื่อยกระดับสตรีทฟู้ดไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) ได้พัฒนา 'นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด' ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งความอร่อย ความสะอาด ถูกสุขอนามัย รวมทั้งยังมีระบบที่ช่วยลดการสร้างมลพิษและขยะของเสีย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สวทช. กล่าวว่า นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด มีจุดเริ่มต้นมาจาก ทีมกะเพราซาวห้า โดยคุณพงษ์มนัส มังคละศรี ที่ได้พัฒนาระบบรถเข็นขายกะเพราที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คู่ขนานกับการพัฒนาน้ำมันกะเพราที่จะช่วยทำให้กลิ่นและรสชาติของกะเพราะสม่ำเสมอ เพื่อเข้าร่วมโครงการ GSB Street Food เวทีประกวดคิดค้นนวัตกรรมเพื่อยกระดับสตรีทฟู้ดไทยให้ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือระหว่างธนาคารออมสิน และ สวทช.  "ทีมกะเพราซาวห้าได้พัฒนาสร้างรถเข็นสตรีทฟู้ดขึ้นด้วยประสบการณ์ของตัวเอง แต่ผลที่ได้ยังไม่เป็นที่พอใจเท่าที่ควร เนื่องจากรถมีน้ำหนักมากเกินไปและระบบดูดควันไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ทาง DECC สวทช. ในฐานะที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมในโครงการ GSB Street Food ได้เข้ามาช่วยให้คำแนะนำพัฒนารถเข็นกะเพราซาวห้าให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์มากขึ้น จนกระทั่งทีมกะเพราซาวห้าสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้สำเร็จ ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันไปแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญ DECC ยังได้ปรับปรุงพัฒนาระบบรถเข็นเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบเหมาะสมต่อการใช้งานจริงมากที่สุด" โดยโจทย์อันท้าทายของการพัฒนาต่อยอดรถเข็นสตรีทฟู้ด ดร.อัมพร บอกว่า มี 3 องค์ประกอบหลักสำคัญคือต้องทำให้รถเข็นมีน้ำหนักเบาที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพการดูดควันให้สามารถใช้งานในพื้นที่ปิดได้ รวมทั้งปรับปรุงระบบบำบัดน้ำให้ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ปัจจุบัน สวทช. สามารถพัฒนานวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกที่พร้อมใช้งานสมบูรณ์แบบ จำนวน   ทั้งสิ้น 3 โมเดล ได้แก่ 1. รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ 2. รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ + ระบบดูดควัน และ 3. รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ + ระบบดูดควัน + หัวเตาแก๊ส 2 หัว โดยตั้งเป้าส่งมอบนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกไม่น้อยกว่า 100 คัน แก่ผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดให้ได้ใช้งานจริงเพื่อประกอบ กิจการหลังสถานการณ์โควิด โดยแต่ละโมเดลได้สนับสนุนงบประมาณบางส่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมด้วย   ทั้งนี้ "เฮียวัตร ปังตอทอง" แฟรนไชส์ ข้าวเหนียวหมู-เนื้อ อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ดไปใช้งานจริง โดยมุ่งหวังให้ความสำคัญกับสุขอนามัยหน้าร้านค้า ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นใจเรื่องความสะอาดให้กับลูกค้าแล้ว ยังช่วยยกระดับ "สตรีทฟู้ด" ไปอีกขั้น   วิวัฒน์ กุลวิจิตร์รัตน์ เจ้าของธุรกิจข้าวเหนียวหมู-เนื้อ แบรนด์ เฮียวัตร ปังตอทอง กล่าวว่า ความสะอาด ณ จุดขายสินค้า หรือหน้าร้านค้านั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดมักมองข้ามเรื่องนี้ไป อาจเพราะว่าความไม่สะดวกสบายของหน้าร้าน อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆ บนรถเข็นแบบเดิม ๆ ไม่มีฟังก์ชันที่เหมาะสมกับการล้างทำความสะอาดและการบำบัดน้ำก่อนปล่อยสู่ท่อระบายน้ำ ทำให้เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสตรีทฟู้ดไทยอย่างมาก ดังนั้นตนจึงนำ "รถเข็นรักษ์โลก" จาก สวทช. มาเป็นตัวช่วยเพื่อทำให้เกิดสุขอนามัยที่ถูกต้อง ณ จุดขายสินค้า และเป็นการเปลี่ยนมุมมองใหม่ของผู้บริโภคให้มองสตรีทฟู้ดไทยว่าม’มาตรฐานขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยหวังให้ความตั้งใจในการนำนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกนี้มาใช้กับธุรกิจเป็นตัวอย่างที่จะช่วยยกระดับอาชีพสตรีทฟู้ดให้เป็นที่ยอมรับกับลูกค้าทุกกลุ่ม "เรื่องความสะอาด สตรีทฟู้ดที่อยู่ตามข้างทางทุกวันนี้ เราจะโดนต่อว่าอยู่เรื่อยๆ ในเรื่องภาชนะทุกอย่างไม่ค่อยสะอาดแต่ด้วยความที่เราเป็นคนไทย เราจะชินกับสิ่งนี้ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว หรือชาวต่างชาติ เขาไม่ได้ชินเหมือนเรา ฉะนั้นการมีรถเข็นรักษ์โลกที่มีบ่อดักไขมัน มีอ่างล้างมือ มีความจำเป็นมากสำหรับสตรีทฟู้ด"  วิวัฒน์ บอกด้วยว่า การมีนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกมาใช้กับแบรนด์สินค้าของตนเองนั้น ช่วยเสริมภาพลักษณ์ในการขายสินค้าให้ดีขึ้น เพราะแม้จะเป็นสตรีทฟู้ดขายข้าวเหนียวหมู-เนื้อ ธรรมดา ก็อยากให้เป็นร้านที่ได้มาตรฐาน มีฟังก์ชันที่เป็นมาตรต่อลูกค้าและสิ่งแวดล้อม ทั้งอ่างล้างมือ บ่อบำบัดน้ำทิ้ง พร้อมในคันเดียว สามารถเคลื่อนย้ายไปขายยังทำเลต่างๆ ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนด้านมลพิษและสิ่งแวลดล้อมให้กับสถานที่หรือชุมชนนั้นๆ อีกทั้งยังช่วยขยายทำเลการขายได้หลากหลายและขยายการเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ที่สำคัญที่ให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยในราคาที่ไม่แพง   สำหรับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดที่สนใจ "รถเข็นนวัตกรรมรักษ์โลก" สามารถสั่งจองออนไลน์ ได้ที่ http://www.decc.or.th/streetfood/ ภายใน 31 ก.ค. 63 นี้ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2564 6310-11 ต่อ 101, 106 หรือ ช่องทาง Line: @679hqbmi  
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
นักวิจัยไทยพัฒนา “วิธีสกัด RNA – ชุดตรวจโควิด-19”
เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา ทะลุ 19 ล้านรายแล้ว สำหรับตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ขณะที่ประเทศไทยแม้ตอนนี้จะยังคงสถิติไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นเวลากว่า 60 วัน ก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า โควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดระลอกสองอีก  สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาและเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเดินหน้าพัฒนาชุดตรวจโควิด-19 ปัจจัยสำคัญในการควบคุมการระบาด เพื่อป้อง กันปัญหาขาดแคลนชุดตรวจและน้ำยาซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) จากตัวอย่างแบบง่าย และ ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว" ได้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติในการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดคือความมั่นคงด้านสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมายังต้องนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดตรวจ และยา ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ดังเช่น การระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานเชิงรุกได้อย่างรวดเร็ว "นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 (จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา) รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยในการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR เป็นจำนวนกว่า 420,000 ตัวอย่าง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,261 ล้านบาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะเดียวกันในภาวะที่ทั่วโลกต่างต้องตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อจำนวนมาก  สารสกัดสารพันธุกรรมหรืออาร์เอ็นเอเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 มีไม่เพียงพอ จนกลายเป็นปัญหาคอขวดในการคัดกรองโรค ดังนั้นในอนาคตหากมีการระบาดระลอกสอง หรือมีความต้องการตรวจเชิงรุก การที่นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอและชุดตรวจโควิด-19 ที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำได้เองในประเทศจะช่วยสนับสนุนการคัดกรองโรคโควิด-19 ได้มาก" ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 นั้น จะต้องมีการสกัดสารพันธุกรรม หรือ อาร์เอ็นเอของไวรัสจากสิ่งส่งตรวจของของกลุ่มเสียง ซึ่งที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดคือต้องใช้น้ำยาสกัดสารพันธุกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่จากความร่วมมือของนักวิจัยไทยทำให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ" ก่อโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า วิธีสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างแบบง่าย พัฒนาขึ้นโดย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center : NOC)  สวทช. นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ เป็นวิธีการสกัดอาร์เอ็นเอด้วยเทคนิค Magnetic Bead ที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และจากการทดสอบการใช้งานร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีประสิทธิภาพในการสกัดอาร์เอ็นเอเทียบเท่าชุดสกัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญในการสกัดอาร์เอ็นเอยังใช้สารเคมีและอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนชุดตรวจราคาไม่แพง ช่วยลดต้นทุนในการตรวจและวินิจฉัยโรคได้มาก อีกทั้งวิธีการนี้ยังนำไปใช้สกัดอาร์เอ็นของไวรัสก่อโรคได้ทุกชนิดทั้งในมนุษย์ พืชและสัตว์ด้วย ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนจำนวน 2 บริษัท สนใจพร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว    เมื่อสกัดอาร์เอ็นเอของไวรัสได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจยืนยันเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ซึ่ง ไบโอเทค สวทช. นำโดย นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีว‘ศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนา "ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว (COVID-19 XO-AMP colorimetric detection kit)" เพื่อใช้คัดกรอง คัดแยกเฉพาะตัวอย่างที่น่าสงสัยก่อนนำไปตรวจโดยใช้วิธี RT-PCR ถือเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐจากเดิมที่ต้องส่งตรวจทุกตัวอย่างด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งมีราคาแพง  ดร.วรรณพ กล่าวว่า ชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการตรวจเชิงรุก เนื่องจากมีความจำเพาะ 100% ความไว 92% และมีความแม่นยำ 97% สามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ได้ผลเร็วกว่าวิธี RT-PCR ถึง 2 เท่า สามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ตรวจง่ายในขั้นตอนเดียวโดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ โดยสังเกตได้จากสีของน้ำยา หากเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลืองแสดงว่ามีอาร์เอ็นเอของไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาเพียง 10,000 บาท ถูกกว่าวิธี RT-PCR ถึง 100 เท่า นอกจากนั้นแล้วต้นทุนน้ำยาเทคนิคแลมป์ที่ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาขึ้นราคาต่ำกว่าน้ำยาที่ใช้กับ RT-PCR ถึง 3 เท่า และยังราคาถูกกว่าชุดตรวจแลมป์ที่นำเข้า 1.5 เท่า อย่างไรก็ดี การพัฒนาชุดตรวจนี้ได้รับความอนุเคราะห์ตัวอย่างสารพันธุกรรมจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของชุดตรวจ ปัจจุบันไบโอเทคได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเมินเทคโนโลยี โดยทาง อย. กำลังพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคแลมป์ โดยชุดตรวจนี้มีบริษัทเอกชนได้แสดงความสนใจที่จะขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วเช่นกัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะเวชศาสตร์เขตร้อน คือสถาบันทางการแพทย์ที่มีทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัย การรักษา และป้องกันโรค ที่มีห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านโรคเขตร้อน ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายที่ผ่านการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ สำหรับการตรวจหาสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้วย สวทช. มีงานวิจัยหลายด้านที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งการตรวจวินิจฉัย และป้องกันโรคได้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ สวทช. จึงได้ทางานร่วมกันอย่างเข้มข้นจนสามารถพัฒนาต่อ ยอดทั้ง 2 งานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง "การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและผลิตชุดสกัดอาร์เอ็นเอ และชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรคอุบัติใหม่ และถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถวงการวิจัยและสาธารณสุขไทยจากการเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้ผลิตเพื่อใช้เองและส่งออกไปต่างประเทศในอนาคต"
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
9 ข้อควรรู้ โควิด-19 จากบทสรุป 25 ผู้เชี่ยวชาญ WHO
ความรู้สู้ covid-19