ผลการค้นหา :
4 รูปแบบวัคซีนตั้งรับไวรัส SARS-CoV-2 กลายพันธุ์
วัคซีนเข็มที่ 3 จะเป็นรูปแบบไหน! ถึงจะรับมือไวรัส SARS-CoV-2 กลายพันธุ์ได้ ล่าสุดมีบทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญถึงแนวทางการพัฒนาวัคซีนที่บริษัทชั้นนำเตรียมนำมาใช้ต่อสู้กับไวรัสกลายพันธุ์
อ้างอิงข้อมูล : In-Depth: The four leading COVID booster shot strategies โดย 10news.com และห้องปฏิบัติการไวรัสและเซลล์เทคโนโลยี ไบโอเทค สวทช.
ความรู้สู้ covid-19
คาถา ‘5 แยก’ ในวันที่ต้อง ‘กักตัว’ อย่างถูกต้องปลอดภัย
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้มีกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงจำนวนไม่น้อยต้องกักตัวเองเพื่อสังเกตอาการ แล้ววิธีการกักตัวที่ถูกต้องมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้กักตัวได้อย่างปลอดภัย หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรค
ความรู้สู้ covid-19
นวัตกรรมแผ่นกรองอากาศต้านรา-แบคทีเรีย นาโนเทค สวทช. ตอบโจทย์มลภาวะทางอากาศ
For English-version news, please visit : Antibacterial and antifungal air filter with nanotechnology
นาโนเทค สวทช. ชูเทคโนโลยีการเคลือบนาโน สู่การประยุกต์เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบความต้องการใช้งานในสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างแผ่นกรองอากาศสำหรับรถยนต์ต้านเชื้อรา-แบคทีเรีย ผลงานจากโจทย์เอกชนอย่าง “เอเทค ฟิลเตรชั่น” ชูความพร้อมรับมือวิกฤตด้วยนวัตกรรมไทย เตรียมเปิดตลาดรับปี ’64
(more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผลงานวิจัยเด่น
แนวทางและกรอบการดำเนินงานในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) ของการไฟฟาส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ที่มาความสำคัญ : การประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency, EE) เป็นแนวคิดที่ริเริ่มโดย สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development, WBCSD) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศ และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม (Earth Summit) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ให้เป็นเครื่องมือการจัดการให้ภาคธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น มีนวัตกรรมมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำว่า Eco-efficiency มาจากการรวมกันของคำว่า Ecology ที่แปลว่าระบบนิเวศ และ Economy ที่แปลว่าเศรษฐกิจ กับคำว่า Efficiency ที่แปลว่าประสิทธิภาพ เป้าหมายหลักสำคัญของ Eco-efficiency คือ การสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการปกป้องรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆ กัน ด้วยวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรและภาคธุรกิจทั้งการผลิตและการบริการ เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่จำเป็นและสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน หากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือประชากรที่เพิ่มขึ้น นอกจากส่งผลให้มีการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับ สามารถนำมาช่วยในการประเมินความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยพิจารณาทั้งประเด็นด้านเศรษฐกิจและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นที่ปรึกษาให้กับ กฟภ. ในการจัดทำแนวทางและกรอบการดำเนินงานในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ เพื่อให้ กฟภ. นำไปปฏิบัติเพื่อให้เข้าสู่มาตรฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจขององค์กร
จุดเด่นของผลงาน/อธิบายรายละเอียดผลงาน : กฟภ. นำแนวทางและกรอบการดำเนินงานในการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ผ่านแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2562-2564)
ผลงานวิจัยเด่น
หมวกแรงดันลบ Negative Pressure Helmet
หมวกแรงดันลบเป็นนวัตกรรมเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อจากกลุ่มเฝ้าระวัง ด้วยแนวคิด ประกอบง่าย ผลิตเร็ว ราคาถูกโดยประชาชนสามารถใช้พิมพ์เขียวในการดูแบบ เพื่อประกอบด้วยตัวเองได้โดยง่าย จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการกระจายการใช้งานไปในวงกว้าง ลดการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคหมวกแรงดันลบ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ1.) ตัวหมวก ใช้การพับกระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติกให้ขึ้นรูปเป็นรูปทรงโดยไม่ต้องใช้กาว (ใช้หลักการพับแบบ Origami) ตัวหมวกที่พับเสร็จจะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอกอย่างน้อย 2.5 Pa ด้วยการควบคุมอัตราการไหลเวียนของอากาศที่ผ่านเข้าช่องและรูต่างๆ2.) ระบบกำจัดเชื้อ ณ ขาออก ใช้การติดตั้งแผ่นกรอง HEPA เพื่อกำจัดละอองที่มีอนุภาคขนาดใหญ่กว่า 300 nm และใช้ UVC/Ozone ในการฆ่าเชื้อ โดยแผ่นกรองนี้ผ่านการออกแบบให้ไม่มีส่วนสัมผัสกับผู้ใช้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด3.) วงจรประมวลผลและบริหารจัดการ มีเซนเซอร์ตรวจวัดความดันลำโพง และไฟบอกสถานะที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ง่าย มีแหล่งกักเก็บพลังงานในตัว สามารถชาร์จได้ผ่านพอร์ต USB โดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรงศักย์ต่ำ จึงมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ความต้องการที่เร่งด่วนในสถานการณ์วิกฤตด้วยปรัชญาการออกแบบที่คำนึงถึง Speed & Scale เป็นอันดับแรกทำให้หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถนำแบบและอุปกรณ์ไปผลิตหมวกแรงดันลบได้ด้วยตัวเอง นอกจากนั้นด้วยตัวระบบกำจัดเชื้อและระบบควบคุมการทำงานที่มีต้นทุนในการผลิตไม่สูงนัก และใช้อุปกรณ์ที่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก แม้จะผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปเรียบร้อยแล้ว ก็ยังนำหมวกแรงดันลบไปใช้ประโยชน์ในการควบคุมโรคติดต่อจากสารคัดหลั่งอื่นๆ และต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การนำผลงานไปใช้งาน ติดต่อ: ดร.ไพศาล ขันชัยทิศ และทีมวิจัยห้องปฏิบัติการทีมวิจัยเข็มระดับนาโนกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโนศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเบอร์โทรศัพท์: 02 564 7100E-mail: paisan@nanotec.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
ผลงานพร้อมถ่ายทอดของ สวทช.
ผลงานวิจัยเด่น
ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ ผู้พัฒนา ‘มดลูกจำลอง’ ครั้งแรกของไทย
เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา
เมื่อ ‘อวัยะจำลอง’ หรือ ออร์แกนอยด์ (organoids) กำลังถูกจับตาในฐานะเทคโนโลยีอันน่าอัศจรรย์ที่จะเป็นความหวังในการไขกลไกการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงการรักษาและการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพให้แก่คนทั้งโลก สิ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน คือนักวิจัยชาวไทยสามารถพัฒนา ‘มดลูกจำลอง’ อวัยวะจิ๋วที่มีความเสมือนจริงเป็นครั้งแรกของประเทศไทยได้สำเร็จ
ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอวัยวะจำลอง จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโบวดินคอลเลจ (Bowdoin College) เมืองบรันส์วิค และปริญญาโท-เอก ในมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์เทิร์น (Northwestern University) เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ภายใต้ทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบันคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ก่อนจะกลับมาเป็นนักวิจัยในทีมวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลขั้นแนวหน้า ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เขาเริ่มลงมือพัฒนาลำไส้จำลองครั้งแรก เมื่อครั้งศึกษางานวิจัยเรื่องความผิดปกติของยีนที่มีผลกระทบต่อการได้ยินและระบบลำไส้ในหนูทดลอง ก่อนจะสานต่องานวิจัยถึงผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมียด้วยการสร้างมดลูกจำลองในเวลาต่อมา ขณะนี้เตรียมเดินหน้าสร้างรกจำลองเชื่อมต่อกับมดลูกจำลอง เพื่อศึกษายับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสซิกาจากแม่สู่ลูก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โครงการใน TDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างระบบอวัยวะหรือกายจำลองเพื่อศึกษาการเกิดโรคและทดสอบยา
ทำไมถึงสนใจศึกษาด้านการพัฒนาอวัยวะจำลอง
เทคโนโลยีนี้ถือเป็นความก้าวหน้าของการวิจัยทางชีววิทยาและทางการแพทย์ ที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการศึกษากลไกการเกิดโรคและทดสอบยาต่างๆ เพราะที่ผ่านมาจะเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ซึ่งกำลังมีปัญหาในเรื่องของหลักจริยธรรม ทำให้มีความพยายามนำเซลล์สัตว์หรือมนุษย์มาเพาะเลี้ยงให้ห้องปฏิบัติการ แต่ว่าที่ผ่านมายังเป็นการเลี้ยงเซลล์จำลองแบบ 2 มิติ คือเป็นการเลี้ยงเซลล์เป็นแผ่นบางๆ อยู่ที่ก้นจานเลี้ยงเชื้อ จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะถูกนำมาศึกษาทดสอบ เช่น กลไกการโรคเป็นอย่างไร ยามีพิษหรือมีผลต่อเซลล์หรือไม่ แต่ระยะหลังนักวิจัยทั่วโลกเริ่มทบทวนว่า ร่างกายของคนเราแทบไม่มีอะไรที่เป็น 2 มิติเลย เพราะขนาดผิวหนังยังมีหลายชั้น ดังนั้นอาจจะมีระบบอื่นที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น จึงนำมาสู่การพัฒนาเซลล์ในรูปแบบ 3 มิติ หรืออวัยวะจำลองซึ่งมีความใกล้เคียงกับอวัยวะจริงในร่างกายมากขึ้น และเมื่อมีการนำใปใช้ศึกษาก็พบว่ามีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญอย่างมากในอนาคต
อวัยวะจำลองที่พัฒนาขึ้นส่วนใหญ่มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
อวัยวะจำลองที่พัฒนาขึ้นส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเซลล์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงแบบ 3 มิติจนมีลักษณะและคุณสมบัติเสมือนหรือคล้ายกับอวัยวะจริงในร่างกาย เป็นอวัยวะจิ๋วที่มีรูปร่างคล้ายลูกบอล มีขนาดเล็กๆ ไม่ถึงเซนติเมตร เกิดจากเซลล์ที่มาเกาะรวมกันในลักษณะ 3 มิติ หากเข้าไปดูระบบภายใน เราจะเห็นเซลล์มีการจัดเรียงตัวที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีการเรียงตัวเป็นชั้นๆ คล้ายกับอวัยวะจริง เพียงแต่รูปร่างหน้าตาและขนาดจะไม่ได้เหมือนกับอวัยวะจริงๆ ที่จะนำไปใช้ปลูกถ่ายอวัยวะได้ แต่ก็หวังว่างานในครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกในการพัฒนาอวัยวะจำลองสำหรับปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยได้จริงในอนาคตข้างหน้า
จุดเริ่มต้นในการพัฒนามดลูกจำลอง
ในช่วงที่เรียนปริญญาโท-เอก ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการได้ยินในหนูทดลอง ทั้งนี้ปกติคนทั่วไป เวลาเราอายุมากขึ้น ประสาทหูจะแย่ลง เราอยากรู้ว่ามีสาเหตุจากอะไร จึงทดลองทำให้หนูมีการกลายพันธุ์ของยีนชนิดหนึ่งซึ่งทำให้หนูสูญเสียการได้ยินตั้งแต่อายุน้อย ปรากฏว่ายีนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการได้ยินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของระบบลำไส้และระบบสืบพันธุ์ของหนูตัวเมียด้วย แต่เนื่องจากต้องศึกษาวิจัยแตกแขนงในหลายหัวข้อ จึงเลือกศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบการได้ยินและการทำงานของลำไส้ในหนูทดลองก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ลงมือพัฒนาลำไส้จำลองของหนูเป็นครั้งแรก ส่วนหูไม่ได้ทำอวัยวะจำลองเพราะสามารถผ่าตัดนำหูชั้นในของหนูออกมาวิจัยได้เลย กระทั่งเมื่อเรียนจบปริญญาเอก อาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งมาชวนให้วิจัยพัฒนาด้านมดลูกต่อ ช่วงนั้นเลยพยายามนำองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ ที่มีมาใช้เพาะเลี้ยงเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก กระทั่งสร้างมดลูกจำลองแบบสามมิติในห้องปฏิบัติการได้สำเร็จ
ความยากและท้าทายในการพัฒนามดลูกจำลอง
ยากมากเลย (หัวเราะ) เพราะเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างใหม่ เพิ่งมีการพัฒนาในช่วง 10 ปีหลังมานี้ เทคนิคการพัฒนาอวัยวะจำลองช่วงแรกๆ จะยากพอสมควร เราต้องดูว่าจะใส่สารอาหารชนิดไหน ฮอร์โมนแบบไหน โปรตีนชนิดใด เพื่อให้เซลล์ตอบสนองและมีการมาเกาะรวมตัวกัน รวมทั้งมีการเรียงตัวให้เหมือนอวัยวะจริง เช่น มดลูกซึ่งเป็นอวัยวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน เราต้องพยายามดูว่าจะใส่ฮอร์โมนชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ และต้องพยายามหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเลี้ยงเซลล์ให้เจริญเติบโตได้และมีอัตราการรอดสูง ซึ่งกว่าจะได้เซลล์มดลูกจำลองแบบ 3มิติ ที่มีความสมบูรณ์เสมือนจริงต้องใช้ระยะเวลานานเกือบปี พอนำมาย้อมสีเซลล์ โดยย้อมเซลล์ผิวของเยื่อบุโพรงมดลูกให้เป็นสีม่วง ย้อมเซลล์ชั้นเนื้อให้เป็นสีน้ำเงินได้ ภาพแรกที่เห็นเป็นมดลูกจำลองที่มีความสวยงามมาก แล้วก็เหมือนของจริงมาก เพราะว่าเราก็มีตัวอย่างชิ้นเนื้อจริงๆ มาเทียบด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างมดลูกจำลองแล้ว วางเป้าหมายต่อไปไว้อย่างไร
ก้าวต่อไปเราพยายามสร้างอวัยวะจำลองขึ้นมาหลายๆ อวัยวะ แล้วพยายามนำอวัยวะจำลองเหล่านี้มาเชื่อมต่อกันเพื่อลอกเลียนการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์มากขึ้น เพราะร่างกายคนเราประกอบด้วยระบบอวัยวะต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น เราจึงพยายามสร้างอวัยวะจำลองต่างๆ มาทำงานร่วมกันเป็นระบบอวัยวะ เพื่อดูกลไกการเกิดโรค การติดเชื้อ หรือกลไกการออกฤทธิ์ของยา เช่น การสร้างอวัยวะจำลองตับกับลำไส้มาไว้ด้วยกันเพื่อทดสอบยา เพราะยาจะผ่านลำไส้ก่อนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วไปที่ตับ โดยขณะนี้มีแผนทำโครงการวิจัยสร้างอวัยวะจำลองรกเพื่อทำงานร่วมกับมดลูกเพื่อศึกษากลไกการติดเชื้อไวรัสซิกาจากแม่สู่ทารกในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะมีการสร้างระบบอวัยวะจำลองด้วย
ทำไมถึงพุ่งเป้าไปที่เชื้อไวรัสซิกา
ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกยังประสบปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งยังไม่มียารักษา และไม่มีวัคซีนป้องกัน ในขณะที่การติดเชื้อไวรัสซิกาในผู้ใหญ่ที่แข็งแรงจะไม่มีอาการรุนแรง หรืออาจไม่แสดงอาการออกมาเลยก็ได้ แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หากได้รับเชื้อไวรัสซิกาอาจเป็นอันตราย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อทารกที่จะเสียชีวิตในครรภ์ เสียชีวิตขณะแรกเกิด หรือมีปัญหาพัฒนาการทางสมอง โดยร้อยละ 20 ของทารก หรือทารกกว่า 3,700 คน ที่รับเชื้อซิกาจากแม่มีปัญหาพัฒนาการทางสมอง สำหรับประเทศไทยแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้สูงมาก แต่งานวิจัยพบว่า ไทยมีประวัติการแพร่เชื้อไวรัสซิกาอย่างน้อย 16 ปีมาแล้ว โดยผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อ ตรวจพบเชื้อถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือเชื้อไวรัสซิกามีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก และมีพาหะนำโรคคือยุงลายเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตไวรัสซิกาอาจแพร่ระบาดคล้ายกับไข้เลือดออกที่เป็นปัญหาหลักในไทย อีกทั้งตอนนี้ไบโอเทค สวทช. อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเชื้อไวรัสซิกา แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก เราเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงคิดว่าเทคโนโลยีการสร้างอวัยวะจำลองจะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยได้
โครงการวิจัยฯ ดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว
ปัจจุบันโครงการวิจัยนี้ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 โครงการ จาก 121 ผู้สมัครจาก 37 ประเทศ ที่ชนะ TDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจัดตั้งเพื่อให้การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อในเขตร้อน โดยทางองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรอง 5 โครงการที่ได้รับคัดเลือกเพื่อจัดตั้ง Crowdfunding for Science หรือการระดมทุนเพื่องานวิจัย รวมไปถึงการฝึกอบรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายงบประมาณในการดำเนินงานวิจัยเบื้องต้นไว้ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 260,000 บาท โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนโครงการสามารถร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการได้ที่http://www.experiment.com/noZika4Baby ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม จนถึง 30 พฤศจิกายน 2563 เงินที่ระดมทุนได้จะนำไปใช้ในการสร้างระบบอวัยวะจำลองมดลูกและรกจากตัวอย่างเนื้อเยื่อคนไข้อาสาสมัคร เพื่อศึกษากระบวนการติดเชื้อไวรัสซิก้าในมดลูก ทดสอบแอนติบอดี้ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อซิก้า และการส่งต่อเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการวิจัยและการพัฒนาอวัยวะจำลอง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือการระบาดของโรคซิก้าไวรัสในประเทศไทยแล้ว เราสามารถนำผลงานวิจัยไปช่วยผู้ป่วยในประเทศที่ประสบปัญหา รวมถึงต่อยอดไปสู่การป้องกันโรคต่างๆ ที่มีการส่งผ่านจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ด้วย แต่ที่สำคัญคือโครงการนี้จะเป็นฐานในการสร้างระบบอวัยวะจำลองในห้องปฏิบัติการที่มีคุณสมบัติคล้ายกับร่างกายคนจริงมากขึ้น รวมทั้งช่วยยกระดับการวิจัยพัฒนาระบบอวัยวะจำลองของประเทศไทย เพราะในวงการวิจัยยังไม่มีใครสามารถสร้างมดลูกและรกที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ได้
ดังนั้นเราจะเป็นเจ้าแรกที่สร้างระบบอวัยวะจำลองสามมิติแบบนี้ขึ้นมา หากประสบความสำเร็จจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้เราศึกษาค้นพบกลไกการเกิดโรคพันธุกรรมต่างๆ อาทิ เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ( Endometriosis ), ผลกระทบจากโรคเบาหวานต่อมะเร็งและเนื้องอกมดลูก และแม้กระทั่งการศึกษาความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถทดสอบและพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่สั้นลง ช่วยลดการใช้สัตว์ทดลอง และลดความเสี่ยงในขั้นตอนการทดสอบในมนุษย์ เพราะอวัยวะจำลองมีความเหมือนมนุษย์มากที่สุดแล้ว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘โรงเรือนอัจฉริยะ’ ความหวังผลิตพืชอาหาร ในโลกยุคหลังโควิด
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
หนึ่งในบทเรียนและภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดจากวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ "การสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการเกษตร" โลกในยุคหลังโควิด มนุษย์จะปรับตัวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหันมาใส่ใจการผลิตอาหารมากขึ้น ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้พัฒนา 'โรงเรือนอัจฉริยะ' นวัตกรรมโรงเรือนปลูกพืชที่สามารถควบคุมระบบการปลูกพืชผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรทำงานได้สะดวกมากขึ้น พร้อมทั้งร่วมกับ บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ จำกัด ทดสอบการปลูกพืชในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายทดสอบการปลูกเมลอนให้มีขนาดผลและความหวานได้คุณภาพและตรงตามมาตรฐานของท้องตลาด เพื่อนำไปสู่การขยายผลความรู้แบบครบวงจรให้แก่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ
วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการ สท. อธิบายว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร มีบทบาทหน้าที่ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ให้เกิดการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืน ในครั้งนี้ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ
"โรงเรือนอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเป็นโรงเรือนแบบน็อกดาวน์โครงสร้าง SMART Greenhouse Knockdown สามารถขึ้นโครงและติดตั้งได้ในทุกพื้นที่ มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 5.6 เมตร ออกแบบหลังคา 2 ชั้นพร้อมพัดลมระบายอากาศ และประตูกันแมลง 2 ชั้น ช่วยลดปัญหาแมลงเล็ดลอดเข้าไปในแปลงปลูก การทำงานของโรงเรือนอัจฉริยะได้นำระบบเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ทีมีเซนเซอร์ต่างๆ มาช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ได้แก่ เซนเซอร์วัดความเข้มแสง ควบคุมการทำงานของม่านพรางแสง เซนเซอร์วัดความชื้นดิน ควบคุมการทำงานของระบบน้ำหยด เซนเซอร์วัดความชื้นอากาศ ควบคุมการทำงานของระบบพ่นหมอก และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ควบคุม การทำงานของพัดลมใต้หลังคา โดยเซนเซอร์ทั้งหมดสามารถแสดงผล แจ้งเตือน และควบคุมการทำงานผ่าน Smart phone และ Web base ด้วยเทคโนโลยีเพื่อทดสอบและพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมในการเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ฯ ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์เมลอนสายพันธุ์ดีเกรดพรีเมียมสำหรับทดลองปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการผลิต เพื่อร่วมค้นหาปัจจัยที่เหมาะสมในการเติบโตของเมลอน
นายสุวิทย์ ไตรโชค ผู้ก่อตั้ง บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า การคัดเลือกสายพันธุ์เมลอนที่ดีมาปลูก เป็นเรื่องที่นาวิต้าฟู้ดส์ให้ความสำคัญมาก ตั้งแต่การทดลองจนมั่นใจว่าเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ในเมืองไทย และ ได้ผลที่อร่อยตามความต้องการของผู้บริโภค บางสายพันธุ์ต้องใช้เวลาทดลองและคัดเลือกมากกว่า 5 ปี เป็นสายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งนี้จากการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้นาวิต้าฟู้ดส์ มีผลผลิต ที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ ปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การันตีด้วยใจผู้ปลูกและใบรับรอง (Certificate) จาก Central Lab และกรมวิชาการเกษตร
สายพันธุ์เมลอนที่นำมาทดลองปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. เพิร์ลเมลอนเนื้อเขียว (Green Pearl Melon) : เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ มีกลิ่นหอมสไตล์มินิมอล หอมเย็นๆ ทานแล้วสดชื่น รสชาติลงตัว 2. โกลเด้นดราก้อน (Golden Dragon Melon) เนื้อส้ม หวานกรอบ 3. กาเลียเมลอนญี่ปุ่น (Japanese Galia Melon) เนื้อสีขาว มีกลิ่นหอมเข้มข้นเฉพาะตัว และ 4. เพิร์ลเมลอนเนื้อส้ม (Orange Pearl Melon) เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ มีกลิ่นหอมสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ หอมหวานเข้ากัน ซึ่งในการทดลองปลูกจะมีการเก็บบันทึกข้อมูลนำไปสู่การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับผลการทดลองเพาะปลูกเมลอนทั้ง 4 สายพันธุ์ในโรงเรือนอัจฉริยะ นายเฉลิมชัย เอี่ยมสอาด นักวิชาการ ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่าง ดี ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเมลอนได้มาตรฐานทั้งขนาดของผลและรสชาติหวานเป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยข้อดีอันเป็นจุดเด่นของการเพาะปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะ คือ สะดวกในการดูแล สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก รวมถึงลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากแมลงและฝน "ในโรงเรือนนี้จะสามารถควบคุมการรดน้ำให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของพืชได้ เรื่องแสงเราก็สามารถปรับม่าน และสามารถพ่นสเปรย์หมอกเพื่อควบคุมความชื้นได้ด้วย ซึ่งในรอบการปลูกรอบแรกค้นพบวิธีการลดอุณหภูมิประมาณ 5 องศา เพื่อไม่ให้พืชป่วยได้ รอบการปลูกถัดไปเราจะได้ค่าที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งกำลังหาสูตรที่เหมาะสมในรอบการปลูกถัดไป
โดยองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการนี้ไปยกระดับการเพาะปลูกของตน เพื่อให้มีผลประกอบการที่สูงขึ้น ลดความเสี่ยงในการทำการเกษตร นำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่ง สท. - สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจ โดยสอบถามและดูงานได้ที่อุยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
อย่างไรก็ดีผลผลิตเมลอนเกรดพรีเมียมจากโรงเรือนอัจฉริยะ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ได้เก็บเกี่ยวและส่งมอบแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
แอปพลิเคชัน DDC-Care: ระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ COVID-19
สวทช. ร่วมกับ กรมควบคุมโรค สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน DDC-Care โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและประเมินสุขภาพผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด -19 ซึ่งจะต้องกักตัวเองอยู่ภายในที่พักอาศัยเป็นระยะเวลา 14 วัน ซึ่งกรมควบคุมโรคจะประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลสุขภาพที่ได้จากระบบ เพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ทันท่วงทีเมื่อมีอาการ ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 - กลุ่มผู้ป่วยที่มาตรวจที่โรงพยาบาล และโรงพยาบาลพิจารณาว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง จะได้รับคำแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน DDC-Care
กลุ่มที่ 2 – ผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามาตรวจและผลตรวจออกเป็น Positive กลุ่มผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะต้องได้รับการติดตั้งแอปพลิเคชัน DDC-Care ด้วย
ทั้งนี้ แอปพลิเคชันนี้ กรมควบคุมโรคได้ทดสอบกับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแล้วที่สถาบันบำราศนราดูร โดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะทำการส่งลิงก์ผ่านทาง SMS ซึ่งจะต้องมีการสมัครและ Log in เข้าไปใช้งาน กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจะต้องรายงานสุขภาพให้กับกรมได้ทราบในทุกวัน ปัจจุบันได้ทดลองกับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงฯ จำนวน 173 ราย และมีผู้ติดตั้งแอปพลิเคชันแล้ว 20 คน สำหรับการที่มีผู้ติดตั้งน้อย เนื่องจากเพิ่งเริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563
ในส่วนของการแสดงผลข้อมูลประกอบด้วย 2 มิติ คือ มิติแรกในส่วนของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค จะสามารถติดตามการรายงานสุขภาพของผู้ที่ความเสี่ยงฯ สถานภาพการกักตัวในที่พักอาศัย หากออกไปนอกพื้นที่จะสามารถติดตามการเดินทางและติดต่อผู้ที่มีความเสี่ยงได้ การนำเสนอข้อมูลผู้ที่มีความเสี่ยงฯ มี 4 ระดับ ได้แก่ประเทศ เขต จังหวัด และโรงพยาบาล โดยขึ้นกับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ฯ อีกมิติหนึ่ง คือ สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงฯ จะเป็นผู้ให้ข้อมูลมีแบบประเมินสุขภาพ เมื่อทำแบบประเมินทุกวัน จะมีผลการประเมินตอบกลับว่ามีอัตราความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเพิ่มขึ้นก็จะมีคำแนะนาให้โทรฯ มาที่กรมควบคุมโรค นอกจากนี้ยังมีข้อมูลแสดงสถานะสุขภาพเพิ่มเติมหลังจากกรอกข้อมูลสุขภาพแล้ว กรมฯ จะมีคำแนะนำซึ่งผู้ใช้ระบบจะได้ประโยชน์ในการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน ในส่วนของกรมฯ แล้ว ระบบ DDC-Care จะเป็นเครื่องมือในการควบคุม ตรวจสอบผู้ที่มีความเสี่ยงฯ ให้อยู่ในพื้นที่กักตัวเอง และดูผลของข้อมูลสุขภาพ ทั้งนี้หากมีสุขภาพแย่ลง ก็จะได้ให้ความช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้หากมีการแพร่ระบาดรุนแรง จะทำให้สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้ รวมถึงเป็นส่วนที่จะช่วยให้โรงพยาบาลได้จัดสรรเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งข้อมูลที่ได้กรอกเข้าระบบนี้จะเป็นข้อมูลความลับเท่านั้น
DDC-Care บนเว็บไซต์ NECTEC
วิดีโอแนะนำ
[VDO Eng Version] The instructions for using DDC-Care Application
[VDO Chinese Version] The instructions for using DDC-Care Application
เอกสารเพิ่มเติม
ขั้นตอนและการลงทะเบียนเพื่อใช้งาน DDC-Care
DDC-Care Dashboard
ขั้นตอนการทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่ รพ.
ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ
New Normal วิถีชีวิตใหม่ สถานีโทรทัศน์ NBT
TNN Startup
ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
Innolife เปิดความคิดสะกิดไอเดีย สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
รายการ “บ่ายนี้มีคำตอบ” MCOT HD
มติชนออนไลน์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สำนักข่าวไทย
ไทยรัฐ (24 มี.ค. 63)
ไทยรัฐ (2 เม.ษ. 63)
กรุงเทพธุรกิจ (2 เม.ษ. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
‘แชทบอท’ TraffyFondue ตัวช่วย หยุดโควิด-19
ทราฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) จากแพลตฟอร์มที่ใช้ในการรับแจ้งข้อร้องเรียนและปัญหาเมือง ทั้งขยะล้น ฟุตบาทเป็นหลุมบ่อ ไฟฟ้าดับ ผ่านระบบไลน์แชทบอทเพื่อ ถาม-ตอบ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็ว และยังส่งต่อข้อร้องเรียนไปยังผู้รับผิดชอบโดยตรง ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมื่อการแก้ปัญหาแล้วเสร็จ ระบบยังตอบกลับไปยังผู้แจ้งอีกด้วยระบบนี้รับแจ้งเรื่องจากประชาชนผ่านไลน์แชทบอท เหมือนคุยกับผู้รับผิดชอบเรื่องนั้นๆ โดยตรง ไม่ว่าจะแจ้งเรื่องอะไร ระบบแชทบอท จะถามว่า ท่านต้องการแจ้งเรื่องอะไร ท่านต้องการแจ้งพื้นที่ไหน ท่านมีรูปถ่ายหรือข้อมูลรายละเอียดไหม เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาระบบได้พัฒนารองรับการแจ้งปัญหามาอย่างต่อเนื่องทั้งปัญหาเมือง ปัญหาการเผา ลดฝุ่นควัน ตลอดจนล่าสุดปัญหาสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทีมวิจัยก็พร้อมประยุกต์ให้ระบบรองรับการแจ้งได้ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเวลานี้มีความพยายามสกัดกั้นโรคโควิด-19 ระบาดกันทุกวิถีทาง ทีมวิจัยจึงประยุต์ใช้ให้ Traffy Fondue ทำงานสนองกับสถานการณ์ โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ต้องการทราบว่าคนที่มีความเสี่ยงกับโรคโควิด-19 เดินทางกลับมายังภูมิลำเนามีอยู่ที่ใดบ้าง เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการคัดกรองคนที่เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดและมาจากพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการระบาดอยู่มากที่สุด ให้คนเหล่านั้นต้องมีส่วนรับผิดชอบสังคม โดยต้องกักตัวเองตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)เมื่อประชาชนเพิ่มเพื่อนในไลน์ (LINE) โดยพิมพ์ @traffyfondue ก็จะเป็นไลน์แชทบอท ให้แจ้งเมื่อพบว่ามีคนกลับมาภูมิลำเนาที่อาจมาจากพื้นที่เสี่ยง ระบบนี้จะแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพื้นที่ เข้าไปตรวจสอบและเมื่อตอบสอบเสร็จ เจ้าหน้าที่จะตอบกลับไปยังผู้แจ้งว่าได้ดำเนินการตรวจสอบ บุคคลหรือกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นแล้ว ไปยังผู้แจ้ง โดยฐานข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวบรวมไปให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปติดตามและป้องกันโรคในแต่ละพื้นที่ตามขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งนี้ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิค-19 มีความร้ายแรง จนทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทางภาครัฐต้องออกมาตรการขอความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมถึงการขอความร่วมมือสถานประกอบการบางแห่งปิดการทำงานเพื่อเป็นการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”ดร.วสันต์ กล่าวถึงประเด็นนี้ ว่า ด้วยการระบาดที่แพร่ไปทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศจึงเป็นตัวช่วยในการเป็นหูเป็นตาได้ดี อีกทั้งยังรู้ว่าใครเสี่ยงจากที่ไหนกลับมาในพื้นที่เมื่อไหร่ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ดี โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในมือถือของทุกคนเพื่อช่วยกันสอดส่องแจ้งข้อมูล แจ้งปัญหาต่างๆ ซึ่งในกรณีนี้คือการช่วยแจ้งข้อมูลคนที่กลับมายังภูมิลำเนาและมาจากพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่รับทราบ เป็นต้นสำหรับประชาชนที่เข้าไลน์แชทบอท @traffyfondue ระบบมีรูปแบบให้สามารถส่งตำแหน่ง (พิกัด) ภาพสถานที่ ที่ไม่ใช่ภาพบุคคล ชื่อเล่น เพศ เพื่อที่จะทำให้เจ้าฝ่ายปกครองท้องถิ่น ลงพื้นที่ ตรวจสอบและติดตามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นดร.วสันต์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้แชทบอท @traffyfondue เพื่อแจ้งเบาะแสของผู้เข้าข่ายเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่กลับมายังภูมิลำเนาแล้วจำนวนมาก เนื่องจากสามารถแจ้งได้ 24 ชั่วโมง โดยจังหวัดที่ประชาชนแจ้งกลับมาแล้ว เช่น มหาสารคาม ราชบุรี นครพนม ยโสธร หนองคาย เป็นต้น และยังมีอีกหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาในระบบแชทบอท จะขึ้นให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าพื้นที่ไหนมีจำนวนมากและได้รับการตรวจสอบพร้อมทั้งแจ้งกลับไปยังผู้แจ้งอีกด้วยว่าดำเนินการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วหรือยังขอเชิญชวนคนไทย มาร่วมกันแจ้งข้อมูลผ่านไลน์แชทบอทเพียงเพิ่มเพื่อน @traffyfondue หากพบคนจากพื้นที่เสี่ยงกลับภูมิลำเนา โดยแจ้งข้อมูลพิมพ์ #โควิด ตามด้วยชื่อเล่น เพศ ลักษณะที่อยู่หมู่บ้าน ชุมชน เพียงเท่านี้ให้ @traffyfondue เป็นอีกตัวช่วย หยุดการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ได้แล้วสุดท้ายนี้หากหน่วยงานใดที่ต้องการรับแจ้งเรื่องใดๆ จากประชาชน เช่น พบการเผาไร่ที่ไหนบ้าง ไข่ไก่ขายเกินราคาที่ไหนบ้าง สามารถติดต่อทีมวิจัยได้ที่เบอร์ 0869016124 (วสันต์) หรือ ID Line: joopbu เอกสารเพิ่มเติม คู่มือสำหรับแจ้งข้อมูล #โควิด ด้วย Traffy Fondueวิดีโอแนะนำการใช้งานแอป Traffy Fondueแจ้งปัญหาโควิดผ่าน Traffy Fondueข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อกรุงเทพธุรกิจInnolife เปิดความคิดสะกิดไอเดียผู้จัดการเนชั่นทีวีสำนักข่าวไทยกรุงเทพธุรกิจ (6 เม.ย. 63)มติชน (6 เม.ย. 63)คมชัดลึก (8 เม.ย. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
NIEMS-Care ระบบจัดการสถานการณ์โควิท-19 ในระดับชุมชน
NIEMS-Care คือ แอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในระดับชุมชนเพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยแต่ละครัวเรือนจะมีตัวแทนทำหน้าที่รายงานสถานะสุขภาพของสมาชิกในครัวเรือน เป็นประจำทุกวันผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีผู้ใหญ่บ้านหรือผู้แทน และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพสต.) ทำหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังผ่านทางหน้าสรุปข้อมูล (Dashboard) ของแอปพลิเคชัน หากพบประชาชนที่ดูแลอยู่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 หรือมีอการป่วยโควิด–19 อบต. หรือเทศบาล จะต้องรายงานศนูย์นเรนทร หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเดินเรื่องการดูแล ให้ความช่วยเหลือ และทำการป้องกันโรคต่อได้อย่างทันท่วงทีโดยในเดือนเมษายน 2563 มีการนำร่องใช้งานแอปพลิเคชันแล้วใน 11 พื้นที่จาก 11 จังหวัด จำนวนครัวเรือนที่ ลงทะเบียน 600 ครัวเรือน และกำลังจะขยายผลไปใช้งานในพื้นที่การดูแลของ อบต. หรือเทศบาลอื่นๆ ทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ การพัฒนาและขยายผลการใช้งานแอปพลิเคชันนี้มีหน่วยงานพันธมิตร คือ สพฉ. และ อบต./เทศบาล 11 แห่ง ติดต่อ: ดร.กิตติ วงค์ถาวราวัฒน์ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED)เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2522
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
ระบบติดตามการกระจายหน้ากากอนามัย
ระบบติดตามการกระจายหน้ากากอนามัย ของกระทรวงมหาดไทยเป็นระบบที่ใช้ในการติดตามการแจกจ่ายของกระทรวงแบบรายวัน (วันละ 1 ล้านชิ้น) ทั่วประเทศ โดยจะทำการบันทึก ตรวจรับ/แจกจ่ายหน้ากากอนามัย พร้อมกับแสดงรายงานการตรวจรับและแจกจ่ายของแต่ละหน่วยงานแยกตามพื้นที่ จากระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน กลุ่มผู้ใช้งานแบบรายวัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกระทรวงมหาดไทยปัจจุบันกำลังเตรียมการทดสอบใช้งานใน กทม. และนนทบุรี และขยายการใช้งานให้ครอบคลุมฝ่ายปกครองทั่วประเทศ (77 จังหวัดประมาณ 1,800 คน) ต่อไป ทั้งนี้ การพัฒนาภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทยกับงานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ฝ่ายสนับสนุนบริการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ติดต่อ: ดร.กริช นาสิงขันธุ์งานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ฝ่ายสนับสนุนบริการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2432E-mail: krich.nasingkun@nectec.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น


