ผลการค้นหา :
ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ ผู้พัฒนา ‘มดลูกจำลอง’ ครั้งแรกของไทย
เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา
เมื่อ ‘อวัยะจำลอง’ หรือ ออร์แกนอยด์ (organoids) กำลังถูกจับตาในฐานะเทคโนโลยีอันน่าอัศจรรย์ที่จะเป็นความหวังในการไขกลไกการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงการรักษาและการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพให้แก่คนทั้งโลก สิ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน คือนักวิจัยชาวไทยสามารถพัฒนา ‘มดลูกจำลอง’ อวัยวะจิ๋วที่มีความเสมือนจริงเป็นครั้งแรกของประเทศไทยได้สำเร็จ
ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอวัยวะจำลอง จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโบวดินคอลเลจ (Bowdoin College) เมืองบรันส์วิค และปริญญาโท-เอก ในมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์เทิร์น (Northwestern University) เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ภายใต้ทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปัจจุบันคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ก่อนจะกลับมาเป็นนักวิจัยในทีมวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลขั้นแนวหน้า ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เขาเริ่มลงมือพัฒนาลำไส้จำลองครั้งแรก เมื่อครั้งศึกษางานวิจัยเรื่องความผิดปกติของยีนที่มีผลกระทบต่อการได้ยินและระบบลำไส้ในหนูทดลอง ก่อนจะสานต่องานวิจัยถึงผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมียด้วยการสร้างมดลูกจำลองในเวลาต่อมา ขณะนี้เตรียมเดินหน้าสร้างรกจำลองเชื่อมต่อกับมดลูกจำลอง เพื่อศึกษายับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสซิกาจากแม่สู่ลูก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โครงการใน TDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างระบบอวัยวะหรือกายจำลองเพื่อศึกษาการเกิดโรคและทดสอบยา
ทำไมถึงสนใจศึกษาด้านการพัฒนาอวัยวะจำลอง
เทคโนโลยีนี้ถือเป็นความก้าวหน้าของการวิจัยทางชีววิทยาและทางการแพทย์ ที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการศึกษากลไกการเกิดโรคและทดสอบยาต่างๆ เพราะที่ผ่านมาจะเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ซึ่งกำลังมีปัญหาในเรื่องของหลักจริยธรรม ทำให้มีความพยายามนำเซลล์สัตว์หรือมนุษย์มาเพาะเลี้ยงให้ห้องปฏิบัติการ แต่ว่าที่ผ่านมายังเป็นการเลี้ยงเซลล์จำลองแบบ 2 มิติ คือเป็นการเลี้ยงเซลล์เป็นแผ่นบางๆ อยู่ที่ก้นจานเลี้ยงเชื้อ จากนั้นเซลล์เหล่านี้จะถูกนำมาศึกษาทดสอบ เช่น กลไกการโรคเป็นอย่างไร ยามีพิษหรือมีผลต่อเซลล์หรือไม่ แต่ระยะหลังนักวิจัยทั่วโลกเริ่มทบทวนว่า ร่างกายของคนเราแทบไม่มีอะไรที่เป็น 2 มิติเลย เพราะขนาดผิวหนังยังมีหลายชั้น ดังนั้นอาจจะมีระบบอื่นที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น จึงนำมาสู่การพัฒนาเซลล์ในรูปแบบ 3 มิติ หรืออวัยวะจำลองซึ่งมีความใกล้เคียงกับอวัยวะจริงในร่างกายมากขึ้น และเมื่อมีการนำใปใช้ศึกษาก็พบว่ามีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญอย่างมากในอนาคต
อวัยวะจำลองที่พัฒนาขึ้นส่วนใหญ่มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
อวัยวะจำลองที่พัฒนาขึ้นส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเซลล์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงแบบ 3 มิติจนมีลักษณะและคุณสมบัติเสมือนหรือคล้ายกับอวัยวะจริงในร่างกาย เป็นอวัยวะจิ๋วที่มีรูปร่างคล้ายลูกบอล มีขนาดเล็กๆ ไม่ถึงเซนติเมตร เกิดจากเซลล์ที่มาเกาะรวมกันในลักษณะ 3 มิติ หากเข้าไปดูระบบภายใน เราจะเห็นเซลล์มีการจัดเรียงตัวที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีการเรียงตัวเป็นชั้นๆ คล้ายกับอวัยวะจริง เพียงแต่รูปร่างหน้าตาและขนาดจะไม่ได้เหมือนกับอวัยวะจริงๆ ที่จะนำไปใช้ปลูกถ่ายอวัยวะได้ แต่ก็หวังว่างานในครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกในการพัฒนาอวัยวะจำลองสำหรับปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยได้จริงในอนาคตข้างหน้า
จุดเริ่มต้นในการพัฒนามดลูกจำลอง
ในช่วงที่เรียนปริญญาโท-เอก ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการได้ยินในหนูทดลอง ทั้งนี้ปกติคนทั่วไป เวลาเราอายุมากขึ้น ประสาทหูจะแย่ลง เราอยากรู้ว่ามีสาเหตุจากอะไร จึงทดลองทำให้หนูมีการกลายพันธุ์ของยีนชนิดหนึ่งซึ่งทำให้หนูสูญเสียการได้ยินตั้งแต่อายุน้อย ปรากฏว่ายีนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการได้ยินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของระบบลำไส้และระบบสืบพันธุ์ของหนูตัวเมียด้วย แต่เนื่องจากต้องศึกษาวิจัยแตกแขนงในหลายหัวข้อ จึงเลือกศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบการได้ยินและการทำงานของลำไส้ในหนูทดลองก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ลงมือพัฒนาลำไส้จำลองของหนูเป็นครั้งแรก ส่วนหูไม่ได้ทำอวัยวะจำลองเพราะสามารถผ่าตัดนำหูชั้นในของหนูออกมาวิจัยได้เลย กระทั่งเมื่อเรียนจบปริญญาเอก อาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งมาชวนให้วิจัยพัฒนาด้านมดลูกต่อ ช่วงนั้นเลยพยายามนำองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ ที่มีมาใช้เพาะเลี้ยงเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก กระทั่งสร้างมดลูกจำลองแบบสามมิติในห้องปฏิบัติการได้สำเร็จ
ความยากและท้าทายในการพัฒนามดลูกจำลอง
ยากมากเลย (หัวเราะ) เพราะเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างใหม่ เพิ่งมีการพัฒนาในช่วง 10 ปีหลังมานี้ เทคนิคการพัฒนาอวัยวะจำลองช่วงแรกๆ จะยากพอสมควร เราต้องดูว่าจะใส่สารอาหารชนิดไหน ฮอร์โมนแบบไหน โปรตีนชนิดใด เพื่อให้เซลล์ตอบสนองและมีการมาเกาะรวมตัวกัน รวมทั้งมีการเรียงตัวให้เหมือนอวัยวะจริง เช่น มดลูกซึ่งเป็นอวัยวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน เราต้องพยายามดูว่าจะใส่ฮอร์โมนชนิดใด ปริมาณเท่าไหร่ และต้องพยายามหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเลี้ยงเซลล์ให้เจริญเติบโตได้และมีอัตราการรอดสูง ซึ่งกว่าจะได้เซลล์มดลูกจำลองแบบ 3มิติ ที่มีความสมบูรณ์เสมือนจริงต้องใช้ระยะเวลานานเกือบปี พอนำมาย้อมสีเซลล์ โดยย้อมเซลล์ผิวของเยื่อบุโพรงมดลูกให้เป็นสีม่วง ย้อมเซลล์ชั้นเนื้อให้เป็นสีน้ำเงินได้ ภาพแรกที่เห็นเป็นมดลูกจำลองที่มีความสวยงามมาก แล้วก็เหมือนของจริงมาก เพราะว่าเราก็มีตัวอย่างชิ้นเนื้อจริงๆ มาเทียบด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างมดลูกจำลองแล้ว วางเป้าหมายต่อไปไว้อย่างไร
ก้าวต่อไปเราพยายามสร้างอวัยวะจำลองขึ้นมาหลายๆ อวัยวะ แล้วพยายามนำอวัยวะจำลองเหล่านี้มาเชื่อมต่อกันเพื่อลอกเลียนการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์มากขึ้น เพราะร่างกายคนเราประกอบด้วยระบบอวัยวะต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น เราจึงพยายามสร้างอวัยวะจำลองต่างๆ มาทำงานร่วมกันเป็นระบบอวัยวะ เพื่อดูกลไกการเกิดโรค การติดเชื้อ หรือกลไกการออกฤทธิ์ของยา เช่น การสร้างอวัยวะจำลองตับกับลำไส้มาไว้ด้วยกันเพื่อทดสอบยา เพราะยาจะผ่านลำไส้ก่อนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วไปที่ตับ โดยขณะนี้มีแผนทำโครงการวิจัยสร้างอวัยวะจำลองรกเพื่อทำงานร่วมกับมดลูกเพื่อศึกษากลไกการติดเชื้อไวรัสซิกาจากแม่สู่ทารกในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะมีการสร้างระบบอวัยวะจำลองด้วย
ทำไมถึงพุ่งเป้าไปที่เชื้อไวรัสซิกา
ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกยังประสบปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งยังไม่มียารักษา และไม่มีวัคซีนป้องกัน ในขณะที่การติดเชื้อไวรัสซิกาในผู้ใหญ่ที่แข็งแรงจะไม่มีอาการรุนแรง หรืออาจไม่แสดงอาการออกมาเลยก็ได้ แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หากได้รับเชื้อไวรัสซิกาอาจเป็นอันตราย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อทารกที่จะเสียชีวิตในครรภ์ เสียชีวิตขณะแรกเกิด หรือมีปัญหาพัฒนาการทางสมอง โดยร้อยละ 20 ของทารก หรือทารกกว่า 3,700 คน ที่รับเชื้อซิกาจากแม่มีปัญหาพัฒนาการทางสมอง สำหรับประเทศไทยแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้สูงมาก แต่งานวิจัยพบว่า ไทยมีประวัติการแพร่เชื้อไวรัสซิกาอย่างน้อย 16 ปีมาแล้ว โดยผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อ ตรวจพบเชื้อถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือเชื้อไวรัสซิกามีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก และมีพาหะนำโรคคือยุงลายเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตไวรัสซิกาอาจแพร่ระบาดคล้ายกับไข้เลือดออกที่เป็นปัญหาหลักในไทย อีกทั้งตอนนี้ไบโอเทค สวทช. อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเชื้อไวรัสซิกา แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก เราเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงคิดว่าเทคโนโลยีการสร้างอวัยวะจำลองจะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยได้
โครงการวิจัยฯ ดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว
ปัจจุบันโครงการวิจัยนี้ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 โครงการ จาก 121 ผู้สมัครจาก 37 ประเทศ ที่ชนะ TDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจัดตั้งเพื่อให้การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อในเขตร้อน โดยทางองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรอง 5 โครงการที่ได้รับคัดเลือกเพื่อจัดตั้ง Crowdfunding for Science หรือการระดมทุนเพื่องานวิจัย รวมไปถึงการฝึกอบรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายงบประมาณในการดำเนินงานวิจัยเบื้องต้นไว้ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 260,000 บาท โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนโครงการสามารถร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการได้ที่http://www.experiment.com/noZika4Baby ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม จนถึง 30 พฤศจิกายน 2563 เงินที่ระดมทุนได้จะนำไปใช้ในการสร้างระบบอวัยวะจำลองมดลูกและรกจากตัวอย่างเนื้อเยื่อคนไข้อาสาสมัคร เพื่อศึกษากระบวนการติดเชื้อไวรัสซิก้าในมดลูก ทดสอบแอนติบอดี้ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อซิก้า และการส่งต่อเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการวิจัยและการพัฒนาอวัยวะจำลอง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือการระบาดของโรคซิก้าไวรัสในประเทศไทยแล้ว เราสามารถนำผลงานวิจัยไปช่วยผู้ป่วยในประเทศที่ประสบปัญหา รวมถึงต่อยอดไปสู่การป้องกันโรคต่างๆ ที่มีการส่งผ่านจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ด้วย แต่ที่สำคัญคือโครงการนี้จะเป็นฐานในการสร้างระบบอวัยวะจำลองในห้องปฏิบัติการที่มีคุณสมบัติคล้ายกับร่างกายคนจริงมากขึ้น รวมทั้งช่วยยกระดับการวิจัยพัฒนาระบบอวัยวะจำลองของประเทศไทย เพราะในวงการวิจัยยังไม่มีใครสามารถสร้างมดลูกและรกที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ได้
ดังนั้นเราจะเป็นเจ้าแรกที่สร้างระบบอวัยวะจำลองสามมิติแบบนี้ขึ้นมา หากประสบความสำเร็จจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้เราศึกษาค้นพบกลไกการเกิดโรคพันธุกรรมต่างๆ อาทิ เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ( Endometriosis ), ผลกระทบจากโรคเบาหวานต่อมะเร็งและเนื้องอกมดลูก และแม้กระทั่งการศึกษาความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถทดสอบและพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่สั้นลง ช่วยลดการใช้สัตว์ทดลอง และลดความเสี่ยงในขั้นตอนการทดสอบในมนุษย์ เพราะอวัยวะจำลองมีความเหมือนมนุษย์มากที่สุดแล้ว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘โรงเรือนอัจฉริยะ’ ความหวังผลิตพืชอาหาร ในโลกยุคหลังโควิด
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
หนึ่งในบทเรียนและภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดจากวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ "การสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการเกษตร" โลกในยุคหลังโควิด มนุษย์จะปรับตัวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหันมาใส่ใจการผลิตอาหารมากขึ้น ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้พัฒนา 'โรงเรือนอัจฉริยะ' นวัตกรรมโรงเรือนปลูกพืชที่สามารถควบคุมระบบการปลูกพืชผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรทำงานได้สะดวกมากขึ้น พร้อมทั้งร่วมกับ บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ จำกัด ทดสอบการปลูกพืชในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายทดสอบการปลูกเมลอนให้มีขนาดผลและความหวานได้คุณภาพและตรงตามมาตรฐานของท้องตลาด เพื่อนำไปสู่การขยายผลความรู้แบบครบวงจรให้แก่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ
วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการ สท. อธิบายว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร มีบทบาทหน้าที่ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ให้เกิดการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืน ในครั้งนี้ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ
"โรงเรือนอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเป็นโรงเรือนแบบน็อกดาวน์โครงสร้าง SMART Greenhouse Knockdown สามารถขึ้นโครงและติดตั้งได้ในทุกพื้นที่ มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 5.6 เมตร ออกแบบหลังคา 2 ชั้นพร้อมพัดลมระบายอากาศ และประตูกันแมลง 2 ชั้น ช่วยลดปัญหาแมลงเล็ดลอดเข้าไปในแปลงปลูก การทำงานของโรงเรือนอัจฉริยะได้นำระบบเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ทีมีเซนเซอร์ต่างๆ มาช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ได้แก่ เซนเซอร์วัดความเข้มแสง ควบคุมการทำงานของม่านพรางแสง เซนเซอร์วัดความชื้นดิน ควบคุมการทำงานของระบบน้ำหยด เซนเซอร์วัดความชื้นอากาศ ควบคุมการทำงานของระบบพ่นหมอก และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ควบคุม การทำงานของพัดลมใต้หลังคา โดยเซนเซอร์ทั้งหมดสามารถแสดงผล แจ้งเตือน และควบคุมการทำงานผ่าน Smart phone และ Web base ด้วยเทคโนโลยีเพื่อทดสอบและพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมในการเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ฯ ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์เมลอนสายพันธุ์ดีเกรดพรีเมียมสำหรับทดลองปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการผลิต เพื่อร่วมค้นหาปัจจัยที่เหมาะสมในการเติบโตของเมลอน
นายสุวิทย์ ไตรโชค ผู้ก่อตั้ง บริษัท นาวิต้าฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า การคัดเลือกสายพันธุ์เมลอนที่ดีมาปลูก เป็นเรื่องที่นาวิต้าฟู้ดส์ให้ความสำคัญมาก ตั้งแต่การทดลองจนมั่นใจว่าเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ในเมืองไทย และ ได้ผลที่อร่อยตามความต้องการของผู้บริโภค บางสายพันธุ์ต้องใช้เวลาทดลองและคัดเลือกมากกว่า 5 ปี เป็นสายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งนี้จากการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้นาวิต้าฟู้ดส์ มีผลผลิต ที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ ปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การันตีด้วยใจผู้ปลูกและใบรับรอง (Certificate) จาก Central Lab และกรมวิชาการเกษตร
สายพันธุ์เมลอนที่นำมาทดลองปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. เพิร์ลเมลอนเนื้อเขียว (Green Pearl Melon) : เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ มีกลิ่นหอมสไตล์มินิมอล หอมเย็นๆ ทานแล้วสดชื่น รสชาติลงตัว 2. โกลเด้นดราก้อน (Golden Dragon Melon) เนื้อส้ม หวานกรอบ 3. กาเลียเมลอนญี่ปุ่น (Japanese Galia Melon) เนื้อสีขาว มีกลิ่นหอมเข้มข้นเฉพาะตัว และ 4. เพิร์ลเมลอนเนื้อส้ม (Orange Pearl Melon) เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ มีกลิ่นหอมสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ หอมหวานเข้ากัน ซึ่งในการทดลองปลูกจะมีการเก็บบันทึกข้อมูลนำไปสู่การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับผลการทดลองเพาะปลูกเมลอนทั้ง 4 สายพันธุ์ในโรงเรือนอัจฉริยะ นายเฉลิมชัย เอี่ยมสอาด นักวิชาการ ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่าง ดี ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเมลอนได้มาตรฐานทั้งขนาดของผลและรสชาติหวานเป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยข้อดีอันเป็นจุดเด่นของการเพาะปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะ คือ สะดวกในการดูแล สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก รวมถึงลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากแมลงและฝน "ในโรงเรือนนี้จะสามารถควบคุมการรดน้ำให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของพืชได้ เรื่องแสงเราก็สามารถปรับม่าน และสามารถพ่นสเปรย์หมอกเพื่อควบคุมความชื้นได้ด้วย ซึ่งในรอบการปลูกรอบแรกค้นพบวิธีการลดอุณหภูมิประมาณ 5 องศา เพื่อไม่ให้พืชป่วยได้ รอบการปลูกถัดไปเราจะได้ค่าที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งกำลังหาสูตรที่เหมาะสมในรอบการปลูกถัดไป
โดยองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการนี้ไปยกระดับการเพาะปลูกของตน เพื่อให้มีผลประกอบการที่สูงขึ้น ลดความเสี่ยงในการทำการเกษตร นำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่ง สท. - สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจ โดยสอบถามและดูงานได้ที่อุยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
อย่างไรก็ดีผลผลิตเมลอนเกรดพรีเมียมจากโรงเรือนอัจฉริยะ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ได้เก็บเกี่ยวและส่งมอบแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานต่อสู้กับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
แอปพลิเคชัน DDC-Care: ระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ COVID-19
สวทช. ร่วมกับ กรมควบคุมโรค สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน DDC-Care โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและประเมินสุขภาพผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด -19 ซึ่งจะต้องกักตัวเองอยู่ภายในที่พักอาศัยเป็นระยะเวลา 14 วัน ซึ่งกรมควบคุมโรคจะประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลสุขภาพที่ได้จากระบบ เพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ทันท่วงทีเมื่อมีอาการ ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 - กลุ่มผู้ป่วยที่มาตรวจที่โรงพยาบาล และโรงพยาบาลพิจารณาว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง จะได้รับคำแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน DDC-Care
กลุ่มที่ 2 – ผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามาตรวจและผลตรวจออกเป็น Positive กลุ่มผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะต้องได้รับการติดตั้งแอปพลิเคชัน DDC-Care ด้วย
ทั้งนี้ แอปพลิเคชันนี้ กรมควบคุมโรคได้ทดสอบกับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแล้วที่สถาบันบำราศนราดูร โดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะทำการส่งลิงก์ผ่านทาง SMS ซึ่งจะต้องมีการสมัครและ Log in เข้าไปใช้งาน กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจะต้องรายงานสุขภาพให้กับกรมได้ทราบในทุกวัน ปัจจุบันได้ทดลองกับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงฯ จำนวน 173 ราย และมีผู้ติดตั้งแอปพลิเคชันแล้ว 20 คน สำหรับการที่มีผู้ติดตั้งน้อย เนื่องจากเพิ่งเริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563
ในส่วนของการแสดงผลข้อมูลประกอบด้วย 2 มิติ คือ มิติแรกในส่วนของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค จะสามารถติดตามการรายงานสุขภาพของผู้ที่ความเสี่ยงฯ สถานภาพการกักตัวในที่พักอาศัย หากออกไปนอกพื้นที่จะสามารถติดตามการเดินทางและติดต่อผู้ที่มีความเสี่ยงได้ การนำเสนอข้อมูลผู้ที่มีความเสี่ยงฯ มี 4 ระดับ ได้แก่ประเทศ เขต จังหวัด และโรงพยาบาล โดยขึ้นกับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ฯ อีกมิติหนึ่ง คือ สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงฯ จะเป็นผู้ให้ข้อมูลมีแบบประเมินสุขภาพ เมื่อทำแบบประเมินทุกวัน จะมีผลการประเมินตอบกลับว่ามีอัตราความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเพิ่มขึ้นก็จะมีคำแนะนาให้โทรฯ มาที่กรมควบคุมโรค นอกจากนี้ยังมีข้อมูลแสดงสถานะสุขภาพเพิ่มเติมหลังจากกรอกข้อมูลสุขภาพแล้ว กรมฯ จะมีคำแนะนำซึ่งผู้ใช้ระบบจะได้ประโยชน์ในการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน ในส่วนของกรมฯ แล้ว ระบบ DDC-Care จะเป็นเครื่องมือในการควบคุม ตรวจสอบผู้ที่มีความเสี่ยงฯ ให้อยู่ในพื้นที่กักตัวเอง และดูผลของข้อมูลสุขภาพ ทั้งนี้หากมีสุขภาพแย่ลง ก็จะได้ให้ความช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้หากมีการแพร่ระบาดรุนแรง จะทำให้สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้ รวมถึงเป็นส่วนที่จะช่วยให้โรงพยาบาลได้จัดสรรเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งข้อมูลที่ได้กรอกเข้าระบบนี้จะเป็นข้อมูลความลับเท่านั้น
DDC-Care บนเว็บไซต์ NECTEC
วิดีโอแนะนำ
[VDO Eng Version] The instructions for using DDC-Care Application
[VDO Chinese Version] The instructions for using DDC-Care Application
เอกสารเพิ่มเติม
ขั้นตอนและการลงทะเบียนเพื่อใช้งาน DDC-Care
DDC-Care Dashboard
ขั้นตอนการทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่ รพ.
ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ
New Normal วิถีชีวิตใหม่ สถานีโทรทัศน์ NBT
TNN Startup
ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
Innolife เปิดความคิดสะกิดไอเดีย สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
รายการ “บ่ายนี้มีคำตอบ” MCOT HD
มติชนออนไลน์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สำนักข่าวไทย
ไทยรัฐ (24 มี.ค. 63)
ไทยรัฐ (2 เม.ษ. 63)
กรุงเทพธุรกิจ (2 เม.ษ. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
‘แชทบอท’ TraffyFondue ตัวช่วย หยุดโควิด-19
ทราฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) จากแพลตฟอร์มที่ใช้ในการรับแจ้งข้อร้องเรียนและปัญหาเมือง ทั้งขยะล้น ฟุตบาทเป็นหลุมบ่อ ไฟฟ้าดับ ผ่านระบบไลน์แชทบอทเพื่อ ถาม-ตอบ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็ว และยังส่งต่อข้อร้องเรียนไปยังผู้รับผิดชอบโดยตรง ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมื่อการแก้ปัญหาแล้วเสร็จ ระบบยังตอบกลับไปยังผู้แจ้งอีกด้วยระบบนี้รับแจ้งเรื่องจากประชาชนผ่านไลน์แชทบอท เหมือนคุยกับผู้รับผิดชอบเรื่องนั้นๆ โดยตรง ไม่ว่าจะแจ้งเรื่องอะไร ระบบแชทบอท จะถามว่า ท่านต้องการแจ้งเรื่องอะไร ท่านต้องการแจ้งพื้นที่ไหน ท่านมีรูปถ่ายหรือข้อมูลรายละเอียดไหม เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาระบบได้พัฒนารองรับการแจ้งปัญหามาอย่างต่อเนื่องทั้งปัญหาเมือง ปัญหาการเผา ลดฝุ่นควัน ตลอดจนล่าสุดปัญหาสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทีมวิจัยก็พร้อมประยุกต์ให้ระบบรองรับการแจ้งได้ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเวลานี้มีความพยายามสกัดกั้นโรคโควิด-19 ระบาดกันทุกวิถีทาง ทีมวิจัยจึงประยุต์ใช้ให้ Traffy Fondue ทำงานสนองกับสถานการณ์ โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ต้องการทราบว่าคนที่มีความเสี่ยงกับโรคโควิด-19 เดินทางกลับมายังภูมิลำเนามีอยู่ที่ใดบ้าง เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการคัดกรองคนที่เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดและมาจากพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการระบาดอยู่มากที่สุด ให้คนเหล่านั้นต้องมีส่วนรับผิดชอบสังคม โดยต้องกักตัวเองตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)เมื่อประชาชนเพิ่มเพื่อนในไลน์ (LINE) โดยพิมพ์ @traffyfondue ก็จะเป็นไลน์แชทบอท ให้แจ้งเมื่อพบว่ามีคนกลับมาภูมิลำเนาที่อาจมาจากพื้นที่เสี่ยง ระบบนี้จะแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพื้นที่ เข้าไปตรวจสอบและเมื่อตอบสอบเสร็จ เจ้าหน้าที่จะตอบกลับไปยังผู้แจ้งว่าได้ดำเนินการตรวจสอบ บุคคลหรือกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นแล้ว ไปยังผู้แจ้ง โดยฐานข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวบรวมไปให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปติดตามและป้องกันโรคในแต่ละพื้นที่ตามขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งนี้ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิค-19 มีความร้ายแรง จนทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทางภาครัฐต้องออกมาตรการขอความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมถึงการขอความร่วมมือสถานประกอบการบางแห่งปิดการทำงานเพื่อเป็นการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”ดร.วสันต์ กล่าวถึงประเด็นนี้ ว่า ด้วยการระบาดที่แพร่ไปทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศจึงเป็นตัวช่วยในการเป็นหูเป็นตาได้ดี อีกทั้งยังรู้ว่าใครเสี่ยงจากที่ไหนกลับมาในพื้นที่เมื่อไหร่ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ดี โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในมือถือของทุกคนเพื่อช่วยกันสอดส่องแจ้งข้อมูล แจ้งปัญหาต่างๆ ซึ่งในกรณีนี้คือการช่วยแจ้งข้อมูลคนที่กลับมายังภูมิลำเนาและมาจากพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่รับทราบ เป็นต้นสำหรับประชาชนที่เข้าไลน์แชทบอท @traffyfondue ระบบมีรูปแบบให้สามารถส่งตำแหน่ง (พิกัด) ภาพสถานที่ ที่ไม่ใช่ภาพบุคคล ชื่อเล่น เพศ เพื่อที่จะทำให้เจ้าฝ่ายปกครองท้องถิ่น ลงพื้นที่ ตรวจสอบและติดตามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นดร.วสันต์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้แชทบอท @traffyfondue เพื่อแจ้งเบาะแสของผู้เข้าข่ายเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่กลับมายังภูมิลำเนาแล้วจำนวนมาก เนื่องจากสามารถแจ้งได้ 24 ชั่วโมง โดยจังหวัดที่ประชาชนแจ้งกลับมาแล้ว เช่น มหาสารคาม ราชบุรี นครพนม ยโสธร หนองคาย เป็นต้น และยังมีอีกหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาในระบบแชทบอท จะขึ้นให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าพื้นที่ไหนมีจำนวนมากและได้รับการตรวจสอบพร้อมทั้งแจ้งกลับไปยังผู้แจ้งอีกด้วยว่าดำเนินการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วหรือยังขอเชิญชวนคนไทย มาร่วมกันแจ้งข้อมูลผ่านไลน์แชทบอทเพียงเพิ่มเพื่อน @traffyfondue หากพบคนจากพื้นที่เสี่ยงกลับภูมิลำเนา โดยแจ้งข้อมูลพิมพ์ #โควิด ตามด้วยชื่อเล่น เพศ ลักษณะที่อยู่หมู่บ้าน ชุมชน เพียงเท่านี้ให้ @traffyfondue เป็นอีกตัวช่วย หยุดการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ได้แล้วสุดท้ายนี้หากหน่วยงานใดที่ต้องการรับแจ้งเรื่องใดๆ จากประชาชน เช่น พบการเผาไร่ที่ไหนบ้าง ไข่ไก่ขายเกินราคาที่ไหนบ้าง สามารถติดต่อทีมวิจัยได้ที่เบอร์ 0869016124 (วสันต์) หรือ ID Line: joopbu เอกสารเพิ่มเติม คู่มือสำหรับแจ้งข้อมูล #โควิด ด้วย Traffy Fondueวิดีโอแนะนำการใช้งานแอป Traffy Fondueแจ้งปัญหาโควิดผ่าน Traffy Fondueข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อกรุงเทพธุรกิจInnolife เปิดความคิดสะกิดไอเดียผู้จัดการเนชั่นทีวีสำนักข่าวไทยกรุงเทพธุรกิจ (6 เม.ย. 63)มติชน (6 เม.ย. 63)คมชัดลึก (8 เม.ย. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
NIEMS-Care ระบบจัดการสถานการณ์โควิท-19 ในระดับชุมชน
NIEMS-Care คือ แอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในระดับชุมชนเพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยแต่ละครัวเรือนจะมีตัวแทนทำหน้าที่รายงานสถานะสุขภาพของสมาชิกในครัวเรือน เป็นประจำทุกวันผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีผู้ใหญ่บ้านหรือผู้แทน และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพสต.) ทำหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังผ่านทางหน้าสรุปข้อมูล (Dashboard) ของแอปพลิเคชัน หากพบประชาชนที่ดูแลอยู่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 หรือมีอการป่วยโควิด–19 อบต. หรือเทศบาล จะต้องรายงานศนูย์นเรนทร หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเดินเรื่องการดูแล ให้ความช่วยเหลือ และทำการป้องกันโรคต่อได้อย่างทันท่วงทีโดยในเดือนเมษายน 2563 มีการนำร่องใช้งานแอปพลิเคชันแล้วใน 11 พื้นที่จาก 11 จังหวัด จำนวนครัวเรือนที่ ลงทะเบียน 600 ครัวเรือน และกำลังจะขยายผลไปใช้งานในพื้นที่การดูแลของ อบต. หรือเทศบาลอื่นๆ ทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ การพัฒนาและขยายผลการใช้งานแอปพลิเคชันนี้มีหน่วยงานพันธมิตร คือ สพฉ. และ อบต./เทศบาล 11 แห่ง ติดต่อ: ดร.กิตติ วงค์ถาวราวัฒน์ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED)เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2522
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
ระบบติดตามการกระจายหน้ากากอนามัย
ระบบติดตามการกระจายหน้ากากอนามัย ของกระทรวงมหาดไทยเป็นระบบที่ใช้ในการติดตามการแจกจ่ายของกระทรวงแบบรายวัน (วันละ 1 ล้านชิ้น) ทั่วประเทศ โดยจะทำการบันทึก ตรวจรับ/แจกจ่ายหน้ากากอนามัย พร้อมกับแสดงรายงานการตรวจรับและแจกจ่ายของแต่ละหน่วยงานแยกตามพื้นที่ จากระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน กลุ่มผู้ใช้งานแบบรายวัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกระทรวงมหาดไทยปัจจุบันกำลังเตรียมการทดสอบใช้งานใน กทม. และนนทบุรี และขยายการใช้งานให้ครอบคลุมฝ่ายปกครองทั่วประเทศ (77 จังหวัดประมาณ 1,800 คน) ต่อไป ทั้งนี้ การพัฒนาภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทยกับงานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ฝ่ายสนับสนุนบริการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ติดต่อ: ดร.กริช นาสิงขันธุ์งานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี ฝ่ายสนับสนุนบริการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2432E-mail: krich.nasingkun@nectec.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
หน้ากากอนามัย Safie Plus
จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มุ่งพัฒนาหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก สารพิษ และเชื้อโรค ซึ่งเมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ยังสามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ได้พัฒนาหน้ากากอนามัยโดยใช้ 2 เทคโนโลยี ดังนี้
หน้ากากอนามัย Safie Plus
เซฟีพลัส (Safie Plus) คือหน้ากากอนามัยประสิทธิภาพสูง ผลิตโดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดยหน้ากากมีความหนา 4 ชั้น แผ่นชั้นกรองพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการเคลือบสารไฮดรอกซีอาปาไทต์และไทเทเนียมบนเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดักจับฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กและจุลินทรีย์ จึงช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 และป้องกันสารพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึงกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งไวรัส และแบคทีเรียเมื่อถูกแสงแดด ที่สำคัญเซฟีพลัสยังถูกออกแบบให้มีความกระชับกับใบหน้า แต่ยังหายใจได้สะดวก ไม่อึดอัด ทำให้สวมใส่ได้เป็นเวลานานปัจจุบัน หน้ากากอนามัยเซฟีพลัสผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM2.5 ได้ 99% ตามมาตรฐาน ASTM F2299 จาก TÜV SÜD ประเทศสิงคโปร์ และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการกรองไวรัส (Viral filtration efficiency: VFE) ได้ 99% จาก Nelson Laboratory สหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อไวรัส H1N1 (Influenza A Virus) โดยมหาวิทยาลัยมหิดล
สำหรับการนำไปใช้งาน ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้ผลิตหน้ากากนอกการควบคุม เพื่อแจกจ่ายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ได้ประสานขอตัวอย่างหน้ากากอนามัยเซฟีพลัส เพื่อออกแบบหน้ากากอนามัยรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับผู้ผลิตเอกชนที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตตามมาตรฐาน ISO 13485 ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตออกมาเพื่อทดลองใช้งานได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป
ติดต่อ: ดร.นฤภร มนต์มธุรพจน์
ทีมวิจัยเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ฝังใน
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์
เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4437
E-mail: naruporn.mon@nstda.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
หน้ากากอนามัย N-Breeze
จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในระดับที่มี ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติจึงมุ่งพัฒนาหน้ากากอนามัยที่ป้องกัน ฝุ่นขนาดเล็ก สารพิษ และเชื้อโรค ซึ่งเมื่อเกิดการระบาดของโรค โควิด-19 ยังสามารถนํามาใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์
หน้ากากอนามัย N-Breeze
คือแผ่นกรองจากเส้นใยขนาดเล็ก ผลิตโดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งพัฒนาจากเทคโนโลยีการขึ้นรูปเส้นใย นาโน ด้วยองค์ประกอบเฉพาะร่วมกับเทคนิคอิเล็กโทรสปินนิงและเทคโน โลยีแผ่นเส้นใยไมโครไฟเบอร์ ทําให้ได้แผ่นเส้นใยแบบไม่ถักไม่ทอทีมีลักษณะ เป็นรูพรุนขนาดเล็กจํานวนมาก ซึ่งสามารถคัดกรองอนุภาคขนาดเล็ก แต่ยอมให้อากาศผ่านได้ จึงมีคุณสมบัติพิเศษต่างจากแผ่นกรองทั่วไป สามารถดักจับอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศขนาด 0.3-2.5 ไมครอน เหมาะ สําหรับการกรองฝุ่น PM2.5 ป้องกันละอองของเหลวที่อาจปนเปื้อนเชื้อ โรคและต้านแบคทีเรีย โดยตัวแผ่นกรองยังมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น นํ้าหนักเบา ทนต่อแรงดึงได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถออกแบบเอ็นบรีซ ให้มีคุณสมบัติที่หลากหลายเพิ่มเติมเข้ามาได้ด้วย เช่น ทําความสะอาดตัว เอง สะท้อนนํ้ า และทนต่อแสงแดด ทําให้นําไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลาย อุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมเครื่องปรับ อากาศ อุตสาหกรรมยานยนต์ และนําไปใช้ทดแทนแผ่นกรองอากาศที่มี ราคาสูงในท้องตลาดได้
แผ่นกรองจากเส้นใยเอ็นบรีซผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการกรอง ฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ้างอิงตามมาตรฐานยุโรปและสหรัฐอเมริกา เช่น EN149 FFP1, EN149 FFP2, EN149 FFP3, ASTM F2299 และ NIOSH N95 รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการกรองละอองของ เหลวที่มีเชื้อโรค เช่น Viral filtration efficiency (VFE), Bacterial filtration efficiency (BFE) ได้ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาหลายฉบับ และอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ
ปัจจุบันมีการนําเอ็นบรีซมาประยุกต์ใช้ผลิตหน้ากากอนามัยที่มี รูปแบบใช้งานสะดวก เช่น รุ่น N-Breeze M01 โดยมีการออกแบบเพิ่ม พื้นที่หายใจให้กว้างกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา กระชับใบหน้าแต่ไม่ ปิดแน่น (Semi-facial fit) ทําให้หายใจสะดวกมากขึ้น และมีสายคล้องหู ที่มีผิวสัมผัสนุ่ม จึงรู้สึกเบาสบายขณะสวมใส่ มีประสิทธิภาพการกรอง ทั้งอนุภาคและละอองของเหลวที่ดีมาก (VFE > 99%, BFE > 99%, PFE (ASTM F2299) 0.1 > 99%, 0.3 > 99%, 0.5 um > 99%) สามารถนํา ไปใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเพื่อลดการแพร่กระจาย เชือโรค สําหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เช่น ในสถานการณ์การระบาด ของโรคโควิด-19 โดยเอ็นบรีซและต้นแบบดังกล่าวนับเป็นเทคโนโลยี สิ่ง ทอสมัยใหม่ ทีตอบโจทย์เรื่องมลภาวะและโรค ติดต่อในระบบทางเดินหายใจที่ทั่วโลกกําลังเผชิญ
ติดต่อ:
ดร.วรล อินทะสันตา
กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
เบอร์โทรศัพท์: 02 564 7100 ต่อ 6580
E-mail: varol@nanotec.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
เครื่องพิมพ์ 3 มิติ นวัตกรรมผลิต Face Shield
ใบหูเทียม หัวใจเทียมจากเนื้อเยื่อมนุษย์ คือผลงานความสำเร็จอันน่าทึ่งจากเทคโนโลยี ‘การพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing’ นวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดว่าจะสามารถสร้างขึ้นได้จริงในห้องปฏิบัติการ แต่ในขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ผลิต ‘หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield’เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันนักรบเสื้อกาวน์ให้ปลอดภัยจากไวรัสมรณะ
FabLab สร้าง Face Shield
อุปกรณ์สำคัญที่ช่วยหยุดยั้ง ป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19 นอกจากหน้ากาก N95 และหน้ากากอนามัยแล้ว หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างมากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันการฟุ้งกระจายของสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ
โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือFabLab สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทั้งส่วนกลางที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และเครือข่าย FabLab ภูมิภาค รวมถึงเครือข่ายนักประดิษฐ์หรือ Maker ได้ร่วมกันใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในโครงการ FabLab เร่งผลิต Face Shield ที่มีความแข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า เมื่อปี 2561 คณะรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบประมาณให้ สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรมเพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือ FabLab ทางโครงการฯ ได้ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้ ‘โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabLab)’ ในสถานศึกษาทั้งโรงเรียนที่มีการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา และวิทยาลัยเทคนิค รวมจำนวน 150 แห่ง กระจายใน 68 จังหวัดในประเทศ เพื่อให้เยาวชนมีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงาน จากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องตัดเลเซอร์ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทาง FabLab บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษา และมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 17 แห่ง ได้รวมพลังใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ที่มีในโครงการฯ มาสร้างสรรค์อุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Face shield จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ, กล่องป้องกันฟุ้งกระจาย (Aerosol), ต้นแบบเครื่องกดเจล ล้างมืออัตโนมัติ, ส่วนประกอบเคาน์เตอร์คัดกรองผู้ป่วย เป็นต้น เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อตรวจคัดกรองและรักษาผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรค COVID-19”
3D printing พิมพ์ Face Shield
การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการการสร้างโมเดลเสมือนจริงหรือการขึ้นรูปชิ้นงานซึ่งทำได้ด้วยวัสดุหลากหลายแบบ ทั้งพลาสติก ยาง โลหะ ไนลอน อัลลอย จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้นอกจากสร้างสิ่งที่คิดให้เป็นจริงได้แล้ว การสร้างชิ้นงานยังมีความยืดหยุ่น และมีความจำเพาะเจาะจงต่อผู้ใช้ได้ ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนา Face Shield มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างมากด้วย
ปริญญา ผ่องสุภา วิศวกรประจำโครงการ FabLab ฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. กล่าวว่า อุปกรณ์ Face shield ที่ผลิตขึ้นเพื่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ทีมวิศวกรได้ต่อยอดแบบการขึ้นรูป Face shield จากเมกเกอร์ Prusa Protective Face Shield Model : RC2 ที่ส่งแบบมาพิมพ์ต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ FabLab โดยมีการปรับแก้ไขแบบและพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ได้รูปแบบที่ใช้งานได้สะดวกและรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่เป็นระยะเวลานาน
ปริญญา ผ่องสุภา
“ในการพัฒนาได้มีการเขียนแบบและพัฒนาต้นแบบโมเดล 3 มิติ จากนั้นนำมาแบ่งโมเดลออกเป็นชั้นๆ เพื่อทำการแปลงให้เป็น G-Code หรือภาษาสำหรับการสั่งงานเครื่องจักรให้เคลื่อนที่ไปตามตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนนำไปพิมพ์ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยที่ FabLab เป็นวิธีการฉีดเส้นพลาสติกที่เรียกว่า FDM หรือ Fused Deposition Modeli เป็นเทคนิคการพิมพ์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีราคาถูกกว่าการพิมพ์ด้วยเทคนิคอื่นๆ สามารถสร้างชิ้นงานที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หรือชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง เนื่องจากวัสดุมีความแข็งแรง มีวัสดุการพิมพ์ให้เลือกใช้หลายแบบ และวัสดุพิมพ์มีราคาถูก เมื่อเทียบกับวัสดุของเครื่องประเภทอื่น เช่น เรซิ่น ผงไนล่อน หรือผงเหล็ก”
สำหรับ Face Shield ที่ออกแบบขึ้นนั้น ปริญญา อธิบายว่า ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนหลัก ได้แก่ กระบังด้านหน้า (Visor) แผ่นพลาสติกใส (Clear plastic sheet) และสายรัดศีรษะ (Elastic head band) โดยที่แผ่นพลาสติกใสและสายรัดศีรษะ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ชิ้นส่วนกระบังด้านหน้านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ อีกทั้งยังเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก เพราะจะต้องสัมผัสกับผู้ใช้งานโดยตรง เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง คงทนและยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับศรีษะของผู้สวมใส่แต่ละคนได้
นอกจากนี้ยังได้คำนวณระยะห่างระหว่างแผ่นใสกับใบหน้าให้มีตำแหน่งที่เหมาะสม เนื่องจากต้องคำนึงถึงผู้ที่สวมแว่นตาหรือแพทย์พยาบาลที่ต้องสวมแว่นตาทางการแพทย์ซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งด้วย รวมทั้งยังพัฒนา Face Shield ให้สามารถถอดเปลี่ยนแผ่นพลาสติกใส เมื่อต้องการทำความสะอาดหรือเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ โดยขณะนี้ FabLab ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สามารถผลิต Face shield ได้วันละ 50 ชิ้น
“Face Shield ที่ผลิตออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทุกชิ้นจะมีการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ทั้งการลบคม การปรับแต่งอุปกรณ์ให้สวมใส่สบาย ปรับแต่งแผ่นใสให้มีความมนไม่แหลมคม ซึ่งจะเป็นอันตรายในการสวมใส่”
Face Shield เพื่อนักรบเสื้อกาวน์
ตลอดระยะเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 โครงการฯ FabLab ได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ผลิต Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาและคัดกรองผู้ป่วย COVID-19 อย่างต่อเนื่อง
(จากซ้าย) ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.
นายปริญญา ผ่องสุภา วิศวกรประจำโครงการ FabLab สวทช.
และนางปิ่น ช่างทอง ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการ FabLab โรงรียนดัดดรุณี
ดร.อ้อมใจ กล่าวว่า โครงการฯ FabLab ได้ส่ง Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์แล้วจำนวน 9 โรงพยาบาล จำนวนรวม 599 ชุด เช่น รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รพ.ปทุมธานี รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน รพ.ราชวิถี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.เสรีรักษ์ รพ.สามโคก (ปทุมธานี) แผนกการแพทย์ กองบริการ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน และโครงการฯ ยังเตรียมการผลิตต่อเนื่องเพิ่มอีก 680 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานีตามที่ทีมแพทย์และพยาบาลแจ้งความประสงค์เข้ามา นอกจากนี้ยังได้มีการอัพโหลดไฟล์ Face Shield ต้นแบบโมเดล 3 มิติ ไว้ในระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ thingiverse (www.thingiverse.com/thing:4260273) เพื่อนำมาเป็นแบบ สำหรับแจกจ่ายให้กับเครือข่าย FabLab และหน่วยงานที่สนใจร่วมกันนำไปผลิตหรือพัฒนาต่อยอดวิธีการผลิตขึ้นรูป เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึงปัจจุบันมียอดผู้ดาวน์โหลดมากกว่า 300 ครั้ง
“นอกจากนี้เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษา ในภูมิภาคต่างๆ ยังได้ดำเนินการผลิตและจัดทำอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ FabLab วิทยาลัยเทคนิคปัตตานีผลิตและจัดทำกล่องป้องกันฟุ้งกระจาย จำนวน 70 กล่อง, Face shield จำนวน 200 ชิ้น ส่งมอบให้โรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ หน่วยกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และมอบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปัตตานี เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดทำต้นแบบเครื่องกดเจลล้างมืออัตโนมัติ ส่งมอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจำนวน 5 เครื่อง เป็นต้น”
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัท XYZprinting Thailand ได้สนับสนุนโครงการ FabLab มอบเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพิ่มเติมให้กับบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรจำนวน 5 เครื่อง และมอบให้กับโรงเรียน วิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอีก 15 เครื่อง เพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส COVID-19
ปนัดดา มักสัมพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดัดดรุณี จ.ฉะเชิงเทรา เครือข่ายโครงการ FabLab กล่าวว่า FabLab เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ฝึกให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์มีความเป็น ‘นักนวัตกร’ ซึ่งในโรงเรียนมีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จะมารวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโครงการฯ เป็น ‘ชุมนุมนักนวัตกรรม’ เพื่อให้นักเรียน ครูและวิศวกรผู้ช่วยได้นำไอเดียมาร่วมกันสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เป็นชิ้นงานนวัตกรรมเพื่อใช้ในเชิงสาธารณประโยชน์
“โดยในสถานการณ์การระบาด COVID-19 ครั้งนี้ แม้ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคปิดกั้นความคิดของเหล่านวัตกรที่ได้อาสามาระดมสมองผ่านการประชุมออนไลน์ เพื่อคัดเลือกไอเดียที่ดีที่สุดมาออกแบบเป็นโมเดล และส่งต่อให้วิศวกรผู้ช่วยดำเนินการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติออกมาเป็นชิ้นงาน นักเรียนบางคนที่อยู่ใกล้โรงเรียนก็มากับผู้ปกครองเพื่อรับอุปกรณ์ไปทำที่บ้าน ขณะที่ครูและลูกจ้างช่วยกันประกอบชิ้นงานและนำไปส่งมอบตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งนักเรียนทุกและบุคลากรทุกคนต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน”
เช่นเดียวกับ ปริญญา ที่ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มีโอกาสร่วมพัฒนา Face shield ครั้งนี้ว่า การที่พวกเราได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถ ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มาประดิษฐ์ Face shield และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากๆ ยิ่งเมื่อได้ยินคุณหมอและพยาบาลแจ้งว่า Face shield ใช้งานได้ดี สวมใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคืองกับผิวเมื่อต้องสวมใส่เป็นเวลานาน ลดการเกิดฝ้าบริเวณแผ่นพลาสติกได้ดี ทำให้ยิ่งรู้สึกดีใจมากที่พวกเราซึ่งแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ยังพอมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวก ลดความเสี่ยงติดเชื้อให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้
ในยามที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาด นับเป็นโอกาสที่เหล่า ‘นวัตกร’ จะได้ใช้ความรู้ และเทคโนโลยีที่มีในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมเพื่อร่วมฝ่าฟัน พิชิตไวรัส COVID-19
บทความโดย : อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กรุงเทพธุรกิจ (23 เม.ษ. 63)
มติชน (27 เม.ษ. 63)
ไทยรัฐ (12 พ.ค. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
Germ Saber Robot ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) หน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาและทดสอบ นวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี หรือ “Germ Saber Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี (UV) สามารถเข้าถึงการฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เฉพาะและจุดเสี่ยงโรคต่างๆ ได้ดี เนื่องจากระหว่างการฆ่าเชื้อโรค พื้นที่เหล่านั้นจะต้องปลอดคน เพราะการใช้แสงยูวีแม้จะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี แต่ต้องระมัดระวังหากนำไปใช้ไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้
ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD)
ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี หรือ “Germ Saber Robot” ที่พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วยหลอดยูวี-ซี (UV-C ) ขนาดพลังงานรวม 300 วัตต์ พร้อมชุดควบคุมไฟ มีความพิเศษตรงที่สามารถบังคับให้ขับเคลื่อนไปยังจุดต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ควบคุม “รีโมตคอนโทรล” เพื่อสั่งการให้หุ่นยนต์เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาและหมุนตัวแบบ 360 องศา เพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคทุกสภาพพื้นที่
รังสีอัลตราไวโอเล็ตหรือแสง UV เป็นสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง 10 นาโนเมตรถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งมีความถี่ที่สูงกว่าที่ตาเรามองเห็นได้ โดยหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot” ที่พัฒนาขึ้นนี้ ใช้แสง UV-C (ความยาวคลื่นอยู่ในย่านความถี่ประมาณ 250 นาโนเมตร) เป็นแสง UV ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ความยาวคลื่นนี้แสง UV จะทำลายดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อราและเชื้อโรคชนิดต่างๆ หยุดยั้งประสิทธิภาพในการแพร่พันธุ์และฆ่าพาหะเหล่านี้ในที่สุด
ทดสอบการฆ่าเชื้อในห้องแบบปิด
การนำหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี หรือ UV “Germ Saber Robot” มาใช้ประโยชน์ในช่วงที่ประเทศไทยมีการระบาดของโรคโควิด-19 จะช่วยให้สถานที่ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากน้ำยาฆ่าเชื้อ ช่วยลดการตกค้างหรือปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่สำคัญหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคสามารถฆ่าละอองฝอยของเชื้อที่ลอยในอากาศได้ และยังสามารถใช้ฆ่าเชื้อบนพื้นผิวของอุปกรณ์เฉพาะ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์ ที่ไม่สามารถโดนน้ำหรือน้ำยาเคมีได้ เป็นต้น
ทดสอบการฆ่าเชื้อในลิฟต์
ผลทดสอบการฆ่าเชื้อในลิฟต์
(แถวบนก่อนฆ่าเชื้อ
แถวล่างหลังฆ่าเชื้อผ่านไป 48 ชม.)
ดร.ศิวรักษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot ทีมวิจัยต้องการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในยามที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อและน้ำยาฆ่าเชื้อโรคต่างๆ จึงเร่งผลิตหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ขึ้นมา เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมในการฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่ใช้งานได้สะดวกทุกที่และตลอดเวลา โดยการฆ่าเชื้อโรคในรัศมีโดยรอบ 1-2 เมตร เป็นระยะเวลา 15-30 นาทีต่อจุด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวต่างๆ ได้
ทั้งนี้ทีมวิจัยเตรียมความพร้อมของหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี โดยวางแผนนำร่องทดสอบการใช้งานที่สถานพยาบาลแห่งแรก คือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และหน่วยงานต่างๆ ต่อไป สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจให้ทีมวิจัยทำการผลิต หรือนำไปทดลองใช้งานสามารถติดต่อได้ที่ ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. โทร. 02-564-7000 กด 2521
วิดีโอแนะนำ
ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ
รายการข่าว สถานี Thai PBS
รายการข่าว ช่อง 7
เว็บไซต์ Techsauce
เว็บไซต์ National Geographic
กรุงเทพธุรกิจ
ไทยรัฐ
ผู้จัดการ
บ้านเมือง
ไทยโพสต์
ข่าวสด
สำนักข่าวไทย
กรุงเทพธุรกิจ (25 มี.ค. 63)
เดลินิวส์ (26 มี.ค. 63)
เดลินิวส์ (27 มี.ค. 63)
Bangkok Post (3 เม.ษ. 63)
ไทยโพสต์ (5 เม.ษ. 63)
ประชาชาติธุรกิจ (13 เม.ษ. 63)
ผู้จัดการรายวัน 360 (29 เม.ษ. 63)
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
MagikTuch ลิฟต์ไร้สัมผัส ขจัดโควิด-19
ปัจจุบันมีโรคระบาดเกิดขึ้นจำนวนมาก และหลายโรคสามารถติดต่อกันผ่านพื้นที่ที่มีคนใช้งานโดยการสัมผัสร่วมกัน เช่น ที่จับประตู และปุ่มกดลิฟต์โดยสาร ดังนั้นการลดการสัมผัสที่บริเวณจุดเสี่ยง จึงสามารถช่วยลดโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคและลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อเหล่านี้ได้
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์(NSD) ได้พัฒนานวัตกรรม ‘MagikTuch’ ลิฟต์ไร้สัมผัสเพื่อช่วยลดการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
Touchless
สั่งการด้วยระบบเซนเซอร์ เพียงใช้หลังมือบังหน้าปุม่ เลขชั้นที่ต้องการในระยะห่าง 2-3 เซนติเมตร เซนเซอร์ จะตรวจจับข้อมูลชั้นที่ต้องการเลือกและสั่งการลิฟต์ให้โดยอัตโนมัติ
ระบบมีการออกแบบให้สามารถป้องกันความผิดพลาดในการสั่งการ โดยเซนเซอร์จะตรวจจับเมื่อวางมือไว้ที่ตำแหน่งปุ่มเลขชั้นปุ่มเดียวเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่าระบบจะสั้งการได้อย่างแม่นยำ ลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากการสั่งการที่ผิดพลาด
Infection Prevention
ด้วยระบบที่ออกแบบให้ไม่ต้องมีการสัมผัสปุ่มกดลิฟต์ จึงช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการใช้งาน ลดการแพร่กระจายและสะสมเชื้อโรคภายในลิฟต์
Easy Installation
ชุดอุปกรณ์ MagikTuch เป็นอุปกรณ์สำหรับดัดแปลงปุ่มกดลิฟต์ให้เป็นระบบไร้สัมผัส ซึ่งสามารถติดตั้งเข้าไปบนลิฟต์ตัวเดิมโดยไม่ต้องเจาะตัวลิฟต์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของระบบประกันจากบริษัทผู้ติดตั้งและผู้ดูแลลิฟต์
สามารถออกแบบให้รองรับจำนวนชั้นที่แตกต่างกันตามสถานที่ที่ติดตั้ง
รองรับการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ทั้ง AC และ DC
ติดต่อ: ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์
เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2557
E-mail: pornanong.pon@nstda.or.th
ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ
ไทยพีบีเอส
ผู้จัดการออนไลน์
TheReporter Asia
สยามรัฐ
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น
Germ ZerO3 Sterilizer ตู้อบโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรค
ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 การดูแลรักษาความสะอาดของสถานที่และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ปราศจากเชื้อโรค คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ซึ่งการฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซน (O3) เป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและนิยมใช้กันมานาน โดยเฉพาะในยามที่ขาดแคลนแอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเครื่อง Germ ZerO3 Sterilizer หรือตู้อบโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพื่อใช้ในการกำจัดเชื้อโรคบนอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น โทรศัพท์ ธนบัตร กระเป๋าสตางค์ เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรคที่อาจก่อให้เกิดโรค โดยนำสิ่งของที่ต้องการฆ่าเชื้อโรคใส่เข้าไปในเครื่อง Germ ZerO3 Sterilizer และเปิดเครื่องเพื่อเริ่มทำงาน เครื่องจะจ่ายไฟฟ้าแรงสูงเพื่อผลิตโอโซนในปริมาณความเข้มข้น 25-50 ppm เป็นเวลา 30 นาที ซึ่งจะแสดงสถานะทำงานเป็นไฟสีแดง เมื่อสิ้นสุดกระบวนการกำจัดเชื้อโรคแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการสลายโอโซน เพื่อให้ปริมาณโอโซนลดความเข้มข้นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยกับมนุษย์ และจะแสดงสถานะเป็นไฟสีเขียว เพื่อแสดงว่าปลอดภัยและสามารถเปิดบานประตูเพื่อนำสิ่งของในตู้ออกมาได้ ซึ่งจากการทดสอบการกำจัดเชื้อโรคของเครื่อง Germ ZerO3 Sterilizer พบว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคบนอุปกรณ์ที่นำมาใช้ทดสอบได้เป็นอย่างดี
ติดต่อ: ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์
เบอร์โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2557
E-mail: pornanong.pon@nstda.or.th
ผลงาน/นวัตกรรมรับมือโควิด-19
ผลงานวิจัยเด่น


