หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เยาวชนไทยเจ๋ง! คว้าแชมป์เอเชียการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ของ NASA
เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ‘ทีมอินเดนเทชัน เออเร่อ’จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับเอเชีย เอาชนะเยาวชนคู่แข่งจาก 8 ประเทศ โดยสามารถทำคะแนนเป็นอันดับ 1 จากการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ของ NASA บนสถานีอวกาศนานาชาติ ในโครงการคิโบะ โรบอต โปรแกรมมิ่ง ชาเลนจ์ ครั้งที่ 2 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้สนับสนุนเยาวชนทีมอินเดนเทชัน เออเร่อ (Indentation Error) จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โดยสมาชิกในทีม 3 คน ประกอบด้วย นายธฤต วิทย์วรสกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (หัวหน้าทีม) นายกรปภพ สิทธิฤทธิ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และเด็กชายเสฎฐพันธ์ เหล่าอารีย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นทีมชนะเลิศจากการแข่งขัน โครงการ The 2nd  Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์ประเทศไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชียผ่านทางออนไลน์ โดยในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา องค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ได้จัดการแข่งขันโครงการ The 2nd  Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์เอเชียทางออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนักบินอวกาศญี่ปุ่นทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมเยาวชนจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ให้ปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมสถานีอวกาศ โดยมีตัวแทนเยาวชนจาก 9 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมอินเดนเทชัน เออเร่อ จากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Best Achievement Onboard Award มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นการแสดงความสามารถในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา JAVA ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติให้เคลื่อนที่ไปอ่าน QR Code และยิงแสงเลเซอร์เข้าเป้าหมายทำคะแนนได้สูงสุดของการแข่งขัน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวแสดงความยินดีกับทีมอินเดนเทชัน เออเรอ (Indentation Error) และขอบคุณน้อง ๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาคเอเชีย จากความตั้งใจของน้องๆ เมื่อได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ทาง สวทช. ได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ได้ช่วยประสานงานกับทาง JAXA ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวและการฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขัน ซึ่งจากความสำเร็จของน้อง ๆ ในครั้งนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องทั้งสามคนจะได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า และมีโอกาสที่ดี ได้แบ่งปัน ต่อยอด และถ่ายทอดให้กับเพื่อน ๆ และน้อง ๆ เยาวชนไทยรุ่นต่อไป และเชื่อมั่นว่าน้องทั้งสามคนจะเป็นกำลังสำคัญในอนาคตของประเทศไทย ด้าน นายธฤต วิทย์วรสกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ตัวแทนทีม Indentation Error กล่าวถึงความรู้สึกหลังทราบผลการแข่งขันว่า "รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก เพราะรู้สึกประหม่าไปเหมือนกัน เมื่อเห็นผลการรันโปรแกรมของทีมอื่นๆ ที่ออกมาดี สามารถควบคุมให้หุ่นยนต์ Astrobee เคลื่อนที่ไปอ่าน QR code และยิงเลเซอร์ไปยังเป้าหมายได้ ผมคิดว่าที่ทีมเราสามารถชนะเลิศได้เพราะสามารถบังคับหุ่นยนต์ Astrobee ให้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าทำให้คะแนนออกมาดี ผมต้องขอขอบคุณ JAXA  ที่จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา และขอบคุณ สวทช. ที่จัดการแข่งขันในประเทศไทยพร้อมทั้งสนับสนุนทีมเราเป็นอย่างดีในการมาร่วมแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ทีมเราได้เรียนรู้หลายเรื่องในการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ที่ใช้งานบนสถานีอวกาศนานาชาติ และต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนผลักดันให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ทีมอินเดนเทชัน เออเร่อ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครอง ด้วยคะแนน 28.86 pt (A Class) ส่วนทีมอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Enigma Systems จากบังคลาเทศ คะแนน 19.16 pt (A Class) และทีมอันดับที่ 3 ได้แก่ ทีม GeminiPYTW จากไต้หวัน (C Class) สามารถรับชมการแข่งขันย้อนหลังได้ทาง YouTube ของ JAXA ที่ลิงก์ https://youtu.be/eDXf1ISUBmA ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวโครงการกิจกรรมวิทยาศาสตร์อวกาศสำหรับเยาวชน ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/jaxa-thailand  และแฟนเพจ NSTDA SPACE Education
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รับสมัคร นักวิจัย ผู้ประกอบการที่มีผลงานวิจัยพร้อมออกสู่เชิงพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการ Leaders in Innovation Fellowships (LIF) Programme 2022
รับสมัคร นักวิจัย ผู้ประกอบการ ที่มีผลงานวิจัยพร้อมออกสู่เชิงพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการ Leaders in Innovation Fellowships (LIF) Programme 2022 โครงการความร่วมมือระหว่าง สอวช. บพข. สกสว. และ สวทช. ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก The Royal Academy of Engineering (RAEng) ประเทศอังกฤษ . ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับ - สิทธิในการเข้าอบรม Introduction to Research Commercialisation ณ ประเทศไทย - การนำเสนอแผนธุรกิจนวัตกรรม (Pitching) เพื่อคัดเลือกให้เข้าอบรมตามโปรแกรมของ RAEng - การอบรมตามโปรแกรมของ RAEng ประเทศอังกฤษ - การสร้างเครือข่ายนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ . สนใจดูรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://www.nstda.or.th/home/news_post/lif-programme-2022/ รับสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 29 ต.ค. 64
ปฏิทินกิจกรรม
 
รับสมัครข้อเสนอโครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย: ด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม (Research and Invention for Thai Innovation List Gap Fund)ประจำปีงบประมาณ 2564 หรือโครงการ RGF5 ⏰⏰ปิดรับข้อเสนอโครงการ วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นี้ ⏰⏰!!! ตามที่ สวทช. ได้รับการสนับสนุนทุนอุดหนุนเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2564 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เรื่อง โครงการเร่งการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย : ด้านสิ่งแวดล้อม ขอเรียนเชิญนักวิจัยที่มีความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งมีความสนใจขอรับการถ่ายทอดงานวิจัย หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยของรัฐ ในช่วงการวิจัยต่อยอดผลงานที่มีต้นแบบระดับภาคสนาม (Field Prototype) หรือมีความพร้อมสำหรับการขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์/บริการในระดับอุตสาหกรรม ร่วมส่งข้อเสนอโครงการ เพื่อรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลุ่ม BCG (Bio /Circular /green) 1.โครงการที่เกี่ยวข้องกับการต้านภัยแล้ง 2.โครงการด้านสิ่งแวดล้อม เริ่มรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ก่อนเวลา 17.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 71687, 71386, 71389 หรือ Email: rgf@nstda.or.th อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.nstda.or.th/home/services_post/research-gap-fund-2021/
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดนวัตกรรมอัจฉริยะโดดเด่นบนเวที AI Innovation JumpStart Batch3สวทช.พร้อมผลักดันต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับกิจกรรม “AI Innovation JumpStart Batch3: Pitching Online” เวทีที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะ รวมไปถึงบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี เข้ามานำเสนอผลงานนวัตกรรมเพื่อเตรียมต่อยอดนำไปใช้จริงในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 มีทีมนักพัฒนา 22 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกและเข้ามานำเสนอผลงาน 22 นวัตกรรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand: SWP) เปิดเผยว่า การนำเสนอผลงานต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ในโครงการ AI Innovation JumpStart นี้เพื่อส่งเสริมการสร้างต้นแบบนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด มีผู้ใช้งานจริง และสามารถขยายผลได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย Thailand 4.0 พร้อมกับการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงให้มีความรู้ความสามารถในการสร้างต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์และสามารถเติบโตไปเป็นธุรกิจได้ในอนาคต สำหรับทีมนักพัฒนานวัตกรรมทั้ง 22 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกนั้น มีผลงานนวัตกรรมโดดเด่นและน่าสนใจ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มนวัตกรรม ประกอบด้วย เทคโนโลยีด้านการเกษตร, เทคโนโลยีด้านการตลาดและส่งเสริมการขาย , เทคโนโลยีงานอุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการแพทย์ โดยทุกทีมได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสชาติ (สวทช.) ทีมละ 100,000 บาท เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนานวัตกรรมต่อไป การนำเสนอผลงานนวัตกรรมในกิจกรรมครั้งนี้ ยังมีการมอบรางวัล Popular Vote จำนวน 3 รางวัล ๆ ละ 5,000 บาท แบ่งเป็น 2 ผลงานที่ได้รับรางวัลจากคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้รับชมใน Zoom Meeting ได้แก่ เครื่องคัดมะม่วงคุณภาพด้วย AI จากทีม I-Mango และระบบควบคุมการปลูกผักอัตโนมัติด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับโรงเรือนปิด จากทีม ThaiHand AI และอีก 1 ผลงานที่ได้รับรางวัล Popular Vote จากที่มีจำนวนผู้เข้าไปกด Like ผลงานมากที่สุดในเฟสบุ๊ค SWP JumpStart ได้แก่ หุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ ของทีม EasyKids Robotics โดย ทีม I-Mango จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้นำเสนอผลงานการพัฒนา “เครื่องคัดมะม่วงคุณภาพด้วย AI” ตอบโจทย์เกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่มักประสบปัญหาการคัดเกรดมะม่วงซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้คนคัดแยกและไม่ได้มาตรฐานการตัดเกรดมะม่วง ทำให้เกษตรกรสูญเสียโอกาสและรายได้จากการคัดเกรดมะม่วงที่ผิดพลาด โดยทีมได้นำเทคโนโลยีการประมวลภาพ (Image Processing) มาประยุกต์เข้ากับซอฟต์แวร์ AI พัฒนาเป็นเครื่องที่มีลักษณะสายพานสามารถคัดแยกมะม่วงได้ตามเกรด A , B และ C โดยให้ AI เรียนรู้และจดจำจากการวัดขนาดผล และดูลักษณะของผิวผลของมะม่วงที่แตกต่างกันปัจจุบันเครื่องคัดมะม่วงคุณภาพด้วย AI ยังเป็นต้นแบบอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบจดจำหรืออัลกอลิทึมให้มีความแม่นยำและมีความรวดเร็วในการคัดแยก เพื่อให้เป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้รับซื้อ ทีมนักพัฒนาจากบริษัท ThaiHand A.I. นำเสนอผลงานการพัฒนา “ระบบควบคุมการปลูกผักอัตโนมัติด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับโรงเรือนปิด” โดยนำ AI มาประยุกต์เข้ากับระบบการควบคุมสภาวะการปลูกพืชในโรงเรือน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและควบคุมสภาวะต่าง ๆ ในโรงเรือนให้เหมาะสำหรับพืชแต่ละชนิดได้อัตโนมัติทั้งอุณหภูมิ ความชื้น สภาพแสง จุดเด่นของระบบคือ เป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยควบคุมแตกต่างจากระบบทั่วไปที่ยังใช้การตั้งเวลา นอกจากนี้ทีมยังได้พัฒนาหุ่นยนต์สำหรับตรวจสอบการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งแตกต่างจากระบบทั่วไปที่ยังใช้คนเข้าไปตรวจสอบ และที่สำคัญข้อมูลสภาวะที่เหมาะสมกับปลูกผักแต่ละชนิด จะถูกส่งไปเก็บในระบบ Cloud เป็นฐานข้อมูลใน Web Server เกษตรกรรายอื่น ๆ สามารถเข้าไปดูได้ว่าสภาวะโรงเรือนปัจจุบันเหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดใดได้บ้าง โดยทีมมีความเชื่อมั่นว่าระบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลิตได้ 30% และลดแรงงานได้ถึง 50% และทีมนักพัฒนาจากบริษัท EasyKids Robotics นำเสนอผลงาน “หุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ” เป็นหุ่นยนต์ที่มีหน้าจอสามารถแสดงสีหน้าต่าง ๆ พร้อมกับมีเสียงสามารถพูดทักทายโต้ตอบได้ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในงานบริการหรือห้างร้าน ๆ ต่างที่มีลูกค้ามาใช้บริการ โดยภายในหุ่นยนต์มีระบบ Face Detection ตรวจจับและจดจำใบหน้าบุคคล สามารถพูดทักทาย โต้ตอบ และให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ได้ รวมถึงยังมีระบบการลงทะเบียน รองรับระบบการชำระเงินรูปแบบต่าง ๆ และมีระบบการจัดคิวและเรียกคิวลูกค้า เปรียบเสมือนเป็นพนักงานต้อนรับ ช่วยให้ลดขั้นตอนการใช้บริการและเพิ่มความรวดเร็วของลูกค้า ปัจจุบันมีคลินิคทันตกรรมบางแห่งนำหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะไปทดลองใช้จริงแล้ว ซึ่งใช้ได้ผลดีกับเด็ก ๆ ที่มารอใช้บริการทำฟัน โดยทีมพัฒนาตั้งเป้านำไปใช้ในกลุ่มร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ต่อไป ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความพยายาม และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้เข้าร่วมโครงการที่พัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เพื่อยกระดับปรับเปลี่ยนความสามารถของผลิตภัณฑ์และบริการ ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน เป็นไปตามแนวโน้มความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างนวัตกรรมใหม่ที่จะมีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมอนาคต นอกจากนี้ยังมีอีกหลายผลงานนวัตกรรมโดดเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากเวที “AI Innovation JumpStart Batch3: Pitching Online” เช่น ระบบการปลูกมะเขือเทศอัจฉริยะ , นวัตกรรมตรวจสอบคุณภาพทุเรียน , AI tools สำหรับงานขายของแบรนด์ , หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูง , ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีการเทรดในตลาดทุน , อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยอัตโนมัติ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลนวัตกรรมได้ที่ https://swpark.or.th/index.php/booklet-jumpstar-3/
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เทคโนโลยีการผลิต “Cider vinegar” เครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้ไทย
อัปเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 11 มิถุนายน 2567 (ท้ายบทความ)   “Cider vinegar” หรือ “น้ำส้มสายชูหมัก” เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะกรดแอซีติก (Acetic acid) ซึ่งเป็นสารสำคัญในเครื่องดื่มประเภทนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารและควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ดี ส่งผลให้ตลาดของผลิตภัณฑ์ Cider vinegar มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าในปี 2570 ผลิตภัณฑ์ Cider vinegar ในตลาดโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดนี้น้อย เพราะแม้จะมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ แต่ผู้ประกอบการไทยยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงยากแก่การผลิตสินค้าในระดับอุตสาหกรรม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar แบบขั้นตอนเดียว สำหรับวัตถุดิบการเกษตรของไทย โดยเป็นกระบวนการผลิตแบบง่ายและต้นทุนต่ำ ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีแปรรูปสินค้าการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้   [caption id="attachment_27165" align="aligncenter" width="450"] นายยุทธนา กิ่งชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช.[/caption]   [caption id="attachment_27164" align="aligncenter" width="700"] ทีมวิจัยจากไบโอเทค สวทช.[/caption]   นายยุทธนา กิ่งชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า จุดเริ่มต้นการทำวิจัยนี้มาจากความต้องการของบริษัทเอแอนด์พี ออร์ชาร์ด 1959 จำกัด ผู้ผลิตมังคุดที่ต้องการแก้ปัญหามังคุดล้นตลาดด้วยการนำมาแปรรูปเป็น Cider vinegar เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยบริษัทฯ พยายามพัฒนากระบวนการหมักกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ในกระบวนการหมักที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar จากต่างประเทศก็มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากต่อการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ไบโอเทค สวทช. มีองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์และมีคลังจุลินทรีย์ที่พบในประเทศไทยจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่นำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar จากมังคุดในระดับอุตสาหกรรมร่วมกัน “โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาคือต้องเป็นเทคโนโลยีที่ง่ายและต้นทุนไม่สูง ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Cider vinegar แบบขั้นตอนเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการหมักแบบช้า (Slow process) ที่ทำให้ได้ Cider vinegar ที่มีกลิ่นรสเฉพาะของวัตถุดิบโดยไม่ต้องปรุงแต่งด้วยสารเติมแต่งภายหลังการหมัก โดยได้พัฒนาเทคโนโลยีใน 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรผสมที่สามารถผลิตเอทานอลและกรดแอซีติกจากการหมักได้พร้อมๆ กัน ซึ่งกระบวนการเดิมต้องหมักถึง 2 ขั้นตอน คือหมักให้เกิดเอทานอลก่อนแล้วนำมาหมักต่อให้ได้กรดแอซีติกภายหลัง     ส่วนที่สองคือการพัฒนาสภาวะที่เหมาะสมและง่ายสำหรับการหมัก เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำส้มสายชูหมักที่มีคุณภาพและปลอดภัย ทั้งยังสามารถลดระยะเวลาการหมักจาก 6 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน โดยส่วนของระบบของการหมักมีการออกแบบแยกเป็นยูนิต 1 ยูนิตของการหมักประกอบด้วยถังหมักพลาสติกชนิด food grade ขนาด 100 ลิตร จำนวน 4 ถัง ซึ่งสามารถผลิต cider vinegar ได้ประมาณ 280 ลิตร จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ผู้ผลิตสามารถปรับเพิ่มหรือลดจำนวนถังหมักและระบบการให้อากาศเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่ต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องหมักครบทุกถัง หรือหากต้องการเพิ่มปริมาณการผลิตก็ทำได้ง่าย เพียงทำการเพิ่มจำนวนยูนิตของการหมักเท่านั้น นอกจากนี้กระบวนการเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์และอุปกรณ์การผลิตยังมีราคาถูกและใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่าเทคโนโลยีที่นำเข้าจากต่างประเทศมาก ที่สำคัญคือ Cider vinegar จากมังคุดที่ผลิตได้ยังมีคุณภาพดีทั้งกลิ่นและรสชาติมีคุณภาพสม่ำเสมอตามมาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นให้แก่มังคุดมากกว่า 50 เท่า”   [caption id="attachment_27159" align="aligncenter" width="640"] Cider vinegar จากมังคุดออร์แกนิกแบบพร้อมดื่ม แบรนด์ Sukina Drink[/caption]   ปัจจุบันบริษัทเอแอนด์พี ออร์ชาร์ด 1959 จำกัด ได้ร่วมทุนกับบริษัทเอสคิวไอ กรุ๊ป จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ “Cider Vinegar จากมังคุดออร์แกนิกแบบพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ Sukina Drink” วางจำหน่ายในตลาดแล้ว ความพิเศษของผลิตภัณฑ์นอกจากสรรพคุณหลักของกรดแอซีติกที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว มังคุดยังมีสารสำคัญ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบ และสารอื่นๆ ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ อีกด้วย นายยุทธนา เล่าว่า เทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูหมักแบบขั้นตอนเดียวสามารถประยุกต์ใช้ในการผลิต Cider vinegar ครอบคลุมวัตถุดิบการเกษตรของไทยได้หลากหลาย เพียงเกษตรกรหรือผู้ประกอบการมีวัตถุดิบที่มีจุดเด่นที่คุ้มค่าต่อการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์   [caption id="attachment_27158" align="aligncenter" width="640"] Cider vinegar จากสัปปะรด แบรนด์ SINAR[/caption]   “ปัจจุบันไบโอเทคได้ขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีสู่การผลิต Cider vinegar จากสัปปะรด ให้แก่บริษัทซินอา บริว จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำส้มสายชูกลั่นที่ต้องการขยายตลาดสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ โดยมีการจำหน่ายสินค้าแล้วใน “แบรนด์ SINAR (ซินอา)” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Cider vinegar สูตรไม่ปรุงแต่งรสและปราศจากน้ำตาล จึงเหมาะสำหรับนำไปทำเครื่องดื่มและอาหารเพื่อสุขภาพ มีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดคอเลสเตอรอล เหมาะแก่ผู้บริโภคอาหารแบบคีโตเจนิค (Ketogenic diet) และผู้ดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ในอนาคตไบโอเทคยังมีแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ กระเทียมดำ ผลเชอร์รีกาแฟ และอ้อย ฯลฯ เนื่องจากตลาด Cider vinegar มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในไทย เอเชียแปซิฟิก รวมถึงตลาดโลก” เทคโนโลยีการผลิตน้ำส้มสายชูหมักแบบขั้นตอนเดียวที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย นับเป็นโอกาสสำคัญของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการยกระดับ เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Economy Model) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับเศรษฐกิจฐานชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม     อัปเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 11 มิถุนายน 2567 (ท้ายบทความ)   ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายแล้ว 3 ผลิตภัณฑ์ คือ cider vinegar จากมังคุด (บริษัทเอแอนด์พี ออร์ชาร์ด 1959 จำกัด) สับปะรด (บริษัทซินอา บริว จำกัด) และกระเทียมดำ (บริษัทนพดาซุปเปอร์ฟู้ดส์ จำกัด) และมีอีก 2 ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเอกชนอีก 2 เจ้าอยู่ระหว่างเตรียมการผลิต คือ cider vinegar จากอ้อย และลำใย   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย : ไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ขอเชิญร่วมงานประชุมนานาชาติ Food Innopolis International Symposium 2021
กลับมาอีกครั้งกับงานประชุมนานาชาติ Food Innopolis International Symposium 2021 งานสัมมนานวัตกรรมอาหารระดับนานาชาติประจำปีครั้งที่ 4 โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Driving a Sustainable Future Through Bio-Circular-Green Economy การพัฒนาประเทศไทยสู่ Bio-Circular-Green Economy หรือ "โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" จำเป็นต้องเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ขยะล้นเมือง ภาวะโลกร้อน ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชากร โดย "อาหาร" เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการก้าวสู่ Bio-Circular-Green Economy โดย Food Innopolis สวทช. และ TMA ในวันที่ 9 - 10 พฤศจิกายน 2564 (งานสัมมนาออนไลน์ - บรรยายภาษาอังกฤษ พร้อมระบบแปลภาษา) ราคาบัตร (สำหรับเข้างาน 2 วัน) --- TMA-Member 1,800 บาท / Non-Member * 2,400 บาท --- บัตรกลุ่ม 5 ใบ ราคาพิเศษ: ติดต่อ TMA ลงทะเบียนได้ทาง link: www.fiisthailand.com/register/ รายละเอียดกำหนดการและข้อมูลเพิ่มเติมที่ : www.fiisthailand.com
ปฏิทินกิจกรรม
 
ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ SELF TEST จากนาโนเทค สวทช. ผ่านการประเมินเทคโนโลยีจาก อย.
หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Professional Use สำหรับผู้ใช้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต่อยอดสู่ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือแบบ SELF TEST ด้วยเทคนิค LFA ซึ่งผ่านการประเมินเทคโนโลยีจาก อย. เรียบร้อยแล้ว หวังเป็นทางเลือกช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อ เพื่อลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ ส่งไม้ต่อเอกชน ขยายกำลังการผลิต รองรับความต้องการของตลาด ดร.ภญ.ณัฐปภัสร วิริยะชัยพร ทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST นั้น เป็นชุดตรวจเชื้อโควิด-19 แบบรวดเร็วชนิดการตรวจหาแอนติเจน (เทคนิค LFA) หรือ NANO Covid-19 Antigen Rapid Test ที่อาศัยหลักการไหลในแนวราบ และการจับกันแบบจำเพาะของโมเลกุลที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อโคโรนาไวรัส โดยโมเลกุลดังกล่าวจะถูกติดสลากด้วยวัสดุนาโนตอบสนองชนิดพิเศษ ร่วมกับการพัฒนาและปรับสภาพองค์ประกอบต่างๆในชุดตรวจเพื่อให้สัญญาณ/เพิ่มสัญญาณ จนอ่านสัญญาณได้ภายใน 15 นาที “หลังจากเราพัฒนาชุดตรวจฯ แบบ Professional Use เสร็จแล้ว สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นโยบายจากภาครัฐที่เน้นเรื่องความสำคัญในการขยายการเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ของประชาชนให้มากขึ้น จึงมีการอนุมัติให้สามารถใช้ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือหลายคนเรียกว่า ชุดตรวจฯ แบบ Home Use หรือ Self-Test ซึ่งทางนาโนเทคเองก็มองเห็นความสำคัญ ช่วยเปลี่ยนผ่านงานวิจัย ต่อยอดมาเป็นชุดตรวจแบบ SELF TEST” ดร.ภญ.ณัฐปภัสรเผย นักวิจัยนาโนเทคชี้ว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST ที่พัฒนาขึ้นนั้น ใช้หลักการตรวจหาแอนติเจนแบบรวดเร็ว (เทคนิค LFA) เหมือนกัน แต่ความแตกต่างคือ แบบ Professional Use ที่ผู้ทำการตรวจคัดกรองจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ และก้านเก็บตัวอย่างจะพิเศษกว่า ทั้งในแง่ของความยาว และความยืดหยุ่น เพื่อให้เก็บตัวอย่างได้ในตำแหน่งที่ลึก ในขณะที่แบบ SELF TEST จะเป็นประชาชนทั่วไป ก้านเก็บตัวอย่างจะแข็งและสั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บระหว่างใช้งานของผู้ใช้ที่ไม่คุ้นชิน นอกจากนี้ ยังแตกต่างในด้านการแปลผล ที่แบบ Professional Use ซึ่งทำในสถานพยาบาล ซึ่งจะมีเครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ในระดับห้องปฏิบัติการรองรับในการวิเคราะห์และแปลผล ในขณะที่แบบ SELF TEST จะแปลผลจากชุดตรวจโดยผู้ใช้งานโดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Professional Use หรือแบบ SELF TEST ดร.ภญ.ณัฐปภัสรย้ำว่า หากผลการทดสอบเป็นบวกด้วยวิธี Antigen Rapid Test นี้ ต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีอนูวิทยาหรือ RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) แบบ SELF TEST นั้น ผู้ใช้งานสามารถทำการตรวจหาเชื้อได้เองที่บ้านด้วยการใช้ก้านเก็บตัวอย่างสอดเข้าไปในโพรงจมูก (ลึก 1.5-2.5 เซนติเมตร) โดยหมุนก้านเก็บตัวอย่างเพื่อป้ายให้ทั่วโพรงจมูกไปทางซ้าย 5 รอบ และทางขวา 5 รอบ จากนั้น ทำซ้ำกับโพรงจมูกอีกข้าง นำก้านเก็บตัวอย่างมาจุ่มในหลอดน้ำยาชุดตรวจ 1 นาทีโดยบีบปลายก้านเก็บตัวอย่าง แล้วดึงก้านเก็บตัวอย่างออก ปิดหลอดบรรจุน้ำยาชุดตรวจไว้อีก 1 นาที จากนั้น เตรียมการทดสอบโดยนำตลับชุดตรวจวางบนพื้นที่ราบเสมอกันและสะอาด บีบหลอดบรรจุน้ำยาชุดตรวจที่ผสมตัวอย่าง 5 หยดลงบนช่องหยดตัวอย่างของชุดตรวจแล้วรอ 15 นาทีเพื่ออ่านผล “ความท้าทายของนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่เราพัฒนาขึ้นนั้น มองว่า เป็นการทำความเข้าใจในการใช้งาน เพราะลักษณะของชุดตรวจทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST เหมือนกันแทบทุกอย่าง รวมไปถึงชุดตรวจต่างๆ ในท้องตลาด ซึ่งผู้ใช้ต้องอ่านขั้นตอนการใช้โดยละเอียด เพราะแต่ละรายอาจจะมีรายละเอียดและวิธีการที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ต้องเข้าใจหลักการ เทคนิค และการศึกษาคู่มือการใช้ให้เข้าใจ รวมถึงคุณภาพในการเก็บ ตย. ซึ่งมีผลต่อผลการตรวจด้วย” ดร.ภญ.ณัฐปภัสรกล่าว พร้อมชี้ว่า การให้ความรู้กับผู้ใช้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งทางนาโนเทคได้เตรียมเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์และสื่อประกอบการใช้งานซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก QR Code นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ต้องมีความเหมาะสม โดยจะมีขนาดเล็กลง จากเดิม 1 แพคมี 10 ชุด ก็จะเป็น 1 แพค 1 ชุด ปัจจุบัน ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) ทั้งแบบ Professional Use และแบบ SELF TEST ได้ผ่านการประเมินเทคโนโลยีของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม และ 28 กันยายน 2564 ตามลำดับ โดยมี บริษัท อินโนไบโอเทค จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างหารือร่วมกันอีกด้วย ดร.วรรณี ฉินศิริกุล  ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือแบบ SELF TEST จะเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด ที่สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่เตรียมพร้อมในการเปิดประเทศ รวมถึงมาตรการผ่อนปรนต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ผู้ประกอบการ สถานที่ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีชุดตรวจคัดกรองนี้ เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรม หรืองานต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าร่วม และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้ออีกด้วย “สิ่งที่สำคัญคือ ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองที่มีประสิทธิภาพสูงจะเป็นตัวช่วยสำคัญของระบบสาธารณสุขของประเทศ ช่วยคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าสู่กระบวนกักตัว หรือการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น” ผู้อำนวยการ นาโนเทค ย้ำ  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
พนักงาน สวทช. ร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เนื่องใน “วันรักต้นไม้”
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำพนักงาน สวทช. ร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ภายในสวนหน้าอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ วันที่ 21 ตุลาคม และเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยพนักงาน สวทช.ได้ร่วมกันพรวนดิน กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและรดน้ำต้นกระทิง จำนวน 33 ต้น โดยปุ๋ยที่ใส่เป็นปุ๋ยที่ฝ่ายอาคารของ สวทช.ทำขึ้นเอง.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมรับฟังเสวนาดอยเชียงดาว: พื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลกแห่งใหม่ในประเทศไทย ความท้าทายด้านการบริหารจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ  BCG
📢 สวทช. เรียนเชิญร่วมแสดงความยินดีกับ "พื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาวแห่งใหม่ของโลกในประเทศไทย".....พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้จะมีการบริหารจัดการ อนุรักษ์ และฟื้นฟูอย่างไร? การเพิ่มคุณค่าจะเป็นอย่างไร? พบกับคำตอบเหล่านี้ได้จากการเสวนานี้!🦋 💜 BioD Talk Episode#4 🌱 เสวนาดอยเชียงดาว: พื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลกแห่งใหม่ในประเทศไทย ความท้าทายด้านการบริหารจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ  BCG 🌏 🗓 วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2564 🕑 เวลา 14.00 - 15.30 น. 💡 พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ ✔️ เสน่ห์ดอยเชียงดาว ระบบนิเวศเฉพาะถิ่นและหายาก (สังคมพืชกึ่งอัลไพน์) ✔️ ความท้าทายการจัดการคนอยู่ร่วมกับป่า ✔️ การนำ GSTC บริหารจัดการท่องเที่ยว ✔️ การใช้ วทน. ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG .......และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร 🔈  เสวนาออนไลน์ฟรี❗ ผ่านโปรแกรม Webex Event  Meeting number: 2519 395 3961 Password: NSTDA_Biodtalk 📌 สนใจ.....สามารถเข้าร่วมได้ทาง 👉🏻 ผ่านการสแกน QR Code Link 👉🏻 https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/onstage/g.php?MTID=e530d1c51ec1a69891db14d17d60982a1
ปฏิทินกิจกรรม
 
ซอฟต์แวร์พาร์ค – เว็ลธ์ เมจิก ปลุกกระแสสังคมให้ตระหนักบริหารเงินออม ประกาศผลงานประกวดแอนิเมชัน / หนังสั้น
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย และบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด (WMSL) เจ้าของเว็ปไซต์ WealthMagik.com ประกาศผลผู้ชนะโครงการ Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Award Season 6 ประกวดผลงานแอนิเมชัน และหนังสั้น “เงินทองต้องใส่ใจ” ชิงเงินรางวัล  มูลค่ารวม 275,000 บาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ผ่านระบบ Zoom Online โดยโครงการ Software Park -WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Award จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเป็นเวทีให้กับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้แสดงศักยภาพการใช้เทคโนโลยี นำความรู้ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลงาน เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินที่เข้าใจยากให้เป็นสื่อการ์ตูนแอนิเมชัน และหนังสั้นที่สนุก เข้าใจง่าย           ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล  ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมโครงการจนมาถึงการประกาศผลรางวัล  Software Park Thailand ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการจะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปได้พัฒนาศักยภาพด้าน IT ผสมผสานความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลมาประยุกต์เพื่อการถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และเข้าใจง่าย ในขณะที่พันธมิตรหลักคือ Wealth Management System ก็ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยได้รู้จัก และเข้าถึงเทคโนโลยีที่สามารถช่วยวางแผนบริหารเงินออมให้งอกเงยด้วยการออมลงทุน และขอชื่นชมผู้เข้าประกวดทุกทีม ซึ่งปีนี้มีผู้ส่งผลงานจากกลุ่มเยาวชนเป็นจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจที่โครงการได้มีส่วนร่วมปลูกฝังการวางแผนการออมตั้งแต่รุ่นเยาวชน และหวังว่าผลงานดีๆ ที่สร้างสรรค์ผ่านเวทีนี้ จะได้สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานแอนิเมชัน และหนังสั้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่ได้รับชมตระหนัก และวางแผนเงินออมเพื่ออนาคตต่อไป           ด้าน ดร.สมเกียรติ  ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม และ บลน.เว็ลธ์ เมจิก จำกัด ได้สรุปภาพรวมโครงการว่าปีนี้เป็นปีที่มีผู้สนใจสมัครเข้ามาร่วมประกวดผลงานมากที่สุดถึง 162 ทีม แยกเป็นแอนิเมชัน 116 ทีม และหนังสั้น 46 ทีม ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมืออาชีพ ผลงานปีนี้จึงออกมาดีเยี่ยม   โครงการ Software Park – WealthMagik เงินออมสร้างชาติ Award ได้รับการยอมรับว่า เป็นการประกวดผลงานด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นงานที่คนจับตามองค่อนข้างมาก ทั้ง 162 ทีมจึงเรียกได้ว่าน่าจะเข้าถึงหัวใจของการแข่งขัน นั่นคือ การได้รับความรู้ดี ๆ  ต้องขอขอบคุณเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย พันธมิตรต่าง ๆ  รวมถึงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ที่กรุณาร่วมกันคัดเลือกจนได้ผลงานที่ดีเยี่ยม และผู้เข้าแข่งขันสามารถนำผลงานจากเวทีนี้ไปเป็นโปรไฟล์เพื่อปูทางไปสู่สถาบันการศึกษา หรือสถานที่ทำงานที่ต้องการ  ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันทำให้โครงการเงินออมสร้างชาติเป็นโครงการที่ปลุกกระแสให้คนไทยรักการออม เงินออมสำคัญต่อประเทศ และเศรษฐกิจของประเทศมาก ทั้งยังทำให้เกิดการกินดีอยู่ดีของประชากรในประเทศ ต้องขอขอบคุณผู้เข้าแข่งขันทุกทีมที่สร้างสรรค์สื่อดี ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยรักการออมมากขึ้น            โครงการในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศถึง 162 ทีม โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 ก.พ. – 30 เม.ย. 64 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครจะได้เข้าร่วมกิจกรรมบูทแคมป์ออนไลน์ เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเงิน เทคนิคการเล่าเรื่อง และการบริหารเวลาในการพัฒนาผลงาน จากผู้เชี่ยวชาญก่อนลงมือสร้างสรรค์ผลงานจริง          โดย ผู้ชนะเลิศหมวดแอนิเมชัน ประเภทนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ทีม มานะ มานี ปิติ ชูใจ สมาชิกประกอบด้วย นางสาวสุพิชชา ปันคำ นางสาวณัชชา สถาปิตานนท์ และนางสาวศรัณย์พร ศิริสวัสดิ์ จากคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับผลงาน ออมTips ออมทิพย์ ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึก  รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม ทีม Threesur ประกอบด้วย  นางสาวพัชรพร   รานอก  นางสาวสุภาดา  ธนะเสวี และรุจิรา  ปัญญาริกานนท์  จากมหาลัยศรีปทุมวิทยาเขตชลบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จากผลงานเรื่อง Pig me เพื่อนรักนักออม ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึก รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Orion Editor สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายภาณุพงษ์ จันทร์เขียด และนายกริชเพชร รุ่งเรือง  จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผลงานเรื่อง Success ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึก           ผู้ชนะเลิศหมวดแอนิเมชัน ประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ทีม Moving Image โดยนายอรุณกร พิค จาก  ผลงาน หนูน้อยหมวกแดงเข้ม ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 80,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ Fiction Five   สมาชิกประกอบด้วย นายธีรเดช ยิ้มฟุ้งเฟื่อง และนางสาวปนัดดา ระย้า จากผลงานเรื่อง The Money  ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม ยี่สิบสองนาฬิกา สมาชิก นายธนกร พุฒิพัฒนมงคล   นายพุทธิพร นาคอ่อน และนางสาวญาณิศา สุวดิษฐ์  จากผลงาน The Best Treasure ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท และผู้ชนะเลิศพร้อมรองชนะเลิศยังจะได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร พร้อมของที่ระลึก           ผู้ชนะเลิศหมวดหนังสั้น ได้แก่ ทีมราหูฟิล์ม โดยนายณรงค์ เสประโคน จากผลงานเรื่อง Crisis Point ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 40,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม Moving Image โดยนายอรุณกร พิค จากผลงานเรื่องเราทุกคนคือนักมายากล ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Red Rabbit โดยนางสาวสุลีวัลย์ สิริทรัพย์โภคกุล จากผลงานเรื่อง ใส่ใจที่ไม่ใส่ใจ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท  นอกจากนี้ ทุกทีมจะได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึกอีกด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยการบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ สวทช. ซึ่งเงินบริจาคนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยมี 2 แบบ ดังนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ให้การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนฯ ของ สวทช. โดยคำนวณจากเงินลงทุน/ค่าใช้จ่าย ของยอดขาย 3 ปีแรก (1-3%) จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมูลค่าโครงการ (Merit-based Incentives) โดยได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 1 เท่า และ ได้รับระยะเวลายกเว้นเงินภาษีเพิ่มเติม (1-3 ปี) สำหรับนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ที่ให้การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนฯ ของ สวทช. จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี 2 เท่า ของยอดเงิน/รายจ่ายที่บริจาคตาม พรฎ. 717 รายละเอียดเพิ่มเติม www.nstda.or.th/tei ฝ่ายบริการทางการเงินเพื่อนวัตกรรม (IFS) งานสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรมภาคเอกชน (TEI) โทร. 02-5647000 ต่อ 1308 , 1335 E-mail: ifs-tei@nstda.or.th #NSTDA #สวทช. #กองทุน #ลดหย่อนภาษี #วิทยาศาสตร์ #เทคโนโลยี #นวัตกรรม #วิจัย
ปฏิทินกิจกรรม
 
“ดนุช ตันเทอดทิตย์” ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. เยี่ยมชมโครงการไอแทป สวทช.ที่นำเทคโนโลยีพัฒนาห้องบ่มผลไม้ ให้วิสาหกิจผู้ส่งออกมะม่วง จ.ราชบุรี
ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี - ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ เข้าเยี่ยมชม วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพ จ.ราชบุรีผู้ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและมะม่วงอาร์ทูอีทู ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวง อว. โดยโปรแกรม ITAP (ไอแทป) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาห้องบ่มและการทดสอบประสิทธิภาพการบ่มผลมะม่วงเชิงพาณิชย์ เพื่อลดการใช้ถ่านแก๊สและเอทีฟอน หันมาใช้แก๊สเอทิลีนเพื่อบ่มแทนซึ่งภายหลังการพัฒนาห้องบ่มแก๊สเอทิลีน พบว่า ธุรกิจสามารถลดต้นทุนในการบ่ม 1 รอบการผลิต (8 เดือนต่อปี) มากถึง 536,424 บาท ตลอดจนเกิดเป็นเทคโนโลยี 7 ดี (2 ลด 2 เพิ่ม 3 ดี)ที่สามารถต่อยอดไปใช้ในการบ่มผลไม้ทุเรียนและผลไม้อื่น ๆ ต่อไป ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า แต่เดิมชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพ จ.ราชบุรี ใช้การบ่มมะม่วงแบบดั้งเดิมคือ ใช้ถ่านแคลเซียมคาร์ไบด์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมที่ใช้กันมายาวนาน แต่พอมาทำในเชิงพาณิชย์พบว่ามีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น มีของเสียจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการบ่มได้ ทำให้ไม่สามารถคุมคุณภาพผลผลิตได้ รวมถึงการบ่มแบบเดิมใช้แรงงานคนจำนวนมาก มีขั้นตอนในการห่อถ่านแคลเซียมคาร์ไบด์และการกรุตะกร้า ซึ่งผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ นอกจากนี้ การบ่มแบบเดิมใช้ก้อนถ่านแคลเซียมคาร์ไบด์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นแก็สแคลเซียมคาร์ไบด์ ที่มีความเป็นพิษกับคนงานและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บางประเทศไม่ยอมรับ ฉะนั้น เมื่อได้รับโจทย์จากผู้ประกอบการคือ คุณราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพ จึงได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคือ อ.พีรพงษ์ แสงวนางค์กูล นักวิจัยชำนาญการ ศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เข้ามาช่วยเหลือ โดยทาง ITAP เป็นผู้ประสานงานตลอดระยะเวลาโครงการ และได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการบางส่วนตามหลักเกณฑ์ ด้าน อ.พีรพงษ์ แสงวนางค์กูล ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ITAP สวทช. กล่าวถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการ ว่า ในการพัฒนาการบ่มผลไม้ด้วยการใช้เอทิลีน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนพืช ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการบ่มมะม่วง ทำให้ได้ผลการศึกษาความเข้มข้นของแก๊สเอทิลีนที่เหมาะสมต่อการสุกของผลไม้แต่ละชนิด โดยจากการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการบ่ม 1 รอบการผลิต (8 เดือนต่อปี) พบว่า ส่วนต่างค่าใช้จ่ายในการบ่ม 1 รอบการผลิตจากการใช้ก้อนแคลเซียมคาร์ไบด์ มาเป็นห้องบ่มแก๊สเอทิลีน สามารถลดต้นทุนได้มากถึง 536,424 บาท โดยผลกระทบที่ได้จากการโครงการห้องบ่มและเทคนิคการบ่มผลไม้ สามารถจำแนกเป็นประโยชน์ 7 อย่าง หรือเทคโนโลยี 7 ดี (2 ลด 2 เพิ่ม 3 ดี) ได้แก่ ลดต้นทุน ลดการเน่าเสีย เพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลผลิต เพิ่มระยะเวลาวางจำหน่าย สะอาดไม่มีสารเคมีตกค้าง: ดีต่อผู้ปฏิบัติงาน ดีต่อผู้บริโภค และดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จะมีการขยายผลงานวิจัยการบ่มด้วยแก๊สเอทิลีนในทุเรียนและผลไม้ต่าง ๆ ต่อไป “ผลที่เกิดขึ้นจากการที่ อว. เข้าไปช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนในโครงการนี้ ได้ช่วยแก้ไขข้อจำกัดด้านกำลังคน การลดของเสีย และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ตลอดจนยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมได้อีกด้วย นับเป็นตัวอย่างโครงการที่ อว. สนับสนุนผู้ประกอบการและเกษตรกรให้เข้มแข็งได้อย่างแท้จริง” ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์