ผลการค้นหา :
เทคนิคอุดรฯ อวดโฉมสิ่งประดิษฐ์จากห้อง FabLab ที่ สวทช. สนับสนุน เพิ่มทักษะวิศวกรรม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจสู่นวัตกร
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม Site Visit to LAB ตอน FabLab วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ที่ จ.อุดรธานี เยี่ยมชมนวัตกรรมเยาวชนในโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม จำนวน 5 ผลงาน ที่พัฒนาขึ้นจากเครื่องมือทางวิศวกรรมในห้อง FabLab
ได้แก่ ชุดสาธิตแขนกล หุ่นยนต์มด กล่องฆ่าเชื้อด้วยแสง UV เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส และแขนกลหุ่นยนต์ขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร (Innovator) ให้แก่เยาวชนไทย ในการคิดสร้างสรรค์ ออกแบบและสร้างชิ้นงานโดยใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีการสนับสนุนการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันผ่านโครงการ FabLab หรือโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม ให้แก่สถานศึกษาหลายแห่ง เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร (Innovator) ให้แก่เยาวชนไทย ในการคิดสร้างสรรค์ ออกแบบและสร้างชิ้นงานโดยใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในห้อง FabLab โดยห้องปฏิบัติการ FabLab ของ วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เป็นหนึ่งใน 50 ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ ซึ่งเครื่องมือทางวิศวกรรมในห้อง FabLab ดังกล่าวจะช่วยพัฒนากิจกรรมสำหรับนักเรียนและครู ให้มีทักษะด้านวิศวกรรม ความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานได้ รวมทั้งเกิดแรงบันดาลใจและสนใจที่จะมีอาชีพเป็นวิศวกรหรือนวัตกรในอนาคต
ด้าน นายชาญชัย ชาญสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี กล่าวเสริมว่า วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือห้อง Fab Lab จาก สวทช. ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเป็นห้องที่ประกอบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทางวิศวกรรมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยพัฒนาครูและนักเรียนของวิทยาลัยฯ ให้มีทักษะด้านวิศวกรรม และความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น
เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติและวัสดุพิมพ์ เครื่องตัดเลเซอร์ และเครื่องมือพื้นฐานต่าง ๆ เป็นต้น โดยผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของนักเรียน นักศึกษา ที่พัฒนาขึ้นจากห้อง FabLab วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เช่น ชุดสาธิตแขนกล (Robot Arm) หุ่นยนต์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น (หุ่นยนต์มด) กล่องฆ่าเชื้อด้วยแสง UV เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส และแขนกลหุ่นยนต์ขนาดเล็ก เป็นต้น
ด้านนักเรียนที่พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ อย่างผลงาน ชุดสาธิตแขนกล (Robot Arm) โดย น.ส.มนัสชนก วงค์โต น.ส.จุฬารัตน์ วงค์หาจักร และ น.ส.สัญญาลักษณ์ เหล่าสน ชั้น ปวส. 2/1 แผนกวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เล่าว่า ชุดสาธิตแขนกล ที่ได้จากการใช้ห้อง Fab Lab เป็นหุ่นยนต์ที่สั่งการด้วยการกดสวิตช์ ควบคุมโดยโปรแกรม เพื่อให้หุ่นยนต์จับคัดแยกสิ่งของและนับจำนวนสิ่งของ โดยควบคุมการทำงานด้วยปุ่มกดบังคับที่กำหนด ซึ่งหุ่นยนต์สามารถคัดแยกสิ่งของเป็นหมวดหมู่และนับจำนวนสิ่งของได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ นายกิตติพศ ฟ้ากระจ่าง นายพศวัต ศรีวงศ์ และนายธีรโชติ เหล่าเทพ ชั้น ปวส. 2/1 แผนกวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เล่าถึงผลงาน หุ่นยนต์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น หรือหุ่นยนต์มด ว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เข้าใจเทคโนโลยีหุ่นยนต์และกระบวนการทางวิศวกรรม ผ่านโปรแกรมหุ่นยนต์ สร้างทางเลือกใหม่ให้กับนักเรียน ในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเปลี่ยนการเล่นให้เป็นการเรียนรู้ เป็นการส่งเสริมการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ THAILAND 4.0 ที่เน้นการเรียนรู้หุ่นยนต์
ปิดท้ายด้วย ผลงาน แขนกลหุ่นยนต์ขนาดเล็ก โดย นายจรินทร์ โสภากา นายสุริยา ขนชิด และนายธนภูมิ คำภิมูล ชั้น ปวส. 2/1 แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เล่าถึงผลงานนี้ว่า เพื่อพัฒนาผลการศึกษาการขับเคลื่อนแขนกลหุ่นยนต์จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองการทำงาน มาเป็นโครงสร้างแขนกลของจริงขนาดเล็ก โดยผลงานนี้ทำให้ได้ฝึกการใช้วัสดุวิศวกรรมหลายชิ้น เช่น เซอร์โวมอเตอร์ บอร์ด Kid Bright หรือบอร์ด Arduino ตลับลูกปืน เป็นต้น โดยแขนกลหุ่นยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรลแบบมีสาย และจะพัฒนาเป็นระบบไร้สาย และแบบโปรแกรมต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
นวัตกรรม “กิน-อยู่” เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
ในงาน Healthcare 2020 ภายใต้แนวคิด สุขภาพดี วิถีใหม่ ใจชนะ ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจเข้ากับกระแสสังคมสูงวัย คือ Health Forum : MTEC กับนวัตกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งมีนักวิจัยไทยมาแชร์และโชว์นวัตกรรมกรรม "กิน-อยู่" จากงานวิจัยที่ใช้ได้จริง เพื่อให้สังคมไทยเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับสังคมสูงวัย ผ่านประสบการณ์และองค์ความรู้จาก 3 นักวิจัยไทย ได้แก่ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ หัวหน้าทีมวิจัยอุปกรณ์เฉพาะบุคคล และ ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ กล่าวว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้สูงอายุนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องมีเป็นลำดับแรก คือมีประโยชน์ ตามด้วยมีความดึงดูดด้วยดีไซน์ที่น่าใช้งาน โดยที่ผู้ใช้ต้องไม่รู้สึกว่าดูเป็นคนแก่เกินไป และไม่ขัดกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นทีมวิจัยเอ็มเทค ได้ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างผู้สูงอายุ ได้แก่ ลูกๆ หลานๆ ที่เป็นผู้ดูแลเองที่บ้าน รวมถึงพยาบาลที่ได้มาให้ข้อมูลกับทีมวิจัยเพิ่มเติม
"ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. จะใช้กระบวนการออกแบบที่นำเอาผู้ใช้มาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ หรือ Human-centric design โดยให้ความสำคัญทั้งผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ในทุกช่วงของการออกแบบอุปกรณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ"
ผลงานเตียงตื่นตัว คือ หนึ่งในผลงานที่ทีมวิจัยได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเป็นเตียงนอนที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ ลุก-นั่ง ยืน-ก้าวลงจากเตียงด้วยตนเองอย่างมั่นใจและปลอดภัย การใช้งานก็ง่ายและสะดวก ผู้สูงอายุสามารถปรับเปลี่ยนจาก "ท่านอน" มาสู่ "ท่านั่ง" ด้วยตนเอง ผ่านการกดรีโมตเพียงปุ่มเดียว อีกทั้งเตียงยังปรับหมุนไปด้านซ้ายขวาในมุม 90 องศา ในลักษณะ "พร้อมลุกยืน" ได้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการนอนติดเตียงและการพลัดตกหกล้ม ที่สำคัญโครงสร้างเตียงมีความแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งานสูง
นอกจากนั้นแล้วยังมีผลงาน "เกมฝึกสมอง ชื่อ MONICA" ที่ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งที่มวิจัยเอ็มเทค ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์ผู้สูงวัย สุขกายสุขใจ สถาบันประสาทวิทยา ซึ่งเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ประเภท Daycare และโรงพยาบาลรามาธิบดี มีรูปแบบวิธีการดูแลผู้สูงอายุด้วยการทํากิจกรรมบําบัด จนเกิดเป็นนวัตกรรม เกมฝึกสมอง สําหรับช่วยฝึกสมาธิ ความจํา การเรียนรู้ การมองเห็นและตอบสนอง การวางแผน การตัดสินใจ และยังช่วยเพิ่มความภูมิใจให้ผู้สูงอายุมั่นใจในความสามารถของตนเองด้วยการเอาชนะระดับความยากที่เพิ่มขึ้นของเกม ผู้สนใจฝึกสมองป้องกันภาวะสมองเสื่อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ฟรีที่ App store https://apps.apple.com/th/app/monica/id1260878586 และที่ Play store https://play.google.com/store/apps/details?id=th.co.digitalpicnic.monica
นวัตกรรมวัสดุและเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นกับกลุ่มผู้สูงอายุ ต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แบบไหนลักษณะใดจะเข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ทีมวิจัยเอ็มเทค ให้ความสนใจกับการออกแบบ "อุปกรณ์เฉพาะบุคคล" ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาทางร่างกายและความแตกต่างในสรีระของแต่ละบุคคลแล้ว ยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตนเองได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ด้วย
ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ กล่าวว่า ทีมวิจัย ได้ออกแบบแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล หรือ 3D sole เนื่องจากอาการปวดเท้าเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่สามารถประสบด้วยตัวเอง แม้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากมีอาการสะสมนานขึ้นจะเกิดการเรื้อรังและส่งผลต่ออาการปวดในอวัยวะอื่นๆ ตามมา เช่น เข่า สะโพก และหลัง อาการปวดเท้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โครงสร้างของกระดูกและกล้ามเนื้อของเท้าที่ผิดปกติ อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายมีการเสื่อมของเอ็นและกล้ามเนื้อส่งผลทำให้สรีระของเท้ามีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากส่งผลให้เท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น รวมถึงผู้ที่มีลักษณะอุ้งเท้าแบนหรือเท้าไม่มีอุ้ง "3D sole หรือแผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคล ใช้การออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระเท้าของแต่ละบุคคล ทำให้ช่วยกระจายการลงน้ำหนักของร่างกายได้อย่างสมดุลในเวลายืนหรือเดินได้ ลดอาการปวดเท้าลงได้ และช่วยพยุงอุ้งเท้าอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ทรุดตัว และแตกหัก เป็นอุปกรณ์ที่ทีมวิจัยคัดเลือกและพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ขึ้นมา ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบอุปกรณ์ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และใช้เทคโลยีการพิมพ์สามมิติมาช่วยในการผลิตอุปกรณ์ ซึ่งทำให้อุปกรณ์มีความเที่ยงตรงสูงและผลิตได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาในการออกแบบด้วย"
ดร.บุญล้อม กล่าวว่า นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังพัฒนาต้นแบบ "อุปกรณ์พยุงหลังเฉพาะบุคคล" ที่ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังไม่ให้เคลื่อนที่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุจะมีภาวะกระดูกพรุน และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกสันหลังหักได้ โดยอุปกรณ์นี้ยังมีความสำคัญกับกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคดในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งในขณะที่กำลังมีการเจริญเติบโตกระดูกสันหลังอาจมีการคดหรือบิดได้ หากผู้ปกครองพบว่าลูกหลานเริ่มเป็นโรคกระดูกสันหลังคด อุปกรณ์นี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะป้องกันและลดองศาของกระดูกสันหลังที่คดได้
อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญการดำรงชีวิต แต่อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะต่อการบดเคี้ยว การช่วยย่อยง่ายให้ง่ายขึ้นและยังคุณค่าทางอาหารนั้น อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงนำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ มาออกแบบอาหารตามที่ต้องการได้ หรือเรียกว่า "อาหารออกแบบได้"
ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส กล่าวว่า ทีมวีจัยเอ็มเทค ออกแบบอาหารโดยอาศัยแนวคิดทางวัสดุศาสตร์ 3 ด้านได้แก่ การเข้าใจโครงสร้าง การเข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการผลิตอาหาร "ไส้กรอกไขมันต่ำ" คือตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารไขมันต่ำที่ทีมวิจัยเอ็มเทคได้พัฒนาสำเร็จและถ่ายทอดให้บริษัทขายแล้ว โดยได้ปรับลดปริมาณไขมันในไส้กรอกจากเดิม 25% ให้เหลือเพียง 3% ซึ่งเมื่อนำไขมันออกมาแล้ว ทีมวิจัยได้ใช้สารทดแทนไขมันที่เหมาะสมและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ที่ให้ได้ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไขมันต่ำที่มีคุณภาพทางประสาทสัมผัสใกล้เคียงสูตรดั้งเดิม
นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุในการรับประทานอาหาร คือ การอาการสำลักอาหาร ซึ่งเกิดจากอวัยวะในช่องปากเสื่อมลง และไม่สามารถดื่มน้ำหรือบริโภคของเหลวได้เหมือนคนปกติ ทีมวิจัยเอ็มเทค จึงได้ร่วมงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในการพัฒนา "ผงเพิ่มความหนืด" ที่สามารถใช้เติมไปในน้ำและเครื่องดื่มให้มีความหนืดเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการไหลเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดการติดอยู่บริเวณคอหอยหรือหลุดเข้าไปในหลอดอาหาร ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการสำลักได้ ในเรื่องการบดเคี้ยวอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ทีมวิจัยยังสามารถใช้องค์ความรู้ในการปรับโครงสร้างของเนื้อสัตว์ ให้เกิดการแตกหักง่ายขึ้น เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ง่ายๆ จากการใช้เหงือกหรือการใช้ลิ้นดุนเพื่อให้เนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ และเกิดการย่อยได้ง่ายขึ้น และในปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D food printing) เพื่อตอบรับความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะบุคคล ที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
เหล่านี้คือตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยไทย ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อการกินอยู่ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
บ้านวิทย์ สวทช. เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน จัดกิจกรรมภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย
ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จัดกิจกรรมเปิดตัวนิทรรศการภาพประกอบหนังสือเด็กและของเล่นวิทยาศาสตร์ ตอน วิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกต จากการทำลงมือทำกิจกรรม ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว ผ่านกิจกรรม โดยการสังเกต และทดลองทำจริง มีผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำแนะนำในการทำกิจกรรม ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เกิดการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะการสังเกต รู้จักตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็ก ๆ อยากที่จะเติบโตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนสังคมและประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
ซึ่งในครั้งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลายให้ได้เรียนรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในธรรมชาติรอบตัว มีการเดินชมนิทรรศการภาพวาดวิทยาศาสตร์ที่ใช้สีจากผักและผลไม้ การรู้จักส่วนประกอบของพืชชนิดต่าง ๆ จากกิจกรรมผักแปลงกายในตลาดสด ซึ่งเด็ก ๆ จะได้เห็นและสัมผัสผักสดหลายชนิด ได้เรียนรู้ประเภท รูปร่าง สี กลิ่น การเรียนรู้ระบบการลำเลียงน้ำของพืช ผ่านกิจกรรมเรื่องเล่าของหยดน้ำกับต้นไม้แสนรัก มีการจัดสวนขวดระบบปิดขนาดเล็ก การเรียนรู้เรื่องระบบหมุนเวียนเลือด ผ่านกิจกรรม สวนสนุกหมุนเวียนเลือดกับของเล่นปั๊มหัวใจแสนหรรษา ซึ่งเด็ก ๆ จะได้เห็นการจำลองระบบหมุนเวียนเลือดจากอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่หาได้เองจากที่บ้าน และการเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสชนิดต่าง ๆ การรู้จักชื่อของไวรัสที่ทำให้เกิดโรค หรือลักษณะรูปร่างหน้าตาของไวรัส โดยการเรียนรู้ทั้งหมดจะสอดแทรกผ่านเกมกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำด้วยตนเอง
ด้าน น้องปราบ ด.ช.ศุภวิชญ์ เรืองช่วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เล่าว่า ชอบกิจกรรมการเรียนรู้ระบบลำเลียงน้ำของพืชมากที่สุด เพราะทำให้ตนเองได้เข้าใจการเจริญเติบโตของต้นไม้ ในการดูดน้ำจากรากไปสู่ใบไม้ และได้ความรู้ในการปลูกพืนในสวนขวดว่าต้องใส่อะไรเพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ในขวดโหล และยังได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในตกแต่งพืชในสวนขวด ซึ่งสามารถนำกลับไปใช้ปลูกต้นไม้ได้เองที่บ้าน
ในส่วนของ ด.ช.วุฒิพร โสดานิล หรือน้องแอนฟิลด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เล่าว่า ชอบสองกิจกรรมได้แก่ กิจกรรมเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด เพราะทำให้ได้รู้กลไกในการหมุนเวียนเลือดที่จะไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย และรู้จักอวัยวะที่เกี่ยวข้อในระบบนี้ ได้รู้จักรูปร่างหน้าตาของเซลล์เม็ดเลือดแดงว่ามีลักษณะแบบไหน และได้ลองปั้นออกมาเป็นรูปทรงจริง ๆ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชอบมาก คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัส เพราะทำให้ได้รู้จักไวรัสชนิดต่าง ๆ และได้เห็นรูปร่างหน้าตาของไวรัสที่ทำให้ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์
ข่าวประชาสัมพันธ์
วิจัย “พันธุ์ไม้ป่าชายเลน” เสี่ยงสูญพันธุ์
เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
ป่าชายเลนเปรียบเสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ต (supermarket) ขนาดใหญ่ เป็นแหล่งผลิตอาหาร พืชผักและพืชสมุนไพรให้กับชุมชน ทำหน้าที่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและลดความสูญเสียจากอุทกภัย กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ ก่อนไหลลงสู่ทะเล และยังช่วยฟอกอากาศลดภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในปริมาณที่มากกว่าป่าประเภทอื่น 3-4 เท่า เนื่องจากลักษณะของพืชป่าชายเลนส่วนของใบมีความหนาแน่นสูงจึงช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและทำให้อากาศบริเวณนั้นๆ สดชื่น
ข้อมูลเมื่อปี 2562 ป่าชายเลนในประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าคงสภาพ 1,538,185 ไร่ ลดลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยปี 2504 มีพื้นที่มากถึง 2,299,375 ไร่
แม้ว่าพื้นที่ป่าชายเลนมีแนวโน้มสูงขึ้นจากนโยบายการฟื้นฟูป่าชายเลน หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปลูกป่าชายเลนทดแทน และการดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนในภาพรวมของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารจัดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู กำหนดเขตคุ้มครอง และป้องกัน บำรุงรักษาพื้นที่ทรัพย“กรป่าชายเลนของประเทศไทย
ทว่ายังคงมีการบุกรุกเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นากุ้ง นาเกลือ การขยายตัวของชุมชนเมือง การทำเหมืองแร่ การสร้างท่าเทียบเรือ การขุดลอกร่องน้ำ และการทำอุตสาหกรรม ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ป่าชายเลนที่เป็นป่าธรรมชาติลดลง จำนวนชนิดลดลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดที่กระจายพันธุ์ได้น้อย และพบเฉพาะถิ่น
จึงเกิดความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ระหว่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนของประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ในสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.๙ ที่จะเป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกนำมาไว้ที่นี่ที่เดียว
นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช.
นายโสภณ ทองดี อธีบดี ทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดและยกระดับงานวิจัยด้านป่าชายเลน และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านป่าชายเลนของโลกโดยมีสวนพฤษศาสตร์นานาชาติ ร.๙ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ทช. ให้เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ โดยใช้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาสร้างความรู้ความเข้าใจในระดับจีโนม พันธุกรรม และความสัมพันธ์กับระบบนีเวศ ตลอดจนวิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนในระยะยาว ให้เกิดการบริหารจัดการและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูในถิ่นกำเนิด ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยในระยะแรกมุ่งเป้าศึกษาพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่หายากใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชาชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (สิ้นสุดในปี 2565) ดำเนินการโดย ส่วนวิจัยทรัพยากรป่าชายเลน กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ซึ่งมีศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1-6 ของ ทช. เป็นหน่วยงานภาคสนาม ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนในฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน 24 จังหวัด ร่วมดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 ตราด จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 สมุทรสาคร ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 3 ระนอง ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร ระนอง ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 4 พังงา ประกอบด้วย จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 5 นครศรีธรรมราช ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ศูนย์วิจัยทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 สตูล ประกอบด้วย จังหวัดสตูล ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส
ทั้งนี้ ทช. ยังพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลน เป็นโครงการป่าในเมือง เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้แก่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง และให้มีส่วนร่วมในการรักษาผืนป่าไว้ให้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน ด้วยการทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาและเข้าใจน‘เวศของป่าชายเลน นอกจากนั้นแล้วในจังหวัดระนองซึ่งม’ผืนป่าชายเลนพื้นที่กว่าแสนไร่ โดย ทาง ทช. กำลังพัฒนาให้เกิดการยกระดับไปสู่ผืนป่าชายเลนระดับโลก
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช.
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับความสําคัญของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. ทำหน้าที่สนับสนุน องค์ความรู้ เครื่องมือและเทคนิคต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่พัฒนาร่วมกันนั้นอยู่บนฐานความรู้ และต่อยอดบนฐานวิทยาศาสตร์ โดยมั่นใจว่าการทำงานร่วมกันจะส่งเสริมให้การเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าชายเลนได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ สวทช. ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ได้แก่ ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยการวิจัยแนวหน้าในระดับจีโนมและพันธุกรรม โปรตีนและการแสดงออกของยีน โดยเฉพาะชนิดที่มีการแพร่กระจายน้อย หายาก ใกล้สูญพันธุ์ โดยผลงานวิจัยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเป้าให้เกิดฐานข้อมูลจีโนมอ้างอิงของพืชป่าชายเลนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ทั้งวิธีการอนุรักษ์พันธุกรรมในสภาพปลอดเชื้อระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ป่าชายเลน เกิดการปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต สร้างความมั่นคงทางอาหารและทางระบบนิเวศให้กับป่าชายเลนในประเทศไทยคงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศไทยก้าวหน้าชุมชนมีรายได้ และเกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติกล่าวว่า ป่าชายเลนถือเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็มมีพันธุ์พืช มากกว่า 80 ชนิด อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประมงชายฝั่ง ในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการที่สำคัญในระดับโลก คือ โครงการ "สตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9" ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านเสม็ดงาม จ. จันทบุรี จะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วโลกมาไว้ที่นี่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการวิจัยป่าชายเลนในระดับนานาชาติ
ความร่วมมือระหว่าง ทช. และ สวทช. จะเป็นการนำเอาจุดเด่นของความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการงานวิจัยป่าชายเลน นี้ไปสู่การเปิดบทบาทการวิจัยแนวหน้าด้านป่าชายเลนครั้งสำคัญของประเทศไทย
โครงการความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลน มุ่งเน้นศึกษาชนิดพันธุ์พืชป่าชายเลน 15 ชนิด ได้แก่
ไม้ชายเลนหายากใกล้สูญพันธุ์ 5 ชนิด
พังกา-ถั่วขาว (Bruguiera hainesii)
ลำแพนหิน (Sonneratia griffithii)
หงอนไก่ใบเล็ก (Heritiera fomes)
แสมขน (Avicennia lanata)
หลุมพอทะเล (Intsia bijuga)
ไม้ป่าชายเลนที่แท้จริง (true mangrove) 10 ชนิด
ลำแพน (Sonneratia ovate)
โปรงขาว (Ceriops decandra)
โกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata)
โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata)
ประสักแดง/พังกาหัวสุมดอกแดง (Bruguiera gymnorrhiza)
ประสักขาว/พังกาหัวสุมดอกขาว (Bruguiera sexangula)
ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica)
ถั่วดำ (Bruguiera parviflora)
โปรงแดง (Ceriops tagal)
โปรงหมู (Ceriops zippeliana)
บทความ
สวทช. จิสด้า รับมอบข้อมูลผลึกโปรตีนอวกาศจากแจ็กซาพร้อมเดินหน้างานวิจัยยาต้านมาลาเรีย
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA receives drug target protein crystals grown in space from JAXA
21 กันยายน 63 ณ ห้องประชุม Visionization ชั้น 6 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และองค์กรสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA
จัดพิธีรับมอบข้อมูลการกระเจิงของแสงจากผลการฉายแสงซินโครตรอนกับโครงสร้างผลึกโปรตีนอวกาศ จากผลงานวิจัยหัวข้อ “การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรีย” ของ ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โดยมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และที่ปรึกษา สวทช. เป็นประธาน
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน การทดลองงานวิจัยในอวกาศเป็นเรื่องน่าสนใจของหลายมหาวิทยาลัยในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับการวิจัยเรื่องผลึกเหลว หรือ Liquid Crystals ในอวกาศ หรือ มหาวิทยาลัยมหิดล กับการทดลองเพาะเลี้ยงพืชตระกูลไข่น้ำในอวกาศ เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ เกิดแรงบันดาลใจในการทดลองงานวิจัยในอวกาศ จากการดำเนินงานของ โครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ หรือโครงการ National Space Exploration ของ สทอภ. โดยความร่วมมือกับ สวทช. และประเด็นที่สำคัญ คือ งานวิจัยเรื่อง “การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศ” ของ ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส จาก ไบโอเทค สวทช. เป็นงานวิจัยไทย งานแรก ที่ สทอภ. ได้ผลักดันให้ไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ได้สำเร็จ ซึ่งนั้นเป็นครั้งแรกที่มีงานวิจัยของคนไทยเพื่อคนไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS และเป็นครั้งแรกที่มีธงชาติไทยไปปรากฎบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS พร้อมตราสัญลักษณ์หน่วยงานของไทย อันประกอบด้วย สทอภ. สวทช. และ ไบโอเทค และนี่คือที่มาของงานพิธีรับมอบข้อมูลผลึกโปรตีนอวกาศ ที่ สทอภ. ร่วมกับองค์กรพันธมิตรได้ดำเนินการส่งขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศ โดย JAXA ได้ดำเนินการส่งงานวิจัยของไทยไปทดลองให้บนสถานีอวกาศ เป็นจำนวนทั้งหมด 2 ครั้งด้วยกัน จนได้ผลผลึกโปรตีนอวกาศที่สมบูรณ์และมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการวิเคราะห์เพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรียต่อไป
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศในการทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดำเนินกิจกรรมด้านถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลงานวิจัยออกสู่สังคมเป็นจำนวนมาก สำหรับการทำวิจัยโดยใช้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศช่วยให้การทำงานวิจัยในหลาย ๆ เรื่องที่ไม่สามารถทดลองได้บนโลก สามารถได้ผลการทดลองใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยเป็นอย่างมาก อย่างเช่นงานวิจัย“การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรีย” ของ ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ ที่เราอาจจะได้ยาต้นมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น ซึ่งนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของนักวิจัย สวทช. อีกจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสได้ส่งขึ้นไปทดลองบนอวกาศความร่วมมือกับ จิสด้า และแจ็กซา ในโอกาสต่อไป
ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก
ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก
ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – สวทช. ติวเข้ม ผู้ประกอบการอุตฯ เครื่องสำอาง เตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ตลาดโลก
สวทช. ติวเข้ม ผู้ประกอบการอุตฯ เครื่องสำอาง เตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ตลาดโลก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และโครงการบริหารจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ (IM) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดอบรมวิชาการ Master Class EP II ในเรื่อง Global Gateway for Cosmetic Industry ภายใต้โครงการเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรมเครื่องสำอางสู่ตลาดต่างประเทศ ปี 2563 ระยะที่ 1 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และนักวิจัยพี่เลี้ยง กว่า 50 คน เพื่อให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติสู่เช‘งพาณิชย์ ก่อนที่จะคัดเลือกผู้ประกอบการ 3 ราย ร่วมงาน COSMETIC-360 ครั้งถัดไปที่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อขยายตลาดต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทย รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/home/news_post/cosmetic-360/
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน.
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองนวัตกรรม EECi พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมฐานชีวภาพไทยด้วย วทน. 24 สิงหาคม 2563 - ณ พื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง : ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.อว. และ นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ EECi และเยี่ยมชมสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) รวมถึงเยี่ยมชมสวนทุเรียนใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาเป็น "ระบบติดตามสภาวะแวดล้อมและให้น้ำทุเรียน" รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13475-20200824_eeci
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมสวนทุเรียน เน้นย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตสร้างรายได้
รัฐมนตรีกระทรวง อว. เยี่ยมสวนทุเรียน เน้นย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตสร้างรายได้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.อว. และ นายสำราญ รอดเพชร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. รศ. ดร.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมสวนทุเรียนใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาเป็น "ระบบติดตามสภาวะแวดล้อมและให้น้ำทุเรียน" รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13476
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีเคลือบนาโน หนุนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ลงพื้นที่วัดปากน้ำ (สมุทรคงคาราม) จังหวัดระยอง ในโครงการ "เทคโนโลยีสารเคลือบนาโนเพื่อการอนุรักษ์อาคารศาสนสถาน" ดูความก้าวหน้าจากการต่อยอดใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีสู่สารเคลือบพื้นผิว ลดการเกิดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ และเชื้อรา เพิ่มความคงทนและสวยงาม ลดต้นทุนการดูแลรักษาอาคารศาสนสถาน หนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13478-20200825-nano
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – ครม.อนุมัติจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน” ในพื้นที่ EECi สวทช. พร้อมเดินหน้าหนุนการวิจัยพัฒนา ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
ครม.อนุมัติจัดตั้ง "ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน" ในพื้นที่ EECi สวทช. พร้อมเดินหน้าหนุนการวิจัยพัฒนา ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 25 สิงหาคม 2563 - ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ประกาศพร้อมเดินหน้าดำเนินงาน "ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)" ภายใต้เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ ระบบอัจฉริยะ ในเขตนวัตกรรมระเบี่ยงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi ARIPOLIS) ณ วังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยองหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อต่อยอดการวิจัยพัฒนานำไปสู่เชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน รายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13477
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – กรมควบคุมโรค รับมอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบสายรัดข้อมือ พร้อมต่อยอดพัฒนา Application ร่วมกับ สวทช. ติดตามผู้ป่วยโรคโควิด 19 หรือผู้กักตัวในระหว่าง Self-Quarantine
กรมควบคุมโรค รับมอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบสายรัดข้อมือ พร้อมต่อยอดพัฒนา Application ร่วมกับ สวทช. ติดตามผู้ป่วยโรคโควิด 19 หรือผู้กักตัวในระหว่าง Self-Quarantine นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะผู้บริหารกรมควบคุมโรค รับมอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบสายรัดข้อมือ (NFC Wristband) จำนวน 300 ชิ้น ที่พัฒนาโดยบริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ในการทดสอบและพัฒนาสำหรับติดตามผู้ป่วยโรคต‘ดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) หรือผู้กักตัวในระหว่างกระบวนการกักกันตนเอง (Self-Quarantine) นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมควบคุมโรค ในการพัฒนาอุปกรณ์และระบบ Application ให้เชื่อมโยงกับสายรัดข้อมือ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 และป้องกันไม่ให้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่หรือเกิดการระบาดภายในประเทศได้อีก โดยมี ดร.บดินทร์ เกษมเศรษฐ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นตัวแทนมอบ
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.6 – ไบโอเทค สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 12 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังในเขตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
ไบโอเทค สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 12 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังในเขตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนกระบวนการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ มีเป็นเวลากว่า 10 ปี จึงได้ดำเนินโครงการ หรือ โครงการ CCC เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง บุคลากร และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุล่าสุดได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong-Republic of Korea Cooperation Fund-MKCF) กว่า 12 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมให้บุคลากรในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง อ่านรายละเอียดเพิ่ม https://www.nstda.or.th/th/news/13480
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย


