หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมกับ NEDO จัดสัมมนาออนไลน์ (ฟรี..ไม่มีค่าใช้จ่าย) เรื่อง The 1st Webinar of “Synergy of BCG Economic Model and Green Growth Strategy” ภายใต้หัวข้อ Paving the Way by Technology
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO)  จัดสัมมนาออนไลน์เรื่อง The 1st Webinar of “Synergy of BCG Economic Model and Green Growth Strategy” ภายใต้หัวข้อ Paving the Way by Technology ในวันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม 2565 เวลา 14.00-16.00 น. เชิญผู้ประกอบการ นักวิจัยและนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยร่วมกันหาแนวทางนโยบายที่สามารถต่อยอดจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการสอดประสานความร่วมมือระหว่างโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ - เศรษฐกิจหมุนเวียน - เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ของไทย กับยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวของญี่ปุ่น (Green Growth Strategy) ในสาขา เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีวภาพ หมุนเวียนและสีเขียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ เกษตรกรรม และอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน และยานยนต์เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ นักวิจัยและนักลงทุนที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/32NeaiD ตั้งแต่บัดนี้
ปฏิทินกิจกรรม
 
“UNAI” เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร เสริมแกร่งธุรกิจจัดงานอีเวนต์
  ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูง “ข้อมูล” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจผู้บริโภค ไม่เว้นแม้แต่ในธุรกิจการจัดงานอีเวนต์ ทั้งงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และการประชุมนานาชาติ หรือเรียกว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทและกำลังเติบโตในประเทศไทย และล่าสุดทีมนักวิจัยไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเสริมศักยภาพธุรกิจไมซ์ของไทยให้ก้าวไกลระดับนานาชาติ เทคโนโลยีที่ว่านี้คือ ระบบระบุตำแหน่งภายในอาคาร หรือ “แพลตฟอร์มอยู่ไหน” (UNAI platform) ผลงานวิจัยพัฒนาของทีมวิจัยที่นำโดย ดร.ละออ โควาวิสารัช หัวหน้าทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก “อยู่ไหน 3 มิติ” แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการข้อมูลตำแหน่งหรือข้อมูลเส้นทางการเคลื่อนที่ของคนหรือวัตถุสิ่งของภายในอาคารแบบออนไลน์ ดร.ละออ ให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกทีมวิจัยได้พัฒนาระบบระบุตำแหน่งภายในอาคารขึ้นสำหรับใช้ติดตามหรือระบุตำแหน่งของพัสดุต่างๆ ภายในอาคารสำนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารงานพัสดุของสำนักงาน และปัจจุบันกำลังพัฒนาต่อยอดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้จัดงานจะเก็บข้อมูลผู้เข้าชมงานทั้งในรูปแบบการลงทะเบียนหน้างาน หรือการสแกนคิวอาร์โคดด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งวิธีนี้ยังไม่สามารถบอกได้ถึงความหนาแน่นของผู้เข้าชมงานในบริเวณต่างๆ หรือแสดงให้เห็นว่าผู้เข้าชมงานให้ความสนใจบริเวณใดเป็นพิเศษ ทีมวิจัยจึงนำต้นแบบระบบ UNAI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่ประกอบด้วยธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาองค์กร (Meetings) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentives) การประชุมนานาชาติ (Conventions) และการจัดนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้า (Exhibitions) ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้พัฒนาและทดสอบระบบ UNAI ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อพัฒนาฮาร์ดแวร์และปรับเทคนิคให้มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้น     “ระบบ UNAI จัดอยู่ในกลุ่มของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (Internet of Things) ประกอบด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ อุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สาย หรือ แท็ก (Tag) ทำหน้าที่เป็นป้ายระบุตำแหน่งโดยใช้เทคโนโลยีสมองกลฝังตัวขนาดเล็ก อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สาย หรือ แองเคอร์ (Anchor) ซึ่งออกแบบให้มีแถวสายอากาศ (Antenna Array) มีระบบสื่อสารไร้สายมาตรฐานบลูทูทพลังงานต่ำ (Bluetooth Low Energy: BLE) และใช้เทคนิค AoA (Angle of Arrival) ในการหาตำแหน่งของแท็ก และส่วนสุดท้ายคือ ระบบสื่อสารสำหรับส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ซึ่งรองรับการใช้เครือข่ายทั้ง 3G/4G Cellular Network และ 5G การทำงานของระบบระบุตำแหน่ง แท็กจะส่งสัญญาณไปยังสายอากาศของแองเคอร์ 3 ตัวที่ใกล้ที่สุด  แองเคอร์แต่ละตัวจะคำนวณมุมตกกระทบของสัญญาณที่แท็กส่งมากับแถวสายอากาศ ซึ่งจะมีความต่างเฟสที่ได้รับในแต่ละสายอากาศ และส่งข้อมูลมุมเหล่านี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์จะคำนวณหาตำแหน่งของแท็กได้อย่างแม่นยำและส่งข้อมูลตำแหน่งไปแสดงผลที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน UNAI แบบเรียลไทม์”   [caption id="attachment_29184" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายหรือแองเคอร์ (Anchor) และอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สายหรือแท็ก (Tag)[/caption]   [caption id="attachment_29187" align="aligncenter" width="750"] ภาพแสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์[/caption]   [caption id="attachment_29189" align="aligncenter" width="750"] ระบบ UNAI แสดงข้อมูลความหนาแน่นของผู้คนภายในงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ[/caption]   ดร.ละออ กล่าวว่า ระบบ UNAI จะช่วยให้ผู้จัดงานหรือผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลภาพรวมและข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ เช่น จำนวนผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน ผู้เข้าชมงานสนใจกิจกรรมใดบ้าง นิทรรศการหรือสินค้าประเภทใดได้รับความสนใจมากที่สุด ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาคุณภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น หรือนำเสนอบริการเสริมนอกเหนือจากระบบอำนวยความสะดวกที่มีอยู่แล้ว เช่น เพิ่มระบบนำทางไปยังบูทที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา ทำให้มีเวลาเลือกสินค้าหรือเจรจาธุรกิจได้มากขึ้น รวมถึงประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาตำแหน่งของผู้เข้าร่วมที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจเกิดการพลัดหลงจากผู้ดูแล     การนำระบบระบุตำแหน่งในอาคาร UNAI ไปประยุกต์ใช้ในการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า นอกจากช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้จัดงานและสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าชมงานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยที่กำลังเติบโตให้มีศักยภาพที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระดับโลก  
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ(ออนไลน์)หลักสูตรเคมีชีวภาพ เรื่อง “จากทรัพยากรชีวภาพสู่การวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” สอดคล้องกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กลุ่มงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเคมีชีวภาพ เรื่อง “จากทรัพยากรชีวภาพสู่การวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” ระหว่างวันที่ 25 – 26 ธันวาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีครูผู้เข้าร่วมอบรมในระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนในพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) จำนวน 160 คน  พร้อมด้วยบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 20 ท่าน เข้าร่วมสังเกตการณ์ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล  รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมทั้งครูอาจารย์เป็นสิ่งสาคัญที่ควรเร่งดำเนินการ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับรองรับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Human Development Center หรือ EEC-HDC) ได้กำหนดความรู้และทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านภาษา (ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน) ทักษะ Coding และทักษะ STEAM ซึ่งการพัฒนาทักษะด้าน STEAM จำเป็นต้องเพิ่มความรู้ความสนใจด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชนให้มากขึ้นด้วยกิจกรรมและการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเป็นการบ่มเพาะทักษะทางความคิดสร้างสรรค์ การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ พัฒนาและกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเกิดความสนใจในการเข้าสู่เส้นทางอาชีพนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรยานยนต์และขนส่งสมัยใหม่ 2) หลักสูตรอาหารและอาหารเพื่ออนาคต 3) หลักสูตรเคมีชีวภาพ “จากทรัพยากรชีวภาพสู่การวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” 4) หลักสูตร อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ตอน  ระบบ IoT กับการออกแบบกล่องปลูกพืชโดยใช้แสงเทียม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักในเขตพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC นางฤทัย จงสฤษดิ์  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า หลักสูตรนี้เน้นความสำคัญของการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้านทรัพยากรชีวภาพที่มีความหลากหลายของประเทศไทย รวมถึงการประยุกต์ใช้สารเคมีชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model ที่มุ่งเน้นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งเนื้อหาและกิจกรรมออกแบบเพื่อพัฒนา “คุณครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้สู่เด็กและเยาวชนเพื่อให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยเสริมความรู้พื้นฐานให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจด้านการวิจัยพัฒนาคัดแยกสารเคมีชีวภาพที่มีประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ผ่านการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 สอดแทรกแนวทางการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อให้เห็นแนวทางการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในชั้นเรียนและชีวิตประจำวันได้ การจัดฝึกอบรมในครั้งนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒินำโดยวิทยากร นางสาวสุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. จัดการอบรมด้วยการแนะนำภาพรวมหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยการบรรยายเนื้อหาความรู้และกิจกรรมปฏิบัติการเพื่อให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ ได้ทดลองปฏิบัติการเกี่ยวกับสารเคมีชีวภาพและเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และต่อด้วยการบรรยายปรับพื้นฐานหัวข้อ “ทรัพยากรชีวภาพและการวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” โดย รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพในตลาดโลกและไทย เชื่อมโยงสู่ “จากทรัพยากรชีวภาพสู่การวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์” และภาพรวมของกระบวนการศึกษาวิจัยทรัพยากรชีวภาพ ตั้งแต่การสกัดสารสำคัญ การทำให้บริสุทธิ์ การศึกษาโครงสร้าง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีและการนำไปใช้ประโยชน์ กิจกรรมส่งเสริมเทคโนโลยีการสอนออนไลน์ โดย ดร.กมลรัตน์ ฉิมพาลี ครูชำนาญการพิเศษ (คศ.3) โรงเรียนถนนหักพิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกระตุ้นการมีส่วนร่วมให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้วยรูปแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่ผ่านช่องทางแชตหรือโปรแกรมช่วยสอนรวมถึง สื่อ แอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น padlet  Quizlet  wordwall FizziQ และการใช้ Canva ผลิตสื่อนำเสนอ ต่อด้วยกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการทดลองปฏิบัติการในหัวข้อ “เทคนิคการสกัด และการทำสารให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีโครมาโทกราฟี” เป็นหลักการสกัดสารสำคัญจากพืชและการทำสารให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีโครมาโทกราฟี การแยกสารเพื่อนำไปใช้ และกิจกรรมหัวข้อ “การศึกษาโมเลกุลสารเคมี” ซึ่งจะเรียนรู้หลักการศึกษาโมเลกุลของสารสำคัญที่ได้จากทรัพยากรชีวภาพ โมเลกุลสารเคมีที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า การเปลี่ยนสีและการเปลี่ยนแปลงทางเคมีรวมไปถึงการเกิดการเรืองแสง กิจกรรมบรรยายหัวข้อ การนำกิจกรรมไปสู่การออกแบบการจัดทำรายวิชาเพิ่มเติมในสถานศึกษา โดยคณะศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง  นำโดย นายอมร สุดแสวง และคณะศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยนางสาวชานิศรา แสงอินทร์ และ นายวรพจน์ สิงหราช ผู้อำนวยการ เขตสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นแนวทางการนำความรู้และกิจกรรมที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ปรับ ประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน และร่วมกันวางแผนการดำเนินงานกิจกรรมไปใช้ในสถานศึกษาต่อไป และกิจกรรมการบรรยายสุดท้ายหัวข้อ “การเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลผ่านปฏิกิริยาเคมี” เพื่อเรียนรู้หลักการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลผ่านปฏิกิริยาเคมี นำโดย รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง และทีมงาน จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อด้วยกิจกรรมปฏิบัติการหัวข้อ “การนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์” เพื่อเรียนรู้แนวทางการนำผลิตภัณฑ์ที่สกัดได้จากพืชมาใช้ประโยชน์ ผ่านตัวอย่างกิจกรรมการทำยาหม่องสมุนไพร และการระดมสมอง ในห้องย่อยเพื่อสรุปแนวทางการนำกิจกรรมไปสู่ชั้นเรียน แนวทางการพัฒนานวัตกรรมต่อยอด นำเสนอ แลกเปลี่ยนผลงานผ่าน Padlet คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการกระดานแสดงความคิดเห็นออนไลน์ หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมครูทุกท่านต่างก็มีความรู้สึกประทับใจและดีใจที่ตัวเองได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้ ครูทศพร หลียะวงค์ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี กล่าวถึงความรู้สึกว่า มันเป็นความประทับใจที่ยากจะบรรยาย ตนชอบกิจกจรรมเช่นนี้เพราะได้มาทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมา ซึ่งบางเรื่องอาจจะลืมไปแล้ว ทำให้มีความแม่นยำในเนื้อหามากขึ้น สามารถนำไปใช้ได้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการสอนที่น่าสนใจเพื่อนำไปจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน อาจจะประยุกต์ใช้ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และออนไซต์ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เปิดกล่องของขวัญปีใหม่ 2565 จากใจ สวทช.
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอมอบของขวัญปีใหม่ 2565 “รู้ทัน” แอปพลิเคชันสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้เลือดออกให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย จากการดำเนินตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา เนคเทค-สวทช. ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค วิจัยและพัฒนา “ชุดซอฟต์แวร์ทันระบาด” เพื่อการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้เลือดออก และนำไปใช้ประโยชน์มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว โดยสนับสนุนการจัดการ ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตามการดำเนินงาน อย่างครบวงจร ตั้งแต่ข้อมูลพาหะนำโรค จนกระทั่งการเกิดโรคระบาด อย่างหลากหลายมิติ เพื่อตอบโจทย์ทุกมุมมอง แบบเรียลไทม์ เพื่อการสื่อสารที่ทันท่วงที และแบบย้อนเวลา เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์ และในปี พ.ศ. 2563 ได้ร่วมกันต่อยอด ทันระบาด ไปสู่ภาคประชาชน ภายใต้แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า รู้ทัน เป็นแอปพลิเคชันสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน และพื้นที่ที่สนใจ โดยแจ้งเตือนสถานการณ์ความเสี่ยง ไม่เพียงแต่การแพร่ระบาดของไข้เลือดออก แต่ยังรวมถึง สถานการณ์ฝฝุ่น PM 2.5 และดัชนีความร้อนที่นำไปสู่โรคลมแดด พร้อมขยายผลสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่นๆ ต่อไป”ประชาชนทั่วไปสามารถ Download ไปใช้งานได้ฟรี ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nectec.or.th/innovation/innovation-mobile-application/rootan-2021.html ชมคลิป VDO https://youtu.be/int4GFJBQ2o “Traffy Fondue” นวัตกรรมบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูลด้วยเทคโนโลยี ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ “สร้างฐานข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ” เพื่อเปลี่ยนแปลง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี สังคมดี เมืองน่าอยู่ ทุกพื้นที่การใช้ชีวิตให้กลายเป็น Smart City เมืองใจดี เที่ยวได้ทุกวัย  โครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  นำนวัตกรรมดังกล่าวพัฒนาเป็น “แพลตฟอร์มการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ” ภายใต้แนวคิด “เจอ แจ้ง แจ่ม แจ๋ว”  แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือในการขึ้นทะเบียนสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ” โดยระบบได้ออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าของพื้นที่ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สามารถร่วมกันเพิ่มข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ตนเองพบเจอ หรือเป็นเจ้าของ ผ่าน LINE OA @jaideecity โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม ระบบสามารถพูดคุยเพื่อรับข้อมูลสิ่งอำนวยสะดวกได้โดยอัตโนมัติ และเพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุนำไปใช้ประโยชน์ ค้นหาสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่าย ๆ ในทุกพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผน เตรียมความพร้อมในการเดินทางไปยังสถานที่หรือหน่วยงานของท่านได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถคลิกดูพิกัดของสถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกได้ที่ https://ud.traffy.in.th HandySense: Smart Farming Open Innovation HandySense  ระบบเกษตรอัจฉริยะที่มีความแม่นยำ คือ การนำเทคโนโลยีเซนเซอร์ผสานกับอุปกรณ์ไอโอที (Internet Of Things) สำหรับตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมในแปลงเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ สะดวกต่อการติดตั้ง สะดวกการใช้งาน และเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ พิมพ์เขียวต้นแบบผลงานวิจัย HandySense เพื่อประโยชน์สาธารณะ ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล [ DEPA ] จังหวัดฉะเชิงเทรา และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส ที่ช่วยกันขับเคลื่อนสมาร์ตฟาร์มแบบเปิดสู่สังคมไทย ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจทั่วไปนำไปผลิตเพื่อใช้หรือจำหน่ายได้ ภายใต้แนวคิด Smart Farming Open innovation หรือ นวัตกรรมที่เปิดเผยรายละเอียดการผลิต และอนุญาตให้สาธารณะนำไปผลิตและใช้งานโดยไม่คิดค่า license และไม่คิดค่า royalty โดยคาดหวังให้เกษตรกรไทยยุคใหม่ ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัยใช้งาน ในราคาที่จับต้องได้ และต้องการให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือทางด้านสมาร์ทฟาร์ม โดยผู้ประกอบการไทย ด้วยอุปกรณ์เครื่องมือการเกษตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มาตรฐาน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://handysense.io/ “เปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ ที่ทุกๆ องค์กรต้องการตัว เข้ามาเรียนรู้กับ Career 4 Future e-Learning” เรียนออนไลน์ในหลักสูตรเข้มข้นฟรี 32 หัวข้อ ต่อที่ 1 - การเรียนรู้ไม่สิ้นสุดสำหรับผู้ที่ไม่หยุดเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ แห่งอนาคต ฟรี 32 หัวข้อ เรียนรู้ได้แล้ววันนี้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ https://www.career4future.com/ ต่อที่ 2 - หลักสูตรเข้มข้นอีก 35  หัวข้อที่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครเรียนเพียงเดือนละ 399 บาทเท่านั้น แต่วันนี้ สวทช. ขอมอบสิทธิพิเศษสุด ให้โค้ดฟรีเพื่อเป็นรหัสผ่าน (password) สำหรับผู้ต้องการ Upskill/Reskill เพียง 2,000 สิทธิ์เท่านั้น ช้าอด.... หมดสิทธิ์เรียนฟรี กับหลักสูตรดีๆ จาก สวทช. ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 1 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2565 คลิกด่วน https://elearn.career4future.com  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ออมสิน จับมือพันธมิตร Kick off โครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” ภายใต้แนวคิด 4 ให้
27 ธันวาคม 2564 ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ : นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เปิดโครงการออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ พร้อมพิธีมอบเงินสนับสนุนจัดทำรถเข็นรักษ์โลก ซึ่งเป็นมาตรการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้มอบหมายให้ ธนาคารออมสิน โดย นายวิชัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ช่วยฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชน ผู้ตกงานหรือขาดรายได้ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโคริด-19 ที่มุ่งหวังให้สามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “4 ให้ ได้แก่ ให้ทักษะ ให้เงินทุน ให้อุปกรณ์ และ ให้พื้นที่ค้าขาย โดยมี ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สถาบันอุดมศึกษา และ กรุงเทพมหานคร ร่วมเคลื่อนโครงการฯ ในครั้งนี้ นายวินัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ธนาคารออมสิน ปรับภารกิจ ขยายผลให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือขาดรายได้ จากสถานการณ์แพร่ ระบาดของโควต-19 ซึ่งถือเป็นช่วงของการฟื้นฟูและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดทำโครงการ “ออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ภายใต้แนวคิด “4 ให้ ได้แก่ ให้ทักษะ ให้เงินทุน ให้อุปกรณ์ และให้พื้นที่ค้าขาย ซึ่งถือเป็นการมอบความช่วยเหลือที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ที่เดือดร้อนจำนวนมาก ได้มีการ ปรับตัวและมองเห็นโอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สามารถใช้ความรู้ใหม่และทักษะ ทางอาชีพที่ได้รับการถ่ายทอด เป็นทางเลือกและช่องทางต่อยอดในการประกอบอาชีพมากขึ้น โดยมีธนาคารออมสิน และพันธมิตรคอยช่วยเหลือเคียงข้าง ให้สามารถยังชีพตนเองและดูแลครอบครัวต่อไปได้ ด้าน นายอัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการศูนย์ DECC สวทช. กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบโดยตรงกับกิจการของผู้ค้าสตรีทฟู้ด ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ช้า ย่อมกระทบกับรายได้ของผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ของร้านอาหารริมทางจะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และสิ่งที่จะทำให้ร้านอาหารสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ควรจะต้องมีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพในการปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขอนามัยของตัวเองและคนรอบข้าง การประกอบการอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ DECC สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สวทช.พัฒนา “นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด” โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร สุขอนามัย ความสะอาดของร้านและผู้ปรุงอาหาร คุณภาพของการให้บริการและความอร่อย จึงทำการออกแบบและพัฒนารถเข็นและอุปกรณ์ภายในร้านให้มีความสะอาดปลอดภัย ลดการสร้างมลพิษหรือขยะของเสีย ลดน้ำหนักรถเข็นให้เบาที่สุด สามารถใช้งานในพื้นที่ปิดได้ และปรับปรุงระบบบำบัดน้ำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนเกิดเป็นนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบ โดยผ่านการใช้งานจากผู้ประกอบทั่วประเทศมาแล้ว และได้รับความไว้วางใจเพื่อสร้างอัตลักษณ์อาหารริมทาง โดยครั้งนี้ได้ขยายผลร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และธนาคารออมสิน โดยการมอบรถเข็นนวัตกรรมรักษ์โลกให้กับผู้ประกอบการบริเวณเขตสัมพันธวงศ์ ที่สามารถทำการค้าตามนโยบายและระเบียบของกรุงเทพมหานครในเรื่องของการรักษาความสะอาด การจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหาร โดยได้รับเสียงตอบรับที่ดีทั้งจากผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย จึงเป็นที่มาของการต่อยอดความร่วมมือในวันนี้  โดยการส่งมอบรถเข็นฯ ให้ผู้ประกอบการเขตสัมพันธวงศ์แล้ว จำนวน 77 ราย ในย่านการค้าพื้นที่ถนนเยาวราช ถนนข้าวหลาม และถนนราชวงศ์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ค้า ผู้ประกอบการและผู้จำหน่ายอาหาร มีส่วนร่วมในการรักษาและพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทำการค้า ให้มีความทันสมัย ใส่ใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เกิดความเป็นระเบียบเรียบเรียบร้อย สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และตอบรับตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดที่สนใจสอบถามข้อมูล ‘รถเข็นนวัตกรรมรักษ์โลก’ สามารถศึกษารายละเอียด ได้ที่ http://www.decc.or.th/streetfood หรือ ช่องทาง Line: @679hqbmi  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ’ จากนาโนเทค สวทช. นวัตกรรมยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์นม
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเซนเซอร์ทางไฟฟ้าเคมีสู่ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบที่มีความไวสูง สามารถตรวจไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบได้แม้มีความเข้มข้นน้อย ราคาถูก ใช้งานง่าย ตรวจวัดและวิเคราะห์ผลเร็ว มีความจำเพาะเจาะจงและความถูกต้องสูง ลดการสูญเสียน้ำนมดิบที่ไม่มีคุณภาพ และลดผลกระทบต่อกระบวนการแปรรูปน้ำนมดิบ ส่งมอบ อ.ส.ค. สำหรับใช้ในศูนย์รับน้ำนม อ.ส.ค ทั่วประเทศ หวังเป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์นม และอุตสาหกรรมโคนมของไทย                 น้ำนมดิบที่ศูนย์รับน้ำนม องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ทั่วประเทศรับมาจากเกษตรกร ซึ่งต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงสิ่งเจือปนต่างๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและราคาขายน้ำนมดิบ โดยหลังจากที่ทีมวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าเยี่ยมชมการทำงาน ก็ได้รับโจทย์จาก อ.ส.ค. ที่ต้องการชุดตรวจสารปนเปื้อนที่มีความไว และจำเพาะสูง                 “ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ (Peroxide Test Stripe)”  จึงเกิดขึ้น โดย ดร.กุลวดี การอรชัย จากทีมวิจัยการวินิจฉัยระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ พร้อมทีมวิจัยที่ประกอบด้วย น.ส. อรุณศรี งามอรุณโชติ และน.ส. ประภาภรณ์ แสงแก้วพัฒนาเซนเซอร์ทางไฟฟ้าเคมีสำหรับการตรวจวัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เชิงปริมาณในน้ำนม ซึ่งการตรวจวัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็นหนึ่งในชุดตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ โดยสามารถบ่งบอกปริมาณและความเข้มข้นของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เจือปนในน้ำนมได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีในการออกแบบและสังเคราะห์อนุภาคนาโนโลหะผสมแล้วนำไปเคลือบบนขั้วไฟฟ้าคาร์บอนพิมพ์สกรีน “หลักการของเซนเซอร์นี้ อาศัยการเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดักชันของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยใช้อนุภาคนาโนของโลหะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าว และใช้เครื่องวัดสัญญาณเคมีไฟฟ้าแบบพกพาในการตรวจวัด ซึ่งสามารถตรวจได้ง่ายและรวดเร็วและมีความไวสูง การใช้อนุภาคนาโนของโลหะนี้สามารถใช้ทดแทนวัสดุชีวภาพ เช่น เอนไซม์ออกซิเดส และเอนไซม์คะตะเลส ได้เป็นอย่างดี และยังเพิ่มเสถียรภาพให้กับชุดตรวจ เนื่องด้วยอนุภาคนาโนของโลหะนี้ มีความคงตัวสูงที่สภาวะการเก็บรักษาในระยะเวลานาน” ดร.กุลวดีกล่าว                 จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้  นักวิจัยนาโนเทคชี้ว่า เป็นเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดการปนเปื้อนของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เชิงปริมาณในน้ำนมดิบได้ โดยสามารถแสดงค่าเป็นตัวเลขความเข้มข้นของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องอ่านแบบพกพา สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ผลภายในเวลา 2 นาที มีความไวในการตรวจวัดสูงกว่าชุดตรวจที่มีในท้องตลาด นอกจากนี้ ชุดตรวจที่พัฒนาขึ้นมีความเสถียรและเก็บรักษาได้ง่าย เนื่องจากไม่มีการใช้สารชีวโมเลกุล จึงทำให้สามารถใช้ได้ทุกสถานที่ในการตรวจคุณภาพน้ำนมดิบจำนวนมากได้ “ความท้าทายของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ การออกแบบและสังเคราะห์อนุภาคนาโนของโลหะให้มีความจำเพาะต่อการเร่งปฏิกิริยารีดอกซ์ของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการคัดเลือก และการปรับสภาวะขององค์ประกอบต่างๆของอนุภาคนาโนในการวิเคราะห์ให้เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ตรวจวัดสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ” ดร.กุลวดีกล่าว พร้อมชี้ว่า ความท้าทายอีกประการคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฐานด้านเซนเซอร์ทางไฟฟ้าเคมีเพื่อตรวจวัดสารปนเปื้อนในน้ำ มาพัฒนาชุดตรวจในน้ำนมนั้น ถือว่า ยากมาก เพราะน้ำแทบจะไม่มีสารอื่นรบกวน ในขณะที่น้ำนมนั้นมีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีสารชีวโมเลกุล รวมถึงเอนไซม์บางตัวที่ช่วยสลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ได้เร็ว ทำให้เราต้องพัฒนาชุดตรวจที่มีความไวสูง และตรวจวัดให้เร็วที่สุด                 เซนเซอร์สำหรับตรวจวัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยนี้สมารถนำไปใช้ในการตรวจคัดกรองคุณภาพน้ำนมดิบ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำนมดิบที่ได้ปราศจากการเจือปนของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งการปนเปื้อนของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีน ทำให้น้ำนมตกตะกอนและส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการแปรรูปน้ำนมดิบ ซึ่งมีผลกระทบมูลค่าประมาณ 20000 บาทต่อน้ำนมดิบ 1 ตัน โดยชุดตรวจนี้สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในห้องปฏิบัติการภายใน อ.ส.ค และการตรวจวิเคราะห์ภาคสนาม เช่น ที่ฟาร์มหรือสหกรณ์โคนมย่อยต่าง ๆ นอกจากนี้ ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบยังเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมนมทั่วประเทศ ในการคัดกรองคุณภาพน้ำนมดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคนมที่มีคุณภาพมากขึ้น                 “ทีมวิจัยมีแผนที่จะวิจัยและพัฒนาต่อยอดชุดตรวจฯ นี้ ในด้านความแม่นยำ (validation) ด้วยวิธีมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบเปรียบเทียบกับชุดตรวจที่ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอีกด้วย นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่ได้พัฒนาชุดตรวจวัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบนี้ ยังสามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาชุดตรวจวัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เจือปน หรือตกค้างในอาหาร หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้” ดร.กุลวดีชี้ ปัจจุบัน ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบจากนาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาแล้วเสร็จ และส่งมอบ ให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการจริงของศูนย์รับน้ำนม อ.ส.ค ทั่วประเทศ และจะเป็น 1 ในผลงานนวัตกรรมของ สวทช. ที่จะนำไปร่วมแสดงในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 3-7 มกราคม 2565
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในประเทศ ประจำปี 2564พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในเวทีนานาชาติ
วันที่ 24 ธันวาคม 2564 ณ ไบเทค บางนา :: ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย ดร.ณรงค์ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนางสาววันทนีย์ พันธชาติ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. เข้าร่วมพิธีประกาศรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2564 พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลงานสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวและผลงานวิจัย สวทช. และพันธมิตร ศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า การประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อคัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ หรือที่เรียกว่า Global Student Innovation Challenge (gSIC) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) i-CREATe  ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติด้านวิศวกรรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและผู้สูงอายุระหว่างผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสากล ซึ่งเกิดจากภาคีความร่วมมือด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย ภายใต้ชื่อว่า CREATe Asia โดยเป็นการรวมกลุ่มระหว่าง 13 องค์กร จาก 10 เขตเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในภูมิภาคเอเชียและออสเตรเลีย A-MED สวทช. จึงได้จัดการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อคัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย จำนวน 8 ทีม เพื่อเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (gSIC) ที่จะจัดขึ้นวันที่ 26-29 สิงหาคม 2565 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2564 ได้แก่ รางวัลเหรียญทอง ได้แก่ ผลงาน “JustSigns” โดยทีมนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลเหรียญเงิน ได้แก่ ผลงาน “SightBand” โดยนิสิตจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัลเหรียญทองแดง ทั้งสิ้น 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน “AOMI-based system for stroke patient’s upper extremity rehabilitation” โดยนักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน “Design and development of physical therapy upper limb device with symmetrical reflections mechanism” โดยทีมนักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมนี้ยังมีอีก 4 ผลงาน ที่จะเข้าร่วมการประกวดระดับนานาชาติ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลงาน “D Mind: Detection and Monitoring Intelligence Network for Depression” โดยทีมนิสิตจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงาน “New design power wheelchair for easy transfer” โดยทีมนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงาน “Non-implantable bone conduction hearing aids, The amazing hearing device (AHD)” โดยทีมนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน “The sit-to-stand support device for the elderly” โดยทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในนามของกระทรวง อว. โดย สวทช. รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีต่อเหล่าคนพิการและผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์ท่านทรงเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-สิงคโปร์ ตามพระราชดำริฯ โดยภารกิจหนึ่งของ สวทช. ได้เน้นการส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยให้คนพิการและผู้สูงอายุได้มีนวัตกรรมใช้ เพื่อการดำรงชีวิตอิสระในสังคมบูรณาการต่อไป “ขอแสดงความยินดีกับนิสิตนักศึกษาทั้ง 8 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2564 และจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ หรือ Global Student Innovation Challenge ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งภายหลังจากการเข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติครั้งนี้แล้ว สวทช. จะมีกลไกพร้อมให้การสนับสนุนผลงานที่มีความพร้อมและต่อยอดไปสู่การเป็น startup เพื่อผลักดันผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนธันวาคม 2564
ข่าว ทีมวิจัย สวทช. -พันธมิตร คิดวิธีสกัดสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19 จากตัวอย่างแบบง่าย สำเร็จ! ราคาถูกกว่านำเข้า 2 เท่า เตรียมผลิตขายครั้งแรกในไทยพร้อมส่งมอบ ENTEC สวทช. ส่งมอบนวัตกรรม “น้ำยาฆ่าเชื้อ ENERclean” สนับสนุนโครงการ “อว. พารอด” ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ COVID-19 นาโนเทค สวทช. หนุน “ฮิโนกิ” สู้โควิด-19 ด้วยนวัตกรรม ส่ง “หมอนอโรม่าฮิโนกิ” กลิ่นหอมนาน 6 เดือนลุยตลาดใหม่ สวทช. จัดใหญ ‘มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ’ 8-9 ธ.ค. 64 โชว์ ‘BCG นวัตกรรมการแพทย์’ กว่า 100 ผลงาน ในรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมยินดีกับเยาวชนโครงการ YSC ในการรับสิทธิ์เป็นสมาชิก Sigma Xi และรางวัล Top Presenters จากการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Sigma Xi Annual Meeting & Student Research Conference เนคเทค สวทช. จับมือพันธมิตร เสริมแกร่งภาคอุตสาหกรรมการผลิตไทย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ NECTEC-ACE 2021 ในรูปแบบออนไลน์ สวทช. เผยโฉมนวัตกรอาหารรุ่นใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมอาหาร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ “โลกอนาคต” ในโครงการ Food Innopolis Innovation Contest 2021 นาโนเทค สวทช. ต่อยอด “ใบขลู่” สู่ “แชมพู-ครีมอาบน้ำอนุภาคนาโนขลู่ต้านอนุมูลอิสระ”เตรียมถ่ายทอดให้ชุมชน สร้างนวัตกรรมของดีเมืองกระบี่ ไบโอเทค สวทช. พัฒนาพันธุ์ข้าวเจ้านาปี “หอมสยาม” ข้าวหอม ผลผลิตสูง คุณภาพดี ต้านทานโรคไหม้ หวังส่งออกตลาดต่างประเทศ เนคเทค สวทช. ผนึกกำลัง 11 มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคอีสานส่งเสริมและผลักดัน 5 นวัตกรรมเพื่อการศึกษาสำหรับภูมิภาค ตอบโจทย์โมเดล BCG เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เอชพีอี ผนึก สวทช. ยกระดับ วทน. ไทย ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุดในอาเซียน สวทช. เสริมแกร่ง วิสาหกิจชุมชนบ้านเบิร์ด เบิร์ด ตามรอยเท้าพ่อ จ.ปทุมธานี เข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบสารสำคัญ “กัญชา-กัญชง-กระท่อม” ระดับมาตรฐานสากล   บทความ ศูนย์ SMC สวทช. “ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0    Download เอกสารฉบับเต็ม (21.2MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
มูลนิธิโครงการหลวง – สวทช. ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนงานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาคน ยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูง
มูลนิธิโครงการหลวง และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกความร่วมมือ “การพัฒนางานวิจัยและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน” สอดคล้องตามแนวทางของมูลนิธิที่มุ่งให้ "เกษตรกรมีรายได้พอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง ป่าต้นน้ำลำธารได้รับการฟื้นฟู” นายจรัลธาดา กรรณสูต ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศที่สนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย สอดคล้องตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานของมูลนิธิโครงการหลวงให้เป็นไปตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อตั้งโครงการหลวงขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2512 ที่ได้พระราชทานแนวทางสำคัญของการดำเนินงาน คือ "เมื่อไม่รู้ต้องวิจัย" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาพื้นที่สูงสู่ความยั่งยืน "มูลนิธิโครงการหลวงได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก สวทช. ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่บุคลากรและเกษตรกรของมูลนิธิฯ มาอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนพื้นที่สูงในทุกมิติให้ดีขึ้น การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้ร่วมกับโครงการในการต่อยอดและขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงในทุกมิติ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษาและต่อยอดการดำเนินงานของโครงการหลวง เพื่อก่อให้เกิดคุโณปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อทั้งพื้นที่สูงและประเทศชาติ” ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ภาคการเกษตรเป็นรากฐานการผลิตที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ สวทช. ได้วิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้เกษตรกรไทย ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินงานสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการผลิตที่ปลอดภัยต่อทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการผลิต เช่น การวิจัยและสังเคราะห์เทคโนโลยีการผลิตไหลสตรอว์เบอร์รี่คุณภาพดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต้นไหลคุณภาพและปริมาณผลผลิตสตรอว์เบอร์รี่ การใช้ไวรัสเอ็นพีวี ทดแทนการใช้สารเคมีในการผลิตผักของโครงการหลวง ระบบโครงสร้างโรงเรือนและพลาสติกคลุมโรงเรือนเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตมะเขือเทศและพริกหวาน รวมทั้งฟิล์มบรรจุภัณฑ์ ActivePAK Ultra ช่วยยืดอายุเห็ดหอมสดให้ยาวนานขึ้น เพิ่มโอกาสการจำหน่ายให้เกษตรกร เป็นต้น “จากการดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงนำมาสู่การพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระยะเวลา 3 ปี (2565-2567) ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิจัยพัฒนาระบบจัดเก็บ วิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของโครงการหลวง 2) การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและการให้บริการวิชาการ จะเป็นเรื่องการวิจัยกัญชง เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาชีวภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช การพัฒนาสิ่งทอและสินค้าแปรรูปสำหรับวิสาหกิจชุมชน และ 3) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและห้องปฏิบัติการต่างๆ เป็นการฝึกปฏิบัติของบุคลากรเฉพาะด้าน ตลอดจนพัฒนาและขับเคลื่อนกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ของโครงการหลวง การดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงในครั้งนี้ สวทช. จะนำความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนายกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตเกษตรจากบนดอยให้แข็งแกร่งขึ้น เสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่ดีให้พี่น้องเกษตรกรชาวเขา สอดคล้องตามแนวทางของมูลนิธิที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรมีรายได้พอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง ป่าต้นน้ำลำธารได้รับการฟื้นฟู" ทั้งนี้ สวทช. โดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เข้าร่วมในพิธีลงนามฯ พร้อมนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยเทคโนโลยีด้านเกษตร เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีสิ่งทอ ได้แก่ สารชีวภัณฑ์ (บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม ไวรัสเอ็นพีวี) ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ ActivePAK ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri Map) แฮนดี้เซ้นต์ (Handy Sense) กล่องควบคุมการให้น้ำ (Water Fit) แอปพลิเคชันชาวเกษตร นวนุรักษ์ (แพลตฟอร์มเพื่อการจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ) เอนไซม์เอนอีซ (ENZease) สเปรย์รีดผ้าสะท้อนน้ำ (I Guard Nano) และการผลิตสีผงธรรมชาติจากพืชในท้องถิ่น
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ สวรส. พัฒนา “เปลความดันลบ” สู่นวัตกรรม “เต็นท์ความดันลบ” สู้โควิด-19
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการระบาดของโควิด-19 นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ยังเดินหน้าพัฒนาเปลความดันลบ PETE เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุดทีมนักวิจัยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในการพัฒนาเปลความดันลบ พร้อมต่อยอดเป็นนวัตกรรม "เต็นท์ความดันลบ" ในชื่อ HI PETE เป็นเต็นท์พักคอยสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อที่มีความจำเป็นต้องแยกกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นตามมาตรการ Home Isolation ซึ่งยังสามารถนำไปประยุกต์ปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ สวรส. ได้นำเปลความดันลบ PETE และต้นแบบเต็นท์ความดันลบ HI PETE ไปมอบให้กับสถานพักฟื้นและดูแลสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หรือ MJU Well-Being Hospitech และโรงพยาบาลสันทราย ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า สำหรับนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ต่อไป.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ศูนย์ SMC สวทช. “ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0”
  ปัจจุบันทั่วโลกต่างมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือยุคที่เครื่องจักรแต่ละเครื่องสามารถสื่อสารถึงกันและกัน (Cyber-physical System) และสื่อสารกับมนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบและสั่งการการทำงานของเครื่องจักรได้สะดวกจากทุกที่ทุกเวลา ลดขั้นตอนการทำงาน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในระบบ และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตอีกด้วย อย่างไรก็ตามการจะยกระดับภาพรวมอุตสาหกรรมของประเทศสู่ระดับ 4.0 ได้อย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยความพร้อมจากหลายด้านทั้งผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แรงงานทักษะสูง และเงินทุน ดังนั้นแต่ละประเทศจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่เสมอ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ภายใต้การดำเนินงานเมืองนวัตกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะ (ARIPOLIS) เขตนวัตกรรมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของเนคเทคมาให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยแนวคิด เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และมีราคาที่จับต้องได้ โดยการดำเนินงานของศูนย์ SMC ประกอบด้วย 5 ด้านหลัก คือ การประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ (Assess) การให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกใช้เทคโนโลยี (Consult) การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรม (Implement) การให้บริการเครื่องมือทดสอบระบบ (Testbed) และการพัฒนากำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญ (Training) ทั้งนี้ในขณะที่พื้นที่ EECi กำลังดำเนินการก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปี 2565 ศูนย์ SMC ได้นำร่องการให้บริการก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2563 ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี     ศูนย์ SMC ดูแลส่งเสริมผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยความเข้าใจ แม้โลกจะก้าวสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.0 และยากต่อการยกระดับ เนื่องด้วยปัญหาสำคัญ คือ ผู้ประกอบการไม่รู้ถึงปัญหาและสิ่งที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขาดความรู้ความเข้าใจในการยกระดับอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ   [caption id="attachment_28842" align="aligncenter" width="750"] ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC)[/caption]   ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) กล่าวว่า SMC ตระหนักถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ จึงมีเป้าหมายหลักที่จะช่วยดูแล ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการแบบครบวงจรหรือ One Stop Service เพื่อให้เกิดการดูแลที่ต่อเนื่องและเป็นการดูแลด้วยความเข้าอกเข้าใจ “3 ขั้นตอนหลักในการช่วยเหลือยกระดับอุตสาหกรรม คือ 1) ช่วยประเมินความพร้อมของสถานประกอบการ ทั้งด้านเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และการเงิน ผ่านตัวชี้วัดอุตสาหกรรม Thailand i4.0 Index[1] เพื่อช่วยแนะนำการแก้ปัญหาหรือยกระดับอุตสาหกรรมตามลำดับความสำคัญ 2) ให้ความรู้และให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงช่วยแนะนำผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนาระบบ (System Integrator: SI) 3) ช่วยแนะนำแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมในการยกระดับอุตสาหกรรม ทั้งในรูปแบบการสนับสนุนเงินทุนและสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ”     ศูนย์ SMC พัฒนา Platform Solution หนุนเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยทั่วไปการยกระดับอุตสาหกรรมผู้ประกอบการหรือองค์กรจะดำเนินการว่าจ้าง SI หรือหน่วยงานวิจัยเพื่อช่วยเหลือเรื่องการพัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีในรูปแบบ Custom Solution หรือการว่าจ้างเพื่อพัฒนางานของตนโดยเฉพาะ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะแก่ผู้ที่มีเงินทุนและความพร้อมสูง SMC ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมแบบทั่วถึงทั้งประเทศ SMC จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Platform Solution หรือการออกแบบและพัฒนาระบบให้เหมาะกับการแก้ปัญหาพื้นฐานในโรงงานทั่วไปควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่มีโรงงานขนาดกลางและเล็ก สามารถเข้าถึงการยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมได้เช่นกัน และเหมาะแก่การขยายผลในระดับประเทศอย่างแท้จริง ดร.พนิตา อธิบายว่าที่ศูนย์ SMC มีการให้บริการทั้งรูปแบบ Custom Solution และ Platform Solution เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและความพร้อมของผู้ประกอบการหรือองค์กรมากที่สุด ตัวอย่างงาน Custom Solution ที่นักวิจัยได้ให้บริการไปแล้ว เช่น การพัฒนาระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนในต้นแบบเรือไฟฟ้าให้แก่บริษัทสกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด การพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการพัฒนาระบบวิเคราะห์เสียงน้ำรั่วด้วยปัญญาประดิษฐ์และบริหารจัดการข้อมูลผ่านเครือข่ายระบบคลาวด์ให้แก่การประปานครหลวง “ส่วนทางด้าน Platform Solution ที่ศูนย์ SMC ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในการพัฒนา และได้นำร่องการให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทยแล้วคือ แพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT and Data Analytics Platform)[2] แพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการใช้งานระบบ Industrial Internet of Things (IIoT) ในโรงงาน โดยเป็นการติดตั้งระบบ Internet of Things (IoT) ให้กับอุปกรณ์ที่มีการใช้งานทั่วไปในโรงงานส่วนใหญ่ เช่น หม้อต้ม เครื่องทำความเย็น และเครื่องอัดอากาศ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Monitoring) ผ่านแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์จากทุกที่ทุกเวลา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผนการทำงาน และพัฒนาให้ระบบภายในโรงงานมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดการอนุรักษ์พลังงาน[3] ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม IDA ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการใช้งานระบบ IIoT เพราะศูนย์ SMC ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไว้รองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาทิ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อการทำงานของเครื่องจักรด้วยระบบ IIoT (IIoT Connectivity and Interoperability) สำหรับใช้เชื่อมต่อเครื่องจักรที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบ PLC (Programmable Logic Controller) ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถเชื่อมต่อการทำงานของเครื่องจักรแบบดั้งเดิมได้ ผู้ประกอบการจึงไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ นอกจากนี้ยังมีระบบ IoT คลาวด์แพลตฟอร์ม NETPIE[4] ซึ่งให้บริการฟรีแก่ผู้ประกอบการไทยมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนเรื่องเซิฟเวอร์และผู้ดูแลระบบอีกด้วย   [caption id="attachment_28845" align="aligncenter" width="750"] ชุดสาธิตการเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันของเครื่องจักรด้วย IIoT[/caption]   อีกตัวอย่างเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไว้รองรับ คือ ชุดทดสอบมอเตอร์และระบบส่งกำลัง (Motor and Transmission System) สำหรับใช้พยากรณ์สถานะของมอเตอร์ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบรับทราบการพยากรณ์ความเสียหายของเครื่องจักรล่วงหน้า และสามารถบำรุงรักษาเชิงรุกเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อสายการผลิตได้” ดร.พนิตา เสริมว่า นอกจากการให้บริการเทคโนโลยี Platform Solution ปัจจุบันศูนย์ SMC ยังมีการบริการอบรมให้ความรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 เช่น การใช้งานชุดระบบควบคุมอัตโนมัติและ IIoT ในงานอุตสาหกรรม และการนำระบบดิจิทัลลีนมาช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิต โดยทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้มีการจัดให้ความรู้ คำแนะนำ และมี Testbed ให้บริการแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ SMC อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย   [caption id="attachment_28844" align="aligncenter" width="750"] ชุดทดสอบมอเตอร์และระบบส่งกำลัง (Motor and Transmission System)[/caption]   [caption id="attachment_28843" align="aligncenter" width="750"] ชุดระบบควบคุมอัตโนมัติและ IIoT ในงานอุตสาหกรรม[/caption]     เตรียมพร้อมให้บริการอย่างเต็มรูปแบบที่ EECi - ARIPOLIS   นอกจากการพัฒนา Platform Solution ที่เกี่ยวกับระบบ IIoT เพื่อมุ่งพาอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามสู่ยุค 4.0 แล้ว ศูนย์ SMC ยังมุ่งมั่นพัฒนาอีกหลากหลาย Platform Solution ที่เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้บริการส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบที่เมืองนวัตกรรม ARIPOLIS เขตนวัตกรรมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ดร.พนิตา อธิบายว่า เมื่อมีการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบที่เมืองนวัตกรรม ARIPOLIS ศูนย์ SMC จะเปิดให้บริการในรูปแบบสมาชิก (Membership) แก่ผู้ประกอบการโรงงาน SI  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยี นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างระบบนิเวศในการดำเนินงานยกระดับอุตสาหกรรมไทย     “ตัวอย่างเทคโนโลยีที่จะมีให้บริการเพิ่มเติมที่ EECi เช่น เทคโนโลยีคลังสินค้าสมัยใหม่ เทคโนโลยีระบุตำแหน่งในอาคาร เทคโนโลยีหุ่นยนต์ให้บริการ เทคโนโลยีการผลิตแบบ Mass Customization หรือการปรับให้เครื่องจักรมีความยืดหยุ่นสามารถผลิตสินค้าได้หลายชนิดในเครื่องจักรเดียว และเทคโนโลยีอัตโนมัติสำหรับเกษตรสมัยใหม่ ฯลฯ ส่วนตัวอย่างงานบริการที่จะมีการเปิดให้บริการเพิ่มเติมอย่างเต็มรูปแบบ เช่น Testbed สำหรับทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า และระบบที่จำเป็นในยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการมาของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และบริการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับระบบหรืออุปกรณ์ภายในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ในอนาคตศูนย์ SMC ยังมีแนวคิดที่จะเชิญผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรม (Vendor) มาจัดตั้ง Testbed ในพื้นที่ เพื่อให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้งาน ทั้งเพื่อการศึกษาหาความรู้ และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสรรเทคโนโลยีไปใช้งานจริงที่โรงงาน”   สร้างคน สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมชั้นแนวหน้า นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีและการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน อีกหนึ่งเป้าหมายหลักในการทำงานของศูนย์ SMC คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมรับการขยายการเติบโตของอุตสาหกรรมไทยที่ปัจจุบันมีมากกว่า 140,000 โรงงาน ดร.พนิตา อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ศูนย์ SMC มีความมุ่งมั่นที่จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาดำเนินกิจกรรมพัฒนากำลังคนคู่ขนานไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมอยู่เสมอ นับตั้งแต่เปิดให้บริการมา 1 ปี ศูนย์ SMC ได้ดำเนินงานจัดกิจกรรมให้ความรู้ (Training) แก่ SI ผู้ประกอบการ อาจารย์ และนักศึกษา มาแล้วหลายโครงการ รวมผู้เข้าร่วมอบรมมากกว่า 2,300 คน ตัวอย่างกิจกรรมที่มีการจัดงานไปแล้ว เช่น การอบรม “Industrial Automation Training Systems” ให้แก่บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรม การอบรม “การพัฒนาทักษะด้าน Industrial Internet of Things (IIoT) แบบเข้มข้น”​ ให้แก่บุคลากรอาชีวศึกษา และการอบรม “AI Innovation JumpStart” ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี     ดร.พนิตา ทิ้งท้ายว่า การเตรียมความพร้อมเรื่องการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติที่โรงงานมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี มิติของการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ และมิติของการทำอุตสาหกรรมในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อขอรับบริการได้ที่ : www.nectec.or.th/smc     รายละเอียดเพิ่มเติม [1] Thailand i4.0 Index คือ ดัชนีชี้วัดความพร้อมของอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับประเทศไทย (รายละเอียดเพิ่มเติม : https://bit.ly/3HCzYg8) [2] ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT and data analytics platform) ได้ที่ https://bit.ly/3EKqyx6 [3] การอนุรักษ์พลังงาน คือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด [4] NETPIE คือระบบคลาวด์ (Cloud computing) สัญชาติไทยที่พัฒนาโดย NECTEC สวทช. ปัจจุบันได้ผ่านการยกระดับจากห้องวิจัยไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ (Spin-off) แล้วในนามบริษัทเน็กซ์พาย จำกัด (NEXPIE Co. Ltd.) ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ให้การสนับสนุนการให้บริการระบบคลาวด์ NETPIE ฟรีตลอดชีพแก่นักเรียน นักศึกษา นักพัฒนา และภาคอุตสาหกรรมไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://netpie.io/   เรียบเรียงโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
30 ปี สวทช.
 
BCG
 
THAILAND 4.0
 
ข่าว
 
ข่าว 30 ปี สวทช.
 
บทความ
 
สวทช. ร่วมกับ 3 หน่วยงาน ผนึกกำลังพัฒนาทักษะวิชาชีพ พัฒนากำลังคนด้าน ICT/Digital ของประเทศ
เมื่อเร็วๆนี้ :: ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อํานวยการ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง “การพัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนากำลังคนด้าน ICT/Digital ของประเทศ” พร้อมด้วย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ศ.ดร.พฤทธา ณ นคร ผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) ทั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนากำลังคนด้าน ICT/Digital ของประเทศให้รองรับ กรอบความตกลงที่เกี่ยวข้องภายใต้ประชาคมอาเซียน โดยร่วมดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทักษะความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการจ้างงานในอุตสาหกรรม ICT/Digital  เพื่อจัดทำกรอบแนวทางประเมินระดับทักษะความสามารถของนักปัญญาประดิษฐ์อันเป็นที่ยอมรับโดยทุกภาคส่วน และเป็นประโยชน์ต่อแรงงานในการเข้าสู่ระบบแรงงาน ทั้งในระดับประเทศและระดับอาเซียน รวมทั้งสร้างความร่วมมือในการดำเนินการส่งเสริมโอกาสทางวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์