หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เปิดรับสมัครแล้ว “PADTHAI Batch #9”
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย FI Accelerator ร่วมกับเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา และหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SMEs ด้านนวัตกรรมอาหารที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศภายใต้แนวคิด “From Local to Global” เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ PADTHAI #9 หลักสูตรเข้มข้น 5 วัน 5 คืน จากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารโดยตรง >>ท่านจะได้รับ ∙ การอบรมเชิงปฏิบัติการจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในแต่ละหัวข้อ กว่า 10 ท่าน!! ∙ โอกาสเข้าถึงแหล่งสนับสนุนทุน ตลาด และการนำเสนอแผนธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ ∙ การสนับสนุนทางธุรกิจและบริการ One-Stop Service จาก FoodInnopolis และเครือข่าย ∙ เข้าเป็นผู้ประกอบการในเครือข่ายของ FoodInnopolis และโอกาสในการเข้าโครงการอื่น ๆ ของ FI Accelerator >>สมัครเลย หากท่านมีคุณสมบัติดังนี้ ∙ ผู้ประกอบการหรือทายาทธุรกิจ SMEs ในแวดวงอาหาร ที่ต้องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ∙ บุคลากรของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารขององค์กร ∙ มีความมุ่งมั่น พร้อมที่จะพัฒนาธุรกิจในแนวคิด Transform Food SMEs From Local to Global !!! >>กำหนดการโครงการ ∙ เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการออนไลน์ : วันนี้ - 22 เม.ย. 65 ∙ สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการและประกาศผล : 25 มี.ค. -24 เม.ย. 65 ∙ อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเข้มข้น 5 วัน 5 คืน โรงแรม แซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท จ.จันทบุรี : 9 - 13 พ.ค. 65 >>ค่าลงทะเบียนฝึกอบรม* ∙ 1 ท่าน 15,000 บาท ∙ 2 ท่าน 20,000 บาท ∙ มากกว่า 2 ท่าน ติดต่อผู้ดูแลโครงการ * รวมค่าที่พัก 1 ห้อง ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายตลอดการฝึกอบรม * ไม่รวมค่าเดินทาง หลักสูตรที่ Food SMEs ต้องเรียน สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการตามลิงค์ด้านล่าง —> https://forms.gle/BuMBqzqzMhQxw3P3A หรือ Facebook Page: Padthai by FoodInnopolis ติดต่อผู้ดูแลโครงการ 091-7135433 (กรองจิตร สมใส)  
ปฏิทินกิจกรรม
 
ENcase เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีไฟฟ้าเคมี พร้อมโชว์ในงาน NAC2022
นักวิจัยไทยคิดค้นเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี ในชื่อ #ENcase ที่ใช้เพียงส่วนผสมระหว่าง เกลือกับน้ำบริสุทธิ์ เพื่อทำเป็นสารละลายเกลือแกง ก่อนใช้กระบวนการทางไฟฟ้าทำปฏิกิริยาเคมี จนได้น้ำยาออกมา 2 ชนิดพร้อมกัน คือกรดและด่าง โดยในส่วนที่เป็นกรดมีองค์ประกอบของไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทีมนักวิจัยจึงตั้งชื่อน้ำยาในส่วนที่เป็นกรดไฮโปคลอรัสว่า #ENERclean   ผลงานดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนาเครื่อง Encase สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันได้นำร่องส่งมอบและติดตั้งเครื่องต้นแบบให้กับโรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 4 จังหวัด ทำใหโรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยา ENERclean ใช้ได้เองและนำไปใช้ฆ่าเชื้อในขยะมูลฝอยหรือขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล   * * * * * ติดตามตัวอย่างผลงานวิจัยได้ในงาน : การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022) ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" วันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
อย่าหยุดเติมความรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมกับงาน ‘NAC2022’
For English-version news, please visit : Discover business potential of Bio-Circular-Green Economy at NAC2022 หากคุณกำลังสร้างนวัตกรรมในองค์กร หากคุณต้องการต่อยอดธุรกิจให้เติบโต หรือหากคุณต้องการหาความรู้เพื่อพัฒนางานในวิชาชีพของตนเอง คุณไม่ควรพลาด งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 หรือ ‘NAC2022’ งานแนค (NAC2022) จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ปีนี้ด้วยสถานการณ์โควิด-19 จึงจัดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ช่องทาง www.nstda.or.th/nac ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม 2565 เพื่อคนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา ผู้ประกอบการ รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำเอาองค์ความรู้มาสื่อสาร แลกเปลี่ยนและพัฒนานวัตกรรมที่ดีที่สุด ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ‘NAC2022’ ถือเป็นอีกหนึ่งเวที ที่จัดขึ้นมาให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ ทั้งฝั่ง Demand ฝั่ง Supply และฝั่งที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์และพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการจัดประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ทุกๆ ปี เป้าหมายนอกจากเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันแล้ว เป้าหมายหลักยังเป็นการช่วยกันพัฒนาประเทศผ่านการทำงานร่วมกันบนกลไก ‘จตุภาคี’ ตามแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และภาควิชาการ ไฮไลต์สำคัญของงาน NAC2022 มีการสัมมนาออนไลน์ 45 หัวข้อ 4 วันเต็มของการจัดงาน เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิต และนำข้อคิดเห็น นำโจทย์วิจัยที่ท้าทายกลับเข้ามายังหน่วยวิจัย เพื่อคิดค้นนวัตกรรมนั้นๆ ออกไปยังภาคการผลิตและภาคประชาสังคมเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวของสังคมไทย ตัวอย่างนวัตกรรม 102 ผลงาน ให้ชมในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์ ซึ่งปีนี้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำมาแสดงภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ 1. เกษตรและอาหาร 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และ 4.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น สาขาเกษตรและอาหาร ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ลดปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติให้มีปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 11193-1:2008, EN 455 และ ASTM D3578-05 ช่วยยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติให้สามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางสังเคราะห์ และรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิตยางและผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของประเทศไทย “Plant-based egg” ผลิตภัณฑ์ไข่เหลวจากโปรตีนพืช ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค และบริษัท ดรอปแอนด์พิค กรุ๊ป จำกัด ได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่เหลวพาสเจอร์ไรซ์จากโปรตีนพืชครั้งแรกของไทย โดยพัฒนาสูตรโปรตีนจากพืชเป็นไข่เหลวจากพืชพาสเจอร์ไรซ์ ที่มีคุณสมบัติในการขึ้นรูปในระหว่างการทอดในน้ำมันได้ และเนื้อสัมผัส ใกล้เคียงกับไข่ไก่ นำไปใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มกินวีแกน(Vegan) และกลุ่มที่แพ้ไข่ไก่ นวัตกรรม มะนีมะนาว น้ำมะนาวคั้นสด 100% แช่แข็ง (ManeeManao) “น้ำมะนาวแช่แข็ง” นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้เปลี่ยนสภาวะการแช่เยือกแข็งที่เหมาะสม โดยขั้นตอนการผลิตเดิมไม่ถูกเปลี่ยน ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการลดการทำงานของเอนไซม์ ผลการทดสอบด้วยกระบวนการที่ปรับปรุงนั้นคือ กลิ่น สี และรสของน้ำมะนาวแช่แข็งที่นำมาทำละลายเทียบเคียงน้ำมะนาวสด ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น สี รส ภายใน 2-3 วัน แต่น้ำมะนาวแช่แข็งสามารถเก็บได้นานกว่า 2 ปี ที่สำคัญหากนำน้ำมะนาวแช่แข็งด้วยกระบวนการที่ปรับปรุงนี้ไปทำละลายแล้ว สามารถเก็บในรูปของเหลวได้นาน 2-3 เดือน โดยที่กลิ่น สี และรสเทียบเคียงมะนาวสด การผลิตและเพิ่มมูลค่าพันธุ์ฟักทองไข่เน่าอัตลักษณ์ท้องถิ่น กลุ่มนาน้อย จ.น่าน ตัวอย่างความสำเร็จการพัฒนาชุมชนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG :  โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ฟักทอง การคัดเลือกสายพันธุ์ฟักทองไข่เน่า เพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น สู่การรับรองเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นของ จ.น่าน ทำให้ได้สายพันธุ์ฟักทองไข่เน่าที่มีสีเขียวปนเหลือง มีความสม่ำเสมอของรูปทรงผล มีรสชาติหวาน มัน อร่อยและเนื้อเหนียวหนึบ นอกจากนี้ยังส่งผลผลิตสดจำหน่ายซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ฟักทองผง ข้าวเกรียบฟักทอง ส่วนเมล็ดฟักทองนำมาสกัดเป็น “น้ำมันเมล็ดฟักทอง” ชิ้นส่วนที่เหลืออื่นๆ นำไปหมักด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์และโค ทำให้เป็นชุมชนที่มีระบบการผลิตทางการเกษตรให้ปลอดวัสดุเหลือใช้ (Zero waste agriculture) อย่างแท้จริง Handy Sense + Farm to School นักวิจัยเนคเทค สวทช. คิดค้นระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ (HandySense) ประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตของพืช ด้วยการนำเทคโนโลยีเซนเซอร์ (sensor) ผนวกอุปกรณ์ไอโอที (Internet of Things) มาพร้อมกับความโดดเด่นคือ อุปกรณ์ใช้งานง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ในราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดย HandySense จะตรวจวัดค่าสภาพแวดล้อมที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผลแบบเรียลไทม์ผ่านเซนเซอร์ (sensor) ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ความชื้นสัมพัทธ์ แสง และส่งต่อข้อมูลจากเซนเซอร์ผ่านระบบคลาวด์แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าที่เหมาะสมของการเพาะปลูกพืช (Crop Requirement) เพื่อแจ้งเตือนและสั่งการระบบต่างๆ ให้ทำงานต่อไป มีการติดตั้งใช้งานไปแล้วมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ และประกาศเป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open Innovation) เพื่อให้ผู้สนใจนำไปใช้กับแปลงเกษตรและเชิงพาณิชย์ได้แล้ว และขยายผลสู่ Farm to School ทดสอบการใช้งานในพื้นที่นำร่องของโครงการใน 3 ตำบล 3 อำเภอของจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 8 กลุ่มวิสาหกิจและเครือข่ายเกษตรกรและ 5 โรงเรียนใน ต.จอมพระ อ.จอมพระ, ต. อู่โลก อ.ลำดวน และ ต.ตานี อ.ปราสาท ชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ strip test สำหรับตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง สวทช. ได้พัฒนาเทคนิคการตรวจกรองไวรัสใบด่างในต้นพันธุ์มันสำปะหลัง โดยได้พัฒนาน้ำยาแอนติบอดีสำหรับตรวจไวรัสใบด่างมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยโดยใช้เทคนิคอิไลซ่า (ELISA) พบว่า น้ำยาแอนติบอดีที่พัฒนาขึ้นมีความไว (sensitivity) ในการตรวจมากกว่าน้ำยาที่มีการขายในเชิงการค้า และมีราคาต่อตัวอย่างถูกกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยเทคนิคอิไลซ่าจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างนำมาตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการและต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องอ่านผล ใช้เวลาในการตรวจสอบจนทราบผลประมาณ 1-2 วัน ทีมนักวิจัย จึงได้พัฒนาชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ strip test สามารถพกพาไปใช้ในภาคสนาม โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งมาตรวจยังห้องปฏิบัติการ ทราบผลได้ภายใน 15 นาที และตรวจสอบได้เองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการและเครื่องมือวัดอ่านผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย รวมถึงการตรวจหาเชื้อในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการผลิตต้นพันธุ์ปลอดเชื้อต่อไป สาขาสุขภาพและการแพทย์ เทคโนโลยี Pseudotype virus (ไวรัสตัวแทน) สำหรับประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 สวทช. ผลงานพัฒนาสำเร็จและได้ใช้งานจริงเพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนกับโครงการวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย เช่น Chula-Cov-19, วัคซีนของบริษัทใบยาไฟโตฟาร์ม และ วัคซีนขององค์การเภสัชกรรม นวัตกรรมนี้ยังได้ถูกใช้ประโยชน์เพื่อประเมินประสิทธิภาพวัคซีนสูตรต่างๆ ที่ใช้ในประเทศไทยต่อการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เช่น สายพันธุ์โอมิครอน BA.1 และ BA.2 นอกจากนี้เทคโนโลยี Pseudotyped virus ยังสามารถต่อยอดนำไปเป็นวิธีทดสอบหายาต้านไวรัสตัวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนติบอดีรักษาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเข้าสู่เซลล์ของไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ โดยทีมวิจัยของ สวทช เป็นผู้ดำเนินการทดสอบ และมีแผนร่วมมือกับหลายหน่วยงานเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคต นวัตกรรม “ENcase” เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีการผลิตทางไฟฟ้าเคมี นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. คิดค้นเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี ในชื่อ ENcase ที่ใช้เพียงส่วนผสมระหว่าง เกลือกับน้ำบริสุทธิ์ เพื่อทำเป็นสารละลายเกลือแกง ก่อนใช้กระบวนการทางไฟฟ้าทำปฏิกิริยาเคมี จนได้น้ำยาออกมา 2 ชนิดพร้อมกัน คือกรดและด่าง โดยในส่วนที่เป็นกรดมีองค์ประกอบของไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทีมนักวิจัยจึงตั้งชื่อน้ำยาในส่วนที่เป็นกรดไฮโปคลอรัสว่า ENERclean ผลงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการพัฒนาเครื่อง Encase สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันได้นำร่องส่งมอบและติดตั้งเครื่องต้นแบบให้กับโรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 4 จังหวัด ทำให้โรงพยาบาลสามารถผลิตน้ำยา ENERclean ใช้ได้เองและนำไปใช้ฆ่าเชื้อขยะมูลฝอยหรือขยะติดเชื้อของโรงพยาบาลเพื่อลดต้นทุนและปลอดภัยกับผู้ใช้งาน สาขา พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ แบบจำลองสามมิติค่าการหมุนเวียน เพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง (3D Circularity model) เครื่องมือสำหรับประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและตัวเลขการหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator: MCI) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของวัสดุก่อสร้าง สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ สำหรับนักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ซื้อในการพิจารณาเพื่อเลือกวัสดุที่ใช้จะต้องมาจากส่วนประกอบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่สูญเสียการรีไซเคิล ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโละและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานการจัดงาน NAC2022 กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือ  Open House หรือการเปิดบ้านให้ผู้ประกอบการ และ นักลงทุน ได้เยี่ยมชมแบบออนไลน์ จากการนําเสนอเทคโนโลยีจากความชำนาญของห้องปฏิบัติการชั้นนำ 45 ห้องปฏิบัติการจำนวนรวม 60 เรื่อง ซึ่งความพิเศษของการจัดในรูปแบบออนไลน์ คือ สวทช. เปิดบ้านให้เห็นห้องปฏิบัติการวิจัยผ่านวีดีโอแบบใกล้ชิด และหากมีคำถามก็สามารถแชทข้อความสอบถามได้ทันที ดังนั้น “งาน ‘NAC2022’ เป็นโอกาสอีกครั้งท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 เมื่อคุณเข้าร่วมงาน คุณจะเห็นว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งและยั่งยืนไปด้วยกัน” ดร.ณรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “อย่าหยุดเติมความรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม” เพราะหากเมื่อไหร่ที่เราหยุดเติมความรู้ องค์ความรู้เราก็จะถดถอย และจะสร้างนวัตกรรมไม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันก็จะถดถอยไปด้วย ดังนั้นงาน NAC2022 จะเป็นอีกแพลตฟอร์มออนไลน์สำคัญ ที่เราจะเติมความรู้ นำความรู้เหล่านั้นไปสร้างนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง 28-31 มีนาคมนี้ ชวนกันมาเติมความรู้ เพื่อสร้างสรรค์คนวัตกรรมไปด้วยกัน บนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบที่ www.nstda.or.th/nac กับงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
สวทช. เชิญชวนรับฟังสัมมนาเรื่อง “ชุดระบบส่งกำลัง – หัวใจสำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนาออนไลน์เรื่อง “ชุดระบบส่งกำลัง – หัวใจสำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย” ในวันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2565 เวลา 09.00 – 11.30 น. ภายใต้งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022: NSTDA Annual Conference 2022) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 มีนาคม 2565 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้ทราบถึงความรู้พื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ในกลุ่มของชุดระบบส่งกำลัง (Powertrain System) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้เข้าใจถึงความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยีการออกแบบและผลิต นำไปต่อยอดสู่การออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเอง ภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การออกแบบและพัฒนาชุดระบบส่งกำลังสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการให้ความรู้ในด้านการทดสอบ ทั้งทดสอบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความปลอดภัย และทดสอบเพื่อรับรองสำหรับจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจร่วมรับฟังสัมมนาในหัวข้อดังกล่าวฯ สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3wrSGUz ตั้งแต่บัดนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เชิญชวนรับฟังเสวนาเรื่อง “ปูนากับวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร-เศรษฐกิจชุมชน” ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าจ่าย!!
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “ปูนา กับวิถีชีวิต-ความมั่นคงทางอาหาร-เศรษฐกิจ” ในวันที่ 29 มีนาคม 2565 เวลา 13.00 – 16.00 น. ภายใต้งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022: NSTDA Annual Conference 2022) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 มีนาคม 2565 ผู้เข้าร่วมเสวนาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงปูนาด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยใช้กลไกการสนับสนุนให้ชุมชนนำความรู้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์ วงจรชีวิต สูตรอาหารธรรมชาติ การจัดการระบบนิเวศและสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง BCG ให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของชุมชน (Bioeconomy) สนับสนุนให้เกิดการส่งต่อภูมิปัญญาและองค์ความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ไปสู่คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวฯ สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3HEZSPo ตั้งแต่บัดนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. – พันธมิตร เยี่ยมชมผลสำเร็จ ผลงานการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียน ตชด. บ้านหม่องกั๊วะ
(19 มีนาคม 2565) ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา (บ้านหม่องกั๊วะ) อ.อุ้มผาง จ.ตาก : นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัล ภายใต้ โครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบประจำปี 2564    โดยมี พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ศรีชัยชนะ ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน 34 ให้การต้อนรับและทำหน้าที่แทน พล.ต.ต. สมกูล กาญจนอุดมการ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 3 นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวฯ เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก สวทช. ร่วมกับ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เปิดการอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัล ประจำปี 2564  โดยมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนโครงการฯ ประกอบด้วย กองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยร่วมเป็นคณะทำงาน ให้คำปรึกษาและติดตามผลการดำเนินงานร่วมกันทั้งในรูปแบบออนไลน์และการลงพื้นที่นิเทศติดตาม และเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาตลอดกิจกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สำหรับการเปิดกิจกรรมครั้งนี้มีการรายงานผลการจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะดิจิทัล : เพื่อเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้และส่งเสริมทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัลโดย ครูใหญ่สมดุลย์ โพอ้น นายดาบตำรวจชำนาญการพิเศษ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา (บ้านหม่องกั๊วะ จ.ตาก) การบรรยายสรุปผลการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล : กิจกรรมพัฒนาการศึกษา โดยรศ. ดร.สุรพล บุญลือ ที่ปรึกษาโครงการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  การบรรยายสรุปผลการพัฒนาผู้เรียนการพัฒนาทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัล  โดย ผศ. บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ที่ปรึกษาโครงการ ประธานหลักสูตรมีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นอกจากนี้มีการเปิดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของครู ผู้เรียน และชาวบ้านในชุมชนบ้านหม่องกั๊วะ ประกอบด้วย การแปรรูปผลิตภัณฑ์ (ไผ่) กลุ่มแปรรูปอาหาร (พริก,กาแฟ) กลุ่มผ้าทอ นิทรรศการผลิตไฟฟ้าส่องสว่างด้วย LED แบบพึ่งพาตนเอง และการแสดงผลงานนักเรียนด้านการพัฒนาสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากทางโรงเรียน รวมทั้งมีการเปิดตัวเว็บไซต์ช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บ้านหม่องกั๊วะ อย่างไรก็ดี โครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีความห่วงใยต่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในด้านการศึกษา ซึ่งมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ ร่วมกับ สวทช. ได้ดำเนินโครงการนำร่องการบริหารระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ค้นหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศอย่างเป็นระบบ โดยจุดเริ่มต้นโครงการฯ มาจากพระราชกระแส ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  โรงเรียนในพื้นที่ชายขอบยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งเมื่อเขามีไฟฟ้าใช้จะทำให้มีโอกาสด้านการเรียนมากขึ้น เด็กก็จะมีคอมพิวเตอร์ใช้ มีแท็บเลตใช้ และโรงเรียนก็มีช่องทางสื่อสารกับเรามากขึ้น การสื่อสารที่ดีทำให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ ด้านการแพทย์ การอาชีพและอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการคือ 1. เพื่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู ตชด. ด้านการประยุกต์ใช้ไอซีที 2. เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพด้านการตลาดดิจิทัล (มีพื้นที่นำร่อง 1 แห่ง) 3.เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการการพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และ 4. เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเรื่อง “การผลิตไฟฟ้าส่องสว่างด้วย LED แบบพึ่งพาตนเอง”  มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 23 แห่ง คือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 14 แห่ง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จำนวน 8 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1 แห่ง โดยมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบโทรมาตร และบริษัทแอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนด้านระบบโทรคมนาคมเพื่อการสื่อสาร
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ” เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ลดแพ้โปรตีน
ทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. พัฒนา #ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ มีปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อย เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 11193-1:2008, EN 455 และ ASTM D3578-05 ช่วยลดปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ ช่วยยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติให้สามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางสังเคราะห์ และรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิตยางและผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของประเทศไทย   * * * * * ติดตามตัวอย่างผลงานวิจัยได้ในงาน : การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022) ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" วันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. ร่วมกับ ธนาคารยูโอบี และหน่วยงานพันธมิตร ดึง HUBBA เสริมแกร่งโครงการ Smart Business Transformation ปี 2565
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดตัวพันธมิตรรายใหม่ HUBBA ผู้นำด้านแพลตฟอร์มนวัตกรรมและผู้ประกอบการรายแรกของประเทศไทยที่ได้ให้คำแนะนำสนับสนุนผู้ประกอบการมามากกว่า 2,000 ราย อาทิ Bitkub ยูนิคอร์น รายที่สองของประเทศไทย ผ่านงาน Virtual Press Conference ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมเสริมแกร่งผู้ประกอบการผ่านโครงการ Smart Business Transformation ปี 2565 และเพื่อแบ่งปันเทรนด์รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในเรื่องการปรับองค์กรและธุรกิจสู่ดิจิทัล นางสาวสิรินันท์ จิรดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส Digital Engagement and FinTech Innovation ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจซึ่งได้เน้นย้ำให้ธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล จากผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เน้นไปที่การปรับตัวเป็นดิจิทัล การตลาดดิจิทัล และการส่งมอบประสบการณ์แก่ลูกค้าเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าหนึ่งในสองเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทนยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของลูกหลานในอนาคต ไม่เพียงแต่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว สิ่งสำคัญที่ SMEs ต้องตระหนักคือการผสานความยั่งยืนเข้าไปในกลยุทธ์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมประสิทธิภาพรากฐานทางธุรกิจ นายเฉลิมพล ตู้จินดา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีบริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการสรรหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้าให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ความเป็นดิจิทัล ผ่านโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP (Innovation and Technology Assistance Program) โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ของความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เราประสบความสำเร็จในการสนับสนุน SMEs ไทยจำนวน 35 ราย ให้มีแนวคิดในการปรับปรุงพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรม และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านบาท ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ITAP ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนไปแล้ว 5 ล้านบาท โดยเป็นการช่วยเหลือร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลให้กับองค์กร นอกจากนี้ยังมีอีกสองหน่วยงานพันธมิตรที่มีความร่วมมือกับโครงการ SBTP ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ สสว. และ depa โดย สสว. ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบายในการสนับสนุน SMEs ของประเทศไทย ได้กำหนดนโยบายและแผนการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับทางเทคโนโลยีเพื่อการเติบโตทางธุรกิจ นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า “ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 3.2 ล้านราย ส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนพวกเขาให้มีศักยภาพสูงขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดต่อไปได้ คือการได้ประชาสัมพันธ์ให้พวกเขาเข้าร่วมโครงการ SBTP ซึ่งเปรียบเสมือนช่องทางด่วนพิเศษในการพัฒนาทักษะดิจิทัล เร่งความสามารถในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และเข้าถึงการให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” depa ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนด้านโซลูชันเทคโนโลยีแก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า “ระยะเวลาความร่วมมือกว่า 3 ปีของ depaกับธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลของ SMEs รวมถึงการขยายโอกาสทางการตลาดสำหรับผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีชาวไทย เราเชื่อว่า SMEs ที่เข้าร่วมจะไม่เพียงสามารถปรับตัวเข้ากับโซลูชันที่เป็นดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน SBTP เท่านั้น แต่โครงการยังเปิดกว้างสำหรับโอกาสในการจับคู่ทางธุรกิจระหว่าง SMEs และผู้ให้บริการโซลูชัน การสร้างเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลได้” นายชาล เจริญพันธ์ CEO & Co-Founder HUBBA กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 HUBBA ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น ผ่านเครือข่ายและการบ่มเพาะทางธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตอบโจทย์ของตลาดและประสบความสำเร็จออกสู่ตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและพบว่านี่คือโอกาสของ SMEs ที่จะปรับเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจและกลยุทธ์ในการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ยิ่งธุรกิจสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในเชิงลึกได้มากขึ้นเท่าไร ความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นอกจากการปรับตัวสู่ดิจิทัลแล้ว SMEs ยังต้องการคำแนะนำในด้านการบริหารองค์กรและทรัพยากรบุคคลด้วยจากการเห็นเจ้าของธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาด้านนี้ จึงรวบรวมเอาหลักสูตรการฝึกอบรมในด้านการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรเข้ามา เนื่องจากเรื่องนี้มีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อทัศนคติและแรงจูงใจของพนักงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า โครงการ SBTP เริ่มต้นในปี 2562 เพื่อสนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยให้สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งได้รับความสนใจจาก SMEs ในประเทศไทยมากกว่า 4,000 ราย ในการเข้าร่วมโครงการ SMEs จะสามารถระบุปัญหาในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงได้รับคำแนะนำการใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ ความรู้และแนวทางการทำงานในการปรับตัว เกิดความเชื่อมั่นในการใช้นวัตกรรมใหม่ พร้อมได้ทดลองใช้ดิจิทัลโซลูชันที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีไปทดลองแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ โครงการ SBTP เปิดรับเจ้าของธุรกิจ SMEs หรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ที่พร้อมเปิดรับแนวคิดใหม่ในการทำธุรกิจมีความกระตือรือร้นในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุนด้านเครื่องมือดิจิทัล และสามารถให้เวลากับโครงการได้อย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาสามเดือนของโครงการ ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสนใจ ไม่จำกัดสาขาธุรกิจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SBTP ได้ที่ www.facebook.com/uob.th หรือ https://thefinlab.com/th/thailand  จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565   //////////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รู้ทันป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง ง่าย ๆ ด้วยชุดตรวจ strip test
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาเทคนิคการตรวจกรองไวรัสใบด่างในต้นพันธุ์มันสำปะหลัง โดยได้พัฒนาน้ำยาแอนติบอดีสำหรับตรวจไวรัสใบด่างมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยโดยใช้เทคนิคอิไลซ่า (ELISA) พบว่า น้ำยาแอนติบอดีที่พัฒนาขึ้นมีความไว (sensitivity) ในการตรวจมากกว่าน้ำยาที่มีการขายในเชิงการค้า และมีราคาต่อตัวอย่างถูกกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ   อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยเทคนิคอิไลซ่าจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างนำมาตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการและต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องอ่านผล ใช้เวลาในการตรวจสอบจนทราบผลประมาณ 1-2 วัน ทางทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ strip test สามารถพกพาไปใช้ในภาคสนาม โดยไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งมาตรวจยังห้องปฏิบัติการ ทราบผลได้ภายใน 15 นาที และตรวจสอบได้เองโดยไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการและเครื่องมือวัดอ่านผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย รวมถึงการตรวจหาเชื้อในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการผลิตต้นพันธุ์ปลอดเชื้อต่อไป   * * * * * ติดตามตัวอย่างผลงานวิจัยได้ในงาน : การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022) ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" วันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
อะไรอยู่ที่ไหน? หาได้ง่าย ๆ ด้วยเทคโนโลยี Plug UNAI
นักวิจัยเนคเทค สวทช.​ พัฒนา #PlugUNAI แพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อติดตามตำแหน่งและวัดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ภายในอาคาร จุดเด่น คือ การใช้เทคโนโลยีบลูทูธพลังงานต่ำ สามารถติดตามตำแหน่งของอุปกรณ์พร้อมเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้า   ปัจจุบัน Plug UNAI ถูกพัฒนาและนำไปใช้งานจริงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อติดตามตำแหน่งเครื่องมือแพทย์ด้วยแพลตฟอร์ม “อยู่ไหน (UNAI)” และบันทึกการใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงพยาบาลเพื่อทำระบบ Utilization Management ของงานเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด   * * * * * ติดตามตัวอย่างผลงานวิจัยได้ในงาน : การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022) ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" วันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
รัฐบาลจีนประกาศมอบรางวัลแห่งมิตรภาพ “The 2021 Chinese Government Friendship Award” ให้กับ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช.
รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ Science and Technology Daily ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับวันที่ 17 มีนาคม 2565 ได้เผยแพร่ว่า รัฐบาลจีนได้ประกาศมอบรางวัลแห่งมิตรภาพ "The 2021 Chinese Government Friendship Award" ให้กับ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะที่เป็นผู้บริหารองค์กรที่ตระหนักถึงคุณูปการสำคัญต่อความร่วมมือของ สาธารณรัฐประชาชนจีน และราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคลากรของทั้งสองประเทศ             LONG Yun ผู้เขียนรายงานข่าวชิ้นนี้ได้เปิดหัวเรื่องไว้น่าสนใจว่า Sustainability Shaping Great Collaboration  โดยได้รายงานข่าวถึง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีระดับโลก ในด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมของประเทศมีความทันสมัย ​​และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย “ประเทศไทยได้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น ความร่วมมือจีน-อาเซียน”  ดร.ณรงค์ ได้กล่าวกับ Science and Technology Daily เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ดร.ณรงค์  ศิริเลิศวรกุล เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งคณะทำงาน “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน” โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน - อาเซียน (China-ASEAN Technology Transfer Center หรือ CATTC) ดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการค้าของทั้งสองประเทศ ในปี พ.ศ. 2558 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน ได้จัดตั้งขึ้นที่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเจรจาธุรกิจระหว่างไทยและจีน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยและจีนในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนนักวิจัยระหว่างไทยและจีน การจัดฝึกอบรมระยะสั้น และการจัดกิจกรรมเสาะหาเทคโนโลยีและจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยและจีน ตามความต้องการของนักวิจัยและผู้ประกอบการทั้งไทยและจีน ตัวอย่างผลสำเร็จของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือกับจีนในงาน China Intelligent Equipment Industry ระหว่างปี 2560-2562 การส่งบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมระหว่างประเทศสำหรับนักจัดการด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคจีน-อาเซียน และการส่งนักวิจัยไทยเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ในประเทศจีน ดร.ณรงค์  ศิริเลิศวรกุล ได้กล่าวในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG และความร่วมมือในกลุ่มอาเซียน ซึ่งคาดว่าแนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับแผนระดับชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย อีกด้วย *** หมายเหตุ อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ http://www.stdaily.com/English/Service/202203/c083087c1bf945b7ac0a69075014cac3.shtml
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รู้ทัน! สารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ ด้วยชุดตรวจ Peroxide Test Strip
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเซนเซอร์ทางไฟฟ้าเคมีสู่ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำนมดิบ Peroxide Test Strip ที่มีความไวสูง สามารถตรวจไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบได้แม้มีความเข้มข้นน้อย ราคาถูก ใช้งานง่าย ตรวจวัดและวิเคราะห์ผลเร็ว มีความจำเพาะเจาะจงและความถูกต้องสูง ลดการสูญเสียน้ำนมดิบที่ไม่มีคุณภาพ และลดผลกระทบต่อกระบวนการแปรรูปน้ำนมดิบ ส่งมอบ อ.ส.ค. สำหรับใช้ในศูนย์รับน้ำนม อ.ส.ค ทั่วประเทศ หวังเป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์นม และอุตสาหกรรมโคนมของไทย   * ** * * ติดตามตัวอย่างผลงานวิจัยได้ในงาน : การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 17 (NAC2022) ภายใต้แนวคิด "พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม BCG" วันที่ 28-31 มีนาคม 2565 ออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์