หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่เอกสารเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นจมูก เบซูโตะ เคลียร์ (Besuto Qlears nasal spray)
ตามที่มีการแถลงข่าวในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 เปิดตัวผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นจมูก เบซูโตะ เคลียร์ (Besuto Qlears nasal spray) จากสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยยับยั้งและป้องกันเชื้อไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจ เช่น SARs-COV-2 (COVID-19) ไข้หวัดใหญ่ (H1N1) และ RSV  จากนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 อย.ได้แถลงข่าวถึง ผลิตภัณฑ์เบซูโตะ เคลียร์ นาเซิล สเปรย์ (Besuto Qlears nasal spray) ว่าได้รับการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์ เลขที่ 65-1-3-2-0000818 มีวัตถุประสงค์การใช้งานและข้อบ่งใช้ คือ สำหรับพ่นจมูก ใช้เมื่อเริ่มมีอาการเป็นหวัดหรือมีอาการคล้ายหวัด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุโพรงจมูกเนื่องจากอากาศแห้ง ช่วยลดและบรรเทาอาการคัดจมูก ซึ่งภายหลังปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่ามีการแถลงผลการทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในสูตรส่วนประกอบ ควบคู่กับการแอบแฝงโฆษณาผลิตภัณฑ์ ทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถยับยั้งหรือฆ่าเชื้อ SARs-COV-2 (COVID-19) ไข้หวัดใหญ่ (H1N1) และ RSV ต้านการอักเสบ ฯลฯ ได้ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับผู้บริโภค ทาง สวทช. ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงถึงความเกี่ยวข้องของ สวทช. กับผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นจมูก เบซูโตะ เคลียร์ (Besuto Qlears nasal spray) จากสารสกัดจากธรรมชาติ ดังนี้ . บริษัทเอกชนได้ว่าจ้าง สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ให้ดำเนินโครงการศึกษากระบวนการไบโอรีไฟเนอรีของเปลือกมะนาว เพื่อให้ได้สารลิโมนีนคุณภาพสูง เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสารชีวเคมีภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ (ระยะเวลาโครงการ 20 ธันวาคม 2564 -19 ธันวาคม 2565) . ต้นเดือนกรกฎาคม 2565 สวทช. ตรวจพบว่าได้มีภาพถ่ายของผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นจมูก เบซูโตะ เคลียร์ (Besuto Qlears nasal spray) และมีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์  ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวชื่อสเปรย์พ่นจมูก เบซูโตะ (Besuto nasal spray) มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อการค้า และมีการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สวทช. ติดอยู่บนกล่องผลิตภัณฑ์ ซึ่งทาง สวทช. ไม่ได้อนุญาตให้ผู้ผลิตใช้ตราสัญลักษณ์ของ สวทช.แต่อย่างไร จึงได้แจ้งให้ผู้ผลิตระงับการเผยแพร่และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในทันที . ไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินโครงการศึกษากระบวนการไบโอรีไฟเนอรีของเปลือกมะนาว เพื่อให้ได้สารลิโมนีนคุณภาพสูง เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสารชีวเคมีภัณฑ์ ตามสัญญาการว่าจ้าง ซึ่งทีมนักวิจัยได้ศึกษากระบวนการแยกสารทางชีวภาพหลายชนิดจากเปลือกมะนาวตามกรอบที่ผู้ว่าจ้างได้ระบุให้ศึกษาว่าสามารถสกัดออกมาได้หรือไม่ โดยผลการศึกษาพบว่าในเปลือกมะนาว นอกจากจะมีสารลิโมนีนที่เป็นเป้าหมายหลักของการศึกษาแล้ว ยังมีสารสำคัญชนิดอื่นด้วย โดยไบโอเทค สวทช. ได้ส่งมอบผลให้บริษัทเอกชนที่ว่าจ้าง และจากผลการศึกษาดังกล่าว ทางบริษัทเอกชนได้คัดเลือกสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่งที่พบในเปลือกมะนาว และสารชนิดอื่นๆ ให้ทีมวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ทำการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งไวรัสโดยใช้เทคโนโลยีไวรัสเสมือนในระดับห้องปฏิบัติการ และทางทีมวิจัยได้ส่งผลการทดสอบให้กับบริษัทฯ เพื่อทางบริษัทฯ จะได้นำไปพัฒนาและทดสอบทางคลินิคต่อไป โดยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในวงการวิชาการว่าการทดสอบการทำงานของสารออกฤทธิ์ในระดับห้องปฏิบัติการมีภาวะเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากการใช้งานจริงในร่างกายมนุษย์มาก โดยมีสารออกฤทธิ์จำนวนหลายชนิดที่ทดสอบได้ผลดีในระดับห้องปฏิบัติการแต่ใช้งานจริงไม่ได้ผลในร่างกายมนุษย์ จึงเป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่ต้องนำผลิตภัณฑ์ไปทดสอบตามกระบวนการรับรองของ อย. ให้ครบถ้วนก่อนผลิตและจำหน่าย . ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของไบโอเทค และนาโนเทค สวทช. ได้ดำเนินการวิจัยและทดสอบตามที่ได้รับการว่าจ้างและส่งมอบผลการศึกษาเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และตามหลักมาตรฐานสากลเท่านั้น มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย รวมถึงการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์เบซูโตะ เคลียร์ นาเซิล สเปรย์ แต่อย่างใด หมายเหตุ                                     ลิโมนีน (limonene) เป็นสารในกลุ่มอะโรมาติกโมโนเทอร์ปีนที่เป็นองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย (essential oil) ที่ได้จากเปลือกผลไม้ตระกูลส้มและมะนาวโดยมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์โภชนเภสัชภัณฑ์ (nutraceutical) สารต้านจุลินทรีย์ สารกำจัดแมลง และใช้เป็นตัวทำละลายอินทรีย์และสารเติมแต่งในการผลิตน้ำหอม ผลิตภัณฑ์สุขภาพอาหารและเครื่องดื่มโดยจัดเป็นสารที่มีความปลอดภัยและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี โดยสามารถเปลี่ยนเป็นสาร building block ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งทำให้มีความต้องการสารลิโมนีนเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน                                  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดงานเสวนา “นวัตกรรมแบตเตอรี่ยุคใหม่เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next generation battery technologies powering the future industries)”
เมื่อเร็วๆนี้ ณ ห้อง MR 213 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) นำโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา หน่วยงานวิจัย และองค์กรเอกชน กำหนดจัดงานเสวนา “นวัตกรรมแบตเตอรี่ยุคใหม่เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next generation battery technologies powering the future industries)” ภายใต้งาน METALEX 2022 มหกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลโลหการอันดับหนึ่งของอาเซียน เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ทั้งในเชิงนโยบายภาครัฐ และเชิงเทคนิค รวมทั้งแนวโน้มเทคโนโลยีในมุมมองของภาคเอกชน การเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีให้ผู้มีประสบการณ์ในสายงานนวัตกรรม เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ทั้งนักวิจัย ผู้บริหาร และนักนโยบาย มาให้คำแนะนำ และถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาทุกท่านได้มีแนวคิดใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอด ในสายงานวิจัย สร้างการเติบโตและความได้เปรียบในเชิงธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานได้ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การเสวนาภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมแบตเตอรี่ยุคใหม่เพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio, Circular and Green Economy) อันเป็นโจทย์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจเมื่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ระบบกักเก็บพลังงานคือระบบ อุปกรณ์ วิธีการ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีการดำเนินการกำกับดูแลหรือมีธุรกิจที่เกี่ยวกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid energy storage) ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก ระบบกักเก็บพลังงานนั้นสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าให้สามารถตอบสนองต่อระดับความต้องการผลิตและความต้องการใช้ที่มีความผันแปรได้อย่างทันท่วงที เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานโดยเฉพาะแบตเตอรี่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน รูปแบบหนึ่งของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานที่มีการประยุกต์ใช้งานอย่างแพร่หลายคือ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่มีสมรรถนะที่ดีและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีน้ำหนักเบาและสามารถประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างไรก็ตามแบตเตอรีลิเธียมยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน ในเรื่องของความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความจำกัดของแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรที่ใช้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มว่า หนึ่งในสิ่งส่งมอบผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) คือ การรับมือต่อความมั่นคงและเสถียรภาพแหล่งจ่ายพลังงาน ซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับแนวโน้มการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในปัจจุบัน โดยมีการดำเนินการจัดตั้งโรงงานต้นแบบวิจัยแบตเตอรี่วัสดุทางเลือกที่มีความปลอดภัยสูง ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยแบตเตอรี่วัสดุทางเลือกที่มีความปลอดภัยสูง และสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Platform) สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ปลอดภัยทางเลือกใหม่เพื่อความมั่นคงและการใช้งานเชิงพาณิชย์ และสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ทางเลือกภายในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาแบตเตอรี่ทางเลือกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage system) ที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ NSD ยังมีเครือข่ายพันธมิตรจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา หน่วยงานวิจัย และองค์กรเอกชน ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ มีส่วนร่วมผลักดันงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การวิจัยพัฒนาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานของอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุสูงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงโดยพึ่งพาทรัพยากรและการผลิตภายในประเทศ ร่วมกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน), การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ร่วมกับบริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด, และการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่สังกะสี-แมงกานีสไดออกไซด์ในประเทศไทย กับ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ดร.อดิสร กล่าวตอนท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการเดินรถไฟฟ้า รุ่นที่ 3 (Railway System Operation: RSO)
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการเดินรถไฟฟ้า รุ่นที่ 3 (Railway System Operation: RSO) อบรมระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2566 สถานที่อบรม : โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ เนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย - การเดินรถไฟฟ้า (Railway Operation) - การศึกษาดูงานการบริหารและควบคุมระบบการเดินรถไฟฟ้า - การศึกษาดูงานโครงการระบบการเรียนรู้การบริหารและควบคุมระบบการเดินรถไฟ - Workshop: ระบบการเรียนรู้การบริหารและควบคุมระบบการเดินรถไฟ - ระบบอาณัติสัญญาณ (Railway Signaling System) รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.career4future.com/rso สอบถามข้อมูลที่ โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81894 และ 085 324 2684 (นพมล) E-mail: npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า รุ่นที่ 3 (Railway System Maintenance: RSM)
ช. สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า รุ่นที่ 3 (Railway System Maintenance: RSM) อบรมระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม 2566 สถานที่อบรม : โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ เนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย - การซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า (Railway System Maintenance) * การซ่อมบำรุงขบวนรถไฟ * การซ่อมบำรุงทางรถไฟ * การซ่อมบำรุงระบบควบคุมการเดินและระบบบอาณัติสัญญาณ * การซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า - การศึกษาดูงานการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.career4future.com/rsm สอบถามข้อมูลที่ โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81894 และ 085 324 2684 (นพมล) E-mail: npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
TechBiz Starter 2022 สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม
สวทช. โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี จัดกิจกรรม “Pitching & Meet Investors” ภายใต้โครงการ สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม หรือ TechBiz Starter 2022 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้โชว์ผลงานผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี นำเสนอต่อคณะกรรมการที่เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนตัวจริง ซึ่งได้คัดเลือกผลงานที่มีความน่าสนใจ พร้อมมอบรางวัล TechBiz Starter Funds เป็นทุนสนับสนุน 20,000 บาท จำนวน 10 รางวัล ทั้งนี้ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามโครงการได้ที่ https://www.facebook.com/NstdaBIC
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2565) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) Headquarters ณ วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเฝ้า ฯ รับเสด็จ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลถวายรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation, EECi)  ว่า สวทช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนา EECi เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ (1) เกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (2) เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (3) แบตเตอรี่และการขนส่งสมัยใหม่ (4) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (5) การบินและอวกาศ และ (6) เครื่องมือแพทย์ ทั้งนี้ พื้นที่ EECi ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ที่จะช่วยยกระดับมูลค่าภาคเกษตร สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ จากนั้นทรงประกอบพิธีกดแผ่นป้ายเปิดกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก บริเวณลานสัญลักษณ์แห่งการขยายผลนวัตกรรม หรือ ที่เรียกว่า Innovation Amplifier ซึ่งเป็นการนำบางส่วนของตราสัญลักษณ์เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  มาใช้เป็นภาพการสื่อสารหลัก (Key Visual) เพื่อสร้างภาพจำและสื่อสารแนวคิดให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน” สัญลักษณ์แห่งการขยายผลนวัตกรรม จำลองปรากฎการณ์กระเพื่อมของน้ำเป็นวงระลอกคลื่น เปรียบได้กับการสร้างผลกระทบขยายออกไปในวงกว้างต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งแต่ละวงของสัญลักษณ์ ยังจำลองแถบโมเบียส (Möbius strip) เพื่อสื่อถึงการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด และลูกกลมที่เชื่อมต่อระหว่างวงของสัญลักษณ์ฯ สื่อถึงการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความคืบหน้าการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ณ บริเวณโถงพลาซ่า ประกอบด้วย นิทรรศการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพันธมิตรสำคัญ โดย สวทช. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Bio Base Europe Pilot Plant VZW กรมวิทยาศาสตร์บริการ และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคาร D ชมความคืบหน้าของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center, SMC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนวัตกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะ (EECi ARIPOLIS) มีภารกิจหลักในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้และการทดลองปฏิบัติจริง รวมไปถึงกิจกรรมวิจัยเพื่อการสร้างนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว ทั้งนี้ SMC ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อมุ่งไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) และส่งแรงขับเคลื่อนถึงการเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Thailand 4.0) จากนั้นเสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังอาคาร S ทอดพระเนตรนิทรรศการด้านนวัตกรรมการเกษตรของเมืองนวัตกรรมชีวภาพ (EECi BIOPOLIS)  ณ อาคารกรีนเฮ้าส์ ภายในปลูกฟ้าทะลายโจร บัวบก ขมิ้นชัน และกระชายดำ มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งทดสอบการปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อให้ได้ข้อมูลผลผลิต และวิธีการผลิตที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ EECi ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการนำนวัตกรรมเข้าไปผลักดันอุตสาหกรรมและพัฒนาประเทศด้วยการปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีผ่านการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและกลไกที่จะรองรับงานวิจัยขยายผล (Translational Research) ตลอดจนการปรับแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับบริบทของไทย (Technology Localization) สำหรับกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ EECi มีพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ได้มีพิธีเปิดหน้าดินเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในพื้นที่ประกอบไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนา โดยในปี 2565 มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเปิดให้บริการ ได้แก่    ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน และโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ และจะทยอยเปิดโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อาทิ โรงเรือนฟีโนมิกส์ (Phenomics Greenhouse) โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery Pilot Plant) และโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่ทางเลือก (Alternative Battery Pilot Plant) ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดย สวทช. แล้ว ภายในพื้นที่ EECi ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตซึ่งดำเนินการโดยพันธมิตร อีก 3 รายการ ประกอบด้วย 1. สนามทดสอบยานยนต์ไร้คนขับ ดำเนินการโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ 2. เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ขนาด 3 กิกะอิเล็กตรอนโวลต์ ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตอน (องค์การมหาชน) และ 3. สนามทดสอบอากาศยานไร้คนขับ ดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา EECi ให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผ่านการพัฒนาคลัสเตอร์นวัตกรรมใหม่ ที่เกิดจากการผสานความร่วมมือระหว่างบริษัทใหญ่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันวิจัย สถาบันศึกษา และภาคประชาสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศให้กับหน่วยงานและผู้ประกอบการในประเทศไทย   ################
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. นำ EECi ผนึก อบจ.ระยอง เสริมแกร่งชุมชนด้วยวิทย์และนวัตกรรม
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ณ กลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) Headquarters วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง โดยมี ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการ EECi และนายสมศักดิ์ พะเนียงทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง ร่วมเป็นสักขีพยาน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า สวทช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้เป็นผู้พัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ผ่านกลไกของ EECi ร่วมกับพันธมิตรจากทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน และภาคเอกชน ซึ่ง สวทช. ถือเป็นขุมพลังหลักของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งเครื่องมือ บุคลากร และบริการที่พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการนำ วทน. ไปช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชน ภาคเกษตรกร และผู้ประกอบการ ตลอดประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ จ.ระยอง อาทิ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร EECi  อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC), ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ NCTC เป็นต้น  นอกจากนี้ สวทช. ยังมีกลไกและบริการที่ช่วยยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs และ สตาร์ตอัป ได้แก่ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี และ FoodInnopolis เป็นต้น “การพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ ทั้งด้านเด็กและเยาวชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ของ สวทช.เหล่านี้ มาใช้ในพื้นที่จะไม่สำเร็จและสร้างผลกระทบได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในท้องถิ่น ซึ่งเข้าใจความต้องการและปัญหาที่แท้จริง สามารถเข้าถึงชุมชนและทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยปรับแปลงเทคโนโลยีให้เหมาะกับการพัฒนามากที่สุด ทั้งนี้ สวทช. ยินดีอย่างยิ่งที่หน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง มีเป้าหมายเดียวกันกับ สวทช. และได้มอบหมายให้สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ร่วมกับ EECi เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การพัฒนาพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในทุกมิติ” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ในฐานะหน่วยงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตระหนักและให้ความสำคัญการพัฒนาเขคพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นพื้นที่ที่จะสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ ที่จะรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เน้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับประเทศไทย ประการที่สอง คนระยองจะต้องได้รับประโยชน์จากการลงทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการมีงานทำที่ทันสมัย โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการใช้ชีวิตที่ทันสมัย และคนระยองที่มีอาชีพพื้นฐานของจังหวัดต้องได้รับรายได้มากขึ้นจากการที่มีคนมาอาศัยอยู่ในระยองและมีกำลังซื้อมาก ๆ “อบจ.ระยอง มีกลไกในการพัฒนากำลังคนของจังหวัดระยองทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพเกษตร ประมง การท่องเที่ยว และพาณิชยกรรม จึงได้ให้ความร่วมมือในการประสานการกำหนดพื้นที่เป้าหมายของเขตอุตสาหกรรม และการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการใช้ชีวิตของผู้ประกอบการ นักลงทุน และกำลังแรงงานที่จะมาอยู่ในระยอง ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ในกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขี้นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมทั้งศึกษาความต้องการด้านกำลังคนที่จำเป็นในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งจัดทำข้อบัญญัติ และการจัดตั้งงบประมาณ ตามผลการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งนี้สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง หรือสถาบัน RILA เป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนากำลังคนของคนทุกช่วงวัยตั้งแต่ก่อนวัยเรียน วัยเรียน วัยแรงงาน และผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อที่จะเป็นสถาบันในการจัดการความรู้เพื่อพัฒนากำลังคนของจังหวัดระยองให้สอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด และขณะเดียวกันจะเป็นกลไกในการให้ความร่วมมือกับองค์กร หรือหน่วยงานที่เข้ามาจัดการองค์ความรู้ในการพัฒนาคนระยอง และจังหวัดระยอง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในการพัฒนาคนระยอง และจังหวัดระยองต่อไป” ด้าน ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการ EECi  กล่าวเสริมว่า การ       ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันใน 3 ด้าน ได้แก่  1.ร่วมสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรเพื่อให้ขับเคลื่อนการพัฒนา EECi อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ จ.ระยอง 2. ดำเนินกิจกรรมวิจัย พัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ไปร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดระยอง และ 3. จัดหาและร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. เพื่อรองรับกิจกรรมงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของทุกภาคส่วนในจังหวัดระยอง โดยมุ่งเน้นไปยัง 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กและเยาวชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ระบบสำรองพลังงานแบบยาวนาน (Long Duration Storage)
  การสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบโครงข่ายพลังงานหรือระบบกริด (grid energy storage system) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการกักเก็บพลังงานจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะจากลมและแสงแดดที่ผันผวน และจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีระบบสำรองไฟฟ้าที่มีสมรรถนะดีและต้นทุนเหมาะสม     ปกติแล้วเทคโนโลยีสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบกริดใช้แบตเตอรี่ “ลิเทียมไอออน” ซึ่งมีประสิทธิภาพดี แต่มีต้นทุนสูง แร่ลิเทียมมีราคาแพงและมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ตัวแบตเตอรี่อาจระเบิดได้ สารเคมีที่ใช้เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปใช้สำรองไฟฟ้าได้นาน 4 ชั่วโมง แต่เนื่องจากความต้องการพลังงานมากขึ้น ควรสำรองให้ใช้งานได้อย่างน้อย 12 ชั่วโมง ซึ่งต้นทุนจะสูงขึ้นด้วย     ปัจจุบันมีแบตเตอรี่ทางเลือกหลายแบบมาใช้แทนแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เช่น เหล็ก สังกะสี โซเดียม รวมถึงแบตเตอรี่ไหลชนิดเหล็ก (iron flow battery) ที่ใช้เป็นระบบสำรองไฟฟ้าในระบบกริดของบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ช่วยสำรองไฟได้นาน 12–100 ชั่วโมง แบตเตอรี่ทางเลือกเหล่านี้มีจุดเด่นสำคัญคือ ต้นทุนที่ถูกกว่า เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่สามารถหาได้ง่าย อายุการใช้งานที่ยาวกว่า ไม่ระเบิด จึงปลอดภัยกว่า รีไซเคิลได้ และส่วนประกอบที่ใช้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม     ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ตามสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกไว้ย่อมเป็นผลดีในหลายด้าน ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ หรือ NSD ของ สวทช. ได้นำร่องพัฒนาแบตเตอรี่ชนิด “สังกะสีไอออน” เพื่อเป็นทางเลือก โดยอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อผลิตในระดับโรงงานต้นแบบที่ EECi ต่อไป นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยแบตเตอรี่ทางเลือกชนิดอื่น อาทิ แบตเตอรี่โซเดียมไอออน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีราคาถูกและหาได้ง่ายเช่นกัน    
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
งานประชุมเมล็ดพันธุ์พืชแห่งเอเชีย ประจำปี 2022
ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิร์ล :: 15 พฤศจิกายน 2565 งานประชุมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชียได้กลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากห่างหายไป 2 ปี และในปีนี้ได้กำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยสมาคมเมล็ดพันธุ์พืชภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค (APSA) ได้ร่วมกับ สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิชาการเกษตร ในฐานะคณะกรรมการการจัดงานประจำประเทศไทย คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ประธานคณะกรรมการ สมาคมเมล็ดพันธุ์พืชภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค และสมาชิกของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า งานประชุมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย เป็นเวทีในอุดมคติที่เปิดโอกาสให้เราได้รวมตัวพบปะหารือกันเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ๆ ความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่เรามีรวมถึงสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อก้าวเดินต่อไปในภายหน้า เพื่อบรรลุพันธกิจและความมุ่งมั่นตั้งใจของเราที่มีต่อเกษตรกรและครอบครัวของพวกเราทุกคน งานประชุมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชียในครั้งนี้ถือเป็นการจัดประชุมธุรกิจครั้งที่ 7 ในประเทศไทย นอกจากนี้ผ่านมางานประชุมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย หรือ ASC ในอดีตได้จัด ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย และในเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลียเมืองเซี่ยงไฮ้มาเก๊า เกาสง ประเทศจีน รัฐกัว กรุงนิวเดลลีบังกาลอร์และไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย เมืองชิบะและโกเบ ประเทศญี่ปุ่น กรุงจาการ์ตา และบาหลีประเทศอินโดนีเซีย กรุงโซลและอินชอน สาธารณรัฐเกาหลีและเมืองโฮจิมินท์ประเทศเวียดนาม ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศผู้นำ ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์การแปรรูปเมล็ดพันธุ์และประเทศผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบายศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทย โดยการผลักดันประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์เขตร้อนระดับโลก โดยมีแผนแม่บทยุทธศาสตร์พืชเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ข้าวโพดและผัก และแผนแม่บทยุทธศาสตร์พืชเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ข้าว พืชไร่ พืชอาหารสัตว์และพืชบำรุงดิน และมี4 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อน ดังนี้ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่อย่างปลอดภัย พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบพืช GMOs การจำแนกพันธุ์หรือศัตรูพืชเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ (Seed enhancement technology) เช่น การเคลือบเมล็ดหรือการพอกเมล็ดด้วยจุลินทรีย์ส่งเสริมการเจริญของพืชหรือธาตุอาหาร การวิจัยการทำ เกษตรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนและ ให้การรับรองระบบการทำการเกษตรไร้ก๊าซเรือนกระจก งานวิจัยเพื่อเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมที่มีลักษณะดีเป็นที่ต้องการของตลาดทั้ง conventional breeding และ modern breeding biotechnology พร้อมทั้งการสร้างฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมพืชและพันธุ์พืชของประเทศไทยที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชพื้นเมืองของชุมชนที่เกษตรกรสามารถดำ เนินการได้เองโดยได้รับการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำ มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชที่ดีและเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อความยั่งยืน การปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบและมาตรการของภาครัฐ ด้วยการแก้ไข ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้ทันสมัยมากขึ้น ปรับปรุงกฎระเบียบ ประกาศที่เกี่ยวข้องกับพืชดัดแปรพันธุกรรม และพืชที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ภายใต้พรบ. กักพืช และเร่งรัดการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ตามร่าง พรบ. ความหลากหลายทางชีวภาพ และเตรียมพร้อมกฎหมายลำดับรองเพื่อกำกับดูแลให้ครอบคลุมในทุกกิจกรรมด้านเมล็ดพันธุ์ การส่งเสริมการผลิตและการตลาด กรมวิชาการเกษตรมีแผนในการให้การรับรองห้องปฏิบัติตรวจสอบสุขอนามัยเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชน (Seed Health Lab Accreditation) ให้สามารถตรวจรับรองการปลอดศัตรูพืชในเมล็ดพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมายและสามารถออกใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์(e-Phyto) ได้โดยผ่านระบบบริการออนไลน์ระบบใหม่ของกรมวิชาการเกษตร (NEW DoA-NSW) เกี่ยวข้องกับการนำ เข้าส่งออก และนำผ่านของด่านตรวจพืช พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์เพื่อช่วยอำ นวยความ สะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมการค้าธุรกิจเมล็ดพันธุ์ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ร่วมกับชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้ราคาเมล็ดพันธุ์ที่ยุติธรรมและเหมาะสมสำหรับเกษตรกรรายย่อย การสร้างและพัฒนาบุคลากร กรมวิชาการเกษตรมีความร่วมมือระหว่างกับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยและ ภาคเอกชนอื่น ๆ ในด้านการตรวจสอบคุณภาพและสุขอนามัยเมล็ดพันธุ์การตรวจสอบความบริสุทธิ์ทาง       พันธุกรรม (Seed purity และ Seed free-GMs) เช่น โครงการทดสอบความชำ นาญ (PT) ระหว่าห้องปฏิบัติการของรัฐและเอกชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์(นานาชาติ) เช่น สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค (APSA) และ สมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ(ISTA) รวมถึงการฝึกอบรมระหว่างห้องปฏิบัติการของภาครัฐและภาคเอกชน ด้าน ดร. ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Seed Hub โดยการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยในอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เกิดการทำ งานร่วมกันที่เรียกว่า Seed cluster ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา สวทช. สนับสนุนการดำเนินงานใน 5 พันธกิจ ดังนี้ 1.วิจัยและพัฒนา สร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและชุดตรวจวินิจฉัยต่อเชื้อก่อโรคพืชในอุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์โดย BIOTEC เทคโนโลยีจีโนมในการวินิจฉัย ตรวจสอบ โรคและความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมสำ หรับการส่งออก เมล็ดพันธุ์และการใช้เทคโนโลยีจีโนมในการคัดเลือกพันธุ์ซึ่งช่วยให้ภาคเอกชนส่งออกเมล็ดพันธุ์และพัฒนาพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) 2.โครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยบริหารเชื้อพันธุกรรมพืชทั้งในระดับ working collection และ long-term security เช่น National Biobank of Thailand(NBT) โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย ได้แก่ ม.ขอนแก่น ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ ม.เกษตรศาสตร์ 3.พัฒนาบุคลากร ได้แก่การสร้างนักปรับปรุงพันธุ์รุ่นใหม่ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ 4.ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนและเกษตรกรรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 5.สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและข้อมูลด้านตลาดเมล็ดพันธ์ุการทดสอบพันธุ์การทำ Business matching ของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคเอกชนด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เติบโต และมีความมั่นคงยั่งยืนทั้งระบบ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มว่า ความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และกรมวิชาการเกษตร ในการพัฒนา Thailand Seed Hub สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ได้ส่งผู้แทนเข้าเป็นคณะกรรมการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ในการส่งเสริมและพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืช (Thailand Seed Hub) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมาคมฯ ได้จัดงาน THAILAND INTERNATIONAL SEED TRADE ประจำปีขึ้นที่กรุงเทพฯ และได้เชิญผู้ประกอบการค้าเมล็ดพันธุ์รวมทั้งองค์กรพันธมิตรจากทั่วโลกมาประชุม เจรจาการค้าและการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ในระดับสากล แล้วในฐานะสมาคมเมล็ดพันธ์พืชระดับภูมิภาค ทาง APSA มีบทบาทสำคัญเช่นกันในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคและระดับโลกที่หลากหลาย และแหล่งทรัพยากรระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการมองผ่านผลของกลยุทธ์นี้ และงานสำคัญอย่าง Asian Seed Congress ก็เป็นหนึ่งในเวทีหลักที่จะรวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมารวมกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายของภาคส่วนนี้และด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะคงตำแหน่งในฐานะ “เมืองหลวง”เมล็ดพันธุ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป สร้างความมั่นใจว่าประเทศจะสามารถยืนหยัดในสถานะของตนในฐานะ ศูนย์กลางการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชเมืองร้อนชั้นนำระดับโลกได้ ดร. ศรัณย์ กล่าว  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
LANTA ติดอันดับที่ 70 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนของการจัดลำดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุดของโลก
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/nstda%E2%80%99s-supercomputer-ranks-70th-in-the-new-top500-list-of-the-world%E2%80%99s-most-powerful-supercomputers.html ผลการจัดอันดับ TOP500 หรือการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ครั้งที่ 60 เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 ได้ประกาศว่าเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ถูกจัดให้เป็นเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ประสิทธิภาพสูงสุดอันดับ 70 ของโลก หรือนับเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ด้วยประสิทธิภาพในการคำนวณที่สูงถึง 8.1 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาที ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงข่าวการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ TOP500 ซึ่งเป็นการจัดอันดับเพื่อจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากทั่วโลก รวมทั้งยังถูกนำไปใช้ในการแสดงศักยภาพด้านการคำนวณอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ในการประกาศผลการจัดอันดับครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 นั้น ระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ของประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 70 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ 20 ของเอเชีย และเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดอันดับหนึ่งในอาเซียน ด้วยประสิทธิภาพในการคำนวณ 8.1 petaFLOPS หรือ 8.1 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาที  ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยที่มีระบบประมวลผลที่ติดอยู่ใน 100 อันดับแรกของการจัดอันดับ TOP500 เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาที่ต้องอาศัยการคำนวณขั้นสูงของประเทศไทยให้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ประจำปี 2564 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อสนับสนุนนักวิจัยจากภาคการศึกษา หน่วยงานจากภาครัฐ และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมในภาคเอกชนและอุตสาหกรรม และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการคำนวณของไทยให้โดดเด่นในระดับนานาชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ให้ข้อมูลว่า LANTA เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่น Cray EX Supercomputer ผลิตโดยบริษัท Hewlett Packard Enterprise (HPE) ประกอบด้วยหน่วยประมวลผล CPU AMD EPYC เจนเนอเรชั่น ที่ 3 (Milan) รวมทั้งสิ้น 31,744 cores และหน่วยประมวลผล GPU รุ่น NVIDIA A100 ที่เหมาะสมสำหรับการคำนวณด้าน AI ขั้นสูงและการจำลอง simulation ทางวิทยาศาสตร์จำนวน 704 หน่วย มีระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงรุ่น Cray ClusterStor E1000 ที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่า 10 เพตะไบต์ (petabytes) หรือ 10,000 ล้านล้านไบต์ โดยใช้การเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายประสิทธิภาพสูง HPE Slingshot Interconnect ที่มีความเร็วในการส่งรับข้อมูล 200 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งทำให้ LANTA มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงสุดในทางทฤษฎี (theoretical peak performance) อยู่ที่ 13.7 petaFLOPS และประสิทธิภาพการคำนวณสูงสุดที่วัดได้ (maximum LINPACK performance) อยู่ที่ 8.1 petaFLOPS หรือ 8.1 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาที (ดูข้อมูลได้ที่ https://top500.org/system/180125/) นอกจากนี้ LANTA เป็นเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยน้ำ (warm water cooling) เป็นที่แรกของประเทศไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพการระบายความร้อนสูงกว่าการระบายความร้อนด้วยอากาศ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ในระยะยาว และเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเข้าสู่ยุคของ Green Computing เช่นเดียวกับศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชั้นนำทั่วโลก LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สามารถใช้งานได้กับหัวข้อวิจัยที่สำคัญได้หลากหลายเพื่อสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างนวัตกรรมให้กับภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม อาทิ การแพทย์แม่นยำ การวิจัยพัฒนายา การจำลองสภาพภูมิอากาศตามเวลาจริงโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม การคำนวณออกแบบวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง การศึกษาการทำงานของชีวโมเลกุล และความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยาของไทย และในด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) อย่างรวดเร็วเพื่อประโยชน์การบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการจราจร การบริหารการสาธารณสุข ประมวลข้อมูลการกระจายรายได้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและศึกษารายละเอียดได้ที่ https://thaisc.io/ หรือสอบถามเพิ่มเติมทางอีเมลได้ที่ thaisc@nstda.or.th  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.ประกาศรางวัล TechBiz Starter Funds มอบทุน 10 ผลงาน ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากผู้ประกอบการหน้าใหม่
ณ อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สวทช. จัดกิจกรรม “Pitching & Meet Investors” ภายใต้โครงการ “สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม (TechBiz Starter)” ปี 2565 และประกาศรางวัล TechBiz Starter Funds มอบทุนสนับสนุน จำนวนเงิน 20,000 บาท สำหรับผลงาน 10 อันดับที่ได้รับคะแนนสูงสุด เพื่อสนับสนุนและต่อยอดกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สามารถสร้างรากฐาน ดำเนินธุรกิจอย่างมีทิศทาง และสร้างโอกาสขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า โครงการ TechBiz Starter ประจำปี 2565 ซึ่งปีนี้ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่สาม โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ได้เน้นการสนับสนุน ส่งเสริม นักวิจัย และผู้ประกอบการใหม่ในระยะเริ่มต้น (Early Stage) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดำเนินธุรกิจ โดยส่งเสริมโอกาสและช่องทางให้แก่กลุ่มผู้เริ่มต้น ในการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งกิจกรรมพบผู้เชี่ยวชาญราย Sectors โดยได้รับเกียรติจากองค์กรเอกชนในการแชร์มุมมองการทำธุรกิจ และการเข้าเยี่ยมชม/เชื่อมโยงจากศูนย์แห่งชาติภายใน สวทช. รวมถึงโอกาสที่ได้รับคำแนะนำจาก ที่ปรึกษามืออาชีพและมีประสบการณ์ตรงเฉพาะด้าน ตลอดจนโอกาสในการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดอย่างเหมาะสม เช่น การออกบูธนิทรรศการ การเข้าประกวดเทคโนโลยีในเวทีต่างๆอีกด้วย นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า ผลจากการดำเนิน “โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรมในสามปีที่ผ่านมานั้น มีนักวิจัยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ของประเทศที่มีแนวคิดนวัตกรรม และอยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 200 ราย โดยโครงการฯ ได้คัดเลือกผู้ที่มีแนวคิดทางธุรกิจ และความมุ่งมั่นที่ดี เข้าร่วมโครงการผ่านกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีกว่า 120 ราย โดยผ่านการอบรมความรู้ด้านพื้นฐานธุรกิจเพื่อพัฒนาฐานความรู้สำคัญในการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด และได้รับคำปรึกษาแนะนำจากที่ปรึกษาของศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินธุรกิจ และเกิดรายได้รวมกว่า 350 ล้านบาท ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นที่น่าพอใจยิ่ง ทางโครงการฯ จึงมีความยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจของท่านให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ผ่านการเรียนรู้จนมีทักษะเชี่ยวชาญก็จะเข้าสู่ระยะเติบโต (Growth Stage) ทางศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ยังมีกลไกสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้ารับการบ่มเพาะต่อเนื่องในโครงการ SUCCESS เป็นอีกหนึ่งโครงการบ่มเพาะของศูนย์ฯ ที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของท่าน ในแง่ของการเรียนรู้และบ่มเพาะในกระบวนการต่างๆ สำหรับการทำธุรกิจ หาผู้ร่วมลงทุนต่อยอดนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ โดยจะมีที่ปรึกษา ที่ทรงคุณวุฒิด้านการตลาด เพื่อให้คำแนะนำและศึกษาความเป็นไปของผลิตภัณฑ์ก่อนออกตลาด การคิดต้นทุนผลิตภัณฑ์ และบริหารการจัดการ พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและภาคธุรกิจต่างๆ อีกด้วย โครงการเล็งเห็นความสำคัญนี้ จึงจัดให้มีกิจกรรม Pitching Business Model ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญ ที่จะสร้างโอกาส และประสบการณ์ทางธุรกิจให้กับทุกท่าน ได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการที่เป็นนักลงทุนตัวจริง นักธุรกิจผู้มีประสบการณ์ในการเริ่มต้นและพัฒนาธุรกิจ อาทิเช่น บริษัท ซัสโก้ จำกัด, บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด, บริษัท พรอมท์นาว จำกัด, บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด, ธนาคารกสิกรไทย และสมาคมทีบาน เพื่อสร้างโอกาสในการระดมเงินทุนก้อนแรก และหาโอกาสในการแสวงหาพันธมิตร ที่จะมาช่วยในส่วนที่ผู้ประกอบการอาจไม่ถนัด นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกทักษะ การขาย การสื่อสาร เตรียมข้อมูล และสร้างผลิตภัณฑ์ให้พร้อมขายต่อไป” นางศันสนีย์ กล่าว สำหรับกิจกรรม “Pitching & Meet Investors” ครั้งนี้มีผู้ประกอบการทั้ง 25 รายที่ผ่านการคัดเลือก นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการที่เป็นนักลงทุนและนักธุรกิจผู้ที่มีประสบการณ์ในการเริ่มต้นและพัฒนาธุรกิจ และคณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกผลงาน 10 อันดับที่ได้รับคะแนนสูงสุด เพื่อรับรางวัล TechBiz Starter Funds ทุนสนับสนุน จำนวนเงิน 20,000 บาท ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัล TechBiz Starter Funds 10 ทีม ได้แก่ 1.Mush Composites - แผ่นวัสดุดูดซับเสียงจากวัสดุคอมโพสิตเส้นใยเห็ด วัสดุดูดซับเสียง Mush Composites เป็นนวตกรรมด้านวัสดุ Biomaterial ที่เป็นวัสดุที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ในการใช้ธรรมชาติ สร้างสรรนวตกรรมเพื่อธรรมชาติ ในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นทางเลือกที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนในแนวทาง Bio Economy ด้วยคอนเซป“จากธรรมชาติ” Mush Composites ใช้เลียนแบบการเจริญเติบโตทางธรรมชาติของเห็ดโดยใช้ส่วนรากของเส้นใยเห็ดหรือที่เรียกว่า Mycelium ที่มีลักษณะผสานกันเป็นร่างแหเสมือนหนึ่งกาวธรรมชาติที่ผสานวัสดุร่วมกับวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเสมือนโรงงานธรรมชาติต้นทุนต่ำที่ใช้พลังงานน้อย 2.Toki Genius - นมพืชไร้น้ำตาลที่ผลิตจากถัวและธัญพืช 3 ชนิด             นมพืชไร้น้ำตาลที่ผลิตจากถัวและธัญพืช 3 ชนิด จากแหล่งปลูกเกษตรกรไทย มีส่วนผสมของ ถั่วขาว ตัวช่วยบล็อกแป้งขับออกเป็นอุจจาระ ถั่วอัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามิน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และไขมันดี ข้าวโอ๊ตสารอาหารสำคัญและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้ง 3 มีไฟเบอร์และ โปรตีนสูง ให้พลังงาน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ดีต่อระบบเผาพลาญ ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างความจำและสติปัญญา ผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีการยืดอายุอาหารการฆ่าเชื้อด้วยระบบ Retort Sterilization ยืดอายุและถนอมได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี 3.REISHURAL - Essential Natural Facial Serum งานวิจัยนี้นำเสนอกรรมวิธีในการสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดเห็ดหลินจือเพื่อให้สารสกัดที่มีสารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง สร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวของสารสำคัญ ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการสกัดเพื่อสกัดดอกเห็ดหลินจือ สารสกัดเห็ดหลินจือ พบสารสำคัญหลักคือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 การพัฒนาระบบกักเก็บสารสำคัญได้พัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม (Niosomes) กักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ มีขนาดอนุภาคช่วง 144.6 ถึง 308.3 นาโนเมตร และประสิทธิภาพการห่อหุ้ม (%) ร้อยละ 96.67 อนุภาคนี้มีความคงตัวและความปลอดภัยในการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และมีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวหนังในมนุษย์ 4.Pararaksa Latex Mattress - ที่นอนปรับสรีระ อัจฉริยะยางพาราไทย ที่นอนยางพารา Pararaksa ปุ่มยางพาราซิงค์นาโนคาร์บอนแห่งแรกของไทย เหมาะสำหรับผู้ที่หลับยาก ปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม ตะคริว และเหน็บชาตามมือเท้าบ่อยๆ “ปุ่มยางพารา” ระบายอากาศ ช่วยลดความเมื่อยล้า เหมือนมีสปาส่วนตัว หลับสบายตลอดคืน ผลิตจากน้ำยางพาราธรรมชาติ 100% ยืดหยุ่นสูง เป็นงาน Handmade จากเกษตรกรชาวสวนยาง ที่นอนยางพาราแบบปุ่ม มี 3 รุ่น 5.V Drink: เครื่องดื่มน้ำส้มสายชูหมักสมุนไพรไทย สไตล์คอมบูชะ V Drink : เครื่องดื่มน้ำส้มสายชูหมักสมุนไพรไทย สไตล์คอมบูชะ คือ นวัตกรรมใหม่ของเครื่องดื่มสมุนไพรไทย ที่จะยกระดับเครื่องดื่มสมุนไพรไทยพื้นบ้าน สู่อาหารแห่งอนาคต (Future food) ในกลุ่ม Immunity Boosting และ Well-mental eating ด้วยการผสานศาสตร์เครื่องดื่มจาก 3 วัฒนธรรมเข้ามาอยู่ด้วยกันในขวดเดียว ได้แก่ ยุโรป เอเชียตะวันออก และไทย จนได้เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติ เปรี้ยว หวาน หอมละมุน นุ่มลิ้น ปราศจากแคลอรี่และแอลกอฮอล์ มีโพรไบโอติกส์ จำนวน 25 Billion CFU/G และมีโพรไบโอติกส์มากถึง 10 ชนิด 6.White Tiger Peanut Milk - ขนมรสนมถั่วลายเสือ ขนมรสนมถั่วลายเสือ (White Tiger Peanut Milk) ผลิตจากถั่วลายเสือ แม่ฮ่องสอน มาตฐาน GI ปลูกจากแหล่งโอโซนระดับโลก  เนี่องจากมีพื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย  เกษตรกรในชุมชนเป็นผู้ปลูกถั่วลายเสือ มีความสูงเหนือจากระดับน้ำทะเล โดยประมาณ 990 - 1,050 เมตร จึงทำให้ อร่อยมัน มีวิตามิน  B1 B 2  โปรตีนสูง และ แคลเซียมสูง ต่างจาก ถั่วลิสงทั่วไป เราจึงพัฒนาแปรูป เป็นขนมจากนมถั่วลาย เพิ่มสารอาหารที่ตรงต่อเด็ก พร้อมงานวิจัยรองรับ จากศูนย์ FIN นวัตกรรมอาหารภาคเหนือ 7.WolfSnack - ขนมแผ่นแป้งกรอบสารอาหารสูงจากไข่ผำและสารลดการย่อยแป้ง ปัจจุบันขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอด เป็นหนึ่งในขนมคบเคี้ยวสำเร็จรูปที่เด็กวัยรุ่นและคนวัยเริ่มทำงานนิยมและชื่นชอบทานในยามว่าง นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นและคนวัยเริ่มทำงานมีภาวะอ้วน และยังเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เช่น การขาดสารอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลายบริษัทได้มีความพยายามทำขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เช่น ขนมมันฝรั่งแผ่นอบไขมันต่ำ (Low fat/0% saturated fat) มันเทศอบแห้ง ผักอบแห้ง และ อกไก่อบกรอบ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับมันฝรั่งทอด และ ขนมขบเคี้ยวทั่วไปในตลาด เนื่องจากมันฝรั่งทอดมีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่อร่อยและถูกปากผู้บริโภคมากกว่า 8.THE FOUNDER - แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสำรวจและวิเคราะห์ตลาด แพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับการให้บริการด้าน Market Research, Market Validation โดยดำเนินการสำรวจตลาด, การจัดทำแบบสอบถาม และทดสอบสินค้าในตลาดจริง สำหรับนักธุรกิจ, นักวิจัย และสตาร์ทอัพโดยเน้นคุณภาพ ความเที่ยงตรง และความแม่นยำของข้อมูล และกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ในโลก ยุค 5.0 9.ZenoLase complex & AGE-Reversal Senolytic Bright Se ทีมวิจัย ได้พัฒนาสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติในชี่อ “ZenoLase complex” ซึ่งมีประสิทธิภาพทำลายเซลล์แก่ได้ใกล้เคียงกับยามะเร็ง ปลอดภัยสูง (เป็น Food grade) รวมถึงมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ กระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และไฮยาลูรอน ไม่ระคายเคือง และไม่ก่อการแพ้ผิวหนัง จากผลทดสอบเปรียบเทียบกับสารออกฤทธิ์ 8 ชนิดจากบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ พบว่า ZenoLase complex มีประสิทธิภาพทำลายเซลล์แก่และชะลอวัยดีที่สุด และได้นำ Zenolase Complex มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง “AGE-Reversal Senolytic Bright Serum” โดยเสริม Triplex biopeptides เข้าไป ซึ่งเป็นเปปไทด์บริสุทธิ์ 3 ชนิดที่ผ่านการทดสอบแล้วว่า ช่วยให้ผิวกระจ่างใส, ลดการเกิดสิว, รวมถึงลดการอักเสบ ระคายเคืองผิวหนัง สามารถทำงานร่วมกับ Zenolase complex โดยไม่หักล้างฤทธิ์ทำลายเซลล์แก่ 10.GREEN Logistics - รถขนส่งรักษ์โลก (รถขนส่งไฟฟ้า 3 ล้อตู้บรรทุก)   รถขนส่งสินค้าไฟฟ้า3ล้อพร้อมตู้ทึบ ที่มีระบบSmart IOTสามารถติดตามและมอนิเตอร์สื่อสาร ควบคุม จากเซนเซอร์ต่างๆที่อยู่ในตัวรถได้แบบ Real Time เหมาะสมกับการขนส่งสินค้าที่ต้องได้รับการดูแลควมคุมเป็นพิเศษ เช่น การขนส่งผักผลไม้ ออร์แกนิคที่ต้องได้รับการควบคุมอุณหภูมิ และยังสามารถควมคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมตามน้ำหนักบรรทุกได้ด้วย เนื่องจากบางกรณีการขนส่งในบางช่วงอาจไม่มีสินค้าบรรทุกอยู่ หรือบรรทุกน้อยเกินความจำเป็นที่จะปรับอุณหภูมิเกินความจำเป็น เพื่อประหยัดพลังงาน และที่สำคัญบนหลังคารถยังฝั่งแผงโซล่าเซลล์เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับคอมเพรสเซอร์เมื่อรถต้องจอดพักแต่ยังมีสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผู้อำนวยการ สวทช. บรรยายพิเศษหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยด้วยงานวิจัย” ภายในงานประชุมวิชาการ CP Symposium 2022
ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยด้วยงานวิจัย ” ภายในงานประชุมวิชาการ CP Symposium 2022 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2565 ในรูปแบบ Hybrid โดยกล่าวว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมทำให้โลกก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และยังได้ส่งผลให้เกิดโอกาสตามมาอีกมากมาย ทั้งการเชื่อมให้เกิดความร่วมมือได้ทั่วโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังคงมีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการปรับตัวจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทั้งนี้ ตัวเร่งสำคัญคือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ หรือที่เรียกว่า New Normal และยังส่งผลให้เกิดวิวัฒนาการใหม่ ๆ ทั้งจากตนเองและคนรอบข้างที่สามารถใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะการใช้แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้เก่งมากขึ้น รวมทั้งในภาคธุรกิจก็มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กรด้วยเช่นกัน ศ.ดร. ชูกิจ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เพื่อให้เข้ากับเทรนด์และภาพรวมของประเทศ จะต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดังต่อไปนี้ 1) เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมคลื่นสมองให้เข้ากับเทคโนโลยีได้ 2) ระบบสำรองไฟฟ้าแบบยาวนาน โดยมีความคิดที่จะนำธาตุที่หาได้ง่ายมาปรับใช้ในระบบไฟฟ้าสำรอง เพื่อไม่เกิดเป็นมลพิษเมื่อเสื่อมสภาพ และ 3) ชีววิทยาสังเคราะห์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้ในอนาคตอันใกล้จะมีวิธีการรักษาโรคที่ต่างไปจากเดิม รวมไปถึงอาหารการกินที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อทดแทนเนื้อสัตว์จริง นอกจากนี้ ยังมี 3 ความท้าทายที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการลดลงของทรัพยากร ความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ในประเด็นอิสรภาพทางการเงินและด้านคุณภาพชีวิต และความท้าทายด้านสังคม ในประเด็นความเหลื่อมล้ำและการโยกย้ายที่อยู่ของประชากรโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้องค์กรก้าวข้ามและเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ไปได้ คือ ความยั่งยืน โดยได้มีการพูดถึง BCG Model ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมทั้ง 3 มิติไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักและการดำเนินธุรกิจของเครือซีพี และด้วยความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยีชีวภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และเพิ่มขีดจำกัดการแข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน “สวทช. และภาครัฐมุ่งหวังที่จะเห็นการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เข้ามาใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง และสามารถผลักดันโครงการที่มีประสิทธิภาพให้ออกสู่ภาคประชาชนเพื่อสร้างความผาสุกอย่างยั่งยืน” ศ.ดร. ชูกิจ กล่าวในตอนท้าย อ้างอิงจาก https://www.wearecp.com/cpg-09112022-5?fbclid=IwAR2HA5fIhZL9zj5mLPxD7a3mMPYBiP2Wz322jdPfwIURxTmrii907VlbT8M
ข่าวประชาสัมพันธ์