ผลการค้นหา :
ไม่อยาก ‘ฟันผุ’ หรือมีปัญหา ‘เสียวฟัน’ จากฟันสึก ต้องนวัตกรรมนี้!
Tech : สุดว้าว! กับฝีมืออาจารย์ไทยที่พัฒนา ‘วัสดุทันตกรรม’ เพื่อดูแลสุขภาพช่องปากคนไทยให้แข็งแรง มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ อาทิ ฟลูออไรด์เจลป้องกันฟันผุ สะดวก ใช้ง่าย ทำได้ที่บ้าน (Home use) เจลลดอาการเสียวฟันจากฟันสึก ใช้ได้ทุกโอกาส แม้ระหว่างรับประทานอาหาร ลดอาการทันที หนึ่งในนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) ซึ่งจัดโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 40 หน่วยงาน
BIZ : #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พัฒนาโดยทีมคณาจารย์หลักสูตรสหสาขาทันตชีววัสดุศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทดีแอนด์เอ็นรีเสิร์ช จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่าย ติดต่อสอบถามได้ที่ร้านค้าโอสถศาลา (เฟซบุ๊ก : Osotsala) หรือ ไลน์ : @DandNresearch
‘ฟลูออไรด์เจล’ ป้องกันฟันผุ
ทญ.นงลักษณ์ ธัญญะกิจไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัทดีแอนด์เอ็นรีเสิร์ช จำกัด เล่าว่า ฟลูออไรด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันและลดการเกิดฟันผุ โดยทั่วไปทันตแพทย์แนะนำคนไข้เคลือบฟลูออไรด์ทุกๆ 6 เดือน แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ทำให้การพบทันตแพทย์เป็นเรื่องลำบากยุ่งยาก จึงเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ ทีมคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมกันพัฒนา ‘ฟลูออไรด์เจล (F Pen)’ ต่อยอดจากเจลฟลูออไรด์นำเข้าที่ใช้ในสถานพยาบาลหรือคลินิกมาวิจัยพัฒนาปรับความเข้มข้น และความเป็นกรด-ด่าง ให้มีเอกลักษณ์เหมาะกับความต้องการของคนไข้ในการใช้งานในแต่ละวันได้อย่างปลอดภัย
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมฟลูออไรด์เจล คือมีลักษณะเหมือนแท่งปากกา ใช้ง่าย ไม่ต้องใช้ถาดพิมพ์ฟันให้ยุ่งยาก ทำหลังการแปรงฟันหรือเมื่อต้องการใช้ เพียงแค่หมุนให้เจลออกมาที่หัวแปรง จากนั้นทาบางๆ เพื่อให้ฟลูออไรด์สัมผัสและเคลือบผิวฟัน โดยทาบริเวณด้านในและด้านนอกของผิวฟันทุกซี่ โดยอาจทาเน้นฟันที่มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่าย ทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร หรือก่อนนอน เหมาะสำหรับบุคคลที่เสี่ยงฟันผุ เนื่องจากการดูแลสุขภาพไม่เพียงพอ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ การรับประทานขนมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลระหว่างวัน ผู้ที่ใส่ฟันปลอมหรือจัดฟัน รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ยังมีฟลูออไรด์เจลชนิดความเข้มข้นสูง หรือ F5000 สำหรับผู้ป่วยฉายรังสีเพื่อการรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ โดยฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูงนี้ต้องเป็นกรณีทันตแพทย์สั่งจ่ายเท่านั้น
‘เจลลดอาการเสียวฟัน’ จากปัญหาฟันสึก
สำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน ทญ.นงลักษณ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรม ‘เจลลดอาการเสียวฟัน’ ว่า มีผลช่วยบรรเทาอาการเสียวฟันสาเหตุจากฟันสึกจากการแปรงฟันที่ไม่ถูกวิธี ลวดฟันปลอมขูดคอฟัน การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวจัดหรือเย็นจัด รวมถึงอาการเสียวฟันหลังการขูดหินปูนและฟอกสีฟัน ทั้งนี้ไม่สามารถใช้ลดอาการเสียวฟันจากฟันผุได้
จุดเด่นของเจลลดอาการเสียวฟัน คือมีสารออกฤทธิ์หลัก ได้แก่ Calcium Phosphate-Acemannan Complex หรือ CPA ที่ช่วยเสริมสร้างเนื้อฟันให้แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนของกรดได้ดี พัฒนาจากกลุ่มคณาจารย์ 4Ds Project ที่สำคัญคือมีวิธีการใช้ที่แสนสะดวก เพียงบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ทาบางๆ บริเวณผิวฟันที่มีอาการ ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที จากนั้นทำกิจกรรมสังสรรค์รับประทานอาหารต่อได้ทันที โดยไม่ต้องล้างออก หรือแปรงฟันให้ยุ่งยาก
ทุกผลิตภัณฑ์ที่กล่าวถึงได้รับการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้ขึ้นทะเบียนรับรองเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand : MiT) เป็นที่เรียบร้อย เป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย ที่นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยสามารถผลิต ‘วัสดุทันตกรรมคุณภาพดี’ ได้เองในประเทศ ซึ่งนอกจากช่วยลดการนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงวัสดุการแพทย์เพื่อดูแลฟันอย่างเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานประเทศไทยสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ และเกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) พร้อมผลักดันผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0
ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน Sustainable Manufacturing Center (SMC) จัดกิจกรรมเปิดบ้าน SMC OPEN HOUSE เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มาเยี่ยมชมการดำเนินงานและบริการของ SMC ในพื้นที่ EECi จ.ระยอง ซึ่งมีเครื่องมือทันสมัยสำหรับสาธิตและทดสอบเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในด้านการผลิตให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในโรงงาน เพื่อยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ในอนาคต
ผู้ที่สนใจบริการของ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สามารถติดตามข้อมูลหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
• www.nectec.or.th/smc
• www.facebook.com/smceeci
• Line @smceeci
• Email : smc-business@nectec.or.th
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
นักวิจัย สวทช. เจ๋ง! คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นจากสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพแห่งประเทศไทย
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/biotec-researcher-awarded-taguchi-prize.html
(24 พฤศจิกายน 2565) ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ: ดร.วิรัลดา ภูตะคาม หัวหน้าทีมวิจัย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับรางวัลทะกุจิ ประเภทนักวิจัยดีเด่น จากสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพแห่งประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 34 หรือ The 34th Annual Meeting of the Thai Society for Biotechnology and International Conference (TSB 2022) “Sustainable Bioeconomy: Challenges and Opportunities” จากผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีการค้นหาและจีโนไทป์สนิปประสิทธิภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่อุทิศตนให้กับงานวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและมีผลงานโดดเด่น มีคุณภาพ ศักยภาพและสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง
ดร.วิรัลดา ภูตะคาม หัวหน้าทีมวิจัย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม รวมถึงการเกษตร เช่น การใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลา ประหยัดแรงงานและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจได้อย่างมาก โดยเดิมทีเครื่องหมายโมเลกุลที่ได้รับการพัฒนาและใช้งานเป็นหลักในประเทศไทย คือไมโครแซทเทลไลต์ (microsatellite) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้กำลังคนสูง และใช้เวลานาน นอกจากนี้ความถี่ในการเกิดไมโครแซทเทลไลต์ในจีโนมพืชไม่สูงเท่าการเกิดเครื่องหมายโมเลกุลสนิป จึงเป็นที่มาของผลงานวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการค้นหาและจีโนไทป์สนิปประสิทธิภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนการที่สามารถค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลสนิปโดยไม่ขึ้นกับฐานข้อมูลลำดับเบสที่มีอยู่ (genotyping-by-sequencing, GBS) ส่งผลให้สามารถค้นหาสนิปได้จำนวนมาก ในระยะเวลารวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายไม่สูง เป็นเทคโนโลยีซึ่งทีมวิจัยจีโนมิกส์พัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มแรกในประเทศไทย
ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น การค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลสนิปที่สัมพันธ์กับความสูงของปาล์มน้ำมันเพื่อพัฒนาพันธุ์ปาล์มต้นเตี้ย การตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์อย่างรวดเร็วและแม่นยำในพืชตระกูลแตงซึ่งมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 193 ล้านบาทในระหว่างปี 2562-2564 นอกจากการใช้งานในเชิงพาณิชย์ยังมีการประยุกต์ใช้ในการศึกษาประชากรพันธุศาสตร์ เช่น การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนที่อยู่ในบัญชีแดง หรือการศึกษาประชากรพันธุศาสตร์ของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ละมั่ง เก้งหม้อ เหยี่ยว และพญาแร้งเพื่อการอนุรักษ์ รวมถึงการศึกษาในพืชสมุนไพรอย่างกระชายดำ บัวบก ขมิ้นชัน กัญชา กัญชงและกระท่อม ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายแห่งหันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้เทคโนโลยี GBS มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์เศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดด และมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสินค้าทางการเกษตรในระยะยาว รวมถึงการใช้งานในด้านการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
Uncategorized
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 7 ประจำเดือนตุลาคม 2565
ข่าว
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2022 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์
ศ. ดร.ชูกิจ เปิดวิสัยทัศน์ นโยบายการบริหาร สวทช. ครั้งแรกกับบุคลากร สวทช. ในเวทีกิจกรรม NSTDA DAY
นาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีอนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ส่งต่อเอกชนสู่นวัตกรรมความงามถึงมือผู้ใช้
สหภาพยุโรปและประเทศไทยลงนามความร่วมมือเพื่อผลักดันด้านการวิจัยขั้นแนวหน้า
สวทช. คว้า 3 รางวัลเลิศรัฐ ผอ.สวทช. ปลื้ม พร้อมเดินหน้านำวิทยาศาสตร์ฯ แก้ปัญหาประเทศ
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงฯ สวทช. นำร่องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานฯ “สถานีชาร์จเรือไฟฟ้า” นำเที่ยวชุมชนวิสาหกิจนครเนื่องเขต จ.ฉะเชิงเทรา
สวทช.-พันธมิตร อัพสกิลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้สัก จ.แพร่
สวทช. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐ-สถาบันการศึกษา ผนึกกำลังนำ วทน. ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการ/บุคลากรสายวิชาการ
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการอบรมครูแกนนำ “การสร้างสรรค์นวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโรงเรียนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG”
สวทช. ผนึกพันธมิตรยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานการปลูกพืชสมุนไพร ใช้กลไกตลาดนำการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลา
สวทช. ผนึกพันธมิตร 40 หน่วยงาน จัดยิ่งใหญ่ งาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) โชว์กว่า 200 ผลงาน ‘นวัตกรรมพร้อมต่อยอดธุรกิจ’
สวทช.-พันธมิตร จัดใหญ่ Thai-BISPA DAY 2022 ฉลอง 13 ปี สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย
ทีมเยาวชนเจ๋ง คว้าสุดยอดรางวัล Intel AI Global Impact Festival ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ประกาศผลรางวัลโครงการ Software Park – WealthMagik 3 ทีมสุดเจ๋งคว้ารางวัลชนะเลิศ เวทีเงินออมสร้างชาติ ซีซั่น 7 “ออมลงทุน คุณทำได้”
3 หน่วยงานรัฐ เสริมแกร่งท้องถิ่น ใช้ Traffy Fondue ‘ไลน์สร้างสุข’ บริการประชาชน “เจอ แจ้ง จบ สะดวก รวดเร็ว ประทับใจ”
สวทช. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการของโรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ
เอ็มเทค สวทช. เปิดตัว Ve-Chick (วีชิค) ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืชจากแล็บ สู่เชิงพาณิชย์ ตอบรับกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ
สวทช. สนับสนุนการสร้างความยั่งยืนประเทศ ขนงานวิจัยร่วมมหกรรมด้านความยั่งยืน Sustainability Expo 2022
มรภ.ราชนครินทร์ จับมือ สวทช. และภาคเอกชน มุ่งเสริมกำลังสมรรถนะ‘บุคลากร-นักศึกษา’ ตอบโจทย์ภาคการผลิต สู่การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG
บทความ
สวทช. พัฒนาชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยหลักไฟฟ้าสถิต ลดปัญหาฝุ่น PM2.5
Download เอกสารฉบับเต็ม (16.6 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
“Aqua-IoT” นวัตกรรมดูแลสัตว์น้ำเพื่อเกษตรกรไทย
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/aqua-iot-innovation-for-aquaculture-4-0.html
อุตสาหกรรมสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ตามการที่อุตสาหกรรมนี้จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งในการผลิต ทั้งความเชี่ยวชาญของเกษตรกร รวมไปถึงการพัฒนายกระดับเทคโนโลยีการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำให้สอดรับกับยุคเกษตร 4.0 เพื่อให้ไทยพร้อมรับความท้าทายและโอกาสในการแข่งขันในระดับโลกมากยิ่งขึ้น
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาระบบติดตามแจ้งเตือนสภาพบ่อเพาะเลี้ยงทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพด้วยเทคโนโลยี IoT หรือเรียกในที่นี้ว่า “Aqua IoT”
[caption id="attachment_38269" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล (DAT) เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล (DAT) เนคเทค สวทช. กล่าวว่า หลังจากเกิดปัญหาโรคระบาดในสัตว์น้ำครั้งใหญ่ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเกษตรกรและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในปี 2553 เนคเทคได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาร่วมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ผ่านโครงการพัฒนา ‘ระบบและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์น้ำ (GII)’ ซึ่งนักวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์เฝ้าระวังความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และในปี 2563 ได้ขยายผลสู่ ‘โครงการยกระดับผู้ประกอบการสัตว์น้ำด้วยระบบตรวจสอบสภาพบ่อเพาะเลี้ยงทั้งกายภาพ เคมี และชีวภาพ ด้วยเทคโนโลยี IoT (Aqua-IoT) ในพื้นที่ภาคตะวันออก’ ซึ่งดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้วเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา
จุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยี Aqua-IoT ที่เนคเทคและศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ร่วมกันพัฒนาขึ้น คือการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์เฝ้าระวังความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยง ทั้งจากสภาพน้ำ อากาศ รวมถึงสารเคมีและจุลินทรีย์ ไว้ในฐานข้อมูล (Dashboard) เดียว เพื่อให้เกษตรกรเห็นถึงความเชื่อมโยงของข้อมูล วิเคราะห์ผลง่าย และแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างทันกาล
ดร.ศุภนิจ อธิบายว่า ภายในชุดเทคโนโลยี Aqua-IoT ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลัก 4 อย่าง เทคโนโลยีแรกคือระบบตรวจวัดสภาพน้ำและอากาศ ระบบตรวจวัดสภาพน้ำจะตรวจวัดอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าออกซิเจนละลายในน้ำ ส่วนระบบตรวจวัดสภาพอากาศจะตรวจวัดทิศทางและความเร็วลม ปริมาณแสง และปริมาณน้ำฝน ซึ่งข้อมูลภาพรวมจากระบบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการคำนวณการเปิด-ปิดระบบตีน้ำและปริมาณอาหารที่เหมาะสม
[caption id="attachment_38264" align="aligncenter" width="700"] ระบบตรวจวัดสภาพน้ำและอากาศ[/caption]
“เทคโนโลยีที่สองคือระบบกล้องตรวจจุลชีวะขนาดเล็กในน้ำ สำหรับตรวจสอบการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำในวัยอนุบาลและปรสิต เทคโนโลยีที่สามคือระบบอ่านค่าสารเคมีแทนการดูด้วยตาสำหรับตรวจสอบคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง ใช้แปลผลการตรวจจากชุดตรวจสารเคมี ได้แก่ ไนไตรต์ แอมโมเนีย คลอรีน ฟอสเฟต และค่ากรด-ด่าง เพื่อลดความผิดพลาดในการแปลผลด้วยวิธีปกติ ซึ่งใช้การเทียบสีที่ปรากฏบนชุดตรวจด้วยตาเปล่า เทคโนโลยีหลักสุดท้ายคือระบบตรวจรูปแบบของจุลินทรีย์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สำหรับตรวจสอบจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และโทษ เพื่อนำข้อมูลไปปรับปริมาณจุลินทรีย์ในบ่อให้เหมาะสม โดยทีมวิจัยได้ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. นำชุดตรวจเชื้อก่อโรคทั้งในกุ้งและปลามาบูรณาการนำผลการตรวจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลออนไลน์แบบอัตโนมัติด้วย เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบข้อมูลจากทุกอุปกรณ์และชุดตรวจได้ง่ายจากทุกที่ทุกเวลา ผ่านเว็บเบราว์เซอร์และระบบแจ้งเตือนทุกเช้า-เย็น ทางไลน์แชตบอต”
[caption id="attachment_38265" align="aligncenter" width="700"] ระบบกล้องตรวจจุลชีวะขนาดเล็กในน้ำ[/caption]
[caption id="attachment_38266" align="aligncenter" width="700"] ระบบอ่านค่าสารเคมีแทนการดูด้วยตาสำหรับตรวจสอบคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง[/caption]
[caption id="attachment_38275" align="aligncenter" width="700"] ระบบตรวจรูปแบบของจุลินทรีย์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ[/caption]
[caption id="attachment_38274" align="aligncenter" width="700"] ชุดตรวจโรคกุ้ง[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดชุดเทคโนโลยี Aqua-IoT ให้แก่บริษัทเอกชนเรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบ Aqua-IoT อยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อบ่อ ซึ่งหากเทียบกับผลกำไรที่ได้จากการเพาะเลี้ยง การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหารสัตว์ รวมถึงการลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิตจากการติดเชื้อหรือความไม่สมดุลในระบบเพาะเลี้ยง ถือว่าคุ้มค่าสูง และคืนทุนได้ตั้งแต่รอบการผลิตแรก
ดร.ศุภนิจ เสริมว่า นอกจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ทีมวิจัยและผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยียังให้ความสำคัญเรื่องการขยายผลสู่การใช้งานจริง โดยในปี 2563 ได้ร่วมกันนำร่องถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์อุปกรณ์อย่างคุ้มค่า ให้แก่เกษตรกรในภาคตะวันออก ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานทีมงานได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำการทำงาน และร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกษตรกรต้องเผชิญ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากพอที่จะยกระดับการทำเกษตรของตนเองได้อย่างยั่งยืน
การได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดทำให้นักวิจัยได้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง ตัวอย่างเทคโนโลยีที่นักวิจัยกำลังพัฒนา เช่น เครื่องนับจำนวนลูกกุ้งแบบอัตโนมัติเพื่อควบคุมความหนาแน่นของกุ้งในบ่อเลี้ยง เครื่องยกยอเพื่อคำนวณปริมาณกุ้งในบ่อแบบอัตโนมัติสำหรับคำนวณปริมาณอาหารให้เหมาะสม ลดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ และรักษาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง
ดร.ศุภนิจ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทีมวิจัยอยากสื่อสารไปยังเกษตรกร คือ อยากให้ทุกคนกล้าใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการยกระดับการทำเกษตรของตน และกล้าที่จะคิดว่าปัจจุบันยังขาดเทคโนโลยีอะไรที่จะช่วยให้การทำการเกษตรของตนมีประสิทธิภาพขึ้นได้ เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายอื่นๆ ด้วย การที่เกษตรกรทุกคนเลี้ยงได้รอดทุกบ่อ ทุกฤดูการผลิต ถือเป็นความหวังสูงสุดในการนำพาประเทศไทยหวนคืนสู่การเป็นผู้ส่งออกสัตว์น้ำอันดับต้นของโลกอีกครั้ง
นอกจากเสียงบอกเล่าด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีของนักวิจัย เกษตรกรผู้มีประสบการณ์การใช้งาน Aqua-IoT ได้สะท้อนถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้เอาไว้อย่างน่าประทับใจเช่นกัน
[caption id="attachment_38268" align="aligncenter" width="700"] คุณอุดร ส่งเสริม เจ้าของวศินฟาร์ม จังหวัดระยอง[/caption]
คุณอุดร ส่งเสริม เจ้าของวศินฟาร์ม จังหวัดระยอง เล่าว่า ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดในการนำ Aqua-IoT มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งของตน คือ การประหยัดเวลาในการทำงาน ไม่ต้องคอยเฝ้าระวังที่หน้าบ่ออยู่ตลอดเหมือนแต่ก่อน แม้ตอนนี้จะเริ่มต้นลงทุนที่ 1 บ่อ แต่ข้อมูลจากบ่อหนึ่งก็สามารถนำไปปรับใช้กับบ่ออื่นๆ รวมถึงกับฟาร์มอื่นที่อยู่ในละแวกเดียวกันได้ โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิของน้ำซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าออกซิเจนละลายน้ำ ทำให้จากที่เคยต้องเปิดเครื่องตีน้ำเต็มกำลัง เหลือเปิดเฉพาะช่วงที่ค่าออกซิเจนลดลงเท่านั้น ทำให้ประหยัดค่าไฟลงได้มาก นอกจากนี้การที่เราทราบถึงค่าความผิดปกติของสารเคมีในน้ำหรือการระบาดของโรคอย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่ม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการยับยั้งความเสียหาย เพราะหากสัตว์น้ำตายยกบ่อ สิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่ต้นทุนที่ลงไป แต่ยังสูญเสียกำไร เวลา และโอกาสทางการตลาดอีกด้วย
Aqua-IoT เทคโนโลยีเพื่อเสริมความเข้มแข็งในการทำอุตสาหกรรมสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรไทย ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ “Aqua-IoT” นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อฟาร์มสัตว์น้ำ
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
วิจัยใช้ดี ep1 : จริงหรือไม่? 100 สตาร์ตอัป รอดเพียง 1 เท่านั้น!!
มักจะมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยครั้งว่า "ใน 100 บริษัทสตาร์ตอัป จะมีรอดแค่ 1 บริษัทเท่านั้น"
นั่นอาจเป็นคำเปรียบเทียบที่อิงกับปรากฏการณ์การเกิดใหม่ของบริษัทสตาร์ตอัปในบ้านเรา ซึ่งเรียกได้ว่า เกิดง่าย แต่ยังไม่สามารถหาแนวทางที่ชัดเจน เพื่อเดินหน้าให้ธุรกิจไปสู่เป้าหมายได้
แต่ไม่ใช่สำหรับ "นายธีรพงศ์ สมุทรอัษฎงค์" ผู้ก่อตั้ง บริษัทซีเมด เมดิคอล จำกัด บริษัทด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทย ที่เกิดมาจากสตาร์ตอัปไทย ก้าวไปสู่ บริษัทจำกัด ในเวลาไม่นานนัก ผลงานต่อยอดนวัตกรรมจาก ‘วีลแชร์ยืนได้’ สู่ ‘เครื่องยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย’ หรือ CMED Hoist มีจุดโดดเด่นที่ การมองหาความแตกต่างของเทคโนโลยี เพื่อสร้างเป็น ‘จุดแข็ง’ ให้สินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ได้อย่างลงตัว
ทำให้วันนี้นวัตกรรม CMED Hoist นำไปใช้จริงในสังคมแล้วถึง 600 ชิ้น ที่สำคัญยังเตรียมเข้า ‘ตลาดภาครัฐ’ หรือบัญชีนวัตกรรมไทย ตลาดสำคัญที่ช่วยตอบโจทย์สินค้านวัตกรรมที่เหมาะกับสังคมอายุยืนของไทยในเวลานี้ด้วย
ชวนติดตาม วิจัยใช้ดี ep.1 ที่จะทำให้เห็น ‘เทคนิคการเรียนลัด’ และแนวทางไปสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จของ ‘สตาร์ตอัป’ ที่ก้าวสู่ ‘บริษัทจำกัด’ ได้ไม่ยากนัก
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
คณะผู้บริหาร สวทช. ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
(เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565) ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ ณ โต๊ะด้านหน้าพระฉายาลักษณ์ฯ และลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch: การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panel Recycle)
ปัจจุบันเริ่มมีแผงโซลาร์เซลล์ปลดระวางจากโซลาร์ฟาร์ม และภายในปี พ.ศ. 2593 คาดว่าทั่วโลกจะมีจำนวนแผงโซลาร์เซลล์ทยอยหมดอายุเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 78 ล้านตัน เฉพาะในประเทศไทยอาจมีมากถึง 4 แสนตัน จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการจัดการแผง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เดิมเทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบแผงโซลาร์เซลล์ (photovoltaic module) ที่มีกระจก ซิลิคอน อะลูมิเนียม พลาสติก และโลหะอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อ อาศัยการแยกเฟรมอะลูมิเนียมและกล่องสายไฟ จากนั้นจึงบดแผง แยกบางส่วนออก และฝังกลบบางส่วนวิธีการนี้มีจุดอ่อนคือ สัดส่วนวัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้มีน้อย กระจกนิรภัยที่มีน้ำหนัก 75-85 เปอร์เซ็นต์ของแผงไม่ได้นำมารีไซเคิลด้วย
แต่เทคโนโลยีใหม่นั้น เมื่อแยกเฟรมอะลูมิเนียมและกล่องสายไฟแล้ว จะแยกกระจกออกจากส่วนอื่น โดยยังคงรูปเป็นกระจกทั้งแผ่น ซึ่งขายได้มูลค่าสูง ทำให้มีสัดส่วนวัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้เรียกว่า heated blade คือใช้ใบมีดที่ร้อนจัดถึง 300 องศาเซลเซียส ตัดแยกกระจกออกจากโซลาร์เซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ reuse/ recycle วัสดุ ทำให้เกิดการใช้วัตถุดิบรอบสอง เกิดวงจรเศรษฐกิจแบบ circular economy ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจแบบ BCG ที่เป็นวาระแห่งชาติ
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
กพร. จับมือ เอ็มเทค สวทช. โชว์ผลสำเร็จการต่อยอดธุรกิจ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE Design Solution in Practice) เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย สร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืน
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/mtec-and-dpim-introduce-ce-design-solution-to-build-a-low-carbon-society.html
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดผลสำเร็จของการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในการออกแบบของสถานประกอบการเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission หรือ Net Zero Carbon) ในงานสัมมนาหัวข้อ “ต่อยอดธุรกิจด้วยการออกแบบตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” (CE Design Solution in Practice)”
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า การจัดสัมมนาในหัวข้อในวันนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้ “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมามีการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ผ่านการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หลักสูตรเข้มข้น “ติดอาวุธอุตสาหกรรมไทย ด้วยการออกแบบตามหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ให้แก่สถานประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก นอกจากการให้คำปรึกษาและเป็นพี่เลี้ยงแล้ว เอ็มเทค ยังได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ของกลุ่มวิจัย ผนวกกับการใช้กลไกเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของเอ็มเทคที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการต้นแบบ CE Design Solution เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการอื่น ๆ ต่อไป
ดร.ธีรวุธ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร. กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy) ทำให้ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตส่วนใหญ่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คำนึงถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle) ของผลิตภัณฑ์ แต่เน้นให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น ต้นทุนการผลิต และยอดขาย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบในลักษณะที่ทำให้อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์สั้นกว่าที่ควรจะเป็น รวมถึงการจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่กว่า ส่งผลให้ปริมาณขยะหรือของเสียทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามในการนำวัตถุดิบที่มีค่ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่โดยการรีไซเคิล แต่เมื่อพิจารณาจากลำดับขั้นในการจัดการของเสีย (Waste Management Hierarchy) การรีไซเคิลถือเป็นขั้นปลายทางในการจัดการของเสียที่ต้องใช้พลังงานและต้นทุนเป็นอย่างมาก โดยความยาก-ง่ายของกระบวนการรีไซเคิลจะขึ้นกับการออกแบบว่าได้คำนึงถึงการนำผลิตภัณฑ์ที่สิ้นอายุการใช้งานหรือของเสียที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่หรือไม่ ดังนั้นการคิดใหม่/การออกแบบใหม่ (Rethink/Redesign) จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อก่อให้เกิดรูปแบบการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน
กพร. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย (Secondary Raw Materials) จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น โดยได้มอบหมายเอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อให้ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเป้าหมายของไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission หรือ Net Zero Carbon) ภายในปี ค.ศ. 2065 ต่อไป
ดร. ธีรวุธ กล่าวต่อว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี และหากมีการนำต้นแบบที่ได้พัฒนาตามแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จะสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ไม่ต่ำกว่า 6,000 ตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (เทียบเท่า) ต่อปี ทั้งนี้ยังไม่นับรวมมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกจากนี้ โครงการยังก่อให้เกิดตัวอย่างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดผลสำเร็จร่วมกัน สร้างสังคมคาร์บอนต่ำโดยใช้หลักการออกแบบที่มีการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนได้อีกด้วย
ดร. นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญวิจัย เอ็มเทค หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการนี้สำเร็จลุล่วงได้ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ของผู้ประกอบการนำร่องทั้ง 6 ราย ได้แก่ บจก. อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ บจก. สันติภาพ (ฮั่วเพ้ง1958) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ บจก. ซิกเวอร์ค (ประเทศไทย) บจก. บี เอช พลาสติก และ TPE บริษัทในเครือ เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)
“การประยุกต์ใช้แนวคิด CE ในการออกแบบในช่วงต้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก เพราะเรายังติดกับดัก Linear Economy อยู่ ทำให้จำกัดการคิดการพัฒนาอยู่แต่ในกรอบรั้วโรงงาน และไม่ได้ติดตามจะคงคุณค่าหรือหมุนเวียนทรัพยากรที่ส่งออกจากโรงงานให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ได้นานที่สุดได้อย่างไร โดยปล่อยให้กลายเป็นปัญหากับคนรุ่นต่อไปที่ต้องมาแก้ไข แต่เมื่อผู้ประกอบการนำร่องทั้ง 6 รายได้นำหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ ได้ใช้การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) โดยคำนึงการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรในโซ่อุปทานแล้วจะเริ่มเห็นชัดว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนจะดำเนินการองค์กรเดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่ายคุณค่าหรือ Value network เมื่อทุกฝ่ายยอมถอยจากจุดยืนของตนเองกันคนละก้าว แล้วมาเดินบนเส้นทางใหม่พร้อมกัน ทำให้เห็นแนวทางชัดเจนขึ้น ซึ่งจากโครงการนี้ ด้วยความร่วมมือกันทำให้ Solution ที่ออกแบบไว้ประสบความสำเร็จได้เร็วและไกลกว่าที่คาดกันไว้ตั้งแต่ต้น”
ข่าวประชาสัมพันธ์
ห้ามนำตราสัญลักษณ์ สวทช. ไปใช้ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใดๆ
ห้ามนำตราสัญลักษณ์ สวทช. ไปใช้ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใดๆ
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการที่มีความร่วมมือและประสงค์จะอ้างอิงถึง สวทช. สามารถส่งคำขออนุมัติเพื่อใช้ "เครื่องหมายแสดงความร่วมมือกับ สวทช."
ติดต่อได้ที่ email : partnership@nstda.or.th
- ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่
https://zebra.nstda.or.th/req_logo/index.php/doc/manual?doc=ext
- ตรวจสอบรายชื่อผลิตภัณฑ์/สินค้าที่ได้รับการอนุมัติอ้างอิงความร่วมมือจาก สวทช.
https://zebra.nstda.or.th/req_logo/index.php/doc/home
หากพบเห็นการนำตราสัญลักษณ์ สวทช. หรือศูนย์แห่งชาติ (ไบโอเทค เนคเทค เอ็มเทค นาโนเทค และเอ็นเทค)
ไปใช้ประกอบโฆษณาการขายผลิตภัณฑ์ สามารถแจ้งได้ที่ pr@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมจัดงานประชุมเมล็ดพันธุ์พืชแห่งเอเชีย ASIAN Seed Congress 2022
ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับงานประชุมเมล็ดพันธุ์พืชแห่งเอเชีย ASIAN Seed Congress 2022 ซึ่งเป็นทั้งเวทีการประชุมและเวทีเจรจาการค้าด้านเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศครั้งยิ่งใหญ่ โดย สวทช. ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน พร้อมนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืชไปจัดแสดง ประกอบด้วย เทคโนโลยีการตรวจเมล็ดพันธุ์ จากศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ และเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคพืช จากไบโอเทค มีนักลงทุนผู้ค้าเมล็ดพันธุ์จากหลายประเทศต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช.เปิดบ้านต้อนรับคณะสมาคมเมล็ดพันธุ์พืชภาคพื้นเอเชีย
18 พฤศจิกายน 2565 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : นำโดย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าเยี่ยมชมจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาคมเมล็ดพันธุ์พืชภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค ที่ได้มาเข้าร่วมงานประชุมวิชาการเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย ประจำปี 2565 (Asian Seed Congress 2022) และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานจากทุกประเทศได้เข้าศึกษาดูงาน (Post Congress Tour)ในองค์กรภาครัฐที่มีศักยภาพและความโดดเด่นทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทย
ซึ่ง สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยที่มีพันธกิจในการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์ พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญของประเทศ มีการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรและอาหาร มีผลงานวิจัยมากมายที่ได้ถ่ายทอดให้แก่ภาคเอกชนและรัฐนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในการวิจัยและเชิงการค้า รวมถึงการพัฒนางานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน ทั้งนี้ สวทช. ได้นำเสนอผลงานต่าง ๆ ต่อคณะผู้เข้าเยี่ยมชมฯ จำนวน 100 คน ซึ่งพาเยี่ยมชม อาทิ เช่น
1. เทคโนโลยีการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยด้านโรคพืช จากห้องปฏิบัติการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
2. นวัตกรรมด้านพันธุศาสตร์และสรีรวิทยาพืช ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
3. นวัตกรรมการปลูกพืชสมุนไพร (บัวบก ฟ้าทะลายโจร กระเพรา) และผักมูลค่าสูง (Superfood)ในระบบปิด ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
4. เทคโนโลยีโอมิกส์ ของศูนย์โอมิกส์แห่งชาติห้องปฏิบัติการ (National Omics Center:NOC)
5. เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เทคโนโลยีการปลูกกัญชาและกัญชงในระบบปิด เทคโนโลยีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชในระยะยาว ของธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand:NBT)
6. Smart greenhouse & Smart farm technology ของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)
ข่าวประชาสัมพันธ์


