ผลการค้นหา :
“ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ตัวช่วยรับแจ้งปัญหา พร้อมต่อยอดบริการตอบโจทย์ทุกพื้นที่ ปักหมุดใช้จริงทุกหน่วยราชการ 10 จังหวัด
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/success-of-traffy-fondue-presented-in-an-online-seminar.html
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดกิจกรรมเสวนา KM Online หัวข้อ “Traffy Fondue”(ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ยกระดับบริการ ตอบโจทย์บริหารเชิงพื้นที่” เป็นการเสวนาออนไลน์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความสำเร็จของการใช้งานในหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น ในการนำแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยเนคเทค สวทช. ไปใช้งานจริงในพื้นที่
นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น กล่าวเปิดสัมมนาว่า แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ถือว่าเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์แนวทางการทำงานของ ก.พ.ร. ที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในจังหวัดให้มีการทำงานที่มีผลสัมฤทธิ์สูง (High Performance Province: HPP) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบการบริหารราชการเชิงพื้นที่ให้มีความคล่องตัว โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมของรัฐ (Public Innovation) การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน (Digital Government) การพัฒนาไปสู่ราชการระบบเปิด (Open Government) และการพัฒนาสู่การบริการภาครัฐที่เป็นเลิศ (Public Service for Excellence) ในขณะที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย
นอกจากนี้ Traffy Fondue ยังนับเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบราชการด้านงานบริการประชาชน ตอบโจทย์ 4 ถึง คือ เข้าถึง ทั่วถึง ถึงที่ และถึงตัว ทำให้การติดต่อราชการเร็วขึ้น ถูกขึ้น ง่ายขึ้น สมาร์ทขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน (Faster Cheaper Easier Smarter for Better Life)
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หัวหน้าทีมผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue กล่าวว่า ปัจจุบัน Traffy Fondue มีหน่วยงานใช้งานและอยู่ในระบบกว่า 10,614 หน่วยงาน มีสถิติการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนปัญหารวมแล้วกว่า 300,000 เรื่อง โดยมี 10 จังหวัดที่ให้ทุกส่วนราชการทั้งจังหวัดใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในการรับแจ้งปัญหาประชาชน ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น พะเยา ลำพูน ปราจีนบุรี ภูเก็ต เพชรบูรณ์ สมุทรปราการ และสระบุรี ขณะที่เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา เป็นอีก 2 จังหวัดที่เตรียมประกาศใช้ทั้งจังหวัดเร็ว ๆ นี้
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีสถิติประชาชนแจ้งปัญหาแล้วกว่า 271,658 เรื่อง แก้ไขปัญหาแล้ว 197,848 เรื่อง ปัญหาที่แจ้งมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นปัญหาถนน ทางเท้า น้ำท่วม ความปลอดภัย แสงสว่าง และความสะอาด
ดร.วสันต์ กล่าวด้วยว่า จากการที่ทีมวิจัยทำแบบสอบถามสำรวจความเห็นประชาชนที่ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในกรุงเทพมหานคร พบว่าจำนวน 14,200 คน หรือ 91% พึงพอใจกับการใช้งานที่ง่าย ขณะที่มีการสำรวจความเห็นของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ประมาณ 1,200 คน พบว่าเจ้าหน้าที่ 1,190 คน หรือ 84% พึงพอใจในการใช้งาน มีประโยชน์ช่วยให้รับแจ้งได้รวดเร็ว มีข้อมูลในการบริหารจัดการและวางแผนงบประมาณ
นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า จ.ลำพูน มีนโยบายให้ทุกส่วนราชการในจังหวัดใช้ Traffy Fondue เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยปัจจุบัน จ.ลำพูน ใช้งานครอบคลุมทั้ง 104 ส่วนราชการของจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน ได้รับแจ้งปัญหา 481 เรื่อง แก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 341 เรื่อง คิดเป็น 71% หลังจากนี้จะขยายผลการใช้งาน เช่น นำไปใช้ลงทะเบียนสวัสดิการผู้สูงอายุ เป็นต้น
นพ.ชูชาติ นิจวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉลอง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ทุกส่วนราชการใน จ.ภูเก็ต ใช้ Traffy Fondue ครอบคลุม 119 หน่วยงาน เป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันยังมีการร่วมมือกับเนคเทค สวทช. ในการพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงมีความต้องการเพิ่มเมนูภาษาอังกฤษเพื่อรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในอนาคต รวมทั้งได้ต่อยอดนำ Traffy Fondue มาเป็นเครื่องมือในการรายงานการกระทำผิดกฎจราจราจร โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งประชาชนหรือนักท่องเที่ยวสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue ได้เช่นกัน
นายเทพพร จําปานวน นายกเทศมนตรีตําบลอาจสามารถ อําเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เทศบาลตำบลอาจสามารถ เป็นหน่วยงานนำร่องของ จ.ร้อยเอ็ด ในการนำ Traffy Fondue มาใช้รับแจ้งปัญหาประชาชนในระดับชุมชน ซึ่งเดิมใช้วิธีการรับแจ้งโดยการให้ประชาชนมาเขียนคำร้อง ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการแก้ปัญหา เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการประสานงาน อีกทั้งไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาเพราะไม่มีการบันทึกอย่างเป็นระบบ การมี Traffy Fondue จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มาช่วยให้การทำงานของเทศบาลตำบลอาจสามารถมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว 274 เรื่อง แก้ปัญหาแล้ว 256 เรื่อง โดยมีบางเรื่องต้องประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ และในอนาคตอยากเห็น Traffy Fondue เป็นแอปพลิเคชันอยู่บนมือถือของทุกคน และใช้กับทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ก็จะถือเป็นการบูรณาการการแก้ปัญหาให้กับประชาชนร่วมกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จ.สระบุรี ใช้ Traffy Fondue บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาเมือง
แพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัย เนคเทค สวทช. ยังมีการขยายผลถูกนำไปใช้งานในหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด จ.สระบุรี ได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานราชการทั่วทั้งจังหวัด ในการนำ Traffy Fondue ไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับแจ้งปัญหาหรือข้อร้องเรียนจากประชาชนผ่านไลน์ @traffyfondue เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ไทยเดินหน้าพัฒนานโยบายและอุปกรณ์ลดความรุนแรงอุบัติเหตุ ‘ชนมุดท้าย-ข้าง รถบรรทุก’ หนุนลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน
ประเทศไทยมีสถิติการเกิดเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ‘ชนหรือมุดเข้าด้านท้าย-ข้างของรถบรรทุก’ ติดอันดับต้นของโลก มีอัตราการเกิดเหตุเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือมากกว่า 60 ครั้งต่อปี ซึ่งอุบัติเหตุเหล่านี้มักนำมาซึ่งการบาดเจ็บสาหัสและการเสียชีวิต กรมการขนส่งทางบกร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และพันธมิตร เดินหน้าพัฒนานโยบายและอุปกรณ์ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ‘ชนหรือมุดท้าย-ข้างรถบรรทุก’ เพื่อยกระดับความปลอดภัย ลดอัตราการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
ตั้งเป้าออก ‘ข้อกำหนด’ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านท้ายและข้างรถบรรทุก
[caption id="attachment_43075" align="aligncenter" width="700"] นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรม กรมการขนส่งทางบก[/caption]
นายจักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรม กรมการขนส่งทางบก อธิบายถึงสาเหตุความรุนแรงของอุบัติเหตุประเภทนี้ว่า ด้วยโครงสร้าง ขนาด ความสูง และความแข็งแรงที่แตกต่างกันมากระหว่างรถบรรทุกกับยานพาหนะขนาดเล็ก อาทิ รถเก๋ง รถกระบะ รถจักรยานยนต์ ทำให้รถขนาดเล็กที่พุ่งเข้าชนท้ายหรือสไลด์เข้าด้านข้างรถบรรทุก ‘ไม่อาจต้านทานความเสียหายที่เกิดขึ้นได้มากนัก’ แม้รถเหล่านั้นจะผ่านการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุมาเป็นอย่างดี
“จากความสูญเสียที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างชัดเจนตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรออกข้อกำหนดการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD) และด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD) บนรถบรรทุก สำหรับลดความเสี่ยงในการมุดหรือสไลด์เข้าไปใต้ตัวรถหากเกิดเหตุยานพาหนะขนาดเล็กพุ่งชน ‘เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต’ ดังข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ (UN vehicle regulations) ที่มีการใช้งานแล้วในยุโรปและหลายประเทศในเอเชีย เพราะแม้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะไม่ได้มีเหตุมาจากรถบรรทุกหรือผู้ขับขี่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงเมษายน 2565 กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมกับเอ็มเทค สวทช. และพันธมิตรผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้นำเข้า และผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกในประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาประกาศเรื่อง ‘การกำหนดคุณลักษณะและเงื่อนไขในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายของรถที่ใช้ในการขนสัตว์หรือสิ่งของ’ โดยพิจารณาร่วมกันทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากล การปรับเงื่อนไขของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับการใช้งานรถบรรทุกในประเทศไทย และการพิจารณาความพร้อมในการติดตั้งอุปกรณ์ของผู้ประกอบการ จนปัจจุบันคณะทำงานได้ข้อสรุปที่มีความพร้อมแล้ว คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในกลางปีนี้ โดยมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (มกราคม 2567)”
เปิดตัว ‘อุปกรณ์กันมุด’ ที่เหมาะสมกับรถบรรทุกไทย
ในด้านการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้าย เอ็มเทค สวทช. ในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เร่งดำเนินการศึกษาและออกแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านท้ายและข้างที่ปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการผลิตในประเทศ ลดต้นทุนการผลิต ลดการนำเข้า และผู้ผลิตในไทยสามารถผลิตอุปกรณ์ได้ทันรองรับความต้องการภายในประเทศเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้
[caption id="attachment_43076" align="aligncenter" width="700"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณเอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ในการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ทีมวิจัยได้นำข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ UN R73 และ UN R58 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายรถบรรทุกตามลำดับ มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงวิศวกรรมรวมถึงการวิเคราะห์และทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์
[caption id="attachment_43088" align="aligncenter" width="700"] อุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43082" align="aligncenter" width="700"] อุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD)[/caption]
“ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยได้พัฒนาแบบเชิงวิศวกรรมชิ้นส่วนย่อยของอุปกรณ์ RUPD และ LPD ที่จำเป็นต้องติดตั้งให้ผู้ประกอบการได้เลือกใช้ผลิตอุปกรณ์รวมแล้วมากกว่า 90 แบบ โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้งานส่วนเชื่อมต่อ (Spacer/ Bracket & support), คานขวาง (Protective beam/ Cross section/ Beam section) และขายึด (Stay/ Chassis attachment) ได้ตามความเหมาะสม ผ่านการจัดชุดอุปกรณ์แบบผสมฟังก์ชันให้สอดคล้องกับรูปแบบลักษณะของรถในประเทศไทย ด้วยวิธีการที่เรียกว่า ‘Morphological Matrix’ ที่ช่วยให้ผู้ผลิตจัดสรรอุปกรณ์สำหรับนำไปผลิตตามได้หลากหลายรูปแบบ โดยทีมวิจัยได้จัดเตรียมเครื่องมือนี้ไว้ให้บริการในแพลตฟอร์มแล้ว ผู้ที่สนใจเข้าใช้บริการได้ที่แพลตฟอร์มฐานข้อมูลแบบเชิงวิศวกรรมสำหรับผู้ผลิตในประเทศ”
[caption id="attachment_43080" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43081" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านข้าง (Lateral Protective Device: LPD)[/caption]
[caption id="attachment_43079" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบอุปกรณ์ป้องกันด้านท้าย (Rear Underrun Protective Device: RUPD)[/caption]
[caption id="attachment_43077" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบชิ้นส่วนอุปกรณ์เชื่อมต่อ[/caption]
[caption id="attachment_43078" align="aligncenter" width="700"] ผลงานต้นแบบชิ้นส่วนอุปกรณ์เชื่อมต่อ[/caption]
โครงการความร่วมมือนี้นับเป็นการทำงานโดยคนไทยเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง เพราะชุดข้อมูลที่ทีมวิจัยเลือกใช้เป็นหัวใจของการพัฒนา คือ ความพร้อมด้านการผลิตของผู้ประกอบการไทย และประสบการณ์การใช้งานจริงจากผู้ให้บริการด้านการขนส่ง
ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ความท้าทายในการพัฒนาอุปกรณ์นี้มีถึง 5 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความแข็งแรงตามมาตรฐานสากล การออกแบบให้อุปกรณ์มีน้ำหนักเหมาะสม วัสดุที่ใช้ผลิตหาได้ในประเทศ ผู้ผลิตภายในประเทศดำเนินการผลิตด้วยโรงงานที่มีอยู่ และสุดท้ายคือต้นทุนการผลิตต้องถูกกว่าการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพราะหากตกหล่นข้อใดข้อหนึ่งก็อาจส่งผลกระทบให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไม่สำเร็จได้
“อีกด้านหนึ่งที่ สวทช. ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทย (SMEs) มีโอกาสคว้าส่วนแบ่งทางการตลาดได้ทันการประกาศใช้นโยบายที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปีหน้า สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) จึงได้เตรียมพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว” ดร.ศราวุธ ทิ้งท้าย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ผู้ผลิตรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้นำเข้า และผู้ประกอบตัวถังรถบรรทุกในประเทศไทย ติดตามประกาศบังคับใช้จากกรมการขนส่งทางบกได้ในช่วงกลางปีนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจขอรับคำปรึกษาด้านโครงสร้างเชิงวิศวกรรม ร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือนำอุปกรณ์เข้าทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย ติดต่อได้ที่ คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค โทร 0 2564 6500 ต่อ 4783 หรือ e-mail soontaree.kos@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเอ็มเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ผนึก บ้านปู เดินหน้าวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรมพลังงาน มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-and-banpu-pcl-teamp-up-to-accelerate-carbon-neutrality-journey.html
(8 พฤษภาคม 2566) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมในการเร่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนร่วมกัน โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ดร.ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ Head of Digital and Innovation บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. และ ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเป็นพยาน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ที่เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ และเชื่อมโยงกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยผ่านความร่วมมือจากศูนย์วิจัยภายใต้ สวทช. ซึ่งเป็นศูนย์แห่งชาติที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถในทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะก่อให้เกิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศผ่านการสร้างมูลค่าทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทยและทำให้เกิด 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1.พลังงานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 2.การลดคาร์บอนคาร์บอนเพื่อความเป็นกลางของคาร์บอน 3. Digital transformation 4. Modern and advance agriculture และ 5. มาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด”
นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ บ้านปูมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน ทั้งในกระบวนการทำงานและการสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter สำหรับความร่วมมือกับ สวทช. นี้ จะเกิดประโยชน์ต่อทั้งสององค์กรทั้งในภาพใหญ่ คือ ภาพด้านกลยุทธ์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกลางทางคาร์บอน และความร่วมมือในระดับนานาชาติที่ทั้งสององค์กรมีเครือข่าย และประโยชน์ในทางปฏิบัติ ทั้งความร่วมมือเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล รวมถึงการแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรทั้งสององค์กรอีกด้วย
/////////////////////////
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญฟังสัมมนาฟรี “Industry 4.0 ลงทุนง่าย ๆ สบายกระเป๋า” ภายในงาน Intermach & Subcon Thailand 2023
สวทช. โดยกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย (Thailand i4.0 Platform Group) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ร่วมจัดสัมมนา “Industry 4.0 ลงทุนง่ายๆ สบายกระเป๋า” ภายในงาน Intermach & Subcon Thailand 2023 ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เวลา 13.00-17.00 น. ห้อง MR 222 ชั้น 2 ไบเทคบางนา
พบกับการบรรยายพิเศษ เสวนา และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
Highlight : โอกาสการเข้ารับการประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 (มูลค่ากว่า 100,000 บาท) จากผู้เชี่ยวชาญจาก Thailand i4.0 index โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการปรับปรุงและยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0
รับฟังประสบการณ์ตรงจากตัวแทนองค์กรที่ได้ลงทุนยกระดับปรับปรุงโรงงาน ปัญหา อุปสรรค และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์
รับคำปรึกษาและแนวทางการประเมินโรงงานด้วย Thailand i4.0 Index
จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไปร่วมสัมมนา
สามารถลงทะเบียนได้ที่ >>> https://shorturl.at/gntxy
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน “Korea-Thailand TechBIZ Matching 2023”
🇰🇷 x 🇹🇭โอกาสใหม่ทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเกาหลี!!!
ห้ามพลาด!!!ขยายโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจากประเทศเกาหลี
📢 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSP) ร่วมกับ TIPA (Korea Technology and Information Promotion Agency for SME), KTR (Korea Testing & Research Institute), MEKONGLINK (ตัวแทนของอุทยานเทคโนเกาหลี 19 แห่ง) จากเกาหลีขอเรียนเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน “Korea-Thailand TechBIZ Matching 2023”
🗓️ วันที่ 24 พฤษภาคม 2566
🕑 เวลา 13.00-17.30 น.
📌อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
พบกับ 10 เทคโนโลยีจากเกาหลีที่กำลังมองหาพันธมิตรในประเทศไทยเพื่อสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือ โครงการ R&D ระดับโลก การแลกเปลี่ยนความรู้ การขยายตลาดและการสร้างเครือข่าย
ลงทะเบียนออนไลน์: https://forms.gle/kWWaaEQMPiuV74rZ8
สอบถามรายละะอียด
📲(+66)0869799519(นรมน)
📧bcd@nstda.or.th
10 เทคโนโลยีของเกาหลี:
1) MEDIZEN HUMANCARE
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: เทคโนโลยีการวิเคราะห์พันธุกรรมและการทำนายโรค (ลิงค์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/1yDWtJNwoXkuwqINhqhSbIwC3pKr5IACF/view?usp=sharing
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/1xzEL892DX7kHCNK15KMOIBSnz2b2-vDP/view?usp=sharing
2) CHEIL ELECTRIC
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับบ้านอัจฉริยะเหมาะสำหรับครัวเรือนคนเดียว ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว และหมู่บ้านอัจฉริยะ (ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14JgxQ7BQLC3PjMJv7C0P7nbmaovcBS1x/view?usp=sharing
3) MOA DATA
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: ตรวจสอบสุขภาพและป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้นด้วยระบบตรวจจับความผิดปกติ AI ขั้นสูง(ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14NF5k__Mg1dRMZ_rDJByDEfu3RFvt42T/view?usp=sharing
4) DAEUN MEDICAL
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: การรักษาบาดแผล (ลิงค์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/15Xb-vMVhCdom6oaQXZPGD4fzPzXwGC3v/view?usp=sharing
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/15aXzPaS45eXGVJnNdkpveRc06wSwtzvS/view?usp=sharing
5) THINKforBL
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: พร้อมเพิ่มผลกำไรของคุณหรือยัง? Smart Livestock สามารถช่วยคุณปรับปรุงสุขภาพและผลผลิตของปศุสัตว์ของคุณ (ลิงค์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14XdArfCkTx-5n5riDZeRmmamVo7d4Fyw/view?usp=sharing
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14WRCfbBAXQx0A-mlDyXg_Vgt0BQRdseL/view?usp=sharing
6) INVENTIS
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: แพลตฟอร์มวิดีโอ CG รถยนต์อัตโนมัติของเราจะทำให้แคมเปญการตลาดของคุณโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า (ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14aoR4a9IgCBkd4WED4ZL7hd1Ylr8sab4/view?usp=sharing
7) R&D PROJECT
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: ลดความซับซ้อนของซัพพลายเชนและปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยระบบ MES และ ERP ของเรา (ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14r5IWULU0BckfHd0jVl59TuUkrRIo7Ch/view?usp=sharing
+https://drive.google.com/file/d/14mCmkNv4aMe6nXkYdR61iY9vfltZXCNE/view?usp=sharing
8 ) E-RON SYSTEM
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: ปกป้องชุมชนของคุณจากภัยพิบัติน้ำท่วมด้วย ATOMS ระบบประตูอัตโนมัติอัจฉริยะ (ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14w-feZA5FrOw2pX-gn8_-zG_aJsG9VSO/view?usp=sharing
9) DARAM ENG
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของบริษัทคุณ และปรับปรุงผลกำไรของคุณด้วยอุปกรณ์ HVAC และโซลูชันห้องสะอาดของเรา (ลิงก์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14yBOpTCdwfKy58x70IJ2S95fU0gpJGAV/view?usp=sharing
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14yjn6_97Q9ifBxuPTSsSKxsoOWU-y1t0/view?usp=sharing
10) PKLNS
👉🏻 เทคโนโลยีหลัก: ระบบห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น (ลิงค์โบรชัวร์ด้านล่าง)
👉🏻 https://drive.google.com/file/d/14zxyM2OHrPh8Xn6_3Jpr2TBQVOENw6LW/view?usp=sharing
📢 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คือ พันธมิตรธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ นวัตกรรม
🔬 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📌 The Integrated Ecosystem where Innovation Grows
🎯 Faster Better Prosper
🌐 www.sciencepark.or.th
📞 02-5647200
📧 customerrelation@sciencepark.or.th
🚙https://goo.gl/maps/GHtjhg1NoJWpAbN99
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ร่วมกับ วช. จัดพิธีรับเกียรติบัตรเยาวชน ฝึกทักษะวิจัย ภาคฤดูร้อน ปี 2566 กับนักวิจัย สวทช.
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/certificate-presentation-ceremony-of-nstda-summer-school-2023.html
วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีรับเกียรติบัตรและปัจฉิมนิเทศ โครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2566
โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นประธานในพิธีและมอบเกียรติบัตรและปัจฉิมนิเทศ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาร่วมเป็นพันธมิตรและให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการ ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยโครงการได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนจากห้องเรียนโครงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของ สพฐ. รวมทั้งได้เปิดโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการนำกระบวนการคิด การทำงานตามหลักการวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ในชีวิตการเรียน การสอน หรือการศึกษาเพิ่มเติมตามความชอบและความถนัดของตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยอาชีพ รวมไปถึงมีโอกาสที่จะนำความรู้ไปพัฒนาประเทศในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
“โครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ ในปี 2566 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2566 โดยมีนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกและยืนยันเข้าร่วมโครงการจำนวน 85 คน และมีครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 7 คน รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมโครงการ 92 คนจาก 53 โรงเรียนทั่วประเทศ นักเรียนและครูจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักวิจัย สวทช. ซึ่งจะเป็นพี่เลี้ยงหลักดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครู จำนวน 28 คน และจะมีผู้ช่วยวิจัยในทีมช่วยดูแลเพิ่มเติม จากศูนย์วิจัยแห่งชาติของ สวทช. นอกจากการฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฎิบัติการวิจัยแล้ว นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์อื่น ๆ ที่ทางโครงการจัดให้ อาทิ การจัดบรรยายพิเศษในหัวข้อต่าง ๆ ทัศนศึกษานอกสถานที่ นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับนักเรียนและครูที่เข้าร่วมกิจกรรม”
นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 (วช.) กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายในโครงการส่งเสริมนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายและครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อนปี 2566 โดย วช. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการบ่มเพาะและปลูกฝัง ให้เยาวชนมีใจรักและมีความสนใจในวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมตั้งแต่เยาว์วัย จึงได้ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนการการวิจัยและ นวัตกรรมให้แก่ สวทช. เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564
วช. ขอชื่นชมนักเรียนและครูทั้ง 92 คน ที่เลือกใช้เวลาในช่วงวันหยุด ปิดภาคฤดูร้อนตลอด 7 สัปดาห์ ไขว่คว้าหาความรู้นอกห้องเรียน โดยการสมัครเข้า ร่วมโครงการนี้จนกระทั่งได้รับการคัดเลือกให้ได้เข้ารับการฝึกทักษะในหัวข้อต่าง ๆ โดย สวทช. ซึ่งมีนักวิจัยที่นับเป็นบุคลากรวิจัยของประเทศที่มีความรู้ความสามารถสูง คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดอีกทั้งห้องปฏิบัติการวิจัยที่มีเครื่องมืออุปกรณ์ การวิจัยต่าง ๆ ที่ทันสมัย
จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่นักเรียนและครูจะได้รับประสบการณ์การฝึกฝนทักษะการวิจัยและมีความเข้าใจอาชีพนักวิจัยหรือ นักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ในการลงมือปฏิบัติจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำวิจัยนั้นย่อมเจอปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งไม่อาจคาดเดาได้ แต่ทุกคนก็ได้พิสูจน์ แล้วว่าสามารถทำได้และผ่านมาได้จนถึงวันที่จบโครงการในวันนี้
ด้าน นางสาวธัญสิริ สุรียะกระจ่าง หรือน้องไข่มุก จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ตัวแทนเพื่อนในโครงการ ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ได้เข้ามาทำงานในโครงการจริง ๆ ตัวเองก็ได้รับความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัยพี่เลี้ยงมากมายเลย นักวิจัยพี่เลี้ยงทุกคนเป็นกันเองมาก ๆ แต่เมื่อถึงเวลาทำงานก็มีความตั้งใจและจริงจังเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องผลักดันตัวเองให้มากขึ้นเพื่อที่จะสามารถช่วยงานพี่ ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อยากเกิดการพัฒนาเป็นอย่างมากราวกับได้เปลี่ยนมาเป็นคนละคนเลย สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าหนูมีความสุขมากๆเลย ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมค่ายฝึกทักษะวิจัยของ สวทช. ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่ทำให้เกิดค่ายนี้ขึ้น
นายฐิติวิวัฒน์ เท้าอิ่ม หรือน้องพุธโธ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มอดินแดง) อีกหนึ่งตัวแทนเพื่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักเรียนชั้น ม.ปลาย ที่ได้รับโอกาสให้มาฝึกทักษะวิจัยที่ สวทช. ก็รู้สึกภาคภูมิใจและ ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาฝึกในสถานที่ที่มีเครื่องมือที่ครบครัน ทำให้เราได้เรียนรู้ได้เต็มที่ และมีนักวิจัยที่มีประการณ์มาคอยช่วยแนะนำและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และยังมีเพื่อน ๆ คุณครู พี่เลี้ยง ที่คอยช่วยเหลือตลอด7สัปดาห์ที่อยู่ที่นี่ ซึ่งความรู้ที่ตัวเองได้รับนั้นสัญญาว่าจะทำความรู้นั้นไปใช้ในทางที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศต่อไป
น้องพุธโธ เล่าเพิ่มเติมว่า ถ้ามองย้อนไปก่อนเข้ามาที่นี่ผมคงคิดว่าการทำวิจัยมันอยู่ไกลตัวเรา แต่พอเข้ามาทำจริง ๆ แล้วการทำวิจัยก็อยู่รอบตัวเราครับ ไม่ว่าจะในการรักษาโรค การใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่เกิดจากการทำวิจัย การที่มีโอกาสได้เข้ามาที่นี่ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทักษะวิจัยซึ่งบางอย่างมีความยาก ต้องใช้เวลาในการทำด้วย แต่นักวิจัยก็คอยช่วยเหลือตลอด
“การที่ได้มาเจอนักวิจัยที่มีความเชียวชาญ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ได้ทำงานในสถานที่จริง ได้ใช้เครื่องมือจริง ๆ ทำให้ผมรู้ว่านักวิจัยเค้าทำงานกันอย่างไรครับ และนอกจากนั้นการที่ผมมาที่นี่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือมิตรภาพครับ ตั้งแต่วันแรก ที่ผมเข้ามาที่นี่จนถึงวันนี้ผมได้รู้จักคนเยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต่นักวิจัยเอง ซึ่งการที่เราต้องอยู่ร่วมกัน กับคนเยอะ ๆ สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็มีกิจกรรมมากมายที่ทำให้เราได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจนเกิดคำว่ามิตรภาพขึ้นครับ”
ข่าวประชาสัมพันธ์
(สวทช.) เปิดรับสมัครอบรมหลักสูตร”การวิเคราะห์และการประเมินประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรด้วย AppSheet เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขอเครื่องจักร” (Overall Equipment Effectiveness : OEE)
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต(Career for the Future Academy : CFA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดรับสมัครอบรมหลักสูตร"การวิเคราะห์และการประเมินประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรด้วย AppSheet เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขอเครื่องจักร" (Overall Equipment Effectiveness : OEE)
กลุ่มเป้าหมาย : สถานประกอบการและผู้สนใจในการเตรียมตัวเข้าสู่ อุตสาหกรรม 4.0
สิ่งที่จะได้ภายในนี้!!
เพื่อเข้าใจหลักการประเมินประสิทธิผลโดยรวมเครื่องจักรอย่างถูกต้องทางด้านข้อมูลเพื่อการชี้วัด
เพื่อเข้าใจถึงหลักการวิเคราะห์และแก้ไขปรับปรุงพัฒนากระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อประยุกต์ใช้โปรแกรม AppSheet สำหรับประยุกต์ใช้เก็บข้อมูล และการแสดงผลประสิทธิผลโดยรวมเครื่องจักร ในรูปแบบ Dashboard
ระยะเวลาการอบรม
กิจกรรมที่ 1 (Overview) : จำนวน 1 วัน (9.00–14.00 น.) อบรมวันอังคารที่ 16 พ.ค 66
กิจกรรมที่ 2 (Advance) : จำนวน 1 วัน (9.00–16.00 น.) อบรมวันอังคารที่ 23 พ.ค 66 และเข้าให้คำปรึกษาที่สถานประกอบการจำนวน 3 ครั้ง ตามนัดหมายภายในวันที่ 21 กันยายน 2566
โปรโมชั่นพิเศษ!! รับฟรี โปรแกรม AppSheet คำนวณและวิเคราะห์ประสิทธิผลโดยรวมเครื่องจักร
สถานที่การจัดอบรม : โรงแรม ไอบิส โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา
สนใจสอบถามรายละเอียดและลงทะเบียนทั้งสองกิจกรรมได้ที่ Website : https://www.career4future.com/oee
สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2644 8150 ต่อ 1368 (วลัยรัตน์), 1381 (ชนากานต์) หรือ e-mail : cfa-psc@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากรา ตรวจสารพิษ 5 ชนิดพร้อมกัน ความไวสูง ต้นทุนต่ำ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/mycosmart-mycotoxin-strip-based-on-microarray-technology.html
สารพิษจากรา (Mycotoxin) คือภัยเงียบที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อมนุษย์และสัตว์ เนื่องจากพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมทั้งในดินและอากาศ จึงมีโอกาสปนเปื้อนอยู่ในอาหารหรือวัตถุดิบอาหารทางการเกษตรตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว เก็บรักษา ไปจนถึงแปรรูป ทั้งนี้ราเหล่านี้สามารถสร้างสารพิษได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยผู้บริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย เช่น เบื่ออาหาร ชัก หมดสติ หรือหากได้รับสารพิษสะสมเป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าสารพิษจากรายังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกด้วย โดยสัตว์ฟาร์มที่ได้สารพิษจากราจะมีอัตราการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกันลดลง อีกทั้งระบบสืบพันธุ์และอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหายและขาดทุนสูง
โชคไม่ดีนักที่การควบคุมและเก็บรักษาวัตถุดิบทางการเกษตรและอาหารให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราตลอดกระบวนการผลิตเป็นเรื่องยาก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันก็ยังเอื้อต่อการเติบโตและผลิตสารพิษของราอีกด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยไบโอเทค เนคเทค และเอ็มเทค ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Queen's University Belfast สหราชอาณาจักร พัฒนา “MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากราแบบแถบทดสอบที่พัฒนาจากเทคนิคไมโครอะเรย์” เพื่อคัดกรองอาหารและผลผลิตทางการเกษตรที่ปนเปื้อนสารพิษจากราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการบริโภคสารพิษจากรา รวมถึงลดความเสียหายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์
[caption id="attachment_42963" align="aligncenter" width="750"] ดร.กฤศ พิจยเวทินท์ นักวิจัย เนคเทค สวทช. (ขวา)[/caption]
ดร.กฤศ พิจยเวทินท์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า MycoSMART เป็นชุดตรวจวินิจฉัยที่เกิดจากการทำงานบูรณาการระหว่างนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชาทั้งในและต่างประเทศ โดยระบบประกอบด้วยเทคโนโลยี 3 ส่วนหลัก คือ เครื่องอ่านสัญญาณไมโครอะเรย์ ชุดตรวจวินิจฉัยแบบแถบทดสอบด้วยเทคนิคไมโครอะเรย์ และสารเรืองแสงที่มีความไวและเสถียรสูง ส่วนวิธีการใช้งานนั้นทำได้ง่าย เพียงนำสารสกัดจากอาหารหรือวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง มาหยดที่ชุดตรวจแบบแถบทดสอบ จากนั้นนำชุดตรวจใส่ในเครื่องอ่านสัญญาณ แล้วกดปุ่มควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอทัชสกรีน เครื่องอ่านจะตรวจจับสัญญาณการเรืองแสงและรายงานผลการวิเคราะห์ผ่านหน้าจอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“จุดเด่นของ MycoSMART คือออกแบบและพัฒนาระบบการตรวจจับสารพิษจากราโดยใช้เทคนิคไมโครอะเรย์ร่วมกับสารเรืองแสงที่มีความเสถียร มีความไวสูง และต้นทุนต่ำ จึงตรวจจับสารพิษจากเชื้อราได้หลายชนิดพร้อมกันเพียงใช้หนึ่งชุดทดสอบ และแสดงผลปริมาณการปนเปื้อนได้ทันที MycoSMART จึงเหมาะกับการใช้งานแบบพกพา ให้ผลการตรวจวัดอย่างรวดเร็ว และใช้ต้นทุนการตรวจวัดที่ถูกกว่าชุดตรวจในท้องตลาด ปัจจุบัน MycoSMART สามารถตรวจวัดสารพิษจากราได้ถึง 5 ชนิด ได้แก่ Aflatoxin B1 (AFB1) พบในผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งและถั่วลิสง, Deoxynivalenol (DON) พบในผลิตภัณฑ์ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์, Fumonisin B1 (FUMB1) พบในเมล็ดข้าวโพดที่ใช้บริโภคทั้งในคนและสัตว์, T-2 toxin (T-2) พบในธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย และ Zearalenone (ZON) พบมากในวัตถุดิบอาหารสัตว์”
ดร.กฤศ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี MycoSMART ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตร ปศุสัตว์ และการแปรรูปอาหาร นำไปใช้ตรวจสารพิษจากราเพื่อคัดกรองผลผลิตทางการเกษตรได้สะดวกตั้งแต่ในแปลงปลูกผักจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ช่วยให้ผู้บริโภครับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันเทคโนโลยี MycoSMART ชุดตรวจวินิจฉัยสารพิษจากราแบบแถบทดสอบอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2145
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ICAO, CAAT เยี่ยมชมศักยภาพความพร้อมบริการทดสอบด้านการบิน PTEC สวทช. หนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการบินสู่นานาชาติ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-welcomes-the-visit-of-icao-and-caat,-showcasing-quality-infrastructure-supporting-aviation-safety.html
(2 พฤษภาคม 2566) : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT (The Civil Aviation Authority of Thailand) และคณะจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รวมกว่า 70 คน เข้าเยี่ยมชมศักยภาพความพร้อมบริการทดสอบด้านการบินของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า มีความยินดีที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ร่วมกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้ให้ความสำคัญมาเยี่ยมชมความพร้อมด้านการบริการทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์การบิน ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านมาตรฐานจึงมีนโยบายในการพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ” (National Quality Infrastructure: NQI) โดย PTEC มีศักยภาพและความพร้อม การปฏิบัติงานทดสอบ สอบเทียบ ตรวจสอบ และรับรองผลิตภัณฑ์บริการทดสอบ ภาคอุตสาหกรรมการบินด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์การบิน , อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ ระบบขนส่งทางราง ฯลฯ
ทั้งนี้ปัจจุบัน PTEC ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบด้านชิ้นส่วนเครื่องบิน โดยได้รับการรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ตามมาตรฐาน RTCA-DO160 เรียบร้อยแล้วหลายรายการ และมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทดสอบชิ้นส่วนการบินตามมาตรฐานสากลในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
นอกจากผลิตภัณฑ์ในระบบการบินแล้ว PTEC ยังได้รับการยอมรับให้เป็นหน่วยทดสอบผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ จากหน่วยงานควบคุมของภาครัฐเช่น กสทช. สมอ. อย. เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อการผลิต การส่งออก ผลักดันเศรษฐกิจและการทดสอบเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ปลอดภัยอีกด้วย
สำหรับในการเยี่ยมชมครั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ร่วมกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้เยี่ยมชมห้องปฎิบัติการทดสอบของ สวทช. หลายห้องปฏิบัติการ อาทิ
1 การทดสอบด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบิน ตามมาตรฐาน RTCA-DO 160 และ MIL - STD 461 ซึ่งเป็นการวัดสัญญาณรบกวนที่แพร่ออกจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์การบินชิ้นนั้นแพร่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปรบกวนอุปกรณ์ในเครื่องบินอื่น ๆ ที่ถูกติดตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน
2 การทดสอบภูมิคุ้มกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic immunity) ของอุปกรณ์ชิ้นส่วนการบิน จากการนำชิ้นส่วนการบินใหม่ ๆ ไปติดตั้งอยู่ในบริเวณที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ใช้งานอยู่เดิม หรือความสามารถในการต้านทานสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ในสนามบินที่แพร่ออกมารบกวนการทำงานของชิ้นส่วนการบินที่ถูกนำไปติดตั้งใหม่ เช่น เรดาห์ สถานีวิทยุ ป้ายไฟในสนามบิน ฯลฯ
3 การทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่แพ็ค (Battery Pack) เพื่อขนส่งตามมาตรฐานของสหประชาชาติหรือ UN 38.3 เนื่องจากแบตเตอรี่ถือเป็นวัตถุอันตราย (dangerous goods) ดังนั้นการขนส่งแบตเตอรี่ผ่านทางเส้นทาง ถนน เรือ เครื่องบิน ต้องได้รับการอนุญาตตามกฎหมายเสียก่อน โดยจะต้องทำการทดสอบในหลายหัวข้อ เช่น การทดสอบการสั่นและการกระแทก (shock and vibration test) การจำลองการตก (drop test) การทดสอบ Mechanical Integrity (crush test) การทดสอบการบีบอัด (crush test)
4 การทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน UL 2580 เป็นการทดสอบโดยจำลองสภาวะการวางของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ในทิศทางต่างๆ เช่น แนวตั้ง แนวนอน แนวเอียงมุม และสังเกตความสามารถในการทรงตัวบนพาหนะ ในขณะทำการขนส่งทางบก เรือ อากาศ รถไฟฯ
5 การทดสอบความสามารถในการป้องกันการลัดวงจรแบตเตอรี่ (Battery short circuit) ขณะทำการขนส่งที่อาจทำให้ขั้วไฟฟ้าบวกและลบของแบตเตอรี่สัมผัสกัน และอาจทำให้เกิดการติดไฟหรือเกิดการระเบิดได้ตามมาตรฐาน UN 38.3
6 การทดสอบการต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศในเครื่องบิน ที่ระดับความสูงและอุณหภูมิต่างๆ ตามมาตรฐาน RTCA-DO 160 MIL-STD810 และการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำการขนส่งทางเครื่องบิน
7 การทดสอบการป้องกันการปะทุไฟและการระเบิด (Explosive proof) ของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า เช่น โคมไฟ มอเตอร์ พัดลม ขั้วต่อต่างๆ ที่ติดตั้งในบริเวณ คลังน้ำมัน สถานีปั๊มน้ำมัน สถานีแก๊สฯ ตามมาตรฐาน IEC EX EX-d และ ATEX เมื่อเกิดการลัดวงจรภายใน จะไม่ทำให้ไอแก๊สบริเวณรอบเกิดการปะทุไฟหรือระเบิด
8 การวัดระดับความแรงสนามแม่เหล็กของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขณะทำการขนส่งบนเครื่อง ซึ่งแพร่สนามแม่เหล็กออกไปรบกวนระบบเข็มทิศนำร่องของเครื่องบิน ตามมาตรฐาน IATA 953
9 การทดสอบการอ่านพาสปอร์ตเดินทาง บัตรโดยสาร สมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Near Field Communication (NFC) ซึ่งหลายประเทศนำไปใช้งาน เนื่องจากสามารถใช้เครื่องโทรศัพท์ส่วนบุคคลทำการอ่านข้อมูลและใช้แสดงตัวตนได้
ที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงนามความร่วมมือกับ กพท. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการบินในประเทศให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานในระดับสากล และพัฒนาผู้ประกอบการในประเทศเพื่อการรับจ้างผลิตจากบริษัทการบินขนาดใหญ่ระดับโลกเพื่อการส่งออก นอกจากนี้ PTEC ยังให้บริการทดสอบคลื่นความถี่การใช้งานของผลิตภัณฑ์ประเภทโดรน UAV และอากาศยานน้ำหนักเบา ก่อนการขออนุญาตการใช้งานคลื่นความถี่ควบคุมจาก กสทช. อีกด้วย โดยมาตรฐานที่ให้บริการ ประกอบด้วย RTCA-DO 160 UN38.3 และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ
สำหรับอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนการบิน ผู้ซ่อมบำรุง ผู้ติดตั้งระบบการบินในสนามบิน ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ 0 2117 8600 อีเมล sales@ptec.or.th
###############
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่” รุ่นที่ 1 ฟรี!!!
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร "แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่" รุ่นที่ 1 ฟรี!!!
📅 วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม 2566
⏰ เวลา 09:00 – 16:00 น.
📌 ออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Cisco Webex Webinar
พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ บรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
ที่มาและความสำคัญของ BCG Model
หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร
การศึกษาค่าการหมุนเวียนวัสดุในภาคอุตสาหกรรม
Circular Design การออกแบบ พัฒนา และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โมเดลธุรกิจหมุนเวียน
สำหรับผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์การอบรมตลอดหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจาก สวทช. และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
สนใจลงทะเบียนโดยสแกน QR CODE ในโปสเตอร์ หรือลิงก์ https://shorturl.at/kmxNW
ผู้ลงทะเบียนจะได้รับลิงก์เข้าร่วมอบรมผ่านทางอีเมล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ
โทร. 02-117-6455 (สุทธิชา) และ 02-117-6455 (ปริสรินทร์)
ปฏิทินกิจกรรม
เปิดตัว! แบบมาตรฐานอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายรถบรรทุก
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก เปิดตัวแบบมาตรฐานของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้ายรถบรรทุก ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล บรรจุในฐานข้อมูลที่มีแบบเชิงวิศวกรรมรวมไว้กว่า 90 แบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกเลือกนำไปผลิตตามมาตรฐานและติดตั้งให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถบรรทุกแต่ละประเภท โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนถนนในลักษณะที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พุ่งชนและมุดเข้าไปใต้ท้องรถบรรทุก พร้อมเสนอกลไกสนับสนุนและส่งเสริมด้านงบประมาณให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถบรรทุกให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาภายในประเทศ
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


