หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2569 เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ
🔥 โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2569โครงการเร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ 🚀 โครงการนี้มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาจาก สวทช. เพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ✨ สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ เร่งการเติบโตของผลิตภัณฑ์ ด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่แข่งขันได้ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการสนับสนุนอย่างครบวงจร ปิดช่องว่างด้านทักษะ ทั้งนวัตกรรม การบริหาร และการตลาด เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุน สร้างเครือข่ายพันธมิตร กับนักวิจัย นักลงทุน และคู่ค้าธุรกิจ 💸 สิทธิประโยชน์จากโครงการ เงินสนับสนุนการขยายตลาดแบบ Matching Fund สูงสุด 500,000 บาทต่อราย คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การอบรมพัฒนาทักษะด้าน Digital Technology โอกาสเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ 📌 คุณสมบัติผู้สมัคร เป็นผู้ประกอบการไทย (Startup / SMEs) ที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากทรัพย์สินทางปัญญาของ สวทช. เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม อาหาร เกษตร การแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน พร้อมออกสู่ตลาด มีระยะเวลาเหลือในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ มากกว่า 1 ปี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการได้ตลอดระยะเวลาโครงการ 🗓️ ระยะเวลารับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2568 📩 สมัครออนไลน์ได้ที่:https://forms.gle/99SKTJgLCFdFpweg8 📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA)ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID)โทร. 0 2564 7000 ต่อ 71749, 71768อีเมล: ala@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
EECi ร่วมพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series
(18 ธันวาคม 2568) จังหวัดระยอง– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นำโดย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และคุณปิยะฉัตร ใคร้วานิช เบอร์ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาพื้นที่และกำลังคน EECi  ได้ติดตามการขยายผลงานวิจัยวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ณ บริษัท เอสเคพี ไบโอแม็กซ์ จำกัด ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่นวัตกรรมเกษตรรอบๆเมืองนวัตกรรม เพื่อให้เกิดกิจกรรมการเชื่อมโยงเกษตรกรสู่งานอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ EECi Biopolis ด้วยการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมพร้อมปรับแปลงตามความต้องการและบริบทงานเกษตรกรรมในพื้นที่ เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า และร่วมพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ ที่ใช้และได้ประโยชน์จากเมืองนวัตกรรม A Hub of Smart Farm Demonstration Site  ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีนวัตกรรมวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืช ด้วยหลักการสำคัญคือ การคัดเลือกช่วงแสงสีแดงที่ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์แสง การทำงานของฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของพืชให้แข็งแรง รวดเร็วขึ้น สามารถเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของพืช รวมทั้งช่วยลดการรบกวนจากแมลง เนื่องจากดวงตาแมลงไม่สามารถมองเห็นในช่วงแสงสีแดงได้วัสดุโพลิเมอร์คุณภาพสูงสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย โดยตาข่ายพรางแสงสีแดง (shed net/insect net) จะช่วยคัดเลือกช่วงคลื่นแสงที่เหมาะสม และป้องกันไม่ให้แมลงรบกวนพืชได้ มีการปรับขนาดของรู สีของตาข่าย และทดสอบการเข้าทำลายของแมลง ตาข่ายสีแดงลดการเข้าทำลายของแมลงได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับตาข่ายสีขาว ภายในโรงเรือนยังมีแผ่นปูพื้นคลุมแปลงสีแดง (reflective mulch) สะท้อนแสงสีแดงช่วยเพิ่มการกระจายแสง และสะท้อนแสงเข้าใต้ใบ ช่วยให้พืชได้รับแสงทั่วถึง และระบายน้ำได้ดี รวมทั้ง ถุงปลูกสีแดง(pot bag) ที่ช่วยกระตุ้นปลายราก ติดผลดก ผลโต  ปกป้องผักและผลไม้ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี ทั้งยังสามารถใช้ซ้ำได้ 3-4 ปี ฝ่ายพัฒนาพื้นที่และกำลังคน EECi เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้ประสานการขยายผลการทดสอบ วัสดุนวัตกรรม ครบวงจรชุดนี้ ในพื้นที่เกษตรกรรมจริงๆ ในการใช้ปลูกพืชมูลค่าสูง เมล่อน ในโรงเรือน ของบริษัท เอสเคพี ไบโอแม็กซ์ จำกัด ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง นอกจากนวัตกรรมด้านวัสดุ ที่นำมาร่วมทดสอบขยายผล ในการใช้ติดตั้งโรงเรือนสีแดงนี้แล้ว ยังมีการใช้ระบบ Smart Farm – WaterFIT Simple งานวิจัยจากเนคเทค ในการควบคุมการให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมแก่เมล่อน แบบอัตโนมัติ ตั้งค่าเปิดปิดวาล์วน้ำตามเวลาที่ตั้งค่าผ่านสมาร์ทโฟน ทดสอบในโรงเรือนที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต  ในโรงเรือน Magik Greenhouse ผลการร่วมทดลองใช้ Magik GreenHouse ในโรงเรือนปลูกเมล่อน ร่วมกับระบบให้น้ำ WaterFIT Simple คุณธนัต อินเกตุ  ผู้ดูแลโรงเรือน  กล่าวว่า “เราได้ทำการจดบันทึกและเก็บข้อมูลน้ำหนักของผลเมล่อนอย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบระหว่างการปลูกด้วยวัสดุทั่วไปกับการปลูกโดยใช้วัสดุ Magik GreenHouse พบว่า เมล่อนที่ปลูกด้วยวัสดุทั่วไปมีน้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อผล ขณะที่เมล่อนที่ปลูกโดยใช้วัสดุ Magik GreenHouse มีน้ำหนักผลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 กิโลกรัมต่อผล ใช้วัสดุ Magik GreenHouse แล้ว เมล่อนลูกใหญ่ขึ้น หนักขึ้น เห็นผลชัดเจน เราก็ได้ผลผลิตดีขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงในการปลูกเมล่อนในโรงเรือนได้ครับ” คุณ กิตติกร สอนไม้ รองผู้จัดการ อุทยานกอล์ฟวังจันทร์ กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ สวทช. มาใช้ ช่วยให้การทำฟาร์มทำงานง่ายขึ้น เป็นระบบมากขึ้น ดูแลพืชได้ตรงจุด ทั้งเรื่องอากาศ น้ำ และการจัดการในโรงเรือน ส่งผลให้ผลผลิตออกมาดี ผลสวย คุณภาพสม่ำเสมอ และเป็นที่พอใจมาก สิ่งนี้ถือเป็นแรงช่วยสำคัญที่ทำให้การทำเกษตรพัฒนาไปได้ไกลขึ้น ไม่ใช่แค่ได้ผลผลิตดีขึ้น แต่ยังช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีใหม่ๆ ในการทำเกษตรสมัยใหม่อีกด้วย โดยทางอุทยานกอล์ฟวังจันทร์ก็ยินดีเปิดพื้นที่ทำเป็นโรงเรือนต้นแบบ ที่ใช้วัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน เกษตรกร และคนในพื้นที่ที่สนใจ อยากมาดู มาศึกษา และนำไปปรับใช้กับสวนหรือฟาร์มของตัวเองได้จริง” วัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series จากห้องวิจัย สู่การใช้งานจริงและเป็นแหล่งเรียนรู้ ด้าน นวัตกรรมเกษตร ที่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าถึง และปรับใช้ เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยง เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ หนึ่งของการเชื่อมโยง เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Tech Accelerator for Resilience (STAR))
🔶 ขอเชิญสมัครเข้าร่วม “โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน" (Sustainable Tech Accelerator for Resilience (STAR)) 🎊🎊🎊 สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ✅ สัมมนา / อบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ✅ ประเมินและวินิจฉัยธุรกิจ วางแผนธุรกิจสู่การเร่งเติบโต ✅ ให้คำปรึกษาเชิงลึก แบบ 1 ต่อ 1 ✅ กิจกรรมเปิดตลาดใหม่ เช่น การออกบูธ จับคู่ธุรกิจ ✅ ทุนสนับสนุนรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ ✅ เพิ่มขีดความสามารถด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 🎯 กลุ่มเป้าหมาย Clean Energy Circular Products Green Technology Food Healthcare 📌 กรอกแบบฟอร์มสมัครเข้าร่วมโครงการ และดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการ ได้ที่ 👉 https://www.nstda.or.th/r/aWVSU 📧 เปิดรับสมัครถึง วันที่ 14 มกราคม 2569 เท่านั้น! 📞 สอบถามเพิ่มเติม: ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการฯ สวทช. (BID) โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 71386, 71768 Email : star@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
เนคเทค สวทช. พัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย
          อย่าวางใจ ! กับภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน เพราะนอกจากส่งผลให้เด็กมีภาวะตัวซีด อ่อนเพลียง่าย และพัฒนาการล่าช้าแล้ว ยังมีผลต่อระดับไอคิวและการเรียนรู้ในระยะยาว ปัจจุบันการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องด้วยขั้นตอนและวิธีการตรวจยังมีข้อจำกัด ดังนั้นการพัฒนาระบบตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกัน จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก   [caption id="attachment_78681" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช.[/caption]   นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ภาวะโลหิตจางพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากได้รับ “ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ” ปัจจุบันขั้นตอนที่ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังมีข้อจำกัด เช่น การเก็บตัวอย่างเลือดทำได้ยาก ยิ่งเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะใช้หลอดแก้วคาปิลลารีในการเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วประมาณ 50-70 ไมโครลิตร แล้วจึงอุดปลายหลอดด้านหนึ่งด้วยดินน้ำมันซึ่งการเก็บและเตรียมตัวอย่างด้วยการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีมีขั้นตอนยุ่งยาก ไม่เหมาะกับการให้บริการตรวจคัดกรองผู้รับบริการจำนวนมากในหน่วยบริการชุมชน   [caption id="attachment_78682" align="aligncenter" width="732"] นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.[/caption]   “อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้าง คือ การเตรียมตัวอย่างเลือดต้องอาศัยเครื่องปั่นตกตะกอนความเร็วรอบสูง โดยเครื่องมีขนาดใหญ่ ทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายหรือพกพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ  เจ้าหน้าที่ต้องเก็บตัวอย่างเลือดกลับมาตรวจในห้องปฏิบัติการซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ระหว่างกระบวนการมักพบอุบัติเหตุจากดินน้ำมันอุดปลายหลอดหลุดรั่ว หรือหลอดแก้วแตกหักจากการปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง ทำให้เกิดการสูญเสียตัวอย่าง ที่สำคัญการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้รับบริการจำนวนมากยังติดฉลากหรือเขียนระบุตัวตนบนหลอดได้ยาก ทำให้เกิดปัญหาสลับตัวอย่างได้ง่าย ความยุ่งยากของกระบวนการดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถทำได้ทั่วถึงในหมู่ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียน ดังนั้นแนวทางควบคุมภาวะโลหิตจางที่ผ่านมาจะใช้วิธีแจกธาตุเหล็กรับประทานเพื่อป้องกันไว้ก่อน เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไปอาจไม่ได้มีภาวะโลหิตจาง ขณะที่เด็กมีภาวะโลหิตจางไม่ได้รับยาอย่างเหมาะสม กลายเป็นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด”   [caption id="attachment_78683" align="aligncenter" width="750"] ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย (อุปกรณ์ต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ)[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) พัฒนา ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแล “สุขภาพเด็ก” และสนับสนุนเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีเครืองมือตรวจคัดกรองที่ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางในกลุ่มประชากรได้มากขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)   [caption id="attachment_78684" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า มีคิวอาร์โค้ดระบุตัวตนคนไข้ได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด[/caption]   [caption id="attachment_78703" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า จึงใช้ได้กับเข็มเจาะเลือดขนาดเล็กสุดโดยไม่ต้องบีบเค้นเลือด[/caption]   นางสาวน้ำฝนอธิบายว่า แบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด และเครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต (Hematocrit) โดยแผ่นเก็บตัวอย่างเลือดพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิก (microfluidic) ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ออกแบบให้ใช้งานง่าย ใช้สำหรับเก็บเลือดจากปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เก็บตัวอย่างเลือดในการตรวจเพียง 5 ไมโครลิตร ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า ดังนั้นจึงสามารถใช้เข็มเจาะเลือดขนาดเล็กไปจนถึงเข็มเจาะเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด (ขนาด30G/0.32 mm) โดยไม่จำเป็นต้องบีบเค้นให้เลือดออกมากขึ้น ทำให้เก็บเลือดได้สะดวกรวดเร็ว ลดความเจ็บปวดจากการเก็บเลือด เหมาะกับการตรวจในเด็กเล็ก อีกทั้งบนแผ่นเก็บเลือดยังมีคิวอาร์โค้ดเพื่อระบุตัวตนของเด็กหรือผู้ป่วยได้ ช่วยให้ระบุตัวตนได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด   [caption id="attachment_78685" align="aligncenter" width="750"] เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด สำหรับปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา[/caption]   “เมื่อได้ตัวอย่างเลือดแล้วต้องนำมาเข้าเครื่องปั่นตกตะตอนเม็ดเลือด ซึ่งทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ลดการสูญเสียตัวอย่างจากการแตกหักของอุปกรณ์ อีกทั้งยังทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการนำไปใช้งานกับหน่วยบริการเคลื่อนที่และหน่วยบริการปฐมภูมิ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่หน่วยบริการปฐมภูมิ ลดภาระงานของผู้ชำนาญการ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มประชากร นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดค่าฮีมาโตคริตอัตโนมัติที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตัวอย่างเลือดที่ผ่านการปั่นตกตะกอนแล้วนำมาเข้าเครื่องตรวจวัดได้ทันที สามารถตรวจได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน และไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล อีกทั้งระบบยังออกรายงานผลพร้อมการบันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล สามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เพิ่มเติม” ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในการทดสอบประสิทธิภาพของต้นแบบระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยเปรียบเทียบกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีมาตรฐานพบว่า ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยให้ผลการตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ   [caption id="attachment_78686" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต วัดผลได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน บันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยจนได้อุปกรณ์ต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการ และอยู่ระหว่างเตรียมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นแบบที่ผลิตในห้องปฏิบัติการอาจมีบางชิ้นส่วนหรือกระบวนการที่ยังไม่เหมาะสมกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบการผลิตร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากภาคอุตสาหกรรมสำหรับส่งทดสอบความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดและการทดสอบความปลอดภัยต่าง ๆ ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ก่อนการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และขออนุญาตผลิตเพื่อการจำหน่าย จ่ายแจก เพื่อให้ผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขแบบเคลื่อนที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือโรงพยาบาลเอกชนต่อไป จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวจึงทำให้มั่นใจได้ว่าต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความพร้อมในการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการวิจัยและพัฒนาของโครงการ   [caption id="attachment_78687" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดสามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที[/caption]   เทคโนโลยีคัดกรองภาวะโลหิตจางไม่เพียงเป็นความหวังในการดูแลสุขภาพเด็กไทยให้ได้รับการตรวจคัดกรองและได้รับการดูแลรักษาที่ทันการณ์ แต่เทคโนโลยีทั้งหมดผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีในประเทศ จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงของประเทศด้วย “ทีมวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบบคัดกรองโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อยจะมีส่วนช่วยให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น และหากสามารถผลักดันให้เป็นนโยบายด้านสาธารณสุขในการนำไปใช้คัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญและแนวทางมาตรฐานในการส่งเสริมการดูแล “สุขภาพในทุกช่วงวัย” โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ช่วงอายุ 6–12 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีพัฒนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศในการผลิตเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศอย่างยั่งยืน” ภาคเอกชนที่สนใจร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยงานที่สนใจร่วมทดสอบและให้ข้อมูลเพื่อการวิจัยพัฒนา สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 อีเมล business@nectec.or.th เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
กระทรวง อว. – สวทช.ผนึก STARS และ 4 มหาวิทยาลัย ปั้น ‘STARS Co-Lab’ สร้างบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ ยกระดับไทยสู่ฮับอิเล็กทรอนิกส์โลก
(23 ธันวาคม 2568) ชั้น 2 อาคาร W District พระโขนง กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมงาน ฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทที่เติบโตจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย สู่ผู้เล่นระดับสากล โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรไทย “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ร่วมกับ 5 พันธมิตรหลัก ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อยกระดับงานวิจัย เทคโนโลยี และทักษะบุคลากรไทยด้านวิศวกรรมขั้นสูง โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์  ผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. และทีมวิจัย สวทช. เข้าร่วมงาน นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การก้าวสู่ปีที่ 30 ของสตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ไม่เป็นเพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่คือการวางหมุดหมายใหม่ในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยสู่อนาคต ผ่านวิสัยทัศน์ Unleashing Thai Innovation. Transforming Smarter Humanity. พร้อมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านโครงการดังกล่าว ภายใต้แนวคิดบูรณาการความเป็นเลิศ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ทั้งนี้โครงการ “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow” ครอบคลุมการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการร่วม, โครงการสหกิจศึกษา, หลักสูตรเชิงปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัย, การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดเสวนา “Integration for Sustainable Technology” นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยียั่งยืน การเตรียมกำลังคนยุคใหม่ และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงห้องเรียน ห้องวิจัย และโรงงานจริงเข้าด้วยกัน รวมถึงโซน Networking & Innovation Showcase เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณะผู้บริหาร วิศวกร ของ SMT, สวทช. และพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่ง พร้อมทั้งเยี่ยมชมนวัตกรรมและศักยภาพด้านการผลิตที่รองรับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow”  ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการภาครัฐ อุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมเชิงลึกด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศในการยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และผลักดันศักยภาพของบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และขอแสดงความยินดีกับ บริษัท STARS Microelectronics ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพในระยะยาว ซึ่งโครงการความร่วมมือ “STARS CO-LAB – ENGINEERING TOMORROW” และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมโยงพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย การต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยีโลกยุคใหม่ ซึ่งภายใต้โครงการ STARS Co-Lab นี้ สวทช. พร้อมนำศักยภาพของ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศด้านการออกแบบและผลิตวงจรรวม (Wafer Fabrication) มาร่วมผนึกกำลังกับภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย “เราไม่ได้มีเพียงเครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย แต่เรามีทีมนักวิจัยและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางและบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูง (High-skilled Talent) ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในโรงงานต้นแบบ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม สวทช. เชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงระหว่าง ห้องวิจัยของ TMEC เข้ากับสายการผลิตของ STARS และองค์ความรู้จาก 4 มหาวิทยาลัย จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปิดช่องว่างด้านกำลังคน และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยให้ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเวทีสากล” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับพันธมิตรและเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งขยะกลับบ้าน สัญจร
ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ร่วมกับบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายผู้ปกครอง จัดกิจกรรม “ส่งขยะกลับบ้าน สัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการคัดแยกขยะภายในประชาคม อวท. และภายในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง โดยรับขยะมูลฝอยไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมรวบรวมขยะที่สามารถแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้กว่า 860 กิโลกรัม รวมขยะรีไซเคิล อาทิ ขวด PET พลาสติกประเภทอื่น ๆ โลหะ กระดาษ กล่องนม รวม 37.70 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำขยะรีไซเคิลทั้งหมดนี้เข้ากระบวนการแปรรูปอย่างเหมาะสมจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 141.74 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ (จากสูตรคำนวณจาก Low Emission Support Scheme (Less) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)) เทียบเท่า (kg CO2 eq) ขยะกำพร้าเข้ากระบวนการ RDF จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1,995.20 (อ้างอิง 2006 IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories –Volume 5: Waste) กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kg CO2 eq) เมื่อเทียบกับการอยู่ในกองขยะแบบตื้น
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ฉบับพิเศษ
แบบที่ 1 อว.-สวทช.-สวรส. และ 'ไทยวาโก้' จับมือ เปิดตัว "เรเชล (Rachel)" ออกแบบเพื่อคนไทย 'ยุคสังคมสูงวัย' โดยเฉพาะสวมปุ๊บ... ยืนหยัด ปลอดภัย ไม่หกล้ม!ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ทำให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้มั่นคงและอิสระ ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้มสวรส. เร่งผลักดันให้ "เรเชล" เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้อย่างเท่าเทียม>> อ่านเพิ่มเติม ปีที่ 1 ฉบับที่ 1วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ!หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว.' ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก 'สุเทพ' ดันครูใช้จุดแข็งเครือข่ายตำบลยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช. 'เกศทิพย์' ลั่นติดอาวุธทางปัญญา สู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้าน สวทช.เปิดตัว "Thai School Lunch-LEAD Platform" นำร่องติดอาวุธครู จุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม. แบบที่ 2 www.nstda.or.th วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569 เปิดตัว "เรเชล (Rachel)" ชุดบอดี้สูทสุดล้ำออกแบบเพื่อ 'สังคมสูงวัย' ลดเสี่ยงหกล้ม! ทีมวิจัย สวทช. ผนึกรัฐ-เอกชน เปิดตัวชุดบอดี้สูทเสริมการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้ม สวรส. เล็งดันเข้าสิทธิบัตรทองให้ถึงมือผู้ใช้ อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ! หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว." ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก-สู่สังคนการเรียบรู้ตลอดชีวิต ด้าน สวทช. เชื่อม "Thai School Lunch-LEAD Platform" ติดอาวุธครูจุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม. แบบที่ 3 เปิดตัว "เรเชล (Rachel)" ชุดบอดี้สูทสุดล้ำออกแบบเพื่อ 'สังคมสูงวัย' ลดเสี่ยงหกล้ม! ทีมวิจัย สวทช. ผนึกรัฐ-เอกชน เปิดตัวชุดบอดี้สูทเสริมการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้ม สวรส. เล็งดันเข้าสิทธิบัตรทองให้ถึงมือผู้ใช้ วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569 อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ! หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว." ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก-สู่สังคนการเรียบรู้ตลอดชีวิต ด้าน สวทช. เชื่อม "Thai School Lunch-LEAD Platform" ติดอาวุธครูจุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม.
จดหมายข่าว สวทช.
 
VINFO: สร้างสรรค์ Video Infographic สุดปัง ด้วย Canva & AI Tools!
🎯เปิดลงทะเบียนแล้ว!!! 🎬 VINFO: สร้างสรรค์ Video Infographic สุดปัง ด้วย Canva & AI Tools! 🚀 🌐สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตร การสร้างสือวีดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 8, 9 และ 10 ✨ ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้? (Key Hilight) ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการการคิดและสร้างสรรค์ ตั้งแต่ Direction concept จนถึงในการนำเสนอและสร้างสื่อวิดีโอให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้การนำเสนอในรูปแบบ Infographic ด้วย Canva Pro โปรแกมอันดับหนึ่งที่มีคนใช้เยอะที่สุด เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีคุณภาพ ทันสมัยด้วยเครื่องมือออนไลน์ ตอบโจทย์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การสร้างวีดีโอของคุณเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นมืออาชีพ ⭐️รุ่นที่ 8 : 10-11 กุมภาพันธ์ 2569 ⭐️รุ่นที่ 9 : 9-10 มีนาคม 2569 ⭐️รุ่นที่ 10 : 9-10 มิถุนายน 2569 (index pointing right)*ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:* → www.career4future.com/vinfo 🔥 โปรโมชันสุดพิเศษ! มาเป็นคู่ ถูกกว่า! ลดทันที 10% สำหรับการสมัคร 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน ค่าลงทะเบียน: เพียง 9,900 บาท เท่านั้น! (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ 9,252.34 บาท ***ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน*** 📲สอบถามเพิ่มเติม: คุณใหม่ โทร. 085-289-2669 | LINE ID: maiys19
ปฏิทินกิจกรรม
 
กพร. ผนึกกำลัง สวทช. เปิดตัวครั้งแรก “Mining 4.0 Index” ดัชนีชี้วัดเหมืองแร่อัจฉริยะของไทย ชู 6 บริษัทต้นแบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจนำร่องสู่เหมืองแร่ยุคดิจิทัล
(23 ธันวาคม 2568) โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ – กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาใหญ่ภายใต้แนวคิด “Transform mining, Define the future: เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” ภายในงานมีการเปิดตัวเครื่องมือประเมินระดับความพร้อมดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมเผยโฉม 6 บริษัทต้นแบบที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสากล นายอานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เป็นต้นน้ำให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เซรามิก ปิโตรเคมี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน หากภาคเหมืองแร่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศโดยตรง เพื่อให้ก้าวทันกระแสโลก เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะในสายการผลิตระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรที่เชื่อมต่อข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data แพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI เหล่านี้ คือมาตรฐานสำคัญของ Mining 4.0 ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องก้าวให้ทัน เพื่อสร้างความปลอดภัย เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างยั่งยืน ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า บทบาทหลักของ สวทช. คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการเหมืองแร่กว่า 50 ราย เข้าร่วมประเมินความพร้อมผ่านแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งการประเมินดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระจกสะท้อนองค์กร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของตนเองในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ความพร้อมในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้รองรับยุคดิจิทัล จาก Thailand i4.0 Index สวทช. ได้ร่วมกับ กพร. พัฒนาเป็น Mining 4.0 Index ที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมแร่ (เหมืองแร่ โรงโม่ โรงแต่งแร่) เป็นครั้งแรกของไทย จากการดำเนินงานภายใต้ MOU ความร่วมมือระหว่าง กพร. และ สวทช. ได้มีการคัดเลือก 6 ผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นและมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อเข้ารับคำปรึกษาและวางแผนงานเทคโนโลยี (Technology Roadmap) อย่างเข้มข้น ได้แก่ บริษัท สิรินิธิ จำกัด, บริษัท ครีเอทีฟ มิเนอรัล จำกัด, บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ช.นิยม จำกัด, บริษัท เหมืองแร่ลิวง จำกัด และบริษัท พิพัฒน์กร จำกัด ซึ่งทั้ง 6 บริษัทได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการประกอบการของตนเอง รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถพัฒนาแผนงานที่เหมาะสมกับสภาพการผลิตจริงของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม “ความสำเร็จของ Mining 4.0 Index ในครั้งนี้ จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ภาครัฐนำไปต่อยอดกำหนดมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเหมืองแร่ไทยสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสังคม” นายอานันท์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกความร่วมมือ คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา ขับเคลื่อนโครงการ CWIE มุ่งพัฒนากำลังคนวิจัยศักยภาพสูงสู่ภาคอุตสาหกรรม
วันที่ 20 ธันวาคม 2568, จังหวัดชลบุรี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล (HRSS) และงานสรรหาคัดเลือก เข้าร่วมกิจกรรม "CWIE DAY 2025 ครั้งที่ ๓" ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมวางรากฐานการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) และเตรียมความพร้อมนิสิตสู่โลกการทำงานจริงในยุคนวัตกรรม กิจกรรมในครั้งนี้ สวทช. ได้รับเกียรติร่วมหารือและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับ รองศาสตราจารย์ ดร.อุษาวดี ตันติวรานุรักษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรการศึกษากับโจทย์วิจัยและทักษะที่จำเป็นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติงานในโครงการวิจัยระดับประเทศของ สวทช. ผ่านระบบสหกิจศึกษาที่มีมาตรฐาน การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นการสร้างความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้เห็นเส้นทางอาชีพ (Career Path) ในสายงานวิจัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การสัมผัสประสบการณ์ทำงานจริงในห้องปฏิบัติการระดับมาตรฐานสากล จะช่วยให้ สวทช. สามารถดึงดูดกลุ่มผู้มีศักยภาพ (Talent) และเตรียมความพร้อมว่าที่นักวิจัยรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน" นอกจากนี้ ทีมงานสรรหาคัดเลือกยังได้ร่วมจัดบูธนิทรรศการแนะนำเส้นทางอาชีพ (Career Path) และโอกาสการร่วมงานในตำแหน่งนักวิจัยและบุคลากรสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งได้รับความสนใจจากนิสิตและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างดี พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการวิจัยที่น่าสนใจ และการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานอย่างมืออาชีพในห้องปฏิบัติการระดับสากล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: งานสรรหาคัดเลือก ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล สวทช. โทรศัพท์: 0-2564-7000 เว็บไซต์: www.nstda.or.th 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย ลดเสี่ยงไฟไหม้ ลดปล่อยคาร์บอน สนับสนุนไฟฟ้าสีเขียว
  ‘หม้อแปลงระเบิด ไฟไหม้ลุกลามบ้านเรือนประชาชน’ คือ หนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ่อยครั้ง และหลายครั้งนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนา EnPAT (เอ็นแพท) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพที่มีอุณหภูมิจุดติดไฟ (fire point) สูง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าสีเขียว (green electricity) อย่างยั่งยืนของประเทศไทย EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จากปาล์มน้ำมันไทย โดยทั่วไปในหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีการบรรจุน้ำมันแร่ซึ่งผลิตจากปิโตรเลียมเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าและระบายความร้อน แต่น้ำมันแร่มีจุดอ่อนเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิด มีโอกาสที่น้ำมันจะลุกติดไฟ และลามไปสู่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน [caption id="attachment_78495" align="aligncenter" width="750"] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี มาใช้ในการแปรรูปน้ำมันจากผลปาล์มให้เป็นน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าในชื่อ EnPAT โดยผลิตภัณฑ์นี้มีจุดแข็งเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันแร่ 2 เท่าหรือสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุไฟไหม้จากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดได้เป็นอย่างดี ในกรณีเกิดเหตุที่ทำให้น้ำมันรั่วไหล EnPAT จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เพราะมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบสูงถึงร้อยละ 97 ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า หากมีการใช้งานน้ำมัน EnPAT ในปริมาณ 33 ล้านลิตรต่อปี หรือมีการใช้งานทั่วประเทศไทย จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 38 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2 eq) ต่อปี หรือใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนมากถึง 4 ล้านต้น ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้งาน EnPAT แทนน้ำมันแร่ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ได้เป็นอย่างดี “นอกจากนี้เมื่อ EnPAT หมดอายุการใช้งานยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซลสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญได้ด้วย” ใช้จริงแล้ว 10 จังหวัด เตรียมขยายผลสู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวทั่วไทย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2567 เอ็นเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการนำร่องติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT แล้วใน 9 จังหวัดครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เอ็นเทค สวทช. ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำร่องใช้งานในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อีกจุดหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้งาน EnPAT ไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานร่วมกับหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องใหม่เท่านั้น เพราะทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบแล้วว่า EnPAT มีความเข้ากันได้กับน้ำมันแร่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ทดสอบใช้งาน EnPAT ในสภาวะเร่งภายในห้องปฏิบัติการ โดยจำลองการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าในสภาวะอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เพื่อศึกษาการเสื่อมสภาพของน้ำมันรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ภายในหม้อแปลงแล้วด้วยผลการทดสอบพบว่า EnPAT มีแนวโน้มช่วยยืดอายุการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ “ผลจากการทดสอบนี้ทำให้เอ็นเทค สวทช. กำลังเตรียมขยายผลการดำเนินงานร่วมกับ กฟภ. และ กฟน. ในการใช้ EnPAT ทดแทนน้ำมันแร่สำหรับการซ่อมบำรุงหม้อแปลงไฟฟ้า รวมไปถึงการใช้ EnPAT กับหม้อแปลงเครื่องมือวัดทั้งชนิดหม้อแปลงวัดกระแสไฟฟ้า (CT) และหม้อแปลงวัดแรงดันไฟฟ้า (VT)” นอกจากการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอ็นเทค สวทช. และพันธมิตร ยังมีแผนจะนำ EnPAT ไปใช้ในภารกิจพลังงานสะอาดด้วย ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า นอกจากหม้อแปลงทั่วไปที่ใช้แกนเหล็กซิลิกอนแล้ว ในระบบจำหน่ายไฟฟ้ายังมีหม้อแปลงที่แกนเหล็กทำจากโลหะอะมอร์ฟัส (amorphous) โดยหม้อแปลงชนิดนี้มีจุดแข็งคือลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในช่วงไม่มีโหลด (no-load) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเหมาะแก่การใช้งานในระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ โดยทีมวิจัยได้ทดสอบแล้วว่า EnPAT มีคุณสมบัติที่เข้ากันได้อย่างดีกับโลหะอะมอร์ฟัส “ดังนั้นหากมีการนำ EnPAT ที่ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไปใช้ร่วมกับหม้อแปลงอะมอร์ฟัสที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นคู่หูที่พร้อมขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน “นอกจากนี้ ปัจจุบัน เอ็นเทค สวทช. ยังมีแผนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการใช้ EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เขื่อนสิรินธร เพื่อประเมินการขยายผลไปสู่การใช้งานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำหรือ Floating solar ของ กฟผ. ต่อไป” จากพลังความร่วมมือ สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ความสำเร็จของการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ EnPAT ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และขยายผลการใช้งานในวงกว้างได้เช่นนี้ เป็นเพราะพลังแห่งการผลักดันเชิงรุกจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย [caption id="attachment_78496" align="aligncenter" width="750"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า EnPAT ประสบความสำเร็จเช่นวันนี้ได้ เพราะแรงผลักดันจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัทเจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนด้านการทดสอบตามมาตรฐานสากล รวมไปถึงการสนับสนุนการติดตั้งใช้งานจริงมาโดยตลอด “การที่ทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินงานเชิงรุก ทำให้วันนี้ผลลัพธ์เริ่มผลิดอกออกผล มีการนำ EnPAT ไปใช้ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสีเขียวในประเทศไทยแล้วถึง 10 จังหวัด โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคครัวเรือนได้ใช้งานไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล” “นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีมูลค่าสูง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์ EnPAT ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรไทยกว่า 4 แสนครัวเรือนเป็นผู้ผลิต” ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย EnPAT คือ หนึ่งในผลงานวิจัยไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชาชน อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานรองรับการเติบโตของประเทศไทยในแต่ละมิติอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เอ็นเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ผอ.สวทช. ชี้ทางรอดวิศวกรยุคใหม่ ไม่ต้องแข่งเทคโนโลยี แต่ต้องใช้ให้เป็น หนุนโมเดล WBL ของปัญญาภิวัฒน์ สร้าง ‘นักวิจัยปฏิบัติการ’ รับมืออุตสาหกรรม 4.0
(วันที่ 22 ธันวาคม 2568) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ในหัวข้อการปรับตัวของนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่า วิศวกรยุค Industry 4.0 ต้องปรับตัวดึง AI เสริมศักยภาพการทำงาน เนื่องจากเทคโนโลยีไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือเครื่องทุ่นแรงสู่ความสำเร็จ พร้อมชูรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเป็นกุญแจสำคัญสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์อนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ เปิดเผยว่า ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน วิศวกรยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องพยายามเอาชนะหรือแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่หัวใจสำคัญคือการรู้จักนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปรียบเสมือนการใช้รถยนต์เป็นพาหนะเพื่อให้ถึงจุดหมายได้รวดเร็วขึ้น แทนที่จะพยายามวิ่งให้เร็วกว่าเครื่องยนต์ “เช่นเดียวกันนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเห็นผลทันทีในวันนี้ แต่คือการเตรียมความพร้อมในเชิงองค์ความรู้ สิ่งที่เราคิดและวิจัยในปัจจุบันอาจกลายเป็นทางรอดหลักของอุตสาหกรรมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า” ผอ.สวทช. ระบุ นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมระบบการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง หรือ Work-Based Learning (WBL) ของ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM ว่าเป็นจุดแข็งที่แตกต่าง เนื่องจากช่วยให้นักศึกษาได้สัมผัสหน้างานจริงก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สร้างทักษะวิชาชีพ แต่ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่ค้นพบความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับตนเอง จนกลายเป็น "วิศวกรที่พร้อมทำงาน" (Ready to Work) และเข้าใจบริบททางธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ในช่วงท้ายของการเสวนา ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้สนับสนุนให้นักศึกษาพัฒนาตนเองสู่การเป็น “นักวิจัยปฏิบัติการ” โดยการนำปัญหาหรือประสบการณ์จากการฝึกงานมาเชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับประเทศ โดยเฉพาะในมิติด้านความยั่งยืนและการเข้าถึงทรัพยากรเทคโนโลยี เพื่อให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเข้มข้น นักศึกษาได้ร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนความเห็น สะท้อนถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีวิสัยทัศน์จากผู้นำ สวทช. เป็นเข็มทิศสำคัญในการก้าวสู่เส้นทางอาชีพวิศวกรในโลกอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์