หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ และ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2565 โอกาสนี้ สวทช. ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ไบโอเทค สวทช. และ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) สวทช. ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2565 ในสาขาวิทยาศาสตร์ และ สาขานิติศาสตร์ ตามลำดับ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับ สทป. เดินหน้าความร่วมมือด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-and-dti-sign-r-d-collaborative-agreement.html  (21 เมษายน 2566) ณ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ :กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ลงนามความบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทั้งสองหน่วยงานสนับสนุนความเชี่ยวชาญ ของบุคลากรและการสนับสนุนทรัพยกรงานวิจัยร่วมกัน โดยมีพลเอกชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ร่วมลงนาม พลตรีพีรพงศ์ โพธิ์เหมือน รองผู้อำนวยการ สปท. และดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเป็นพยานทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี และกิจกรรมนวัตกรรมเทคโนโลยีสองทางทุกรูปแบบ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็น S-Curve ตัวที่ 11 โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รับผิดชอบในการส่งเสริมและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use) ที่สร้างขีดความสามารถให้มีการใช้งานได้ทั้งในภารกิจด้านความมั่นคงและสำหรับภาคพลเรือนทั่วไปเชิงพาณิชย์ พลเอกชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กล่าวว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากทั้งสองฝ่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี และการร่วมกันจัดหาและสนับสนุนทรัพยากร เช่น งบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมือ และสถานที่ ร่วมกันเสริมสร้างและแลกเปลี่ยนบุคลากร ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการ ร่วมกันจัดฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เพื่อพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถแก่บุคลากรของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนหน่วยงานในเครือข่ายความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขยายผลการนำผลงานวิจัยพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งเน้นในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ และเชื่อมโยงกับพันธมิตรในทุกภาคส่วนในการขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยความร่วมมือจากศูนย์วิจัยภายใต้สวทช. ซึ่งมีศูนย์แห่งชาติที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถในทางวิทยาศาสตร์ อาทิ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  ศูนย์โลหะและวัสดุแห่งชาติ  ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ทั้งนี้พันธกิจหลักหนึ่ง คือกลุ่มศูนย์ฯ Focus Center  สวทช. โดยได้มอบหมายนโยบายให้ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์  มีพันธกิจในการสร้างเครือข่ายด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา NSD ได้มีความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการ ร่วมกับ สทป. ในการเป็นที่ปรึกษาและร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพื่อให้เกิดการขยายผลของการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์สู่การใช้งานด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ให้มีประสิทธิภาพ “ในช่วงที่ผ่านมาศูนย์ NSD ได้มีความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ  อาทิ การเชิญเป็นคณะกรรมการจัดทำแผนที่นำทางเทคโนโลยี “การจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยีสองทางและความมั่นคง (Dual use and Security Technology) เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่มุ่งสู่ยุค 4.0 ในอนาคต” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับทิศทางของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ให้เกิดการขยายผลของการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์สู่อุตสาหกรรมให้กับประเทศ โดย สวทช. มีบทบาทหลักของการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยีและบุคลากรวิจัย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ  ให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถาม FAQ แบบอัตโนมัติ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/sontana-an-faq-conversational-avatar.html   องค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรสำหรับให้บริการตอบคำถามใช่หรือไม่ ยกหน้าที่นี้ให้ ‘อวทาร์ หรือ อวตาร (Avatar)’ เป็นผู้ช่วยดูแลลูกค้าให้แก่คุณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา ‘สนทนา (Sontana)’ อวทาร์ให้บริการตอบคำถามแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์รวดเร็ว เกิดความประทับใจต่อองค์กร   [caption id="attachment_42325" align="aligncenter" width="700"] ดร.อัษฎางค์ แตงไทย (ซ้าย) และ ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ (ขวา) นักวิจัยทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ด้านเสียงและข้อความเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าหลากหลายด้าน อาทิ แพลตฟอร์มแปลงเสียงเป็นข้อความ แพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นเสียง แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความ แพลตฟอร์มแชตบอตหรือระบบตอบโต้อัตโนมัติ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีจุดแข็งที่สำคัญคือสามารถประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing: NLP) หรือภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ “ดังนั้นแล้วเพื่อพัฒนาต่อยอดให้ผลงานตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะด้านการดำเนินงานบริการตอบข้อซักถามทั่วไป (Frequently asked questions, FAQ) ทีมวิจัยจึงได้นำแพลตฟอร์ม 3 รูปแบบที่เปิดให้บริการแล้วอย่าง ‘พาที (Partii)’ ระบบบริการถอดความเสียงภาษาไทย ‘อับดุล (Abdul)’ ระบบบริการโต้ตอบอัตโนมัติ และ ‘วาจา (VAJA)’ ระบบบริการสังเคราะห์ภาพและเสียงภาษาไทยผ่านอินเทอร์เน็ต มาผนวกรวมกับเทคโนโลยีการสร้างอวทาร์ เพื่อให้ได้ ‘อวทาร์’ สำหรับทำหน้าที่ตอบ FAQ ตามชุดข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ด้วยสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงที่สุภาพ ตอบคำถามได้รวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5 วินาที โดยเทคโนโลยีที่ผนวกรวมทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันนี้มีชื่อเรียกว่า ‘สนทนา (Sontana)’ ส่วนอวทาร์สาวสวยที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในเวอร์ชันเปิดตัวนี้ ผู้ที่ได้ทดลองใช้ระบบต่างเรียกเธอด้วยความเอ็นดูว่า ‘น้องสนทนา’ ”   [caption id="attachment_42330" align="aligncenter" width="1000"] 3 แพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน[/caption]   [caption id="attachment_42327" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]   [caption id="attachment_42328" align="aligncenter" width="700"] สนทนา (Sontana)[/caption]   จุดแข็งที่น่าจับตาของ ‘อวทาร์สนทนา’ ไม่ได้มีแค่เรื่องการตอบ FAQ ได้รวดเร็วจนผู้ใช้บริการประทับใจเท่านั้น การแสดงสีหน้าและท่าทางได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวาก็ดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้บริการได้ไม่แพ้กัน ดร.อัษฎางค์ แตงไทย ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า หลังจากที่ผู้ใช้บริการสอบถามข้อมูลกับอวทาร์แล้ว แพลตฟอร์มพาที อับดุล และวาจา จะประมวลผลต่อเนื่องกันโดยอัตโนมัติจนได้เป็นชุดเสียงสังเคราะห์สำหรับให้คำตอบแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งระบบจะส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นไปยังส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวของ ‘โมเดล 3D’ หรือ ‘อวทาร์’ เพื่อให้อวทาร์แสดงท่าทางขยับริมฝีปากและองค์ประกอบต่าง ๆ บนใบหน้าให้สอดรับกับถ้อยคำที่เปล่งเสียงออกไป เสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ตอบคำถามแก่ผู้ใช้บริการ   [caption id="attachment_42326" align="aligncenter" width="450"] ภาพตัวอย่างการใช้งานสนทนา[/caption]   “สำหรับการควบคุมการขยับองค์ประกอบบนใบหน้าของอวทาร์แบบอัตโนมัติ ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี Blendshapes จากแพลตฟอร์ม ARkit ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากบริษัทแอปเปิล จำกัด มาใช้ในการขยับองค์ประกอบ โดยแพลตฟอร์มนี้มีการใช้ Shapes มากถึง 52 แบบ และมีการใช้พรีเซตสระของภาษาอังกฤษ (A-E-I-O-U) ในการประมวลผล อวทาร์จึงขยับริมฝีปากและแสดงสีหน้าได้ละเอียด สมจริง มีชีวิตชีวา ซึ่งทีมวิจัยสามารถปรับแต่งการแสดงสีหน้า ท่าทาง รวมถึงเสียงสังเคราะห์ของอวทาร์ให้มีลักษณะเฉพาะตัวตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการได้อีกด้วย ส่วนทางด้านโมเดล 3D ที่ใช้สร้างเป็นอวทาร์นั้น ผู้ว่าจ้างสามารถจัดเตรียมโมเดลขององค์กรหรืองานต่าง ๆ มาด้วยตัวเอง หรือใช้บริการการผลิตโมเดลจากทางเนคเทคก็ได้เช่นกัน”   [caption id="attachment_42329" align="aligncenter" width="700"] ตัวอย่าง Shapes ที่ใช้ในการทำ Blendshapes[/caption] ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมให้บริการแพลตฟอร์ม ‘สนทนา (Sontana)’ แก่กลุ่มธุรกิจ กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์เฮาส์ รวมถึงองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการใช้ระบบตอบคำถามอัตโนมัติด้วยภาพและเสียงแล้ว หากสนใจใช้บริการติดต่อได้ที่ฝ่ายกลยุทธ์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ขุมพลังหลัก วทน. เร่งการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG และ S-Curve สู่นักเรียนและครูในพื้นที่ EEC เสริมรากฐานด้านกำลังคนเพื่อความยั่งยืน
เมื่อวันที่ 29-30 มีนาคม 2566 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) จัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนและครูในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ภายในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2566 (NSTDA Annual Conference: NAC2023) ภายใต้ธีม “สวทช.: ขุมพลังหลัก วทน. เร่งการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG สู่ความยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวได้มีกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ในวันที่ 29 และ 30 มีนาคม 2566 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และอาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จ.ปทุมธานี จำนวน 4 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมนักนวัตกรรมเกษตร Indoor Farming กิจกรรมไวรัส วายร้าย และกิจกรรมการประดิษฐ์ชุดหลอดไฟส่องสว่าง LED แบบหมู่คณะเชื่อมความสามัคคี โดยความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และกิจกรรมสำหรับครู จำนวน 1 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมสนุกกับกิจกรรมเรียนรู้สะเต็มศึกษากับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทย ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบผ่านการฟังการบรรยายและกิจกรรมการทดลองปฏิบัติจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และพี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำแนะนำในระหว่างทำกิจกรรม พร้อมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) สนใจและเข้าใจถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาความเจริญของประเทศ กิจกรรม “นักนวัตกรรมเกษตร Indoor Farming” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC จำนวน 100 คน จัดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม 2566 รุ่นที่ 1 ช่วงเช้า และรุ่นที่ 2 ช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโรงงานผลิตพืช Plant Factory และลงมือปฏิบัติกิจกรรม นักนวัตกรรมเกษตร Indoor Farming เน้นการนำความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียน เรื่องกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ความยาวคลื่นและความเข้มของแสงที่เป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตของพืชมาใช้ออกแบบแสงเทียมจากหลอดไฟ LED แทนแสงจากดวงอาทิตย์ในการควบคุมการเจริญเติบโต มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกระถางปลูกพืชในร่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “ไวรัส วายร้าย” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC จำนวน 50 คน จัดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม 2566 ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสวิทยาขั้นพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานของไวรัสชนิดต่าง ๆ พยาธิสภาพของโรคติดเชื้อไวรัส พาหะของไวรัส การระบาดของไวรัส ผลกระทบของการระบาดครั้งยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการป้องกันการติดเชื้อจากไวรัส การเตรียมพร้อมด้านวัคซีนและการเตรียมพร้อมต่อไวรัสที่จะอุบัติใหม่ในอนาคต โดยจะเป็นการบรรยายในรูปแบบการอภิปรายไปพร้อมกับเยาวชน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้เยาวชนแบ่งกลุ่มลงมือออกแบบไวรัสโครงสร้างต่าง ๆ ด้วยตนเอง และนำองค์ความรู้ที่ได้จากการฟังบรรยายทั้งหมดมาบูรณาการณ์เชื่อมโยงเกี่ยวกับไวรัสและอภิปรายให้เพื่อน ๆ ฟัง กิจกรรม “สนุกกับกิจกรรมเรียนรู้สะเต็มศึกษากับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power) ของไทย ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG” สำหรับครูระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC จำนวน 25 คน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษากับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทย ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG และลงมือทำกิจกรรมสุคนธบำบัด (Aromatherapy) สกัดน้ำมันหอมระเหย โดยใช้ภูมิปัญญาไทยและสะเต็มศึกษา และกิจกรรม “การประดิษฐ์ชุดหลอดไฟส่องสว่าง LED แบบหมู่คณะเชื่อมความสามัคคี” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC จำนวน 50 คน ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักกับ EZ-LED light kits หรือชุดหลอดไฟส่องสว่าง LED อย่างง่ายที่เป็นเทคโนโลยีไฟฟ้าโซลาร์เซลล์แบบพื้นฐานจากห้องปฏิบัติการสู่การนำไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชนถิ่นทุรกันดารของโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริฯ ภายใต้การกำกับของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผลงานการประดิษฐ์ของนักเรียนจะนำไปมอบให้กับชาวบ้านเพื่อใช้งานจริงในกิจกรรมครัวเรือนของชุมชนต่อไป ด้าน นายภูมิพัฒน์ อึ้งเสือ นักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้รับความรู้และการต่อวงจรไฟฟ้า ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนและได้ช่วยเหลือคนอื่น ชอบการต่อวงจร การต่อไฟ ทำให้เรามีทักษะในการทำงาน ได้ลงมือทำเอง ทำให้เราได้มีประสบการณ์ (ด้านขวา)นายภูมิพัฒน์ อึ้งเสือ นักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 เช่นเดียวกับ ด.ญ.กฤษติกา ดวงแก้ว นักเรียนโรงเรียนวัดป่าประดู่ จ.ระยอง  ที่อธิบายถึงความรู้ใหม่ที่ได้จากการอบรม ว่า “หนูกำลังทำโครงงานเกษตรในร่ม และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเข้มแสงเท่าไหร่นัก เพราะใช้แสงไฟอย่างเดียว พอได้มาร่วมกิจกรรมก็ได้รู้ว่าความเข้มแสงมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชมาก ๆ เลยค่ะ และชอบตรงที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง” ขณะที่ นายกฤษณะ ศรัทธาผล ครูโรงเรียนประภัสสร จ.ชลบุรี กล่าวว่า กิจกรรม “สนุกกับกิจกรรมเรียนรู้สะเต็มศึกษากับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power) ของไทยตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG” เมื่อได้อบรมแล้วทำให้เห็นชัดเจนว่า บ้านเราเป็นเมืองเกษตรกร และกำลังทำ lab เกี่ยวกับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จุดเด่นคือต่างประเทศปลูกไม่ได้ แต่บ้านเราปลูกได้ ถือเป็น soft power อย่างหนึ่ง และได้นำไปทำเป็นกิจกรรมให้กับนักเรียนชั้น ม.3 ซึ่งไม่เคยทำและไม่ทราบว่ามาก่อนว่าสามารถทำแบบนี้ได้ เช่น การปลูกกล้วยไม้แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ประเทศไทยทำอยู่แล้ว เช่น duty free ส่งออกไปต่างประเทศทั่วโลก ก็ถือว่าเป็น soft power อย่างหนึ่ง //////////////////  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
SCI News Flash : 3 นวัตกรรมเพื่อ ‘ผู้สูงอายุ’ และ ‘ผู้ดูแล’ โดย เอ็มเทค สวทช.
  นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา 3 นวัตกรรมขานรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 ผลงาน พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว     'Rachel' บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้สูงวัยที่ยังมีใจและมีไฟได้สนุกกับการใช้ชีวิตประจำวัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง จุดเด่นของชุด คือ การช่วยเสริมแรงให้กับผู้สูงอายุบริเวณหลังและต้นขาด้วยกล้ามเนื้อจำลองซึ่งควบคุมด้วย AI เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้มโดยตัวชุดผ่านการออกแบบให้น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย สามารถใส่ทับหรือใส่แทนชุดชั้นในได้เลย รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Rachel’ บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยผู้สูงวัยเคลื่อนไหวคล่องตัว   'Gunther Bath' กันเธอหกล้มแล้วไม่มีใครมาช่วยเหลือ เป็นอุปกรณ์ Ambient sensor สำหรับตรวจจับการหกล้มในห้องน้ำ ซึ่งวิเคราะห์ Ambient ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย AI โดยหากเกิดเหตุผู้ใช้งานห้องน้ำหกล้มระบบจะแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ดูแลภายใน 5 วินาที จุดแข็งที่สำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการประมวลผลทั้งหมดโดยไม่มีการถ่ายและบันทึกภาพ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานห้องน้ำ รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Gunther Bath’ กันเธอหกล้มแล้วไม่มีคนช่วย นวัตกรรมตรวจจับการล้มเพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล   'Ross' ชุดพยุงหลังสำหรับ 'ลูกหลาน' และ 'บุคลากรทางการแพทย์' ที่ต้องยกหรือพลิกตัวผู้สูงอายุอยู่เป็นประจำ ชุดจะทำหน้าที่ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลัง ช่วยควบคุมให้ร่างกายยกของน้ำหนักมากด้วยท่าทางที่เหมาะสม โดยชุดนี้ผ่านการออกแบบให้สวมใส่และถอดง่าย พร้อมให้คว้ามาใส่อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ฉุกเฉิน รายละเอียดเพิ่มเติม: ‘Ross (รอส) บอดีสูทพยุงหลัง’ ป้องกันการบาดเจ็บจากการยกผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และสิ่งของน้ำหนักมาก   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ร่วมสืบสานประเพณี สรงน้ำพระ ขอพรผู้ใหญ่ เนื่องในวันสงกรานต์
(10 เมษายน 2566) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธี สรงน้ำพระและรดน้ำขอพร เนื่องในวันสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2566 เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แก่บุคลากรกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา พร้อมด้วย ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ร่วมพิธีสรงน้ำ พระพุทธรูป และรดน้ำขอพรจาก ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปอว.) เนื่องในวันสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2566
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ บีเคเคจีไอ ศึกษา “จุลินทรีย์ในลำไส้มนุษย์” เพื่อจัดทำระบบสารสนเทศ สู่การใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลจุลินทรีย์ดูแลสุขภาพคนไทย
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-and-bangkok-genomics-innovation-to-embark-on-human-gut-microbiome-research.html เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ กรรมการ บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคเคจีไอ (BkkGI) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “โครงการกระบวนการศึกษาจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยเทคนิค Next-generation sequencing โดยอาศัยเครื่อง DNBSEQ-G50 (DNBSEQ-G50) ตั้งแต่การเตรียม library, การตรวจสอบรหัสพันธุกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทาง Bioinformatics” ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัทแบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคเคจีไอ (BkkGI) โดยมี ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. และดร.เสาวลักษณ์ ด่านสกุล กรรมการบริษัทฯ เป็นสักขีพยาน ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการ สวทช.  กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand : NBT) ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จํากัด (มหาชน) ทำการศึกษาวิจัยความหลากหลายจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทยที่มีสุขภาพดี เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทย  สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดความก้าวหน้าในงานวิจัยใหม่ ๆ นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและพาณิชย์ ตลอดจนขับเคลื่อนสังคมยุคใหม่ที่ดูแลสุขภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถรักษาสมดุลในการใช้ทรัพยากรตามกรอบความคิดโมเดลเศรษฐกิจ ‘BCG Economy Model’ อันเป็นวาระแห่งชาติ “โดยจุดประสงค์ของความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้คือ ส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเมตาจีโนมิกส์ หรือการศึกษาจุลินทรีย์ในลำไส้ ด้วยเทคโนโลยี Next-generation sequencing หรือ NGS และการวิเคราะห์ข้อมูลชีวนิเวศจุลชีพลำไส้ หรือ Gut microbiome ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดสายพันธุ์มาจากมารดาตั้งแต่แรกคลอด รวมถึงการรับจุลินทรีย์มาจากอาหาร และยาที่มนุษย์รับเข้าสู่ร่างกาย การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์พันธุกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการ ซึ่งจะเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับเมตาจีโนมิกส์ของมนุษย์ และสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการพัฒนาสุขภาพที่ดีในอนาคตได้” รองผู้อำนวยการ สวทช. ระบุ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ กรรมการบริษัทฯ  กล่าวว่า บริษัทแบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จํากัด (มหาชน) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือศึกษาวิจัยความหลากหลายจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทยที่มีสุขภาพดี กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นระบบสารสนเทศที่เป็นฐานข้อมูลจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทยในอนาคต โดย บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชากรไทย ในด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีการตรวจที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาบุคลากรในประเทศ รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับ สวทช. อย่างต่อเนื่องในอนาคต” “การลงนามในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการร่วมมือวิจัยโดยการแบ่งปันความชำนาญของทั้งสององค์กร ทั้งความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยของ สวทช. และ ความชำนาญการด้านการให้บริการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของ บีเคเคจีไอ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถตอบโจทย์ในงานวิจัยเกี่ยวกับเมตาจีโนมิกส์ของกลุ่มประชากรที่ศึกษาได้ แต่ยังสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยครั้งนี้ ไปพัฒนาต่อยอดงานบริการเกี่ยวกับสุขภาพที่ดีของมนุษย์ในอนาคตได้” นอกจากนี้ บีเคเคจีไอ ยังคงมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนและส่งเสริมด้านการวิจัยด้านสุขภาพที่ดีของมนุษย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านความร่วมมือกับสถานบันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อพัฒนานักวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป ////////////
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “การรับรองระบบ RDIMS เพื่อสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษี 200%” ……ฟรี!!!
ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ "การรับรองระบบ RDIMS เพื่อสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษี 200%" ......ฟรี!!! . เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดและการประยุกต์ใช้ระบบ RDIMS ในองค์กร สำหรับผู้ประกอบการฯ ที่มีรายจ่ายเพื่อทำการวิจัยฯ ที่เข้าข่ายจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี . วันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 เวลา 09.00 – 11.30 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Cisco Webex webinar กำหนดการ 09.00 - 09.10 น. กล่าวเปิดงาน โดย ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. 09.10 - 09.30 น. บรรยาย เรื่อง “สิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษี 200% ในรายจ่ายการวิจัยฯ” โดย... คุณพรศิริ ทองเปรม (รักษาการ) ผู้จัดการงานงานกระตุ้นการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน สวทช. 09.30 - 10.00 น. บรรยาย เรื่อง “ข้อกำหนดและการประยุกต์ใช้ระบบ RDIMS ในองค์กร” โดย... คุณวันเพ็ญ ดีพรม นักวิเคราะห์อาวุโส งานกระตุ้นการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน สวทช. 10.00 - 10.30 น. แบ่งปันประสบการณ์ “การเป็นที่ปรึกษาระบบ RDIMS ในองค์กร” โดย... คุณณัฐพล เอกไพศาล วิทยากรที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 10.30 – 11.00 น. แจ้งข่าวเล่าเรื่อง “งบประมาณสนับสนุนสำหรับ SME ในการพัฒนาระบบ RDIMS ในองค์กร” โดย... เจ้าหน้าที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 11.00 – 11.30 น. คลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ RDIMS ในองค์กรแบบ One on One แก่ผู้ประกอบการ โดย ทีมงาน สวทช. (ลงทะเบียนล่วงหน้า รับจำนวนจำกัด) 11.30 น. ปิดงาน *** กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม *** พร้อมกิจกรรมพิเศษภายในงาน - งบประมาณสนับสนุนสำหรับ SMEs ในการพัฒนาระบบ RDIMS ในองค์กร จาก สสว. - คลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ RDIMS ในองค์กร แบบ One on One รับจำนวนจำกัด! . สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://www.nstda.or.th/r/fqk6w ผู้ลงทะเบียนจะได้รับลิงก์เข้าร่วมงานผ่านทางอีเมล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ : ifs-rdi@nstda.or.th, โทร. 0-2564-7000 ต่อ 1328 - 1332 และ 1631 - 1634
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ “Lancang – Mekong Young Leaders and Entrepreneurship Acceleration Camp” ให้แก่นักวิจัย ผู้ประกอบการ เเละผู้ที่สนใจทั่วไป
ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ร่วมกับ Beijing International Exchange Association (China) เเละ InnoLab Asia (Vietnam) ขอเชิญนักวิจัย ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ เเละบุคคลทั่วไปเข้าร่วมโครงการ "Lancang-Mekong Young Leaders and Entrepreneurship Acceleration Camp” เพื่อส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยเเละพัฒนา เกิดการเเลกเปลี่ยนองค์ความรู้เเละประสบการณ์ในการทำธุรกิจเทคโนโลยีของประเทศสมาชิกล้านช้าง-เเม่โขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ไทย (CLMVT) เเละสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านกิจกรรมต่างๆ จำนวน 3 กิจกรรม Activity1: Lancang-Mekong Youth Entrepreneurship Acceleration Camp (e-Learning Course) Module 1 Chinese Culture & Society Module 2 Policy Module 3 IP Issues Module 4 Finance Module 5 Tax Module 6 Develop a Business in China กำหนดการฝึกอบรม: พฤษภาคม - กรกฎาคม 2566 Activity 2: Lancang-Mekong Young Technopreneur Forum (Innovation Pitching) * โอกาสในการนำเสนอสินค้าเเละบริการแก่ผู้ประกอบเเละนักลงทุน * นำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ กำหนดการนำเสนอผลงาน: สิงหาคม 2566 Activity 3: Lancang-Mekong Young Leaders China Tour (Business Trip to Beijing) * โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการเเละสตาร์ทอัพ ณ กรุงปักกิ่ง * ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการฯ จะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงสุดจำนวน 50,000 บาท กำหนดการเดินทาง: พฤษภาคม 2567 (ระยะเวลาเดินทาง 3-5 วัน) ** หากคุณมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้... This program is open to participants that fulfils the following criteria ** Public, private, tech entrepreneurs, startups and non-government organizations representatives from Cambodia, Lao PRD., Myanmar, Vietnam, Thailand and China Nominated participants are preferably 1) Innovation driven 2) Work on science and technology Start-ups must have a minimum viable product (MVP); ideally, this product is new or brings existing technologies to the market in new ways; and Start-up representatives should ideally be C-level personnel and fluent in English.   ลงทะเบียนได้ตั้งเเต่วันนี้ - 30 เมษายน 2566 REGISTER : http://gatetocn.bjexchange.cn/user/index  
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘Rachel’ บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยผู้สูงวัยเคลื่อนไหวคล่องตัว
  แม้กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุจะอ่อนแรงไปตามวัย แต่หัวใจของผู้สูงวัยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่อนแรงไปตามกัน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พัฒนา ‘Rachel (เรเชล)’ นวัตกรรมบอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ที่ช่วยเติมเต็มให้ผู้สูงวัยในกลุ่ม ‘พฤฒพลัง (Active aging)’ ซึ่งยังมีใจและมีไฟได้สนุกกับการใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง   [caption id="attachment_41742" align="aligncenter" width="700"] ‘Rachel’ บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ ช่วยผู้สูงวัยเคลื่อนไหวคล่องตัว[/caption]   ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ นักวิจัยทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. เล่าถึงการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อใช้ในการออกแบบผลงานนวัตกรรมแบบมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-centric design) ว่า ผู้สูงอายุโดยทั่วไปรวมถึงผู้สูงอายุแบบพฤฒพลังส่วนใหญ่ต่างต้องเผชิญภาวะ ‘มวลกล้ามเนื้อลดลงตามอายุขัย’ ทำให้การทรงตัวและเคลื่อนไหวร่างกายอาจไม่มั่นคงเท่าสมัยวัยหนุ่มสาว จึงเสี่ยงต่อการหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุ ทั้งจากการลุกยืน เดิน ขึ้นลงบันได และยกของ เป็นเหตุให้ผู้สูงอายุหลายคนขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต ปฏิเสธการทำกิจกรรมต่าง ๆ จนสุขภาพร่างกายและจิตใจอ่อนแอลง ดังนั้นแล้วเพื่อให้ประชากรสูงวัยในประเทศไทยได้มีทางเลือกในการยกระดับคุณภาพชีวิตมากยิ่งขึ้น ทีมวิจัยจึงได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนานวัตกรรม ‘Rachel – Motion assist bodysuit’ ชุดบอดีสูทสำหรับเสริมแรงกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหวให้แก่ผู้สูงอายุ     ‘Rachel’ ผ่านการออกแบบให้เป็นชุดเสริมแรงกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยมีกล้ามเนื้อจำลอง 2 ชนิดทำงานสอดประสานกัน เพื่อเสริมแรงและพยุงกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ ช่วยให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้สำเร็จอย่างปลอดภัย ดร.วรวริศ อธิบายถึงกลไกการเสริมแรงให้กับกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุว่า เมื่อผู้สูงอายุสวมใส่บอดีสูท ระบบเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่กับชุดจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย แล้วส่งข้อมูลให้ AI ทำหน้าที่วิเคราะห์ท่าทางและการปรับเปลี่ยนอิริยาบถของผู้สวมใส่ จากนั้น AI จะสั่งการให้กล้ามเนื้อจำลองออกแรงกดไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งในด้านกระตุ้นการทำงานและการช่วยเสริมแรงให้แก่กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุในระดับที่เหมาะสม โดยการเสริมแรงระบบ AI จะสั่งการให้ปั๊มเติมลมเข้าสู่ ‘กล้ามเนื้อจำลองแบบนิวเมติก (Pneumatic artificial muscles)’ ที่อยู่บริเวณต้นขาและหลังช่วงกลางถึงช่วงล่าง เพื่อให้ท่อลมพองตัวขึ้นและความยาวของท่อหดสั้นลง ซึ่งกล้ามเนื้อจำลองแบบนิวเมติกจะทำงานร่วมกับ ‘กล้ามเนื้อยางยืด’ ที่อยู่บริเวณสะโพก บั้นท้าย และสะบักของผู้สวมใส่ โดยการหดตัวของกล้ามเนื้อจำลองแบบนิวเมติกจะดึงให้กล้ามเนื้อยางยืดยืดออก ซึ่งทำให้เกิดแรงดึงกลับที่ช่วยเสริมแรงให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น เช่น ในท่าลุกขึ้นยืน นอกจากนี้การพองตัวขึ้นของกล้ามเนื้อจำลองแบบนิวเมติกยังทำให้เกิดแรงกดลงอ่อน ๆ ที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและบริเวณหลัง เป็นการช่วยพยุงกล้ามเนื้อและอาจกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานดีขึ้นได้   [caption id="attachment_41732" align="aligncenter" width="700"] บรรยากาศในการวิจัยและพัฒนา และทดสอบใช้งานโดยผู้สูงอายุ[/caption]   [caption id="attachment_41733" align="aligncenter" width="450"] บรรยากาศในการวิจัยและพัฒนา และทดสอบใช้งานโดยผู้สูงอายุ[/caption]   สิ่งหนึ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนางานนี้ คือ ‘Rachel’ ต้องทำหน้าที่ ‘เสริมแรงกล้ามเนื้อ’ เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น แต่ ‘ไม่ทำหน้าที่ออกแรงแทนกล้ามเนื้อที่ยังทำงานได้ดี’ เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อผู้สูงอายุให้นานที่สุด ดร.วรวริศ อธิบายว่า การเสริมแรงของ ‘Rachel’ ในปัจจุบันควบคุมโดย AI​ ซึ่งผ่านการออกแบบให้มีการเสริมแรงอย่างเหมาะสม และผลการทดสอบใช้งานจริงโดยกลุ่มผู้สูงอายุ หลังจากนี้ทีมวิจัยมีแผนพัฒนาต่อยอดให้ AI สามารถคำนวณการเสริมแรงให้สอดรับกับความต้องการรายบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้แก่ผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น นอกจากการเสริมแรงกล้ามเนื้อซึ่งเป็นปัจจัยหลักแล้ว อีกโจทย์ท้าท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ‘ความสะดวกสบาย’ ในการสวมใส่ ทีมวิจัยจึงเน้นการออกแบบชุดให้มี ‘น้ำหนักเบา สวมใส่ได้สบาย’ ช่วยให้ผู้สูงอายุสวมใส่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้นาน และอยากหยิบมาสวมใส่ในทุกวัน     “Rachel ผ่านการออกแบบให้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ประเภท Exoskeleton ที่มีลักษณะเป็นชุดโครงสร้างแข็ง ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่ส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัด ทำกิจกรรมได้ไม่คล่องตัว และปฏิเสธที่จะสวมใส่เป็นประจำ การออกแบบ Rachel จึงไม่มีการใช้โครงสร้างแข็งที่มีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่เทอะทะเป็นส่วนประกอบ รวมถึงเลือกใช้วัสดุที่ระบายความร้อนได้ดี น้ำหนักเบา สวมใส่และถอดได้สะดวก โดยผู้สูงอายุสามารถสวมใส่ทดแทนชุดชั้นในหรือใส่ทับชุดชั้นในได้เลย ในส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องถอดออกจากชุดเพื่อนำไปชาร์จไฟก็ถอดและติดตั้งได้ง่าย ผู้สูงอายุสามารถทำได้ด้วยตัวเอง สำหรับชุด Rachel ที่ทีมวิจัยเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและจำหน่ายจริงจะออกแบบเพิ่มเติมให้ครอบคลุมสรีระทั้งเพศหญิงและชาย มีหลากหลายขนาด รองรับรูปร่างส่วนใหญ่ของประชากรสูงวัยไทย รวมถึงรองรับความสะดวกสบายในการเข้าห้องน้ำด้วย” ดร.วรวริศ กล่าวทิ้งท้าย ปัจจุบันผลงาน ‘Rachel’ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการ เพื่อส่งต่อนวัตกรรมดี ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอย่างอิสระและลดความเสี่ยงต่อการหกล้มบาดเจ็บแล้ว ผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัยพัฒนาต่อยอด ติดต่อได้ที่ คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค โทร 0 2564 6500 ต่อ 4783 หรือ e-mail soontaree.kos@mtec.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เปิดตัว! 2 นวัตกรรม Exosuits ชุดใส่เสริมแรง ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ
สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ภายใต้การสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) , หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดตัวนวัตกรรมชุดเอ็กโซสูท 2 รุ่น ประกอบด้วย “Rachel" รุ่น ออลเดย์ (All-day) ชุดบอดี้สูทที่มีเทคโนโลยีและวัสดุกล้ามเนื้อจำลอง ช่วยในการเคลื่อนไหวสำหรับผู้สูงอายุ และ "Ross" รุ่น แบ็คซัพพอร์ท (Back support) ชุดที่มีเทคโนโลยีเสริมแรงการก้มยก   โดยชุดทั้ง 2 รุ่นเป็นนวัตกรรมที่ถูกออกแบบและพัฒนาให้มีคุณสมบัติสวมใส่ง่ายและใช้งานได้อย่างสะดวกตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาต้นแบบและได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนภาครัฐ เพื่อเร่งพัฒนาต่อยอดให้นำไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. จัดสัมมนาเรื่อง จีโนมิกส์ประเทศไทย: การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
(30 มี.ค. 2566) ณ ห้องประชุม SD-601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ สายงานบริหารการวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “จีโนมิกส์ประเทศไทย: การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย” นำเสนอสถานภาพและผลกระทบที่สำคัญของการถอดลำดับพันธุกรรมคนไทย 50,000 รายภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบทางด้านสาธารณสุขและโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้านจีโนมิกส์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมบรรยายตลอดทั้งวัน งานสัมมนาในครั้งนี้ สวทช. ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ นพ.สรนิต ศิลธรรม อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และที่ปรึกษาโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยให้เกียรติกล่าวเปิดงาน ร่วมด้วยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ กรุณามาให้ข้อมูลรายงานของ WHO Science Council โดยมี ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รักษาการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมรับฟังการบรรยายและให้เกียรติมอบของที่ระลึก งานสัมมนาเริ่มต้นการบรรยายในหัวข้อการใช้ประโยชน์จากข้อมูลจีโนมการต่อยอดเชิงพาณิชย์และธุรกิจจีโนมิกส์ในประเทศไทย โดย ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จากนั้น ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผอ.NBT นำเสนอความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลข้อมูลจีโนมรวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศสารสนเทศเพื่อการประมวลผลของโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ตามด้วย ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล บรรยายถึงการใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์สำหรับการวินิจฉัยและการรักษามะเร็งตามแนวทางการแพทย์แม่นยำ และการจัดตั้งศูนย์แปลผลข้อมูลพันธุกรรมสำหรับการแพทย์แม่นยำจากการขับเคลื่อนภายใต้แผนปฏิบัติการการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model สาขายาและวัคซีน และปิดท้ายหัวข้อการบรรยายช่วงเช้าด้วย การแพทย์จีโนมิกส์ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดย อ.นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา จากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี     การบรรยายในช่วงบ่าย สวทช. ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านพันธุศาสตร์เชิงมานุษยวิทยาและการศึกษาดีเอ็นเอโบราณ รศ.ดร.วิภู กุตะนันท์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.นเรศวร และ รศ.ดร.จตุพล คำปวนสาย คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มาร่วมบรรยายภายใต้ธีมการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์: รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ประจำปี 2565 จากนั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กรุณามาบรรยายถึงความก้าวหน้างานวิจัยด้านจีโนมิกส์ในกลุ่มโรคติดเชื้อและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์ในด้านดังกล่าว   ปิดท้ายงานสัมมนาด้วยการอัปเดตความก้าวหน้าแพลตฟอร์มทางด้านจีโนมิกส์ภายใต้หัวข้อ Update State of the Art Genomic Platforms โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงจีโนมิกส์ของประเทศไทย นำโดย นพ.วีรยุทธ ประพันธ์พจน์ จากบริษัทศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์จำกัด อ.ดร.ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล และคุณเฉลิมพล ศรีจอมทอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สัมมนาในครั้งนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 331 ท่าน ประกอบด้วย ภาคเอกชน 138 คน หน่วยงานภาครัฐ 108 คน สถานศึกษา 82 คน และบุคคลทั่วไป 3 คน  
ข่าวประชาสัมพันธ์