ผลการค้นหา :
สำนักงานสถิติฯ และ สวทช. เปิดเวทีนำเสนอผลการศึกษาทางสถิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้! สัญญาณบวกการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG
(19 พ.ค. 66) กรุงเทพฯ - สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษาโครงการฯ จัดเวทีนำเสนอผลการศึกษา “โครงการบูรณาการเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาสถิติทางการ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นโมเดลเศรษฐกิจ BCG” ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหาร BCG เพื่อติดตามผลดำเนินงานในประเด็นโมเดล BCG ต่อการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ทั้งในระดับประเทศและใน 2 จังหวัดนำร่อง (จันทบุรี และราชบุรี) ผลศึกษาพบเศรษฐกิจ BCG เปรียบเทียบทั้ง 2 จังหวัดมีทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ลดลง
โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวง อว. ในฐานะผู้วางหลักการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หรือ BCG in action ให้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ BCG Economy Model : ความหวัง โอกาส และความท้าทาย
ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการบูรณาการเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาสถิติทางการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่ติดตามข้อมูล ผลลัพธ์ของการดำเนินงานตามแผน BCG ต่อการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของ SDG ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการฯ เพื่อจัดทำ (ร่าง) บัญชีสถิติทางการประเด็นโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยการติดตามผลการดำเนินงานโครงการฯ มี 2 ระดับ คือ
1) ระดับประเทศ พบว่า ภาพรวมมูลค่าเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยปรับลดลง จาก 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2561 เหลือ 2.6 ล้านล้านบาท ในปี 2564 คนไทย 8.5 ล้านคนมีฐานะดีขึ้นเมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัวที่สูงกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ระหว่างปี 2562 - 2564 และความเหลื่อมล้ำลดลง โดยความแตกต่างระหว่างค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของกลุ่มประชากรที่มีฐานะเศรษฐกิจสูงสุด (10%) ต่อรายจ่าย ต่อคนต่อเดือนของกลุ่มที่มีฐานะต่ำสุด (40%) ปรับลดลงจาก 6.15 เท่าในปี 2560 เหลือ 5.68 เท่าในปี 2564 จำนวนผู้ที่ได้รับการพัฒนาทักษะ BCG สะสม ปี 2564 - 2565 รวมกันกว่า 6 แสนคน อย่างไรก็ตาม ยังพบประเด็นที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมายซึ่งจำเป็นต้องเร่งพัฒนา ได้แก่ การลดใช้ทรัพยากร การเพิ่มพื้นที่ป่า การลดการนำเข้าเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสุขภาพ
2) ระดับจังหวัด (2 จังหวัดนำร่อง) พบว่า จังหวัดจันทบุรีมีสัดส่วนของเศรษฐกิจ BCG สูงถึง 60% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product: GPP) และจังหวัดราชบุรีมีสัดส่วนของเศรษฐกิจ BCG ประมาณ 30% ของ GPP ในภาพรวมทั้งสองจังหวัดมีทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่สำคัญและต้องพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะน้ำ
สำหรับการพัฒนาสินค้าเป้าหมายที่กำหนดโดยคณะกรรมการขับเคลื่อน BCG Model ของจังหวัด ประกอบไปด้วย สินค้าเป้าหมายของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน มันสำปะหลัง สุกร และกุ้งก้ามกราม และสินค้าเป้าหมายของจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และกุ้งขาว พบว่า สินค้าเป้าหมายของทั้งสองจังหวัดมีจุดเด่นที่คล้ายคลึงกัน คือเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนสูงต่อผลิตภัณฑ์จังหวัด เช่น ทุเรียนมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GPP ภาคเกษตร อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญคือ การพึ่งพาตลาดส่งออกโดยเฉพาะจีนที่อาจมีความผันผวนของราคาเหมือนกรณียางพารา รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อเป้าหมาย Zero Waste เช่น ทุเรียนมีสัดส่วนเปลือกสูงถึง 75% ของน้ำหนักผลสด ซึ่งส่วนนี้ต้องการนวัตกรรมมาแก้ปัญหา หรือการบริหารจัดการน้ำที่ต้องพัฒนาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้การบริหารจัดการปริมาณน้ำ ป้องกันปัญหาการแย่งชิงน้ำในช่วงฤดูแล้ง
ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยไบโอเทคมีการดำเนินการภายใต้แนวคิดหลักของจตุภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ตัวอย่างเช่น การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตรแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based) ในพื้นที่นำร่องจังหวัดราชบุรี ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้เพื่อการยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวน้ำหอมซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อการผลิตอาหารที่ปลอดภัย การพัฒนาวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกา มีความร่วมมือในการดำเนินงานกับกรมประมงและมหาวิทยาลัยบูรพาในการพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้งทะเลให้เกิดความยั่งยืน
นอกจากนี้ ไบโอเทคยังมีการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยข้าวเหนียวตาม BCG Model ในลักษณะการทำงานครบวงจรทั้งการเพิ่มผลผลิตข้าว การแปรรูปข้าว รวมถึงการใช้ประโยชน์ฟางข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตรรวมถึงเศษวัสดุทางการเกษตรที่มีอยู่มาก พัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่มีความเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม ขณะที่ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหาร ไบโอเทคได้เน้นการพัฒนาอาหารเพื่ออนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก ตลอดจนยังร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance Foundation (SOS Thailand) ในการพัฒนาธนาคารเพื่อส่งมอบอาหารส่วนเกินไปยังกลุ่มผู้เปราะบางด้วย
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. CSIRO จับมือผู้ประกอบการร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติก เพื่อลดมลพิษในแม่น้ำและทางทะเล ภายใต้โครงการพันธมิตรนวัตกรรมพลาสติกลุ่มน้ำโขง ระหว่างไทยและออสเตรเลีย
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nstda-and-csiro-team-up-in-mekong-plastics-innovation-alliance-between-thailand-and-australia.html
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2566 ณ ทําเนียบเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจําประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พร้อมด้วยผู้แทน สวทช. เข้าร่วมงานเปิดโครงการพันธมิตรนวัตกรรมพลาสติกลุ่มน้ำโขงระหว่างไทยและออสเตรเลีย จัดโดย สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้แทนจาก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย สำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (CSIRO) สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และผู้แทนจากบริษัทผู้ประกอบกิจการด้านพลาสติก
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ในปัจจุบันขยะพลาสติกเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุด ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายในการจัดการขยะพลาสติกเช่นเดียวกัน ซึ่งความท้าทายนี้ก็จะพบว่ามีโอกาสในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนวัตกรรมอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ โดยความร่วมมือนี้ไม่จำกัดเพียงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมก็มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเช่นกัน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านการทำงานร่วมกัน ซึ่งโครงการพันธมิตรนวัตกรรมพลาสติกลุ่มน้ำโขงระหว่างไทยและออสเตรเลียนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการสร้างขีดความสามารถ เพื่อสนับสนุนการแปลงความคิดที่ก้าวล้ำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สามารถใช้งานได้จริง สวทช. มีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในทำงานร่วมกัน นำไปสู่การสร้างอนาคตที่มีความยั่งยืนต่อไป
ดร. แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือนวัตกรรมพลาสติกในลุ่มน้ำโขง ระหว่างไทยและออสเตรเลียครั้งนี้ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรนี้ จะรวบรวมความรู้ในท้องถิ่น ทรัพยากรจากภาคเอกชน และความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ เพื่อขับเร่งและขยายวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรม เพื่อจัดการกับมลพิษพลาสติกในทางน้ำ สำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (CSIRO) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ของประเทศไทย จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในการระบุแนวทางใหม่เพื่อลดมลพิษในแม่น้ำและทางทะเล เสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าว
อมิเลีย ไฟฟิลด์ ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการ CSIRO ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การเปิดตัวพันธมิตรในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแบบองค์รวมและครอบคลุมมากขึ้น ในการจัดการกับขยะพลาสติกในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจการหยุดขยะพลาสติก (Ending Plastic Waste) ของ CSIRO ซึ่งมีเป้าหมายที่ 80 ต่อร้อยละของขยะพลาสติกที่เข้าสู่สิ่งแวดล้อมภายในปี 2573 การสนับสนุนนวัตกร (innovator) ในการแปลงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาที่สอดรับกับโลกความเป็นจริงนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาระดับโลก เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มพันธมิตรของเราในการฝึกอบรมผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ในภูมิภาค "เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกัน เนื่องจากปัญหาของพลาสติกนั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งต้องรับมือด้วยตนเอง แนวทางและความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเท่านั้นที่จะทำให้เราสร้างความก้าวหน้าในการยุติขยะพลาสติกได้อย่างแท้จริง"
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT)หนุนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โชว์ โปรแกรม “วิเคราะห์เลือกคู่ผสมสัตว์” ลดเสี่ยงสูญพันธุ์ นำร่องอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย”
วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ทีมวิจัยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. เปิดบ้านให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ พร้อมสัมภาษณ์พิเศษในกิจกรรม NSTDA Meets the Press
เพื่อโชว์ศักยภาพให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเนื่องในโอกาสวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day of Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงวันที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (เริ่มมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2535) ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ประชาคมโลกเกิดความตระหนักและส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของ สวทช. ที่มุ่งเป้าขับเคลื่อนให้เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของรัฐและเอกชน ชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญนำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด จึงเกิดการจัดตั้ง ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) ขึ้นในปี 2562 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ ในการสนับสนุนการดำเนินงานอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาว ภายใต้การบริหารจัดการของ สวทช.
เพื่อเป็นคลังสำรองให้แก่ประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ข้อมูลชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการดำเนินงานร่วมกันของนักวิจัยจาก 3 ธนาคาร คือ ธนาคารพืช (Plant bank) ธนาคารจุลินทรีย์ (Microbe bank) และธนาคารข้อมูลชีวภาพ (Data bank) โดยเป้าหมายสำคัญของ NBT ในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ คือ การสนับสนุนการจัดเก็บสิ่งมีชีวิตนอกสภาพธรรมชาติแบบระยะยาวด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเตรียมพร้อมฟื้นคืนทรัพยากรชีวภาพให้แก่ประเทศในยามที่เกิดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มากเกินพอดี เพื่อเป็นฐานที่สำคัญของการพัฒนาตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการเตรียมพร้อมรับมือสภาวะวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรชีวภาพอย่างถาวรในธรรมชาติ
ทั้งนี้ NBT ดำเนินงานจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพผ่าน 2 ธนาคาร คือ ธนาคารพืชและธนาคารจุลินทรีย์ ธนาคารพืชมีภารกิจด้านการเก็บอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับพืชถิ่นเดียว พืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ส่วนธนาคารจุลินทรีย์มีภารกิจด้านการเก็บสำรองจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์และเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
“NBT มีองค์ความรู้ของนักวิจัยเฉพาะทางและมีความพร้อมด้านเครื่องมือสำหรับจัดเก็บตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพในรูปแบบคงสภาพหรือคงความมีชีวิตที่อุณหภูมิเยือกแข็งถึง 3 ระดับ ระดับ -20 องศาเซลเซียส ใช้สำหรับจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชที่บรรจุในหลอดขนาด 25 มิลลิลิตร จัดเก็บได้ 100,000 หลอด ส่วนอุณหภูมิระดับ -80 องศาเซลเซียส ใช้สำหรับจัดเก็บจุลินทรีย์และตัวอย่างชีววัสดุอื่น ๆ ที่บรรจุในหลอดขนาด 2.5 มิลลิลิตร จัดเก็บได้ 300,000 หลอด นอกจากนี้ยังมีถังไนโตรเจนเหลวขนาด 1,770 ลิตร สำหรับจัดเก็บตัวอย่างเซลล์สิ่งมีชีวิตในสภาวะเย็นยิ่งยวดที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส หัวใจสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด คือ “ความสามารถในการมีชีวิตรอดหลังการจัดเก็บในธนาคาร” เพื่อให้มั่นใจว่าจะนำสิ่งมีชีวิตเหล่านี้กลับมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้คงความสมบูรณ์ต่อไปได้ในอนาคต”
พัฒนา “โปรแกรมการเลือกคู่” ฟื้นฟูประชากร “ละมั่งไทย”
ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ NBT ยังมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) และความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงพัฒนาโปรแกรมช่วย “วิเคราะห์เลือกคู่ผสมพันธุ์สัตว์” หนุนลดอัตราเสี่ยงการสูญพันธุ์จากปัญหาโรคทางพันธุกรรม โดยเริ่มเดินหน้าสนับสนุนการอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย” แล้ว
“ในอดีตละมั่งเคยมีสถานภาพสูญพันธุ์ไปจากป่าธรรมชาติของประเทศไทยแล้ว แต่ด้วยการเพาะเลี้ยงและนำปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้สำเร็จ ประกอบกับการเลี้ยงละมั่งในกรงเลี้ยงโดยการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมอุทยาน องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้ปัจจุบันในไทยยังคงมีละมั่งทั้งพันธุ์ไทย และลูกผสมพันธุ์ไทยและพันธุ์เมียนมา อาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนประชากรละมั่งพันธุ์ไทยที่เหลือน้อยในระดับวิกฤต ผู้ดูแลจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเรื่องการผสมพันธุ์ เพื่อไม่ให้เกิดการผสมในเครือญาติใกล้ชิด หรือเลือดชิด (Inbreeding) เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการจับเข้าคู่ของยีนด้อย ซึ่งจะทำให้ละมั่งอ่อนแอลงและมีแนวโน้มสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการฟื้นฟูประชากรละมั่งพันธุ์ไทยให้กลับมามีสถานภาพปกติอีกครั้ง คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับบทบาทสำคัญในการทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ละมั่งพันธุ์ไทยที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ โดยร่วมมือกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center: NOC) สวทช. ในการถอดรหัสพันธุกรรมของละมั่งในประเทศ และร่วมกับทีมวิจัยจากธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand) พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมของละมั่งมาวิเคราะห์เลือกคู่ผสมพันธุ์จากความห่างของสายพันธุกรรม
One for All “ขยายผลแพลตฟอร์ม” อนุรักษ์ “สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์”
ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยธนาคารข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ NBT สวทช. อธิบายถึงกลไกการทำงานของโปรแกรมว่า เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศในการวิเคราะห์จับคู่รหัสพันธุกรรม (Genotype) ของสิ่งมีชีวิตประมาณ 30,000 ตำแหน่ง แบบเมทริกซ์ (Matrix) หรือการจับคู่ผสมพันธุ์แบบพบกันทุกตัว เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของรหัสพันธุกรรม เพื่อใช้คัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีรหัสพันธุกรรมแตกต่างกันมากที่สุด ซึ่งจะช่วยป้องกันการผสมในเครือญาติใกล้ชิดได้ โดยโปรแกรมนี้จะแสดงผลข้อมูลการจับคู่ให้เห็นเป็นเฉดสีจากสีอ่อนไปเข้ม หรือจากความแตกต่างทางพันธุกรรมมากไปถึงความแตกต่างทางพันธุกรรมน้อย เพื่อให้ผู้ดำเนินงานด้านการขยายพันธุ์นำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ต่อสะดวก ซึ่งปัจจุบัน NBT ได้พัฒนาโปรแกรมจนเสร็จสิ้นและส่งมอบชุดข้อมูลผลวิเคราะห์การจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทยในประเทศให้แก่ผู้ดำเนินงานด้านการผสมพันธุ์เรียบร้อยแล้ว และมีแผนการที่จะใช้สนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ชนิดอื่น ๆ อาทิ พญาแร้ง เก้งหม้อ ในอนาคตด้วย
“ทั้งนี้นอกจากการวิเคราะห์ความห่างของรหัสพันธุกรรมแล้ว โปรแกรมที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถตอบโจทย์การดำเนินงานด้านอนุรักษ์ได้อีก 2 ด้าน ด้านแรกคือ “การวิเคราะห์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่าเป็นพันธุ์แท้หรือลูกผสม” สำหรับใช้ยืนยันจำนวนประชากรและวางแผนการอนุรักษ์ตามสายพันธุ์ และด้านที่สองคือ “การสืบย้อนหาเครือญาติของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งแพลตฟอร์มนี้สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงได้ถึง 3 รุ่น (Generations) ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสายพันธุกรรม (Pedigree) และการสังเกตลักษณะเด่นและด้อยที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น (ที่ปรากฏให้เห็น) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนผสมพันธุ์รุ่นต่อไป”
หลังจากนี้ NBT มีแผนดำเนินงานร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโปรแกรมเข้าสู่ระบบขององค์การสวนสัตว์ฯ เพื่อเปิดให้ผู้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และการผสมพันธุ์สัตว์ในประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากโปรแกรมร่วมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโปรแกรมนี้จะไม่เพียงมีส่วนสนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์ในไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานให้แก่หน่วยงานในประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย พร้อมกันนี้ NBT ยังเตรียมจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของสัตว์ในการดูแลขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อสำรองไว้ใช้ในการฟื้นคืนความหลากหลายในอนาคตหากต้องเผชิญสถานการณ์วิกฤติด้วย” ดร.พงศกร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ด้วยความพร้อมทางด้านบุคลากร งานวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน NBT พร้อมดำเนินงานส่งเสริมหน่วยงานที่มีบทบาทด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรที่มีค่าและใช้ข้อมูลชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NBT ได้ที่ www.nationalbiobank.in.th หรือติดต่อสอบถามความร่วมมือด้านงานวิจัยได้ที่อีเมล nbt.pr@nstda.or.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
นวัตกรรมยกระดับ ‘การนำส่งสารสกัด CBD ในกัญชา’ สร้างจุดขายเวชสำอางและท่องเที่ยวไทย
แม้ประเทศไทยจะอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2562 แต่ปัจจุบันตลาดกัญชายังคง ‘มีมูลค่าต่ำ’ เหตุจากยังไม่สามารถแปรรูปและใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘อนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารสกัด Cannabidiol (CBD) ในกัญชาและกัญชง (Cannabis sativa L.)’ เพื่อลดข้อจำกัดในการใช้สารสกัด ทั้งในด้านการนำส่งสารเข้าสู่ร่างกายและการไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นการพัฒนาสารสกัด CBD สู่สารสำคัญมูลค่าสูงสำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_43240" align="aligncenter" width="500"] ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช. อธิบายถึงการพัฒนาอนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารว่า ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการห่อหุ้มอนุภาคของสารสกัด CBD ด้วยอนุภาคไขมันผ่านเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน (Nanoencapsulation) เพื่อลดจุดอ่อนของสารสกัด CBD ใน 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือ ‘การนำส่งสาร’ ที่ยังมีประสิทธิผลต่ำ เนื่องจากสารสกัด CBD ละลายน้ำได้น้อย ซึมผ่านผิวหนังได้ไม่ดี จึงมักสะสมอยู่ที่หนังกำพร้าชั้นนอก การห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันจะช่วยให้สาร CBD ซึมผ่านชั้นผิวหนังของมนุษย์ได้ดีขึ้น สามารถละลายหรือนำส่งสารออกฤทธิ์ไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านที่สอง คือ ‘ลดการเสื่อมสภาพของสาร’ การห่อหุ้มด้วยอนุภาคระดับนาโนจะช่วยลดการโดนแสง ค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงออกซิเจนในอากาศที่ทำให้คุณสมบัติแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidant) ของสารเสื่อมสภาพ
“การลดข้อจำกัดของสารสกัด CBD ทั้ง 2 ด้านนี้ได้สำเร็จ จะทำให้สารสกัด CBD ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปริมาณการใช้สารสกัด CBD ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และยังลดอัตราเสี่ยงให้แก่ผู้ใช้งานที่อาจต้องสัมผัสสารปริมาณมากจนเกิดการระคายเคือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์หากจำเป็นต้องใช้สารสกัด CBD ในปริมาณสูงเพื่อพัฒนายารักษาโรคในอนาคต”
[caption id="attachment_43241" align="aligncenter" width="550"] ตัวอย่างการนำสารสกัด CBD ในกัญชาไปใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ[/caption]
ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มนำสารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เวชสำอางบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันเท่านั้น ‘เพราะสาร CBD ละลายได้ดีในน้ำมัน แต่จะแยกชั้นหรือตกตะกอนในน้ำ’ การวิจัยและพัฒนาอนุภาคนาโนสำหรับนำส่งสารสกัดนับเป็นโอกาสที่ช่วยให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด CBD รูปแบบใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น
ดร.คทาวุธ อธิบายว่า การห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันจะช่วย ‘เพิ่มสมบัติการละลายน้ำ’ ให้แก่สารสกัด CBD ทำให้ผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถ ‘ใช้สาร CBD ในเวชสำอางประเภทซีรัมหรือน้ำตบ’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา ซึมเข้าผิวได้รวดเร็ว ให้ความรู้สึกเบาสบายผิว เหมาะแก่การใช้เป็นประจำทุกวันมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักซึมเข้าผิวช้าได้ โดยสารสกัด CBD เป็นสารสำคัญที่มีจุดเด่นทั้งในด้านการเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์หรือการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และยังช่วยลดการอักเสบ สมานแผล รวมถึงเพิ่มคอลลาเจนไฟเบอร์ (Collagen fiber) ให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี
“อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สารสกัด CBD มีแนวโน้มเติบได้สูง คือ กลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Health and wellness travel) เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจำนวนมากที่มองหากิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทสปาที่มีการนำสารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ดังนั้นหากผู้ประกอบการมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรเฉพาะซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีก็จะเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำลังกลับมาคึกคักได้”
The global cannabis report โดย Prohibition partners ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำระดับโลกคาดว่าในปี 2567 ตลาดกัญชาด้านสุขภาพและการแพทย์จะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และมีแนวโน้มว่าภาพรวมตลาดกัญชาจะมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐและยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการไทยให้คว้าส่วนแบ่งการตลาดนี้มาครองได้สำเร็จ
ผู้ประกอบการที่สนใจวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ หรือขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อได้ที่ ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ อีเมล katawut@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
BCG สาขาเกษตร เดินหน้าพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวบนฐานวัฒนธรรมข้าวเหนียว ชู “NAGA Belt Road” เป็น Quick Win ของ BCG สาขาเกษตร
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/naga-belt-road-develops-tourism-based-on-glutinous-rice-culture.html
BCG สาขาเกษตร ผลักดันการดำเนินงานร่วมกันระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เกษตรอินโน จำกัด และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-NAGA Belt Road (บีซีจี นาคาเบลต์โรด)) โดยลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการออกแบบโมเดลเส้นทางการท่องเที่ยวบนฐานวัฒนธรรมข้าวเหนียวจังหวัดอุดรธานี หนึ่งในจังหวัดนำร่อง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรม ได้แก่ 1) วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศอ่างน้ำพาน และ 2) วิสาหกิจชุมชนโฮม สเตย์เชิงอนุรักษ์บ้านเชียงแหว ที่ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และสร้างกลไกการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่แบบ 4 P (ภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และสถาบันการศึกษาในพื้นที่) ได้อย่างแท้จริง
ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และเลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษกิจ BCG สาขาเกษตร เปิดเผยว่า สวทช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-NAGA Belt Road) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวบนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำร่องในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง เชียงราย อุดรธานี และนครพนม ผ่านการดำเนินงานภายใต้ 4 แผนงานหลัก คือ 1) มุ่งพัฒนาทักษะเกษตรกรและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม 2) มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเหนียวและเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้ง 3) มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว และ 4) มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการผลิตและรายได้ โดยล่าสุดคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษกิจ BCG สาขาเกษตร นำโดย น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง ประธานคณะอนุกรรมการฯ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในแผนงานที่ 3 ซึ่ง ดร.อรรจนา ด้วงแพง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และ ดร.กัญญณัช ศิริธัญญา ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ทำการศึกษาทรัพยากรในชุมชนและจัดทำคลังความรู้ชุมชนในด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวเหนียว จนเกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยงบนฐานวัฒนธรรมข้าวเหนียวในพื้นที่อุดรธานี
โมเดลเส้นทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียวในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วย ทะเลบัวแดง-วัดหายโศก-วัดสุวรรณนารี-คำชะโนด-อ่างน้ำพานอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท-วัดป่าบ่องึม-อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง-ภูฝอยลม-สะพานหินท่าลี่ ภายใต้เส้นทางวัฒนธรรมดังกล่าว ได้มีการพัฒนาหมู่บ้านแห่งการท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมข้าวเหนียว 2 แห่ง ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศอ่างน้ำพาน ตำบลเชียงดา อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี โดยกลุ่มฯ มุ่งส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบแห่งการท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมข้าวเหนียว ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบแพสเตย์ (Eco-tourism) และการพัฒนาตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียว เช่น ล่องแพชมธรรมชาติอ่างน้ำพาน (ท่าแพบ้านแมด) ชมควายทามบนเกาะป่าทาม เป็นต้น รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน โดยได้ปรับปรุงสถานที่ติดตั้งต้นแบบ ระบบโซล่าเซลล์ในแพ เพื่อบริการนักท่องเที่ยวในการชาร์จแบตมือถือ พัดลม เครื่องเสียง และทำอาหาร ตลอดจนเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำที่มีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับข้าวเหนียวครบวงจร เป็นชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว (พันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคา พันธุ์ข้าวเหนียว กข6 ฯลฯ) และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเหนียวอย่างหลากหลาย พัฒนาและรองรับสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป
และอีกแห่งหนึ่งคือที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์บ้านเชียงแหว ตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่ใกล้บึงหนองหาน แหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี ดอกบัวแดงจะเบ่งบานเต็มผืนน้ำของหนองหาน จึงเป็นที่มาของ “ทะเลบัวแดง” โดยแหล่งท่องเที่ยวนี้มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และร้านของฝากที่ระลึก รองรับนักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลบัวแดง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน รวมถึงยังเป็นชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว มีแปลงทดลองผลิตเมล็ดพันธุ์คัดต่าง ๆ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเหนียวอย่างหลากหลาย สำหรับรองรับและพัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ เส้นทางการท่องเที่ยวบนฐานวัฒนธรรมข้าวเหนียวที่ได้พัฒนาให้เป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่โครงการ BCG-NAGA Belt Road ได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีการขยายผลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวให้สามารถยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวให้สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตลอดห่วงโซ่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
JAXA ชวนเด็กไทยเสนอไอเดียทดลองในอวกาศ คัด ‘สุดยอดไอเดีย’ สื่อสารการทดลองกับนักบินอวกาศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการ “Asian Try Zero-G 2023” ชวนเยาวชนไทยส่ง “แนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเพื่อทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ” ร่วมแข่งขันกับประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ร่วมกับ JAXA ดำเนินการโครงการ Asian Try Zero-G 2023 เปิดรับไอเดียการทดลองวิทยาศาสตร์จากเยาวชนไทย เพื่อทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยคณะกรรมการของ สวทช. จะทำการคัดเลือกไอเดียการทดลองที่น่าสนใจจำนวน 3 การทดลอง ในฐานะตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันกับประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ญี่ปุ่น บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ และออสเตรเลีย จากนั้น JAXA จะคัดเลือกรอบสุดท้ายจำนวน 4-6 การทดลอง สำหรับทดลองจริงในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยนักบินอวกาศอวกาศญี่ปุ่น
“การรับสมัครของโครงการ Asian Try Zero-G 2023 ในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Category A: Physics Experiments สามารถสมัครเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม โดยส่งไอเดียการทดลองทางฟิสิกส์อย่างง่ายที่ทำได้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งข้อเสนอไอเดียการทดลองต้องมีสมมติฐาน หลักการ และเหตุผลของการทดลอง ที่สำคัญขั้นตอนการทดลองต้องมีความเรียบง่ายและทำให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 10 นาที ส่วน Category B: Exercise in Space เป็นการเสนอแนวคิดสำหรับการออกกำลังกายบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำที่ยังไม่เคยลองทำมาก่อน ซึ่งอาจเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นไปไม่ได้บนโลก แต่เป็นไปได้ในอวกาศ และดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเวลา 10 นาที โดยวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกาย ต้องไม่ใช่เพื่อการวิจัยทางการแพทย์หรือการรักษาพยาบาล ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เยาวชนไทยจะได้เสนอไอเดียเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์คิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต
สำหรับโครงการ Asian Try Zero-G 2022 ในปีที่ผ่านมาทาง JAXA ได้คัดเลือกการทดลองของเยาวชนไทยจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ การศึกษาพฤติกรรมของก้อนน้ำทรงกลมเมื่อถูกแรงกระทำในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Water sphere disturbance in zero gravity) เสนอโดย นางสาวจิณณะ วัยวัฒนะ (พรีม) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และการศึกษาระดับน้ำที่สูงขึ้นจากแรงดึงของผิวภาชนะในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Study of the height of water which is risen up in microgravity) เสนอโดย นางสาวอินทิราภรณ์ เชาว์ดี (ปาย) บัณฑิตจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถส่งใบสมัครเป็นภาษาอังกฤษมาได้ที่อีเมล spaceeducation@nstda.or.th ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 และติดตามรายละเอียดข้อมูลและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2023 ได้ที่ Website: https://www.nstda.or.th/spaceeducation/atzg2023 และ Facebook: https://www.facebook.com/NSTDASpaceEducation
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ สพฐ. เสริมสร้างศักยภาพครูพื้นที่ EEC ให้มีความเข้มแข็ง ในศาสตร์ด้านการแพทย์และสุขภาพ ที่สอดคล้องนโยบาย BCG ต่อยอดในชั้นเรียน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับ สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ร่วมจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการแพทย์และสุขภาพ ระหว่างวันที่ 8 - 10 พฤษภาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม zoom
หลักสูตรออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ BCG โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับความสามารถในการแข่งขันกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC ตามบริบทของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพ “คุณครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้ โดยนำเนื้อหาความรู้พื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมาเชื่อมโยงสู่ “วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomic Medicine) หรือ การแพทย์แม่นยำ และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ” ผ่านสื่อการเรียนรู้และกิจกรรมที่หลากหลาย นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสู่โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ต่อไป ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมเป็นครูในระดับมัธยมศึกษา ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 80 โรงเรียน จำนวน 160 คน
โดยได้รับเกียรติจาก ดร. ภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวเปิดการอบรม พร้อมด้วยนายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และนางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ร่วมกล่าวต้อนรับ
เริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เสริมพลังเชื่อมโยงสู่ศาสตร์การเรียนการสอน โดย ดร.กมลรัตน์ ฉิมพาลี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนถนนหักพิทยาคม
และการบรรยายหัวข้อ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่วนสำคัญของการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาด้านการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดย ภญ. ดร.กนกวรรณ ศันสนะพงษ์ปรีชา นักวิจัย ทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัย อิมัลเจลที่มีส่วนประกอบของอนุภาคนาโนอิมัลชันบรรจุสารสกัดจากเหง้าขิงและอนุภาคนาโนทองคำ เพื่อยับยั้งการอักเสบและสมานแผล ที่สามารถต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ผลักดันเพิ่มคุณค่าสมุนไพร พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ชุมชน ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งหลักการอิมัลชันดังกล่าวผู้เข้าอบรมจะได้ทำการทดลองในวันสุดท้ายของการอบรม
ต่อด้วยการบรรยาย จาก ร.ต.ท.หญิง แพทย์หญิง อติพร เทอดโยธิน หัวข้อ เส้นทาง การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ สู่การเป็นแพทย์ และอาจารย์แพทย์ และ กิจกรรมเรียนรู้ระบบร่างกาย และภูมิคุ้มกันสร้างสุข สุขภาพดี อย่างยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของวิชาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ และการแพทย์ เนื้อหาเชื่อมโยงสาระสำคัญที่เกี่ยวกับกระบวนการสรีรวิทยาของระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ รวมถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพันธุศาสตร์กับงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ หลอดเลือด องค์ประกอบของเลือด หมู่เลือด โรคทางพันธุกรรมผ่านกิจกรรม สื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ชุด เชอร์ล็อก โฮมส์ กับคดีปริศนา ประยุกต์เข้ากับการแพทย์และนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อทำการไขคดีปริศนา ซึ่งเนื้อหาสามารถนำไปเสริมการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนให้น่าสนใจและเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
วันที่ 2 ของการอบรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษ “การแพทย์จีโนมิกส์ โฉมหน้าใหม่ของการรักษาแห่งโลกอนาคต” ปูพื้นฐานภาพรวมการแพทย์โฉมใหม่ ที่เน้นการการดูแลรักษาผู้ป่วยโดยประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านพันธุกรรม ที่จำเพาะต่อผู้ป่วย และรักษาได้ตรงจุด โดย ศ. เกียรติคุณ ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ต่อด้วยการบรรยายและกิจกรรม หัวข้อ เจาะลึกพันธุศาสตร์กับไวรัสโคโรน่า สู่การพัฒนาชุดตรวจและวัคซีน เพื่อเรียนรู้กลไกการทำงานของสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่า และการนำความรู้ทางพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุดตรวจหาเชื้อ และพัฒนาวัคซีน เสริมด้วยกิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติการ การแยกสารด้วยชุดสื่อการเรียนรู้จำลองหลักการเคลื่อนที่ของสารบนเจลภายใต้สนามไฟฟ้า (Gel electrophoresis) โดย น.ส.สุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช.
วันสุดท้ายของการอบรม เป็นกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับ นวัตกรรมเวชสำอาง ซึ่งเป็นการบรรยายปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีกับเครื่องสำอางและการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดย รศ.ภญ.ดร.จิตติมา ลัคนากุล รองคณบดีฝ่ายพันธกิจสากลและวิรัชกิจ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกิจกรรมปฏิบัติการ เตรียม “Nano emulsions” และการประเมินผลิตภัณฑ์ โดย ผศ.ภญ.ดร.ดุษฎี ชาญวาณิช ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต และทีมวิทยากร คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ในกลุ่มย่อยผ่านการทดลองปฏิบัติการอย่างสนุกสนาน ระดมสมองในกลุ่มย่อย และฝึกปฏิบัติการสร้างตำรับครีมทาผิว โดยใช้หลักการนาโนอิมัลชัน ซึ่งมีประโยชน์ทางเวชสำอาง เช่น ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญผ่านผิวหนัง ช่วยกักเก็บน้ำในผิวหนัง ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นอย่างยาวนาน เป็นต้น โดยแลกเปลี่ยนผลงานผ่าน padlet พร้อมนำเสนอในรูปแบบ pitching และรับฟังคำแนะนำจากทีมวิทยากร
เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม
“เป็นกิจกรรมที่ดีมาก สนุก สามารถนำมาประยุกต์กับโครงงานและบริบทชุมชนได้”
“อยากให้จัดทุกปี ถ้ามีโอกาส ทางโรงเรียนขอเข้าร่วมทุกปี”
“เนื้อหาและกิจกรรมจากการอบรม สามารถนำมาเขียนแผนการจัดการเรียนการสอนได้”
“การอบรมนำเสนอเนื้อหาชีววิทยาที่ยากและเยอะ ให้สนุก น่าสนใจ ในรูปแบบกิจกรรมและสื่อรวมถึงเทคนิคการใช้ quiz ในการสอน”
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
นับถอยหลังส่งใจเชียร์เยาวชนไทยนำผลงานวิทย์แข่งขันบนเวทีระดับโลก ร่วมลุ้นประกาศผล 18-19 พ.ค. 66
🇹🇭ค่ำวันนี้ (13 พฤษภาคม 2566) ทีมพี่เลี้ยงจาก สวทช. โดยคุณอติพร สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง และคุณสุนทรี กริชชัยศักดิ์ นักวิชาการ พร้อม 15 เยาวชนไทย ผู้พิชิตรางวัลการประกวดโครงงานนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ YSC2023 เตรียมนำ 6 โครงงานบินลัดฟ้าเข้าชิงชัยในเวทีการประกวดที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก “โครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ Regeneron ISEF 2023 (2023 Regeneron International Science and Engineering Fair) pre-college STEM” ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา
.
🏆วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เวลา 19.00-21.00 น. (ตามเวลา 🇺🇸) - ประกาศผลรางวัล Special Awards
🏆วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 เวลา 9.00-11.30 น. (ตามเวลา 🇺🇸) - ประกาศผลรางวัล Grand Award
🏆ร่วมลุ้นแบบเกาะติดขอบเวทีไปพร้อมกันที่เพจ NSTDA-สวทช.
.
สนใจติดตามผลงานน้องๆ จากการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
👍สาขาชีวการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Biomedical and Health Sciences)
BMED047T – Neuroprotective Effect of Centella asiatica
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง
🌐https://projectboard.world/isef/project/125332
.
👍สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์ (Computational Biology and Bioinformatics)
CBIO50T – PROSynMOGN: Synergistic Cancer Drug Combinations
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง
🌐 https://projectboard.world/isef/project/125814
.
👍สาขาพลังงาน: วัสดุและการออกแบบที่ยั่งยืน (Energy: Sustainable Materials and Design)
EGSD058T – Biomass-Based Porous Carbon for Supercapacitor
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
🌐https://projectboard.world/isef/project/126549
.
👍สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ (Physics and Astronomy)
PHYS057T – Magnetic Nanoparticles Cluster in Blood Flow
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง
🌐 https://projectboard.world/isef/project/125815
.
👍สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปริวรรต (Translational Medical Science)
TMED073T – A Game-Changing Idea for Rapid Cancer Screening
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม
🌐https://projectboard.world/isef/project/126530
TMED80T – mICKEY: Cancer Origin & Biomarker Predictor
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จ.กรุงเทพฯ
🌐https://projectboard.world/isef/project/126772
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ลุยการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรชุมนุมวิทยาศาสตร์ใหม่ เพื่อเด็กไทยสนุก กับการเรียนรู้สะเต็มศึกษา 80 ชั่วโมง ผ่านโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีผ่านกระบวนการของหลักสูตรและเครือข่าย โดย สวทช. ได้ออกแบบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมจำนวนชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งหมด 80 ชั่วโมง สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 40 ชั่วโมง และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 ชั่วโมง สำหรับให้ทางโรงเรียนนำกิจกรรมไปใช้ในวิชาชุมนุมหรือค่ายวิทยาศาสตร์ต่อไป ซึ่งในปี 2566 ได้มีการถ่ายทอดกิจกรรมให้กับครูที่เข้าร่วมโครงการผ่าน การอบรมครูโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา ในวันที่ 25-26 เมษายน 2566 ณ โรงแรมบางกอกชฎา กรุงเทพ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 198 คน จาก 98 โรงเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียน และขยายผลให้กับโรงเรียนเครือข่ายอีก 1,000 โรงเรียนทั่วประเทศต่อไป
ในการอบรมวันที่ 25 เมษายน 2566 เริ่มต้นด้วย “การบรรยายภาพรวมและแนวทางการจัดการเรียนการสอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน” โดย คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ซึ่งสวทช. ได้ออกแบบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยมีแนวคิดทางการศึกษา 2 ข้อที่สำคัญ คือ ข้อที่ 1 เด็กและครูช่วยกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-construction) และข้อที่ 2 เด็กมีวิธีการประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Metacognition) และมีแนวทางการจัดการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมในการสอน (Game Based Learning)
2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning)
3) การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning)
4) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry Based Learning)
และ 5) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่
1) กิจกรรมแปลงร่างพลังงาน
2) กิจกรรมนักเคมีน้อย...ปล่อยของ
3) กิจกรรมท่องโลกและอวกาศ
4) กิจกรรมนักวิทย์คิดปรุง และ
5) กิจกรรมเรียนรู้ระบบร่างกาย ใส่ใจสุขภาพ
รวมชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งหมด 40 ชั่วโมง
กิจกรรมแรก คือ กิจกรรมแปลงร่างพลังงาน โดย นางสาวจิดากาญจน์ สีหาราช เป็นกิจกรรมที่เรียนรู้ “พลังงาน” ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนรูป (แปลงรูป) ได้หลายรูปแบบ เช่น พลังงานความร้อน พลังงานน้ำ พลังงานเคมี เป็นต้น โดยทดลองเปลี่ยนรูปพลังงานต่าง ๆ ให้เป็นพลังงานกล ตัวอย่างกิจกรรมย่อย เช่น กังหันลมพลังงานความร้อน
ต่อด้วย กิจกรรมนักเคมีน้อย...ปล่อยของ โดย นางสาวกรกนก จงสูงเนิน เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการรู้จักสารเคมีที่เราพบเห็นได้รอบตัว การเรียนรู้คุณสมบัติทางเคมีผ่านการทดลองพิสูจน์สารปริศนาซึ่งเป็นหลักฐานในคดีด้วยการใช้ทักษะกระบวนการทางเคมี กิจกรรมการจำลองการเกิดความผิดปกติในร่างกายเพื่อศึกษาการทำงานของตัวยาในการรักษาโรค และใช้ความรู้ของปฏิกิริยาเคมี ผลิตสารเพื่อแก้ไขสถานการณ์ หรือปัญหาได้อย่างถูกต้อง
จากนั้นช่วงเช้าวันที่ 26 เมษายน 2566 พาไปเรียนรู้เรื่องโลกและอวกาศผ่านภารกิจที่ท้าทายในกิจกรรมท่องโลกและอวกาศ โดย นางสาวสลิลรัตน์ ประสพฤกษ์ ซึ่งในการอบรมครั้งนี้มีตัวอย่างกิจกรรมภารกิจนำยานอวกาศลงจอดบนดาวเคราะห์ปริศนา ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รู้จักกับเทคโนโลยีอวกาศเบื้องต้นและได้เรียนรู้ขั้นตอนของการออกแบบเชิงวิศวกรรม ผ่านกิจกรรมการออกแบบและสร้างแบบจำลองยานอวกาศและพานักบินอวกาศไปลงจอดบนดาวเคราะห์ปริศนา เพื่อสำรวจหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีให้อย่างจำกัด นักบินอวกาศต้องปลอดภัย และสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของยานได้ครบตามจำนวน เป็นต้น
อาหาร เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ทุกคน กิจกรรมชุดนี้จะช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้วิทยาศาสตร์เบื้องต้นเกี่ยวกับอาหาร ตั้งแต่การรับรู้รสชาติของอาหาร ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเจาะลึกวิทยาศาสตร์ในน้ำนมและไข่ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ง่าย ๆ และการนำมาปรุงเป็นอาหารง่าย ๆ
ที่เด็ก ๆ โปรดปรานใน กิจกรรมนักวิทย์คิดปรุง โดย นางสาวสุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล
และกิจกรรมสุดท้ายของการอบรมคือ กิจกรรมเรียนรู้ระบบร่างกาย ใส่ใจสุขภาพ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือด อันประกอบด้วยหัวใจ หลอดเลือด และเลือด บูรณาการทักษะความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพร่างกายตัวเอง การอบรมครั้งนี้มีตัวอย่างกิจกรรมย่อย 3 กิจกรรม ได้แก่ สถานีหัวใจ-ชีพจรชีพใจ-เพลงของหัวใจ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้จำลองทิศทางการไหลเวียนเลือดผ่านหัวใจ ได้สังเกตชีพจร และลงมือประดิษฐ์หูฟัง (Stethoscope) อย่างง่ายเพื่อฟัง
การเต้นของหัวใจ จากอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป โดย นางสาวกนกพรรณ เสลา
โดยหลังจากจบการอบรม ครูจะนำกิจกรรมไปใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียน และขยายผลให้กับโรงเรียนเครือข่ายอีก 1,000 โรงเรียนทั่วประเทศต่อไป
ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมอบรม
นางพรณภัสส์ อินรอดวงศ์ ครูโรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า รู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมกับวิทยากรทุกท่านของ สวทช.ได้รับความรู้พร้อมความสนุกสนาน รู้สึกประทับใจและตื่นเต้นทุกกิจกรรม มีกิจกรรมให้ทำอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดกระบวนการคิด เกิดทักษะในการวางแผนการทำงาน มีความร่วมมือในการทำงาน ทำให้เห็นความสำคัญของการให้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 จะนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นางสาวกันยารัตน์ เลิศรัตนพันธุ์ ครูโรงเรียนแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า กิจกรรมของ สวทช. เน้นให้ครูได้ลงมือปฏิบัติจริง ไม่น่าเบื่อ เข้าใจได้ง่าย ทำให้สามารถนำไปถ่ายทอดต่อกับนักเรียนได้ ชอบทุกกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมแปลงร่างพลังงาน เพราะได้เรียนรู้เปลี่ยนพลังงานลมเป็นพลังงานไฟฟ้า สามารถนำกิจกรรมไปใช้กับนักเรียนได้จริง เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และนำวัสดุทั่วไปมาใช้ในการทดลอง
นางณัฐธยาน์ สงวนแสง ครูโรงเรียนบ้านทวดทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เกิดความสนุกสนาน ทุกคนได้ลงมือทำ ได้ทั้งความรู้ทักษะการลงมือปฏิบัติ และแนวทางในการนำกิจกรรมไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ และยังสามารถนำกิจกรรมไปบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ หรือระดับชั้นอื่น ๆ ได้ด้วย ชอบกิจกรรมเพลงของหัวใจ เพราะเราได้ฟังเสียงหัวใจของตนเองและผู้อื่น อุปกรณ์สามารถหาซื้อได้ง่าย ไม่สิ้นเปลือง
นายสุรเชษฐ์ วิทยากุลเดช ครูจากโรงเรียนอนุบาลนางรอง (สังขกฤษณ์อนุสรณ์) จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่ดี ส่งเสริมให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง ได้ศึกษาและสืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง นำความรู้ ทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน มีความสนุก ตื่นเต้น ในการทำกิจกรรม ยกอย่างเช่นกิจกรรมการลงจอดของยานอวกาศ เป็นกิจกรรมที่ท้าทาย ได้ระดมความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา และออกแบบชิ้นงานให้บรรลุตามโจทย์ที่กำหนด
ภาพผลงานบางส่วนของผู้เข้าร่วมอบรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. พัฒนาเครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น พร้อมนำ NanoSampler สำรวจ 3 พื้นที่ใน กทม. พบไอเสียรถยนต์ เป็นสาเหตุหลักฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/nanotec-nstda-study-reveals-vehicle-emissions-as-main-source-of-pm2-5.html
เมื่อฝุ่นละอองกลายเป็นวาระแห่งชาติ ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่นโดยประยุกต์ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ NanoSampler นำเครื่องติดตั้งใน 3 พื้นที่ของ กทม. (อารีย์, บางนา และดินแดง) ชูความต่างที่สามารถเก็บและแยกตามขนาดฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็น 6 ระดับชั้น ตั้งแต่ PM>10 จนถึง PM0.1 พร้อมวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละออง พบฝุ่น PM2.5 จากไอเสียรถยนต์มากสุด รอลงมาคือฝุ่นจากกิจกรรมก่อสร้าง พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลหนุนการจัดการมลพิษ
ดร.รัฐพร แสนเมืองชิน ทีมวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโน กลุ่มวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงและความปลอดภัย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ "การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก" เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" เมื่อปี 2652 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีขั้นตอน/การปฏิบัติงานที่ชัดเจนในช่วงสถานการณ์วิกฤตปัญหาฝุ่นละอองด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่, การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ
โครงการวิจัย “การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” นำโดย ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการศึกษาวิจัยในประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ร่วมกันเพื่อสนับสนุนมาตรการการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการมลพิษ รวมถึงแนวทางการป้องกันและลดมลพิษที่ต้นทางได้ในอนาคต
“โครงการวิจัยนี้ เราได้ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและสัดส่วนแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กโดยเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ สถานีตรวจวัดอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 3 แห่ง ได้แก่ สถานีกรมประชาสัมพันธ์อารีย์ สถานีการเคหะชุมชนดินแดง และสถานีกรมอุตุนิยมวิทยาบางนา โดยใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่าง NanoSampler (Furuuchi et al., Aerosol and Air Quality Research, 10: 185–192, 2010) ที่สามารถเก็บและแยกตามขนาดฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็น 6 ระดับชั้น คือ PM0.1, PM0.1-0.5, PM0.5-1, PM1-2.5, PM2.5-10 และ PM>10 ในเครื่องเดียว ซึ่งแตกต่างจากเครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่นที่หน่วยงานต่างๆ ใช้ในปัจจุบัน ที่จะเก็บตัวอย่างฝุ่นและรายงานค่าความเข้มข้นฝุ่นเป็น PM2.5 และ PM10 ตามชนิดของเครื่องเก็บตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่จะสามารถเก็บได้เพียงขนาดเดียวเท่านั้น” ดร.รัฐพรชี้
เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น ได้รับการออกแบบให้สามารถดูดอากาศโดยรอบเข้ามาในอุปกรณ์เก็บตัวอย่าง NanoSampler ที่ติดตั้งอยู่ด้านบนสุด ด้วยอัตรา 40 ลิตรต่อนาที โดยจะมีการเก็บตัวอย่าง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นหนาแน่นในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูหนาวที่มีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ความกดอากาศสูง ส่งผลให้อากาศไม่ไหลเวียน/ไม่กระจายตัว จนเกิดการสะสมของฝุ่น ซึ่งทีมวิจัยนาโนเทคเก็บตัวอย่างในช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 รวมทั้งหมด 40 ครั้งต่อสถานี จากนั้นนำตัวอย่างไปวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น และประเมินแหล่งกำเนิดของฝุ่นโดยอาศัยข้อมูลฝุ่นที่จำแนกทางเคมี แหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งเทคนิคทางสถิติ
ผลจากการวิเคราะห์ฝุ่นละอองที่เก็บจาก 3 สถานีตรวจวัด เมื่อมองจากความเข้มข้นโดยมวลและการกระจายตัวของฝุ่น พบว่า ความเข้มข้นฝุ่นสูง (80-180 มค.ก./ตร.ม.) ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และความเข้มข้นของฝุ่นต่ำลง (20-85 มค.ก./ตร.ม.) ในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (40-190 มค.ก./ตร.ม.) อีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม โดยพบฝุ่นช่วง PM0.5-1 และ PM2.5-10 มีสัดส่วนสูงที่สุดจากทุกสถานี และการศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของฝุ่นขนาดเล็กละเอียด (PM0.1) พบในสัดส่วนที่มากที่สุดในทุกสถานีตลอดทั้งปี
ในด้านความเข้มข้นของสารคาร์บอนทั้งหมด (TC) ประกอบด้วยสารคาร์บอนอินทรีย์ (OC) และธาตุคาร์บอน (EC) พบว่า ความเข้มข้น TC สูงที่สุด ในช่วง PM0.5-1.0 และมีความเข้มข้น TC ต่ำสุดในช่วง PM>10 ซึ่งสารคาร์บอนทั้งหมดในแต่ละช่วงฝุ่นมีแนวโน้มสอดคล้องกันในทุกสถานี ความเข้มข้นของสารคาร์บอนอินทรีย์ที่พบในทุกช่วงฝุ่นสูงกว่าความเข้มข้นของธาตุคาร์บอน โดยที่มีความเข้มข้นที่สูงในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และความเข้มข้นลดต่ำลงในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม และพบว่า สถานีดินแดงมีความเข้มข้นคาร์บอนสูงที่สุดทั้งสารคาร์บอนอินทรีย์ และธาตุคาร์บอน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง และฝุ่นทุติยภูมิ หรือ ฝุ่นจิ๋วที่ลอยอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งโดยทั่วไปถูกปล่อยจากแหล่งกำเนิดโดยตรงที่เกิดจากการเผาไหม้จากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ โรงงาน โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง และการเผาในที่โล่ง เป็นต้น
จากผลการวิเคราะห์ไอออนละลายน้ำในองค์ประกอบของฝุ่น พบค่าความเข้มข้นของไอออนรวมมีแนวโน้มสอดคล้องกับความเข้มข้นฝุ่นโดยมวล โดยในช่วง PM0.1, PM0.5-1 และ PM1-2.5 พบซัลเฟตไอออน (SO42–) ในสัดส่วนที่สูง และในช่วง PM2.5-10 และ PM>10 พบไนเทรตไอออน (NO3–) ในสัดส่วนที่สูง โดยที่ทั้งไนเทรตไอออนและซัลเฟตไอออนมีแหล่งกำเนิดมาจากยานพาหนะและฝุ่นทุติยภูมิ ส่วนผลการวิเคราะห์ธาตุโลหะหนักในองค์ประกอบของฝุ่น พบว่า ความเข้มข้นธาตุโลหะหนักรวมมีปริมาณที่น้อยกว่าความเข้มข้นของสารคาร์บอนและไอออนละลายน้ำในทุกช่วงฝุ่น โดยความเข้มข้นของโลหะหนักแต่ละช่วงฝุ่นจะแตกต่างกันไป แต่พบเหล็ก (Fe), โซเดียม (Na), แมกนีเซียม (Mg), อะลูมิเนียม (Al) และโพแทสเซียม (K) ในปริมาณสูงในทุกสถานี ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากการจราจร อุตสาหกรรม ฝุ่นดิน ฝุ่นถนน และการเผาวัสดุชีวมวล
ดร.รัฐพร กล่าวต่อว่า ในประเด็นของแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และการมีส่วนร่วมของฝุ่นในแต่ละช่วง ได้แก่ PM0.1, PM0.5-2.5 และ PM2.5-10 ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2564 โดยอาศัยข้อมูลหลักเกี่ยวกับฝุ่นและองค์ประกอบทางเคมี ผลการศึกษาพบว่า แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นละอองขนาด ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มาจากไอเสียรถยนต์สูงถึง 48% รองลงมาคือ ฝุ่นทุติยภูมิ, การเผาในที่โล่ง และฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรมและฝุ่นถนน เป็นต้น
และเมื่อจำแนกแหล่งกำเนิดของฝุ่นตามช่วงขนาด พบว่า แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ละเอียด (PM0.1) มาจากไอเสียรถยนต์ถึง 65% สำหรับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM0.5-2.5) มีแหล่งกำเนิดหลักมาจากไอเสียรถยนต์ 41% และแหล่งที่มาสำหรับฝุ่นหยาบ (PM2.5-10) มีแหล่งกำเนิดหลักมาจากฝุ่นจากการก่อสร้างถึง 50% โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กส่วนใหญ่มาจากการมีส่วนร่วมของมนุษย์
PM0.1
PM 1-2.5
Bare filter
ไส้กรองจาก Nano Sampler
“ผลจากการวิเคราะห์นี้จะเป็นข้อมูลเชิงลึก ที่จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ภาครัฐจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นข้อมูลเชิงวิชาการในด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขจะนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน” ดร.รัฐพรกล่าว พร้อมชี้ว่า ในเชิงการต่อยอดวิจัยนั้น หากมีโอกาสได้ไปเก็บตัวอย่างในที่ ๆ ตรงจุดที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น ฝุ่นจากไอเสียรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแตกต่างกัน ฝุ่นจากภาคการผลิตในอุตสาหกรรมก็อาจจะเป็นการติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นในนิคมอุตสาหกรรมฯ และเมื่อนำมาวิเคราะห์ ก็อาจจะเห็นสารที่เป็นตัวชี้วัด (marker) ของฝุ่นในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
////////////////////
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ตัวช่วยรับแจ้งปัญหา พร้อมต่อยอดบริการตอบโจทย์ทุกพื้นที่ ปักหมุดใช้จริงทุกหน่วยราชการ 10 จังหวัด
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/success-of-traffy-fondue-presented-in-an-online-seminar.html
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดกิจกรรมเสวนา KM Online หัวข้อ “Traffy Fondue”(ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ยกระดับบริการ ตอบโจทย์บริหารเชิงพื้นที่” เป็นการเสวนาออนไลน์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความสำเร็จของการใช้งานในหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น ในการนำแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยเนคเทค สวทช. ไปใช้งานจริงในพื้นที่
นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น กล่าวเปิดสัมมนาว่า แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ถือว่าเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์แนวทางการทำงานของ ก.พ.ร. ที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในจังหวัดให้มีการทำงานที่มีผลสัมฤทธิ์สูง (High Performance Province: HPP) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบการบริหารราชการเชิงพื้นที่ให้มีความคล่องตัว โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมของรัฐ (Public Innovation) การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน (Digital Government) การพัฒนาไปสู่ราชการระบบเปิด (Open Government) และการพัฒนาสู่การบริการภาครัฐที่เป็นเลิศ (Public Service for Excellence) ในขณะที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย
นอกจากนี้ Traffy Fondue ยังนับเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบราชการด้านงานบริการประชาชน ตอบโจทย์ 4 ถึง คือ เข้าถึง ทั่วถึง ถึงที่ และถึงตัว ทำให้การติดต่อราชการเร็วขึ้น ถูกขึ้น ง่ายขึ้น สมาร์ทขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน (Faster Cheaper Easier Smarter for Better Life)
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หัวหน้าทีมผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue กล่าวว่า ปัจจุบัน Traffy Fondue มีหน่วยงานใช้งานและอยู่ในระบบกว่า 10,614 หน่วยงาน มีสถิติการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนปัญหารวมแล้วกว่า 300,000 เรื่อง โดยมี 10 จังหวัดที่ให้ทุกส่วนราชการทั้งจังหวัดใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในการรับแจ้งปัญหาประชาชน ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น พะเยา ลำพูน ปราจีนบุรี ภูเก็ต เพชรบูรณ์ สมุทรปราการ และสระบุรี ขณะที่เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา เป็นอีก 2 จังหวัดที่เตรียมประกาศใช้ทั้งจังหวัดเร็ว ๆ นี้
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีสถิติประชาชนแจ้งปัญหาแล้วกว่า 271,658 เรื่อง แก้ไขปัญหาแล้ว 197,848 เรื่อง ปัญหาที่แจ้งมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นปัญหาถนน ทางเท้า น้ำท่วม ความปลอดภัย แสงสว่าง และความสะอาด
ดร.วสันต์ กล่าวด้วยว่า จากการที่ทีมวิจัยทำแบบสอบถามสำรวจความเห็นประชาชนที่ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในกรุงเทพมหานคร พบว่าจำนวน 14,200 คน หรือ 91% พึงพอใจกับการใช้งานที่ง่าย ขณะที่มีการสำรวจความเห็นของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ประมาณ 1,200 คน พบว่าเจ้าหน้าที่ 1,190 คน หรือ 84% พึงพอใจในการใช้งาน มีประโยชน์ช่วยให้รับแจ้งได้รวดเร็ว มีข้อมูลในการบริหารจัดการและวางแผนงบประมาณ
นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า จ.ลำพูน มีนโยบายให้ทุกส่วนราชการในจังหวัดใช้ Traffy Fondue เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยปัจจุบัน จ.ลำพูน ใช้งานครอบคลุมทั้ง 104 ส่วนราชการของจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน ได้รับแจ้งปัญหา 481 เรื่อง แก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 341 เรื่อง คิดเป็น 71% หลังจากนี้จะขยายผลการใช้งาน เช่น นำไปใช้ลงทะเบียนสวัสดิการผู้สูงอายุ เป็นต้น
นพ.ชูชาติ นิจวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉลอง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ทุกส่วนราชการใน จ.ภูเก็ต ใช้ Traffy Fondue ครอบคลุม 119 หน่วยงาน เป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันยังมีการร่วมมือกับเนคเทค สวทช. ในการพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงมีความต้องการเพิ่มเมนูภาษาอังกฤษเพื่อรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในอนาคต รวมทั้งได้ต่อยอดนำ Traffy Fondue มาเป็นเครื่องมือในการรายงานการกระทำผิดกฎจราจราจร โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งประชาชนหรือนักท่องเที่ยวสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue ได้เช่นกัน
นายเทพพร จําปานวน นายกเทศมนตรีตําบลอาจสามารถ อําเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เทศบาลตำบลอาจสามารถ เป็นหน่วยงานนำร่องของ จ.ร้อยเอ็ด ในการนำ Traffy Fondue มาใช้รับแจ้งปัญหาประชาชนในระดับชุมชน ซึ่งเดิมใช้วิธีการรับแจ้งโดยการให้ประชาชนมาเขียนคำร้อง ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการแก้ปัญหา เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการประสานงาน อีกทั้งไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาเพราะไม่มีการบันทึกอย่างเป็นระบบ การมี Traffy Fondue จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มาช่วยให้การทำงานของเทศบาลตำบลอาจสามารถมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว 274 เรื่อง แก้ปัญหาแล้ว 256 เรื่อง โดยมีบางเรื่องต้องประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ และในอนาคตอยากเห็น Traffy Fondue เป็นแอปพลิเคชันอยู่บนมือถือของทุกคน และใช้กับทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ก็จะถือเป็นการบูรณาการการแก้ปัญหาให้กับประชาชนร่วมกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จ.สระบุรี ใช้ Traffy Fondue บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาเมือง
แพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัย เนคเทค สวทช. ยังมีการขยายผลถูกนำไปใช้งานในหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด จ.สระบุรี ได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานราชการทั่วทั้งจังหวัด ในการนำ Traffy Fondue ไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับแจ้งปัญหาหรือข้อร้องเรียนจากประชาชนผ่านไลน์ @traffyfondue เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


