หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วม กทม. จัดงาน “บางกอกวิทยา” เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดือนสิงหาคมนี้
สวทช. ร่วมกับ กทม. เตรียมจัดกิจกรรม KidBright Science Camp ที่พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร จตุจักร เป็นส่วนหนึ่งในงาน "บางกอกวิทยา" เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดือนสิงหาคมนี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า (กทม.) : นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมในงานแถลงข่าวการจัดงาน “บางกอกวิทยา” นำโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , นายสมบูรณ์ หอมนาน ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว , ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.), ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ อพวช. , ผู้บริหารสมาคมสตาร์ทอัพไทย และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Techsauce) การจัดงาน “บางกอกวิทยา” เป็นเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่  ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 เทศกาลที่จะจัดขึ้นในแต่ละเดือนตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า KidBright เป็นบอร์ดสมองกลฝังตัวพัฒนาโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. สามารถนำไปประยุกต์เป็นเซ็นเซอร์ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่สามารถฝึกและเรียนรู้เรื่องการโค้ดดิ้งผ่านบอร์ด KidBright ได้ โดยกิจกรรม KidBright Science Camp นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 สิงหาคม 2565 ที่พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร จตุจักร โดยแบ่งเป็นการเขียน Coding เพื่อควบคุมรถ Formula Kid 2022 สำหรับเด็กและเยาวชนระดับประถมศึกษา ในลักษณะการแข่งควบคุมรถบังคับในสนามจำลอง เพื่อควบคุมรถหลบหลีกสิ่งกีดขวางและเข้าเส้นชัย และสำหรับเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและปลาย จะเป็นการสร้างโมเดล AI ด้วยเสียงเพื่อควบคุมหุ่นยนต์ AI Bot บนสนามแข่งรถ
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ปฐมนิเทศ TAIST – Tokyo Tech Orientation Ceremony 2022 เพื่อต้อนรับ นร. ทุน TAIST-Tokyo Tech ในรูปแบบออนไลน์
For English-version news, please visit : TAIST – Tokyo Tech welcomes new batch of students 25 กรกฎาคม 2565 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (TAIST-Tokyo Tech: Thailand Advanced Institute of Science and Technology – Tokyo Institute of Technology) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดปฐมนิเทศ  “TAIST - Tokyo Tech Orientation Ceremony 2022” เพื่อต้อนรับนักเรียนทุน TAIST-Tokyo Tech ประจำปี 2565 โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย Prof. Katsunori Hanamura Chair of TAIST – Tokyo Tech Steering Committee เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และกล่าวต้อนนักศึกษา ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในปีนี้โครงการ TAIST-Tokyo Tech ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และงบประมาณบางส่วนจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรฝั่งไทย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยปัจจุบันมีนักเรียนทุนภายใต้โครงการ TAIST-Tokyo Tech กว่า 800 คน ซึ่งเป็นบัณฑิตที่จบการศึกษาแล้ว 462 คน โดยปี 2565 มีนักเรียนทุน TAIST-Tokyo Tech ทั้งสิ้น 69 คนจาก 3 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (A2TE: Automotive and Advanced Transportation Engineering) 2.หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AIoT: Artificial Intelligence and Internet of Things) 3.หลักสูตรวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรที่ยั่งยืน (SERE: Sustainable Energy and Resources Engineering) เป็นนักศึกษาไทยจำนวน 23 คน และเป็นนักศึกษาต่างชาติอาเซียน 46 คน จากประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล และปากีสถาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
แล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม ให้บริการเชิงพาณิชย์แห่งแรกในไทย!
ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท พี โซลูชัน จำกัด ต่อยอดความสำเร็จการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม เปิดตัวห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม พร้อมให้บริการในเชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ จ.สุพรรณบุรี   การเปิดตัวห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกและผู้พัฒนาพันธุ์อินทผลัมพันธุ์ทานสดต่างๆ โดยเฉพาะพันธุ์ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทย ในการขยายพันธุ์ต้นกล้าด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของทีมนักวิจัยไบโอเทค สวทช. เป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการนำเข้าต้นพันธุ์อินทผลัมจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกระดับสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นอินทผลัม ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ BCG model   สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ บริษัท พี โซลูชัน จำกัด โทร. 081-3751969
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เปิดใจ! เยาวชนคว้าทุน JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4
เปิดใจเยาวชนคนเก่งได้รับทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24  และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 เผยความมุ่งมั่นเข้าค่ายกิจกรรมทำโครงงานวิทยาศาสตร์ มองเป็นโอกาสและความท้าทายกว่าจะถึงวันนี้ เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้มอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน : Junior Science Talent Project (JSTP) โดยเป็นทุน JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 มีเยาวชนที่ได้รับทุน 9 คน และโครงการ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 มีเยาวชนได้รับทุน 5 คน นายโชติอนันต์ทรัพย์ โสภาเคน  หรือ “น้องโชกุน” ซึ่งจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย และได้รับทุนโครงการ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดใจว่า สมัครเข้าร่วมโครงการ JSTP เนื่องจากมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้รับทุนครั้งนี้ความยากและความท้าทายอยู่ที่การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ น้องโชกุน เผยว่า โครงงานวิทยาศาสตร์ที่ทำเป็นแบบจำลองการจัดกลุ่มคำหรือจับคู่คำในภาษาไทยโดยเฉพาะภาษาข่าวหรือพาดหัวข่าวไทยที่มีคำแปลกๆ เกิดขึ้นมาก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้รองรับการแปลภาษาในบริบทต่างๆ  เช่น การแปลภาษาอังกฤษ หรือการแปลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในอนาคต โดยโครงการนี้ได้นักวิจัยจากเนคเทค สวทช. มาเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาแนะนำ เพราะเป็นโครงงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางจริงๆ และในอนาคตตนเองก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือนักพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับระบบปัญญาประดิษฐ์ “การได้รับทุนวันนี้อาจยังไม่ใช่ความสำเร็จของผม แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำพาไปถึงความสำเร็จในอนาคต ซึ่งผมจะพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะได้ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไป” น.ส.นภัสสร หลิดชิววงศ์ หรือ “น้องเพลง” นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ หนึ่งในเยาวชนที่ได้รับทุน JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 เผยว่า รู้จักโครงการ JSTP มาตั้งแต่ตอนเรียน ม.3 ก่อนจะมีโอกาสสมัครเข้าร่วมโครงการตอนอยู่ชั้น ม.4 โดยสมัครเข้ามาในสาขาคอมพิวเตอร์ เพราะส่วนตัวมีความถนัดและสนใจด้านคอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์หรือ AI น้องเพลง เล่าว่า กว่าจะได้รับทุนโครงการ JSTP ต้องผ่านการเข้าค่ายทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เยาวชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างนั้นต้องทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยโครงงานวิทยาศาสตร์ของตนเป็นแพลตฟอร์มระบบการตรวจสอบและคัดกรองผู้ป่วยโรคซึมเศร้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันชื่อว่า My Safe Zone เป็นแชทบอทให้ผู้ใช้งานได้พูดคุยกับแอนิเมชัน ซึ่งจะมี AI ตรวจจับน้ำเสียง ตรวจจับลักษณะใบหน้า และวิเคราะห์ข้อความที่สื่อสารออกมา เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าผู้ใช้งานเข้าข่ายหรือมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ น้องเพลง ซึ่งเคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก Regeneron ISEF 2022 ที่สหรัฐอเมริกา เปิดใจด้วยว่า สำหรับการได้รับทุน JSTP ระยะยาวครั้งนี้ ถือว่ามาไกลเกินฝัน แต่เมื่อถูกถามว่าอนาคตจบไปจะทำงานเป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ยอมรับว่ายังไม่แน่นอน เพราะส่วนตัวชอบทั้งคอมพิวเตอร์ การแพทย์ รวมถึงยังชอบด้านรัฐศาสตร์และกฎหมาย “หนูคิดว่าปลายทางการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ไม่ได้จำกัดว่าจบไปจะต้องเป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ ถึงแม้จะได้ทุนเรียนด้านวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่สำหรับหนูคิดว่ามันกว้างกว่านั้น เพราะความเป็นวิทยาศาสตร์มันสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกอาชีพ คุณอาจจะเป็นศิลปินก็ได้โดยเอาความรู้วิทยาศาสตร์ไปผนวก แล้วสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อโลกหรือสังคม นั่นก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับปลายทางของโครงการนี้หนูคิดว่าเป็นโครงการที่เปิดกว้างมากกว่า อยู่ที่แต่ละคนว่าจะไปทางไหน” นายสรวิช เตือนตรานนท์ หรือน้องไบร์ท นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ได้รับทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 เผยว่า เคยสมัครเข้าร่วมโครงการ JSTP ในรุ่นชั้นมัธยมต้นสมัยตอนเรียนอยู่ชั้น ม.1 แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้ทุนระยะยาว แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้เจอเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากกลับไปร่วมโครงการนี้อีกครั้ง จนขึ้นชั้น ม.5 ตนจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ JSTP ในรุ่นมัธยมปลาย และในที่สุดวันนี้ก็ได้รับทุนระยะยาว “ตอนเด็ก ๆ ผมยังไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร จนผมได้เข้าร่วมโครงการ JSTP ตั้งแต่ ม.ต้น ก็ทำให้ผมรู้ครับว่า ผมอยากเป็นนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ต่อไปครับ” น้องไบร์ท ยังมีคำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ JSTP ว่า อยากให้ลองสมัครตั้งแต่ในรุ่นมัธยมต้นเพื่อค้นหาตัวเองก่อน และหากพลาดหวังไปก็ยังมีโอกาสสมัครในรุ่นมัธยมตอนปลายได้อีก ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project : JSTP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านการพัฒนากำลังคนของ สวทช. ที่มีเป้าหมายในการเฟ้นหาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรี เข้ามารับการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน โดยจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงคอยให้คำดูแล แนะนำ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้แสดงศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก เพื่อพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมต่อไปในอนาคต และขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนในครั้งนี้   //////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ทางออนไลน์
พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 ด้วยรัฐบาลได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ณ ท้องสนามหลวง โดยมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แสดงความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยพระยุคลบาท ในฐานะข้าของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป ขอเชิญชวนข้าราชการและประชาชนทั่วประเทศ ร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2565 ทางออนไลน์ ได้ที่ https://web.ocsc.go.th/ForMyKing    
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
ยกระดับสินค้าภูมิปัญญา ‘กระดาษสาทนน้ำ’
  ใครที่คิดว่า “กระดาษสา” มีไว้เพียงทำสมุดโน้ต หรือกระดาษห่อของขวัญ คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว เมื่อบริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด โรงงานกระดาษบ้านต้นเปา จังหวัดเชียงใหม่ หันมาใช้นวัตกรรมผสานภูมิปัญญาพัฒนา “กระดาษสาทนน้ำ” ยกระดับเพิ่มมูลค่าการใช้งานเทียบเท่าถุงพลาสติก ภายใต้การสนับสนุนของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ โปรแกรม ITAP (Innovation and technology assistance program) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   เพิ่มมูลค่ากระดาษสาล้านนา ภูมิปัญญาบ้านต้นเปา นายธนากร สุภาษา กรรมการผู้จัดการบริษัทซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระดาษจากใยธรรมชาติแบรนด์ “ปาป้า เปเปอร์ คราฟท์ (Papa Paper Craft) ” เล่าว่า ด้วยพื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ และเป็นทายาทรุ่นที่สอง ที่สืบทอดธุรกิจกระดาษสาจากครอบครัวในหมู่บ้านต้นเปา จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตกระดาษสาครบวงจรแห่งเดียวในประเทศไทย ดังนั้นเมื่อใครที่อยากทำกระดาษสา หรือเส้นใยเกี่ยวกับกระดาษมักจะนึกถึงชุมชนหมู่บ้านต้นเป้าเป็นอันดับแรกเสมอ   [caption id="attachment_34573" align="aligncenter" width="650"] นายธนากร สุภาษา กรรมการผู้จัดการบริษัทซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด[/caption]   ทว่าแม้ปัจจุบันวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก จะเป็นตัวแปรผลักดันให้คนทั่วโลกลดการใช้พลาสติก และหันกลับมาใช้สินค้าจากธรรมชาติมากขึ้น แต่ด้วยจุดอ่อนของกระดาษสาที่ขาดง่ายเมื่อโดนน้ำ ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคมากนัก แนวคิดการพัฒนา ‘กระดาษสาทนน้ำ’ จึงอาจเป็นหนทางปรับจุดอ่อนเป็นข้อได้เปรียบ เพื่อให้แข่งขันกับตลาดทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น “เราอยากเพิ่มมูลค่ากระดาษสาให้มีสมบัติกันน้ำได้ แต่ด้วยเราไม่มีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงไปปรึกษาทาง สวทช. ภาคเหนือ และได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรม ITAP ซึ่งเขามีบริการให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ตลอดจนจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งก็ได้แนะนำให้พบกับ ดร.มาโนช นาคสาทา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่จะเข้าให้คำปรึกษาการพัฒนากระดาษสาทนน้ำ”   กำจัดจุดอ่อนกระดาษสา เพิ่มคุณสมบัติทนน้ำ ที่ผ่านมาการผลิตกระดาษสาของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงใช้กระบวนการแบบดั้งเดิมซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของกระดาษสา แต่หากสามารถพัฒนาให้กระดาษสารมีสมบัติพิเศษ เช่น การทนน้ำ จะทำให้ประยุกต์การใช้กระดาษสาได้กว้างขึ้น ดร.มาโนช นาคสาทา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เทคโนโลยีกระดาษสากันน้ำ เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาด้วยทุนวิจัยของ สวทช. เครือข่ายภาคเหนือ เมื่อผู้ประกอบการในพื้นที่ทำธุรกิจกระดาษสามีความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นกระดาษสากันน้ำ จึงขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและเข้าโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี กับทางโปรแกรม ITAP สวทช. “โดยธรรมชาติเส้นใยกระดาษชอบน้ำมาก ประกอบกับช่องว่างขนาดเล็กในกระดาษมีจำนวนมาก ทำให้กระดาษอุ้มน้ำเหมือนกับฟองน้ำ ดังนั้นเมื่อมีการหยดน้ำหยดลงบนกระดาษ น้ำจึงแพ่รกระจายไปบนผิวกระดาษเป็นวงกว้างพร้อมทั้งซึมผ่านเข้าไปในเนื้อกระดาษได้อย่างรวดเร็ว การทำให้กระดาษสามารถกันน้ำได้ เช่น การลดช่องว่างในตัวกระดาษ โดยการเติมแป้งพร้อมกับมีกระบวนการอัดให้เส้นใยของกระดาษอยู่ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กระดาษหนาและแข็ง อีกกระบวนการหนึ่งคือการเติมสารที่ไม่ชอบน้ำลงไป สารพวกนี้จะทำให้มุมสัมผัสของหยดน้ำโตมากทำให้น้ำไม่สามารถเปียกเส้นใย และไม่สามารถซึมผ่านกระดาษได้ ซึ่งในการวิจัยพัฒนา เราใช้วิธีเติมสารไม่ชอบน้ำ ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลการทดลองพบว่าช่วยให้กระดาษสากันน้ำได้ดี หยดน้ำสามารถกลิ้งไปมาบนกระดาษได้เหมือนที่กลิ้งบนใบบัว ที่สำคัญกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน ผู้ประกอบการยังสามารถทำได้ด้วยวิธีการเดิม ไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง”       ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ BCG แต้มต่อทำธุรกิจ ปัจจุบัน บริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตกระดาษสาทนน้ำ โดยการนำสารไม่ชอบน้ำ ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติ เข้ามาใช้ในกระบวนการปั่นเยื่อก่อนนำขึ้นไปขึ้นรูปเป็นกระดาษสา และมีการนำมาใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายธนากร เล่าว่า กระดาษสาทนน้ำที่ผลิตได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จาน กล่องเครื่องสำอาง และถุงกระดาษ เน้นการออกแบบรูปทรงและการตัดเย็บให้ดูทันสมัย ความพิเศษของผลิตภัณฑ์กระดาษสาทนน้ำ คือ เมื่อเทน้ำลงไป น้ำจะขังอยู่ในผลิตภัณฑ์จนกว่าจะเทน้ำออก การดูดซับน้ำจะมีเฉพาะผิวกระดาษชั้นนอก และกระดาษจะค่อยๆ คายน้ำออกมาจนแห้งในเวลาไม่นาน เช่น ถุงกระดาษสาทนน้ำ เราไม่ได้ทดสอบแค่เทน้ำใส่ถุงเพียง 5-10 วินาทีเท่านั้น แต่เทน้ำทิ้งไว้ในถุงเป็นวัน ซึ่งก็ไม่พบการรั่วซึม ขณะที่ถุงกระดาษสาทั่วไป เมื่อเทน้ำลงไปกระดาษจะดูดซึมน้ำ เปื่อยและฉีกขาดทันที ที่สำคัญถุงกระดาษสาทนน้ำยังนำมาใช้ซ้ำได้มากกว่า 1 ปี เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วสามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ   [caption id="attachment_34564" align="aligncenter" width="700"] เปรียบเทียบการทนน้ำกับถุงกระดาษทั่วไป (กระดาษสาทนน้ำถุงซ้าย)[/caption]   ผลิตภัณฑ์กระดาษสาทนน้ำเริ่มวางจำหน่ายออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก papapaperfactory ซึ่งได้รับการตอบรับจากอยู่ค้าอย่างดี ทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่เริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อได้เปรียบการเป็นสินค้ารักษ์โลก และยังตอบโจทย์การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG “ผมมีความเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเรา เพราะกระดาษสาทนน้ำเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แนวคิดทั้งเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และโมเดลเศรษฐกิจของ BCG ที่ภาครัฐกำลังให้การสนับสนุน เพราะต้องการลดการใช้พลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single use) โดยกระบวนการผลิตกระดาษสาทนน้ำของเรา ไม่เพียงใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เศรษฐกิจชีวภาพแล้ว ในกระบวนการผลิตกระดาษสายังเน้นใช้สีธรรมชาติ ทำให้นำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียนในกระบวนการผลิตได้เกือบ 100% แทบไม่มีการปล่อยออกเสียสู่สิ่งแวดล้อม เป็น zero waste ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ถือเป็นแต้มต่อในการทำธุรกิจที่เท่าทันตอบโจทย์กระแสโลก และด้วยกระบวนการทำธุรกิจแบบนี้ เชื่อว่าจะทำให้ชุมชนและบริษัทอยู่ได้ รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน” นวัตกรรมกระดาษสาทนน้ำนับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมรักษ์โลกที่เกิดจากการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับภูมิปัญญาแห่งบ้านต้นเปา จังหวัดเชียงใหม่ ให้ยังคงสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น และยังสร้างโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชนและผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล   [caption id="attachment_34574" align="aligncenter" width="700"] ผลิตภัณฑ์กระเป๋ากันน้ำ[/caption]   [caption id="attachment_34575" align="aligncenter" width="650"] ผลิตภัณฑ์กระเป๋ากันน้ำ[/caption]   [caption id="attachment_34576" align="aligncenter" width="650"] ผลิตภัณฑ์กระเป๋ากันน้ำ[/caption]  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เสวนาเนื่องในวันป่าชายเลนโลก : ป่าชายเลนกับการขับเคลื่อนการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG 
🌱.... มาร่วมกัน ให้ความสำคัญ เนื่องในวันป่าชายเลนโลก 🌱 ในเสวนานี้ ... 💚Bi🌏D Talk Episode#6 🌱 ป่าชายเลนกับการขับเคลื่อนการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG 🌏 และรับมือกับสภาวะโลกร้อน 🗓 วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม 2565 🕑 เวลา 09.30 - 12.00 น. 💡 พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ 🔻 ความสำเร็จในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในประเทศไทย 🔻 การกักเก็บคาร์บอน 🔻 ชุมชนกับการมีส่วนร่วม 🔻 ระบบนิเวศการวิจัยป่าชายเลน 🔻 การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่สงวนมณฑลระนอง .......และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร 🔈 เสวนาออนไลน์ฟรี❗️ผ่านโปรแกรม Webex Event 📌 สนใจ.....สามารถเข้าร่วมได้ทาง 👉🏻 Meeting number : 2518 701 7699 Password : biodtalk06 https://meeting-nstda.webex.com/meeting-nstda/j.php?MTID=m1acb60db19c9e4daf9f450676f4a10fb
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม”Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ขอเชิญผู้ประกอบการในกลุ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม"Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market" ภายใต้“โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการขยายตลาดสู่สากล ประจำปีงบประมาณ 2565” ในวันอังคารที่ 26 กรกฎาคม 2565 เวลา09.00 – 12.00น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค พบกับการบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ ดังนี้ 1.Direction Trend of Thai Herbal & Natural Product in the Global Market 2.เทคโนโลยี update ในสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 3.รับฟังเสวนาหัวข้อ โอกาสและความท้าทายการส่งออกสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ   สนใจลงทะเบียนได้ฟรีที่ https://forms.gle/UaBxgZ2sNhKTL5YJ7 ผู้ลงทะเบียนจะได้รับรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางอีเมลภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-5647000 ต่อ 71743, 71745, 71746 เเละ 81492 Email: herbalac@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดตัวห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมจากความร่วมมือระหว่าง ไบโอเทค สวทช. และ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด แห่งแรกในประเทศไทย
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA develops date palm micropropagation technology จ.สุพรรณบุรี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด เปิดตัวห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม จากความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานแห่งแรกในประเทศไทยลดการนำเข้าต้นอินทผลัมจาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศ ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมลดต้นทุนการผลิต ตั้งเป้าผลิตต้นกล้าอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อประมาณ 5,000 - 10,000 ต้นต่อปี คาดว่าสามารถผลิตและจำหน่ายกล้าอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ภายในเดือน ตุลาคม 2565 ปัจจุบัน ธุรกิจการปลูกอินทผลัมพันธุ์ทานสดในประเทศไทยมีการขยายตัวในวงกว้างมากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากเป็นไม้ผลที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีมูลค่าสูงในตลาด แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของการคัดเลือกสายพันธุ์อินทผลัมเพื่อผลิตต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อการปลูกในประเทศไทย อินทผลัมเป็นพืชที่แยกเป็นต้นตัวเมียและต้นตัวผู้ คุณภาพของผลผลิตส่วนใหญ่จึงมาจากทางต้นแม่มากกว่าต้นพ่อ การพัฒนาต้นแม่พันธุ์ดีด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะการันตีถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพและปริมาณของผลิตผลอินทผลัมที่จะออกสู่ตลาด ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การปลูกอินทผลัมพันธุ์ทานสดในเชิงพาณิชย์นั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะปลูกด้วยต้นอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในราคาที่ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศเป็นผู้กำหนดส่งผลให้เกษตรกรไทยบางส่วนยังจับต้องไม่ได้มากนัก จึงเป็นที่มาของการร่วมมือระหว่าง ไบโอเทค สวทช. และ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด ในการวิจัยและพัฒนาโครงการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์ทานสดในเชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยทุกระดับสามารถใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์ทานสดนี้ ในการช่วยลดต้นทุนการซื้อต้นแม่พันธุ์ดีจากต่างประเทศ และช่วยในการผลิตต้นกล้าอินทผลัมพันธุ์ดีจากการเพาะเมล็ดในประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG economy model) นอกจากนี้ยังเป็นการการันตีในคุณภาพของต้นแม่ที่มีความสม่ำเสมอทางพันธุกรรม อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้แนวทางการผลิตต้นพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขั้นสูงได้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์ทานสดให้แก่ ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัน เป็นก้าวแรกในการขยายผลความสำเร็จของโครงการฯ ซึ่งคุณประพัฒน์ วนาพิทักษ์ ประธานบริษัท พี โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมร่วมกับ ไบโอเทค สวทช. นี้ จะสามารถใช้เป็นฐานการผลิตต้นพันธุ์อินทผลัมพันธุ์ดีในประเทศได้แทนการที่จะสั่งซื้อจากต่างประเทศ อีกทั้ง ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน สวนเอกชน หากมีการพัฒนาต้นพันธุ์เพาะเมล็ดลักษณะดี ก็สามารถมาหารือในการลงทุนขยายต้นพันธุ์ของตนเองได้” ในการนี้เพื่อการส่งเสริมให้มีการปลูกอินทผลัมพันธุ์ทานสดมีการขยายตัวในวงกว้างขึ้นมากกว่าเดิม แม้ว่าทางโครงการจะเริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์บาฮีซึ่งเป็นพันธุ์การค้ามาตรฐาน ราคาไม่สูงมากนั้น แต่นวัตกรรมนี้ยังสามารถต่อยอดเพื่อการผลิตต้นพันธุ์อินทผลัมพันธุ์ดีอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางการตลาด เช่น เบรม โคไนซี่ บาฮีแดง ฯลฯ ได้อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจการปลูกอินทผลัมเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทยและสามารถส่งออกได้ในอนาคต นอกจากนั้น ความก้าวหน้าการพัฒนานวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมนี้ ยังส่งผลกระทบต่อวงการการพัฒนาอินผลัมพันธุ์ทานสดในประเทศไทยอีกด้วย ด้าน ดร.ยี่โถ  ทัพภะทัต นักวิจัยไบโอเทค หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมพันธุ์ทานสดในเชิงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์อินทผลัมว่า “อินทผลัมเป็นพืชต่างประเทศ การปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพการปลูกและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในประเทศไทยมีความจำเป็น เนื่องจากอินทผลัมมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงทั้งในด้านระดับความหวาน ความหอม สีผล ความกรอบ อายุการเก็บเกี่ยว และความสดหลังเก็บเกี่ยว ฯลฯ หากมีการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีสำหรับประเทศไทยได้ ก็สามารถนำเอานวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการขยายต้นพันธุ์เพื่อปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการอินทผลัมไทยได้อย่างยั่งยืน” จากเหตุดังกล่าว ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด จึงจัดการเฟ้นหาอินทผลัมพันธุ์เพาะเมล็ดที่กลายดีในประเทศไทย หรือที่เกิดจากการพัฒนาพันธุ์โดยฝีมือคนไทย ซึ่งลักษณะของอินทผลัมพันธุ์กลายดีนั้น ควรที่จะมีลักษณะที่ให้หน่อได้ คุณภาพของผลผลิตเป็นที่ต้องการและนิยมของตลาด ต้นแม่ให้ผลผลิต ที่สม่ำเสมอทั้งคุณภาพและปริมาณ มีความต้านทานต่อโรคและเจริญได้ดีในสภาพอากาศของไทย เพื่อนำเอาอินทผลัมเพาะเมล็ดพันธุ์ดีที่ได้รับเลือกมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเป็นการรักษาลักษณะพันธุ์นั้นไว้ เพื่อสร้างผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ ไบโอเทค สวทช. มีแผนที่จะพัฒนาและผลักดันการใช้ระบบไบโอรีแอคเตอร์ในการผลิตต้นอ่อนอินทผลัมพันธุ์ดีในเชิงพานิชย์ เพื่อสำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจการปลูกอินทผลัมในประเทศไทยอีกด้วย สำหรับการผลิตกล้าอินทผลัมพันธุ์บาฮีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของทางห้องปฏิบัติการของบริษัทฯ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถผลิตได้ 5,000 - 10,000 ต้นต่อปี ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณประพัฒน์ วนาพิทักษ์ บริษัท พี โซลูชั่น จำกัด เบอร์โทรศัพท์ 081-3751969 หรือ 081-8759340
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นาสท์ด้า โฮลดิ้ง สวทช. ผนึก บ.โมรีน่า รุกตลาดวิจัย ‘ไบโอเบส’ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมการเกษตร
For English-version news, please visit : NASTDA Holding invests in biotech firm Morena Solutions 13 กรกฎาคม 2565 ที่นิคมอุตสาหกรรมจรัสเกียรติ ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี: ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นายเฉลิมพล ตู้จินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด (NASTDA Holding Co., Ltd.) ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.นตพร จันทร์วราสุทธิ์ รองผู้อำนวยการ ไบโอเทค นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ผู้บริหารนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ สวทช. ร่วมแสดงความยินดีกับ นสพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ ในงานเปิดตัวบริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ จำกัด บริษัทด้านการผลิตและการคงประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ราเพื่อใช้เป็นชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยนำส่งสารสำคัญไปยังเป้าหมายได้ตรงจุดโดยไม่สูญเสียสารสำคัญก่อนการนำส่ง จาก ไบโอเทค สวทช. ร่วมลงทุนโดยบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า กลไกการร่วมลงทุนก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ได้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด ตามนโยบายการสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาผู้ประกอบการและการเข้าถึงแหล่งเงิน ตลอดจนการพัฒนาระบบและกลไกภาครัฐและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยการจัดทำแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้นวัตกรรม โดยกิจการเป้าหมาย (Targeted Company) ของบริษัทฯ จะเน้นการลงทุนในกิจการ Deep Tech ที่รับถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและพัฒนาจาก สวทช. และหน่วยงานภายนอกทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญต้องเป็นกิจการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างไรก็ดีการร่วมทุนของ นาสท์ด้า โฮลดิ้ง และ บริษัท โมรีน่าฯ ถือว่าตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายด้านการเกษตร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของประชาชนคนไทย ที่ต้องได้รับการดูแลตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ด้วยการนำเอาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่อยอดยกระดับทำให้ภาคเกษตร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรไทย นายเฉลิมพล ตู้จินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า นาสท์ด้า โฮลดิ้ง มีนโยบายการร่วมลงทุนในกิจการเทคโนโลยีที่อยู่ในระยะเริ่มต้นธุรกิจ (Early stage) และมีเป้าหมายร่วมทุนในสาขาเป้าหมาย เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงานและวัสดุก้าวหน้า โดยมีบทบาทในการผลักดันให้มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาด ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างธุรกิจที่จะเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงมากกว่าการมุ่งสร้างผลตอบแทนจากราคาขายหุ้นของการลงทุน โดยมั่นใจว่าการผลักดันผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์ในครั้งนี้จะสร้างรายได้ใหม่จากอุตสาหกรรมการเกษตรให้แก่ประเทศ สร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการด้านการเกษตรในภูมิภาคเอเชียและมุ่งหวังว่าบริษัท โมริน่าฯ จะประสบความสำเร็จในธุรกิจสามารถเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีด้านการเกษตรและเติบโตอย่างยั่งยืน “เราร่วมลงทุนในบริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ จำกัด ด้วยเห็นถึงศักยภาพด้าน Biobased และ เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยนำผลงานวิจัยด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด ซึ่งการลงทุนในแพลตฟอร์มนี้จะช่วยปิดช่องว่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการตัดสินใจในการร่วมลงทุนจะเน้นการตัดสินใจในศักยภาพและความสามารถที่ สวทช. จะมีส่วนร่วมในการผลักดันการเติบโตของบริษัทเป็นหลัก มากกว่าเน้นผลตอบแทนในระยะสั้น ในขณะเดียวกันบริษัทนาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด ถือว่าเป็น VC ภาครัฐที่จะช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงของภาคเอกชนผู้ร่วมลงทุนและถือหุ้นระยะยาวได้” ด้าน นสพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะนำพาบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยยอดขายกว่า 500 ล้านบาท ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ด้วยบริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการร่วมลงทุนจากภาครัฐคือ บริษัท นาสท์ด้า โฮลดิ้ง จำกัด จาก สวทช. และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทยิบอินซอยและแย๊คส์ จำกัด และบริษัทจันวาณิชย์ จำกัด และการที่บริษัท โมรีน่าฯ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการคงประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ราเพื่อใช้เป็นชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชและโรคพืช จาก ไบโอเทค สวทช. แล้วนั้น บริษัทโมรีน่าฯ ยังได้ผสมผสานในด้านไบโอเทคโนโลยีเข้าไปในกระบวนการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมหลักที่ชื่อว่า NZT (Nano Zero waste Transportor) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำส่งสารสำคัญไปยังเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและไม่สูญเสียสารสำคัญไปก่อนการนำส่งสารสำคัญ “เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ บริษัท โมรีน่า โซลูชั่นส์ เป็นผู้นำส่งสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลยุทธ์ในการออกผลิตภัณฑ์นั้น บริษัทฯ จะใช้ NZT ในการนำส่งสารอาหารให้กับพืชในกลุ่มกัญชง กัญชา เพื่อทำให้พืชดังกล่าวได้ผลผลิตสูงสุด และบริษัทฯ จะทำงานวิจัยครบวงจรที่เกี่ยวกับกัญชง กัญชา เพื่อนำประโยชน์จากทุกส่วนของพืชดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มสารสำคัญ CBD, THC ที่มีในพืชทั้งสองชนิดว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง เพื่อที่จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ NZT นำส่งสารดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โมรีน่า กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Facebook Live!!! กลับมาอีกครั้งกับ “R&D Sharing 2022: ถอดรหัสงานวิจัย ไขกุญแจสู่ BCG” ตอน “การอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีจีโนม”
Facebook Live!!! กลับมาอีกครั้งกับ “R&D Sharing 2022: ถอดรหัสงานวิจัย ไขกุญแจสู่ BCG” เวทีแห่งการพบปะพูดคุยกับเหล่านักวิจัย สวทช. เจาะเบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานวิจัย และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ ที่คุณไม่เคยรู้ . พบกับเรื่องราวของการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีจีโนม โดย ดร. วิรัลดา ภูตะคาม หัวหน้าทีมวิจัย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) สวทช. วันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.00 น. - 10.40 น. ทาง Facebook "NSTDA - สวทช."
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดตัวเยาวชนคนเก่ง! คว้าทุน JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4
สวทช. ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแสดงความยินดีและปฐมนิเทศนักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน หรือโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 4 โดยมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 14 คน   ภายในงานครั้งนี้ยังมีกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนที่ได้รับทุน รวมทั้งได้พบปะกับรุ่นพี่ JSTP Brothers นอกจากนี้เยาวชนที่ได้รับทุนได้มาเล่าเปิดใจถึงความมุ่งมั่นในการเข้าร่วมโครงการ JSTP ในปีนี้ด้วย   สำหรับโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 24 มีเยาวชนผ่านการคัดเลือกจำนวน 9 คน จะได้รับทุนการศึกษาระยะยาว ตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ได้เข้าร่วมโครงการ จนถึงปริญญาเอก รวมถึงมีโอกาสได้ฝึกวิจัยหลังปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์