หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
นาโนเทค สวทช. ออกแบบวัสดุดูดซับยาโซลิโดรนิกแอซิด จากถ่านกัมมันต์เจือแมกนีเซียมออกไซด์ สู่ต้นแบบวัสดุทางการแพทย์ ลดเสี่ยงภาวะกระดูกขากรรไกรตายในผู้ป่วยมะเร็ง-กระดูกพรุน
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/mgo-modified-porous-carbon-as-an-effective-zoledronic-acid-adsorbent-preventing-jaw-osteonecrosis.html นักวิจัยนาโนเทค สวทช.ร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ต่อยอดองค์ความรู้ด้านถ่านกัมมันต์ที่มีรูพรุนร่วมกับแมกนีเซียมออกไซด์ สู่วัสดุดูดซับยาโซลิโดรนิก แอซิด (Zoledronic acid; ZA) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสลายตัวของกระดูกในผู้ป่วยมะเร็ง-กระดูกพรุน ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายเมื่อใช้ยาโซลิโดรนิกแอซิดในระยะยาว ด้วยจุดเด่น เพิ่มพื้นที่ผิว-เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับ และยังเข้ากันได้ดีกับเซลล์มนุษย์ สู่ต้นแบบวัสดุทางการแพทย์ที่สามารถต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต พร้อมเดินหน้าวิจัยเพิ่มในรูปของ Nanotube และ Nanopore ที่มีประสิทธิภาพการดูดซับสูงยิ่งขึ้น ดร.พงษ์ธนวัฒน์ เข็มทอง นักวิจัยกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาและการคำนวณระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า งานวิจัย “วัสดุดูดซับยาโซลิโดรนิกแอซิด จากถ่านกัมมันต์เจือแมกนีเซียมออกไซด์ เพื่อลดภาวะกระดูกขากรรไกรตายที่สัมพันธ์กับยาโซลิโดรนิกแอซิด” เริ่มมาจากโจทย์ของทันตแพทย์ (รศ.ดร.ทพ. วีรชัย สิงหถนัดกิจ จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันการเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายซึ่งสัมพันธ์กับยาโซลิโดรนิกแอซิด เนื่องจากยังไม่มีแนวทางในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรักษายังมีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน ผลการรักษาไม่แน่นอน  และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ยาโซลิโดรนิก แอซิด (Zoledronic acid; ZA) เป็นยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสลายตัวของกระดูก จึงนิยมใช้บำบัดภาวะสลายตัวของกระดูกอันมีสาเหตุจากมะเร็ง[1] ปัจจุบันยา ZA ได้รับการรับรองให้ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนทั้งในหญิงวัยหมดประจำเดือนและในผู้ชาย รวมถึงใช้ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนจากยาสเตียรอยด์ อย่างไรก็ตาม การใช้ยา ZA ในระยะยาว จะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เรียกว่า ภาวะกระดูกขากรรไกรตายเนื่องจากยา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังการถอนฟัน[2]  โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวด มีการบวมของเนื้อเยื่ออ่อนและมีการติดเชื้อ จนกระทั่งพบกระดูกตายโผล่ในช่องปาก ในกรณีรุนแรงอาจพบกระดูกขากรรไกรหัก ส่งผลโดยตรงต่อการบดเคี้ยวและการพูด ซึ่งกระทบกับภาวะสุขภาพและการดำรงชีวิตของผู้ป่วย “ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการรักษาภาวะกระดูกขากรรไกรตายที่สัมพันธ์กับยา ดังนั้นการป้องกันเพื่อลดภาวะดังกล่าวจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้วัสดุดูดซับดักจับยา ZA ก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าเซลล์ เช่น การใช้แคลเซียมฟอสเฟตที่ดักจับ ZA ได้ดีและพบว่าไม่เป็นพิษต่อเซลล์ในสัตว์ทดลอง แต่แคลเซียมฟอสเฟตนั้นเป็นวัสดุดูดซับยาที่ประสิทธิภาพไม่สูงนัก เพราะมีพื้นที่ผิวต่ำ” ดร.พงษ์ธนวัฒน์กล่าว นักวิจัยนาโนเทคจึงจับมือกับทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์วิจัยสเต็มเซลล์ฟอร์ไลฟ์, สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค พัฒนาวัสดุดูดซับยา ZA ตัวใหม่ จากถ่านกัมมันต์ที่มีรูพรุน (Activated carbon) ที่ปรับปรุงคุณสมบัติด้วยแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) พร้อมทั้งศึกษากลไกการดูดซับเชิงลึกระดับโมเลกุล “เราเริ่มจากการศึกษาปริมาณการเจือสารแมกนีเซียมออกไซด์ และศึกษาค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดูดซับของวัสดุ โดยพบว่า ถ่านกัมมันต์ที่ผลิตได้มีพื้นที่ผิวที่สูงและมีอนุภาคของแมกนีเซียมออกไซด์ที่มีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้ถ่านกัมมันต์เจือแมกนีเซียมออกไซด์ที่ออกแบบขึ้นมานั้น มีคุณสมบัติในการดูดซับสาร ZA ได้มากถึง 73 มิลลิกรัม/กรัม ภายใต้สภาวะที่เป็นกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับถ่านกัมมันต์ที่ดูดซับได้แค่ 14 มิลลิกรัม/กรัม” นักวิจัยนาโนเทคอธิบาย นอกจากนี้ ยังประยุกต์ใช้การคำนวณด้วยทฤษฎีฟังก์ชันความหนาแน่น โดยพบว่า แมกนีเซียมออกไซด์ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซับ ZA บนพื้นผิวของถ่านกัมมันต์ ยิ่งไปกว่านั้น วัสดุดูดซับที่พัฒนาขึ้นนั้น ยังสามารถเข้ากันได้ดีกับเซลล์ของมนุษย์ในหลอดทดลอง ซึ่งงานวิจัยนี้ถือได้ว่า เป็นงานวิจัยแรกที่มีการรายงานว่า วัสดุจากถ่านกัมมันต์เจือแมกนีเซียมออกไซด์เป็นตัวดูดซับที่มีศักยภาพในการกำจัด ZA เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อกระดูกขากรรไกร   ดร.พงษ์ธนวัฒน์ กล่าวว่า วัสดุจากถ่านกัมมันต์เจือแมกนีเซียมออกไซด์สามารถต่อยอดสู่ต้นแบบวัสดุทางการแพทย์ที่สามารถต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต โดยอาจอยู่ในรูปของสารเคลือบรากฟันเทียม เพื่อดูดซับยา ZA ที่ส่งผลต่อกระดูกขากรรไกร ซึ่งอาจต้องขยายกรอบการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ในขณะเดียวกัน ทีมวิจัยนาโนเทคยังมีแผนจะขยายการวิจัย โดยเปลี่ยนจากถ่านกัมมันต์สู่คาร์บอนโครงสร้างนาโน ที่มีประสิทธิภาพการดูดซับสูงมากยิ่งขึ้น   เอกสารอ้างอิง [1]        Nicolatou-Galitis O, Schiødt M, Mendes RA, Ripamonti C, Hope S, Drudge-Coates L, et al. Medication-related osteonecrosis of the jaw: definition and best practice for prevention, diagnosis, and treatment. Oral Surg Oral Med Oral Pathol Oral Radiol 2019;127:117–35. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2212440318311933?via%3Dihub   [2]        de Almeida AD, Leite FG, Chaud MV, Rebelo M de A, Borges LCF de S, Viroel FJM, et al. Safety and efficacy of hydroxyapatite scaffold in the prevention of jaw osteonecrosis in vivo. J Biomed Mater Res - Part B Appl Biomater 2018;106:1799–808. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/jbm.b.33995  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“นวัตกรรมข้าวเหนียวไทย” ผลงานจากโครงการ BCG Naga Belt Road กวาด 13 รางวัล การประกวดผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ในเวทีนานาชาติ “EUROINVENT 2023”
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/glutinous-rice-innovations-collect-multiple-awards-at-euroinvent-2023.html สุดทึ่ง 3 ผลงาน “นวัตกรรมข้าวเหนียวไทย” สู่รางวัลวิจัยระดับโลก กวาด 13 รางวัล ซึ่งเป็นผลงานการเพิ่มมูลค่าการผลิตข้าวเหนียวบนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงฯ จากโครงการบีซีจี นาคาเบลต์โรด (BCG-NAGA Belt Road) (26 พฤษภาคม 2566) ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษกิจ BCG สาขาเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมและการประดิษฐ์ไทย (Association of Thai Innovation and Invention Promotion – ATIP) สนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติ EUROINVENT 2023 (European Exhibition of Creativity and Innovation) ณ เมืองยาช ประเทศโรมาเนีย ระหว่างวันที่ 11-13 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งในงานดังกล่าวมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์มากกว่า 600 ผลงาน จาก 40 ประเทศ โดยการเข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติ EUROINVENT 2023 ดังกล่าว ดร.กัญญณัช ศิริธัญญา ที่ปรึกษาโครงการ “การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่ บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง” หรือ BCG-NAGA Belt Road พร้อมด้วย ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร และนายมาโนช คุ้มพนาลัยสถิต นักวิจัยจากหน่วยวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง ได้นำ 3 ผลงานเข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวด ได้แก่ 1.แป้งไข่มุกข้าวก่ำ (Black Rice Pearls Powder for Molecular Gastronomy Recipes) 2.แป้งข้าวเม่าสำเร็จรูป   (Green Rice Flour) และ 3.เบอร์เกอร์ข้าวเหนียวข้าวกล้องจิ้งหรีด (Healthy and Eco-friendly Cricket Burger) ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกลุ่มนักวิจัยในโครงการ “การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่ บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง” หรือ BCG-NAGA Belt Road โครงการดังกล่าวได้ร่วมดำเนินงานกับ สวทช. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ในจังหวัดลำปาง เชียงราย อุดรธานี และนครพนม โดยทีมวิจัยจาก มทร.ล้านนา จ.ลำปาง ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 13 รางวัล จาก 3 ผลงานวิจัย ดังนี้ แป้งไข่มุกข้าวก่ำ (Black Rice Pearls Powder for Molecular Gastronomy Recipes) รับ 5 รางวัล ได้แก่ รางวัล GOLD MEDAL จากเวทีการประกวดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในเวทีนานาชาติ EUROINVENT รางวัล Special Award จาก STOWARZYSZENIA PROMOCJI POLSKIEJ NAUKI, TECHNIKI I INNOWACJI รางวัล Special Award จาก UNIVERSITATEA POLITEHNICA TIMISOARA 4.รางวัล GOLD MEDAL จาก UNIVERSITY POLITEHNICA OF BUCHAREST 5.รางวัล Excellence Award จาก GRIGORE T.POPA UNIVERSITY OF MEDICINE AND PHARMACY IASI   แป้งข้าวเม่าสำเร็จรูป (Green Rice Flour) รับ 4 รางวัล ได้แก่ รางวัล GOLD MEDAL จากเวทีการประกวดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในเวทีนานาชาติ EUROINVENT รางวัล Award a Special Prize จาก "LUCIAN BLAGA" UNIVERSITY OF SIBIU รางวัล Excellence Award and GOLD MEDAL จาก THE NATIONAL INSTITUTE FOR RESEARCH & DEVELOPMENT IN CHEMISTRY AND PETROCHEMISTRY-ICECHIM BUCHAREST รางวัล Excellence Award จาก GRIGORE T.POPA UNIVERSITY OF MEDICINE AND PHARMAC YIAS และ 3.เบอร์เกอร์ข้าวเหนียวข้าวกล้องจิ้งหรีด (Healthy and Eco -friendly Cricket Burger) รับ 4 รางวัล ได้แก่ รางวัล SILVER MEDAL จากเวทีการประกวดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในเวทีนานาชาติ EUROINVENT 2.รางวัล SPECIAL AWARD จาก TORONTO INTERNATIONAL SOCIETY OF INNOVATION AND ADVANCED SKILLS (TISIAS)  CANADA รางวัล The Excellence Invention จาก ASSOCIATION OF EROPEAN INVENTORS 4.รางวัล Excellence Award จาก GRIGORE T.POPA UNIVERSITY OF MEDICINE AND PHARMACY IASI
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. พัฒนาค่ายสะเต็มแนวใหม่ ผ่านกิจกรรม “อลิซในดินแดนวิทยาศาสตร์มหัศจรรย์” เพื่อเสริมสมรรถนะและฝึกทักษะสำคัญในโลกอนาคตให้เยาวชน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ ได้ออกแบบและพัฒนากิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม และอธิบายแนวทางการออกแบบกิจกรรมค่ายอลิซในดินแดนวิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ว่า สวทช. นำแนวคิดการเล่นเกมที่เด็กๆชื่นชอบมาพัฒนาเป็น 8 ฐานการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ผ่านการจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ จากประสบการณ์จริงนอกเหนือจากห้องเรียน รวมถึงการสร้างความตระหนัก จุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ค่ายอลิซในดินแดนวิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ (Alice in Science Wonderland) จัดให้กับเด็กและเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - ม.3) จำนวน 56 คน ในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 เวลา 08.00 - 16.00 น. ณ ห้องบรรยาย 2 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร (อาคาร 18) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จ.ปทุมธานี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเดินทางผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ของโลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมมือกันพิชิตภารกิจ STEM ทั้ง 4 กลุ่ม จาก 8 ฐานกิจกรรม เพื่อตามหาบัตรอักษร “S” “T” “E” และ “M” เพื่อใช้แลกข้อมูลของรหัสลับที่ใช้ไขประตูมิติเพื่อเดินทางกลับโลกปัจจุบัน จากฐานกิจกรรมต่อไปนี้ กลุ่มวิทยาศาสตร์ (Science : S) ฐานกิจกรรมที่เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้และการทดลองทดสอบทางวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาในการทำกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานกิจกรรมนักสืบสารเรืองแสง เด็กๆ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสนุกกับการได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยค้นหาคำตอบผ่านการสร้างอุปกรณ์ตรวจสารเรืองแสง และตรวจหาสารเรืองแสงต่างๆ เพื่อทำภารกิจตอบโจทย์ ฐานกิจกรรมชิงแชมป์...พัฒนาสายพันธุ์แมว เด็กๆ ร่วมมือกันทำงานเป็นทีมนักพัฒนาสายพันธุ์แมวประกวด เล่นเกมการ์ดเพื่อชิงแมวที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และผสมพันธุ์แมวเพื่อให้ได้แมวที่มีลักษณะตรงตามลักษณะที่กองประกวดต้องการมากที่สุด โดยอาศัยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเพื่อพิชิตภารกิจฐานกิจกรรมนี้ กลุ่มเทคโนโลยี (Technology : T) ฐานกิจกรรมที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีสำเร็จรูป แก้ปัญหาในการทำกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานกิจกรรมผจญภัยใน NSTDA Wonderland เด็กๆ สนุกไปกับบอร์ดเกมออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ ร่วมตอบคำถาม แข่งขันหาคำตอบมุ่งสู่เส้นชัยที่รออยู่ ฐานกิจกรรมแมงป่องน้อยท่องโลกกว้าง เด็กๆ สนุกสนานไปกับการควบคุมหุ่นยนต์แมงป่อง เพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออกจากถ้ำให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่กำหนด กลุ่มวิศวกรรม (Engineering : E) ฐานกิจกรรมที่เน้นการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาในการทำกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานกิจกรรม Who is the Fastest in the FabLab เด็กๆ ต้องพิชิตสองภารกิจภายในเวลาที่กำหนดจากการเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องมือช่างพื้นฐานเพื่อสร้างเส้นทางการเดินของแสง นำพาแสงเลเซอร์ไปยังจุดหมาย และสนุกสนานกับกระดานตัวต่อวันที่ปริศนา จากห้อง FabLab สวทช. ฐานกิจกรรมล้อเดียวซิ่งทะลุโลก เด็กๆ สนุกกับการพัฒนายานยนต์ล้อเดียวเพื่อพิชิตภารกิจกลิ้งเร็วที่สุด กลุ่มคณิตศาสตร์ (Mathematics : M) ฐานกิจกรรมที่เน้นการคิดคำนวณ และการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ ในการทำกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานกิจกรรมนักลงทุนเจ้าปัญญา เด็กๆ ได้รับประสบการณ์การเป็นนักวางแผนการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ฐานกิจกรรมพัสดุระยะสุดท้าย เด็กๆ วางแผนคิดวิเคราะห์ คำนวณ เพื่อบังคับรถหุ่นยนต์ให้สามารถส่งพัสดุได้มากที่สุดโดยใช้ระยะทางน้อยที่สุด ภารกิจบทสุดท้าย ไขประตูมิติเดินทางกลับ เด็กๆ ได้แสดงให้คณะผู้จัดกิจกรรมเห็นถึงการทำงานเป็นทีม ความร่วมมือ ร่วมใจ และความเสียสละบัตรอักษรที่เด็กๆ แต่ละคนหามาได้จากการเข้าร่วมฐานกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน นำมารวมกันเพื่อใช้แลกข้อมูลของรหัสลับและไขประตูเดินทางกลับโลกปัจจุบันได้สำเร็จ จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้ตอบแบบประเมินความพึงพอใจหลังการจัดกิจกรรมค่าย จำนวนทั้งสิ้น 43 คน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีระดับความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 100 และได้แสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรมนี้ว่า ชอบกิจกรรมนี้มาก อยากให้มีเวลาในการทำกิจกรรมมากขึ้น และอยากให้มีการจัดกิจกรรมนี้อีก    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สภาผู้บริโภค – MTEC เปิดผลทดสอบ “หมวกกันน็อกยี่ห้อไหนได้มาตรฐาน”
สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จัดงานแถลงข่าว “เปิดผลทดสอบหมวกกันน็อก ยี่ห้อไหนได้มาตรฐาน” เป็นการนำเสนอผลโครงการ “การออกแบบ พัฒนาเกณฑ์ประเมิน และทดสอบหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์” โดยสุ่มเลือกซื้อตัวอย่างหมวกนิรภัยที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดจำนวน 25 รุ่นตัวอย่าง นำไปทดสอบมาตรฐานด้านต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ และผลจากการทดสอบปรากฏว่ามีหมวกนิรภัยผ่านการทดสอบมาตรฐาน 14 รุ่น และไม่ผ่านมาตรฐาน 11 รุ่น ประชาชนหรือผู้บริโภคสามารถเข้าไปดูผลการทดสอบของหมวกแต่ละรุ่นได้ที่ https://www.mtec.or.th/news-event/78861/   นอกจากนี้ แนะนำประชาชนหรือผู้ซื้อหมวกนิรภัย ให้สังเกตเครื่องหมาย มอก. ต้องมีคิวอาร์โค้ดควบคู่กัน ผู้ซื้อสามารถสแกนเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานและข้อมูลการผลิตได้
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์(Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) ภาคเรียนที่ 2
ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) ภาคเรียนที่ 2 *** โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน ***   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ (Singapore University of Technology and Design : SUTD) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับปริญญาเอก ปีการศึกษา 2566 (ค.ศ. 2023) หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 3 ทุน ใน 4 สาขาวิชาคือ (1) Engineering Product Development (EPD) (2) Engineering Systems and Design (ESD) (3) Information Systems Technology and Design (ISTD) และ (4) Science, Mathematics and Technology (SMT) โดยไม่มีภาระผูกพันการชดใช้ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 23 มิถุนายน 2566 ศึกษาข้อมูลและวิธีสมัครได้ที่ https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th   รายละเอียด ทุนการศึกษา : ระดับปริญญาเอก ระยะเวลา ไม่เกิน 4 ปี ได้รับการยกเว้นค่าลงทะเบียนเรียน มหาวิทยาลัยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,200 SGD, และเพิ่มเป็นเดือนละ 2,700 SGD เมื่อสอบผ่าน Ph.D. Qualifying Exam (QE) *** ไม่มีข้อผูกพันการชดใช้ทุน *** จำนวนทุนการศึกษา: จำนวน 2 ทุน หมดเขตรับสมัคร : วันที่ 23 มิถุนายน 2566 ประกาศรับสมัครดูได้ที่ : https://www.princess-it.org/th/scholarship/sutd/ สาขาที่เปิดรับสมัคร:      ใน 4 สาขา ได้แก่ (1) Engineering Product Development (EPD)  (2) Information Systems Technology and Design (ISTD)  (3) Engineering Systems and Design (ESD)   (4) Science, Mathematics and Technology (SMT) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 089 452 4244 (คุณเยาวลักษณ์) email : yaowalak@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจาก ‘เปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่’ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งสู่ ‘ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองสามน้ำ’
  จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นเมืองที่มีลักษณะโดดเด่นทางภูมิศาสตร์ในฐานะ ‘เมืองสามน้ำ’ คือมีทั้งระบบนิเวศน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ในพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการทำประมงและการเกษตร ยิ่งเฉพาะ ‘มะพร้าว’ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกขนาดใหญ่ และขึ้นชื่อว่ามีรสชาติหวานหอมเป็นอัตลักษณ์ หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดสมุทรสงคราม ทว่าในช่วงภาวะผลผลิตราคาตกต่ำ เกษตรกรผู้ปลูกต้องประสบปัญหาภาวะขาดทุนอยู่ไม่น้อย วิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก ต.บางยี่รงค์ อ.บางคนที คือกลุ่มชาวบ้านที่มีอาชีพหลักดั้งเดิมคือการทำสวนมะพร้าว แต่ด้วยปัญหาความเดือดร้อนจากราคามะพร้าวผลที่ตกต่ำอย่างมาก ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาลุกขึ้นมารวมกลุ่มพัฒนาแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ ‘น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น’ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงปากท้อง บุปผา ไวยเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก จ.สมุทรสงคราม เล่าว่า เดิมทีชาวบ้านปลูกมะพร้าวผลแก่ขาย แต่ในช่วงนั้นราคาขายตกต่ำมาก จากขายลูกละ 15 บาท เหลือลูกละ 3 บาท เกษตรกรแทบอยู่ไม่ได้เลย เพราะแค่การเก็บมะพร้าว ต้องมีรายจ่ายทั้งค่าสอย ค่าวางมะพร้าว และค่านำมะพร้าวขึ้นรถเข็น รายได้จากการขายมะพร้าวแทบไม่พอจ่ายค่าจ้างด้วยซ้ำ จึงคิดกันว่าจะเพิ่มมูลค่ามะพร้าวได้อย่างไร กระทั่งมีโอกาสไปดูงานการแปรรูปมะพร้าว ก็เลยได้แนวคิดการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ซึ่งตอนนั้นมีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันทำในโรงเรือน เป็นสินค้าแปรรูปชิ้นแรก และได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีเปลือกมะพร้าวเหลือทิ้งอยู่มาก แม้จะนำไปขายต่อให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ปลูกต้นไม้ได้บ้าง แต่ก็ยังจำหน่ายได้ในราคาถูกและเหลือปริมาณมาก บุปผา จึงเกิดแนวคิดนำมาเป็นวัตถุดิบทำ ‘ผ้ามัดย้อมจากเปลือกมะพร้าว’ โดยอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมผสานกับนวัตกรรมจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) “เราชอบผ้ามัดย้อมเป็นทุนเดิม เริ่มแรกลองใช้ความรู้ที่มี นำเปลือกมะพร้าวมาแช่น้ำ พอมีสีออกมา ก็ใช้ย้อมผ้า ปรากฏว่าผ้าติดสีไม่ค่อยดี สีไม่สม่ำเสมอ แถมพอซักแล้วสีซีดจางหรือไม่ก็หลุดหมดเลย ไม่ได้ผล ตอนนั้นจึงไปติดต่ออุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งทางหน่วยงานได้ช่วยประสานงานให้ทางสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เข้ามาช่วย ซึ่งทางทีมวิจัยลงพื้นที่มาสอนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลย ให้ความรู้ตั้งแต่การเลือกผ้าว่าผ้าประเภทไหนติดสี การทำความสะอาดผ้าด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์เอนอีซ ซึ่งช่วยทำความสะอาดและลอกแป้งออกจากผ้าในขั้นตอนเดียว แค่แช่ผ้าก็สะอาดหมดจดทำให้ติดสีได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความรู้เรื่องเทคนิคและกระบวนการสกัดสี วิธีย้อมสีจากเปลือกมะพร้าว ทีมวิจัยสอนตั้งแต่การชั่ง ตวง วัด การผลิตสี การตรวจเช็คความเข้มสีก่อนย้อม การออกแบบลายมัดย้อม การพิมพ์สกรีนสีธรรมชาติ ตลอดจนถึงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ทำให้เราพัฒนาผ้ามัดย้อมสีเปลือกมะพร้าวที่มีคุณภาพและยังมีความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน”     ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอกไม่ได้มีเพียงการยกระดับเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เปลือกมะพร้าวที่เป็นของเหลือทิ้งสู่สินค้าภูมิปัญญาที่แฝงด้วยนวัตกรรม แต่พวกเขายังนำองค์ความรู้มาขยายผลแก้ปัญหา ‘ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม’ ผลไม้ที่เป็น ‘สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ Geographical Indications : GI’ ของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งกำลังประสบปัญหา ‘ผลผลิตน้อย’ บุปผา เล่าว่า ปัญหาใหญ่ของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมคือผลผลิตออกน้อยมากว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้มีผลผลิตไม่ถึง 20% เพราะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรหลายคนตัดสินใจฟันต้นทิ้งและหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมแทนเพราะไม่มีรายได้ น่าเสียดายว่าถ้าชาวบ้านตัดทิ้งหมด ต่อไปคนจะไม่รู้จักลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของจังหวัดสมุทรสงคราม จึงปรึกษากับทาง สวทช. ทีมนักวิจัย จึงลองนำเอาใบลิ้นจี่มาผลิตสีดู ปรากฏว่าสีจากใบลิ้นจี่จะสว่างกว่าสีจากเปลือกมะพร้าว สีจากใบลิ้นจี่จะได้โทนส้ม น้ำตาลและเทา ส่วนสีจากเปลือกมะพร้าวจะได้สีโทนน้ำตาลเข้ม     “ทุกวันนี้ผ้ามัดย้อมสีเปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนที่ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างมาก จากแทนที่ปีหนึ่งเก็บลิ้นจี่ได้ปีละ 1 ครั้ง ตอนนี้เก็บใบมาทำผ้ามัดย้อมขายได้ทั้งปี ที่สำคัญทั้งใบลิ้นจี่ และเปลือกมะพร้าวเป็นทุนที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ จึงนำมาสกัดสีได้โดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่น ทำให้ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้คนในพื้นที่ประมาณ 15% อีกทั้งการนำของเหลือทิ้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด ดีต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน” ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก นำ ‘ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกมะพร้าวและใบลิ้นจี่’ มาต่อยอดตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า ผ้าผืน ฯลฯ เพื่อให้ตอบโจทย์ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย มีการจำหน่ายทั้งที่ร้านของวิสาหกิจฯ และส่งขายให้แก่ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้าน ‘การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและการทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ’ ให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ นับเป็นหนึ่งใน ‘ต้นแบบการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG’ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบในพื้นที่สู่ผลิตภัณฑ์สร้างอาชีพให้คนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน     เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
9 องค์กรผนึกกำลัง สร้าง “แพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยน สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศ
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2023/launch-of-battery-swapping-platform-field-testing.html (วันที่ 24 พฤษภาคม 2566) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “การทดสอบภาคสนามจากผลงานโครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.นิสัย เฟื่องเวโรจน์สกุล ผู้แทนผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และอนุกรรมการแผนงานกลุ่มระบบคมนาคมแห่งอนาคต ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สายงานกลยุทธ์องค์กร ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้าโครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ลานจอดรถ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติ เป็นประธานในพิธีเปิดการทดสอบภาคสนามจากผลงานโครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นความสำเร็จของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จนเกิดผลงานที่ตอบโจทย์ภาคเอกชนและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยมีจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้องมีความตระหนัก และต้องผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Roadmap 30@30) ที่ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ภายในปี ค.ศ. 2030  โครงการนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้คือภาคเอกชน โดยมีรัฐบาลผลักดัน และยังแสดงถึงการเพิ่มขีดความสามารถของการสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรภาคการผลิตไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมและสนับสนุน จนมาถึงการทดสอบภาคสนาม ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อพัฒนาข้อกำหนดและระเบียบที่เกี่ยวข้องไปสู่เชิงพาณิชย์ “วันนี้เป็นบรรยากาศแห่งความสำเร็จ ที่เราจะได้เห็นอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซึ่งมีอนาคตมาก ซึ่งประเทศไทยก็ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นจำนวนมาก ทั้งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและมอเตอร์ไซค์สำหรับส่งของ โดยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีโดยเฉพาะแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าฯ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ง่าย อย่างไรก็ตามการจะก้าวไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วต้องขายความรู้ ขายวิทยาศาสตร์ ขายเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้ผลิตภาพสูงขึ้นและแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ทีมวิจัยและภาคเอกชน สามารถทำให้เกิดแพ็กแบตเตอรี่สำเร็จ และรัฐบาลพร้อมจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่ต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ดีต่อไป กระทรวง อว. ควรถูกจัดให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้เร็วขึ้น ดังนั้นขั้นต่อไปคือการก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น โดยต้องขายของที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งออกสินค้าและเทคโนโลยีที่มีระดับสูงขึ้น หรือขายของอยู่บนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว ศาสตราจารย์ ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า พันธกิจของ สวทช. ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา ออกแบบ และวิศวกรรม สนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศทั้งในภาคเศรษฐกิจและสังคม สวทช. มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่แก้ข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน รวมถึงพัฒนานวัตกรรมที่รองรับกับสถานการณ์ในอนาคต เน้นให้เกิดการใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจ ที่จะต้องต่อยอดจุดแข็งของประเทศที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นที่มาในการดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โครงการดังกล่าว มีสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นผู้ให้ทุน และมีบริษัท เบต้า เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด บริษัท จีพี มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ไอ-มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ให้ทุนร่วม รวมทั้งดำเนินการวิจัยและพัฒนาร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การผนึกกำลังของทั้ง 9 หน่วยงาน ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทยจนออกมาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งก็คือแพล็ตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย เกิดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคต สำหรับโครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างต้นที่ต้องการผลักดันให้เกิดมาตรฐานเทคนิคกลางระหว่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตู้ประจุไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้ให้บริการด้านแบตเตอรี่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และตู้ประจุไฟฟ้าในแต่ละราย สามารถดำเนินการระหว่างกันได้ผ่านมาตรฐานกลางที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต การถือครองมอเตอร์ไซค์ แพ็กและสถานีประจุไฟฟ้า มุ่งหวังว่าจะส่งผลให้เกิดการใช้งานยานยนต์ที่สะดวกอย่างแพร่หลายและเกิดอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตนเองได้ภายในประเทศ โดยในโครงการได้มีต้นแบบเกิดขึ้น คือ ต้นแบบแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยน 1 รุ่น ที่ใช้งานกับ ต้นแบบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 2 รุ่น 2 ยี่ห้อ และต้นแบบสถานีสับเปลี่ยน 3 สถานี ซึ่งติดตั้งสถานีชาร์จที่บริเวณหน้าศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ปั๊มน้ำมันบางจาก เอกมัย-รามอินทรา คู่ขนาน 4 กรุงเทพมหานคร และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี โดยจากนี้จะทดสอบต้นแบบทั้งหมดที่พัฒนาจากข้อกำหนดร่วมในสภาวะการใช้งานจริง เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะความเป็นไปได้ในการพัฒนาแพล็ตฟอร์มสำหรับประเทศไทยต่อไป   #################
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
รมว.อว. ชื่นชมเยาวชนไทยสร้างชื่อเวทีระดับโลกในการแข่งขันประกวดโครงงานวิทย์ฯ REGENERON ISEF 2023
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบโอวาทแก่คณะเยาวชนไทยที่คว้ารางวัลสร้างชื่อในเวทีโลกจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมแสดงความยินดี ที่ห้องโถงนิทรรศการ อาคาร 12 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมทีมเยาวชนทั้ง 14 ทีม ที่ได้รับรางวัลและไม่ได้รับรางวัล ที่สำคัญต้องขอแสดงความดีใจกับผลผลิตของกระทรวงศึกษาธิการกับเยาวชนเหล่านี้ โดยมีกระทรวง อว. ช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น การแข่งขัน ISEF เปรียบเสมือนโอลิมปิกทางโครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับเยาวชน และน่าตื่นเต้นที่เราประสบความสำเร็จสูงมาก สิ่งสำคัญคือเยาวชนเหล่านี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกมาพิเศษหรือเพียงเพราะเรียนเก่ง แต่คือเยาวชนที่มีความชอบและหลงใหลในด้านวิทยาศาสตร์ที่สนใจศึกษาสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะด้านธรรมชาติวิทยา ซึ่งทุกโครงงานการศึกษาวิจัยของเยาวชน ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนไทยเก่งและมีความสามารถไม่แพ้ชาติใด “กระทรวง อว. ปรารถนาที่จะเห็นเยาวชนไทยเป็นนักวิทยาศาสตร์ เดินหน้าพัฒนาต่อไป อย่าทิ้งจิตวิญญาณ เพราะเชื่อว่าคนไทยเก่งและกระจายอยู่ทั่วประเทศ เรามีหน้าที่นำช้างเผือกที่เก่งเหล่านี้มาเป็นพลังของสังคม ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น สมาคมวิทย์ฯ อพวช. สวทช. วช. และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนเยาวชนในครั้งนี้ และขอให้ช่วยกันผลักดันและสนับสนุนกันต่อไป ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเยาวชนระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดโดย Society for Science ในระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566 ซึ่งมีเยาวชนกว่า 1,600 คน จาก 63 ประเทศจากทั่วโลก และมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมแข่งขันฯ กว่า 21 สาขาวิชา เช่น วิศวกรรมศาสตร์ พืชวิทยา สัตวศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พลังงาน และการขนส่ง เป็นต้น โดยปีนี้ กระทรวง อว. ได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 14 ทีม มาจาก 2 เวที ได้แก่ ค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2565 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2022) จำนวน 8 ทีม ภายใต้การสนับสนุนโดย NSM และสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ และการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 25 (Young Scientist Competition, YSC 2023) จำนวน 6 ทีม โดย สวทช. และมหาวิทยาลัยพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปีนี้ทีมเยาวชนไทยสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยโดยคว้าสุดยอดรางวัลมาทั้งหมด 10 รางวัลด้วยกัน”
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ต้อนรับทีมเยาวชนจากเวทีประกวดโครงงานวิทย์ฯ ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 กลับถึงไทย
(23 พฤษภาคม 2566) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ :ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทย ที่เดินทางไปสร้างชื่อเสียงจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จัดโดย Society for Science & the Public ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และสนุกไปกับการทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนมีประสบการณ์จากการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ที่เป็นรากฐานและกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไปในอนาคต ในปีนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 14 ทีม มาจาก 2 เวที ได้แก่ ค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2566 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2023) ภายใต้การสนับสนุนโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 25 (Young Scientist Competition, YSC 2023) โดย สวทช. และมหาวิทยาลัยพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผลการประกวด ทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลได้ถึง 10 รางวัล โดยทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สามารถคว้ารางวัลใหญ่ที่สุดของการประกวด คือ “รางวัลสุดยอดนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์” Regeneron Young Scientist Awards สนับสนุนโดย Regeneron and Society for Science เป็นรางวัลโครงงานนวัตกรรมการวิจัยที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างจริงจังของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ในการหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายของโลกในอนาคต โดยใช้แนวที่สร้างสรรค์และแตกต่าง  พร้อมด้วยรางวัล Grand Awards อันดับ 1 สาขาสัตวศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีทีมเยาวชนไทยที่สามารถคว้ารางวัล Grand Awards และSpecial Awards มาครอบครองอีกหลากหลายสาขา โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมผลการประกวดได้ที่ https://www.nstda.or.th/home/news_post/regeneronisef2023-2/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
โครงการ Traffy Fondue คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Green Design Awards 2023 ประเภทสร้างแรงบันดาลใจ ด้านคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม-ยกระดับคุณภาพชีวิต
(วันที่ 19 พฤษภาคม 2566): ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม นักวิจัยอาวุโส กลุ่มนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับรางวัลเกียรติยศ (Honorary Awards) ในฐานะผู้พัฒนา โครงการ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ประเภทผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงการจัดการ ด้านกำจัดขยะ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจด้านการรักษา ด้านคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมการยกระดับคุณภาพชีวิต และด้านการตอบแทนทางสังคม (Social Contribution) ในการประกาศรางวัล Thailand Green Design Awards 2023   ทั้งนี้มีผู้แทนจาก 3 โครงการ ได้รับรางวัลประเภทเดียวกัน ได้แก่ 1. โครงการ วน โดย บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) 2. โครงการ Siam Piwat 360 Waste Journey to Zero waste โดย บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ 3. โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ สำหรับการประกวดนี้มีจุดเริ่มต้นจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) ภายใต้ความดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองเห็นปัญหาในการใช้ทรัพยากรและการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้ “TGDA” เป็นเวทีการประกวดระดับประเทศที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และสร้างนวัตกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตอบรับกับสภาพสังคมปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป   #################
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
แอร์สุดคลีน ลมสุดคูล ด้วยนวัตกรรมทำความสะอาดแอร์ “PAC Klean”
  Tech: สุดคูล ! ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ “PAC Klean” ผลิตด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย ไม่ต้องเรียกช่างล้างแอร์บ่อย ช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสะสมของเชื้อโรค ลดการอุดตันของท่อน้ำทิ้ง คิดค้นและพัฒนาโดยผู้ประกอบการร่วมกับนักวิจัยไทย หนึ่งในผลงานนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในงาน APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz (Thailand Tech Show 2022) ซึ่งจัดโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 40 หน่วยงาน BIZ: #นวัตกรรมพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พัฒนาโดยบริษัทแพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องทำน้ำร้อนและเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานของไทย ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ : 0 2347 0447 เว็บไซต์ : www.pac.co.th หรือเฟซบุ๊ก : facebook.com/PACSolutions   [caption id="attachment_43341" align="aligncenter" width="400"] อัจฉรา ปู่มี กรรมการผู้จัดการ บริษัทแพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด[/caption]   อัจฉรา ปู่มี กรรมการผู้จัดการ บริษัทแพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า บริษัทเริ่มต้นกิจกรรมจากการต่อยอดธุรกิจเครื่องปรับอากาศของครอบครัวมาสู่การพัฒนานวัตกรรมเครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศ โดยดึงเอาความร้อนที่ถูกระบายทิ้งออกจากเครื่องคอมเพรสเซอร์มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อผลิตน้ำร้อนใช้ในสถานประกอบการ ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต สปา ร้านอาหาร และโครงการบ้านจัดสรร ต่อมาได้ต่อยอดขยายธุรกิจโดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศผลิตน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องปรับอุณหภูมิสระว่ายน้ำ หลังจากพัฒนานวัตกรรมเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานแล้ว ก็เกิดความสนใจที่จะพัฒนานวัตกรรมสำหรับช่วยทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศด้วย โดยได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยนาโนเทค สวทช. จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ “PAC Klean” ที่ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดกลิ่นอับชื้น ลดการสะสมของเชื้อโรค ช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศภายในห้อง ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นอันตรายกับจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบบำบัดน้ำเสีย จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ PAC Klean คือผลิตด้วยสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูง ช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรก คราบฝุ่น คราบไขมันที่ติดอยู่กับแผงคอยล์เย็นให้กลายเป็นอนุภาคขนาดเล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการล้างทำความสะอาดและถูกขจัดได้ด้วยน้ำ ช่วยป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย เชื้อรา ตะไคร่น้ำ และเมือกภายในถาดน้ำทิ้ง ลดการอุดตันของเครื่องปรับอากาศโดยไม่กัดกร่อนอุปกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ประหยัดพลังงาน ช่วยยืดระยะเวลาในการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศครั้งใหญ่ และช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศให้ยาวนานขึ้น     ผลิตภัณฑ์ PAC Klean ใช้งานง่าย สามารถใช้ทำความสะอาดได้ด้วยตนเอง และใช้ได้กับเครื่องปรับอากาศทุกชนิด ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ คือ ชนิดสเปรย์ ชนิดแผ่น และชนิดก้อน โดยชนิดสเปรย์และชนิดแผ่นเหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศที่ใช้งานภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เป็นเครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง ส่วนชนิดก้อนเหมาะสำหรับการทำความสะอาดระบบทำความเย็นในเชิงพาณิชย์ เช่น เครื่องปรับอากาศแบบแขวนใต้ฝ้า แบบสี่ทิศทาง และแบบต่อท่อลม เครื่องปรับอากาศขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงมาก หากผู้ใช้งานดูแลรักษาและทำความสะอาดให้เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวเครื่อง แต่ยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า รวมถึงช่วยอนุรักษ์พลังงาน ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอีกทางหนึ่งในการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศในยุคที่อากาศเมืองไทยร้อนจัดเช่นทุกวันนี้   เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
เด็กไทยผงาดคว้าชัยในเวทีการแข่งขันประกวดโครงงานวิทย์ฯ ระดับโลก REGENERON ISEF 2023
20 พฤษภาคม 2566 / ทีมเด็กไทยสร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้ารางวัลสุดยอดนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ Regeneron Young Scientist Awards รางวัลใหญ่เวทีโลก รับเงินรางวัลมูลค่ารวมมากกว่า 1.7 ล้านบาท พร้อมคว้าอันดับ 1 รางวัล Grand Award สาขาสัตวศาสตร์ ในเวทีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 เฉือนคู่แข่งจาก 63 ประเทศ แถมทีมเยาวชนไทยคว้าอีก 8 รางวัลบนเวทีระดับโลก รวม 10 รางวัล มูลค่ารางวัลรวมทั้งสิ้น $ 66,500  ที่จัดขึ้นโดย Society for Science & the Public ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเยาวชนไทยสร้างชื่อในเวทีโลกคว้าชัยจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดโดย Society for Science & the Public ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566 โดยในปีนี้มีนักเรียนกว่า 1,600 คน จาก 63 ประเทศจากทั่วโลก และมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่ง กระทรวง อว. ได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 14 ทีม มาจาก 2 เวที ได้แก่ ค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2566 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2023) ภายใต้การสนับสนุนโดย NSM และสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ และการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 25 (Young Scientist Competition, YSC 2023) โดย สวทช. และมหาวิทยาลัยพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผลปรากฏว่า ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกทีมประกอบด้วย นายปูรณ์ ตระกูลตั้งมั่น นายทีปกร แก้วอำดี และนายปัณณธร ศิริ และมีนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัลใหญ่ที่สุดของการประกวด คือ “รางวัลสุดยอดนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์” Regeneron Young Scientist Awards สนับสนุนโดย Regeneron and Society for Science ซึ่งถือเป็นรางวัลโครงงานนวัตกรรมการวิจัยที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างจริงจังของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ในการหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายของโลกในอนาคต โดยใช้แนวที่สร้างสรรค์และแตกต่าง  พร้อมทั้งได้รับเงินรางวัล $50,000 (มูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านบาท) พร้อมคว้ารางวัล Grand Awards อันดับ 1 สาขาสัตวศาสตร์ พร้อมเงินรางวัล $5000 (มูลค่ามากกว่า 170,000 บาท) กับ โครงงาน “การเพิ่มอัตราการรอดของแมลงช้างปีกใส (Mallada basalis) จากพฤติกรรมการฟักและการเลือกกินอาหาร (Innovation for Optimizing Lacewing Survivability)”  โดยการศึกษานี้สืบเนื่องมาจากแมลงช้างปีกใสเป็นแมลงตัวห้ำที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชสูง แต่ปัญหาสำคัญที่ประสบคืออัตราการรอดต่ำอันเกิดจากอัตราการฟักไข่ต่ำและพฤติกรรมการกินเอง จึงได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการฟักไข่และพฤติกรรมการเลือกกินอาหารเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างนวัตกรรมการฟักไข่แมลงช้างปีกใสซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการรอดของแมลงช้างปีกใสได้ถึง 5.8 เท่า โดยตัวแทนทีมอธิบายถึงเบื้องหลังโครงงานฯ ดังกล่าวว่า “การพัฒนาโครงงานเมลงช้างปีกใสนี้ ต้องขอขอบคุณเกษตรกรในไร่มันสำปะหลังที่ได้ให้การตอบรับอย่างดียิ่งในการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีผ่านการใช้บรรจุภัณฑ์การเพิ่มอัตรารอดของแมลงช้างปีกใสของพวกผม นอกจากนี้พวกผมมีความยินดียิ่งที่ได้ช่วยเหลือผู้ผลิตใบไม้อัดในการทำบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และลดโอกาสการเกิดไฟป่าด้วยการนำเชื้อเพลิงที่เป็นเศษใบไม้มาสร้างบรรจุภัณฑ์ที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่สำคัญขอขอบพระคุณอาจารย์ รวมถึงบุคลากรของสมาคมวิทย์ฯ และ NSM เป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบโอกาสสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้” ซึ่งโครงงานนี้ได้รับคัดเลือกจากการประกวดในเวทีค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2565 (Thai Young Scientist Festival (TYSF)) ครั้งที่ 18 ทั้งนี้ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กล่าวว่า “ปีนี้ NSM ร่วมกับ สมาคมวิทย์ฯ ได้ส่งตัวแทนทีมเยาวชนไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 ทีม จากเวทีค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2566 (Thai Young Scientist Festival, TYSF 2023)  เข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ ซึ่งปีนี้ผลงานของทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จด้วยผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้ในครั้งนี้ ต้องขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด ขอขอบคุณทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาให้คนได้ชื่นชม และหวังว่าทุกผลงานจะนำไปต่อยอดในการพัฒนาและสร้างประโยชน์ในวงกว้างให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า “สวทช. ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่อง สร้างขุมกำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขุมกำลังในด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมและกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจและเพิ่มพูนทักษะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ในระดับนักเรียน เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามนโยบายของกระทรวง อว. โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ผ่านการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition, YSC) ที่ สวทช. สนับสนุนตั้งแต่ปี 2542 โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 6 มหาวิทยาลัยเครือข่ายที่ร่วมเป็นศูนย์ประสานงานภูมิภาคของโครงการฯ จัดประกวดโครงงานในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั่วประเทศรวม 9 สาขา ให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 – 6 ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรม ให้สังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” “การเข้าร่วมประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ หรือ Regeneron ISEF 2023 ถือเป็นเวทีที่มีความสำคัญด้านการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก เพื่อส่งเสริมความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นอีกหนึ่งเวทีการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และสนุกไปกับการทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน ซึ่งเด็กและเยาวชนของชาติเป็นบุคคลที่มีบทบาทและส่วนสำคัญอย่างยิ่ง การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานและกำลังสำคัญในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการส่งเสริมให้เยาวชนมีประสบการณ์จากการแข่งขันบนเวทีโลกจะเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนของประเทศ” ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวแสดงความยินดี “ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนไทยทั้ง 14 ทีม ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในการแข่งขันโครงงานวิทย์ฯ ระดับโลกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในการแข่งขันในเวทีระดับโลก หวังว่าเยาวชนทุกคนจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้จากการประกวดในครั้งนี้ มาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ต่อไป” นอกจากนี้ ยังมีทีมเยาวชนไทยที่สามารถคว้ารางวัล Grand Awards และSpecial Awards มาครอบครองอีกหลากหลายสาขา ได้แก่ 1.โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ได้รับรางวัล Grand Awards อันดับที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ พร้อมเงินรางวัล $2000 กับ โครงการวิธีการใหม่ในการตรวจสอบการติดเชื้อโรคเพบริน (Pebrine Disease Detection Using Silkworm Phototaxis) โดยมีสมาชิก คือ นายธนวิชญ์ น้ำใจดี, นายพณทรรศน์ ชัยประการ, นางสาวกัญญาริณทร์ ศรีวิชัย และนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 2.โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 2 สาขาวิทยาศาสตร์โลกและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พร้อมเงินรางวัล $2,000 กับ การพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมป่าหลังเกิดไฟป่าเลียนแบบโครงสร้างของผลน้อยหน่าเครือ (Kadsura coccinea) (A Novel Seed Delivery System for Effective Reforestation) โดยมีสมาชิก คือนายจิรพนธ์ เส็งหนองแบน, นายนฤพัฒน์ ยาใจ, นายพรหมพิริยะ ขัตติยวงษ์ และนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  3.โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ได้รับรางวัล Grand Awards อันดับที่ 3 สาขาสัตวศาสตร์ พร้อมเงินรางวัล $1000 กับ โครงงาน “วิธีการยั่งยืนในการควบคุมปัญหาการเป็นศัตรูพืชของหนอนด้วงสาคู” (Approach to Control Red Palm Weevil Pests) นอกจากนี้โครงการนี้ยังได้รับรางวัล Special Award อันดับที่ 2 จากหน่วยงาน : U.S. Agency for International Development (USAID) ในสาขา Agriculture and Food Security ได้รับเงินรางวัล $3000 อีกด้วย โดยมีสมาชิก คือ นายสัญพัชญ์ อัครจีราวัฒน์, นายธนัตถ์กรณ์ เชาวนสมิทธิ์ และนางสาววนิดา ภู่เอี่ยม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 4.โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 3 สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ พร้อมเงินรางวัล $1000 กับ โครงงานการศึกษาแบบจำลองผลของสนามแม่เหล็กต่อพายุทรงหลายเหลี่ยมบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์โดยหลักความไม่เสถียรเชิงอุทกพลศาสตร์ (Study of Polygonal Cyclones on Jupiter and Saturn) โดยมีสมาชิก คือ นางสาวจินต์จุฑา ปริปุรณะ, นายปวริศ พานิชกุล, นางสาวอมาดา ภานุมนต์วาที และดร.ปริญญา ศิริมาจันทร์ และนายศรัณย์ นวลจีน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 5.โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 4 สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์ พร้อมเงินรางวัล $500 กับ โครงการ PROSynMOGN: การปรับปรุง Graph Neural Networks สำหรับโมเลกุลเพื่อทำนายการเสริมฤทธิ์ของยาคู่ผสมสำหรับรักษาโรคมะเร็งที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลการแสดงออกของโปรตีน โดยมีสมาชิก คือ นายติสรณ์ ณ พัทลุง, นายเมธิน โฆษิตชุติมา, นายกิตติพัศ พงศ์อรุโณทัย และดร.ธนศานต์ นิลสุ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และนายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ สถาบันวิทยสิริเมธี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 6.โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 4 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปริวรรต พร้อมเงินรางวัล $500 กับ โครงงาน ออร่า “ผู้ช่วยป้องกัน ชะลอ และฟื้นฟูข้อเสื่อม” (O-RA: Osteoarthritis Rehabilitation Assistant) นอกจากนี้โครงการนี้ยังได้รับรางวัล Special Award อันดับที่ 1 จากหน่วยงาน : Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society ในสาขา: Life Sciences Discipline ได้รับเงินรางวัล $1,500 อีกด้วย โดยมีสมาชิก คือ นางสาวนภัสชล อินทะพันธุ์, นายแก้วกล้า สร้อยกาบแก้ว, นายกฤตภาส ตระกูลพัว และนายกฤติพงศ์ วชิรางกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ เยาวชนไทยและอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่ได้แสดงศักยภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอีกครั้ง  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์