ผลการค้นหา :
ebook ชุดข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำเนินโครงการจัดทำชุดข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
สามารถเข้าชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://actionforclimate-ebook.deqp.go.th
ข่าวหน่วยงานภายนอก
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเทคโนโลยียานยนต์และขนส่งโลจิสติกส์ เรื่อง การขนส่งสินค้าจากร้านค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Last Mile Delivery) สอดคล้องกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพื้นที่ EEC
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ร่วมกับสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ร่วมจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเทคโนโลยียานยนต์และขนส่งโลจิสติกส์ เรื่อง การขนส่งสินค้าจากร้านค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Last Mile Delivery) ระหว่างวันที่ 26 – 28 กรกฎาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม zoom เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างต่อเนื่องและเตรียมพร้อมรองรับการพัฒนากำลังคนสำหรับตลาดแรงงาน โดยเน้นการพัฒนาทักษะและสมรรถนะผู้เรียน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันธุรกิจขนส่งกลุ่ม Last Mile Delivery หรือการขนส่งสินค้าจากร้านค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ในภาพรวมของประเทศเติบโตเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคหันมานิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมเป็นครูในระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนในพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) 80 โรงเรียน จำนวน 160 คน ทั้งนี้ยังมีบุคลากรทางการศึกษาอีกมากกว่า 10 ท่าน เข้าร่วมสังเกตการณ์
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม โดยกล่าวถึงหัวใจของหลักสูตร ซึ่งเชื่อมโยงกับ BCG Model อันเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม เน้นรักษ์สิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ความเท่าเทียมทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากร ที่จะช่วยส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้โดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีเชื่อมโยง เนื้อหาความรู้สู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
โดยได้รับเกียรติจาก นางจรัสพร ฉัตรทอง รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่าวเปิดการอบรม และต่อด้วยการกล่าวต้อนรับ จาก ดร.สุธีรุจ อุปถัมภ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และ ดร.สมศักดิ์ ทองเนียม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเทคโนโลยียานยนต์และขนส่งโลจิสติกส์ นำโดยวิทยากรหลัก ดร. ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. ร่วมด้วยทีมวิทยากร นางสาวกมลรัตน์ ฉิมพาลี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนถนนหักพิทยาคม นางสาวธารทิพย จันทรนิมะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ นางทิพย์สุดา สรณะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนท่าใหม่ "พูลสวัสดิ์ราษฎร์นุกูล"และ ผศ.ดร.น้ำเพชร นาสารีย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) เริ่มการอบรมด้วยการบรรยายแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการขนส่งแบบ last mile delivery ในปัจจุบัน เสริมด้วยกระบวนการและสื่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางแชตและโปรแกรมช่วยสอน เช่น Mentimeter padlet
โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจในกิจกรรม “การเดินทางของฉันและเธอคือการเรียนรู้” เพื่อทำความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของจำนวนเส้นทางและรูปแบบเส้นทางที่เกิดขึ้นจากจำนวนจุดส่งของที่แตกต่างกัน ผ่านกิจกรรมปฏิบัติการรายบุคคล “Connect the Dots” ที่ผู้เข้าร่วมได้แชร์ผลผ่าน padlet
กิจกรรม “The Shortest path” จะเป็นปฏิบัติการทีมในห้องย่อยของ Zoom เพื่อค้นหาเส้นทางในการส่งของโดยใช้ระยะทางสั้นที่สุด โดยใช้ทักษะ Computational thinking ในการแก้ไขปัญหา และใช้โปรแกรม Geo-gebra ในการหาเส้นทางการเคลื่อนที่
หลังจากหาเส้นทางการเคลื่อนที่โดยการคำนวณแล้ว เริ่มวันที่ 2 ด้วยกิจกรรมกลุ่มย่อย “Fast and Furious” เพื่อปฏิบัติภารกิจทดลองนำรถขนส่งจำลองไปขนส่งสินค้าในเส้นทางต่าง ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อน รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างการคำนวณและการปฏิบัติจริง
ต่อด้วยกิจกรรม “ส่งมาที่ฉัน ฉันรับไว้เอง” เพื่อร่วมกันค้นหาความสัมพันธ์ของปริมาณพลังงานที่ใช้ในการขนส่ง (ระยะทาง น้ำหนักสินค้าที่บรรทุก รวมทั้งรูปแบบเส้นทางการเคลื่อนที่)
เพื่อนำเข้ากิจกรรมกลุ่มย่อย “Save Energy Save the World” สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ Carbon footprint และพลังงาน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศแปรปรวนอันเป็นผลมาจากปริมาณการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น วางแผนการแก้ปัญหา การแบ่งงาน ค้นหาเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดเป็นการบริหารจัดการการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วันสุดท้ายของการอบรมเริ่มด้วยกิจกรรมกลุ่มย่อย “ส่งของเร็วสุด” เป็นการนำองค์ความรู้ที่ต้องใช้ในการหาคำตอบ ค้นหาเส้นทางที่ส่งของได้เร็วที่สุด และ เรียนรู้การใช้หลักการทาง optimization ในการค้นหาและปรับปรุงเส้นทางการส่งสินค้าให้ดีขึ้น
เชื่อมโยงไปสู่ภารกิจปฏิบัติการกลุ่ม “Logistic management system (LMS)” กิจกรรมสรุปประยุกต์ใช้องค์ความรู้และทักษะ ค้นหาแนวทางในการจัดการรูปแบบการส่งสินค้าของทีมที่สามารถทำให้เกิด Carbon footprint ที่ต่ำ และตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า นำเสนอผลงานผ่าน Padlet
เสริมบทสรุปท้ายกิจกรรมทุกวันด้วย “การสะท้อนผลการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล” โดย ผศ.ดร.น้ำเพชร นาสารีย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) เพื่อแนะนำแนวทางการต่อยอดกิจกรรมและนำกิจกรรมไปใช้ในสถานศึกษา แนวทางการวัดและประเมินผลสมรรถนะผู้เรียน รวมถึงการนำไปเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ (ว PA) อันเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมอบรมต่อไป
เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้เข้าร่วมอบรม คุณครูอรุณ กัณหา รร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยอง “ได้เรียนรู้การบูรณาการความรู้ในรายวิชาต่างๆ มาใช้ในการจัดกิจกรรม การสร้าง challenge ในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมีเป้าหมายในการทำงาน กิจกรรมสามารถนำมาใช้ปรับประยุกต์ในการจัดการเรียนรู้ได้”
“ได้รับแนวทางในการจัดกิจกรรมด้านวิทยาการคำนวณ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงทักษะในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูต่างโรงเรียน สามารถนำแนวคิดที่ได้ไปปรับใช้ในการทำงานต่อไป ได้รับองค์ความรู้ใหม่ ๆ และยังสามารถแก้ปัญหาคิดสร้างสรรค์สร้างยานยนต์ขึ้นมาจากอุปกรณ์ที่มีให้อย่างจำกัด และที่สำคัญยังสามารถนำไปต่อยอดจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพพัฒนาให้ผู้เรียนได้อย่างไม่มีข้อจำกัดในการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมหรือในรายวิชาให้นักเรียนได้” จากคุณครูอนุสรณ์ ปิติวงศ์ รร.พนัสพิทยาคาร ชลบุรี
“ได้รับความรู้ในหัวข้อการขนส่งสินค้า แบบประหยัดพลังงานหรือลด carbon footprint ปัจจัยที่มีผลต่อความคลาดเคลื่อน เหนื่อยล้าปนสนุก” จากคุณครูอรณ๊ ทองอารีย์ รร.วิทยาราษฎร์รังสรรค์ ฉะเชิงเทรา
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนกรกฎาคม 2565
ข่าว
การใช้เทคโนโลยีชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังในภาคอุตสาหกรรมเพื่อคัดกรองท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค
ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. ผลักดันธุรกิจสู่ตลาดภาครัฐ หวังดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดิจิทัลขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย
สวทช. - จุฬาฯ ผนึกกำลัง ศึกษาชีววิทยายุคใหม่ ด้วย ‘วิทยาศาสตร์โอมิกส์’ ป้องกัน-ฟื้นฟูภาวะขาดสมดุลสิ่งแวดล้อม
สวทช. แถลงความคืบหน้าผลงาน BCG สาขาเครื่องมือแพทย์ มุ่งเป้าใช้นวัตกรรมไทยพึ่งพาตนเองและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สวทช. จับมือ SUMMIT สานต่อความร่วมมือวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบ และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดการนำเข้า และพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
เอกชนญี่ปุ่น จัดตั้งสำนักงานแห่งใหม่ที่ EECi มุ่งรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมเคมีและฐานชีวภาพ
สวทช. เสริมทักษะ พัฒนา AI เปิดกิจกรรมแข่งขันหุ่นยนต์ไร้การบังคับอัจฉริยะ RoboInnovator Challenge 2022 By Software Park Thailand
มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ สวทช. และ ม.แม่โจ้ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านการวิจัยและพัฒนา การเก็บรักษาทรัพยากรเชื้อพันธุกรรมพืชระยะยาว”
อธิบดีณัฐพล ดันงานวิจัยไทยขึ้นห้าง ตอบโจทย์ S-Curve ด้าน ‘เวสเทิร์น’ ย้ำเชื่อมั่นโลจิสติกส์ระบบ ASRS ของคนไทย
สวทช. ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ “9 ดีปเทคสตาร์ตอัป”
สวทช. ผนึก มทร.อีสาน พัฒนา-ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ พลิกทุ่งกุลาให้ “ยิ้มได้”
สวทช. นำทัพนักวิจัยหญิงและผลงานวิจัยร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2565 แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความสัมพันธ์และเครือข่าย หนุนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ
ชาวไร่อ้อยเฮ! ดีพร้อม นำทีมผลักดันงานวิจัยสมาร์ทฟาร์มสู่ไร่อ้อย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต อัปเกรดเกษตรอุตสาหกรรม
สวทช. ร่วมกับ ม.มหิดล จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา“โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ”
ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. จัดงานเสวนาทางด้านการลงทุนระดับโลก “World Business Angel Investor Week 2022” สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
คูโบต้า ผนึก เนคเทค สวทช. ขยายผลนวัตกรรมระบบจัดการน้ำ (HandySense) สู่ ‘คูโบต้าฟาร์ม’ พื้นที่สาธิตเทคโนโลยีด้านเกษตรสมัยใหม่
สวทช. จับมือ สรพ. พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (2P Safety Tech)
บทความ
ยกระดับสินค้าภูมิปัญญา “กระดาษสาทนน้ำ”
Download เอกสารฉบับเต็ม (17.3MB)
จดหมายข่าว สวทช.
เยาวชนแชมป์สิ่งประดิษฐ์ Young Makers Contest ปี 4 ตะลุยเยอรมนี
เมื่อวันที่ 7-14 ก.ค.2565 ทีมเยาวชนไทยที่ชนะเลิศการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในโครงการ “Chevron Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 4” เมื่อปี 2563 ได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษางานวิทยาศาสตร์ระดับโลก Maker Faire Sachsen ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นนำ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานเป็นการเปิดประสบการณ์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับน้องๆ เป็นอย่างมาก.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
Brainifit เกมออกกำลังกายสมอง ช่วยผู้สูงวัยห่างไกลอัลไซเมอร์
สภาวะสมองเสื่อม หรือ ความจำถดถอย เป็นภาวะที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องเผชิญ ล่าสุดสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 10% ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานหรือออกกำลังกายอย่างเพียงพอ มีโอกาสเกิดภาวะโรคสมองเสื่อม 9 ใน 10 คน การออกกำลังกายสมองนับเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงาน เพื่อชะลอความเสื่อมของสมองได้
“Brainifit (เบรนนิฟิต)” คือผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายสมอง ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพสมองผ่านคลื่นสมองโดยตรง เพื่อชะลอภาวะความจำเสื่อมให้แก่ผู้สูงวัย นวัตกรรมด้านการแพทย์ที่วิจัยและพัฒนาโดย ดร.สุวิชา จิรายุเจริญศักดิ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการการประมวลสัญญาณประสาท (NSP) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเตรียมต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ ในนามบริษัทเบรนนิฟิต จำกัด หนึ่งในบริษัท NSTDA Startup ที่เกิดขึ้นภายใต้กลไกการส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ของ สวทช.
[caption id="attachment_34708" align="aligncenter" width="500"] ดร.สุวิชา จิรายุเจริญศักดิ์ ผู้บริหารบริษัทเบรนนิฟิต จำกัด[/caption]
ดร.สุวิชา จิรายุเจริญศักดิ์ ผู้บริหารบริษัทเบรนนิฟิต จำกัด กล่าวว่า Brainifit คือ ผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายสมอง ที่ช่วยเสริมศักยภาพสมองทางด้านการรู้คิดและความทรงจำ ผ่านการเล่มเกมที่ควบคุมด้วยคลื่นสมอง อาศัยหลักการ Neurofeedback Training ที่ใช้การประมวลผลสัญญาณคลื่นสมองและแสดงผลผ่านตัวการ์ตูนในเกม ทำให้ผู้เล่นทราบสภาวะคลื่นสมองของตนเอง และพยายามรักษาให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมตลอดการเล่นเกมให้ได้ เหมาะสำหรับนำไปใช้ชะลออาการโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการหลงลืมเล็กน้อย หรือการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กสมาธิสั้น
“Brainifit สามารถติดตั้งใช้งานได้กับอุปกรณ์ Smart Device ต่างๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ ส่วนขั้นตอนการใช้งานไม่ยุ่งยาก ผู้เล่นเพียงสวมใส่อุปกรณ์สวมหัวอัจฉริยะซึ่งมีขั้วไฟฟ้าสำหรับวัดคลื่นสมอง จากนั้นเปิดแอปพลิเคชัน เลือกเกมที่ต้องการเล่น เช่น เกมวิ่งแข่ง หากผู้เล่นมีสมาธิจดจ่อ ตัวการ์ตูนในเกมจะวิ่งเร็ว แต่หากผู้เล่นไม่มีสมาธิ ตัวการ์ตูนจะวิ่งช้าลง ทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นสมองว่าเมื่อใดที่ตัวการ์ตูนวิ่งช้าลง หรือเคลื่อนไหวได้ไม่ดี แสดงว่าเขาไม่มีสมาธิจดจ่อ ต้องพยายามกลับมามีสมาธิกับเกมให้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือการฝึกให้สมองมีสมาธิจดจ่อ หรืออยู่ในภาวะที่เหมาะสมต่อการเสริมสร้างศักยภาพสมอง”
จุดเด่นของ Brainifit ไม่เพียงได้ฝึกออกกำลังกายสมองโดยตรงและวัดผลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งต่างจากวิธีการบริหารสมองรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่สามารถแสดงผลได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โปรแกรมเกมของ Brainifit ยังได้รับการออกแบบให้เล่นแข่งขันกับเพื่อนๆ ผ่านทางออนไลน์ ช่วยเพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้งาน
“เราไม่ได้ออกแบบให้ผู้ใช้งานนั่งเพ่งเล่นเกมอยู่คนเดียวเฉยๆ แต่เราออกแบบเกมให้บังคับได้ เล่นกับเพื่อนๆ ผ่านออนไลน์ได้ เมื่อผู้เล่นเข้าแอปพลิเคชันจะเห็นว่ามีใครออนไลน์อยู่บ้าง และสามารถชักชวนให้มาแข่งขันกัน เช่น เกมซูโม่ เกมวิ่งแข่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสนุก มีเพื่อน และอยากฝึกออกกำลังกายสมองมากขึ้น เนื่องจากการออกกำลังกายสมอง ต้องทำต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 เดือน อาจจะทำทุกวัน หรือวันเว้นวัน ดังนั้นการที่มีแรงจูงใจให้อยากฝึกฝนเป็นประจำ จะทำให้เสริมสร้างศักยภาพสมองได้ดี ที่สำคัญเรายังใช้เทคโนโลยี AI ในการประมวลผลและค่อยๆ ปรับค่าความยากของเกมเป็นลำดับ เพื่อให้ไม่รู้สึกเบื่อ และดึงศักยภาพในการปรับเปลี่ยนคลื่นสมองให้มากขึ้น ทำให้มีระดับสมาธิจดจ่อดีขึ้น”
ทั้งนี้ บริษัทเบรนนิฟิต จำกัด ได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานผลิตภัณฑ์ Brainifit กับผู้สูงอายุที่ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
“เราทดสอบกับผู้สูงอายุ จำนวน 115 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุปกติและกลุ่มผู้สูงอายุที่เริ่มมีการรู้คิดบกพร่องระยะแรก ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่ม มีความสามารถของสมองในด้าน Executive Function หรือความสามารถในด้านการจดจำ การควบคุมความคิด อารมณ์ พฤติกรรม ดีขึ้นอย่างชัดเจน”
ประสิทธิผลของ Brainifit ไม่เพียงพิสูจน์ได้จากผลการทดสอบใช้งานจริง แต่ยังยืนยันด้วยการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน “The International Exhibition of Inventions of Geneva” และงาน “Seoul International Innovation Fair”
[caption id="attachment_34706" align="aligncenter" width="500"] The International Exhibition of Inventions of Geneva[/caption]
[caption id="attachment_34707" align="aligncenter" width="500"] Seoul International Innovation Fair[/caption]
ดร.สุวิชา กล่าวว่า ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ Brainifit เปิดให้บริการทดสอบนำร่องที่ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 6 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ที่บ้านบางแค กรุงเทพมหานคร ศพส.ภูเก็ต ศพส.บ้านบางละมุง จ.ชลบุรี ศพส.บุรีรัมย์ ศพส.วาสนะเวศน์ จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุธรรมปกรณ์ จ.เชียงใหม่ ส่วนการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์คาดว่าจะได้เห็นภายในปีนี้ โดยเตรียมเปิดตัวในรูปแบบ Product Home Use ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ไปใช้งานที่บ้านได้เลย ทั้งนี้จะมีระบบการบริการ การติดตามประเมินผลก่อน-หลังการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วย เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าศักยภาพของสมองด้านใดที่ปรับตัวดีขึ้นบ้าง
Brainifit หนึ่งในนวัตกรรมการวิจัยที่ได้รับการต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจ ที่จะช่วยขยายผลต่อยอดเทคโนโลยีด้านการแพทย์สมัยใหม่ไปสู่การใช้งานจริง เพิ่มโอกาสให้ผู้สูงวัยและเยาวชนไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะสมาธิสั้นได้เข้าถึงเทคโนโลยีการฟื้นฟูศักยภาพสมองทั้งในด้านการรู้คิดและความทรงจำ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการฝึกสมองผู้ป่วยจากต่างประเทศ และสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งหวังพัฒนาประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีทุกช่วงวัย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
“9 ดีปเทคสตาร์ทอัป” ก้าวใหม่ สวทช. ดันวิจัยจากแล็บสู่ธุรกิจ
‘กระจกตาชีวภาพ’ แบบใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผู้บริจาคออกแบบให้เหมาะกับค่าสายตาคนไข้ หรือ ‘เข็มขนาดไมโคร’ ในรูปแบบแผ่นแปะที่ช่วยส่งสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็น 2 ผลงาน ใน 9 ผลงานจาก ‘นาสท์ด้า สตาร์ตอัป’ NSTDA Startup สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกสู่สาธารณชนแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีกับ NSTDA Startup และเป็นการเปิดโลกการลงทุนใหม่ เพื่องานวิจัยจากแหล่งการลงทุนใหม่ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
โดย สวทช. องค์กรวิจัยระดับประเทศ ได้สร้างกลไกใหม่เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของการวิจัย ด้วยกลไกที่พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ทำงานวิจัย ก้าวขีดจำกัดของตนเองลุกขึ้นมาขายสินค้านวัตกรรมในรูปแบบ ‘สตาร์ตอัป’ ในลักษณะทำเอง หาคู่ธุรกิจเพื่อร่วมลงทุนและขยายโอกาสหาช่องทางตลาดร่วมกัน โดยมีหน่วย NSTDA Startup เป็นพี่เลี้ยง คอยหนุนเสริมกลไกต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจวิจัยไปถึงมือผู้ใช้จริง
“โดยหลักคือจะมีกลุ่มนักวิจัยเข้าร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและ/หรือ สวทช. ในการปั้นโมเดลธุรกิจ (Business Model) จากผลงานวิจัยของ สวทช. เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก้าวไปสู่การร่วมจัดตั้งเป็นบริษัทสตาร์ตอัป” ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ฉายภาพให้เห็นโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น
ดร.ณรงค์ ย้ำว่า สวทช. เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาที่สร้างคุณค่าและต่อยอดให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ดังนั้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งผ่านงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ในรูปแบบธุรกิจใหม่ สวทช. จึง ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ภายใต้กลไกการส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์อีกรูปแบบหนึ่งของ สวทช. หรือที่เรียกว่า ‘นาสท์ด้า สตาร์ตอัป’ NSTDA Startup ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพงานวิจัยสู่การตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม โดยมีสตาร์ตอัป ที่ได้รับการอนุมัติจาก สวทช. จำนวน 9 ผลงาน โดยกลไกของ NSTDA Startup นี้จะช่วยตอบโจทย์การเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เร็วยิ่งขึ้น
สำหรับ 9 NSTDA Startup : Deep-tech Startup เพื่อขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย ด้านอุตสาหกรรม Biotechnology & BIO Service ได้แก่ บริษัท ไบโอเทค โกลเบิ้ล อินโนเวชั่น จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มด้าน Biotechnology และ Life Science ครบวงจรรายแรกของประเทศ ที่ต้องการสร้างกลไกขับเคลื่อนธุรกิจไบโอเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพ และต้นทุนถูกกว่ายานำเข้าให้กับประชาชน
ด้านอุตสาหกรรม Digital ได้แก่ บริษัท เอไอไนน์ จำกัด (AI9) เป็นแพลตฟอร์ม AI ของบริษัทไทยรายแรกที่ให้บริการการถอดเสียงการประชุมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในด้านเสียงและการสนทนา (Speech and Conversation) รวมทั้งด้านการเข้าใจภาษา เพื่อให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าใจและสามารถสื่อสารภาษาของมนุษย์ได้ ตอบโจทย์ความต้องการภาคเอกชนที่ต้องการยกระดับ workflow การทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการจัดอาหารและดูแลสุขภาพในสถานศึกษาแบบครบวงจร รองรับการจัดอาหารแบบ Smart Canteen โดยให้นักเรียนเลือกอาหารเอง หรือ Tailor-Made รายคน เชื่อมโยงข้อมูลอาหารที่จัดเข้าสู่ Thai School Lunch เพื่อให้ทางโรงเรียนตรวจสอบรายการอาหาร คุณภาพ และปริมาณวัตถุดิบ ซึ่งสตาร์ตอัปถือเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สอดคล้องกันนโยบายส่งเสริมสุขภาพของประเทศ
บริษัท บิ๊กโก อนาไลติกส์ จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาระบบจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data / Data Analytic) ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ด้านอุตสาหกรรม Aging Society/Quality of Life ได้แก่ โครงการ รีไลฟ์ (อยู่ระหว่างเตรียมจดทะเบียนในนามบริษัท รีไลฟ์ จำกัด) ผลิตกระจกตาชีวภาพที่ไม่ต้องรอบริจาคจากผู้อื่น สามารถใช้ได้เลย สามารถออกแบบค่าสายตาให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน ไม่มีความเสี่ยงจากการใช้กระจกตาจากผู้อื่นหรือวัสดุเทียม
บริษัท เบรนนิฟิต จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์ม Game-based neurofeedback system ช่วยฟื้นฟูศักยภาพการเรียนรู้ได้ถึง 5 ด้าน และวัดผลได้อย่างแม่นยำ เป็นผู้นำ Neuro Technology นำงานวิจัยมาขยายผลการให้บริการรูปแบบ Home-based Rehabilitation ในระดับเชิงพาณิชย์ เช่น ระบบฝึกสมองโดยใช้สัญญาณป้อนกลับ
และด้านอุตสาหกรรมด้านความงามและอาหารเสริม ได้แก่ บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด ผลิตเข็มขนาดไมโคร (Microneedle) ในรูปแบบแผ่นแปะเทคโนโลยี Microspike ที่มีลักษณะพิเศษความเฉพาะที่สามารถดีไซน์ได้ตามต้องการของลูกค้าที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้สามารถนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือผู้นำด้านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการผลิตเข็มขนาดไมโคร (Microneedle) สำหรับเสริมประสิทธิภาพการดูแลผิวและนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง เพื่ออุตสาหกรรมความงาม สุขภาพ และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาการแพทย์ของไทยได้ในอนาคต
บริษัท ควอนตัม ไบโอเทค จำกัด ใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ นำเทคโนโลยีด้านไบโอรีไฟเนอรี่และไฮบริดมาผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นการ สร้าง Ecosystem การผลิตสารมูลค่าสูงจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สอดคล้องโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการต่อยอดวัตถุดิบชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตสารมูลค่าสูง
และ โครงการ KANTRUS ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุออกฤทธิ์สำหรับเครื่องสำอางและการแพทย์ เช่น โปรตีนอีจีเอฟ ที่มีความบริสุทธิ์และความสามารถในการออกฤทธิ์สูง ซึ่งเป็นสารชีววัตถุประเภทโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) ที่มีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์สูงและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดโลก ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีดีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์ (recombinant DNA technology) ทำให้โปรตีนที่บริสุทธิ์ออกฤทธิ์สูง ในราคาเข้าถึงได้ เพิ่มทางเลือกในการผลิตเครื่องสำอางระดับพรีเมียมเพื่อแข่งขันกับแบรนด์ต่างๆ ระดับสากลได้
ถือเป็นก้าวใหม่ของ สวทช. ในการส่งต่องานวิจัยสู่สาธารณะ เพราะการวิจัยและพัฒนาที่รับโจทย์เพื่อทำวิจัยแล้วถ่ายทอดสิทธิ (Licensing) แบบเดิม อาจไม่เพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและส่งผลกระทบพวกเราทุกคนที่ต้องก้าวให้ทันโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต
/////////////
บทความ
สวทช. เพิ่มศักยภาพหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ จัดกิจกรรมอบรมติดอาวุธ Incubator ภายใต้โครงการยกระดับ ขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี พ.ศ.2564 หรือ Maturity Model for Business Incubator
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดการกิจกรรมอบรมติดอาวุธ Incubator ภายใต้โครงการยกระดับขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี พ.ศ.2564 หรือ Maturity Model for Business Incubator เพื่อเสริมสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม คณะทำงานเพื่อส่งเสริมการบ่มเพาะวิสาหกิจเริ่มต้น
โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโมเดลการส่งเสริมการดำเนินงานของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ (Maturity Model) อย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินการธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ เชื่อมโยงและบูรณาการความร่วมมือภายใต้บริบทของระบบนิเวศนวัตกรรมของท้องถิ่น-ภูมิภาค-ประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับหน่วยบ่มเพาะธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการยกระดับขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี พ.ศ.2564 ได้แก่
อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
สำนักบ่มเพาะวิชาการเพื่อวิสาหกิจในชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ
อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ทั้งนี้ยังได้วิทยากรระดับแนวหน้ามาร่วมบรรยาย อาทิ นายสิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO และ Founder of RGB72 / CREATIVE TALK นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด นายสายัณห์ ไวรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดีเอ็มคอนซัลติ้ง จำกัด
นางกานต์ณัฐชา คณีกุล และ นางสุนัดดา สุจริต Assistant Vice President-LiVE พร้อมด้วยการนำผู้ที่อบรมได้เข้าร่วมดูงานในบริษัท และเยี่ยมชม INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่าโลกในยุคปัจจุบันกำลังเคลื่อนเข้าสู่มิติใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในทุกด้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีการยกระดับปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สามารถส่งเสริมผู้ประกอบการในระดับต่าง ๆ ให้สามารถไปสู่ธุรกิจที่สร้างคุณค่า (Value-Based Business) และมีการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ในการสร้างความเติบโตและความเข้มแข็งให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจ จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าด้วย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม COVID 19 ก็เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการความช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุน ซึ่งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจตอบโจทย์ได้
ในการบ่มเพาะธุรกิจ ต้องอาศัยความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาด การเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจ ผนวกรวมเข้ากับการเชื่อมโยงทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อผลักดันธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในภาพรวมได้ ซึ่งข้อมูลจากที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญพบว่าผู้ประกอบการที่ได้รับการบ่มเพาะธุรกิจนั้น มีอัตราการอยู่รอด และเติบโตมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการบ่มเพาะถึงร้อยละ 30
ผอ.ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นปีที่ 4 แล้ว ที่ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. ได้ดำเนินโครงการนี้ โดย 2 ปีแรกได้ประเมินหน่วยบ่มเพาะธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของสำนักเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ไปแล้วจำนวน 13 แห่ง และในปีที่แล้วกับปีนี้ สวทช. ได้ร่วมกับสำนักประสานและส่งเสริมกิจการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในการประเมินหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 10 แห่ง โดยได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจแต่ละแห่ง แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกับ Creeda ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงด้านบ่มเพาะธุรกิจระดับโลกมีประสบการณ์กว่า 35 ปี เป็นที่ปรึกษามามากกว่า 50 ประเทศ จนทราบถึงสถานภาพปัจจุบันของแต่ละหน่วยแล้ว จึงได้ดำเนินการเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์เพื่อประเมินหน่วยบ่มเพาะ ด้วยมาตรฐานสากล 76 best practice
นอกจากการเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์เพื่อประเมินหน่วยบ่มเพาะ UBI แล้ว โครงการฯ ยังได้ดำเนินการจัดกิจกรรม Capability building ให้กับหน่วยบ่มเพาะ โดยนำผลการประเมิน และข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญนำไปใช้ยกระดับขีดความสามารถของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจด้วยการประยุกต์ใช้ Maturity Model ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
ประกาศเปิดรับสมัคร การอบรม ผ่านระบบ Zoom Meeting หลักสูตรการสร้างและบริหารผลิตภาพเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ(Productivity Management Course : PMC)”ฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรม ด้วยองค์กรผลิตภาพ”
ประกาศเปิดรับสมัคร การอบรม ผ่านระบบ Zoom Meeting
🎯หลักสูตรการสร้างและบริหารผลิตภาพเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ(Productivity Management Course : PMC)"ฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรม ด้วยองค์กรผลิตภาพ"
📌📌กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) โดย สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการสร้างและบริหารผลิตภาพเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ(Productivity Management Course : PMC)"ฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรม ด้วยองค์กรผลิตภาพ"
📆ระหว่างวันที่ 27 - 28 กันยายน 2565
⏰⏰เวลา 09.00-16.00 น. สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
☎️☎️สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.career4future.com/pmc
หรือ (คุณทศวัชร์) โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81905
โทรศัพท์มือถือ : 08 7114 6806
โทรสาร : 0 2644 8110
E-MAIL : bas@nstda.or.th
หมายเหตุ: ค่าลงทะเบียนเพียงท่านละ 5,500 บาท
ปฏิทินกิจกรรม
ประกาศเปิดรับสมัคร การฝึกอบรม หลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนหลักการและเหตุผล (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA)
ประกาศเปิดรับสมัคร การฝึกอบรม หลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนหลักการและเหตุผล (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) โดย สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy) จัดอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนหลักการและเหตุผล (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA) (ภาคปฏิบัติ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ ได้ฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์สมมติ และนำเอากรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจของผู้เข้าร่วม สัมมนา มาฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาอย่างถึงรากถึงโคน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำจากสาเหตุเดิมอีกต่อไป
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนหลักการและเหตุผล (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA) (ภาคปฏิบัติ) ระหว่างวันที่ 13 - 14 กันยายน 2565 เวลา 09.00-16.00 น. สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.career4future.com/rca หรือ (คุณทศวัชร์) เบอร์โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81905 โทรศัพท์มือถือ : 08 7114 6806 โทรสาร : 0 2644 8110 E-MAIL : bas@nstda.or.th
หมายเหตุ::ค่าลงทะเบียนเพียนท่านละ 12,000 บาท
โปรโมชั่นพิเศษ!! รับส่วนลด 10% เมื่อลงทะเบียน 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน จ่ายเพียงท่านละ 10,800 บาท
ปฏิทินกิจกรรม
น้ำมันงาขี้ม้อนเติมนวัตกรรมนาโน ส่งต่อเอกชนบุกตลาดเพื่อสุขภาพ
For English-version news, please visit : Nanoemulsion boosts bioavailability of active ingredients in perilla seed oil
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาระบบนำส่งสารสำคัญของน้ำมันเมล็ดงาม้อน ด้วยเทคโนโลยีระบบนำส่งอิมัลชันชนิดเกิดเอง สู่สูตรตำรับอิมัลชันของน้ำมันเมล็ดงาม้อนขนาดอนุภาคเฉลี่ยราว 200 นาโนเมตร มีความเสถียรสูง กระจายตัวได้ดีในของเหลวในทางเดินอาหาร และถูกดูดซึมได้มากขึ้น จับมือภาคเอกชนผสานความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแคปซูลนิ่มสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพน้ำมันงาขี้ม้อนชนิดบรรจุแคปซูลนิ่ม รับเทรนด์รักสุขภาพ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยงานวิจัย ตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านยูนิตในปี 66 พร้อมขยายตลาดลาวนำร่องสู่ CLMV
ดร.กิตติวุฒิ เกษมวงศ์ หัวหน้าทีมวิจัยกระบวนการระดับนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเกษตร ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ เริ่มต้นมาจากงานวิจัยพัฒนาตำรับนาโนอิมัลชั่นของน้ำมันเมล็ดคามิเลีย โดยความร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งภายหลังได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว ก็นำมาต่อยอดประยุกต์ใช้กับน้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อนในที่สุด
งาม้อนหรืองาขี้ม้อน เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Perilla frutescens พบในหลายประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน เกาหลี รวมถึงประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เป็นต้น น้ำมันเมล็ดงาม้อนอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิด ได้แก่ กรดไลโนเลนิก (โอเมก้า 3) 55-60% กรดไลโนเลอิก (โอเมก้า 6) 18-22% และกรดโอเลอิก (โอเมก้า 9) 0.08-0.17% ซึ่งมีส่วนในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้น ยังพบสารสำคัญในกลุ่มโพลีฟีนอลที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะกรดโรสมารินิก (rosmarinic acid) และสารลูทีโอลิน (luteolin) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้
เติมนาโนเทคโนโลยี เพิ่มชีวประสิทธิผล
“ทีมวิจัยนาโนเทคเริ่มจากพัฒนาระบบนำส่งสารสำคัญ ในรูปแบบของการเตรียมเป็นตำรับนาโนอิมลชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและการละลายของสารสำคัญ จากเดิมที่มีการละลายยากและการดูดซึมต่ำ โดยสารออกฤทธิ์และยาที่ละลายน้ำยากจะสามารถกระจายตัวและดูดซับได้ดีบนผนังลำไส้ และถูกดูดซึมผ่านกลไกของการย่อยและการดูดซึมของไขมันในร่างกาย ส่งผลให้มีชีวประสิทธิผลดีขึ้น” ดร.กิตติวุฒิ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว
จากนั้น ทีมวิจัยได้ขยายสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพน้ำมันงาขี้ม้อนในรูปแบบของแคปซูลนิ่ม ที่ผ่านการตั้งตำรับเป็นนาโนอิมัลชัน ก่อนการบรรจุแคปซูล จะส่งผลให้สารสำคัญต่างๆ ได้แก่ โอเมก้า 3 และวิตามินอี ในน้ำมันงาขี้ม้อน มีโอกาสดูดซึมเข้าสู่ระบบร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการนำน้ำมันงาขี้ม้อนบรรจุแคปซูลโดยตรง
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ สูตรตำรับอิมัลชันของน้ำมันเมล็ดงาม้อนที่พัฒนาขึ้นมีความเสถียรสูง หยดน้ำมันมีขนาดอนุภาคเล็ก (ประมาณ 200 นาโนเมตร) และผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบของแคปซูลนิ่มพร้อมบริโภคนี้ มีประสิทธิภาพสูงในด้านการดูดซึมและการนำส่งสารสำคัญไปยังลำไส้เล็กของมนุษย์
ปัจจุบัน งานวิจัยนี้ ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท เจอาร์ แลบโบราทอรี่ จำกัด เรียบร้อยแล้ว โดยดร.กิตติวุฒิชี้ว่า ในเชิงเทคโนโลยี นาโนเทคเองถือว่ามีความเชี่ยวชาญอย่างมาก แต่การจะนำนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ต้องการพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด เพื่อที่จะสื่อสารและนำนวัตกรรมนี้ไปถึงมือผู้ใช้
วทน. สร้างความแตกต่างให้เอกชนไทย
น.ส.ภัสธารีย์ เรืองชัยพัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจอาร์ แลบโบราทอรี่ จำกัด กล่าวว่า เดิม บริษัทฯ ทำธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่แล้ว และมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแคปซูลนิ่ม (softgel) จึงต้องการที่จะสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ โดยสร้างแบรนด์ของตนเองด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมเป็นสินค้านำร่อง และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ นาโนเทค สวทช. ซึ่งมีนวัตกรรมต้นแบบเป็นน้ำมันเมล็ดงาม้อนในรูปแบบของแคปซูลนิ่ม จึงติดต่อพูดคุยและรับถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ในที่สุด
“งานวิจัยนี้ ตอบโจทย์ความเชี่ยวชาญของบริษัทเราคือ การผลิตแคปซูลนิ่ม ในขณะเดียวกัน ก็มองแนวโน้มของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากวิกฤตโควิด ที่แม้ส่งผลให้การทำตลาดมีชะงักในช่วงแรก แต่ก็ถือว่ามีส่วนในการกระตุ้นกระแสรักสุขภาพให้ผู้บริโภคไม่น้อย”
น้ำมันเมล็ดงาม้อนในรูปแบบแคปซูลนิ่ม ภายใต้แบรนด์ PEREAL จึงเกิดขึ้น โดยวางกลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ ที่ต้องการการบำรุงสุขภาพ ซึ่ง น.ส.ภัสธารีย์ชี้ว่า การเปิดตลาดในช่วงปลายปี 2564 ที่ต้องเจอวิกฤตโควิด-19 ทำให้การตลาดเปลี่ยนเป็นแบบออนไลน์ 100% โดยมุ่งเน้นใช้สื่อโฆษณาในโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเน้นให้ความรู้ (educate) ถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อนกับกลุ่มเป้าหมายก่อน
ในขณะเดียวกัน ตลาดเปิดรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากการวิจัยและพัฒนาของคนไทย เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ทำให้การมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อถือผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น
“เรามีคู่แข่งในผลิตภัณฑ์เดียวกันอยู่แม้ไม่มากนักทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือ เรามีนวัตกรรมที่มีข้อมูลการวิจัย พัฒนา และทดสอบทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ทำให้ในช่วงปีแรกของการสร้างแบรนด์ จะมุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้ สร้างแบรนด์และการรับรู้ของแบรนด์ก่อน จากนั้น ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ก็จะเริ่มทำการตลาดให้มากขึ้น ทั้งออนไลน์ที่ทำอยู่แล้ว และการออกบูทเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีประสบการณ์จริงกับผลิตภัณฑ์ ได้ซักถามข้อที่สงสัยหรือสนใจ” ผู้บริหารเจอาร์ แลบโบราทอรี่กล่าว พร้อมเผยว่า ในช่วงปลายปี 2565 นี้ มีแผนขยายสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV นำร่องที่ลาว ผ่านงานแสดงสินค้า
น.ส.ภัสธารีย์กล่าวว่า เป้าหมายในระยะสั้นคือ เป้ายอดขาย 1 ล้านยูนิตในปี 2566 ซึ่งภายใน 3-5 ปี เราจะทำให้ยอดขายและตัวแบรนด์เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยขับเคลื่อน ผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายของบริษัทคือ การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่หากคนคิดถึงน้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อนจะนึกถึงเรา และในขณะเดียวกัน ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแคปซูลนิ่ม (softgel) ก็จะต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
4 เยาวชน “สุดเจ๋ง” ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์โครงการ “Chevron Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 4” ตะลุยเยอรมนี
การกลับมาพบกันอีกครั้งของ 4 เยาวชนผู้ชนะการประกวด Chevron Enjoy Science: Young Makers Contest ปีที่ 4 ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา แม้จะห่างหายกันไปกว่า 2 ปีจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 จนเมื่อเยอรมันเริ่มเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้เดินทางเข้าประเทศได้ จึงเป็นโอกาสดีที่น้องๆ จะออกเดินทางไปเปิดประสบการณ์ในต่างแดนด้วยการศึกษาดูงาน Maker Faire Sachsen และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยี ณ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 7-14 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไปบนเวทีการประกวดไอเดียความคิดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ในโครงการ Chevron Enjoy Science: Young Makers Contest ปีที่ 4 ภายใต้การสนับสนุนโดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่จะเปิดเวทีให้เหล่าน้องๆ นักประดิษฐ์จากทั่วประเทศได้ส่งไอเดียผ่านความคิดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมและชุมชนให้ดีขึ้น โดยผลการพิจารณารางวัลชนะเลิศสายอาชีพ ได้แก่ โครงการชุดเลี้ยงกบในขวดพลาสติกระบบรีไซเคิลน้ำ โดยนายอนุชิต สุวรรณ์ และนางสาวศศิญาดา สุริโย จากวิทยาลัยการอาชีพไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และรางวัลชนะเลิศสายสามัญ ได้แก่ โครงการอุปกรณ์เลี้ยงปลาวาไรตี้ โดยนายกะวีวัตน์ แก่นยางหวาย และนายธีรภพ ปุรณกรณ์ จากโรงเรียนปลาปากวิทยา จ.นครพนม โดยได้รับทุนการศึกษาพร้อมสิทธิ์ในการเข้าร่วมงาน Maker Faire ระดับโลก
เมื่อโลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงทันทีไม่เว้นแม้แต่การจัดงาน Maker Faire ในต่างประเทศก็เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นโควิด-19 ก็ไม่อาจจะปิดกั้นโอกาสของน้อง ๆ ได้ เพราะเมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ถึงเวลาที่เหมาะสมและทุกอย่างลงตัว ประกอบกับงาน Maker Faire Sachsen ได้กลับมาจัดขึ้นเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2565 การเดินทางของ 4 เยาวชนจึงเริ่มต้นขึ้น
นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรวิจัยของประเทศ รวมถึงส่งเสริมและการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจในทักษะด้านสะเต็ม พร้อม สร้างเสริมประสบการณ์ ทักษะชีวิต เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคต เพื่อเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงเมกเกอร์ อันจะทำให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมต่อไป
การที่ได้พาน้องๆ ทีมชนะเลิศทั้ง 4 คนมาร่วมงาน Maker Faire Sachsen ในครั้งนี้ เราจะเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ถึงแม้เราจะต่างภาษาต่างวัฒนธรรมกัน แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ การจัดงาน Maker Faire ของทุกประเทศต่างมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นแหล่งพบปะของเหล่านักประดิษฐ์ที่มีในทุกเพศและทุกวัยได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดกิจกรรมที่ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้ ทำให้เด็กๆ ที่มาร่วมในงานต่างก็สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับกิจกรรม
ซึ่งก็จะได้ซึมซับกระบวนการคิดและเรียนรู้ไปในเวลาเดียวกัน “ในวันนี้แม้น้องๆ ทั้ง 4 คนต่างแยกย้ายเส้นทางชีวิตไปศึกษาต่อในระดับชั้นอุดมศึกษา แต่ก็เชื่อมั่นว่าน้องๆ จะได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่การเข้าร่วมประกวดโครงการ จนถึงการเดินทางมาร่วมงาน Maker Faire ในต่างแดนครั้งนี้ไปต่อยอด นำไปปรับใช้กับการเรียนและเป็นกำลังสำคัญที่จะทำประโยชน์ให้กับชุมชนและประเทศต่อไป” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวถึงความมุ่งมั่นของเชฟรอนเพื่อผลักดันการศึกษาในสาขาสะเต็ม (STEM) มาโดยตลอดว่า “ตลอดระยะที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเรามุ่งให้ความสำคัญกับการปลูกฝังการเรียนรู้ด้านสะเต็มอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือรากฐานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนได้ ดังนั้นการตีตั๋วพาเหล่าเยาวชนเมกเกอร์ไปเยือนต่างแดนในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการ ‘ตีตั๋ว’ แห่งโอกาสให้ประเทศไทย ในการจุดประกายและแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาองค์ความรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเมกเกอร์ชาติอื่นๆ นำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคมในอนาคต ทั้งยังส่งเสริมวัฒนธรรมเมกเกอร์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขับเคลื่อนสู่การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในระดับนานาชาติอีกด้วย ดังนั้น จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของเชฟรอนในการยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้พัฒนาเป็น Smart Citizen พร้อมรับมือกับโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน”
นายกะวีวัตน์ แก่นยางหวาย หรือน้องแฟ้ม โรงเรียนปลาปากวิทยา จ.นครพนม ทีมชนะเลิศด้านสายสามัญ เล่าว่าการเดินทางครั้งนี้ได้ทั้งความรู้และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีที่ได้เห็นวิวัฒนาการของยานพาหนะในสมัยต่างๆ ของเยอรมัน ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกของเรือ รถ และเครื่องบินที่นำชิ้นส่วนและอุปกรณ์จริงมาจัดแสดงได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แถมในระหว่างทริปยังได้เกร็ดความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์และสงครามที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมันด้วย และน้องภพ หรือนายธีรภพ ปุรณกรณ์ เล่าต่ออีกว่าสำหรับตนเองถือเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกที่ทำให้ได้พบกับผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม และได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนและยังได้รับความรู้อีก ก่อนเดินทางรู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับไปหลายวัน “สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการไปดูงานคือ ได้เห็นรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ผมฝันถึงหลายคัน บางรุ่นเคยเห็นแต่ภาพในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่คิดฝันว่าจะได้มาเห็นของจริงในวันนี้ ความรู้และประสบการณ์ที่ผมได้รับโอกาสดีๆจากผู้ใหญ่ในครั้งนี้ ผมสัญญาว่าจะช่วยเหลือและทำประโยชน์ให้กับสังคมและช่วยคนที่เดือดร้อนให้ได้มากที่สุดต่อไปครับ”
อีกด้านสายอาชีพ นายอนุชิต สุวรรณ์ หรือน้องนก วิทยาลัยการอาชีพไชยา จ.สุราษฎร์ธานี บอกเล่าว่า ผมรู้สึกประทับใจในการดูงานเมกเกอร์ครั้งนี้มาก ได้รับความรู้หลายๆ อย่าง ทั้งด้านเครื่องจักรต่างๆ เเละที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของประเทศเยอรมัน และการเดินทางครั้งนี้ยังทำให้ผมรู้สึกว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญกับเรามากๆ เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเลย เพราะคิดว่าไม่รู้จะเรียนไปทำไม เรียนไปก็ไม่รู้จะเอาไปพูดกับใคร จนมาถึงวันนี้ที่ผมได้เดินทางมาต่างประเทศทำให้ผมนึกขึ้นได้ภาษาอังกฤษสำคัญ ทำให้อยากจะไปเรียนภาษาเพิ่ม เพื่อที่จะได้สื่อสารและสนทนากับชาวต่างชาติได้ และน้องมิ้น หรือ นางสาวศศิญาดา สุริโย เล่าให้ฟังว่าสำหรับการดูงานเมกเกอร์ที่ประเทศเยอรมันในครั้งนี้ มีความประทับใจอย่างมาก ที่ได้เห็นผลงานสิ่งประดิษฐ์หลากหลายความคิดและเทคโนโลยี ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ นั้นเกิดจากองค์ความรู้ในหลายๆด้านมาประกอบรวมกัน และในงานนี้ตนชื่นชอบผลงานเขียนแบบ 3D มากที่สุด มันสามารถเขียนได้ทุกแบบทุกมิติปริ้นออกมาเป็นชิ้นงานซึ่งโดดเด่นมาก เช่นการทำเป็นตัวเลโก้ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสวยงาม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและอยากทดลองทำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้ทีมตนที่ได้รางวัลชนะเลิศก็มีความคิดริเริ่มในสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์และนำมาใช้ได้จริง ๆ และถ้ามีโอกาสก็จะพัฒนาผลงานตัวเองต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศลช. ร่วมกับ สวทช. จัดงาน Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสู่ตลาดสากล
ณ อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ศลช. (ทีเซลส์ / TCELS) ในการจัดงานเสวนา Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการขยายตลาดสู่สากล
โดยมี นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นตัวแทนสองหน่วยงานกล่าวเปิดงานพร้อมกล่าวต้อนรับผู้ร่วมเสวนา นำโดย ดร.พัชราภรณ์ วงษา ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารโภชนเภสัชภัณฑ์และเวชสำอาง ศลช. นายยุทธพงศ์ มีแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย นายพินิจ เขื่อนสุวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเดียทูเอ็กซ์เพิร์ท จำกัด ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สวทช. และ Mr. Nitin Raizada Chief Business Officer, Specialty Natural Products Co., Ltd
ภายในงานดังกล่าวฯ ยังมีกิจกรรม Pitching Day ซึ่งจัดให้สำหรับผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงานอุตสาหกรรมด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมสารสกัดสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีผลทดสอบประสิทธิภาพเเละความปลอดภัยทางวิทยาศาสตร์ พร้อมออกสู่ตลาดและขยายตลาดสู่สากล พร้อมกับยกระดับเเนวคิดในการทำธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเเละสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ภายหลังสถานการณ์โควิด – 19
ทั้งนี้ กิจกรรม Pitching Day มีผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาแล้วจำนวน 10 บริษัท ดังนี้ บริษัท สตาร์ เฮิร์บ ฟาร์ม่า จำกัด ,บริษัท ซีเอ็มเอช เชียงใหม่โฮลดิ้ง จำกัด ,บริษัท หมอยาไทย 101 จำกัด ,บริษัท ปัจจัยชีวี จำกัด ,บริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ,ห้างหุ้นส่วนจำกัด กัญญ์เฮิร์บ (ประเทศไทย) ,บริษัท เลิศ โปรเฟสชั่นเเนล กรุ๊ป จำกัด ,ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปันกันกรุ๊ป, บริษัท เอ็ม.วาย.อาร์ คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด และ บริษัท ไซเอนซ์อินโนเวทีฟ โปรดักส์ จำกัด
และผลการแข่งขันกิจกรรมดังกล่าวผู้ชนะเลิศรางวัลที่ 1 คุณปิยเชษฐ์ จตุเทน บริษัท หมอยาไทย 101 จำกัด รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท และรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 มี 2 รางวัล ได้แก่ ภญ.ศศิมา อาจสงคราม บริษัท สตาร์ เฮิร์บ ฟาร์ม่า จำกัด และ คุณบุญเกียรติ ทรัพย์อังกูล บริษัท เอ็ม.วาย.อาร์ คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด และรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3 มี 2 รางวัล ได้แก่ ดร.ธนธรรศ สนธีระ บริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด และ คุณกัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี ห้างหุ้นส่วนจำกัด กัญญ์เฮิร์บ (ประเทศไทย) และรางวัลพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มอบบริการประกันการส่งออก Exim For Small Biz ให้กับทุกบริษัท อีกด้วย
นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดงานสัมมนา Seminar on Thai Herbal & Natural Products to Global Market เป็นครั้งแรกของการสัมมนาภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการขยายตลาดสู่สากล ซึ่ง สวทช. มีบทบาทสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาที่สร้างคุณค่าและต่อยอดให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เสริมศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในการขับเคลื่อนและต่อยอดผลงาน วทน. จากหิ้งสู่ห้างเพื่อเชื่อมโยงให้เอกชนเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังนำผลงาน วทน. ที่พัฒนาจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนอื่นๆ ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันโลกได้เคลื่อนเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในทุกมิติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างคุณค่า (Value-Based Economy) และมีการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ในการสร้างความเติบโตและความเข้มแข็งให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจ ให้สามารถขยายตลาดสู่สากลได้อย่างเข้มแข็ง
ด้าน ดร.พัชราภรณ์ วงษา ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารโภชนเภสัชภัณฑ์และเวชสำอาง ศลช. กล่าวว่า TCELS เป็นองค์การมหาชน มีบทบาทหน้าที่เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนด้านวิจัยนวัตกรรม ด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งผู้รับทุนคือผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี ที่มีผลิตภัณฑ์ พร้อมขึ้นทะเบียนและออกสู่ตลาด การจัดงานสัมมนาฯ ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับผู้ประกอบการ ในกลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ต้องการเห็นทิศทางการตลาด บวกกับการใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิดการต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเองจนสามารถขยายตลาดสู่สากล โดยวิทยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ โดยคาดว่าผู้เข้าโครงการ จะได้รับการเติมเต็มเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการให้เกิดความเข้มแข็ง และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนธุรกิจด้านสารสกัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทย ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
ดร.พัชราภรณ์ ยังกล่าวเพิ่มว่า การผลักดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลกนั้นอยู่ภายใต้แผนแม่บทว่าด้วยสมุนไพรแห่งชาติ และมีร่างแผนปฏิบัติการสมุนไพรไทย ฉบับที่ 2 แล้ว ซึ่งมีผลครอบคลุมการปลูกวัตถุดิบให้ได้มาตรฐาน การสกัด การทดสอบสารสกัดที่ได้มาตรฐานสากล และการสร้างแบรนด์ของไทยที่เป็นรู้จักมีความเชื่อมั่นในคุณภาพ ที่เป็นมาตรฐานสากล
ข่าวประชาสัมพันธ์


