ผลการค้นหา :
รองนายกยศชนันท์ เปิดงาน SITE 2026 ประกาศหมุดหมาย “ปีแห่งการลงทุนนวัตกรรม” ดันไทยสู่เวทีเชื่อมสตาร์ตอัป – ทุน – พันธมิตรโลก
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สยามพารากอน กรุงเทพฯ - สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จัดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถาเรื่อง “ปลดล็อกสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก” โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตและคณะทูตหลายประเทศ ตลอดจนผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้ประกอบการนวัตกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
ก่อนพิธีเปิดงาน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปลดล็อกสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก” ว่า งาน SITE เป็นงานระดับนานาชาติ ที่ทำให้สตาร์ตอัปได้มาเจอและแลกเปลี่ยนความคิดกันเพื่อให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ให้ประเทศ โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนวัตกรรมควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบผู้ประกอบการ(Entrepreneurial Mindset) และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ธุรกิจและนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง ขณะที่ กระทรวง อว.โดย NIA ก็มีกลไกของ Startup Thailand League ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสิทธิ์ มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเข้าถึงการลงทุน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการบ่มเพาะที่เท่าเทียมกันเราจะทำให้ Startup Thailand League เป็นลีกแห่งความหวัง แล้วก็พยายามที่จะขยายผลไปสู่ระดับชาติและเอเชีย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการผลักดัน Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก และผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเองรวมถึงการกระจายโอกาสด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park) เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนในภูมิภาคเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มากขึ้น
รองนายกฯ และ รมว.อว. ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยต้องมองไกลกว่าตลาดในประเทศที่มีประชากรราว 60 ล้านคน ไปสู่ตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน และขยายสู่ตลาดโลก โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ศักยภาพด้านการผลิตและความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการลงทุนและนวัตกรรมของภูมิภาค
“รัฐบาลอยากเห็นสตาร์ตอัปไทยเติบโตเป็นยูนิคอร์นมากขึ้น และเกิดความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการสร้างธุรกิจแห่งอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และว่าการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนทุกภาคส่วน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เปิดเผยว่า “SITE 2026 ในปีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของงาน ภายใต้ธีม “Global Innovation Impact: The Year of Investment”
ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงรูปธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการเชื่อมนวัตกรรมไทยเข้ากับกลุ่มทุนระดับสากล โดย NIA ทำหน้าที่เป็น Focal Conductor ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรม ผ่านกลไก 4G ได้แก่ Groom, Grant, Growth และ Global ซึ่งงาน SITE 2026 ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายมากกว่า 500 พลังความร่วมมือ ครอบคลุมพันธมิตรนานาชาติกว่า 20 องค์กรจาก 13 ประเทศ หน่วยงานภาครัฐ 18 หน่วยงาน องค์กรและภาคเอกชนชั้นนำมากกว่า 30 บริษัท ธุรกิจ VC และ CVC มากกว่า 20 บริษัท สมาคมวิชาชีพ 18 สมาคม มหาวิทยาลัย 50 แห่งทั่วประเทศ และผู้ประกอบการนวัตกรรม สตาร์ตอัปไทยและต่างประเทศกว่า 350 บริษัท”
ภายในงานยังมีบูทนิทรรศการที่ สวทช. นำไปจัดแสดง ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน หรือ FoodSERP ของ BIOTEC สวทช. , การผลิตและวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมด้วยวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ ของ NANOTEC สวทช. และกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ แหล่งทุน และงานวิจัยของ สวทช.
SITE 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 มิถุนายน 2569 บนพื้นที่รวมกว่า 6,500 ตารางเมตร ครอบคลุม Paragon Hall, Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 เพื่อเป็น “สะพานเชื่อมโยงโอกาสและเงินทุนระดับโลก” ผ่านกิจกรรมสำคัญ ได้แก่
เวทีสัมมนาและฟอรัมจากวิทยากร สตาร์ตอัปและผู้ประกอบการกว่า 200 ท่าน บน 3 เวทีหลัก รวมถึงกิจกรรมและเวทีพิเศษภายใต้SYNC @ SITE 2026
นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศมากกว่า 250 บริษัท
นิทรรศการไอเดียธุรกิจจากStartup Thailand League จำนวน 100 ทีม
เวทีTop 100 Startup Pitch สำหรับสตาร์ตอัปด้าน AI, Sustainability, Deep Tech และ Wellness
กิจกรรมBusiness Matching มากกว่า 100 คู่ธุรกิจ
ความร่วมมือพิเศษอย่างSYNC @ SITE 2026 และ Maker Faire Siam Square
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว.-สวทช. โดยโครงการ TAIST–Science Tokyo เปิดเวทีพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยงานวิจัยสหวิทยาการ ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569
(23 มิถุนายน 2569) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับพันธมิตร จัดกิจกรรมสำคัญของโครงการ TAIST–Science Tokyo ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (NRCT Thailand Research Expo 2026) ภายใต้หัวข้อหลัก “Advancing High-Quality Human Capital : Driving Sustainability through Interdisciplinary Research” เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแนวทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง ส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ ตลอดจนเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาควิจัย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
ในพิธีเปิดกิจกรรม ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สวทช. กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการบูรณาการองค์ความรู้แบบสหวิทยาการเพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรม สามารถตอบโจทย์การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ TAIST–Science Tokyo เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว (Institute of Science Tokyo) และมหาวิทยาลัยพันธมิตรของไทย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมุ่งพัฒนานักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาให้มีศักยภาพด้านการวิจัยขั้นสูง มีกรอบคิดเชิงระบบ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในโอกาสนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านพื้นที่จัดงานภายในมหกรรม Thailand Research Expo 2026 และทุนการศึกษาแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ของประเทศ พร้อมขอบคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง
ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์และงานวิจัยสหวิทยาการ” โดย ดร. พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ZTRUS และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สะท้อนมุมมองต่อการยกระดับระบบวิจัยไทยให้ก้าวจากการผลิตองค์ความรู้ในเชิงวิชาการสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเน้นว่านักวิจัยยุคใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นผลลัพธ์และตลาดเป้าหมายตั้งแต่ต้น ใช้แนวคิดการวางแผนแบบ Backward Planning เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการค้นหา Pain Point ของผู้ใช้จริง การสร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และการพัฒนาวัฒนธรรม “Fail Fast” ที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของ AI ในการสกัดและต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและผลักดันเทคโนโลยีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ตลอดจนตอกย้ำว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในอนาคตจำเป็นต้องมุ่งสร้างคนที่มีความคิดข้ามศาสตร์ กล้าเสี่ยง กล้าทดลอง และเข้าใจบริบทการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “จากงานวิจัยสู่การสร้างผลกระทบ: เส้นทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเพื่อความยั่งยืน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ. ดร.ปวีนา ประไพนัยนา ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร SERE โครงการ TAIST–Science Tokyo, ผศ. ดร.นักสิทธ์ นุ่มวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาและกรรมการบริหารหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ รวมถึงหลักสูตร Automotive Design and Manufacturing และ ดร.วรวัฒน์ พละศิลป ศิษย์เก่าทุน TAIST–Science Tokyo ดำเนินรายการโดย ผศ. ดร.อัจฉรา พิเชฐจำเริญ ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร Biomed and AI โครงการ TAIST–Science Tokyo โดยได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์จริงตั้งแต่กระบวนการบ่มเพาะความรู้ในสถาบันการศึกษาไปจนถึงการนำงานวิจัยไปต่อยอดสร้างผลกระทบเชิงรูปธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาทักษะของกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานในอนาคต
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นในรูปแบบ World Café เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างใกล้ชิดจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และศิษย์เก่า ตลอดจนผู้เข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งการอภิปรายออกเป็น 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Industry Perspective ในหัวข้อการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการสะท้อนทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะของบุคลากรที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการในอนาคต รวมถึงการปรับตัวของระบบการผลิตกำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ด้าน Faculty Perspective ในหัวข้อบทบาทของสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนการเรียนรู้และนวัตกรรมแบบสหวิทยาการ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และระบบการเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อสร้างนักวิจัยและบัณฑิตที่มีศักยภาพสูง สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่มีความซับซ้อนในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ Alumni Perspective ในหัวข้อการถ่ายทอดประสบการณ์จากศิษย์เก่าสู่รุ่นน้องในการเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต เป็นการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการศึกษาและการทำงานวิจัย ไปจนถึงการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักศึกษาปัจจุบันในการพัฒนาทักษะ การวางแผนอนาคต และการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม World Café ดังกล่าว ช่วยสะท้อนมุมมองเชิงลึกจากทุกภาคส่วน และเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาการศึกษา และประสบการณ์จริงจากศิษย์เก่า เพื่อนำไปสู่การยกระดับการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
โดยภาพรวมของการจัดกิจกรรมโครงการ TAIST–Science Tokyo ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาควิจัย เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการงานวิจัยสหวิทยาการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับ สตง. มุ่งยกระดับองค์กรภาครัฐด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI สัญชาติไทย
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ ร่วมให้การต้อนรับ นายคณพศ หงสาวรางกูร รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและข้าราชการจาก ศูนย์ดิจิทัลและนวัตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ณ ห้องประชุม FOUR SOUTH BOARD ROOM ชั้น 4 อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC2) สวทช. จ.ปทุมธานี
การเยี่ยมชมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรภาครัฐยุคใหม่
ไฮไลท์สำคัญในกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วย
เจาะลึกระบบสารสนเทศภาครัฐ: ฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารองค์กรภาครัฐ" โดย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ และ คุณชุมชัย แซ่โง้ว ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลสารสนเทศ สวทช.
ทำความรู้จัก NSTDA ChatAI (ชาไทย): เครื่องมือผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะมาช่วยตอบโจทย์การทำงานในยุคดิจิทัล บรรยายโดย คุณวรวุฒิ ขุนครอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัล สวทช.
ก้าวล้ำไปกับ Pathumma LLM: โมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติไทย (Thai Large Language Model) นวัตกรรม AI สุดล้ำสำหรับภาษาไทย โดย ดร.ชัยอนันต์ ดำรงค์รัตน์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
ในช่วงท้ายของกิจกรรม คณะผู้บริหารและข้าราชการจาก สตง. ได้ร่วมเปิดเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารและนักวิจัยของ สวทช. อย่างใกล้ชิด ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเยี่ยมชมห้องระบบ LANTA Supercomputer ณ ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผสานพลังระหว่างหน่วยงานตรวจสอบและหน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีระดับประเทศ เพื่อร่วมกันยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารงานภาครัฐให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรมดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จุดประกายเยาวชน EEC เรียนรู้ STEAM BCG ผ่าน SDGs Youth Camp พัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวสู่ความยั่งยืน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน ภายใต้โครงการตามแผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จัดกิจกรรม “ค่ายเฉพาะทางสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (SDGs Youth Camp) หลักสูตร STEAM BCG เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 120 คน จาก 15 โรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤษภาคม 2569 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ค่าย SDGs Youth Camp จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิด STEAM x BCG (Bio-Circular-Green Economy) อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม ที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ฐานทดลอง และการพัฒนาแนวคิดโครงงานที่สามารถนำไปต่อยอดในสถานศึกษาและชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีครูที่ปรึกษาจำนวน 30 คน ซึ่งนำนักเรียนเข้าร่วมค่าย ฯ ดังกล่าว ได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการไปพร้อมกันด้วย
คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สวทช. ได้กล่าวว่า การจัดค่ายครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมกำลังคน สำหรับพื้นที่ EEC โดยนำแนวคิด STEAM x BCG มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม ส่งเสริมการคิดเชิงระบบ การคิดวิเคราะห์ และ การทำงานเป็นทีม ควบคู่กับการตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทาง SDGs เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไป ต่อยอดสร้างประโยชน์แก่สถานศึกษาและชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต จากนั้น นายปัญญา คลังมนตรี ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ให้แนวทางการต่อยอด องค์ความรู้
โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรมและร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ซึ่งเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของค่ายในการสร้างทักษะสำคัญ 3 ด้าน
การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อมองหาปัญหาและโอกาสในการพัฒนา
กระบวนการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ผ่านการลงมือทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการและการพัฒนาโครงงานอย่างเป็นรูปธรรม
เจาะลึกไฮไลท์กิจกรรมตลอด 4 วัน 3 คืน
ค่ายครั้งนี้อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมเสริมสร้างไอเดียและการบ่มเพาะทักษะทางเทคโนโลยีและธุรกิจ สีเขียวอย่างครบวงจร อาทิ
สร้างแรงบันดาลใจและปูพื้นฐานแนวคิดความยั่งยืน
SDGs & BCG Deep Dive: เรียนรู้ความสัมพันธ์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านมุมมองธุรกิจ กรณีศึกษาวิทยากร โดย คุณอิทธิกร เทพมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์ก้าฟีด จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงรักษ์โลก ภายใต้แบรนด์ "Laika" ซึ่งผลิตจากโปรตีนแมลง (หนอนแมลงวันลาย) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมทางความคิด: ขัดเกลาไอเดียผ่านกระบวนการ Design Thinking Workshop, Creative Thinking และการวางแผนธุรกิจขนาดย่อแบบ Mini Business Model วิทยากรโดย ผศ.ดร.กฤติยา เขื่อนเพชร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและหน่วยธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฐานเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว
นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติการผ่านฐานการเรียนรู้ จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฐานที่ 1 นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม: การยกระดับการปลูกเห็ดแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น เกษตรอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เพาะเห็ด หมุนเวียนวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ฐานที่ 2 เศรษฐกิจหมุนเวียน : การเพาะกล้าไม้ และขยายพันธุ์พืช เรียนรู้การเพาะกล้าไม้และ การขยายพันธุ์พืช พร้อมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดของเสีย ตามแนวคิด BCG Model
ฐานที่ 3 โซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน : ไฟฉายเซลล์แสงอาทิตย์ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ฐานที่ 4 นวัตกรรมอาหาร : ออกแบบและประเมินความเป็นไปได้เชิงธุรกิจของอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในบริบทพื้นที่ EEC
เสริมพลังด้วย AI และเปิดโลกทัศน์ในสถานที่จริง
AI for Presentation: เรียนรู้การใช้เครื่องมือล้ำสมัยอย่าง NotebookLM และ AI ช่วยสรุปเนื้อหาและออกแบบโครงร่างสไลด์นำเสนออย่างมืออาชีพ
ศึกษาดูงาน ณ NEXTOPIA สยามพารากอน: เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อให้นักเรียนเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจจากนวัตกรและผู้นำอุตสาหกรรมตัวจริง
Show & Share: พลังไอเดียเยาวชนสู่ความยั่งยืน
ช่วงท้ายของกิจกรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนจาก 15 โรงเรียนในเขตพื้นที่ EEC ได้ร่วมระดมความคิดและสร้างสรรค์ผลงานภายใต้หัวข้อ “Show & Share 30 ไอเดีย 15 โรงเรียน สู่การพัฒนาแนวคิด STEAM BCG เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมีครูที่ปรึกษาประจำกลุ่มนักเรียน" (Mentor) ร่วมให้คำแนะนำ แต่ละทีมนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ และเปิดให้เพื่อนนักเรียนรวมถึงคณะครูร่วมลงคะแนนโหวตไอเดียที่ชื่นชอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ ในการ ต่อยอดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปสู่การแก้ปัญหาในชุมชนและสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างผลงานต้นแบบแนวคิดนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
สวทช. และพันธมิตรเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ความรู้ ประสบการณ์ และมิตรภาพที่เยาวชนได้รับจากค่าย SDGs Youth Camp ในครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนและรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนที่มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
วช. จับมือ สวทช. เปิดตัวนักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 ดันเศรษฐกิจใหม่ด้วย 3 งานวิจัย “หมึกพิมพ์อาหาร 4 มิติ-วัสดุอัจฉริยะ-โคลนนิ่งสัตว์หายาก”
(24 มิถุนายน 2569) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน “เปิดตัวนักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569” เพื่อเชิดชูเกียรติและสนับสนุนนักวิจัยอาวุโสผู้มีผลงานโดดเด่นในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านกลไก “ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง” ในการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างก้าวกระโดด โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานร่วมคณะกรรมการทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับทุนวิจัยศักยภาพสูงประจำปี 2569 ณ ชั้น 22 บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า “วช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนากำลังคนในระบบวิจัยให้มีสมรรถนะสูง มีทักษะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ถือเป็นเส้นทางอาชีพนักวิจัยในระดับบันไดขั้นสูงสุด มีกรอบการสนับสนุน 3 ทุนต่อปี โดยอย่างน้อย 1 ทุน สำหรับนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ มุ่งเน้นการสร้างกลุ่มวิจัยที่เข้มแข็ง ทำงานเป็นทีม และพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับนักศึกษาจนถึงนักวิจัยอาวุโส เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่สร้างผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ทั้งในมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และการรับมือวิกฤติเร่งด่วน”ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ และขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ความสำเร็จสะท้อนถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของทุกทีมวิจัยจนเป็นที่ยอมรับในระดับสูง ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ สวทช. ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อสนับสนุนกลุ่มวิจัยที่เข้มแข็ง ผสานพลังระหว่างนักวิจัยอาวุโสและนักวิจัยรุ่นใหม่ โดย สวทช. พร้อมสนับสนุนการทำงานให้คล่องตัว เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และผลักดันผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพราะหัวใจสำคัญของทุนนี้คือการสร้างคน สร้างทีม และสร้างเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน”ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานร่วมคณะกรรมการทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ร่วมแสดงความยินดีและมอบช่อดอกไม้ให้แก่ผู้ได้รับทุนประจำปี 2569 จำนวน 3 ท่าน ได้แก่:ศาสตราจารย์ ดร.มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลงานวิจัย เรื่อง “จากหลักการพื้นฐานสู่นวัตกรรมทางอุตสาหกรรม: การค้นพบโมเลกุลและวิศวกรรมวัสดุโครโมเจนิกและโฟโตริสปอนซีฟในการใช้งานเชิงฟังก์ชันขั้นสูง”ศาสตราจารย์ ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงานวิจัย เรื่อง “การพัฒนาหมึกพิมพ์อาหารและการพิมพ์ 2-4 มิติ สำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต”ศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จากผลงานวิจัย เรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตัวอ่อนโคลนนิ่ง โค บันเต็ง และลิงแสม ด้วยการปรับแปลงอีพิเจเนติกส์ในจีโนมเซลล์ต้นแบบสองขั้นตอน” เจาะลึก 3 โครงการวิจัยแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรมปฏิวัติอุตสาหกรรมเคมีและสุขภาพโครงการ “การพัฒนาจากงานวิจัยเคมีพื้นฐานสู่การสร้างนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม” โดย ศาสตราจารย์ ดร.มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่เคมีมูลค่าสูง ผ่านการค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ใหม่เพื่อใช้เป็นเซนเซอร์ตรวจวัดสารปนเปื้อนในอาหาร ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสารไวแสงสำหรับบำบัดโรคมะเร็ง โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้ประเทศอย่างน้อย 50 ล้านบาทต่อปี พลิกโฉมอาหารแห่งอนาคตโครงการ “การพัฒนาหมึกพิมพ์อาหารและการพิมพ์ 2-4 มิติ” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา นำเทคโนโลยีการพิมพ์ขั้นสูงมาสร้างนวัตกรรมอาหาร เช่น เนื้อสัตว์เทียมจากพืช บรรจุภัณฑ์ที่บริโภคได้ และอาหารเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืน รวมถึงฉลากอัจฉริยะที่ติดตามคุณภาพอาหารได้จริง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน ก้าวล้ำเทคโนโลยีชีวภาพโครงการ “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตัวอ่อนโคลนนิ่งโค บันเต็ง และลิงแสม ด้วยการปรับแปลงอีพิเจเนติกส์ในจีโนมเซลล์ต้นแบบสองขั้นตอน” โดย ศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ทลายข้อจำกัดเดิมของการโคลนนิ่งด้วยสูตรลับสองขั้นตอน (Dual Epigenetic Reprogramming) ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของสัตว์โคลน ซึ่งมีประโยชน์มหาศาลทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถการผลิตปศุสัตว์พรีเมียม การกู้ชีพสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ และการใช้สัตว์ต้นแบบเพื่อเร่งการพัฒนาการแพทย์แม่นยำและการผลิตยารักษาโรคในระดับสากล เวทีเสวนาแสดงผลสัมฤทธิ์และความก้าวหน้าของงานวิจัยศักยภาพสูงนอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนาแสดงผลสัมฤทธิ์และความก้าวหน้าของงานวิจัยศักยภาพสูง ปี 2565 และ ปี 2568 ซึ่งครอบคลุมหลากหลายสาขาเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ อวกาศ การแพทย์ขั้นสูง ภูมิคุ้มกันบำบัด เกษตรและอาหาร เมืองอัจฉริยะ และวัสดุนวัตกรรมสีเขียว โดยมีโครงการที่ประสบความสำเร็จร่วมนำเสนอผลงาน อาทิ โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกัมมันตรังสีในอวกาศ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เดวิด จอห์น รูฟโฟโล มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการวิศวกรรมการปรับแต่งเอ็กโซโซมเพื่อการนำส่งยาจำเพาะแม่นยำ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โครงการกลไกการอยู่ร่วมกันของกุ้งและไวรัส โดย ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ ไบโอเทค สวทช. รวมถึงความก้าวหน้าโครงการปี 2568 ด้านการก่อสร้างเมกะซิตี้ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็ง โดย ศาสตราจารย์ ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และด้านพอลิเมอร์สีเขียวไบโอรีไฟเนอรี่ ศาสตราจารย์ ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการจัดงานเปิดตัวนักวิจัยศักยภาพสูง 2569 นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อผลักดันให้นักวิจัยไทยสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศได้อย่างสูงสุด และสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบสูงเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการและวางรากฐานระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Special Food Talk 2026 – “Enhancing the Competitiveness of Thailand’s Food Industry through Industry 4.0 Platforms
Special Food Talk 2026 - “Enhancing the Competitiveness of Thailand’s Food Industry through Industry 4.0 Platforms: ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยแพลตฟอร์ม Industry 4.0”
รายละเอียด 📣📣📣 Special Food Talk 2026 ✨✨✨
📍📍📍สวทช. โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และแพลตฟอร์ม Industry 4.0 ขอเชิญผู้ประกอบการอาหาร อาจารย์ นักวิจัย และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ Special Food Talk 2026 - “Enhancing the Competitiveness of Thailand’s Food Industry through Industry 4.0 Platforms: ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยแพลตฟอร์ม Industry 4.0”
วิทยากร
- ดร. รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม สวทช.
- คุณอุ่นพงศ์ สุภัคชูกุล หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ (IMI) กลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMIG) สวทช.
- ดร. อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช.
💡💡Key Points ⭐️⭐️
- แพลตฟอร์ม Industry 4.0 สวทช.: บริการและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ
- iSmart OEE เทคโนโลยีตรวจวัดและเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิต
- ACAMP การจัดทำบัญชีคาร์บอนแบบเรียลไทม์เพื่อฝ่าวิกฤตพลังงานและมุ่งสู่ Net zero
🎯🎯🎯 รับชมสัมมนาพร้อมกันผ่านไลฟ์สด Facebook: FoodInnopolis
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 12.00 น.
👉🏻👉🏻ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม https://forms.gle/ar8ZDRpPHccrNAuA6
ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณมารุต ใจหลัก
โทร. 025647000 ต่อ 71618
อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
หลักสูตรอบรม: ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO 13485:2016 และการตรวจประเมิน ISO 19011:2018
ยกระดับการผลิตเครื่องมือแพทย์ของคุณให้มั่นใจในความปลอดภัยและสมรรถนะ (Safety & Performance) ด้วยหลักสูตรเบื้องต้นที่ออกแบบสำหรับผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์
สิ่งที่ท่านจะได้รับ
เข้าใจข้อกำหนด ISO 13485:2016 เชิงปฏิบัติสำหรับการจัดทำ (Establish), นำไปปฏิบัติ (Implement), คงไว้ (Maintain) และปรับปรุง (Improve) ระบบคุณภาพ
เรียนรู้กรอบการตรวจประเมินตาม ISO 19011:2018 เพื่อวางแผน ตรวจสอบ และติดตามการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ รวมถึงฝึกปฏิบัติการจัดทำเอกสารเพื่อการตรวจประเมินแบบนำไปใช้ได้จริง
เพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดลูกค้า ลดความเสี่ยง และเพิ่มความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
ผู้บริหารฝ่ายคุณภาพ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ วิศวกรผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและผลิตเครื่องมือแพทย์
วิทยากร
เภสัชกรวิวัฒน์ จันทรสาธิต
ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานและกฎหมายเครื่องมือแพทย์ ประสบการณ์มากกว่า 30 ปี
รายละเอียดการอบรมและการลงทะเบียน
วันและเวลาอบรม: 21 - 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30-16.00 น.
สถานที่: โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
ค่าลงทะเบียน: ท่านละ 10,689 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) (กรณีเป็นหน่วยงานภาครัฐ ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่: https://www.career4future.com/iso13485
ปฏิทินกิจกรรม
3 งานวิจัยสวทช. คว้า 5 รางวัลจากเวที The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) นำผลงานวิจัย "Q-MAS" ครีมสมุนไพรนาโนต้านโรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม, "Circular-Carbon-CATCH" วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีน และ “ACTIV-In Dot Technology” นวัตกรรมการขึ้นรูปแผ่นแปะด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ คว้า 3 เหรียญทอง (Gold Medal) และ 2 รางวัล NRCT Special Award "Excellent Invention" จากการประกวดผลงานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ในงาน “The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026” ณ เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โชว์ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” ที่ขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
"Q-MAS" ครีมสมุนไพรนาโนต้านโรคเต้านมอักเสบ ยกระดับคุณภาพน้ำนมโค
โรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการ (Subclinical Mastitis) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในฟาร์มโคนมของไทย ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย "Q-MAS" ครีมสมุนไพรนาโนต้านโรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนมจึงเริ่มขึ้นจากแนวคิดของ ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นักวิจัยอาวุโสผู้ริเริ่มโครงการจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) โดยนำสมุนไพรไทยที่มีสมบัติเด่นในการช่วยบรรเทาการอักเสบอย่างบัวบก ขมิ้นชัน และไพล มาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีอนุภาคนาโนไขมัน (Lipid Nanoparticles) ทำให้สารสำคัญจากสมุนไพรทั้งสามชนิด สามารถเพิ่มศักยภาพการซึมผ่านผิวหนังและนำส่งไปยังบริเวณที่เกิดพยาธิสภาพ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น ลดการอักเสบ และลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระภายในเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเต้านมอักเสบ
ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการอักเสบในเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophage) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์สำหรับใช้ประเมินความปลอดภัยต่อเซลล์เนื้อเยื่อด้วย นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบการใช้งานผลิตภัณฑ์ Q-MAS กับโคนมในฟาร์มโคนมจังหวัดลพบุรี สระบุรี และนครราชสีมาแล้ว
"Q-MAS" ครีมสมุนไพรนาโนต้านโรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม โดย ดร.ปวีณา ดานะ จากทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์และสัตวแพทย์ (NMV) กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ (NCBS) นาโนเทค และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และรางวัล NRCT Special Award "Excellent Invention" จากเวที “The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026” ปัจจุบัน Q-MAS พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพโคนมอย่างยั่งยืน
"Circular-Carbon-CATCH" ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยกากมันสำปะหลัง
การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นความท้าทายของนักวิจัยทั่วโลก นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรหรืออุตสาหกรรมอาหารอย่าง "กากมันสำปะหลัง" มาสร้างมูลค่าใหม่ สู่ "วัสดุไฮบริดคาร์บอน-เอมีน หรือ Circular-Carbon-CATCH" ด้วยเทคนิคไพโรไลซิสร่วมกับการกระตุ้นทางเคมี การขึ้นรูปเป็นเม็ดด้วยเทคนิคการอัดรีด (Extrusion) และการปรับปรุงพื้นผิวด้วยสารประกอบเอมีน (PEI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดักจับ CO2 ทำให้วัสดุไฮบริดคาร์บอน-เอมีนมีพื้นที่ผิวสูงถึง 1,165 m2/g และมีโครงสร้างรูพรุนขนาดเล็กมากในระดับ "ไมโครพอร์" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดักจับ CO2 และยังรองรับโจทย์ความท้าทายสำคัญของกลุ่มเป้าหมายอย่างโรงไฟฟ้าที่ต้องทำงานได้ดีภายใต้อุณหภูมิสูง
ผลการทดสอบประสิทธิภาพการดักจับ CO2 ในสภาวะจำลองก๊าซไอเสียสังเคราะห์จากโรงไฟฟ้าด้วยเตาปฏิกรณ์ พบว่าวัสดุนี้สามารถดูดซับ CO2 ได้สูงสุดถึง 50-70 mg/g และนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ (Regeneration) ได้มากกว่า 20 รอบ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการใช้วัสดุได้อย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ทำการพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริง โดยนำระบบดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่ (CO2 capture mobile unit) ไปดักจับ CO2 ในก๊าซไอเสียจริงที่ปลดปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า ท่ามกลางสภาวะหน้างานที่มีความผันผวนสูง ผลการทดสอบ พบว่ามีประสิทธิภาพการดักจับ CO2 สูงถึง 40-70% คิดเป็นปริมาณการลดการปลดปล่อย CO2 1.3-6.5 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 0.5-2 ตันคาร์บอนต่อปี นอกจากนี้ การประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) ยังยืนยันว่า วัสดุดักจับ CO2 นี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมได้ถึง 50% โดยมีต้นทุนการดักจับ CO2 ที่ต่ำกว่าเทคโนโลยีที่ใช้งานในปัจจุบันนี้ ทำให้มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก
"Circular-Carbon-CATCH" วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม โดย ดร.ดวงเดือน อาจองค์ หัวหน้าทีมวิจัยเซรามิกคะตะลิสต์และคาร์บอน กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง เอ็มเทค และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และ รางวัล NRCT Special Award "Excellent Invention" จากเวที “The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026” ปัจจุบัน มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการ สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสีเขียวที่คิดค้นและผลิตได้เองในประเทศอย่างแท้จริง
“ACTIV-In Dot Technology” แผ่นแปะแบบพิมพ์สร้างโอกาสธุรกิจไทย
กระแสผลิตภัณฑ์แผ่นแปะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม แต่ในไทยยังมีช่องว่างโดยเฉพาะการเข้าถึงเครื่องมือการผลิตที่มีราคาสูงและรูปแบบของการผลิตที่ไม่เหมาะสมกับสารสำคัญ เพื่อลดช่องว่างทางการตลาด (Market Gap) ของตลาดแผ่นแปะในปัจจุบัน นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จึงพัฒนา “ACTIV-In Dot Technology” นวัตกรรมการขึ้นรูปแผ่นแปะด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ ซึ่งเริ่มจากการกักเก็บสารสำคัญด้วยกระบวนการเอนแคปซูเลชันให้อยู่ในรูปของผง ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและสามารถขึ้นรูปได้ด้วยกระบวนการพิมพ์แบบเลเซอร์ วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการนี้เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในเครื่องสำอางที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อผ่านการประกอบกับแผ่นกาวทำให้เกิดชั้นการทำงาน จะได้ผลิตภัณฑ์ในรูปของแผ่นแปะ เทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกสารสำคัญที่สนใจในการขึ้นรูปแผ่นแปะเพื่อเป็นสูตรตำรับเฉพาะของตนเอง
นอกจากนี้ เทคโนโลยีนวัตกรรมการขึ้นรูปแผ่นแปะด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ในปัจจุบัน สามารถรองรับขนาดแผ่นแปะใหญ่ที่สุดได้มีขนาด A4 พร้อมเชื่อมต่อการใช้งานเข้ากับเครื่องวิเคราะห์สภาพผิวเพื่อออกแบบเป็นแผ่นแปะจำเพาะบุคคล และยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบลวดลายของสารสำคัญได้ ควบคุมปริมาณสารสำคัญให้สอดคล้องกับความต้องการได้ โดยการกำหนดผ่านค่าสี RGB (อาร์ จี บี) รวมถึงสามารถเลือกชนิดของวัสดุความหนาหรือแรงยึดติดของแผ่นกาว (Backing) ได้ตามความต้องการ นับเป็นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ร่วมกับสารสำคัญทำให้ได้ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะแนวใหม่ที่มีความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของตลาด
“ACTIV-In Dot Technology” นวัตกรรมการขึ้นรูปแผ่นแปะด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ โดย ดร.ลัพธ์พร วยาจุต นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน (HMNP) นาโนเทค และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที “The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026” ปัจจุบัน มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตแผ่นแปะ คลินิกหรือสถานพยาบาล และเสาะหาผู้ร่วมทดสอบแผ่นแปะที่เตรียมจากกระบวนการพิมพ์ เพื่อสร้างอาวุธให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ยศชนัน’ มอบ สวทช. ปั้น New Growth Engine ผนึกกำลังภาครัฐ-มหา’ลัย ดัน SMEs สู่ Open Innovation
"อว." เดินหน้ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่เต็มสูบ "ยศชนัน" รมว.อว. นั่งหัวโต๊ะประชุม กวทช. ชุดใหม่นัดแรก เคาะแผน มอบบทบาท สวทช. เป็น "พี่เลี้ยง" อุตสาหกรรมไทย พร้อมเชื่อม NIA ผลักดันบัญชีนวัตกรรมเต็มรูปแบบ หวังดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมวง สร้างอีโคซิสเต็ม Open Innovation ดันเศรษฐกิจฐานราก
(22 มิถุนายน 2569) ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรก โดยได้รับการแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
พร้อมเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตนได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศด้วย "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) โดยยึดหลักการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineer) จากภาพความสำเร็จที่ต้องการ เพื่อกำหนดเป้าหมายใน 2 มิติ คือ 1. การวิจัยและพัฒนา และ 2. การศึกษา โดยให้ สวทช. ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อทุกภาคส่วน
"การขับเคลื่อนประเทศด้วยงบประมาณของ สวทช. เพียงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ เราจำเป็นต้อง Matching กับทุกอุตสาหกรรม โดย สวทช. จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพี่เลี้ยงในงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูง และช่วยเติมเต็มการ Reskill & Upskill ให้กับอุตสาหกรรมเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่เป็นคู่แข่งกับเอกชน แต่จะเป็นผู้สนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ให้เอกชนนำไปต่อยอดสู่ระดับ Mass Scale ได้เอง" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อยากให้เกิดการทำงานที่เกิดการบูรณาการภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ อว. เริ่มทำงานร่วมกันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งนี้ สวทช. และ NIA ควรจับมือกันทำงานสำคัญในเรื่องบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่ง NIA จะเป็นผู้ประสานงานจัดการ ส่วน สวทช. จะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อให้สตาร์ทอัปและ SMEs มีโอกาสเข้าถึงโอกาสได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ควรดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น เพื่อสร้าง Open Innovation ที่แท้จริง
นอกจากนี้ ศ. ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมว่า การตั้งเป้าเพียง Net Zero อาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัวของประเทศ แต่ต้องให้ความสำคัญกับ "ความหลากหลายทางชีวภาพ" (Biodiversity) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมั่นใจว่า สวทช. พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการจัดหาเครื่องมือและองค์ความรู้มาสนับสนุนการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศเติบ aโตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมโชว์ผลงานวิจัยในงาน Thailand Research Expo 2026
วันที่ 22 มิ.ย. 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” พร้อมปาฐกถาพิเศษถ่ายทอดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม หัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย: จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ENTEC สวทช. ในนามผู้แทนของผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดและร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานวิจัยต่อไป
พร้อมกันนี้ สวทช. ได้นำผลงานวิจัยจากศูนย์แห่งชาติไปร่วมจัดแสดงได้แก่
- Hardware Platform ของอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน ทุ่นตรวจวัดแก๊สจากผิวน้ำ
- ระบบค้นหาข้อมูลอัจฉริยะในระบบ NRIIS และ TNRR
- ระบบการจัดทำใบหน้านิรนามหมู่เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- นวัตกรรม “N-sense” อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow2) ในทุเรียนแบบพกพา
- Egg-e-88 นาโนเทคโนโลยีเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมทูน่า สู่ไข่ไก่พรีเมียมที่มี DHA สูงขึ้น 5 เท่า
- Envi-Microbe แพลตฟอร์มจุลินทรีย์เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
โอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน สวทช. รวม 45 คน ได้เข้าร่วมพิธีในพระที่นั่ง เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ อีกทั้งคณะยังได้มีโอกาสเข้ากราบถวายบังคมพระศพ นับเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นเกียรติสูงสุดกับคณะผู้บริหารและพนักงาน สวทช.
.
การเข้าร่วมใน พิธีสวดพระอภิธรรม ครั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงาน สวทช. ต่างมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ทางเลือกใหม่เพื่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
สรุปใจความสำคัญ
เอ็นเทค สวทช. ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา "PALMGREASE" จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
PALMGREASE ใช้ปาล์มน้ำมันไทยเป็นวัตถุดิบหลัก 80–90%
PALMGREASE ย่อยสลายทางชีวภาพได้มากกว่า 95% ภายใน 28 วัน จึงลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศหากเกิดการรั่วไหลได้เป็นอย่างดี ทำให้นอกจากการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังเหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร และพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ
การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ PALMGREASE มีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มมูลค่าและเพิ่มปริมาณการใช้งานปาล์มน้ำมันไทย สนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ และลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
จาระบีเป็นสารหล่อลื่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และระบบสาธารณูปโภค ทำหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดทานและการสึกหรอของชิ้นส่วน โดยปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้จาระบีประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี แต่จาระบีส่วนใหญ่ยังผลิตจากน้ำมันแร่ที่ได้จากปิโตรเลียมซึ่งย่อยสลายยาก เมื่อเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนสู่ดินหรือแหล่งน้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
เพื่อตอบสนองความต้องการสารหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนา “PALMGREASE (ปาล์มกรีส)” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมสารหล่อลื่นทางเลือกที่ผสานทั้งสมรรถนะการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันของประเทศสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย
การพัฒนางานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับบริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันไทยสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ
ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการพัฒนา PALMGREASE คือ การยกระดับปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมิคอลมูลค่าสูง โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาจาระบีชีวภาพที่มีสมรรถนะรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ของสารหล่อลื่นที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
"ผลิตภัณฑ์ PALMGREASE ได้รับการพัฒนาให้เป็นจาระบีชนิดลิเทียม (lithium grease) หรือจาระบีประเภท 3 ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมซึ่งเป็นจาระบีเอนกประสงค์ที่นิยมใช้ในงานหล่อลื่นทั่วไป โดยใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80–90 ขององค์ประกอบทั้งหมด พร้อมทั้งออกแบบกระบวนการผลิตแบบถังปฏิกรณ์เดียว เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิตและรองรับการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้คณะวิจัยยังได้ปรับปรุงความคงตัวต่อการเกิดออกซิเดชันซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของจาระบีจากน้ำมันพืช ด้วยการพัฒนาระบบสารต้านออกซิเดชันที่เหมาะสม ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันใกล้เคียงกับจาระบีจากน้ำมันแร่ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จึงรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้"
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ PALMGREASE คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพและสามารถย่อยสลายได้มากกว่าร้อยละ 95 ภายในระยะเวลาทดสอบ 28 วัน
ดร.ปานชีวา อธิบายว่า ความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพในระดับสูงของ PALMGREASE ช่วยลดการสะสมของสารหล่อลื่นเมื่อเกิดการรั่วไหลหรือปนเปื้อนระหว่างการใช้งาน จึงช่วยลดผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศในระยะยาว ผลิตภัณฑ์จึงเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ ขณะนี้ทีมวิจัยได้ขอความร่วมมือในการทดสอบใช้งานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในลำดับถัดไป
"ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนา PALMGREASE ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น โดยมุ่งเพิ่มความสามารถในการรับแรงกดอัดสูง เพื่อขยายขอบเขตการใช้งานไปยังเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องทำงานภายใต้ภาระหนัก เช่น ระบบลูกปืน เฟือง และชิ้นส่วนที่มีแรงกดและแรงเสียดทานสูง โดยมีเป้าหมายให้ใช้ทดแทนจาระบีจากน้ำมันแร่ในงานอุตสาหกรรมได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ก่อนเตรียมทดสอบการใช้งานจริง และเปิดรับถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อไป"
นอกจากการพัฒนา PALMGREASE ซึ่งเป็นจาระบีลิเทียมสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ทีมวิจัยยังมีแผนพัฒนาจาระบีชีวภาพเกรดอาหารสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอางอีกด้วย
ดร.ปานชีวา อธิบายว่า เครื่องจักรในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง จำเป็นต้องใช้จาระบีเกรดอาหารที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตามจาระบีประเภทนี้มีราคาสูงกว่าจาระบีทั่วไป และปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทีมวิจัยจึงมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยคาดว่าจะได้สูตรต้นแบบที่มีความชัดเจนภายในปี 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน NSF ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง
"ทั้งนี้หากสามารถพัฒนา PALMGREASE ทั้งสองประเภทสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จะเป็นนวัตกรรมทางเลือกที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดโลก ขณะเดียวกันก็ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ปาล์มน้ำมันไทย บรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในประเทศไทย และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ"
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ร่วมวิจัยต่อยอด และร่วมทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านทางอีเมล parncheewa.udo@entec.or.th (ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์)
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็นเทค สวทช.
ภาพประกอบจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


