ผลการค้นหา :
ยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว ด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/bcg-naga-belt-road-strengthening-glutinous-rice-farmers-with-modern-agriculture-technology.html
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ลงพื้นที่จังหวัดลำปางเพื่อติดตามการสนับสนุนโครงการ “ยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-NAGA Belt Road)” ซึ่งไบโอเทคดำเนินการร่วมกับพันธมิตร โดยในปี 2565 มีเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จาก “ผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว” เป็น “ผู้ผลิต และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว” พัฒนาชุมชนนวัตกรรมเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่สู่การยกระดับผลผลิตสินค้าเกษตร
น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง ประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร กล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนา BCG สาขาเกษตรนั้น มุ่งเน้นปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนในลักษณะของการบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based) ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือก 5 จังหวัดพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จ.ราชบุรี จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.จันทบุรี จ.พัทลุง และการเชื่อมต่ออุปสงค์อุปทานในลักษณะของกลุ่มสินค้า (Community based) ที่มีความสำคัญในจังหวัดนำร่องนั้นๆ โดยให้ความสำคัญในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ความร่วมมือ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่นำร่องลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตสินค้า และของเหลือทิ้งจากการเกษตร ตลอดจนเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต การแปรรูป การบริการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ทางไบโอเทค สวทช. และ เลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาอาหาร ได้ ดำเนินการโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทางสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อน BCG ของกลุ่มสินค้าข้าวเหนียว โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เกษตรอินโน จำกัด หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อผลักดันการใช้ BCG Model ขับเคลื่อนชุมชนที่มีฐานการผลิตข้าวเหนียว ให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มแบบครบวงจร โดยบูรณาการด้านการผลิตพืช การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในชุมชน โดยเชื่อมโยงวัฒนธรรม ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ข้าวเหนียวเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบบูรณาการที่อิงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น นำไปสู่การยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต
ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร กล่าวว่า ในปี 2565 โครงการ BCG-Naga Belt Road มีเป้าหมายในการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.อุดรธานี และ จ.นครพนม โดยมีแผนการดำเนินงาน 4 แผนงาน ประกอบด้วย 1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมโดยใช้พื้นฐานของความหลากหลายของพันธุ์ข้าวเหนียว และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว 2. การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตข้าวเหนียวและการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร 3. การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรมทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว และ 4. การพัฒนาระบบสนับสนุน Enabler System เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตาม BCG model
@วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งความหลากหลายพันธุ์ข้าวเหนียว
การถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมโดยใช้พื้นฐานความหลากหลายของพันธุ์ข้าวเหนียว เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว มี ดร.กัญญณัช ศิริธัญญา เป็นผู้ประสานงานโครงการ ระบบบริหารจัดการติดตาม การพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแหนแดงและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในแต่ละจังหวัดนำร่องแบ่งกลุ่มเกษตรกร 16 กลุ่มๆ ละ 50 คน ต่อจังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,200 คน ใน 4 จังหวัด มีการพัฒนานักวิจัยชุมชน 3 ระดับ ได้แก่ นักวิจัยประสาน นักวิจัยชุมชน นักวิจัยเกษตรกรชุมชน มี เป็นขบวนการเพิ่มศักยภาพองค์ความรู้อยู่ในชุมน ในโครงการมีการคัดเลือกพื้นที่เข้าร่วม จ.นครพนม 11 อำเภอ จ.อุดรธานี 7 อำเภอ จ.ลำปาง 9 อำเภอ และ จ.เชียงราย 10 อำเภอ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 4 จังหวัด ผลิตข้าวเหนียวพื้นที่รวม 24,152 ไร่ เกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ตรงตามพันธุ์ จำนวน 724,586 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 63,114,689 บาท
“กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์โพนสวรรค์ เป็นตัวอย่าง สามารถยกระดับให้เป็นชุมชนมาตรฐานการผลิตอินทรีย์ที่การผลิตสินค้าเกษตรแบบอินทรีย์แบบมาตรฐานการเกษตรนานาชาติ พื้นที่ผลิตข้าว 4,634.7 ไร่ มีราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด 1-2 บาทต่อกิโลกรัม และมีการผลิตแหนแดงในพื้นที่นำร่องในนาข้าว สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 419.85 ตันคาร์บอน ราคาคาร์บอนเครดิต 398,223 บาท พลังงานสะอาด สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 9.75 ตันคาร์บอน ราคาคาร์บอนเครดิต 9,251 บาท เป็นต้น”
@ต่อยอดนวัตกรรม Circular economy สู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ
ดร.ธีรยุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า ของการผลิตข้าวเหนียวและการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นั้นมี ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปางเป็นผู้ประสานงาน เน้นการเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านการแปรรูปจากข้าวเหนียว ร่วมกับ ผู้ประกอบการ นักศึกษา และที่ปรึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป้าหมาย 173 ราย และการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยการทำแผ่นไม้ที่ผลิตจากฟางข้าว และ พลาสติก (Particle Board) เป็นชิ้นขนาดเล็กๆ สู่งานสร้างสรรค์ทางหัตถศิลป์ พัฒนาการผลิตภาชนะจากฟางข้าว (Biomaterial) การพัฒนาการผลิตเห็ดจากฟางข้าว ประยุกต์ใช้ Geopolymer ในงานหัตถกรรมโดยการใช้แกลบดำหรือเถ้าลอยจากโรงงานไฟฟ้าชีวมวล การพัฒนาดินปลูกคุณภาพสูงจากเถ้าลอยจากโรงงานไฟฟ้าชีวมวล หรือการพัฒนาดินคุณภาพสูงจากแหนแดง รวมทั้งการประยุกต์สีย้อมธรรมชาติจากทุ่งนาสู่งานหัตถกรรมสิ่งทอ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการ Reskill-upskill ทรัพยากรมนุษย์ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตข้าวเหนียวสู่การเรียนรู้ตลอดชีพ ผู้เข้าอบรม มีกลุ่มผู้ประกอบการด้านปัจจัยทางการเกษตร 80 ราย กลุ่มผู้ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร 131 ราย กลุ่มผู้ให้บริการโดรนทางการเกษตร 115 ราย และ กลุ่มผู้ประกอบการโรงสี 40 ราย โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เกษตรอินโน จำกัด และ ธ.ก.ส. ด้านนวัตกรรมทางอาหารที่แปรรูปจากข้าวเหนียวและพัฒนานวัตกรด้วยการอบรม Creative Design Thinking และ Workshop ร่วมกับผู้ประกอบการ นักศึกษา และนักนวัตกรรมทางอาหาร ออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวเหนียว 40 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การสร้างความตระหนักด้าน carbon credit และการสร้าง ecosystem ในการพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำ
@ไลน์บอทโรคข้าว ติดตามโรคแบบฉบับเกษตรสมัยใหม่
การพัฒนาระบบสนับสนุน Enabler System เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตาม BCG model มี ดร.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ประสานงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การบันทึกข้อมูลการระบาดของโรคในแปลงเกษตรผ่านบริการวินิจฉัยโรคข้าวด้วยปัญญาประดิษฐ์ LineBoT โรคข้าว ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบเว็บแอปสำหรับจัดเก็บและติดตามข้อมูลเพื่อสนับสนุนการยกระดับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในโครงการ BCG Naga Belt Road โดยระบบดังกล่าวมีฐานข้อมูลของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลสมทบต่างๆ ประกอบด้วย ข้อมูล พาสปอร์ตเกษตรกร ข้อมูลจากแบบสอบถามจากโครงการ ข้อมูลพิกัดแปลงนาของเกษตรกร ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยง และข้อมูลสภาพอากาศ ทั้งนี้รศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ช่วยศึกษาบริบทการทำนาข้าวเหนียวและห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่จ.เชียงราย จ.ลำปาง จ.อุดรธานี และจ.นครพนม และศึกษาวิธีการต่างๆ ในการวัดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เพื่อเข้าใจระดับฐานทุนชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว และปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้ากับฐานทุน และระหว่างฐานทุนกับบริบทแวดล้อม เพื่อใช้ในการสำรวจรายครัวเรือน สู่การพัฒนาเชิงระบบของนโยบายของ BCG ภาคการเกษตร
@ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ชูท่องเที่ยวชุมชนบนวัฒนธรรมข้าวเหนียว
สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว มี ดร.อรรจนา ด้วงแพง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เป็นผู้ประสานงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและการพัฒนาตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ของจังหวัดนำร่อง โดยในจ.รายและจ.ลำปาง ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.อุดรธานี ดำเนินงานโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จ.นครพนม ดำเนินงานโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร มีการพัฒนาสู่คลังความรู้ของชุมชน ในด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียว หมู่บ้านแห่งการท่องเที่ยววัฒนธรรมข้าวเหนียว ส่งเสริมตลาดวัฒนธรรมข้าวเหนียวสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
“การดำเนินงานโครงการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวด้วยเกษตรสมัยใหม่บนเส้นทาง สายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (BCG-Naga Belt Road)” เป็น Quick Win ของ BCG สาขาเกษตร ที่ถือเป็นแบบอย่างของการทำงานความร่วมมือแบบ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) อย่างแท้จริง ขับเคลื่อน BCG แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based) ตามนโยบายของรัฐบาล” ดร.ธีรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. รับโล่เกียรติคุณ หน่วยงานผู้สนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน InfoComm Southeast Asia 2022 (IFSEA 2022)
รับโล่เกียรติคุณ : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ (ที่3 จากขวา) รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ หน่วยงานผู้สนับสนุนประชาสัมพันธ์การจัดงาน InfoComm Southeast Asia 2022 (IFSEA 2022) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม (ไบเทค) บางนา สำหรับงาน IFSEA มีเปิดตัวครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2019 ที่กรุงเทพมหานคร ในฐานะของงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงแบบบูรณาการระดับมืออาชีพสำหรับภาคธุรกิจแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผู้เข้าชมงาน 7,743 ราย จาก 45 ประเทศ อาทิ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนาชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยหลักไฟฟ้าสถิต ลดปัญหาฝุ่น PM2.5
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/electrostatic-precipitation-device-for-removing-pm2-5-from-vehicle-emission.html
สวทช. ต่อยอดนวัตกรรมเครื่องกรองฝุ่นละอองในอากาศ สู่การพัฒนาชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยหลักการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ดักจับฝุ่นละออง PM2.5 ในไอเสียรถยนต์ก่อนปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม หวังช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ ลดปัญหาสุขภาพ พร้อมจับมือเอกชนเตรียมพัฒนาใช้งานเชิงพาณิชย์
[caption id="attachment_37523" align="aligncenter" width="700"] ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช.[/caption]
ดร.พรอนงค์ พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 บ่อยครั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 คือไอเสียจากรถยนต์ดีเซล โดยก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้พัฒนาเครื่องกรองฝุ่นละอองและกำจัดเชื้อโรคในอากาศ ทำให้มีองค์ความรู้เรื่องการกรองฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยเทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตอยู่แล้ว จึงคิดนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้กับการกรองฝุ่นละอองจากเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อช่วยกรองไอเสียจากเครื่องยนต์และลดฝุ่นละอองที่จะถูกปล่อยออกมาสู่อากาศ
ไอเสียที่ออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซลโดยปกติจะมีความเร็วสูงประมาณ 30 เมตรต่อวินาที ซึ่งหากผ่านเข้าชุดกรองแบบไฟฟ้าสถิต จะทำให้ประสิทธิภาพการกรองค่อนข้างต่ำมาก กรองได้ประมาณร้อยละ 10-20 เท่านั้น เราจึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการกรอง โดยลดความเร็วของไอเสียที่จะเข้าสู่ชุดกรองด้วยการเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของลมที่จะผ่านเข้ามา และทำให้สามารถกระจายได้ทั่วทั้งพื้นที่ของชุดกรอง ทีมวิจัยจึงออกแบบและพัฒนาชุดแผ่นกระจายลมซึ่งมีช่องเปิดเพื่อให้ลมหรือไอเสียค่อยๆ ทยอยผ่านช่องเปิดนี้เข้าไปยังส่วนต่างๆ ของชุดกรอง และจากการทดสอบแผ่นกระจายลมที่มีช่องเปิดรูปแบบต่างๆ พบว่าแผ่นกระจายลมที่มีช่องเปิดเป็นรูปวงกลมเหมาะสมมากที่สุด เพราะทำให้ลมกระจายได้ทั่วถึงและให้ประสิทธิภาพการกรองที่ดี
“ชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิต ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นประกอบด้วย ส่วนต่อท่อไอเสีย แผ่นกระจายลม ลวดปล่อยประจุ แผ่นดักจับฝุ่น และชุดควบคุม เมื่อนำไปติดตั้งเข้ากับท่อไอเสียรถยนต์จะสามารถช่วยกรองฝุ่นละอองในไอเสียรถยนต์ได้ โดยไอเสียจะผ่านเข้าสู่ชุดกรองที่มีแผ่นกระจายลมช่วยลดความเร็วของไอเสียที่เข้ามาและกระจายออกให้ทั่วในชุดกรอง ภายในมีลวดปล่อยประจุทำหน้าที่ปล่อยประจุให้ไปจับกับฝุ่นละออง และแผ่นดักจับฝุ่นทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองที่มีประจุเหล่านี้ไว้ด้วยขั้วที่ตรงข้ามกัน จึงช่วยไม่ให้ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านออกมาสู่ภายนอกได้”
ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า จากการทดสอบประสิทธิภาพของชุดกรองไอเสียกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อเร่งเครื่องสูงสุดพบว่าไอเสียที่ออกมาโดยไม่ผ่านชุดกรองมีค่าควันดำสูงถึงร้อยละ 99 ขณะที่ไอเสียที่ผ่านชุดกรองออกมานั้นมีค่าควันดำลดลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 27 เท่านั้น ซึ่งไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดที่ร้อยละ 30
“นอกจากนี้ ชุดกรองไอเสียที่พัฒนาขึ้นยังมีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะวัสดุที่ใช้เป็นสแตนเลสทั้งหมด จึงมีความทนทานสูงและไม่เป็นสนิม สามารถฉีดล้างทำความสะอาดได้ง่าย มีชุดควบคุมที่ตรวจสอบความชื้น ไอน้ำ ที่อยู่ภายใน ถ้าล้างแล้วภายในชุดกรองยังมีไอน้ำหรือความชื้นอยู่ ระบบจะยังไม่ทำงาน จนกว่าจะแห้งสนิท”
ปัจจุบัน ศูนย์ NSD สวทช. มีความร่วมมือกับ บริษัทพนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด ในการทดสอบชุดกรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลด้วยการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตที่พัฒนาขึ้น กับการใช้งานในรถแต่ละรุ่น โดยมุ่งเป้ากรองไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลของรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ
“หากเราลดฝุ่นละออง PM2.5 ได้ตั้งแต่ต้นทางอย่างไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล ก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในอากาศ ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” นักวิจัยกล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
Generative AI เอไอแบบรู้สร้าง
ปัจจุบัน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพร้อมของข้อมูล Big Data ที่มีอยู่มากมาย ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา จึงนำมาใช้ฝึก AI ให้ทำงานในด้านต่างๆ และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย
ในบรรดาเทคโนโลยีที่นำ AI ไปใช้นั้น มีเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจและกำลังมาแรงมาก นั่นคือ Generative AI ที่ใช้ AI สร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง โดยสอน AI ให้เรียนรู้จากแบบจำลองของข้อมูลสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่จริง
หนึ่งในเทคนิคการสร้างแบบจำลองที่นิยมนำมาใช้นั้น คือ แกน (GAN, Generative Adversarial Networks) ใช้สร้างภาพใบหน้าที่สมจริง มีความละเอียดสูง นำไปใช้สร้าง Virtual Influencer ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง เพื่อทำหน้าที่เป็นนักร้อง ผู้ประกาศข่าว หรือไอดอลได้
Generative AI มีประโยชน์และใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความละเอียดภาพให้อยู่ในระดับ Super–Resolution ช่วยแปลงภาพถ่ายให้คมชัดมากขึ้น แปลงภาพในเวลากลางวันให้กลายเป็นภาพตอนกลางคืน แปลงภาพขาวดำให้เป็นภาพสี หรือแม้แต่แปลงภาพแบบไม่ต้องมีคู่ตัวอย่างให้ AI เรียนรู้ก่อน เช่น การแปลงม้าเป็นม้าลาย
ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ Generative AI ที่มาแรงในตอนนี้คือ AI ชื่อ Midjourney ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าไปใช้ AI สร้างภาพ โดยใส่เพียง “คำสำคัญที่ต้องการ” AI จะเชื่อมโยงข้อมูล 2 รูปแบบที่แตกต่างกันคือ “ข้อมูลภาพ” และ “ข้อมูลตัวอักษร” เข้าด้วยกัน
ในอนาคต AI อาจช่วยทำหน้าที่เป็น Encoder หรือ Decoder แปลงตัวอักษรให้เป็นภาพ หรือแปลงภาพให้เป็นตัวอักษรได้ ซึ่งน่าจะประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายขึ้นอีก
ในประเทศไทย เนคเทค สวทช. ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI มาอย่างต่อเนื่อง เช่น
VAJA ที่เป็นระบบการสังเคราะห์เสียงจากข้อความภาษาไทย
Automatic Image Caption Generation In Thai เพื่อสร้างคำบรรยายภาพที่เป็นภาษาไทยอย่างอัตโนมัติ
Z-Size Ladies ที่เป็นระบบการจำลองรูปร่างแบบ 3 มิติ สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ระยะ 2-40 สัปดาห์
มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีงานวิจัยด้าน Generative AI กันอย่างกว้างขวาง เช่น
VISTEC กำลังศึกษากระบวนการคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้จำลองการขยับใบหน้าของคนอย่างสมจริง
SIIT ใช้เทคนิค GAN ในการสร้างภาพที่ปกติต้องทำในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่เท่านั้น
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้ GAN เรียนรู้สไตล์ฟอนต์ภาษาอังกฤษ เพื่อประยุกต์ใช้สร้างฟอนต์ภาษาไทยใหม่ๆ
นักศึกษาในบางสถาบันที่ศึกษาการใช้เทคนิค GAN ในการจำลองราคาหุ้น เพื่อทำการซื้อขายหรือตรวจจับการปั่นหุ้น
แม้แต่ Chatbot ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ก็นำ Generative AI มาใช้เพื่อเพิ่มความสมจริงในบทสนทนาเช่นกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
กิจกรรม “Global Bridge between Korean and Thai Companies” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ขอเชิญนักวิจัย/ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี & นวัตกรรม เข้าร่วมกิจกรรม "Global Bridge between Korean and Thai Companies" เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เเละหารือความร่วมมือด้าน R&D กับบริษัทชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี
วันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 65 ผ่านทางระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)
ลงทะเบียนด่วน!!! รับจำนวนจำกัด
** ปิดรับสมัครวันที่ 15 พ.ย. 65 **
สมัครได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/rVXccNfnXfd2R3DB9
ปฏิทินกิจกรรม
นาโนเทค สวทช. คว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง พร้อมกวาด 3 รางวัลพิเศษจากเวที iENA 2022
3 นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ยกขบวนงานวิจัย แผ่นกรองอากาศคาร์บาโน (CARBANO air filter), กระบวนการผลิตเข็มขนาดไมครอนบนผืนผ้าแบบรวดเร็วและสามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ และ 'แมงกานีสเซนส์' ชุดทดสอบไอออนแมงกานีสปนเปื้อนในน้ำ จับมือกันคว้ารางวัล Silver Medal และ รางวัล Bronze Medal รวมถึง 3 รางวัลพิเศษอย่าง Excellent Invention from Research Institute of Creative Education, รางวัลพิเศษจาก Korea Invention Promotion Association (KIPA) และ FIRI Award (Iran) จากงาน “The International Trade Fair – Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2022) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 30 ตุลาคม 2565 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดย AFAG Messen und Ausstellungen GmbH โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
งานวิจัย "แผ่นกรองอากาศคาร์บาโน (CARBANO air filter)" โดย ดร.พงษ์ธนวัฒน์ เข็มทอง และคณะจากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาและการคำนวณระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้รับรางวัล Excellent Invention และรางวัล Bronze Medal นั้น เป็นการพัฒนาแผ่นกรองอากาศแบบจีบสำเร็จรูปที่รวมเทคโนโลยีแผ่นกรอง HEPA และถ่านกัมมันต์เข้าด้วยกัน แผ่นกรองชั้นนอกเป็นผ้าเมลต์โบลนที่มีการขึ้นรูปเส้นใยละเอียดในระดับ 1 –10 ไมโครเมตร ชั้นในเป็นเกล็ดถ่านกัมมันต์เอิบชุ่มอนุภาคนาโนซิลเวอร์ ทำให้มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาด PM2.5 ดักจับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายและยับยั้งเชื้อก่อโรคได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกภาคส่วน เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนมลภาวะที่เป็นพิษทางอากาศให้กลายเป็นอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์ได้ ส่งผลต่อสุขภาพ และยังยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอีกด้วย
ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาต้นแบบงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์แผ่นกรองอากาศชนิดใหม่ มีขนาดบางแต่ประสิทธิภาพเทียบเท่าแผ่นกรอง HEPA โดยแผ่นกรองมีความสามารถในการไหลผ่านของอากาศได้ดี มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถคงรูปได้อย่างแข็งแรง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเครื่องดูดฝุ่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ รวมถึงแผ่นกรองแอร์รถยนต์ สามารถดักกรองฝุ่นต่างๆ รวมทั้งสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น PM2.5 เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย ละอองเกสรดอกไม้ สารอินทรีย์ระเหยง่ายและอนุภาคต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศด้วย ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ไม่ไหลเวียนกลับเข้าไปในอากาศได้อีก จึงทำให้สามารถช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์แก่ที่อยู่อาศัยของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้ทำการจดสิทธิบัตรแล้ว ได้แก่ สิทธิบัตรเลขที่ 2003002236, สิทธิบัตรเลขที่ 2003002534 และ สิทธิบัตรเลขที่ 1703000798
แผ่นกรองอากาศคาร์บาโน (CARBANO air filter) ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการต้นแบบนักประดิษฐ์ไทย นักประดิษฐ์โลก ประจำปี 2565 (Fundamental Fund; FF) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และทุนหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมสนับสนุนโดย บริษัท ซี.ไจแกนติค คาร์บอน จำกัด
"กระบวนการผลิตเข็มขนาดไมครอนบนผืนผ้าแบบรวดเร็วและสามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์" โดย ดร.ไพศาล ขันชัยทิศ และคณะจากทีมวิจัยเข็มระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน เป็นนวัตกรรมกระบวนการผลิตไมโครนีดเดิลแบบอัจฉริยะที่สามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วบนผืนผ้า โดยใช้เทคนิคการรวมลำแสง เกิดเป็นโครงสร้างคล้ายเข็มด้วยกระบวนการ photopolymerization จึงทำให้สามารถผลิตไมโครนีดเดิลได้อย่างรวดเร็ว บนฐานรองรับที่เป็นผ้าหรือวัสดุโค้งงอ นอกจากนี้ด้วยเทคนิคดังกล่าว ทำให้สามารถผลิตไมโครนีดเดิลที่มีรูปร่างเชิงลึกตามความสูงได้ ซึ่งรูปร่างเชิงลึกตามความสูงนี้เป็นเหมือนช่องเปิดที่ช่วยให้สารสำคัญไหลเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังได้ดีขึ้น
จากพื้นฐานเทคโนโลยีแบบดิจิทัลทำให้กระบวนการผลิตเข็มขนาดไมครอนบนผืนผ้า สามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้ ใน 6 ด้านใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ (1) การสร้างรูปแบบและรูปทรงหลากหลายของเข็ม (2) การปรับเปลี่ยนความยาวของเข็ม (3) การปรับเปลี่ยนจำนวนความหนาแน่นต่อพื้นที่ของแผงเข็ม (4) การออกแบบและสร้างรูปแบบและลักษณะของแผงเข็ม (5)การเคลือบเข็มด้วยวัสดุหรือสารสำคัญที่หลากหลาย และ (6) วัสดุของเข็มที่สามารถปรับเปลี่ยนใช้ให้เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้งาน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพและความปลอดภัยต่อการใช้งานในมนุษย์ ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 แล้วอีกด้วย
ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. เดินหน้าคิดค้นเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดการผลิตด้วยเทคโนโลยีเดิมให้มีประสิทธิภาพมากกว่า ด้วยกระบวนการผลิตแผงเข็มที่รวดเร็วกว่า 20 เท่า และสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าถึง 100 เท่า ขณะเดียวกันก็ยกระดับประสิทธิภาพให้เหนือชั้น ด้วยความสามารถในการปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์ต่าง ๆ ได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน สร้างความยืดหยุ่นในการออกแบบแผงเข็มไมโครนีดเดิลได้ตามจินตนาการ เปิดโอกาสให้ทุกความเป็นไปได้ในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ไมโครนีดเดิลอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค สร้างความโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำทางนวัตกรรมสุขภาพ ความงาม และการแพทย์ ก่อนคว้ารางวัล Silver Medal และรางวัล Special Prize จาก Korea Invention Promotion Association (KIPA)
ส่วน ชุดทดสอบไอออนแมงกานีสปนเปื้อนในน้ำ: แมงกานีสเซนส์ (Mn2+ Sense) โดย ดร. กันตพัฒน์ จันทร์แสนภักดิ์ และคณะจากทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน ที่ได้รับรางวัล Silver Medal และรางวัล Best Invention FIRI Award (Iran) เป็นการพัฒนาชุดทดสอบไอออนแมงกานีสปนเปื้อนในแหล่งน้ำอย่างง่าย และรวดเร็ว ใช้ร่วมกับเครื่องอ่านสีขนาดพกพา เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับภาคสนาม สามารถตรวจวัด Mn2+ ได้ในความเข้มข้นต่ำถึง 0.1 ppm (ปริมาณ Mn2+ มาตรฐานในน้ำประปาต้องไม่เกิน 0.3 ppm) ปัจจุบัน มีความร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งมีความต้องการที่จะนำชุดทดสอบนี้ไปใช้ รวมทั้งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ชุดตรวจไอออนแมงกานีสที่พัฒนาขึ้น อาศัยหลักการออกแบบโมเลกุลให้มีความจำเพาะเจาะจงในการจับกับไอออนแมงกานีสในน้ำ โดยเมื่อโมเลกุลดังกล่าวจับกับไอออนแมงกานีสในน้ำ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีส้มอมน้ำตาล และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับเครื่องอ่านสีแบบพกพา (portable colorimetric reader) ที่พัฒนาขึ้นเอง จะทำให้สามารถตรวจวัดไอออนแมงกานีสปริมาณน้อยในน้ำได้อย่างแม่นยำ โดยชุดตรวจไอออนแมงกานีสที่พัฒนาขึ้นนี้ ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกับชุดตรวจทางการค้าที่ใช้หลักการคล้ายคลึงกันและผลการวิเคราะห์จากวิธีมาตรฐานคือเทคนิค ICP-MS พบว่าให้ผลการตรวจวัดสอดคล้องกับวิธีมาตรฐาน และผลการวัดมีการแกว่งของข้อมูลน้อยกว่าชุดตรวจทางการค้า
ปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ ยังอยู่ในระดับต้นแบบงานวิจัย โดยส่วนประกอบของเครื่องอ่านสัญญาณ มีสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กระบวนการประเมินค่าความเข้มข้นของสารเคมีและอุปกรณ์ดังกล่าว” เลขที่คำขอ 1801005687 และสิทธิบัตรการออกแบบ "เครื่องอ่านโลหะหนักในน้ำ" เลขที่คำขอ 2202004425 สำหรับโมเลกุลเซ็นเซอร์และระบบเซ็นเซอร์มีอนุสิทธิบัตร "องค์ประกอบสำหรับตรวจหาแมงกานีสไอออนสำหรับใช้ในภาคสนาม" เลขที่คำขอ 2203002940 และสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "กระบวนการวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในแหล่งน้ำและอุปกรณ์ดังกล่าว" เลขที่คำขอ 2201006900 ซึ่งหากสามารถพัฒนาต่อยอดจะเกิดประโยชน์อย่างมาก ด้วยเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ลดการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศ
ข่าวประชาสัมพันธ์
รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย เพิ่มรายได้เกษตรกร และลดปัญหาโลกร้อน
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/bcg-policy-board-greenlights-new-measures-to-drive-bcg-agenda.html
นายกฯ สั่งการ หน่วยงานรัฐเร่งสนับสนุน 3 สาขาโมเดลเศรษฐกิจ BCG เล็งจัดตั้งศูนย์แปลผลข้อมูลพันธุกรรมสำหรับการแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง-โรควินิจฉัยยาก คาด 4 ล้านคนไทยได้ประโยชน์, สร้างมาตรฐานเพื่อรองรับการผลิตวัคซีนโรคระบาดในฟาร์ม-หนุนราชบุรี Sandbox จัดการโรคระบาดในสุกร มอบ ก.คลัง ทบทวนภาษีเพื่อผ่อนปรนให้ ‘เอกชน’ จัดตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ ‘พอลิเอทิลีน’ (Bio-PE) คาดปล่อยคาร์บอนฯ ต่ำกว่าปิโตรเลียมถึง 5 เท่า
(31 ตุลาคม 2565) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล : พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ครั้งที่ 2/2565
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบเคาะมาตรการสนับสนุนการขับเคลื่อน 3 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่
1. สาขายาและวัคซีน ให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ 661.79 ล้านบาท เพื่อการจัดตั้งศูนย์แปลผลข้อมูลพันธุกรรมสำหรับการแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง และศูนย์แปลผลข้อมูลพันธุกรรมสำหรับการแพทย์แม่นยำในโรคหายากและโรควินิจฉัยยาก ซึ่งคาดว่าจะมีคนไทยกว่า 4 ล้านคน มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบทางยา (Active Pharmaceutical Ingredient, API) ครั้งแรกของประเทศเพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพการจัดตั้งโรงงานดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ในรูปแบบของการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด องค์การเภสัชกรรม และ สวทช.
2. สาขาเกษตร ได้สั่งการให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิต Autogenous Vaccine ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการผลิตวัคซีนใช้ป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในฟาร์ม เสริมการดำเนินงานของราชบุรี Sandbox ในการจัดการโรคระบาดในสุกร และมอบให้ทุกหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูลตลอด Supply Chain เปิดเผยข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสู่เกษตรสมัยใหม่ด้วยการใช้คลังข้อมูลขนาดใหญ่ ทั้งนี้มีเป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกร ผลิตได้ตรงเป้าและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่าง ๆ ด้วยการวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า
3. สาขานวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้กระทรวงการคลังเร่งพิจารณาแนวทางลดอุปสรรคทางภาษีเพื่อสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Braskem ซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพรายใหญ่ที่สุดในโลก ในการจัดตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ พอลิเอทิลีน (Bio-PE) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท กำลังการผลิต 2 แสนตัน/ปี ใช้เอทานอล 450 ล้านลิตร/ปี โดยทุกตันของ Bio-PE ที่ผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์ต่ำกว่าปิโตรเลียม 5 เท่า
นายอนุชา กล่าวต่อว่า ประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจBCG ได้สั่งการและเน้นย้ำให้ภาครัฐทุกกระทรวงเร่งเครื่องสนับสนุนการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการและให้หารือสภาพัฒน์ฯ เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ BCG ทุ่งกุลาร้องไห้ ต่อไป รวมทั้งให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสนับสนุนการใช้สัญลักษณ์ T-Mark (Thailand Trust Mark) สำหรับผู้ประกอบการ BCG และกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ BCG อีกทางหนึ่ง สำนักงบประมาณได้นำแนวคิด BCG ไปเป็นแนวทางการจัดสรรงบประมาณและเตรียมผลักดันให้มี “งบบูรณาการ BCG” ในปีงบประมาณ 2567 และหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการปลดล็อกกฎหมายเพิ่มเติม ได้แก่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก” อนุญาตให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกแปรใช้ใหม่ (Recycled Plastic) เพื่อการบรรจุอาหารได้ ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง “ห้ามนำภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ” เพื่อการอนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอใช้สิทธิเสียภาษีในอัตราศูนย์สำหรับสุราสามทับที่นำไปใช้ในการอุตสาหกรรม” ให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอางตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มเติม
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวคิดการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ได้ดำเนินการภายใต้จุดแข็งของประเทศทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ซึ่งสอดคล้องต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ส่งผลดีทำให้ภาคเอกชนไทยต่างขานรับโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 มีเอกชนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 36 ของมูลค่าโครงการ โดยธุรกิจนวัตกรรมที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน เช่น การผลิตวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ ผลิตชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และน้ำยาสำหรับชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ การผลิตพืชด้วยโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และการผลิตโปรตีนจากพืช และสถาบันการเงินมีการให้สินเชื่อเพื่อการสนับสนุนการประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจ BCG ด้วยมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพิ่มจาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท
สำหรับการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในภาคสังคมได้เตรียมการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารออนไลน์” ด้วยระบบ “คลาวด์ ฟู้ด แบงค์” ครั้งแรกในประเทศไทยด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ แบบจตุภาคี ซึ่งแพลตฟอร์ม “คลาวด์ ฟู้ด แบงค์” เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ต้องการบริจาคอาหารกับกลุ่มคนที่ขาดแคลนอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการรับและการส่งต่ออาหาร โดยเอสโอเอสเป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบโดยมีบริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาแพลตฟอร์ม
ข่าวประชาสัมพันธ์
รับสมัครอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA)
"หลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน
(Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business : RCA)"
ระหว่างวันที่ 17 – 18 มกราคม 2566 (เวลา 9.00 – 16.00 น.) (12 ชม.)
“ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะเข้าใจและเกิดทักษะในการนำเอาวิธีการแก้ปัญหาแบบ RCA ไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของปัญหาเพื่อพัฒนาธุรกิจของท่านได้อย่างยั่งยืน”
สถานที่ฝึกอบรม : โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส หรือเทียบเท่า
ค่าลงทะเบียน :
ท่านละ 12,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
โปรโมชั่นพิเศษ!! รับส่วนลด 10% เมื่อลงทะเบียน 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน จ่ายเพียงท่านละ 10,800 บาท
**ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการเรียน
หากสนใจ!!
ลงทะเบียนมาได้เลย!! ผ่าน Link นี้ https://www.career4future.com/cfa/index.php?crsgen=8122
หรือส่งใบลงทะเบียนเข้ามาที่ totsawat.che@nstda.or.th หรือ bas@nstda.or.th
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Website: https://www.career4future.com/rca
และหากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่ คุณทศวัชร์ (แท๊ป) โทร. 087-114-6806 หรือ E-mail totsawat.che@nstda.or.th
หลักสูตรนี้ผ่านการรับรองหลักสูตรตามมาตรการ Thailand Plus Package
"ผู้ประกอบการที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำไปขอ ยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของลูกจ้าง"
ปฏิทินกิจกรรม
‘7 เทคโนโลยี’ คว้าใจผู้ประกอบการรับต่อยอดเชิงพาณิชย์
Thailand Tech Show เป็นงานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เวทีนำเสนอผลงานวิจัยพร้อมใช้จาก สวทช. และพันธมิตรหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาจากทุกภาคของประเทศ ในรูปแบบตลาดเทคโนโลยี ผู้ซื้อพบผู้ขายเพื่อสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยี และ Tech Startup รวมทั้งเป็นเวทีเชื่อมโยงการลงทุนในรูปแบบใหม่ และแหล่งทุนที่เหมาะสม สำหรับเป็นกลไกในการเร่งสร้างนวัตกรรม และต่อยอดให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นในวงกว้าง
สำหรับงาน Thailand Tech Show 2022 มีการจัดงานร่วมกับ APEC BCG Economy Thailand 2022: Tech to Biz ภายใต้แนวคิด ผสานพลังวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน (Synergizing STI to Sustainable Business) ซึ่งภายในงานนอกจากแสดงผลงานทางวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมวิจัยที่พร้อมต่อยอดธุรกิจจำนวนมากแล้ว ปีนี้ยังมีกิจกรรมการมอบ “กิตติกรรมประกาศความสําเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยี” ให้แก่ผลงานวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร จำนวน 7 ผลงาน ซึ่งเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงาน Thailand Tech Show ในปีที่ผ่านมา (ปี 2019-2020) และได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปผลิตเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ส่วนจะเป็นผลงานวิจัยเรื่องใดบ้างนั้นมาติดตามกัน
1 ยางธรรมชาติดัดแปร
การใช้งานยางพาราในอุตสาหกรรมต่างๆ ยังมีปัญหาเรื่องของสมบัติของยางธรรมชาติที่มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ไม่ทนสารอินทรีย์ กลิ่นแรง สีเข้ม ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ท่อหรือสายยางลำเลียงสารเคมี ผลิตภัณฑ์ที่เน้นสีสัน เช่น ผลิตภัณฑ์ของเล่นเด็ก อีกทั้งยังเข้ากับซิลิกาได้ไม่ดีทำให้ต้องใช้สารควบคู่ร่วมด้วยทุกครั้ง รศ.ดร.เพลินพิศ บูชาธรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พัฒนา ‘กรรมวิธีการปรับคุณสมบัติน้ำยางธรรมชาติ’ ให้ทนต่อสารละลายอินทรีย์ มีสีจาง ไม่มีกลิ่นแรง และมีลักษณะเป็นผง สามารถเข้ากับสารตัวเติมเสริมแรงต่างๆ เช่น ซิลิกา และกราฟีนออกไซด์ได้ดี โดยไม่ต้องใช้สารควบคู่ ไม่เกิดเชื้อราเมื่อจัดเก็บระยะเวลานานเท่ากับยางธรรมชาติทั่วๆ ไป ปัจจุบัน บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
2 ชิ้นงานเชื่อมสำหรับการตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
เทคโนโลยีการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (Non–Destructive Testing) หรือการทดสอบความสมบูรณ์ของแนวเชื่อม โดยไม่ทำลายแนวเชื่อมนั้น ด้วยหลักการของสมบัติทางฟิสิกส์ เช่น รังสี หรือ คลื่นเสียงความถี่สูงได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ภาชนะรับแรงดัน แต่ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง นายสมศักดิ์ ปามึก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้วิจัยและออกแบบสร้าง “ชิ้นงานเชื่อมสำหรับตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง” เป็นการสร้างจุดบกพร่องแบบขาดการหลอมละลายด้านข้างระหว่างขอบของรอยต่อชิ้นงานกับเนื้อเชื่อม (Lack of Fusion) ด้วยการเชื่อมทับแผ่นเหล็กขนาดเล็กทับลงบนตำแหน่งที่ต้องการ เพื่อให้เกิดชั้นอากาศด้านในรอยต่อแล้วเชื่อมทับด้วยการเชื่อมทิกและทำการเจียรไนเรียบ เมื่อนำไปตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ด้วยหัวตรวจสอบแบบมุมพบว่าให้สัญญาณสะท้อนสูงและไม่มีสัญญาณอื่นแทรกซ้อน และมีคุณภาพใกล้เคียงกับชิ้นงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบัน บริษัท มิตรเจริญเคเบิลเวอร์คส์ จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
3 ระบบไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราว (TIB)
เป็นนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแบบใหม่ สามารถพัฒนาพืชที่มีศักยภาพเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ ซึ่งหลักคือการเลี้ยงต้นไม้ในอาหารเหลว ที่มีฮอร์โมนพืชช่วยในการเพิ่มปริมาณต้น เป็นระบบการขยายพันธุ์พืชแบบใหม่ ที่แทนที่ระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชแบบเดิม (อาหารแข็ง) วิธีนี้สามารถนำมาใช้ในระบบการผลิตต้นพืชในระดับอุตสาหกรรม เพราะสามารถผลิตต้นพืชได้จำนวนมาก อัตราการรอดสูง ปลอดโรคและไม่กลายพันธุ์ ปัจจุบัน บริษัท แอดวานซ์ อะกรี-เทค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
4 ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกลอกลายแบบ 3 มิติ (สำหรับงานพิสูจน์หลักฐาน)
งานด้านการพิสูจน์หลักฐานมีความสำคัญอย่างมากในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่เทคนิคการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่ใช้อยู่ยังเป็นการถ่ายภาพ การลอกรอยด้วยการปัดผงฝุ่นเพื่อลอกรอยนิ้วมือแฝง ซึ่งได้ผลเป็นภาพ 2 มิติ ที่มีข้อจำกัดในการตรวจพิสูจน์ ขณะเดียวกันวิธีการหล่อปูนพลาสเตอร์เป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างภาพวัตถุพยานแบบ 3 มิติ แต่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลานาน แม้ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ยางซิลิโคนในการลอกลาย ก็ยังต้องใช้เวลาขึ้นรูปนานและมีราคาแพง ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี และคณะวิจัย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 พัฒนา “ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกลอกลายแบบ 3 มิติ” มีลักษณะการใช้งานคล้ายยางกึ่งสำเร็จรูป เมื่อใช้น้ำร้อนยางจะนิ่มและแข็งขึ้นเมื่อเย็นลง ทำให้ปั้นได้ด้วยมือและลอกลายตามพื้นผิวต่างๆ ได้ ปัจจุบัน บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
5 ตัวนำส่ง ‘สารสกัดถั่งเช่า’ เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม
ด้วยสมบัติของสารสกัดถั่งเช่าไม่ว่าจะเป็นการละลายน้ำยาก ดูดซึมได้น้อย และต้องใช้สารปริมาณมากจึงจะได้ประสิทธิภาพสูง เป็นโจทย์ท้าทายในการพัฒนาสารสกัดถั่งเช่าสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดร.คทาวุธ นามดี และทีมวิจัย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ได้พัฒนา “ตัวนำส่งสารคอร์ไดซิปิน หรือสารสกัดถั่งเช่า” โดยสังเคราะห์เป็นไมโครเอนแคปซูเลชันที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บสารสกัดถั่งเช่า และมีความคงทนเมื่ออยู่ในสภาวะกรดหรือมีสภาวะเสมือนในกระเพาะอาหาร และสามารถปลดปล่อยไลโปโซมที่เก็บกักสารสกัดถั่งเช่าเมื่อค่า pH (ความเป็นกรด-ด่าง) เพิ่มขึ้นหรือมีสภาวะเสมือนในลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารออกฤทธิ์ไปยังเป้าหมาย ทั้งนี้ปกติสารสกัดถั่งเช่าจะถูกดูดซึมได้น้อยเพียง 5-10% แต่เมื่อนำนาโนเทคโนโลยีมาช่วยกักเก็บอนุภาค สามารถเพิ่มศักยภาพการดูดซึมได้ถึง 30-40% ปัจจุบัน บริษัท ไฮบาลานซ์ จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
6 อนุภาคนาโนเพื่อการนำส่งบัวบก มังคุด กานพลูสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอาง
ทราบกันดีว่าสารสกัดบัวบก สารสกัดเปลือกมังคุด และน้ำมันกานพลู เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งทางชีวภาพและทางเภสัชศาสตร์ คือการลดรอยดำ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ รวมถึงการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ในกลุ่มของ Staphylococcus aureus และ Propionibacterium acnes ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิว ดร.สุวิมล สุรัสโม และทีมวิจัย จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. พัฒนาอนุภาคนาโนที่กักเก็บสารออกฤทธิ์บัวบก มังคุด กานพลู โดยอนุภาคสามารถกักเก็บสารสำคัญได้หลากหลายรูปแบบ และมีความคงตัวดี นำไปขึ้นรูปเป็นสูตรตำรับผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในการเตรียมสูตรเภสัชภัณฑ์ใช้ภายนอกร่างกาย ปัจจุบัน บริษัท สมาร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
7 Minimal Lab เทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ
การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ นับเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร และนายสันติ รัตนวารินทร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. พัฒนา “Minimal Lab” ระบบเฝ้าระวังและติดตามการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้เทคโนโลยีแสงในการตรวจสอบ Growth Curve และใช้ IoT ในการสื่อสารกับผู้ใช้งาน ระบบจะบันทึกข้อมูลการเติบโตของแบคทีเรียลงในฐานข้อมูลแบบอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลแบบ Real-time ได้จากสมาร์ตโฟนหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้ใช้งานยังปรับเปลี่ยนการทำงานของเครื่องโดยการสั่งผ่านสมาร์ตโฟนได้ เครื่อง Minimal Lab นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ซึ่งต้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การตรวจเชื้อปนเปื้อนในอุตสาหกรรมอาหาร หรือตรวจติดตามภาวะดื้อยาในอุตสาหกรรมยา ปัจจุบัน บริษัท วินัยเอ็นจิเนียริ่ง อินดัสตรี (1997) จํากัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เรียบเรียงโดย : วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์คโดย : ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ฟิล์มปิดหน้าถาดจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และบริษัททานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) พัฒนาฟิล์มปิดหน้าถาดจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยผลงานนี้โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ ฟิล์มบางใส ต้านทานการเกิดฝ้า ช่วยยืดอายุสินค้าผักสลัดให้คงสภาพสดใหม่ในชั้นวางจำหน่ายจากเดิม 3 วัน เป็น 5 วัน มูลนิธิโครงการหลวงได้นำร่องใช้ฟิล์มกับบรรจุภัณฑ์ เมนูผักสลัดพร้อมทาน สำหรับจำหน่ายในร้านโครงการหลวงแล้ว
ผลงานการวิจัยนี้ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ทั้งด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ทั้งในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสร้างของเสีย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จของโครงการวิจัยนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตให้แก่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาด นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนานี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
รายละเอียดเพิ่มเติม: เอ็มเทค สวทช. เปิดตัว ‘ฟิล์มปิดหน้าถาดจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ’ ‘มูลนิธิโครงการหลวง’ นำร่องใช้จริงบรรจุเมนูผักสลัดพร้อมทาน ผู้บริโภคได้ 2 ต่อ ‘กินผักสดดีต่อสุขภาพ-หนุนบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อโลก’
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช.นำหน่วยงานพันธมิตรร่วมงานระดับโลก World Congress of Angel Investors 2022 ณ เมืองอันทาเลีย ประเทศตุรเคีย
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/nstda-participates-in-world-congress-of-angel-investors-wbaf-2022.html
(เมื่อวันที่ 24-26 ตุลาคม 2565) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.) เดินทางเข้าร่วมงาน World Congress of Angel Investors นำโดย ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างระบบนิเวศและเครือข่ายนักลงทุนระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับ World Business Angels Investment Forum (WBAF) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจระยะเริ่มต้น
นอกจากนี้ ปีนี้ สวทช. สนช. และ ศลช. ได้ร่วมรับตำแหน่ง High Commissioner และ Senator เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศของทั้งนักลงทุนและสตาร์ตอัปให้แข็งแกร่งด้วย
การร่วมงานครั้งนี้ยังมีกิจกรรมการนำเสนอผลงานของสตาร์ตอัปจากหลากหลายประเทศพันธมิตร โดยในปีนี้ ศลช. ได้นำ บ.วิโนน่า ไบโอเทค เข้าร่วมนำเสนอผลงานบนเวที Global Fundraising Stage ด้วย นับเป็นเวทีระดับโลกที่มีนักลงทุนและสถาบันการลงทุนเข้าร่วมมากกว่า 41 ประเทศทั่วโลก
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย – คาร์กิลล์ เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
For English-version news, please visit : https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2022/new-cargill-innovation-center-opens-at-thailand-science-park.html
(26 ตุลาคม 2565) ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์นวัตกรรมคาร์กิลล์ (Cargill Innovation Center) หรือ ศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท คาร์กิลล์มีท (ไทยแลนด์) จำกัด ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด สวทช.และพันธมิตร เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่วิทยาการผลิต แปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่ โดยมี น.สพ.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและ นางสาวชมพูนุช อนุศาสน์สิทธิกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เข้าร่วมพิธี
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ เลือกอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งดูแลโดย สวทช. เป็นพื้นที่ตั้งศูนย์นวัตกรรมคาร์กิลล์ และเชื่อมั่นในประสบการณ์ของการเป็นผู้ผลิตรวมถึงจัดจำหน่ายอาหารและสินค้าเพื่อการเกษตร ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศกว่า 50 ปี และในต่างประเทศกว่า 157 ปี โดยมีการส่งออกไปกว่า 16 ประเทศทั่วโลก เมื่อรวมกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการทำวิจัย ของ สวทช. ที่มีศูนย์วิจัยแห่งชาติ เช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านของเกษตรและอาหาร ผนวกกับการเข้าถึงเครือข่ายพันธมิตรของทั้ง สวทช. และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จะทำให้บริษัทฯ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นประโยชน์ และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ นอกจากนี้การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมฯ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรม S-Curve ซึ่งเป็นนโยบายหลักเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรในประเทศไทย
นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจคาร์กิลล์ประเทศไทยและกรรมการผู้จัดการธุรกิจโปรตีนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการจัดตั้งในครั้งนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคปัจจุบันในทิศทางที่ดีขึ้น เดิมบริษัทฯ เคยมีศูนย์ฯ อยู่ที่จังหวัดสระบุรีแต่ด้วยพื้นที่จำกัดและการเข้าถึงบุคลากรนั้นทำได้ยาก จึงเปลี่ยนมาจัดตั้งที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อให้เข้าถึงบุคลากรที่มีความสามารถได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ซึ่งภายในศูนย์ฯประกอบด้วย ห้อง Sensory & Kitchen Studio ที่นำข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคมาวิเคราะห์และพัฒนาสูตรอาหารโดยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์การอาหาร โดยเน้นถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ห้อง Kitchen ที่ใช้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีรสชาติที่หลากหลายและถูกปากผู้บริโภคมากขึ้น และห้อง Pilot line ที่นำขั้นตอนการผลิตมาย่อส่วนลงเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมฯ ถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ค้าของบริษัทประสบความสำเร็จในธุรกิจ สร้างความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ ร่วมกับการใช้ประสบการณ์กว่า 157 ปีจากคาร์กิลล์ทั่วโลกในการยกระดับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจร่วมกันกับเกษตรกร ชุมชน หน่วยงานของรัฐและลูกค้าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ตรงกับปณิธานของบริษัทที่ว่าเรื่องของการเติบโตด้วยวิถีปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และยั่งยืน
นายธิติ ตวงสิทธิตานนท์ กรรมการผู้จัดการธุรกิจโปรตีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า คาร์กิลล์ไทยแลนด์ ถือเป็นอันดับต้นของประเทศไทยที่ส่งออกไก่ปรุงสุกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี อังกฤษ โปแลนด์ และแคนนาดา เป็นต้น สำหรับประเทศไทยบริษัทดำเนินเกี่ยวกับธุรกิจโปรตีนเมื่อประมาณ 32 ปีที่ผ่านมา มีการจัดตั้งโรงงานที่ผลิตที่แรกในจังหวัดสระบุรี และเริ่มขยายธุรกิจไปที่จังหวัดนครราชสีมา และต่อมาได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 แบรนด์ ได้แก่ Sun valley ผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกในรูปแบบต่างๆ เช่น นักเก็ตไก่ ไก่ป๊อป ชิกเก้นสติ๊ก และปีกไก่กรอบ ที่วางจำหน่ายตามห้าง modern trade เช่น Super market Lotus Top market รวมถึงช่องทางออนไลน์ อย่าง Facebook Lazada Shopee และแบรนด์ PlantEver ซึ่งเป็นโปรตีนทางเลือก หรือ โปรตีนจากพืช ซึ่งการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมฯ นี้จะช่วยทำให้บริษัทเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากยิ่งขึ้น และช่วยต่อยอดได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
โดยในภูมิภาคเอเชีย มีการจัดตั้ง Cargill Innovation Center แล้ว 4 แห่ง ได้แก่ สิงค์โปร์ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง คุรุคราม (Gurugram) และล่าสุดที่ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งที่ 5 ของเอเชีย เพื่อสานต่อเป้าหมายหลักในการเป็นผู้ผลิตอาหารและสินค้าเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค พร้อมส่งมอบไอเดียนวัตกรรมผ่านผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีความปลอดภัย มีความรับผิดชอบในทุกกระบวนการผลิตและสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้หน่วยงานที่สนใจจะมีความร่วมมือกับคาร์กิลล์ สามารถติดต่ออุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 025647000 ต่อ 5555 หรือ อีเมล tspconnex@nstda.or.th
////////////////////////////////////
ข่าวประชาสัมพันธ์


