ผลการค้นหา :
Food Talks 2026 “FLAVOR INNOVATION TRENDS 2026”
🌊✨ สัปดาห์นี้ Food Talks 2026 ชวนคุณมาอัปเดตโลกของ “กลิ่นและรส” ที่กำลังเขย่าอุตสาหกรรมอาหาร!
📍 เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ ร่วมเจาะลึกองค์ความรู้ด้านกลิ่น รส และประสาทสัมผัส ตั้งแต่เทรนด์สู่การพัฒนาไอเดีย และการต่อยอดเชิงธุรกิจ ในหัวข้อ “FLAVOR INNOVATION TRENDS 2026”
*📅 วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569
* *🕙 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป* *
📍 Live สดผ่าน Facebook Page: FoodInnopolis*
📌 Key points ที่ห้ามพลาด - อัปเดตเทรนด์ Flavor & Sensory ปี 2026 กลิ่นรสที่มาแรง แนวโน้มวัตถุดิบ สารให้กลิ่นรส และทิศทางนวัตกรรมที่ยกระดับศักยภาพ การแข่งขันของธุรกิจอาหาร - การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม ด้านกลิ่นและรส ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและต่อยอดเชิงพาณิชย์
🎤 *โดยคุณธนากร เกียรติธนากร* Head of Flavour Research & Development Department, Thai - China Flavours and Fragrances Industry Co., Ltd.
📲 ลงทะเบียนเลยที่: https://forms.gle/9aqdLQw5VchjpLzA8 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
📬 ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ไบโอเทค สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหาร มจธ. เสริมสร้างความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
(19 ม.ค. 69) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการไบโอเทค และคณะนักวิจัย ให้การต้อนรับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พร้อมคณะผู้บริหาร มจธ. ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและหารือความร่วมมือ ณ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
สำหรับการหารือในครั้งนี้ ไบโอเทคได้นำเสนอแผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ซึ่งเป็นแนวทางการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้จริงเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทย ภายใต้กลุ่ม Battle ที่เน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ และ Pre-Battle ที่เน้นการวิจัยเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโจทย์ในอนาคต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งร่วมกันพิจารณาทิศทางการจัดทำแผนการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมชีวเคมีและโรงงานต้นแบบ (BEC) และศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและการใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (ECoWaste) เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างไบโอเทค สวทช. และ มจธ. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร มจธ. ยังได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยของไบโอเทค เริ่มจากการเข้าชมโครงสร้างพื้นฐานการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ณ อาคารไบโอเทค จากนั้นได้เดินทางไปยังอาคารนวัตกรรม 2 (INC2) เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (TBRC) ต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไบโอรีไฟเนอรีและการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน โดยมีหัวหน้าทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมบรรยายสรุปข้อมูล ซึ่งการเยี่ยมชมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ สคพ.6 และ จ.พระนครศรีอยุธยา ขับเคลื่อนแนวคิด “ธนาคารอาหาร” (Food Bank) เปลี่ยนอาหารส่วนเกินสู่ผู้เปราะบาง มุ่งเป้าลดขยะอาหารและก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน
(16 มกราคม 2569) ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 (สคพ.6) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการประชุมสร้างเครือข่ายในการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อผลักดันโมเดลการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบผ่านโครงการ “ส่งต่ออาหารส่วนเกินสู่ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” หรือธนาคารอาหาร (Food Bank) มุ่งเน้นการใช้กลไกตัวกลางเชื่อมโยงทรัพยากรจากผู้บริจาคสู่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลน
ดร.รวมทรัพย์ คะเนะดะ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 พร้อมด้วย นายบรรพต ทองนาค ผู้อำนวยการส่วนการจัดการกากของเสียและสารอันตราย ร่วมด้วย ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. พร้อมด้วยทีมวิจัยนโยบายจาก สวทช. และไบโอเทค ได้ร่วมกันเปิดเวทีหารือ ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 40 แห่ง และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องรวม 85 คน เข้าร่วมเพื่อรับทราบแนวทางปฏิบัติภายใต้ “แผนปฏิบัติด้านการจัดการขยะอาหาร ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 - 2570)” ของประเทศไทย
โครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ภายใต้การดำเนินงานของ สวทช. เป็นการนำองค์ความรู้และการบริหารจัดการเชิงระบบมาใช้จัดการกับ “อาหารส่วนเกิน (Surplus Food)” ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงคุณภาพดีและปลอดภัยแต่ไม่ถูกจำหน่าย โดยโครงการจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการสร้างกลไกรับบริจาคอาหารจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ส่งต่อผ่านระบบตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกระจายไปยังเครือข่ายผู้รับอาหารหรือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างทั่วถึง
การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้แก่สังคม แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร โดยการเปลี่ยนมุมมองว่าอาหารส่วนเกินไม่ใช่ขยะ แต่คือ “ทรัพยากรที่ยังมีคุณค่า” ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่สถานที่กำจัด ลดภาระงบประมาณในการจัดการขยะของท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดคือการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเน่าเสียของอาหารในหลุมฝังกลบ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจระดับโลกตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)
สวทช. และภาคีเครือข่าย เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลระบบธนาคารอาหารไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการบริโภค การแบ่งปัน และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดภายใต้การขยายผลโครงการฯ อย่างน้อย 30 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในปี 2571
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“สร้างความคิดแบบผู้ชนะ – มองไกลให้ถึงดวงจันทร์” สวทช. เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปลุกพลังนักวิจัยรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ไทยให้ก้าวทันโลก
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ "แรงบันดาลใจจากผู้นำ สู่อนาคตนักวิจัยรุ่นใหม่" (Inspiring the Future of Young Researchers) ณ Co - Working Space สวทช. โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรปาฐกถาพิเศษ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติ สวทช. เข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง
งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยงานพัฒนาบุคลากร ฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร สวทช. มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดมุมมองการทำงาน เติมพลังความคิด และสร้างอนาคตงานวิจัยอย่างมีเป้าหมายให้กับบุคลากร ซึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่นักวิจัยรุ่นใหม่ควรตระหนัก 5 ประการ ดังนี้:
เปลี่ยน Mindset จาก "ผู้แก้ปัญหา" สู่ "ผู้สร้างผลงาน" ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำและนักวิจัยต้องไม่ติดกับดักการเป็นเพียง "ผู้แก้ปัญหา" เพราะปัญหาจะไม่มีวันหมดไป แต่ต้องมุ่งเน้นการ "สร้างผลงานและโอกาส" ที่ยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่อง "ความพร้อม" ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความพร้อมที่สมบูรณ์แบบ แต่เกิดจาก "ใจที่สู้" และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ
กลยุทธ์ "งัดข้อ" บริหารงบประมาณอย่างชาญฉลาด ในประเด็นทรัพยากร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เสนอแนวคิดให้นักวิจัยมองข้ามข้อจำกัดของงบประมาณภาครัฐที่มีจำกัด แต่ให้ใช้เงินจำนวนนี้ไปดึงดูดเม็ดเงินวิจัยมหาศาลจากภาคเอกชน เข้ามาร่วมลงทุน โดยเฉพาะการจับมือกับธุรกิจรายใหญ่ ที่มีศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของประเทศได้ทั้งระบบ
จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลกและ "ทางลัด" ทางวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนขั้ว ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก แนะนำให้ไทยใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ โดยหันมาสร้างความร่วมมือกับชาติเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง เช่น จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น และต้องกล้าใช้ "ทางลัด" ในการทำโครงการที่ยากและท้าทาย เพื่อให้ไทยก้าวทันโลกได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
คิดให้ใหญ่แบบ Moonshot Mindset หนึ่งในไฮไลท์ของการบรรยายคือการปลุกความกล้าที่จะฝันใหญ่ เช่น โครงการส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ หรือโครงการวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อทำลายกำแพงความไม่เชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย และเปลี่ยนความคิดจากประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นชาติที่มีความสามารถระดับโลก
ผสาน "ศาสตร์และศิลป์" สื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคม ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ย้ำว่างานวิจัยไม่ควรแห้งแล้ง แต่ต้องนำ "มนุษยศาสตร์และศิลปะ" (Soft Power) เข้ามาช่วยในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงจิตใจผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง
กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการจุดประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ของ สวทช. ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 19 มกราคม 2569
www.nstda.or.th
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
สวทช. โชว์ศักยภาพวิจัยไทย !
กวาด 42 รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 69
ท็อปฟอร์ม ! ทัพนักวิทย์ฯ สวทช. พาเหรดคว้ารางวัลวิจัยระดับประเทศ ชูนวัตกรรม ‘ชุดตรวจโรคไต-เซนเซอร์ตรวจฉี่แบบพกพา' ผลักดันงานวิจัยใช้ได้จริง
อ่านต่อ >
ปั้น ‘AI ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ’ พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย รับยุคดิจิทัล! อว. สั่งลุย! สวทช.-DPU ลงนามเดินหน้า ‘AI เพื่อการศึกษา’ปั้นแพลตฟอร์มติวเตอร์ไฮเทค-อัปสกิลอาจารย์ทั่วประเทศ ยกระดับเรียนรู้ตลอดชีวิต สู่โลกอนาคต อ่านต่อ > อว. เสิร์ฟ Quick Win ส่งตรงถึงประชาชน: ปลัด อว. ควงแขน สวทช. ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา นำวิทย์ฯ เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ผ่าน 5 บิ๊กโปรเจกต์ ได้แก่ งานวิจัยกินได้, วิทย์กู้ภัย, มหาวิทยาลัย Net Zero, อัปสกิลแรงงาน และทางลัดอนาคตด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง พลิกโฉมท้องถิ่นให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ อ.จักราช จ.นครราชสีมาอ่านต่อ >
จดหมายข่าว สวทช.
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ค.ศ. ๒๐๒๖ (GYSS 2026)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ค.ศ. ๒๐๒๖ (Global Young Scientists Summit – GYSS 2026) เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙ ณ หอประชุมของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) สาธารณรัฐสิงคโปร์
การประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก จัดขึ้นโดย National Research Foundation (NRF) แห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากทั่วโลกกับนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก รูปแบบการประชุมประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ (Plenary Lectures) การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การอภิปรายเชิงลึกในกลุ่มย่อย กิจกรรมพบปะอย่างใกล้ชิดระหว่างนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกกับนักวิทยาศาสตร์เยาวชน รวมถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมมุมมองสหสาขาวิชา และการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาของโลกในอนาคต ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมที่ผ่านมา GYSS ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากร อาทิ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิทยาศาสตร์รางวัลเหรียญฟิลด์ส (Fields Medal) ด้านคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลทูริ่ง (Turing Award) ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลมิลลิเนียมเทคโนโลยี (Millennium Technology Prize) รวมถึงนักวิทยาศาสตร์รางวัลและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติอีกหลายสาขา
การประชุม GYSS 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕–๙ มกราคม ๒๕๖๙ มีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจำนวน ๒๒ คน เข้าร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านเคมี ๓ คน ด้านฟิสิกส์ ๕ คน ด้านสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ๓ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลทูริ่ง ๓ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลมิลลิเนียมเทคโนโลยี ๒ คน นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลด้านวิทยาการคำนวณของสมาคมคอมพิวเตอร์เอซีเอ็ม (The ACM Prize in Computing) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลสต็อคโฮล์มวอเทอร์ (The Stockholm Water Prize) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลนากาโซเนะ (HFSP Nakasone Award) ซึ่งมอบโดยโครงการ Human Frontier Science Program (HFSP) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัล Breakthrough Prize in Life Sciences ๑ คน และนักวิทยาศาสตร์รับเชิญซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก ๒ คน สะท้อนถึงความหลากหลายและความเป็นเลิศทางวิชาการของการประชุมครั้งนี้
สำหรับปี ๒๕๖๙ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม GYSS 2026 จำนวน ๒๐ คน และนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลกครบทั้ง ๑๔ ครั้ง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๓๕ คน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์. ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินการจัดสัมภาษณ์ให้คณะกรรมการกลั่นกรองคุณสมบัติ และการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการและการเข้าร่วมงาน GYSS ของนักวิทยาศาสตร์เยาวชนไทย ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้กล่าวว่า เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เยาวชนไทยได้ปฏิบัติหน้าที่สมกับได้รับโอกาสที่สำคัญ จึงได้เตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปฐมนิเทศการเข้าร่วมกิจกรรม จัดทำรายงานผลงานและประวัติของวิทยากรที่มาบรรยายในงาน GYSS 2026 การพัฒนาทักษะการสื่อสารในการแนะนำงานวิจัยให้กับผู้อื่น การสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันในการทำงานในอนาคต และการวางแผนในการนำประสบการณ์และความรู้ของเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือสังคม เช่น การบรรยายพิเศษและจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและครู
นักวิทยาศาสตร์เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit 2026 (GYSS 2026) ดังนี้
นายเสฏฐวุฒิ บัวดี นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ผมรู้สึกประทับใจ ดีใจ และตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ GYSS 2026 โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผมได้พบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล (laureates) รวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการจากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งในสายงานเดียวกันและต่างสาขา ผมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองใหม่ ข้อคิด และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและการพัฒนาตนเอง
นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการยังช่วยให้ผมได้สร้างมิตรภาพและเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับผู้แทนประเทศไทยและผู้เข้าร่วมจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการและการทำงานร่วมกันในอนาคต”
ขณะที่ นายภูมิรพี เอี่ยมทอง นักศึกษาปริญญาโทควบเอก ชั้นปีที่ 6 สาขาวิศวกรรมชีวโมเลกุล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิรินเมธี กล่าวว่า “การได้เข้าร่วมการประชุม GYSS 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของผมให้กว้างไกลยิ่งขึ้น การได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด รับฟังทัศนคติ และสร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผมตระหนักว่าโลกของวิทยาศาสตร์นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ความสนุก และยังมีองค์ความรู้อีกมากมายที่รอให้เราไปค้นหา ประสบการณ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการจุดประกายไฟแห่งการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดสู่งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในอนาคต”
นายภูมิรพี ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงคำกล่าวที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sir Tim Hunt ว่า “New discoveries always come from stupid mistakes” หรือ “การค้นพบใหม่ ๆ มักเกิดจากข้อผิดพลาดที่ดูเหมือนไม่สำคัญ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ได้
สุดท้ายนี้ “กระผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระเมตตาและทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์เยาวชนของประเทศไทยมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ให้การสนับสนุนและมอบโอกาสอันล้ำค่าให้พวกเราได้เข้าร่วมกิจกรรมระดับโลกครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นแรงผลักดันให้ผมไม่หยุดพัฒนาตนเอง และมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยต่อไป”
นางสาวธนกานต์ ปลัดกอง นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับผู้ที่มีความรักและความมุ่งมั่นในวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์
สิ่งที่ทำให้ GYSS 2026 มีความโดดเด่นและแตกต่างจากการประชุมวิชาการทั่วไป คือการเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างแท้จริง ทั้งกับนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดคือการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล (Nobel Laureates) ซึ่งประสบการณ์และข้อคิดที่ได้รับจากท่านเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียน
บรรยากาศของการประชุมได้รับการออกแบบให้มีความอบอุ่น เป็นกันเอง แม้จะเป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจำนวนมากก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนี้ช่วยจุดประกายไฟแห่งการเรียนรู้ และทำให้ข้าพเจ้าเห็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพในอนาคต
ความสำเร็จและโอกาสอันทรงคุณค่านี้จะไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการสนับสนุนอย่างดียิ่ง ข้าพเจ้าขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และขอขอบพระคุณ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะผู้จัดงานและทีมงานทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนและดูแลผู้แทนประเทศไทยเป็นอย่างดี จนทำให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ระดับโลกอันทรงคุณค่าในครั้งนี้”
ดร.ประภัสสร นำเกียรติสกุล นักวิจัย กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า
“ประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ GYSS 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับการทำงานวิจัย เนื่องจากได้เรียนรู้แนวคิดและวิธีคิดจากนักวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จุดเด่นของโครงการนี้คือบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และความสนใจในวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ทำให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ผู้เข้าร่วมจะมาจากต่างสาขาวิชา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจากเวทีวิชาการทั่วไป
นอกจากนี้ การได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึงการได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
สุดท้ายขอขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ที่กรุณาสละเวลาแลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ ในฐานะพนักงาน สวทช.ที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งในคำแนะนำด้านแนวคิดการทำงานวิจัยและพัฒนา การทำงานเป็นทีม และการคำนึงถึงเป้าหมายสูงสุดที่จะให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากงานวิจัย ตลอดจนการต่อยอดองค์ความรู้จากเวทีนานาชาติสู่การสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน (ASI) สวทช. โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77206 หรือทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/GYSSTH
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และ อวท. เปิดบ้านต้อนรับคณะ TechNet รุ่นที่ 1 โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมจากหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต (Technology & Innovation Networking for Future Industries) TechNet รุ่นที่ 1” โดย สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม ภายใต้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(กวทช.) ประธานหลักสูตรฯ ร่วมเป็นเกียรติในการศึกษาดูงาน โอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมกล่าวต้อนรับ
ทางคณะฯ ได้รับฟังบรรยายแนะนำบริการและโครงสร้างพื้นฐาน สวทช. สนับสนุนภาคเอกชน โดยคุณสุจินดา ทองศรี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ และแนะนำ Industry 4.0 โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม หลังจากนั้นได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและบริษัทผู้เช่าใน อวท. ได้แก่ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NSTDA Characterization and Testing Service Center: NCTC) ศูนย์เร่งพัฒนาต้นแบบรวดเร็ว TD-X Center บริษัท SMS Corporation ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังดัดแปร บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด สารเคมี ประเภทสารเคลือบทุกชนิด รับจ้างเคลือบ พื้นผิวเครื่องจักร (Startup จาก NANOTEC) และบริษัท Essential Studio จำกัด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผนึกกำลังไทย–สิงคโปร์ ยกระดับ AI และนวัตกรรมการแพทย์ มุ่งสร้างกำลังคนทักษะสูง เสริมแกร่งระบบนิเวศ วทน. สู่ระดับสากล
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569: ณ อาคาร Fusionopolis One-North Business Park ประเทศสิงคโปร์ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. หารือร่วมกับผู้บริหารของ Agency for Science, Technology and Research (A*STAR) เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.แอนดี้ ฮอร์ รองประธานกรรมการบริหาร A*STAR ให้การต้อนรับ
สวทช. และ A*STAR ในฐานะหน่วยงานวิจัยระดับชาติ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปยังการยกระดับขีดความสามารถในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยาและวัคซีน นวัตกรรมการแพทย์ เกษตรและอาหารสมัยใหม่ พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.แอนดี้ ฮอร์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ A*STAR ในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงงานวิจัยด้านการแพทย์สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง ผ่านการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มวิจัยที่ทันสมัยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบภายใต้กรอบจริยธรรมที่เหมาะสม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการวินิจฉัยและการพัฒนายาในอนาคต นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการจัดระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างโอกาสแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการเร่งการพัฒนา AI ทางการแพทย์ และยินดีทำงานร่วมกับ A*STAR อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการวิจัยร่วม การพัฒนาบุคลากร และการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ โดย A*STAR ได้ขานรับ และร่วมวางกรอบความร่วมมือเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยาและนวัตกรรมการแพทย์ การเป็น focal point เชื่อมโยงระหว่าง A*STAR กับมหาวิทยาลัยไทยที่มีศักยภาพด้านการวิจัยเฉพาะทาง และการร่วมกันพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่”
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ตัวอย่างความสำเร็จเชิงรูปธรรม ภายใต้โครงการ NSTDA–SINGA ในช่วงปี พ.ศ. 2567–2568 ซึ่งเป็นทุนการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์ ได้แก่ NUS, NTU และ SUTD โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนในสาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิทยาการข้อมูล (Data Science) และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 ราย นับเป็นโครงการที่ช่วยบ่มเพาะและวางรากฐาน พร้อมทั้งเป็นการเสริมศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในเวทีนานาชาติเพื่อการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ ตัวอย่างความสำเร็จของเยาวชนไทยในเวทีโลกที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าว คือ “ผลงานวิจัยด้าน 3D Computer Vision และ Physical Artificial Intelligence” โดย นางสาวรมย์รวินทร์ ชุมภู นักศึกษาปริญญาเอกชั้นปีที่ 1 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ณ National University of Singapore (NUS) ซึ่งได้รับทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ A*STAR ผ่านนักศึกษาทุนภายใต้โครงการ NSTDA–SINGA ซึ่งเป็นการสะท้อนผลลัพธ์ด้านการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม โดยงานวิจัยนี้ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางฟิสิกส์เข้ากับเทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติ รวมถึงการพัฒนา Spatial Intelligence เพื่อให้ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้และเข้าใจโลกทางกายภาพผ่านแบบจำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการประยุกต์ใช้ในสาขา Computer Vision และ Robotics และการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงได้
นางสาวรมย์รวินท์ กล่าวว่า “การได้รับทุนดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย และได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำในเวทีนานาชาติ ซึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ทางวิชาการของตนเอง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคต”
ความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ A*STAR ในครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพลิกโฉมระบบสุขภาพ ตั้งแต่การพัฒนายาไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำ ภายใต้กรอบจริยธรรมและการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสเชิงรูปธรรมในการบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่และกำลังคนทักษะสูง ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดรับสมัครพนักงาน ประจำเดือนมกราคม 2569
เริ่มต้นปีใหม่กับโอกาสร่วมงานกับองค์กรวิจัยระดับประเทศ 🔬✨
สวทช. เปิดรับสมัครพนักงาน ประจำเดือนมกราคม 2569
เรากำลังมองหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในตำแหน่งดังต่อไปนี้:
• ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายการเงินและบัญชี
• ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและประสานพันธมิตร
• นักกฎหมาย
• วิศวกร
• นักวิเคราะห์
• เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ
• เจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์
มาร่วมสร้างสรรค์อนาคตให้ประเทศไทยไปกับเรานะคะ 🚀
📌 รายละเอียดตำแหน่งงานและสมัครออนไลน์: https://zebra.nstda.or.th/recruit/hrms/pages/pub.publish.php?section=All หรือสแกน QR Code ในรูปภาพ
📞 สอบถามเพิ่มเติม: งานสรรหาคัดเลือก โทร. 025647000 ต่อ 71103, 71105, 71121 ,71123
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปฏิทินกิจกรรม
ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี (EHP) ในกุ้ง ตรวจง่าย รู้ผลใน 25 นาที
Enterocytozoon hepatopenaei (EHP) หรืออีเอชพี คือเชื้อไมโครสปอริเดียนที่ก่อโรคในกุ้ง ทำให้กุ้งมีอาการป่วย ตับอักเสบ กินอาหารได้น้อย ขนาดตัวเล็ก แตกไซซ์หรือมีขนาดตัวแตกต่างกันมาก ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโรคง่าย และเสี่ยงตายก่อนถึงระยะจำหน่ายสูง โดยเชื้อชนิดนี้สร้างความเสียหายแก่ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าถึง 6,000–8,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 10 ของรายได้ในช่วงสถานการณ์ปกติ ส่งผลให้เกษตรกรที่เตรียมรับมือไม่ทันเสียหายหนักจนอาจถึงขั้นล้มละลาย
[caption id="attachment_79182" align="aligncenter" width="500"] กุ้งขาวแวนนาไมแตกไซส์[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีในรูปแบบตรวจง่าย เกษตรกรใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ที่ใช้เวลาตรวจเพียง 25 นาทีเท่านั้น การวิจัยและพัฒนานี้ได้รับการสนับสนุนจาก รศ. ดร.ศิวาพร ลงยันต์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และบริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด โดยล่าสุดในปี 2569 ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (2026 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition: IPITEx 2026)
[caption id="attachment_79164" align="aligncenter" width="750"] กุ้งขาวแวนนาไม[/caption]
ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ใช้ง่าย รู้ผลใน 25 นาที
ปัจจุบันวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในการตรวจเชื้ออีเอชพี คือ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย 1,000 เท่า และการตรวจด้วยเทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง แต่ทั้งสองวิธีนี้เกษตรกรจะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจยังห้องปฏิบัติการ เพราะจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทางในการตรวจและวิเคราะห์ผล ทำให้นอกจากเกษตรกรต้องเสียค่าขนส่งตัวอย่างกุ้งและค่าตรวจแล้ว ยังต้องใช้เวลารอผลตรวจอย่างน้อย 2–3 วัน ส่งผลให้การดำเนินงานเพื่อยับยั้งความเสียหายล่าช้าหรืออาจไม่ทันการณ์
[caption id="attachment_79161" align="aligncenter" width="450"] ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจเชื้ออีเอชพีด้วยตัวเอง และมีความสะดวกรวดเร็ว สำหรับวิธีการตรวจประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ เตรียมตัวอย่าง สกัด ทดสอบ และอ่านผล ซึ่งระยะเวลาตรวจรวมทุกขั้นตอนใช้เวลาเพียง 25 นาทีเท่านั้น
“การอ่านผลทำได้ง่าย เพียงดูแถบสีแดงที่ปรากฏบนชุดตรวจ หากขึ้น 2 แถบ ทั้งที่ตำแหน่งตัว T (test) และ C (control) แปลว่า มีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ แต่หากขึ้นแถบเดียวที่ตัว C แปลว่า มีผลเป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ทั้งนี้ผลการทดสอบชุดตรวจอีเอชพีที่ทีมวิจัยพัฒนามีความจำเพาะกับเชื้ออีเอชพีและมีความแม่นยำสอดคล้องกับการตรวจด้วยเทคนิค qPCR (quantitative Polymerase Chain Reaction) 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ตรวจกุ้งที่ติดเชื้อในระดับก่อให้เกิดโรค โดยผลงานวิจัยได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาสกัดและชุดตรวจแล้ว”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่บริษัทมารีนลีดเดอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดร.อรวรรณ เล่าว่า ในช่วงปลายปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับผู้แทนของบริษัทฯ ดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้ออีเอชพี และการใช้งานชุดตรวจอีเอชพีแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ ครอบคลุมทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงกุ้ง ด้วยหวังให้เกษตรกรไทยได้รับรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจนี้โดยเร็ว เพื่อช่วยลดการสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคซึ่งขณะนี้พบการระบาดหนักทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงบางประเทศในอเมริกาใต้
“เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับโรคอีเอชพีและการใช้งานชุดตรวจโรคแบบเชิงรุกให้ความสนใจอย่างมาก รวมทั้งมีเสียงตอบรับว่างานวิจัยตอบโจทย์ทั้งด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และราคาที่จับต้องได้ ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีแผนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดตรวจในประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญสถานการณ์ความเดือดร้อนจากโรคระบาดที่เกิดจากเชื้ออีเอชพีเช่นเดียวกับประเทศไทยด้วย”
อีเอชพี รู้ไว ช่วยยับยั้งและลดความสูญเสียได้
แม้เชื้ออีเอชพีจะแพร่ระบาดได้ง่ายและสร้างความเสียหายมาก แต่หากเกษตรกรทราบถึงการแพร่ระบาดได้เร็ว ย่อมมีโอกาสยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลาม
ดร.อรวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้ออีเอชพีว่า เชื้อนี้แพร่ระบาดได้ง่ายเพราะเชื้อก่อโรคมีลักษณะเป็นสปอร์ที่มีผนังเซลล์หนา ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง การแพร่ระบาดจึงเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งกุ้งปกติกินกุ้งติดเชื้อเป็นอาหาร กุ้งปกติติดเชื้อจากอุจจาระของกุ้งติดเชื้อ การเจือปนของเชื้อในน้ำและอุปกรณ์เพาะเลี้ยง
“หากเกษตรกรพบกุ้งในบ่อมีขนาดตัวหลากหลายและค่อนข้างเล็กกว่าปกติซึ่งเป็นลักษณะบ่งชี้ถึงโรคนี้ให้รีบตรวจโรคทันที โดยหากพบการติดเชื้อ ควรแยกบ่อที่พบเชื้ออีเอชพี และควบคุมการแพร่กระจาย โดยไม่ใช้อุปกรณ์ร่วม ปรับการจัดการอาหารและคุณภาพน้ำ ลดของเสีย ลดความเครียด เพื่อชะลอผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง รวมถึงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และวางแผนการจับขายอย่างเหมาะสมแม้จะยังไม่ได้ขนาดตัวตามเป้าหมาย เพื่อลดการสูญเสียต้นทุนในการเพาะเลี้ยงไปโดยเปล่าประโยชน์”
“ส่วนด้านการจัดการฟาร์ม หลังพบการระบาด เกษตรกรต้องเร่งยับยั้งการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งการพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง การให้จุลินทรีย์เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กุ้ง การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระหว่างบ่อผ่านทางน้ำและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง”
แม้วิกฤตโรคอีเอชพีไม่อาจหายไปจากประเทศไทยได้ในเร็ววันนี้ แต่การที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งรู้จัก เข้าใจ และรับมือกับสถานการณ์การระบาดได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว จะช่วยยับยั้งความสูญเสียได้เป็นอย่างดี
ผู้สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุดตรวจเชื้ออีเอชพีได้ที่บริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด เบอร์โทรศัพท์ 08 3021 6459 อีเมล marineleader@hotmail.com หรือทางเพจเฟซบุ๊ก MarineLeader – มารีนลีดเดอร์ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ได้ที่ ดร. อรวรรณ หิมานันโต 0 2564 6700 ต่อ 3394 อีเมล orawanh@biotec.or.th
[caption id="attachment_79160" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ชนิดใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ[/caption]
[caption id="attachment_79180" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption]
[caption id="attachment_79181" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฉัตรกมล พลสงคราม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ชวนผู้ประกอบการอีสาน เปิดมุมมองใหม่ “การขอทุนและมาตรฐาน” สู่ตลาดสากล
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “ESAN TECH TO GLOBAL – Powered by Standards” เพื่อเสริมความรู้และความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการ Startup และ SME ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมุ่งเน้นการใช้ “โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (NQI)” เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสินค้า การขอทุน และขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมนี้เหมาะกับใคร?
กิจกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูก โดยเปิดโอกาสให้ได้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหาร เครื่องสำอาง อุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่นๆ
สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับ
เข้าใจแนวทางการ ขอทุนด้านการทดสอบ และรับรองมาตรฐานอย่างเป็นระบบ
รู้ว่าการขอ อย. มาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ หรือ มาตรฐานเพื่อการส่งออก ต้องเริ่มต้นอย่างไร
สามารถวางแผนเลือกการทดสอบที่เหมาะสมกับงบประมาณและระยะของธุรกิจ
ลดต้นทุน เวลา และความเสี่ยงจากการพัฒนาสินค้าแบบไม่ตรงจุด
สร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม
รายละเอียดการเข้าร่วมงาน
วันเวลา: วันพุธที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น.
สถานที่: ห้อง Meeting Room 5 อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
การลงทะเบียน: เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน)
ปิดรับสมัคร: วันที่ 16 มกราคม 2569
ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม https://www.nstda.or.th/r/UQNk6
ปฏิทินกิจกรรม
Food Talks 2026 “Food Innovation Trends 2026: The Next Wave of Growth”
🌊✨ พบกับ Food Talks 2026 หัวข้อ “Food Innovation Trends 2026: The Next Wave of Growth” ที่จะชวนคุณมาต่อจิ๊กซอว์จาก Consumer Trends สู่ Food Innovation Trends เพื่อมองให้ชัดว่า เทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์แบบไหน จะเป็น “คลื่นลูกใหม่” ของการเติบโตในปี 2026 และธุรกิจควรปรับตัวยังไงให้ไปต่อได้จริง
📍 เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ มาร่วมอัปเดต เทรนด์นวัตกรรมอาหาร ปี 2026 ก่อนใคร! เพื่อต่อยอดไอเดียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภค และพร้อมแข่งขันในตลาดจริง ไปด้วยกัน! 🚀
📅 *วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569*
🕙 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
📍 Live สดผ่าน Facebook Page: FoodInnopolis
📌 Key points ที่ห้ามพลาด
- อัปเดตผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจ สู่การเปลี่ยนเกมธุรกิจอาหารในปี 2026✨
- ต่อยอดไอเดียสู่การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ ให้ทันสมัยตรงใจผู้บริโภค และแข่งขันได้จริงในเชิงพาณิชย์ 💡
🎤 โดยคุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร
📲 ลงทะเบียนเลยที่: https://forms.gle/SyLUA6L2BNYqGMRc6 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
📬 ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม


