ผลการค้นหา :
Traffy Fondue แพลตฟอร์มฉลาดกำลังดี ที่เปลี่ยนระบบราชการให้เข้าใกล้ประชาชน
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง Traffy Fondue ในมุมที่กว้างกว่าเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มนี้เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนรูปแบบการบริหารราชการ ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดดตามแนวคิด Moore’s Law ขณะที่ระบบราชการมักเคลื่อนตัวช้ากว่า เพราะมีกฎ ระเบียบ และขั้นตอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงระบบราชการจึงไม่ควรรอเพียงการแก้กฎหมาย แต่ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
Smart Enough City เทคโนโลยีที่พอดีกับโจทย์ประชาชน
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ มองว่า เมืองอัจฉริยะไม่ควรเริ่มจากความต้องการลงทุนเทคโนโลยีให้มากที่สุด แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า ประชาชนต้องการอะไร และเทคโนโลยีนั้นตอบปัญหาของคนได้จริงหรือไม่ “เมือง คือ คน ต้องไม่ใช่ Technology Centric แต่ต้องเป็น People Centric ต้องดูโจทย์ปัญหาของคนแล้วเอาปัญหาของคนมาใช้เทคโนโลยีแก้”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำว่า Smart Enough City ที่ท่านชัชชาติยกขึ้นมาอธิบายว่า เทคโนโลยีของเมืองควรอยู่ตรงจุดตัดของ 3 เรื่อง ได้แก่ ประชาชนต้องการ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และเทคโนโลยีทำได้จริง Traffy Fondue จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้งบประมาณสูงเสมอไป หากออกแบบให้ตรงกับปัญหา ประชาชนใช้งานได้จริง และหน่วยงานรัฐนำไปจัดการต่อได้ทันที ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ต่อเมืองได้มาก
จาก Pipeline สู่แพลตฟอร์มที่ลดขั้นตอนราชการ
เมื่อพูดถึงระบบราชการแบบเดิม ท่านชัชชาติเปรียบเทียบว่าเป็นระบบ Pipeline ที่คำร้องต้องไหลผ่านหลายลำดับชั้น กว่าจะไปถึงการแก้ไขจริง ระบบแบบนี้ทำให้การบริการล่าช้า ติดตามผลยาก และทำลายความไว้ใจของประชาชน เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว ประชาชนไม่รู้ว่าเรื่องไปถึงไหน หรือจะได้รับการแก้ไขเมื่อใด
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ อธิบายว่า “จาก Pipeline มันต้องเปลี่ยนเป็น Platform... แพลตฟอร์มคือรูปแบบที่คนโยนคำสั่งเข้ามาแล้วเราแย่งกันให้บริการ” แพลตฟอร์มมีจุดแข็งสำคัญหลายด้าน ทั้งการไม่มี Gatekeeper การขยายขนาดได้เร็ว การลดความฝืดในการแจ้งปัญหา และการมี Feedback loop ที่ทำให้ประชาชนสามารถติดตาม แสดงความคิดเห็น และให้คะแนนการทำงานได้ สำหรับ Traffy Fondue จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่การทำให้ปัญหาของประชาชนเข้าสู่ระบบกลางโดยตรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นเรื่องได้เร็วขึ้น และการแก้ปัญหาไม่ต้องรอคำสั่งหลายทอดเหมือนระบบเดิม
ประชาชนเป็นเซนเซอร์ รัฐเห็นปัญหาได้ละเอียดขึ้น
อีกเหตุผลที่ Traffy Fondue ลงทุนไม่สูงมาก คือ ระบบนี้อาศัยอุปกรณ์ที่ประชาชนมีอยู่แล้ว ทั้งสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต และความพร้อมในการแจ้งปัญหาจากพื้นที่จริง “ทุกคนเป็นเซนเซอร์ให้เรา... อินเทอร์เน็ตยังไม่ต้องจ่ายเลย ประชาชนจ่ายให้ด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ กล่าว
หลังเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2565 ระบบมีผู้แจ้งเรื่องเข้ามาจำนวนมากตั้งแต่ช่วงแรก จนทำให้วิธีทำงานของข้าราชการ กทม. ต้องปรับตัว จากเดิมที่รอคำสั่งตามลำดับขั้น มาเป็นการเฝ้าดูปัญหาที่ประชาชนแจ้งเข้ามา รับเรื่อง กระจายงาน และติดตามผลผ่านระบบ ชัชชาติระบุว่า Traffy Fondue ทำให้ข้าราชการ “หันหน้าให้ประชาชน” มากขึ้น โดยผู้บริหารทำหน้าที่ดันหลัง สนับสนุน และติดตามตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง
ความไว้ใจ คือ สิ่งที่ Traffy Fondue ต้องสร้างและรักษา
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ เล่าว่า เมื่อเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ สิ่งที่ กทม. ขาดไม่ใช่เพียงงบประมาณ แต่คือความไว้ใจ ประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐจะแก้ปัญหาให้จริง ขณะที่รัฐเองก็ไม่ไว้ใจเสียงร้องเรียนของประชาชนมากพอ “ความไว้ใจคือสิ่งที่มีค่าที่สุดเลย ถ้าเราสามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายไว้ใจซึ่งกันและกันได้ การพัฒนาเมืองมันจะง่ายขึ้นเยอะเลย”
ตัวเลขเรื่องร้องเรียนจำนวนมากจึงถูกมองในอีกมุมหนึ่ง รศ. ดร.ชัชชาติ กล่าวว่า “ที่เขาแจ้งมา 1,300,000 เรื่อง ไม่ได้ว่าเราไม่ดี ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่หมายถึงว่าประชาชนเขาไว้ใจเรา” อย่างไรก็ตาม ความไว้ใจไม่ได้จบที่การมีคนแจ้งปัญหา แต่ต้องตามมาด้วยการแก้ไขจริง เมื่อประชาชนไว้ใจและส่งเรื่องเข้ามา รัฐก็ต้องทำให้เขาไว้ใจต่อ ด้วยการจัดการปัญหาให้เกิดผลลัพธ์จริง
จาก 2 เดือน เหลือ 1.9 วัน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน
หนึ่งในผลลัพธ์จากการใช้ Traffy Fondue ที่รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ กล่าวถึง คือ ระยะเวลาแก้ปัญหาที่ลดลงอย่างชัดเจน จากช่วงแรกที่เฉลี่ยราว 2 เดือนต่อเรื่อง เหลือ 1.9 วันต่อเรื่องในช่วงล่าสุด เกิดจากการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ไม่ใช่การเพิ่มงบประมาณหรือออกกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว ข้อมูลใน Traffy Fondue ยังช่วยให้ กทม. เห็นภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น เช่น ปัญหาถนน น้ำท่วม หรือเรื่องร้องเรียนประเภทต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการวางงบประมาณและการบริหารจัดการในปีต่อไปได้ อีกตัวเลขที่สะท้อนประโยชน์ของแพลตฟอร์ม คือ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้แจ้งปัญหาในเวลาราชการ โดย รศ. ดร.ชัชชาติ ระบุว่า มีการแจ้งในเวลาราชการ 39% และนอกเวลาราชการ 61% หากใช้ระบบโทรศัพท์หรือ Operator เพียงอย่างเดียว เรื่องจำนวนมากอาจไม่เข้าสู่ระบบตั้งแต่แรก
เคสแผ่นดินไหว เมื่อแพลตฟอร์มถูกใช้ในสถานการณ์วิกฤต
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ ยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ซึ่งมีประชาชนกังวลเรื่องรอยร้าวในอาคารจำนวนมาก กทม. จึงใช้ Traffy Fondue เป็นช่องทางให้ประชาชนถ่ายภาพรอยร้าวและส่งข้อมูลเข้ามา จากเรื่องที่เข้ามากว่า 20,000 เคส ทีมส่วนกลางสามารถคัดกรองเบื้องต้นจากภาพถ่ายได้จำนวนมาก โดยท่านชัชชาติระบุว่า ประมาณ 90% สามารถประเมินได้ว่าเป็นกรณีที่ปลอดภัย เหลือเพียงบางส่วนที่ต้องส่งวิศวกรเข้าไปตรวจเพิ่มเติม ทำให้เห็นว่า Traffy Fondue ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแจ้งปัญหาประจำวัน แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้กับสถานการณ์วิกฤต เพื่อรวบรวมข้อมูลจากประชาชนจำนวนมากและช่วยจัดลำดับการตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น
Data และ AI ก้าวต่อไปของเมืองเชิงรุก
สำหรับในอนาคต รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ กล่าวถึง การพัฒนา Traffy Fondue ไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตรวจพบปัญหาเมืองก่อนที่ประชาชนจะต้องแจ้งเข้ามาเอง ดังที่รศ. ดร.ชัชชาติกล่าวว่า “ตอนนี้เราเป็นเชิงรับ สำหรับเชิงรุกอาจจะมีรถที่สแกนเมืองเลย เช่น เอารถติดสแกนแล้วก็จากรูปที่สแกนเปลี่ยนเป็นคำร้อง แล้วก็ส่งให้ Traffy Fondue โดยตรงเลยอัตโนมัติ” ยกตัวอย่าง รถที่สแกนรอยร้าว ขยะ หรือป้ายโฆษณา แล้วใช้ AI ตรวจจับภาพเพื่อส่งต่อเป็นคำร้องให้ระบบแก้ไขโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ฐานข้อมูลกว่า 1.3 ล้านเรื่องยังสามารถนำมาวิเคราะห์รูปแบบปัญหา คุณภาพการแก้ไข หรือปัญหาที่เกิดซ้ำในแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ท่านชัชชาติยังมองว่า AI ควรทำหน้าที่เป็น Intelligent Assistant หรือผู้ช่วยที่ชาญฉลาด โดยมนุษย์ยังต้องเป็นผู้ตั้งโจทย์สำคัญให้เทคโนโลยี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
Traffy Fondue ฉายภาพพันธกิจ สวทช. นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์สูงสุด เพื่อประโยชน์ประชาชน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึง ความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในงาน Traffy Fondue City Transform Award ว่า ดิจิทัลเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพลิกโฉมการทำงานของภาครัฐ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน และทำให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างราบรื่น
ขับเคลื่อนบริการด้วยข้อมูล ลดภาระงานเจ้าหน้าที่
ปัจจุบัน Traffy Fondue มีเรื่องแจ้งสะสมเข้ามาแล้วกว่า 2 ล้านเรื่อง และกำลังกระจายการใช้งานไปทั่วประเทศ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ คือ ความสามารถในการลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ ทั้งพิกัดและรูปภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้โดยไม่ต้องเสียเวลาลงพื้นที่ซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถติดตามผลการดำเนินงานผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม สวทช. ตระหนักดีว่า แพลตฟอร์มที่ดีจะไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้เลย หากขาดความตั้งใจและการบริการที่มีประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาบริการสาธารณะ สวทช. จึงได้จัดงาน Traffy Fondue City Transform Award ขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจชื่นชมหน่วยงานจากทุกส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดรหัสความสำเร็จจากหน่วยงานต้นแบบเพื่อนำไปประยุกต์และขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ
รวมถึงนำเสนอทิศทางก้าวต่อไปของ Traffy Fondue ที่พร้อมขยายบทบาทจากการจัดการระดับเมือง ไปสู่การพลิกโฉมงานบริการประชาชนในภารกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สวทช. พร้อมเคียงข้างทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์สังคม
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวในตอนท้ายว่า พันธกิจสำคัญของ สวทช. คือ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์ พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อประยุกต์ใช้หรือปรับแต่งฟีเจอร์ของ Traffy Fondue ให้เข้ากับบริบทการทำงาน
"หากมีความท้าทายใดที่แพลตฟอร์มเดิมยังไม่ตอบโจทย์ สวทช. พร้อมเปิดรับและยินดีที่จะร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน" ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
สวทช. โดย ไบโอเทค ยกระดับทรัพยากรเกษตรสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่ยุค Climate Economy อย่างยั่งยืน
(วันที่ 3 กรกฎาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. จัดงานสัมมนา “กิจกรรมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน : นวัตกรรมส่วนผสมเชิงหน้าที่จากทรัพยากรเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Innovative Functional Ingredients: From Agro-Resources to High-Value Products)” เพื่อมุ่งตอบโจทย์ประเทศในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เปลี่ยนพืชเศรษฐกิจและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า งานสัมมนาในวันนี้ มุ่งเน้นยุทธศาสตร์สำคัญของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นแกนกลางขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้งานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง แหล่งเงินทุน และมาตรการสนับสนุน เข้ากับความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ การลงทุนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายของการสัมมนาครั้งนี้ สวทช.มุ่งเน้นการตอบโจทย์ประเทศในด้านเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients เพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
“ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเทรนด์โลก ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนั้น สวทช. จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาเป็นเครื่องมือปฏิรูปโครงสร้างพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับพืชอาหารหรือพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารเสริม เครื่องดื่มสุขภาพ และเวชสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตในตลาดโลกสูงมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรของไทยไม่ให้หยุดอยู่เพียงการเป็นวัตถุดิบต้นทาง แต่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง ที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคเอกชนไทย และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศได้อย่างยั่งยืน”
ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค ในฐานะสถาบันวิจัยระดับประเทศ มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมชีวภาพ (Bio-economy) ผ่านแผนงาน Inno Agroindustry ซึ่งขับเคลื่อนโดยทีมนักวิจัยชั้นนำในการปลดล็อกศักยภาพพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยยกระดับไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมสูงในระดับกึ่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients สำหรับป้อนสู่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารเสริม และเวชสำอาง
ทั้งนี้ สวทช. เล็งเห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อนวัตกรรมถูกส่งต่อสู่ภาคเอกชนเพื่อการลงทุนเชิงพาณิชย์ จึงได้บูรณาการกลไกภายใน สวทช. ร่วมกัน ทั้งงานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR) ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม (IPD) และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ (BRC) ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี การรับรองโครงการวิจัย และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรหลักของไทยกลายเป็นอาวุธทางธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ภายในงานสัมมนา ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างความร่วมมือที่เข้มข้น อาทิ การบรรยายพิเศษเจาะลึก 5 เทคโนโลยีสร้างกำไรจากนวัตกรรมชีวภาพ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับภาคเอกชน และการให้คำปรึกษาด้านการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น NIA, บพข. และ ITAP นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม One-on-One Consulting เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และการจัดแสดงบูธนวัตกรรมต้นแบบผลิตภัณฑ์ Champion ของไบโอเทค เพื่อส่งเสริมการต่อยอดโครงการจ้างวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนร่วมกันในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครค่ายจิตอาสา “วิทย์แบบใจ ๆ ให้คนพิเศษ รุ่นที่ 2”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญชวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สมัครเข้าร่วม ค่ายจิตอาสา "วิทย์แบบใจ ๆ ให้คนพิเศษ รุ่นที่ 2" ระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จังหวัดปทุมธานี และโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพมหานคร
โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนในการเป็นอาสาสมัครจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาษามือเบื้องต้น การทำความเข้าใจความหลากหลายของผู้เรียน การออกแบบกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม รวมถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมจริงร่วมกับโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ
ภายในค่าย ผู้เข้าร่วมจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับผู้เรียนทุกคน
คุณสมบัติผู้สมัคร
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6
กำหนดการรับสมัคร
เปิดรับสมัคร: วันนี้ - 7 สิงหาคม 2569
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก: 10 สิงหาคม 2569
ช่องทางการสมัคร
https://forms.gle/B5AhDEPzo7bPBDRC6
ค่าใช้จ่าย
3,800 บาทต่อคน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ครอบคลุมค่าอาหาร อาหารว่าง ที่พัก อุปกรณ์ประกอบกิจกรรม และการเดินทางภายในกิจกรรม (ไม่รวมค่าเดินทางมายังสถานที่จัดงาน)
ขอเชิญชวนเยาวชนที่มีจิตอาสาและสนใจใช้วิทยาศาสตร์เป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน ผ่านค่าย "วิทย์แบบใจ ๆ ให้คนพิเศษ รุ่นที่ 2" 💙
ปฏิทินกิจกรรม
Traffy Fondue นวัตกรรมเปลี่ยนเมืองด้วยพลังของ “ผู้นำ” และ “นวัตกรรมฝีมือคนไทย”
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวในงาน Traffy Fondue City Transform Award ถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมว่า แม้ประเทศเราจะมีแพลตฟอร์มจำนวนมาก แต่สิ่งที่ทำให้ Traffy Fondue ประสบความสำเร็จ คือ การให้ความสำคัญกับ User Experience เพราะประชาชนอาจไม่ได้ต้องการระบบที่ซับซ้อน แต่ต้องการสิ่งที่สามารถทำงานได้ทันที ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีที่เข้าใจคนไทยได้มากที่สุด ก็คือสิ่งที่คนไทยพัฒนาขึ้นมาเอง โดยมีนักวิจัยของ สวทช. ที่พร้อมนำความรู้ระดับสากลกลับมารับใช้พี่น้องประชาชน
พลังผู้นำ สู่การแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย
ความเป็นผู้นำมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการขับเคลื่อน Traffy Fondue กว่าที่แพลตฟอร์มนี้จะได้รับการยอมรับในวงกว้าง ทีมนักวิจัย สวทช. นำโดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ต้องอาศัยความพยายามอย่างมากในการผลักดันช่วงเริ่มต้น จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนวิสัยทัศน์จากผู้นำอย่างท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่นำระบบนี้ไปแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยของกทม.จนเป็นผลสำเร็จ
"หากผู้นำเบอร์หนึ่งไม่ให้ความสำคัญการขับเคลื่อนก็ไม่อาจสำเร็จได้ เมื่อมี Traffy Fondue ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วขึ้น หากท่านเห็นประโยชน์ในวันนี้ ท่านจะมองเห็นว่าการยกย่องผู้นำทุกท่านที่นำระบบนี้ไปใช้ถือเป็นเรื่องสำคัญ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวต่อไปว่า “เสน่ห์ของ Traffy Fondue ที่เพิ่งค้นพบคือ เมื่อไหร่ได้ยินคำนี้ จะนึกไอเดียใหม่ได้ตลอด หน่วยงานต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ แต่สามารถนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จไปประยุกต์ใช้ได้ทันที แทนที่จะต้องรอปรับแก้กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งใช้เวลายาวนานกลายเป็นว่าเรานำ Digital Transformation เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างสำเร็จได้ในคลิกเดียว"
ข้อมูล Traffy Fondue สู่การกำหนดนโยบายภาครัฐ
ก้าวต่อไปจะมีการนำ Generative AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อส่งมอบให้ผู้บริหารนำไปกำหนดนโยบายใหม่ ๆ" ข้อมูลเหล่านี้บน Traffy Fondue สามารถนำมาพัฒนาเป็นนโยบายของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้นและรวดเร็วขึ้น" นอกจากนี้ Traffy Fondue ยังสามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่เพียงการรับแจ้งปัญหา แต่เป็นการหาทางออกและผู้เชี่ยวชาญจากนอกกระทรวงมาช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. เพื่อผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐใช้ Traffy Fondue บูรณาการการทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อเชื่อมต่อและช่วยเหลือ "คนตัวเล็กที่สุด ซึ่งก็คือพี่น้องคนไทยของเรา" ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ตาม ซึ่งในวันนี้ทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการ ต่างก็ให้ความสำคัญและกำลังนำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้เช่นกัน
ในตอนท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ได้กล่าวชื่นชมผู้นำและหน่วยงานดีเด่นทุกแห่งที่มารับรางวัล "วันนี้แสดงให้เห็นว่า ทุกภาคส่วนที่ดูแลประชาชน ทั้งในระดับเมืองและระดับกระทรวง ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้... ขอเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น และขอเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าพัฒนาเมืองของเราให้ยั่งยืนและน่าอยู่ตลอดไป"
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา พลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต กับหลักสูตร “Alternative Energy for Future: AEF”
เปิดพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต กับหลักสูตร "Alternative Energy for Future: AEF"
ก้าวทันเทรนด์พลังงานโลก พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. ในหลักสูตรที่อัดแน่นทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์จริง
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
แนวโน้มและทิศทางพลังงานทางเลือกแห่งอนาคต
เทคโนโลยีไฮโดรเจนและแบตเตอรี่ทางเลือกใหม่ ทั้งโซเดียม ลิเธียม และอิเล็กโทรด
เจาะลึกเทคโนโลยี PV Solar Cell Perovskite
ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการวิจัยด้านแบตเตอรี่และพลังงานแสงอาทิตย์ของ สวทช.
วันที่ 24–25 สิงหาคม 2569
โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพ และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี
เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ นักวิจัย วิศวกร บุคลากรภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ที่สนใจด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
สมัครได้ที่ https://www.career4future.com/aef
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
psc2@nstda.or.th
โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81890 (ศุภกัญญา),ต่อ 81895 (บรรยงก์)
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งเชื่อมโยง SME ไทย สู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ยกระดับศักยภาพ SME ไทย
สร้างความเข้มแข็งสู่ ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
การเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ต้องอาศัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และ เครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ใน อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเกษตรแปรรูป เข้าร่วมโครงการเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม
สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับ
สร้างการรับรู้และความพร้อมของสถานประกอบการ
ประเมินระดับความพร้อมอุตสาหกรรมด้วย Thailand i4.0 Index
รับคำปรึกษาเชิงลึกและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี ที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. เป็นรายกิจการ
มุ่งเน้นผลลัพธ์ เพิ่มผลิตภาพอย่างเป็นรูปธรรม
โอกาสสร้างเครือข่ายกับ Big Brothers และพันธมิตรอุตสาหกรรม
เตรียมความพร้อมสู่ ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
รายละเอียดการสมัคร
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนครบ 20 กิจการ
สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 7 ก.ค. 2569
เข้าร่วมโครงการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ
📲 ช่องทางการสมัคร: ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่าน Google Forms
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
คุณวิภาพร โทร. 094 795 9145
ดร.ภัชดา โทร. 097 359 6156
ปฏิทินกิจกรรม
“กปภ.-สวทช.” เปิดตัว ‘รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ’ นวัตกรรมนาโนกรองน้ำดื่มเคลื่อนที่ จากแล็บสู่ชุมชน “กู้ภัยแล้ง-อุทกภัย” มั่นใจน้ำสะอาดถึงมือประชาชนทุกพื้นที่
(วันที่ 2 กรกฎาคม 2569) ณ ห้อง MR108 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์: ภายในงาน Thai Water Expo2026 การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ผนึกกำลัง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ยกระดับความมั่นคงทางน้ำ เดินหน้าโครงการ “นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้ภัยพิบัติ” เปิดตัวนวัตกรรม “รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (Mobile Nanotech Water Purity for Emergency Relief)” หรือ AquaNano จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญในการผลิตน้ำดื่มสะอาดมาตรฐานโลกเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วไทยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที
ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา ซึ่ง กปภ. และนาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความสามารถในการผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การผนึกกำลังในระยะยาวมุ่งเป้าไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรม สวทช. เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคนในพื้นที่จริงได้ทันที ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของท่อหรือสารเคมี แต่คือการนำ 'วัสดุนาโนขั้นสูง' มาใส่ไว้ใน รถคลินิกน้ำสะอาด เพื่อเปลี่ยนแหล่งน้ำจากพื้นที่ภัยพิบัติให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่ดื่มได้ทันที ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของคนไทย ที่ช่วยให้ กปภ. เสมือนมีโรงกรองน้ำจิ๋วติดล้อ ที่สามารถกรองแบคทีเรียและโลหะหนัก ได้แม่นยำเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้แม้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าหรือระบบประปา ก็ยังมีน้ำสะอาดดื่มได้เสมอ
รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การใช้จริงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการนำวัสดุนาโนอัจฉริยะ อาทิ เซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิว มาใช้ในระบบกรองน้ำ 7 ขั้นตอน ซึ่งออกแบบมาให้สามารถกำจัดสารปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักอย่างสารหนูและฟลูออไรด์ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและแม่นยำสูงกว่าเครื่องกรองน้ำทั่วไป
นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time ที่แสดงผลค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) และการนำไฟฟ้า (EC) ให้ประชาชนเห็นได้ทันทีว่าน้ำจากเครื่องกรองนี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ AquaNano ไม่ได้เป็นเพียงรถผลิตน้ำ แต่เป็นนวัตกรรมเคลื่อนที่ที่สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างแท้จริง
ด้าน นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฎิบัติการ 3) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า ในเรื่องการบริการ กปภ. ให้ความสำคัญการบริการที่ไร้รอยต่อและมีความมั่นคง โดยยึดหลักว่าจะต้องไม่มีพื้นที่ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในวันที่โลกกำลังเจอภัยพิบัติรอบด้าน กปภ. ก็มีหน้าที่ส่งต่อน้ำสะอาดถึงบ้านประชาชน แม้ในยามที่สถานการณ์วิกฤตที่เกิดเหตุการณ์แหล่งน้ำปนเปื้อน การร่วมมือกับ สวทช. คือ ความมั่งมั่นในการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยนำเทคโนโลยีมาเสริมแกร่งให้ กปภ. สามารถ 'เคลื่อนที่' ไปหาประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตน้ำในสถานีผลิตน้ำ ไปเป็นผู้ผลิตน้ำเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ ด้วยรถคลินิกน้ำสะอาด ได้คุณภาพน้ำทั้ง 10 คันนี้ กปภ.สามารถลงพื้นที่วิกฤตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอรถขนส่งน้ำจากส่วนกลางที่ใช้เวลานาน ซึ่งภารกิจนี้ คือการพลิกโฉมของการบริหารจัดการน้ำประปาเชิงรุก
ด้าน นายนิธิศ ทองสอาด รองผู้ว่าการ (ทรัพยากรบุคคลและบริหารองค์กร) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้การให้บริการที่ผ่านมาที่ทำร่วมกับ นาโนเทค สวทช. ในพื้นที่ภาคใต้ กปภ.สาขาหาดใหญ่ (พ) ในสังกัด กปภ.เขต 5 สงขลา และในพื้นที่ กปภ.สาขาในสังกัด กปภ.เขต 8 อุบลราชธานี จากโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมทั้ง 2 โครงการที่ผ่านมามีการให้บริการน้ำดื่มให้กับประชาชน ดังนี้
กปภ.สาขาหาดใหญ่จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 25 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) (ประมาณ 25,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 1,250 คน และโครงการน้ำดื่มต้นกล้า PWA refill จ่ายน้ำให้กับประชาชนไปจำนวน 10 ลบ.ม (ประมาณ 10,000 ลิตร) มีประชาชนมารับน้ำประมาณ 500 คน
ทั้งนี้ รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ หรือ AquaNano ทั้ง 10 คัน โดดเด่นด้วยฟังก์ชันสำคัญ อาทิ
ระบบกรองนาโนขั้นสูง: ออกแบบมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ คลอรีน และโลหะหนัก เช่น สารหนูโครเมียม เหล็ก รวมถึงแร่ธาตุ เช่น ฟลูออไรด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบเมมเบรนประสิทธิภาพสูง: เปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ได้ถึง 75% และเหลือเป็นน้ำทิ้งเพียง 25% ลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น ช่วยประหยัดน้ำโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยแล้ง
ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบ Real time: ตรวจสอบค่าความสะอาดได้แม่นยำ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่เข้าใช้บริการ ดื่มได้อย่างมั่นใจ สะอาด ปลอดภัย
ความคล่องตัวสูง: ตัวเครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย สามารถติดตั้งในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันที เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้งานจริง (S&T Implementation) ภายใต้แผนงาน Pre battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (A-QUALITY) เพื่อตอบโจทย์วิกฤตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 หน่วยงานในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์
สำหรับงาน Thai Water Expo เป็นงานนิทรรศการและการประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยีการจัดการน้ำและน้ำเสียจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และโซลูชันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตลอดจนเป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการน้ำในภูมิภาค งานจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00–18.00 น. ณ ฮอลล์ 5-6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี https://www.thai-water.com/thw/2026/en/index.asp
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. ร่วมขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดในเวที ASIA Sustainable Energy Week 2026
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด "Empowering Asia's Clean Energy Future" เพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำผ่านงานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ
ในโอกาสนี้ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัย ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงานและการประชุมสัมมนานานาชาติ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ เพื่อผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว
ในฐานะหน่วยงานวิจัยด้านพลังงานของประเทศ ENTEC สวทช. นำเสนอศักยภาพงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่การผลิต การกักเก็บ การใช้ประโยชน์ และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ ENTEC ภายในงาน คือ การร่วมจัดและสนับสนุนเวทีวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบาย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก ได้แก่ ไฮโดรเจน เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด
ENTEC ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม อาทิ
• เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & Energy Storage)
• การจัดการแบตเตอรี่หลังสิ้นอายุการใช้งาน (End-of-Life Battery Management) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (2nd Life Utilization) และการรีไซเคิลวัสดุแบตเตอรี่ (Battery Material Recycling) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
• เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงแห่งอนาคต
• เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำสำหรับภาคการขนส่ง
• เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ การบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ตลอดวัฏจักรชีวิต รวมถึงการนำกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิล
• ระบบบริหารจัดการพลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมและอาคาร
• งานวิจัยด้านนโยบาย มาตรฐาน และกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
นอกจากการเผยแพร่งานวิจัยและเทคโนโลยีแล้ว ENTEC ยังใช้เวที ASEW 2026 ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนางานวิจัยร่วม และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย
การเข้าร่วมงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ ENTEC สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานแห่งชาติ ที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พร้อมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ และผลักดันผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์จริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศและการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“กับดักชีวภัณฑ์” เปลี่ยนแมลงวันผลไม้เป็นซอมบีปราบพวกเดียวกัน
สรุปใจความสำคัญ
ไบโอเทค สวทช. พัฒนากับดักชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้แบบ "ดักและปล่อย" เปลี่ยนแมลงวันให้เป็นพาหะแพร่เชื้อราแมลงกำจัดพวกเดียวกัน
ใช้เชื้อรา Beauveria bassiana และ Metarhizium anisopliae ทำให้แมลงวันผลไม้ป่วยและตายภายใน 3–7 วัน
กำจัดได้ทั้งแมลงวันตัวผู้ และแมลงวันตัวเมียซึ่งเป็นตัวการวางไข่และสร้างความเสียหายต่อผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชีวภัณฑ์ออกฤทธิ์จำเพาะต่อแมลงวันผลไม้ ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผลทดสอบภาคสนามกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ 85–90% พร้อมช่วยลดต้นทุนสารเคมี ถุงห่อผลไม้ และแรงงานได้ประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน
แมลงวันผลไม้ถือเป็นศัตรูสำคัญของพืชเศรษฐกิจ เนื่องจากการวางไข่เพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดผลกระทบตลอดห่วงโซ่การผลิตและส่งออก ตั้งแต่ผลผลิตเสียหาย ผลไม้มีตำหนิ เน่าเสีย และร่วงก่อนระยะเก็บเกี่ยว ไปจนถึงต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องนำผลไม้ทั้งลอตเข้ากระบวนการกำจัดแมลงก่อนส่งออกไปยังประเทศที่มีมาตรการด้านสุขอนามัยพืชเข้มงวด สร้างความเสียหายโดยตรงทั้งต่อรายได้ของเกษตรกรและโอกาสในการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก
[caption id="attachment_87314" align="aligncenter" width="750"] แมลงวันผลไม้[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis ในรูปแบบกับดักชนิดดักและปล่อย เพื่อให้แมลงวันผลไม้ทำหน้าที่รับและแพร่ราแมลงไปยังแมลงวันผลไม้ตัวอื่น ๆ ในพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)
[caption id="attachment_87311" align="aligncenter" width="750"] ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า แมลงวันผลไม้เป็นศัตรูสำคัญของผลไม้เศรษฐกิจที่มีเปลือกบาง เช่น มะม่วง มังคุด ฝรั่ง ชมพู่ โดยแมลงวันผลไม้ตัวเมียจะทำหน้าที่วางไข่ไว้ใต้เปลือกของผลไม้ เมื่อไข่ผ่านการฟักเป็นหนอน หนอนจะกัดกินเนื้อผลจากภายในจนทำให้ผลไม้เน่าเสีย ร่วงก่อนระยะเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกันรอยเจาะยังเป็นช่องทางเปิดให้เชื้อก่อโรคต่าง ๆ เข้าทำลายผลไม้ซ้ำ จนส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็วด้วย
“แม้ปัจจุบันจะมีวิธีควบคุมแมลงวันผลไม้ที่หลากหลาย ทั้งการใช้สารเคมี การห่อผล และการใช้กับดักแมลงวันผลไม้ตัวผู้เพื่อหวังลดอัตราการผสมพันธุ์ในพื้นที่ แต่แนวทางเหล่านี้ก็ยังมีจุดอ่อนเฉพาะตัว เช่น สารเคมีอันตรายตกค้างในผลไม้และพื้นที่เพาะปลูก การต้องใช้แรงงานมาก และการกำจัดแมลงได้ไม่ทันกาล”
[caption id="attachment_87313" align="aligncenter" width="750"] ผลมะม่วงที่โดนทำลาย[/caption]
จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. จึงได้พัฒนา ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชชนิดออกฤทธิ์จำเพาะกับแมลงวันผลไม้ และกับดักชนิดดักและปล่อย เพื่อให้แมลงวันผลไม้ทำหน้าที่เป็นผู้แพร่เชื้อไปยังตัวอื่น ๆ ในพื้นที่เพาะปลูก
ดร.อลงกรณ์ อธิบายว่า กลไกการกำจัดแมลงวันผลไม้ที่ทีมวิจัยพัฒนา คือ การออกแบบกับดักที่ดึงดูดแมลงวันผลไม้ตัวผู้ให้เข้ามาติดกับด้วยสารเมทิลยูจีนอล (methyl eugenol) ซึ่งเป็นสารฟีโรโมนที่มีฤทธิ์ในการดึงดูดแมลงวันผลไม้ตัวเมีย เมื่อแมลงวันตัวผู้บินเข้ามาภายในกับดัก ร่างกายจะสัมผัสโดนราแมลงหนึ่งในสอง ชนิดที่ออกฤทธิ์กับแมลง คือ Beauveria bassiana (บิวเวอเรีย บาสเซียนา) สายพันธุ์ BCC 2660 และ Metarhizium anisopliae (เมทาไรเซียม แอนิโซพลิอี) สายพันธุ์ BCC 4849 ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้แมลงวันผลไม้ป่วยและตายภายใน 3–7 วัน แตกต่างจากกับดักทั่วไปที่จะทำให้แมลงวันผลไม้เฉพาะตัวผู้ติดกับและตายภายในกับดักเลย
[caption id="attachment_87310" align="aligncenter" width="750"] ราแมลง[/caption]
[caption id="attachment_87309" align="aligncenter" width="750"] กับดักชีวภัณฑ์[/caption]
“เมื่อแมลงวันผลไม้ตัวผู้หลงเข้ามาในกับดัก รับเชื้อราแมลง และบินออกไปใช้ชีวิตต่อภายนอก แมลงตัวนั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้แพร่เชื้อไปยังแมลงวันผลไม้ตัวอื่น ๆ ในละแวก โดยเฉพาะการส่งต่อเชื้อสู่แมลงวันผลไม้ตัวเมียผ่านการสัมผัสร่างกายขณะผสมพันธุ์ ส่งผลให้วิธีการนี้สามารถกำจัดแมลงวันตัวเมียซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการทำลายผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตกต่างจากกับดักแมลงทั่วไปที่กำจัดได้เฉพาะแมลงวันผลไม้ตัวผู้เท่านั้น ที่สำคัญชีวภัณฑ์ชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดการดื้อยาเหมือนการใช้สารเคมีทั่วไป จึงมีความยั่งยืนในการใช้งานมากกว่า”
ปัจจุบันทั้งชีวภัณฑ์และกับดักผ่านการทดสอบใช้งานแล้วทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ โรงเรือน และระดับภาคสนามในสวนผลไม้ 5 แห่ง ภายในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งสวนมะม่วง มังคุด ฝรั่ง และชมพู่
ดร.อลงกรณ์ เล่าว่า หนึ่งในตัวอย่างผลการทดสอบ คือ การนำกับดักไปติดตั้งที่สวนมะม่วงสุขจรัลจำนวน 4 กับดักต่อไร่ ในช่วงตั้งแต่ระยะออกดอกจนถึงผลสุก พบว่ากำจัดแมลงวันผลไม้ได้สูงถึงร้อยละ 85–90 ผลผลิตที่ได้รับความเสียหายลดลง และยังช่วยลดต้นทุนทั้งค่าสารเคมีกำจัดแมลง ถุงห่อผลไม้ และแรงงานได้ราว 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือนด้วย
“ขณะนี้ทีมวิจัยเปิดถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว โดยเปิดให้ทั้งผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้ประกอบการสวนผลไม้ที่สนใจทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ในพื้นที่จริง ทั้งนี้คาดว่าจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้”
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามได้ที่ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3378 หรือ 3364, อีเมล ibct.biotec@gmail.com หรือทางเฟซบุ๊กเพจ ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
‘ยศชนัน’ ชื่นชมหน่วยงานใช้ Traffy Fondue เป็น City Transformers! พิสูจน์พลังเทคโนโลยี พลิกโฉมบริการ-ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สำเร็จกว่าล้านเรื่อง
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น "Traffy Fondue: City Transformers Awards" เพื่อยกย่องหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล Traffy Fondue มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและแก้ไขปัญหาเมืองได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใส โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ตลอดจนคณะผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานบริหารจัดการเมือง เข้าร่วมรับมอบรางวัล
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า Traffy Fondue ได้เข้ามาเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารจัดการเมือง ข้ามข้อจำกัดในอดีตด้านการสื่อสารและการติดตามผล โดยทุกปัญหาที่ได้รับการแก้ไข ทั้งไฟส่องสว่าง ถนน หรือปัญหาขยะ ไม่ใช่แค่การซ่อมบำรุงทางกายภาพ แต่คือการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทุกเรื่องแจ้งที่สำเร็จหมายถึงการลดต้นทุนเวลา ลดความสูญเสีย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ
" ‘Traffy Fondue’ ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันรับแจ้งเหตุ แต่คือ 'นวัตกรรมเปลี่ยนเมือง' ที่เชื่อมโยงประชาชนและหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง พิสูจน์ให้เห็นพลังการใช้เทคโนโลยีและ Big Data ช่วยยกระดับการทำงาน มีโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลอย่างแม่นยำและมีการออกแบบหน้าต่างการใช้งานที่คำนึงถึงทุกคน ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม " ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ในฐานะเจ้ากระทรวง อว. ที่กำกับดูแล สวทช. และมีทีมวิจัยพัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ให้เป็นที่รู้จักและใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ขอแสดงความชื่นชมและยกย่องความมุ่งมั่นของ 22 จังหวัดใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนการใช้งาน Traffy Fondue ครบทุกส่วนราชการ หน่วยงานที่มียอดรับแจ้งเหตุตั้งแต่แสนเรื่อง ไปจนถึงล้านเรื่องของกรุงเทพมหานคร สะท้อนถึงความไว้วางใจจากประชาชนและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเมือง และทุกหน่วยงานที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ 1.ความเป็นเลิศรอบด้าน 2.การบริการที่ตรงใจ 3.การแก้ไขปัญหาอย่างฉับไว และ 4.การใส่ใจพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงทีมนักวิจัย สวทช. ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของระบบ ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสรรค์เทคโนโลยีตอบโจทย์สังคม ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน “พวกท่านคือ 'City Transformers' หรือผู้ขับเคลื่อนและพลิกโฉมเมืองตัวจริง
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า Traffy Fondue สะท้อนภาพพันธกิจสำคัญ สวทช. อย่างชัดเจนในการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยชาติ” นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมออกจากห้องปฏิบัติการ ส่งมอบวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ เพื่อบริการประชาชน ตอบโจทย์สังคม และแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ
“Traffy Fondue พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็น “เทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายและรับใช้ประชาชนได้จริง” สามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นนโยบาย และเปลี่ยนนโยบายสู่การลงมือแก้ไขปัญหาที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนในทุกมิติ” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากปราศจาก “หัวใจของผู้ใช้งาน” กล่าวคือ ความทุ่มเทเอาใจใส่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่มุ่งมั่นตั้งใจรับเรื่องและลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ในปัจจุบันแพลตฟอร์ม Traffy Fondue มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมมากกว่า 24,000 แห่ง มีการแจ้งเรื่องสะสมแล้วกว่า 2 ล้านเรื่อง โดยสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จแล้วกว่า 77% ของเรื่องทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการใช้งานครบทุกส่วนราชการใน 37 จังหวัด ครอบคลุมประชากรมากกว่า 34 ล้านคน สะท้อนถึงการได้รับความไว้วางใจจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชนในวงกว้าง
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า Traffy Fondue ปัจจุบันแพลตฟอร์มได้ขยายการใช้งานครบทุกส่วนราชการกว่า 37 จังหวัด พร้อมสถิติการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน ที่พัฒนาขึ้นในทุกมิติ เช่น อัตราการแก้ไขเสร็จสิ้นเพิ่มจาก 69% เป็น 75%, ระยะเวลารับเรื่องเฉลี่ยลดจาก 12 วัน เหลือเพียง 1 วัน,ระยะเวลาแก้ไขเฉลี่ยลดจาก 3 เดือน เหลือ 0.5 เดือน,ความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มจาก 3.9 เป็น 4.3 (เต็ม 5), ผู้ให้คะแนน 5 ดาวเพิ่มขึ้นจาก 49% เป็น 70% ทั้งนี้พบว่า ประชาชนยังคงแจ้งเรื่องนอกเวลาราชการสูงถึง 67.5% สะท้อนถึงความจำเป็นของช่องทางดิจิทัล 24 ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถปิดเรื่องนอกเวลาได้มากขึ้นโดยเฉพาะช่วงค่ำ–ดึก และด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ฟีเจอร์ใหม่จำนวนมากที่ยกระดับการให้บริการ ครอบคลุมทั้ง 3 กลุ่มผู้ใช้งาน ได้แก่ ผู้แจ้ง เจ้าหน้าที่ และผู้บริหาร อาทิ แนบสื่อหลากหลายรูปแบบส่งภาพได้ 10 รูปต่อการแจ้ง 1 ครั้ง, แจ้งด้วยคลิปวิดีโอ, ส่งภาพเพิ่มเติมหลังแจ้งเรื่อง, การตรวจสอบและเซนเซอร์ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับ PDPA รวมถึงตรวจคำหยาบและภาพไม่เหมาะสม, AI ระบุประเภทเรื่องแจ้งและแนะนำหน่วยงานที่รับผิดชอบ, AI วิเคราะห์เรื่องแจ้ง ให้ข้อมูลปัญหา เป้าหมาย แนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและยั่งยืน, ตัวชี้วัด พร้อมแนวทางป้องกันปัญหาซ้ำ, รวมเคสเดียวกันเป็นกลุ่ม เพื่อลดภาระเจ้าหน้าที่, การส่งต่อหลายหน่วยงานในครั้งเดียว พร้อมระบบแนะนำหน่วยงานที่เหมาะสม และภารกิจพิเศษเฉพาะกิจ เช่น แจ้งอาคารร้าวจากเหตุแผ่นดินไหว, ขึ้นทะเบียนสุนัข/แมว, แจ้งอุตสาหกรรมและขยายผลสู่กรม กอง กระทรวงต่างๆเพื่อรับแจ้งตามภารกิจอย่างต่อเนื่อง
ภายในงานยังจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมจาก สวทช. และพันธมิตร ที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริการประชาชนในมิติต่าง ๆ รวมถึงเวทีเสวนาถอดรหัสความสำเร็จจากหน่วยงาน Top Performer อีกด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“อ.เชน” เปิดเวทีนโยบายสาธารณะ สอวช. ครั้งที่ 1 ชู “MOIP” โมเดลเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ดึงผู้เชี่ยวชาญ OECD ร่วมถอดรหัสความสำเร็จ
(วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ) ณ ห้องอินฟินิตี้ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในงาน "ประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะ ของ สอวช. ครั้งที่ 1 : พลิกโฉมประเทศไทยด้วย MOIP" จัดโดย สอวช. โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมงานและร่วมถ่ายภาพในพิธีเปิดการประชุมฯ โดยในช่วงเช้ามีเวทีบรรยายของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก OECD และหน่วยงานชั้นนำมาร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ หัวข้อ "MOIP : บทเรียนจากต่างประเทศด้านการออกแบบภารกิจ การกำกับดูแลและการขับเคลื่อน MOIP" โดย PHILIPPE LARRUE หัวหน้าทีม Governance and Mission-Oriented Innovation Policy, OECD
นอกจากนี้มีการเสวนาหัวข้อ "จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ : ภารกิจ ชุดโครงการและขีดความสามารถของภาครัฐ" โดย Professor Mariana Mazzucato ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ The UCL Institute for Innovation and Public Purpose รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ "ถอดรหัสความสำเร็จ MOIP ในต่างประเทศ" โดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจาก OECD และหน่วยงานชั้นนำระดับภูมิภาคเอเชีย เกี่ยวข้องกับด้านนโยบายให้ความสนใจเข้าร่วมทั้งทาง Onsite และ Online กว่า 200 คนเข่าร่วมงาน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


