หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“ศุภมาส” ประกาศนโยบาย “อว. for AI” ติดอาวุธคนไทยใช้ AI พัฒนาประเทศ ชู flagship การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยด้วย AI ผลัก 3 แผนงานเด่น หนุน AI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างบุคลากรด้าน AI 3 หมื่นคนใน 3 ปี พร้อมดัน AI ใช้จริงในภาคธุรกิจยกระดับเศรษฐกิจไทย
วันที่ 29 พ.ค.67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวเปิดตัวนโยบาย“ อว. for AI” โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วม พร้อมมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของโลกร่วมแสดงผลงาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย อว. for AI ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี น.ส.ศุภมาส ได้แถลงนโยบายว่า กระทรวง อว. ได้วิเคราะห์ปัญหาหลักด้าน AI ของประเทศไทยพบว่ามี 2 ปัญหาหลักคือ การขาดแคลนบุคลากรและการประยุกต์ใช้ AI ยังมีน้อย ซึ่งกระทรวง อว. ได้หาทางแก้ปัญหา และเตรียมความพร้อมในการใช้ AI เพื่อพัฒนาประเทศ โดยสนับสนุนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ซึ่งมี 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบ AI โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจและความตระหนักด้านจริยธรรมในการใช้ AI อย่างน้อย 6 แสนคน และมีกฎหมาย/ข้อบังคับด้าน AI ที่จำเป็น 2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อให้เกิดการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี 3. ด้านกำลังคน AI มีเป้าหมายผลิตกำลังคน AI 3 หมื่นคน 4. ด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม AI ตั้งเป้าสร้าง 100 นวัตกรรม AI ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4.8 หมื่นล้าน และ 5. ด้านการส่งเสริมธุรกิจและการใช้ AI โดยมีการใช้นวัตกรรม AI ใน 600 หน่วยงานทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติในภารกิจของกระทรวง อว. ดิฉันจึงให้มีนโยบาย "อว. for AI" โดยใช้ศักยภาพด้าน AI ของกระทรวง อว. ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างขีดความสามารถของประเทศบนฐานของ AI ต่อไป โดยนโยบาย อว. for AI จะดำเนินงานใน 3 เสาหลัก อันได้แก่ 1.AI for Education: การใช้ AI ในการเรียนการสอนให้คนไทยมีศักยภาพสูงสุด และเร็วที่สุด ปัจจุบันมีทักษะหลายๆ ด้านที่คนไทยยังไม่สามารถพัฒนาให้เพียงพอ และมีคุณภาพตามความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวง อว.จึงมีแนวคิดการนำ AI มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการใช้เครื่องมือด้าน education tools ต่างๆ เป็นแนวทางที่จะเพิ่มจำนวนคนในทักษะที่จำเป็นได้ในเวลาอันสั้น นอกจากนี้จะต่อยอดโดยการนำ AI มาทำหน้าที่เหมือนครูหรือโค้ชช่วยเรียนรู้นอกเวลาเรียน ในหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจ เน้นการพัฒนาทักษะเสริมตามความต้องการส่วนบุคคลได้อย่างรวดเร็ว โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น e-learning platform ที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้มีการใช้ AI ตอบสนองความต้องการการเรียนรู้เฉพาะคน และเสริมทักษะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสามารถรองรับนักเรียนกว่า 200 ล้านคน ในประเทศไทยเรามี Thai MOOC (Thailand Massive Open Online Course) แพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิด ที่เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานให้กับคนไทย โดยสามารถเรียนออนไลน์ได้ฟรี และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เราสามารถนำ AI ที่สามารถพูด อ่าน เขียน มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Thai MOOC โดย AI จะช่วยทำหน้าที่เหมือน Teacher Tutor หรือ Coach ช่วยเรียนรู้ในการสนทนา ถาม ตอบในเวลาเรียน แบบ interactive ในลักษณะการเรียนเฉพาะบุคคล (personalize) แบบตัวต่อตัวกับผู้เรียนทุกคน หรือ เลือกเรียนกับผู้สอนที่อยากเรียนด้วย เช่น ดารา หรือแม้กระทั่งเรียนกับ รมต. อว. ก็ได้ นอกจากนี้ AI ยังสามารถประเมินความรู้ ความสามารถของผู้เรียนผ่านระบบทดสอบ ออกแบบหลักสูตรหรือเนื้อหาการเรียนให้เหมาะกับระดับความรู้ ประเมินการเรียนรู้ในระหว่างเรียน ปรับระยะเวลา ความเร็วในการเรียนจนจบหลักสูตร ที่เราไม่ต้องเริ่มต้นที่ Level 1 สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และเรียนพร้อมๆกันเป็นแสนคนก็ได้ วิธีการเรียนแบบนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในด้านการศึกษา ทั้งนี้ AI Teacher จะทำให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสเท่ากัน ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าเรียนในคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน เพิ่มโอกาสในการได้งานดีๆ ค่าตอบแทนสูงๆ นโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาของกระทรวง อว. ได้ตั้งเป้าหมายให้นิสิต นักศึกษาเข้าใจและสามารถใช้งาน AI ได้ตั้งแต่ ปี 2 โดยต้องรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) มีทักษะความเข้าใจและสามารถนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (AI Competency) รวมทั้งนิสิต นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะต้องมีจริยธรรมในการใช้ AI (AI Ethics) ดิฉันอยากขอความร่วมมือทุกๆ มหาวิทยาลัย สนับสนุนการปฏิรูปอุดมศึกษาที่ใช้เทคโนโลยี AI โดยการปรับปรุง ออกแบบ หลักสูตรการเรียนการสอนให้นิสิต นักศึกษาได้เรียน AI ตั้งแต่ ปี 1 เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือ (tool) หรือเป็นปัจจัยที่ 5 ของนิสิต นักศึกษา จบเป็นบัณฑิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน หรืออุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ดิฉันจะสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในมหาวิทยาลัย (AI Infrastructure) กระทรวง อว. จะใช้ AI ในการตอบโจทย์ทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ Lifelong Learning โดยในระยะแรก จะเน้นการสอนภาษาอังกฤษซึ่งจะเป็น flagship ที่สำคัญของกระทรวง อว. ต่อจากนั้นจะขยายผลนำไปใช้กับการเรียนนอกเวลาเรียนสำหรับผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว และต้องการ Reskill Upskill หรือ Newskill” 2. AI workforce development: การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และการสร้างพื้นฐานด้าน AI ให้คนไทยในระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด AI โดยเร็ว ผ่านโครงการพัฒนากำลังคนด้าน AI ในทุกระดับ เช่น โครงการขับเคลื่อนการเข้าใจ AI ในระดับประถม มัธยม และอาชีวศึกษา โครงการพัฒนาศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ระดับนานาชาติ โครงการพัฒนากำลังคนด้าน AI สำหรับสถาบันการศึกษากลุ่ม AI degree โครงการ Super AI engineer โครงการ AI สำหรับบุคลากรภาครัฐ และ โครงการ Credit Bank โดยตั้งเป้าให้สามารถผลิตกำลังคนได้ใน 3 ระดับคือ ผู้เชี่ยวชาญ AI (AI professional) วิศวกร AI ที่เข้าสู่ภาคธุรกิจ (AI engineer) และนัก IT หรือวิชาชีพอื่น ๆ ที่มีทักษะการใช้เครื่องมือ AI (AI beginner) ให้ได้ไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคนภายใน 3 ปี ทั้งนี้ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ปัจจุบันมีการขาดแคลนคนทำงานด้าน AI กว่า 8 หมื่นคน แต่คน AI กว่าครึ่งไม่ได้ทำงานด้าน IT และธุรกิจยังมีความต้องการจ้างคนไปทำวิจัยพัฒนาในสัดส่วนที่สูงที่สุด (ร้อยละ 35) 3. AI innovation: การสนับสนุนนวัตกรรม AI สู่ตลาด การพัฒนามาตรฐานและทดสอบ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความแพร่หลาย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยจะสนับสนุนการทำนวัตกรรมด้าน AI อย่างเต็มที่ ซึ่งผลการสำรวจความพร้อมในการใช้ AI ขององค์กร โดยเนคเทค สวทช. และเอ็ตด้า พบว่าหน่วยงานที่อยู่ระหว่างตัดสินใจใช้ AI ยังขาดความมั่นใจและแรงกระตุ้นที่จะลงทุนและใช้งานอยู่มากกว่าครึ่ง โดยมีสาเหตุมาจากประเทศไทยยังมีการใช้งานน้อย ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และงบประมาณ ทำให้ยังไม่เห็นถึงการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า ในอีกหกปีข้างหน้า AI จะเติบโตขึ้นกว่า 18% ต่อปี ด้วยมูลค่ามากกว่าหนึ่งแสนล้านบาท แต่อุปสรรคที่สำคัญในขณะนี้คือ การนำมาใช้งานได้จริง และยังขาดการสนับสนุนเงินทุนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวง อว. จะเร่งสนับสนุนการนำนวัตกรรม AI มาใช้ให้เกิดการใช้งานจริง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ผ่านกลไกสนับสนุนนวัตกรรมจากหน่วยงานภายใต้ กระทรวง อว. เช่น การสนับสนุนทุนจากกองทุน ววน. ต่อไป “ดิฉันขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ AI กำลังมีบทบาทในการเปลี่ยนเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของเรา กระทรวง อว. เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และพร้อมมุ่งมั่นให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง นโยบาย อว. for AI จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการสร้างระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยให้เป็น Education 6.0 ที่เป็นการเรียนรู้แบบ Immersive Education เป็นการศึกษาแบบไร้รอยต่อระหว่าง Offline และ Online โดยนำ AI และ เมตาเวิร์ส มาช่วยในการเรียนการสอน นำมหาวิทยาลัยเข้าสู่การเป็น AI University กระทรวง อว. มีหน่วยงานหลักที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือ เนคเทค สวทช. ที่ถือว่าเป็นหัวหอกในการพัฒนา AI ของประเทศ และเป็นหน่วยงานในประเทศไทยที่มี Supercomputer ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนา AI และสวทช. ยังได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายบริษัท ที่พร้อมจะร่วมมือพัฒนา AI solutions ให้กับหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน ด้วยความพร้อมเหล่านี้ กระทรวง อว. จะเป็นศูนย์กลางที่จะสามารถ short cut และเร่งพัฒนา solution ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ให้ออกสู่ตลาดภายใน 1 ปี ดิฉันขอให้ทุกหน่วยงานของกระทรวง อว. มุ่งมั่นร่วมดำเนินการสนับสนุนนโยบาย อว. for AI อย่างจริงจัง เต็มความสามารถ เพื่อที่จะใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ” น.ส.ศุภมาส กล่าว  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญร่วมฟังสัมมนา “พลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารของคุณเป็น Smart Food Factory ด้วย IIoT Solutions” (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
📌 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ขอเชิญผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ ผู้จัดการ พนักงาน ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร ที่สนใจการปรับเปลี่ยนองค์กร หรือ มีบทบาทในการพัฒนาองค์กรสู่โรงงานอัจฉริยะ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ร่วมงานสัมมนาพิเศษ และ Clinic ให้คำปรึกษา   ✨พลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารของคุณเป็น Smart Food Factory ด้วย IIoT Solutions 📅 วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2567 🕙 เวลา 09.00 – 12.30 น. 📍 โถง INC2C ชั้น 1 อาคาร INC2 ทาวเวอร์ C อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ✨ Highlight 🎤 อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทยกับการผลักดันเข้าสู่ Industry 4.0 โดย บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด 🎤 เสวนา Overcoming Challenges in Digital Transformation (ความท้าทายของยุค Digital Transformation) โดย  บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ ซิสเท็ม จำกัด, NECTEC สวทช., อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. 🎤 แนวทางการยกระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0  โดย กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0  สวทช. 🎉พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น 🎫 Voucher รับคำปรึกษา สำหรับการประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 🎫 Clinic ประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 🎫 พบกับผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Smart Factory Solution จาก สวทช. และบริษัทพันธมิตรพิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น ✨กิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด 📌 📌 สนใจลงทะเบียนร่วมงาน คลิกที่นี่ 📞 สอบถามเพิ่มเติม : ikd-kas@nstda.or.th  📞 081-710-3831 (คุณชัยนันท์)  
ปฏิทินกิจกรรม
 
งานเปิดตัว “นวัตกรรมอาหารทะเลจากพืช (Ve-Sea) จากเอ็มเทค สวทช. สู่ผลิตภัณฑ์ FoodFill”
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานเปิดตัว "นวัตกรรมอาหารทะเลจากพืช (Ve-Sea) จากเอ็มเทค สวทช. สู่ผลิตภัณฑ์ FoodFill" นวัตกรรมอาหารที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและกลูเตน อร่อยเหมือนจริง ด้วยเทคโนโลยีออกแบบโครงสร้างอาหาร ทางเลือกสำหรับผู้แพ้อาหารทะเล ----------------------- พร้อมชมการสาธิตการปรุงอาหาร และชิมเมนู Ve-sea โดยเชฟมืออาชีพและรับฟังเสวนาพิเศษ เรื่อง "อาหารสุขภาพ ธุรกิจแห่งความยั่งยืน" จากนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และนักธุรกิจด้านสุขภาพ ----------------------- พบกันในงาน THAIFEX-ANUGA Asia 2024 วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00 น. – 16.30 น. ณ ห้องฟีนิกซ์ 2 Hall 10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ----------------------- ลงทะเบียนหน้างานเวลา 13:00 น. **รับจำนวน 50 ท่านเท่านั้น กําหนดการแถลงข่าว ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ: เปิดตัวนวัตกรรมอาหารทะเลจากพืช (Ve-Sea) วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.00 น. – 16.30 น. ณ ห้องฟีนิกซ์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงาน THAIFEX-ANUGA Asia 2024 13:00 - 13:30 น. ลงทะเบียนสื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ 13:30 - 13:40 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับ 13:40 - 13:50 น. FoodSERP สวทช. : ขับเคลื่อนวิจัยนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก โดย ดร.อศิรา เฟื่องฟูาติ รองผู้อํานวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. 13:50 - 14:00 น. FoodFill : อาหาร สุขภาพ บนความยั่งยืน โดย นายธนินท์รัฐ เมธีวัชรรัตน์ กรรมการบริษัท บี ไอ จี เนเชอรัล อินโนเทค จํากัด 14:00 - 14:10 น. เทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างอาหารสําหรับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืช โดย ดร.นิสภา ศีตะปันย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. 14:15-15:00 น. Food Demonstration และชิมเมนู Ve-sea โปรตีนจากพืชเพื่อสุขภาพ โดย เชฟไอริน พร้อมด้วย คุณบ๊วย เชษฐวุฒิ วัชรคุณ 15:00-15:30 น. ผู้บริหารร่วมถ่ายภาพบนเวทีและให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อมวลชน 15:30-16:30 น. เสวนาเรื่อง อาหารสุขภาพ :ธุรกิจแห่งความยั่งยืน  แนวโน้มและตลาดอาหารโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ โดย คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ โดย ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. Good Health and Well-being โดย คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย “you are what you eat” 70% ของสุขภาพมาจากการกิน โดย เชฟไอริน เจ้าของร้าน คีโตเพื่อสุขภาพ ชีวิตชีวา KETO & LOWCARB อาหารคุมเบาหวาน ดําเนินการเสวนาโดย คุณแพรว ปาลิดา หงส์กระจ่าง หมายเหตุ: กําหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
ปฏิทินกิจกรรม
 
การนำแบตเตอรี่ไปแช่ในตู้เย็นจะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้จริงหรือ ?
  การนำแบตเตอรี่ไปแช่ในตู้เย็นไม่ว่าจะช่องแช่แข็งหรือช่องแช่เย็นธรรมดาเพื่อยืดอายุการใช้งาน เป็นความเชื่อที่ผิดและไม่ควรทำตาม ! เนื่องจากอุณหภูมิที่เย็นเกินไป ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ อาจจะเกิดการกัดกร่อนตามรอยต่อ และทำให้เกิดการรั่วไหล วิธีการเก็บรักษาแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง คือ เก็บรักษาในอุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ทั้งนี้หากพบแบตเตอรี่บวมหรือเสื่อมสภาพ ก็ไม่ควรใช้งานต่อ แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ก้อนใหม่จะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด ข้อมูลจาก : ทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. อ้างอิงข้อมูลจาก เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่   เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
บทความ
 
‘ทุเรียนอินทรีย์นิรามิสสุข’ อร่อย ปลอดภัย ใช้ ‘นวัตกรรมถุงแดง’
  “เนื้อเยอะ เม็ดลีบ เปลือกบาง มีรสหวานจากธรรมชาติ และปราศจากสารเคมี” คือจุดเด่นของทุเรียนสวนนิรามิสสุข จังหวัดตราด ที่นอกจากจะผ่านการบ่มเพาะด้วยความใส่ใจแล้ว ยังใช้นวัตกรรม ‘ถุงห่อทุเรียน Magik Growth (เมจิกโกรท)’ ผลงานนักวิจัยไทยที่เข้ามาช่วยลดปัญหาหนอนเจาะผลทุเรียน เพลี้ยแป้ง สัตว์กัดแทะและราดำ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตทุเรียนด้วย   หนอนเจาะผลทุเรียน ทำผลผลิตเสียหายมากกว่าครึ่ง !   [caption id="attachment_56791" align="aligncenter" width="750"] นายขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ ผู้จัดการสวนนิรามิสสุข จังหวัดตราด[/caption] นายขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ ผู้จัดการสวนนิรามิสสุข จังหวัดตราด เล่าว่า สวนนิรามิสสุขมีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 30 ไร่ แบ่งเป็นทุเรียน 10 ไร่ และมังคุดกับลองกองรวม 20 ไร่ ทั้งนี้มีแนวคิดหันมาทำสวนทุเรียนอินทรีย์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าการทำเกษตรอินทรีย์มีปัญหาหนักที่ต้องเจอ คือ โรคและแมลง อีกทั้งความรุนแรงก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแมลงศัตรูพืช “ปัญหาใหญ่ที่พบคือ ‘หนอนเจาะทุเรียน’ แต่ละปีผลผลิตทุเรียนมีความเสียหายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งปีล่าสุด ผลผลิตทุเรียนเสียหายมากกว่า 50% สมมติมีทุเรียน 1,000 กว่าลูก โดนหนอนเจาะไปแล้ว 600-700 ลูก ซึ่งทุเรียนที่หนอนเจาะส่งขายไม่ได้ ก็ต้องหาทางออกด้วยการแกะเนื้อทุเรียนไปแปรรูป เช่น ทุเรียนกวน ทำให้มูลค่าการขายลดลง สร้างความเสียหายอย่างมาก”     นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน ป้องกันหนอนเจาะ 100% ที่ผ่านมาสวนนิรามิสสุขพยายามหาวิธีแก้ปัญหา ทั้งการใช้สารชีวภัณฑ์ สมุนไพร รวมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการป้องกันแต่ยังไม่เห็นผลเด่นชัด กระทั่งเจอนวัตกรรม ‘ถุงห่อทุเรียน Magik Growth’ ผลงานการพัฒนาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่อาจเป็นทางออก “ตอนแรกเห็นราคาถุงห่อทุเรียน Magik Growth ก็แอบลังเลใจ เพราะราคาใบละ 40 กว่าบาท แต่เมื่อมองในระยะยาว ถุงห่อใช้ซ้ำได้ถึง 2-3 รอบการผลิต และสามารถส่งกลับคืนไปยังผู้ขายเพื่อแลกเป็นส่วนลดกับการซื้อถุงล็อตใหม่ได้ ก็คิดว่าถ้าใช้แล้วดีในระยะยาวก็น่าลอง ในช่วงปีแรกทดลองใช้ถุงห่อทุเรียนบางส่วนก่อนประมาณ 30 ต้น ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พอใจมาก เพราะป้องกันหนอนเจาะทุเรียนแทบ 100% ทำให้ปัจจุบันนี้สวนนิรามิสสุขใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth กับทุเรียนทุกต้นทั้งสวนมาแล้วถึง 3 รอบการผลิต”     การใช้ถุงห่อทุเรียนไม่เพียงลดผลผลิตที่เสียหาย แต่ยังได้เสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างล้นหลามถึง ‘คุณภาพทุเรียน’ “ผู้บริโภคและแม่ค้าที่รับทุเรียนไปขายบอกว่า ทุเรียนของเราคุณภาพดี ผิวสวย มีปริมาณเนื้อทุเรียนเยอะ เม็ดเล็ก เปลือกบาง เวลาผ่าลูกทุเรียนเห็นเนื้อทุเรียนแล้ว ลูกค้าชอบมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ด้วยเช่นกัน ดังนั้นนวัตกรรมนี้ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันแมลง แต่ช่วยยกระดับคุณภาพทุเรียนด้วย”         ความลับที่ซ่อนอยู่ใน ‘ถุงแดง’ เห็นเป็นเพียงถุงแดง ๆ ใช่ว่าจะออกแบบมาแค่ห่อหุ้มทุเรียนไม่ให้แมลงหรือสัตว์กัดแทะเข้าทำลายผล เพราะถุงห่อทุเรียน Magik Growth ยังผ่านการวิจัยและพัฒนาให้มีสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผลทุเรียน   [caption id="attachment_56787" align="aligncenter" width="750"] ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ ทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ ทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. ผู้พัฒนาถุงห่อทุเรียน Magik Growth กล่าวว่า ถุงห่อถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นโครงสร้าง 3 มิติ เกิดจากการพัฒนาสูตรพอลิเมอร์ และใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปนอนวูฟเวน ทำให้ถุงมีรูพรุนและความหนาที่เหมาะสม ช่วยให้ถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี แต่ขณะเดียวกันถุงห่อก็แข็งแรงพอที่จะนำกลับมาใช้งานซ้ำได้ถึง 2-3 ฤดูกาลผลิต นอกจากนี้ผิวด้านนอกถุงห่อยังมีความลื่นจึงช่วยลดการเข้าทำลายของสัตว์กัดแทะ เช่น กระรอก กระแต และกระถิกได้ “ตัวถุงห่อที่เลือกใช้สีแดง เพราะเป็นช่วงคลื่นแสงที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาผลในทุเรียน ลดปริมาณเส้นใย และปริมาณไฟเบอร์ในเนื้อทุเรียน พร้อมกันนี้ตัวถุงยังสามารถคัดกรองช่วงแสงที่มีความจำเพาะต่อการเติบโตของทุเรียนด้วย ช่วยให้ทุเรียนสร้างสารสำคัญในผลไม้ทั้งแป้ง น้ำตาล สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ทั้งนี้จากการเก็บข้อมูลการทดลองใช้ถุงห่อทุเรียนทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและภาคสนามร่วมกับภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พบว่าถุงห่อช่วยให้น้ำหนักและปริมาณเนื้อของทุเรียนเพิ่มขึ้น”     ถุงห่อทุเรียนคุ้มค่า ! ลดสารเคมี เพิ่มมูลค่าการขาย การใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องของค่าถุง และค่าจ้างในการห่อผล แต่ผู้ประกอบการและเกษตรกรที่หันมาทดลองใช้ต่างยืนยันว่าคุ้มค่าในระยะยาว เพราะนอกจากช่วยลดต้นทุนการใช้สารเคมีได้มากแล้ว ยังช่วยพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพดีระดับพรีเมียม ดร.ณัฐภพ เล่าว่า เทคโนโลยีถุงห่อทุเรียน Magik Growth มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว ปัจจุบันมีสวนทุเรียนนำถุงห่อทุเรียนไปใช้งานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออก เช่น จ.ระยอง จันทบุรี และตราด เกษตรกรผู้ใช้งานบอกว่า การห่อทุเรียนทำให้ผิวเปลือกทุเรียนสะอาด สีสวย ลดการเกิดโรคและความเสียหายจากแมลง ช่วยลดการใช้สารเคมี อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและเกษตรกร ที่สำคัญผลทุเรียนที่ได้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เปลือกบาง ปริมาณเนื้อเยอะ ทำให้เพิ่มราคาขายได้อีกด้วย ล่าสุดล้งส่งออกทุเรียนจันทบุรี (ล้งเอ-ต่าย) ซึ่งรับซื้อผลผลิตทุเรียนปีละหลายตันเพื่อส่งออกไปยังประเทศเกาหลีใต้ ได้ร่วมสนับสนุนเกษตรกรในเครือข่ายใช้ทุเรียนถุงห่อ Magik Growth เพื่อบรรเทาผลกระทบความเสียหายจากการตรวจพบสารเคมีที่เปลือกทุเรียน     ผลผลิตทุเรียนปลอดภัย เพราะใช้ถุงแดง สำหรับสวนนิรามิสสุขที่ปลูก ‘ทุเรียนอินทรีย์’ การใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth อาจไม่ได้มีผลต่อการลดต้นทุนสารเคมี แต่ถุงห่อทุเรียนคือตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เขาบรรลุเป้าหมายการผลิต ‘ทุเรียนปลอดภัย’ “เราตั้งใจปลูกทุเรียนปลอดภัย อยากปลูกผลไม้ปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้รับประทาน ซึ่งนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth เข้ามาตอบโจทย์ได้มาก ทั้งสร้างความแตกต่าง และเป็นเกราะป้องกันปัญหาโรคและแมลงได้ 100% ที่สำคัญคือการห่อทุเรียนทำให้เรารู้สึกว่าได้ดูแลทุเรียนทุกลูกจริง ๆ อีกทั้งเสียงตอบรับจากผู้บริโภคต่างก็ประทับใจทั้งในเรื่องคุณภาพและเนื้อสัมผัส ทำให้เราจะยังใช้ถุงห่อทุเรียน Magik Growth ต่อไป เพื่อสร้างผลผลิตและนิเวศปลอดภัยให้ทุกคน” นายขจรพงศ์กล่าวทิ้งท้าย     ถุงห่อทุเรียน Magik Growth นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับ ‘ผลไม้เศรษฐกิจไทย’ ให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบจากการใช้สารเคมี ดีต่อสุขภาพผู้บริโภคและเกษตรกร ตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน     เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
อวท. ร่วมพันธมิตรเปิดหลักสูตรอบรมสร้างแบรนด์ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมกับ KickStart Academy จาก บริษัท พีช แอนด์ โค คอร์ปอเรชั่น จำกัดเปิดโอกาสให้คุณได้เป็นเจ้าของแบรนด์แบบมืออาชีพ  ด้วยหลักสูตรพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้สำหรับธุรกิจอาหารเสริมสุขภาพ Functional Food & Supplement Business Masterclass (FBM) ✅️ เรียนรู้จากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จริงชั้นแนวหน้าของธุรกิจ ✅️ เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ✅️ ให้คุณได้เรียนรู้จริง เห็นจริง และลงมือทำจริง ✅️ มีผู้เชี่ยวชาญดูแลแบบ One on One ตลอดการอบรม ✅️ เปิดมุมมองความต้องการของตลาดในระดับนานาชาติ สิ่งที่คุณจะได้รับจากการเรียนหลักสูตร FBM ✨สูตรตำรับและต้นทุนของผลิตภัณฑ์ พร้อมให้คุณนำไปใช้ในการจ้างโรงงานผลิต ✨เราช่วยคุณออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ พร้อมจดทะเบียนเครื่องการค้าให้กับแบรนด์ของคุณ ✨มีโอกาสได้ยื่นขอทุน  Proof of Concept (POC) จาก TED Fund มูลค่า 1.5  ล้านบาท ✨โอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรงที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจจริง ✨กิจกรรมศึกษาดูงาน ที่พาคุณไปเห็นและสัมผัสกับกระบวนการผลิต ✨รับประกาศนียบัตรจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) 🖊️รับสมัคร : ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2567 🗓️ระยะเวลาเรียน : 3 สิงหาคม - 27 กันยายน2567 (ทุกวันเสาร์ยกเว้นวันสุดท้ายเป็นวันศุกร์) ⏰ชั่วโมงเรียนจำนวน 63 ชั่วโมง รวม 9 วัน (ห้องเรียน 7.5 วัน + Field Trip 1.5 วัน) 📍สถานที่เรียน อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และโรงแรมยู สาทร สนใจหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 🔹️เบอร์ 083-038-3709 🔹️Line @fbm.contact
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญนักสังคมสงเคราะห์และท่านที่สนใจ เข้าประชุมวิชาการสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ประจำปี2567
ในหัวข้อ " หัวข้อ “ยกระดับบริการคลินิกสังคมสงเคราะห์ " สนับสนุนโดย โครงการ social tele care สสส. ในวันที่ วันศุกร์ที่ 7-8 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม 1209 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และระบบออนไลน์ ผ่าน Zoom Meeting หัวข้อน่าสนใจ เทคโนโลยีดิจิทัล ในระบบบริการสุขภาพไทย บรรยายพิเศษ โดย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2.บรรยายพิเศษ A-MED home ward กับการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวชที่บ้าน โดย อธิบดีกรมการแพทย์ และ การตระหนักรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โดย ดร. กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) *** ดาวโหลด หนังสือเชิญประชุม ได้ที่ https://shorturl.at/enrwO *** ลงทะเบียน เข้าประชุม ได้ที่ https://shorturl.at/iDOU2 และดาวโหลดเอกสารการประชุมและรหัสซูมได้ที่ .....https://shorturl.at/lqyBN  
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. จับมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ่มเพาะเยาวชนด้านนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ และมอบชุดสื่อการเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะให้โรงเรียนขยายผลจัดกิจกรรม
โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง โครงงานด้านนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในโรงเรียน ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิใจกระทิง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2567 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ประธานในพิธีในการเปิดงานและกล่าวต้อนรับ นักเรียนและครูจากโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี โรงเรียนชัยสิทธาวาส “พัฒน์ สายบำรุง” อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และอาจารย์จากศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 40 คน นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดการจัดงานว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาชีพด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้น ครูและนักเรียนที่เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้เรื่องของเกษตรสมัยใหม่และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เราจึงมุ่งเน้นหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ซึ่งการใช้วิธีเพาะปลูกแบบดั้งเดิมนั้นไม่เพียงพอ และในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก การเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพดีจึงต้องนำเกษตรสมัยใหม่หรือนวัตกรรมการเกษตรเข้ามาช่วยในกระบวนการต่าง ๆ ครูและนักเรียนจะได้เรียนรู้จากกิจกรรมในครั้งนี้โดยทีมอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ตั้งแต่เรื่องของเทคโนโลยีระบบ IoT และเซนเซอร์ การออกแบบโรงเรือนอัจฉริยะ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงได้ลองนำเสนอโมเดลโรงเรือนอัจฉริยะและตัวอย่างโครงงานที่นักเรียนสนใจ สำหรับกิจกรรมที่จัดในการอบรมครั้งนี้เน้นให้นักเรียนและครูได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและได้เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรอัจฉริยะเพื่อให้ทั้งนักเรียนและครูได้รับประสบการณ์ตรง ได้รับแรงบันดาลใจ และได้แนวคิดเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดจัดทำเป็นโครงงานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน ในส่วนของกิจกรรมที่นักเรียนและครูได้ลงมือทำ ได้แก่ 1. กิจกรรมเรียนรู้ระบบ IoT และเซนเซอร์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานบอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright เรียนรู้การต่อวงจรและการเขียนโปรแกรมเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก รู้จักการทำงานของเซนเซอร์ชนิดต่าง ๆ เช่น เซนเซอร์วัดระดับแสง เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ เซนเซอร์วัดความชื้นในดิน เรียนรู้ระบบ IoT การสั่งงานรดน้ำต้นไม้เมื่อดินแห้ง และการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ 2. กิจกรรมการออกแบบโรงเรือนและสร้างโมเดลโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการให้น้ำพืช เช่น การใช้น้ำของพืช ความสัมพันธ์ระหว่างดินและน้ำ แหล่งน้ำที่พืชได้รับ และวิธีการให้น้ำแก่พืช เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีความต้องการปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องรู้จักเลือกวิธีการให้น้ำแก่พืชที่จะปลูกอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้พืชชนิดนั้นเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้รูปแบบของโรงเรือนชนิดต่าง ๆ และนำความรู้ที่ได้รับไปออกแบบและสร้างโมเดลโรงเรือนอัจฉริยะที่เหมาะสมกับพืชที่จะเลือกปลูก 3. เทคนิคการเตรียมสไลด์นำเสนอด้วย Canva สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสื่อนำเสนอที่มีความน่าสนใจผ่านรูปแบบที่หลากหลาย รู้จักออกแบบกราฟิกออนไลน์ที่ใช้ในการสร้างกราฟิกและการนำเสนอสู่สาธารณะ 4.กิจกรรมการแปรรูปอาหาร การออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการแปรรูปผักและผลไม้ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด รู้จุดเด่นและจุดด้อยของวิธีการแปรรูปแต่ละวิธี นอกจากนี้ยังได้รู้จักอาหารโมเลกุล (Molecular gastronomy) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนออาหารแบบเดิม ๆ ให้ออกมาในรูปแบบใหม่ด้วยการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ มีคอนเซ็ปต์คือต้องเด่นเรื่องรสชาติ มีความสวยงาม และแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร โดยใช้เทคนิคการสร้างของเหลวให้ขึ้นรูปเป็นทรงกลม (สเฟียริฟิเคชัน; Spherification) 2 วิธี ได้แก่ 1. สเฟียริฟิเคชันพื้นฐาน (Basic Spherification) จะได้ผลผลิตเป็นเม็ดเจลใสแบบเม็ดไข่ปลาคาเวียร์ 2. สเฟียริฟิเคชันย้อนกลับ (Reverse Spherification) จะได้ผลผลิตเป็นเม็ดเจลขุ่นแบบไข่แดงเจาะแล้วเนื้อไข่แดงทะลักออกมา 5. แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งต้องเน้นไปที่ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าและจุดเด่นของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ โดยมีหลักสำหรับการสร้างผลิตภัณฑ์ดังนี้ ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ (Leadership) กระบวนการคิดออกแบบ (Concept design) สร้างแบรนด์ (Branding) บรรจุภัณฑ์สินค้า (Packaging) และมีสตอรี่ (Storytelling) และรู้จักการนำเสนอด้วยการ Pitching ที่มุ่งเน้นการนำเสนอให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าสนใจในผลิตภัณฑ์ 6. เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ นักเรียนและครูได้ไปเยี่ยมชมนวัตกรรมโรงงานผลิตพืช สวทช. (Plant Factory) เพื่อศึกษาดูงานวิจัยการปลูกพืชระบบปิดและการให้แสงที่แตกต่างกัน งานวิจัยปลูกพืชสมุนไพร และเยี่ยมชมสวนผักและแปลงสาธิต สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. (AGRITEC) เพื่อดูตัวอย่างรูปแบบโรงเรือน และระบบการควบคุมการให้น้ำโดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศและความชื้นดิน นอกจากนี้ได้มอบชุดสื่อการเรียนรู้สะเต็มศึกษา “นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในโรงเรียน” ให้แก่โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” และโรงเรียนชัยสิทธาวาส “พัฒน์ สายบำรุง” โรงเรียนละ 10 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ขยายผลจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนกลุ่มอื่นในโรงเรียนต่อไป รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวปิดการจัดงานอบรมในครั้งนี้ว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ สวทช. และมูลนิธิใจกระทิง จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่นักเรียนและครูจากโรงเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” และโรงเรียนชัยสิทธาวาส “พัฒน์ สายบำรุง”เนื่องจากทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอาจารย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านการออกแบบโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ ระบบ IoT และเซนเซอร์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงให้นักเรียนรู้จักการ Pitching นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองให้น่าสนใจ ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมครอบคลุมเนื้อหาครบทั้งกระบวนการ ได้แก่ 1) ต้นน้ำ คือการออกแบบโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ ควบคุมด้วย IoT สำหรับการเพาะปลูกพืช 2) กลางน้ำ คือการนำวิทยาศาสตร์การอาหารมาใช้ในการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า 3) ปลายน้ำ คือการออกแบบผลิตภัณฑ์และการนำเสนอ ทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะให้กับนักเรียนได้เรียนรู้ครบทุกกระบวนการ ซึ่งนักเรียนสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ต่อยอดได้ทั้งในส่วนของการต่อยอดทางอาชีพสามารถสร้างรายได้ที่มีประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม การประกวดแข่งขัน หรือการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อนักเรียนกลับไปที่โรงเรียนของตนเองแล้วก็ขอให้นักเรียนช่วยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือคุณครูขยายผลจัดกิจกรรมให้กับเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนให้ได้รับความรู้และทักษะต่อไป   นายโฉม บุญจันทร์ อาจารย์จากศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา อ.วังจันทร์ จ.ระยอง กล่าวว่ากิจกรรมที่ได้เรียนรู้และจะนำไปปรับใช้ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) การใช้ KidBright ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ให้นักเรียนได้ฝึกฝนและประยุกต์ใช้กับโรงเรือนปลูกพืชภายในศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัตได้ 2) การออกแบบและสร้างโมเดลโรงเรือน สามารถนำไปบูรณาการกับการเรียนการสอนได้ 3) เทคนิคการ Pitching นำเสนอสินค้าหรือบริการ ซึ่งจะทำให้ในอนาคตนักเรียนได้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการค้าและสามารถสร้างรายได้ให้ตนเองได้ ซึ่งการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ได้รับประโยชน์และสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมได้จริง ส่วนนางสาวพีรดา จันคำ และนายพรชัย ศรีวิชัย ครูจากโรงเรียนชัยสิทธาวาส “พัฒน์ สายบำรุง” ได้กล่าวว่าการเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ได้รับความรู้และทักษะที่เป็นประโยชน์มาก และจะนำไปประยุกต์ใช้จัดกิจกรรมโครงงานด้านนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่อไป ซึ่งการจัดกิจกรรมที่สถานศึกษาหรือโรงเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมในหลายเรื่อง ได้แก่ เนื้อหา วิทยากร สื่อและอุปกรณ์ และผู้ช่วยวิทยากร และสิ่งสำคัญสำหรับการจัดกิจกรรมนั้นจะต้องเน้นให้นักเรียนได้รับความรู้ ได้ลงมือทำจริงและรู้สึกสนุก นอกจากนี้ควรมีนักเรียนที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือครูและให้คำแนะนำแก่เพื่อน ๆ ระว่างทำกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนคนอื่นได้เข้าใจและได้ลงมือทำครบทุกกระบวนการ และเด็กชายธีธัช ปรีกมล นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง” กล่าวว่ารู้สึกประทับใจที่ได้เข้าร่วมการอบรม โดยกิจกรรมที่ชอบที่สุดคือการออกแบบและสร้างโรงเรือน เพราะสามารถนำไปสร้างโรงเรือนได้จริง และยังสร้างความสามัคคีภายในกลุ่มตั้งแต่ตอนช่วยกันคิด ออกแบบ และสร้างโรงเรือนจำลอง ส่วนกิจกรรมการแปรรูปอาหารก็ชอบ เพราะสนุกและได้รับความรู้ ได้ลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อกลับไปโรงเรียนแล้วก็ตั้งใจจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยคุณครูสอนเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ต่อไป                        
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
101: เคล็ดลับความเป็นผู้ประกอบการเบื้องต้น (Foundation)
  📢 เรียนเชิญผู้ประกอบการไฟแรง! 📢 อยากเริ่มต้นธุรกิจแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? 🤔 . มาหาคำตอบได้ที่งานอบรมออนไลน์ฟรีจาก สวทช. 101: เคล็ดลับความเป็นผู้ประกอบการเบื้องต้น (Foundation) . มาเรียนรู้เคล็ดลับและแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่แบบไม่มีกั๊ก ✅สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ ✅ปั้นไอเดียธุรกิจให้เป็นรูปเป็นร่าง ✅ เริ่มต้นธุรกิจอย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสโต . พบกับวิทยากรผู้มากประสบการณ์: อาจารย์ สุดชาย สิงห์มโน (นักวิชาการอิสระและผู้ก่อตั้ง STARTUP HOUSE RAYONG) วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 - 12.00 น. เรียนสบายๆ ที่บ้าน ผ่าน Webex Meeting ลงทะเบียนฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย 👉 https://swpark.or.th/course-detail?cid=532
ปฏิทินกิจกรรม
 
‘ทรายแมวสายกรีน’ จับตัวดี ย่อยสลายได้ ผลิตจากวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตร
  ‘ทรายแมว’ ถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทาสแมวทั้งหลายต้องมีติดบ้าน เพราะนอกจากจะเป็นวัสดุรองรับในกระบะขับถ่ายที่ช่วยให้แมวถ่ายได้อย่างผ่อนคลาย ใช้อุ้งเท้าเขี่ยกลบหลังถ่ายได้เหมือนถ่ายลงพื้นดินพื้นทรายตามธรรมชาติแล้ว ยังมีจุดเด่นสำคัญคือเมื่อโดนน้ำจะแปรสภาพไปเป็น 2 ลักษณะหลัก คือ จับตัวเป็นก้อนหรือแตกตัวเป็นผง (ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์) ทำให้เจ้าของแมวเก็บของเสียไปทิ้งได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นของเสียช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านดีขึ้นอีกด้วย จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการไทย บริษัทเอส.ไอ.พี.สยามอินเตอร์แปซิฟิค จำกัด ที่เล็งเห็นถึงโอกาสจึงได้ปักธงเดินหน้าวิจัยผลิตภัณฑ์ ‘ทรายแมวสายกรีน’ ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีโจทย์วิจัยคือการเพิ่มจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ด้านการย่อยสลายตามธรรมชาติ และการนำวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรในประเทศไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทรายแมวมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน   [caption id="attachment_56589" align="aligncenter" width="750"] ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาจากผู้ประกอบการ บริษัทเอส.ไอ.พี.สยามอินเตอร์แปซิฟิค จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์และทรายแมวคุณภาพสูง มีความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทใหม่ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงเสนอโจทย์วิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทจับตัวเป็นก้อนหลังดูดซับของเสียชนิดย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ที่มีการนำวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ “ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมวิจัยได้นำวัตถุดิบหลักซึ่งมีจุดเด่นตามธรรมชาติแตกต่างกันมาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับเพิ่มคุณสมบัติด้านการดูดซับน้ำปัสสาวะและการยึดเกาะจับตัวเป็นก้อนหลังดูดซับน้ำ ทดแทนการใช้สารเคมีชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตามในการผลิตทีมวิจัยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีชนิดอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จะไม่เป็นอันตรายต่อทั้งสัตว์เลี้ยง มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม เพราะสารเคมีที่ใช้ทั้งหมดเป็นเกรดสำหรับผลิตอาหาร “ทั้งนี้หลังจากการพัฒนาสูตรการผลิตเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ปัจจุบันทีมวิจัยได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ทรายแมวสายกรีนที่พัฒนาขึ้นมีจุดแข็งทั้งด้านการซับน้ำรวดเร็ว ดูดกลิ่นดี หลังซับน้ำแล้วจะจับตัวเป็นก้อนกลมทำให้ตักทิ้งได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ สามารถตักทิ้งลงชักโครกได้ โดยผลิตภัณฑ์มีอายุในการจัดเก็บประมาณ 1 ปี หรือตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทรายแมว”   [caption id="attachment_56587" align="aligncenter" width="750"] ลักษณะเม็ดทรายแมว[/caption]   [caption id="attachment_56595" align="aligncenter" width="750"] ลักษณะการจับตัวหลังดูดซับน้ำ[/caption]   ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จในระดับ TRL4 หรือในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเครื่องจักรเฉพาะสำหรับใช้ในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้ครั้งละปริมาณมากพร้อมแก่การผลิตในระดับพาณิชย์ ดร.สิทธิศักดิ์ อธิบายทิ้งท้ายว่า การผลิตทรายแมวชนิดนี้ใช้เครื่องปั้นเม็ดปุ๋ยที่มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยทั่วไปได้ เพียงแต่เครื่องที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปยังมีกำลังการผลิตไม่สูงนัก ทีมวิจัยจึงมีแผนร่วมกับเอกชนในการขอรับทุนสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ พัฒนาเครื่องเอกซ์ทรูเดอร์ (extruder) หรือเครื่องขึ้นรูปผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ผลิตทรายแมวโดยเฉพาะขึ้น เพื่อให้ผลิตสินค้าได้ปริมาณมากตามต้องการ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งหากการพัฒนาเครื่องจักรชนิดนี้เสร็จสิ้นก็คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ทันที ผลิตภัณฑ์ทรายแมวสายกรีนเป็นหนึ่งในหลายผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสัตว์เลี้ยงที่ สวทช. พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงปัจจัยทั้งด้านสุขภาพสัตว์ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าการเกษตรไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนตามหลักคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG สำหรับผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ทรายแมวสายกรีนหรือสนใจร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทอื่น ๆ ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ อีเมล sitthisp@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4259   หมายเหตุ : ปรับปรุงรายละเอียดที่เผยแพร่ใหม่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ร่วม ม.แม่โจ้ พัฒนาอุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัด ‘แก๊สแอมโมเนียรั่วไหล’ มุ่งลดความสูญเสียให้โรงงานไทยและประชาชนโดยรอบพื้นที่
  แอมโมเนีย (NH3) เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์สูงและมีการใช้งานมากในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยประเทศไทยมีกลุ่มโรงงานที่ใช้แอมโมเนียในกระบวนการผลิตหลายด้าน เช่น โรงงานพลาสติก ไนลอน น้ำยางข้น ผงชูรส สารเคมี รวมถึงห้องเย็นและโรงงานผลิตน้ำแข็ง อย่างไรก็ตามแอมโมเนียเป็นสารเคมีอันตรายประเภทแก๊สพิษและมีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เมื่อเกิดเหตุขัดข้องมีแก๊สแอมโมเนียรั่วไหลเกินกำหนดภายในโรงงาน ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานภายในพื้นที่ได้ตั้งแต่ระดับระคายเคืองไปจนถึงเสียชีวิต ดังที่เคยปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ ดังนั้นแล้วเพื่อป้องกันความสูญเสียดังกล่าว แต่ละโรงงานจึงควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนา ‘อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียและระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์’ มุ่งสนับสนุนยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินภายในโรงงาน รวมถึงชุมชนโดยรอบอย่างทันท่วงที   [caption id="attachment_56554" align="aligncenter" width="750"] ดร.มติ ห่อประทุม (ซ้ายบน), ดร.คทา จารุวงศ์รังสี (ขวาบน), คุณทวี ป๊อกฝ้าย (ซ้ายล่าง) และคุณมนัสวี ศรีรักษ์ (ขวาล่าง) ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.คทา จารุวงศ์รังสี นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. อธิบายว่า อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียที่ทีมวิจัยร่วมกับนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้พัฒนาขึ้น เป็นชนิดสารกึ่งตัวนำจากออกไซด์ของโลหะ (metal oxide semiconductor) ที่มีความจำเพาะสูง ตรวจจับปริมาณแก๊สแอมโมเนียได้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเริ่มมีการรั่วไหล ไปจนถึงระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ โดยอุปกรณ์ผ่านการออกแบบให้มีขนาดเล็ก ติดตั้งสะดวก ใช้พลังงานต่ำ ส่วนทางด้านการปรับเทียบอุปกรณ์ (calibrate) หากภายในองค์กรมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือผ่านการอบรมมาเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถดำเนินงานปรับเทียบเองได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอุปกรณ์ไปซ่อมบำรุงยังห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ทำให้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นนี้มีความคล่องตัวในการใช้งานสูง   [caption id="attachment_56551" align="aligncenter" width="500"] เซนเซอร์ตรวจวัดแก๊ส[/caption]   [caption id="attachment_56552" align="aligncenter" width="500"] เซนเซอร์ตรวจวัดแก๊ส[/caption]   [caption id="attachment_56550" align="aligncenter" width="500"] ภาพถ่ายโครงสร้างหลักในการตอบสนองแก๊สของเซนเซอร์ที่พัฒนาขึ้น โดยถ่ายเทียบขนาดกับรากของเส้นผม[/caption]   อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียและระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีคุณสมบัติและราคาอยู่ในเกณฑ์ทัดเทียมหรือแข่งขันกับอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี และที่พิเศษกว่านั้น คือ อุปกรณ์เซนเซอร์นี้วิจัยและพัฒนาโดยคนไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ทีมวิจัยมีความพร้อมในการช่วยปรับแต่งอุปกรณ์ให้สอดรับกับความต้องการใช้งานของผู้ประกอบการไทยที่มีความหลากหลาย   [caption id="attachment_56553" align="aligncenter" width="750"] อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนีย[/caption]   คุณทวี ป๊อกฝ้าย นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. อธิบายเสริมถึงส่วนฟังก์ชันการจัดส่งข้อมูลจากเซนเซอร์ไปยังระบบวิเคราะห์ข้อมูลและระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงของโรงงานที่ทีมวิจัยเนคเทค สวทช. เป็นผู้พัฒนาขึ้นว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์เซนเซอร์ให้เป็นอุปกรณ์ประเภท IoT (Internet of Things) หรืออุปกรณ์ที่สื่อสารและส่งข้อมูลการตรวจวัดได้ด้วยตัวเอง โดยออกแบบให้จัดส่งข้อมูลได้ 2 รูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือการส่งข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มวิเคราะห์บริหารจัดการงานภายในโรงงาน เพื่อประโยชน์ด้านการเฝ้าระวังการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในโรงงานที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนีย และการป้องกันไม่ให้พนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สูดดมหรือสัมผัสแก๊สแอมโมเนียในปริมาณเกินกำหนด เพราะการรับแก๊สแอมโมเนียเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องแม้จะอยู่ในระดับความเข้มข้นต่ำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ “ส่วนการจัดส่งข้อมูลรูปแบบที่สองคือการส่งสัญญาณแจ้งเตือนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีการออกแบบระบบให้แจ้งเตือนได้หลายระดับ ตั้งแต่แจ้งเตือนไปยังส่วนงานซ่อมบำรุงและส่วนงานความปลอดภัยเพื่อเข้าตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์ภายในโรงงาน และการส่งสัญญาณแจ้งเตือนฉุกเฉินในรูปแบบแสง เสียง และข้อความไปยังผู้ปฏิบัติงานภายในพื้นที่ เพื่อให้เร่งอพยพออกจากจุดเกิดเหตุโดยด่วน โดยระบบแจ้งเตือนทั้งหมดนี้สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละโรงงานได้เช่นกัน” ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาอุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียและระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว โดยมีแผนดำเนินงานความร่วมมือกับโรงงานทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ในไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ก่อนเปิดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตต่อไป ดร.มติ ห่อประทุม หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. อธิบายว่า จากการวิจัยเพื่อบ่มเพาะองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี ทำให้ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาอุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณแก๊สชนิดต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเด่น เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เอทิลีน นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานในการตรวจวัดต่ำ ทำให้สามารถพัฒนาต่อยอดอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การผลิตอุปกรณ์พกพาสำหรับผู้ทำหน้าที่ตรวจวัดปริมาณแก๊สต่าง ๆ ภายในโรงงาน หรือการผลิตอุปกรณ์พกพาในรูปแบบป้ายแขวนคอสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยขณะนี้ทีมกำลังต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยบูรณาการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางร่วมกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาเซนเซอร์เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและการแพทย์ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำเสียร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งงานวิจัยโครงการที่สองนี้ได้รับทุนสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) “นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังต่อยอดการพัฒนาเซนเซอร์สู่การผลิตอุปกรณ์ E-nose (electronics noses) หรืออุปกรณ์จมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้วิเคราะห์กลิ่นซึ่งกำลังมีความต้องการสูงในหลายอุตสาหกรรม เพราะอุปกรณ์ชนิดนี้นอกจากจะวิเคราะห์กลิ่นได้แม่นยำกว่ามนุษย์แล้ว ยังใช้ปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพแทนมนุษย์ได้ด้วย โดยจุดเด่นของอุปกรณ์ E-nose ที่พัฒนาขึ้น คือ เซนเซอร์แต่ละตัวภายใน E-nose สามารถให้ข้อมูลลักษณะเด่นหรือฟีเจอร์ (feature) ได้เป็นจำนวนมาก แตกต่างจากเซนเซอร์ทั่วไปที่ส่วนใหญ่วิเคราะห์ได้เพียงฟีเจอร์เดียว ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ต้นทุนการผลิตอุปกรณ์ลดลง พร้อมกันนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา AI สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจาก E-nose เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยลดระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการทดสอบกลิ่นได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้ทีมวิจัยกำลังเดินหน้าวิจัยอุปกรณ์เพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลักของไทยทั้งในด้านเกษตร อาหาร  สุขภาพ และการแพทย์”   [caption id="attachment_56555" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบอุปกรณ์วิเคราะห์กลิ่นรายละเอียดสูง (E-nose) และลักษณะข้อมูลจากการตรวจวัด[/caption]   การที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ตรวจวัดปริมาณสารเคมีชนิดต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการยกระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของไทย ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้เกิดการทำอุตสาหกรรมในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.คทา จารุวงศ์รังสี นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี เนคเทค สวทช. อีเมล kata.jaruwongrungsee@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2185   ผู้ร่วมวิจัย   วัสดุนาโนสำหรับตอบสนองแก๊สแอมโมเนีย พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการทุนสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย (TGIST) โดยมี นายมณธวัช วิบูลย์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ รศ. ดร.วิรันธชา เครือฟู อาจารย์ที่ปรึกษา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นผู้ร่วมวิจัย   การวิจัยทางด้านการประยุกต์ใช้แก๊สเซนเซอร์ในงานด้านสุขภาพและการแพทย์ เป็นงานความร่วมมือกับ รศ. ดร.ชัยกานต์ เลียวหิรัญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   การวิจัยทางด้านการประยุกต์ใช้แก๊สเซนเซอร์ในงานด้านตรวจวัดระดับน้ำเสีย เป็นงานความร่วมมือกับ ผศ. ดร.ฐปน ชื่นบาล, รศ. ดร.วิรันธชา เครือฟู และ ผศ .ดร.ศิราภรณ์ ชื่นบาล จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค สวทช. และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
3 องค์กร ร่วมผลักดันสร้างมาตรฐานคาร์บอนกลาง อาเซียน
สวทช. (NSTDA) และ กรีนสแตนดาร์ด (GSD) ผนึกกำลัง เอซีไอ (ACI) องค์กรมาตรฐานคาร์บอนจากประเทศสิงคโปร์ เตรียมร่วมมือ สร้างมาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน พร้อมเทคโนโลยีการลดคาร์บอนและกรรมวิธีขั้นตอนคำนวนคาร์บอนกลางของอาเซียนร่วมกัน โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พร้อมให้การสนับสนุน ภายใต้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คุณวิชัย ทองแตง ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างการทำงานร่วมกัน การต่อยอดกัน ขององค์กรหลายองค์กรให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าประสงค์ของภูมิภาคอาเซียน 16 พฤษภาคม 2567 - กรุงเทพฯ - กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ร่วมกับ บริษัท กรีนสแตนดาร์ด จำกัด หรือ GSD และ Asia Carbon Institute หรือ ACI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเตรียมสร้าง "มาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน" ให้สอดคล้องกับลักษณะจำเพาะเจาะจงของภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติและระบบนิเวศเฉพาะตน มีลักษณะการทำการเกษตรและปศุสัตว์ที่แตกต่าง ความหลากหลายของภาคอุตสาหกรรมเฉพาะตัว รวมทั้งมีภาคการท่องเที่ยวและภาคสาธารณสุขที่มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะในภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีลดคาร์บอนของตนในรูปแบบเฉพาะตัวของภูมิภาค ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยนาย จอห์น โล (John Lo) ประธานและผู้ก่อตั้ง Asia Carbon Institute หรือ ACI และ ดร. ก้องเกียรติ สุริเย ประธานบริหาร บริษัท กรีนสแตนดาร์ด ร่วมลงนามในครั้งนี้ โดย สวทช. เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างมาตรฐานกรรมวิธีขั้นตอนลดคาร์บอนกลางของอาเซียน และมี ACI ที่ทำงานร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นมาตรฐานคาร์บอนกลางของอาเซียน เพื่อรองรับโครงการลดคาร์บอนระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค ภายใต้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีและขยายผลสู่การผลิตเชิงพานิชย์ของ กรีนสแตนดาร์ด (GSD) ทั้งนี้การร่วมลงนามข้อตกลงดังกล่าวได้รับเกียรติจาก คุณวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ความร่วมมือมาตรฐานคาร์บอนกลางของเอเชีย พร้อมด้วย ดร. พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อบก. ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ในงาน และเป็นที่ปรึกษาในความร่วมมือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์