ผลการค้นหา :
‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ ลดภาระงานดูแลบ่อเลี้ยงกุ้ง ติดตามผลได้ทุกที่ทุกเวลาแบบเรียลไทม์
การเพาะเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จมีอัตราการอยู่รอดสูง สิ่งสำคัญคือเกษตรกรจะต้องคอยติดตามการเจริญเติบโตและปริมาณการกินอาหารของกุ้งในแต่ละวันอย่างใกล้ชิด โดยยกยอขึ้นจากบ่อเพาะเลี้ยงทุกบ่อวันละหลายครั้งเพื่อตรวจสอบการกินอาหารของกุ้ง เพราะปริมาณการกินอาหารของกุ้งในแต่ละวันจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย อุณหภูมิของน้ำ รวมถึงสุขภาพของกุ้ง ณ ขณะนั้น ซึ่งหากให้อาหารในปริมาณที่น้อยเกินไปจะส่งผลให้กุ้งเติบโตช้า และหากให้มากเกินไปจะส่งผลให้น้ำในบ่อเลี้ยงเน่าเสียซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกุ้ง และยังสิ้นเปลืองค่าอาหารที่เป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของการเพาะเลี้ยงโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา ‘ระบบยกยออัตโนมัติ (Automatic Feeding-tray Lifting System)’ อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) สำหรับยกยอขึ้นถ่ายภาพและส่งภาพถ่ายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังแอปพลิเคชัน LINE เพื่อช่วยลดภาระงานดูแลบ่อเลี้ยงกุ้ง และช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามผลการเพาะเลี้ยงได้จากทุกที่ทุกเวลาแบบเรียลไทม์
[caption id="attachment_48235" align="aligncenter" width="650"] เจริญมิตร วรเดช[/caption]
เจริญมิตร วรเดช นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล (DAT) เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ตัวเครื่องของ ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ มีลักษณะเป็นชุดอุปกรณ์น้ำหนักเบาติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ ติดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องก่อสร้างโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ อุปกรณ์หลักประกอบด้วยกล่องควบคุมที่มีระบบสมองกลฝังตัวอยู่ภายในสำหรับสั่งการทำงาน กล้องสำหรับถ่ายภาพ เซนเซอร์สำหรับกำหนดระยะการยกยอจากผิวน้ำ และตัวยอที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งโดยทั่วไป
“กลไกการทำงานของระบบ คือ กล่องควบคุมจะสั่งการให้ระบบยกยอขึ้นมาจนถึงตำแหน่งที่มีเซนเซอร์ตรวจจับซึ่งเป็นตำแหน่งที่พอดีกับระยะโฟกัสของกล้อง จากนั้นกล้องจะถ่ายภาพแล้วส่งเข้าระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อจัดส่งข้อมูลไปให้เจ้าของฟาร์มหรือผู้ดูแลระบบผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งการยกยอขึ้นมาถ่ายภาพแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 15 วินาทีเท่านั้น ผู้ดูแลฟาร์มสามารถกำหนดความถี่ในการถ่ายภาพแบบอัตโนมัติได้สูงสุดทุก 30 นาที หรือหากต้องการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ก็สั่งการทำงานจากระบบควบคุมที่ตัวเครื่อง หรือสั่งผ่านแชตบอตในแอปพลิเคชัน LINE ให้ถ่ายภาพ ณ ขณะนั้นได้ทันที”
[caption id="attachment_48233" align="aligncenter" width="650"] รูปภาพยอที่ถ่ายโดยระบบยกยออัตโนมัติ[/caption]
อุปกรณ์ ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ ผ่านการออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน ทีมวิจัยเลือกใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพงในการผลิต เพื่อให้เกษตรกรเปลี่ยนหรือซ่อมแซมอุปกรณ์เมื่อชำรุดได้ด้วยตัวเอง โดยอุปกรณ์ IoT รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทั้งระบบ WIFI สาย LAN และการใส่ SIM Card ส่วนด้านระบบพลังงาน ชุดอุปกรณ์รองรับทั้งกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าและจากโซลาร์เซลล์ โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ แล้ว
[caption id="attachment_48236" align="aligncenter" width="650"] วรากร คำแก้ว[/caption]
วรากร คำแก้ว นักวิจัยทีม DAT เนคเทค สวทช. อธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อยกระดับการทำงานของอุปกรณ์ IoT ไปอีกขั้น สิ่งที่ทีมวิจัยกำลังพัฒนาต่อคือ ทำให้ระบบวิเคราะห์ขนาดและน้ำหนักของกุ้งตัวอย่างในยอได้อัตโนมัติ ผ่านการใช้ AI ตรวจจับตำแหน่งและนับปริมาณกุ้ง และใช้ระบบ image processing วิเคราะห์ขนาดความยาวของกุ้งแต่ละตัว โดยใช้ข้อมูลจากกรมประมงมาแปลงความยาวของตัวกุ้งเป็นน้ำหนักของกุ้งแต่ละตัวโดยประมาณ ซึ่งข้อมูลด้านน้ำหนักจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการติดตามอัตราการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตามการวิจัยในส่วนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบภาคสนามเพื่อพัฒนาความแม่นยำในการวิเคราะห์ผล ซึ่งหลังจากการวิจัยและพัฒนาเสร็จสิ้นแล้ว สามารถติดตั้งฟังก์ชันนี้เข้าไปเพิ่มเติมในระบบประมวลผลเดิมได้
[caption id="attachment_48240" align="aligncenter" width="650"] ระบบวิเคราะห์ขนาดของกุ้ง[/caption]
‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ เพื่อการใช้งานด้านการถ่ายภาพและจัดส่งภาพให้ผู้ดูแลระบบการเพาะเลี้ยงแบบอัตโนมัติ ผ่านการทดสอบการใช้งานจริงที่ฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” มูลนิธิชัยพัฒนาเรียบร้อยแล้วจำนวน 9 รอบการเลี้ยง จนปัจจุบันระบบมีความเสถียร ได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างมากจากผู้ใช้งานจริง
[caption id="attachment_48242" align="aligncenter" width="500"] อลิสา มากศรี[/caption]
อลิสา มากศรี นักวิชาการและเจ้าหน้าที่โครงการ ฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” มูลนิธิชัยพัฒนา เล่าในมุมมองของผู้ประกอบการที่ได้ทดลองใช้งานอุปกรณ์ตั้งแต่ช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน หรือใช้มาแล้วรวม 9 รอบการเลี้ยงว่า ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ เป็นอุปกรณ์ที่ค่อย ๆ ผ่านการพัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานจริง จนปัจจุบันอุปกรณ์มีความเสถียรและช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ตนเองสามารถเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดเป็นระยะยาวได้โดยไม่ต้องกังวลใจ เพราะตรวจสอบคุณภาพการเพาะเลี้ยงได้ผ่านมือถือจากทุกที่ทุกเวลา
“ข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายไม่เพียงบอกได้ว่ามีการให้อาหารมากเกินจนตกค้างหรือไม่ ปริมาณของขี้กุ้งที่ผ่านการตักขึ้นมาบนยอยังใช้บ่งชี้ถึงการได้รับอาหารในปริมาณที่พอดี น้อยไป หรือมากไป สีของตัวกุ้งที่เปลี่ยนแปลงไปบอกได้ถึงอุณหภูมิของน้ำที่ไม่เหมาะสม และหากกุ้งมีลักษณะตัวหดเกร็งหรือมีอาการเป็นตะคริวก็สันนิษฐานถึงการขาดสารอาหารบางประเภทได้อีกด้วย”
แม้ ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ อาจยังไม่ใช่อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีแรงงานจำนวนมากเพียงพอต่อการดูแลกุ้งทุกบ่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง แต่อุปกรณ์ชนิดนี้จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการก้าวสู่การทำเกษตรแม่นยำ (smart agriculture) ช่วยให้ผู้ดูแลระบบปรับเปลี่ยนกระบวนการเพาะเลี้ยงได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ช่วยลดภาระงานซ้ำซาก ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรสมัยใหม่อีกด้วย
วรากร กล่าวทิ้งท้ายว่า ‘ระบบยกยออัตโนมัติ’ เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรของคนในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำไปสู่การทำน้อยแต่ได้มากตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณในการวิจัยและการพัฒนาอุปกรณ์ การทดสอบใช้งานภาคสนาม และการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังเสาะหาช่องทางการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนในการขยายผลสู่การเปิดให้ใช้งานเทคโนโลยีในรูปแบบสาธารณประโยชน์ (open source) เพื่อให้เกษตรกรไทยมีโอกาสเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการทำการเกษตรอย่างทั่วถึง
สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเทคโนโลยี รับถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณเจริญมิตร วรเดช เนคเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 หรืออีเมล info@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
BCG
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว SOP ทุเรียน แนวทางแก้ไขโรคและแมลงด้วยชีวภัณฑ์ รองรับนโยบาย Thai go Green ภาคการเกษตรของรัฐบาล
For English-version news, please visit : BIOTEC-NSTDA introduces Standard Operating Procedure for biocontrol application in durian orchards
(18 ต.ค. 66) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง - ตามที่รัฐบาลสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยไม่สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจ "การฟื้นฟูสีเขียว หรือ Green Recovery" ซึ่งเป็นแนวทางและมาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเจริญเติบโตแบบยั่งยืน รวมทั้งสอดคล้องตามนโยบาย “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การนำของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง
ได้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลทางด้านการเกษตร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “เรียนรู้การจัดการโรคและแมลงในทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG แบบบูรณาการเชิงพื้นที่ (Area based): การจัดการทำแบบมาตรฐานจัดการศัตรูพืช (Standard Operating Procedure: SOP)
โดยใช้ชีวภัณฑ์แบบผสมผสานในพืชเศรษฐกิจ ทุเรียน” ซึ่งได้รวบรวมองค์ความรู้เป็น SOP คู่มือการจัดการศัตรูทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อช่วยให้เกษตรกร ดูแลรักษาทุเรียน จากโรคและแมลงศัตรู โดยเฉพาะโรครากเน่าโคนเน่าที่เป็นปัญหาร้ายแรง รวมถึงส่งเสริมให้ใช้ชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม ถูกวิธี และถูกเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ตามการระบาดของศัตรูพืช ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีและลดปัญหาการตรวจพบสารเคมีตกค้าง ไม่สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับทุเรียนสู่ตามมาตรฐานส่งออก โดยมีนางอุบล มากอง ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผอ.ไบโอเทค และ น.ส.วรนุช สีแดง เกษตร จ.ระยอง ร่วมเปิดงาน พร้อมด้วย นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผอ.ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.ชลบุรี ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา รอง ผอ.ไบโอเทค และนักวิจัยไบโอเทค นำโดย ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน และทีมวิจัย ตลอดจนผู้นำชุมชมและเกษตรกรจำนวนมากเข้าร่วมในงาน
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตแบบยั่งยืน เป็นเป้าหมายสำคัญในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพสูงมาก ทั้งจุลินทรีย์ พืช และ สัตว์ โดยทางทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ได้ทำการศึกษาความหลากหลายของสายพันธุ์จุลินทรีย์ มุ่งเน้นค้นหาและศึกษาความเป็นประโยชน์ของจุลินทรีย์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการเกษตร มุ่งเน้นจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นชีวภัณฑ์ การย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากไร่นา และจุลินทรีย์การกระตุ้นการเจริญเติบโตและการดูดซับธาตุอาหารที่มีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบันไบโอเทค สวทช. มีคลังจุลินทรีย์ของประเทศ (TBRC) ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้น ๆ ของเอเชีย จากการวิจัยยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้สามารถคัดกรองและคัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช โรคและแมลงสำคัญในพืชเศรษฐกิจของประเทศ และผลักดันการใช้ประโยชน์ ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น ราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) สำหรับควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ แมลงหวี่ขาว ฯลฯ และราเมตาไรเซียม (Metarhizium) สำหรับควบคุมไรแดงชนิดต่าง ๆ ชีวภัณฑ์จากแบคทีเรียและราเพื่อควบคุมโรคพืช ได้แก่ ราไดรโคเดอร์มา (Trichoderma) ควบคุมราก่อโรคพืชต่าง ๆ เช่น โรครากเน่า-โคนเน่าจากเชื้อราไฟทอปธอร่า เป็นต้น ซึ่งชีวภัณฑ์เหล่านี้หากได้รับการส่งเสริมการใช้อย่างเหมาะสมไปสู่เกษตรกร จะเป็นการลดการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ด้านนักวิจัย ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจโรคและแมลงศัตรูที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จังหวัดระยอง และทดสอบประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ในการจัดการสวนทุเรียน ทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคและแมลงสำคัญ เพื่อสร้างองค์ความรู้และกระบวนการจัดการปัญหาโรคและแมลงในสวนทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตราย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอินทรีย์หรือทุเรียนปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร แรงงานไทยและต่างชาติ รวมถึงผู้บริโภค และลดการปนเปื้อนของสารเคมีเกษตรสู่แหล่งน้ำหรือสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลเสียทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการท่องเที่ยวด้วย
พื้นที่สวนคุณสันติ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ทดสอบการใช้ชีวภัณฑ์ระดับแปลงและจัดทำเป็นแปลงสาธิตแสดงประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์แก่ผู้ปลูกทุเรียน โดยมีเป้าหมายในการแก้ปัญหา ยุติความสูญเสียจากการยืนต้นตายของต้นทุเรียน โดยทีมวิจัยได้ทำการสำรวจโรคและแมลงที่เป็นปัญหาในแปลง พูดคุยสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดความรู้เรื่องชีวภัณฑ์กับคุณสันติและคุณพ่อ รวมไปถึงคนงานที่อยู่ในสวนอย่างใกล้ชิด การทดสอบประสิทธิภาพของการใช้ชีวภัณฑ์แบ่งเป็นสามกรรมวิธี กรรมวิธีละ 1 ไร่ ประกอบด้วย กรรมวิธีใช้สารชีวภัณฑ์อย่างเดียวตามการระบาด กรรมวิธีผสมผสานชีวภัณฑ์และสารเคมี และกรรมวิธีดั้งเดิมตามแนวทางของเกษตรกรที่ใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียว โดยเริ่มการทดสอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-ปัจจุบัน พบว่า ชีวภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูได้ดีหรือเทียบเท่าสารเคมี และยังพบการเพิ่มขึ้นของแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ (แมลงดี) ในแปลงที่ใช้ชีวภัณฑ์และผสมผสานมากกว่าแปลงสารเคมี แสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวภัณฑ์สามารถฟื้นคืนสมดุลธรรมชาติระบบนิเวศในสวนทุเรียนได้ดี ในด้านของโรคทุเรียน พบว่า ชีวภัณฑ์สามารถหยุดการตายของต้นทุเรียนได้ ต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้สนับสนุนให้คุณสันติฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาแบบปูพรมทั้งสวน เพื่อลดความรุนแรงของเชื้อราไฟทอปธอร่า และไตรโคเดอร์มา ทั้งยังสามารถส่งเสริมความแข็งแรงของพืชได้อีกด้วย เมื่อพิจารณาด้านคุณภาพและปริมาณผลผลิต พบว่า การใช้ชีวภัณฑ์หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกับสารเคมี ไม่ส่งผลเสียต่อรสชาติและคุณลักษณะภายนอกของผลทุเรียน และทุเรียนยังให้ผลผลิตใกล้เคียงกับการใช้สารเคมีคือ เฉลี่ย 43-57 ผล/ต้น”
ขณะที่เจ้าของสวนทุเรียน คุณสันติ จิรเสาวภาคย์ เกษตรกรผู้ปลุกทุเรียน เผยว่า สวนทุเรียนของตน เกิดประสบปัญหาต้นทุเรียนติดเชื้อรากเน่าโคนเน่าจากราไฟทอปธอร่าและพิเทียมที่รุนแรง ทำให้มีการยืนต้นตายของทุเรียนหลายสิบต้น เสียหายอย่างมากมาย ตนจึงได้ปรึกษาทางทีมวิจัยของไบโอเทค ซึ่งมีความรู้เรื่องชีวภัณฑ์ ได้ทำการทดสอบในสวนทุเรียนของตน โดยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องโรคและแมลง และการจัดการสวนทุเรียน ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทำให้มีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคแมลงในสวนทุเรียนมากขึ้น ปัจจุบันทางทีมวิจัยยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บข้อมูลผลผลิตในอีกหนึ่งรอบการผลิต
“นอกจากทุเรียนแล้วทีมวิจัยฯ ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพในระดับแปลงในหลากพืชพันธุ์และหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ โหระพาเพื่อการส่งออก จ.นครปฐม, กล้วยไม้เพื่อการส่งออกในกลุ่มผู้ผลิตกล้วยไม้ภาคกลาง-ตะวันตก, ถั่วฝักยาวและพริก จ.ราชบุรี, เมล่อน จ.พระนครศรีอยุธยา และมังคุด จ.จันทบุรี เป็นต้น โดยชีวภัณฑ์ที่ใช้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างไปจากสารเคมี นอกจากนั้น ทีมวิจัยได้ริเริ่มจัดทำระบบสนับสนุนการใช้ชีวภัณฑ์แบบ one stop service ที่เชื่อมต่อเกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ รวมถึงเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลผู้ให้บริการตรวจสอบสภาพอากาศ เพื่อสร้างผู้ช่วยส่วนตัวของเกษตรกรในการวินิจฉัยโรคและแมลง แนะนำ SOP หรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน ในแต่ละพืชและชีวภัณฑ์ที่เหมาะสม และเป็นที่รวบรวมผู้ผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานมาให้บริการเกษตรกร คาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มเปิดใช้งานได้ในปี 2567 โดยคาดหวังว่าระบบนี้จะสนับสนุนให้เกิดการใช้ชีวภัณฑ์เป็นวงกว้างและยั่งยืนได้ต่อไป” ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยไบโอเทค กล่าวปิดท้าย
สำหรับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องที่สนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. โทร. 0 2564 6700 ต่อ 3378, 3364 อีเมล ibct.biotec@gmail.com เพจ Facebook: ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย และทาง X (Twitter): Green Crop Defender @GCD_Squad
ข่าวประชาสัมพันธ์
6 องค์กร ผนึก ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมระบบการบริการด้านสาธารณสุข ยกระดับงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
For English-version news, please visit : Six organizations form a partnership to leverage technology to enhance public health services, supporting health promotion and disease prevention
(วันที่ 17 ตุลาคม 2566) ที่ห้องประชุมวชิรเวช อาคารมหิตลาธิเบศร แพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข สภาเภสัชกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การพัฒนาระบบบริการด้านเภสัชกรรมโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริการด้านสาธารณสุข ระหว่าง 6 องค์กร
ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สภาเภสัชกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน โดยมี ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รศ. พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นายแพทย์สุนทร สุนทรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ภก.ธีรวุฒิ พงศ์เศรษฐไพศาล ประธานมูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน ร่วมลงนาม
โดย รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่วว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 6 องค์กรในครั้งนี้ เพื่อดำเนินงานความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบบริการต่าง ๆ ในการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การลดความแออัด การเชื่อมต่อและส่งต่อผู้ป่วย เพื่อให้เกิดระบบเครือข่ายของการดูแลประชาชนตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ (ร้านยา) จนถึงระดับตติยภูมิในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้จะมีการดำเนินงานความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างบริการ เภสัชกรรมกับทุกฝ่าย ตลอดจนร่วมมือกันเพื่อให้เกิดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของระบบบริการสาธารณสุขที่ทันสมัยอันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยเฉพาะการสร้างบทบาทด้านนวัตกรรมบริการสาธารณสุขเพื่อประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) มีภารกิจและเป้าหมายหลักมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญดำเนินงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างฐานรากสำคัญด้านเทคโนโลยีของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ สวทช. ได้ตระหนักอย่างยิ่งถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีระบบบริการด้านเภสัชกรรมและด้านการสาธารณสุข ที่มาประยุกต์ใช้ในการดูแลประชาชนและผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ
จึงสนับสนุนเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการให้บริการด้านเภสัชกรรมและนวัตกรรมบริการด้านสาธารณสุข รวมทั้งการให้ข้อมูลความต้องการระหว่างกันเพื่อพัฒนาระบบบริการดังกล่าว เพื่อให้หน่วยบริการสามารถนำเทคโนโลยีพัฒนาระบบการให้บริการทั้งด้านเภสัชกรรมและนวัตกรรมบริการด้านการสาธารณสุขไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
“สวทช. พร้อมที่ให้การสนับสนุนบุคลากร ทรัพยากร ภายใต้กรอบพันธกิจของหน่วยงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาและใช้เทคโนโลยี ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและการใช้งานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ในการขับเคลื่อน การให้บริการด้านเภสัชกรรมและด้านการสาธารณสุขของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพ มีความทันสมัย ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของระบบบริการสาธารณสุขที่ทันสมัย เพื่อการให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยขยายผลการใช้งานในวงกว้างเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียมต่อไป” ดร.อดิสร กล่าว
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง 6 หน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรค โดยใช้ระบบเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดระบบเครือข่ายการเชื่อมต่อและส่งต่อผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิคือร้านยา ไปจนถึงระดับตติยภูมิคือโรงพยาบาล ที่มุ่งเน้นการป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากคนสูบบุหรี่ แม้สูบไม่ทุกวัน จะมีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 แต่ละปีคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่กว่า 80,000 คน หรือร้อยละ 18ของการเสียชีวิตทั้งหมด ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองกว่า 6,000 คน คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 352,000ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ สสส. มีเครือข่ายร้านยาพาเลิกบุหรี่ 386 ร้านทั่วประเทศ และพัฒนาระบบบริการเภสัชกรรมทางไกลที่ประชาชนเข้าถึงบริการทั่วประเทศ
ที่พร้อมจะสนับสนุนความร่วมมือการสร้างเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลิกบุหรี่ สุรา และการจัดการปัญหาการใช้ยา เพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะดี ปลอดภัยจากควันบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อย่างไรก็ตามทั้ง 6 ฝ่ายพร้อมร่วมมือกันพัฒนาแนวทางและการดำเนินงานในทุก ๆ ด้าน ของการให้บริการเภสัชกรรม การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การลดความแออัดในหน่วยบริการ การเชื่อมต่อส่งต่อผู้ป่วยรวมถึงนวัตกรรมบริการใหม่ ๆ รวมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเป็นความยั่งยืนของระบบการให้บริการด้านเภสัชกรรม
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘Plant-based Chicken Mix’ เนื้อไก่ผงจากพืช DIY อร่อยตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ-รักษ์โลก
For English-version news, please visit : NSTDA’s plant-based chicken mix hits the market
เทรนด์การบริโภคอาหารจากพืชหรือ ‘Plant-based food’ กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในปัจจุบันและมีแนวโน้มขยายวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในอาหารแห่งอนาคต เพราะไม่เพียงเป็นอาหารที่รักษ์สุขภาพเท่านั้น แต่กระบวนการผลิตยังรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย ล่าสุดนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนา ‘ผงไก่จากพืช’ ที่ให้ความอร่อยทดแทนเนื้อไก่ในเมนูอาหารได้สำเร็จ ปัจจุบันถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตจำหน่ายแล้ว
สวทช. วิจัยปั้นโปรตีนถั่วเหลืองเป็นเนื้อไก่ Ve-Chick
ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการบริโภคอาหารรักษ์สุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น โดยผู้บริโภคหันมาสนใจผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืช และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืชมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคโปรตีนพืชอาจมีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ไม่ถูกปากในผู้บริโภคบางกลุ่ม ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายที่ทีมวิจัยด้านวัสดุศาสตร์จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การอาหารและวัสดุศาสตร์พัฒนาอาหารจากโปรตีนพืชเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น
“เราเลือกใช้โปรตีนถั่วเหลืองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืช Ve-Chick โดยอาศัยเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างอาหารผสานเข้ากับความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของโปรตีนจากถั่วเหลือง เพื่อออกแบบจัดเรียงโครงสร้างของอาหารให้มีลักษณะเป็นเส้นใยเหมือนกับเนื้อไก่ ควบคู่กับการปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติให้เหมือนจริง จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบคือ ‘เนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูป (Pre-cooked)’ เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเนื้ออกไก่ชุบแป้งทอดและชิ้นเนื้ออกไก่สำหรับปรุงอาหารทดแทนเนื้อไก่ได้หลากหลาย ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ ‘เนื้อไก่แบบผง (Premix)’ ปราศจากกลูเตน สำหรับนำไปขึ้นรูปเป็นเนื้อไก่ด้วยตนเอง ซึ่งมีเอกชนรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเนื้อไก่แบบผง นำไปผลิตจำหน่ายแล้วภายใต้แบรนด์ต่างๆ อาทิ ‘กรีน สพูนส์’ (Green Spoons)” นักวิจัยกล่าว
[caption id="attachment_48152" align="aligncenter" width="650"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
เอกชนรับไม้ต่อ เจาะตลาดอาหารสุขภาพ
คุณอารดา วินัยแพทย์ สตาร์ตอัปด้านอาหารสุขภาพเจ้าของแบรนด์ ‘กรีน สพูนส์’ (Green Spoons) เล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาเอกด้านภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) ที่สิงคโปร์เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของหนูทดลองซึ่งเป็นผลกระทบจากอาหารที่กินเข้าไป ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น กระแสการบริโภค plant-based food มีมากขึ้น จึงเริ่มสนใจอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะเราอยากให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และสุขภาพที่ดีต้องเชื่อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย ซึ่งการรับประทาน plant-based food มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับ plant-based food เพราะตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในปัจจุบันและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนในอนาคต
[caption id="attachment_48149" align="aligncenter" width="650"] คุณอารดา วินัยแพทย์[/caption]
“หลังจากได้มีโอกาสคุยกับ ดร.กมลวรรณ และทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหารของเอ็มเทค สวทช. แล้วเห็นว่าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลืองน่าสนใจและน่าจะไปได้ไกล จึงรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเราได้วิจัยพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อปรับสูตรให้เข้ากับการผลิตล็อตใหญ่และเหมาะกับผู้บริโภคมากขึ้น แต่สูตรหลักยังเป็นของ สวทช. โดยผลิตภัณฑ์แรกที่ได้คือ เนื้อไก่ปรุงรสชนิดผงแห้งแบบพรีมิกซ์ สามารถนำมาผสมกับน้ำและน้ำมันตามสัดส่วนที่ระบุไว้ และปั้นเป็นชิ้นเนื้อไก่ตามใจชอบได้เลย”
[caption id="attachment_48150" align="aligncenter" width="650"] ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ปรุงรสชนิดผงแห้งจากพืชแบบพรีมิกซ์[/caption]
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ผงไก่ปรุงรสจากพืช ‘กรีน สพูนส์’ ผลิตจากโปรตีนถั่วเหลืองและใยอาหารจากข้าว ไม่ใส่สารกันบูด ปราศจากกลูเทน ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอล เป็นผงไก่แบบ DIY ที่ให้ผู้บริโภคขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อไก่ได้ตามต้องการ ด้วยวิธีการปรุงไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผสมผงไก่กับน้ำและน้ำมันตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ แล้วปั้นขึ้นรูป ก็จะได้เนื้อไก่จากพืชที่นำไปประกอบอาหารแทนเนื้อไก่ได้ทุกรูปแบบ โดยมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่อร่อยคล้ายกับเนื้อไก่จริง
[caption id="attachment_48148" align="aligncenter" width="500"] เนื้อไก่ปรุงรสชนิดผงแห้งจากพืชแบบพรีมิกซ์สามารถนำมาปั้นขึ้นรูปได้อย่างง่ายดาย และปรุงอาหารได้หลากหลายตามต้องการ (เครดิตภาพ www.facebook.com/greenspoonsonly)[/caption]
“ผลตอบรับจากลูกค้าที่ได้ลองชิมผลิตภัณฑ์ของเราส่วนใหญ่จะชอบมาก บอกว่ารสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนกับไก่มาก และคิดว่าน่าจะต่อยอดได้ แต่ด้วยเราเพิ่งจะมาจับธุรกิจทางด้านนี้ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งที่จะหาคู่ค้าหรือธุรกิจต่อยอดในอนาคต ซึ่งเราวางแผนการตลาดไว้ทั้งการขายในประเทศและการส่งออก ตอนนี้ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติมากขึ้น เช่น สิงคโปร์ ส่วนในประเทศมีจำหน่ายแล้วที่ร้านอิ่มใจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ห้างไอซีเอส (ICS) ตรงข้ามไอคอนสยาม และร้าน healthy store หลายแห่ง หรือติดต่อสั่งซื้อผ่านไลน์ได้ที่ Line: @greenspoonsonly หรือติดตามได้ที่เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม greenspoonsonly” คุณอารดากล่าว
[caption id="attachment_48147" align="aligncenter" width="650"] นักเก็ตไก่ทำจากผลิตภัณฑ์ผงไก่ปรุงรสจากพืช ‘กรีน สพูนส์’ ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อไก่ (เครดิตภาพ www.facebook.com/greenspoonsonly)[/caption]
‘FoodSERP’ พร้อมเสิร์ฟนวัตกรรมสู่ภาคธุรกิจ
ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ผงจากพืชแบบพรีมิกซ์เป็นหนึ่งในผลผลิตจาก ‘แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน’ หรือ ‘FoodSERP (ฟูดเซิร์ป)’ ที่ สวทช. จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายกำลังการผลิต รวมถึงการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน แบบ One-stop Service โดยผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติต่าง ๆ ภายใต้ สวทช. เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอางของประเทศให้แข่งขันได้และสอดรับกับทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต
สำหรับบริการด้านอาหาร FoodSERP พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารทั้งในกลุ่มเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช อาหารปรับเนื้อสัมผัสสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะกลืนลำบาก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ พร้อมบริการวิเคราะห์ทดสอบเนื้อสัมผัสของอาหาร ทดสอบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร และทดสอบประสิทธิภาพของสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานระดับสากล
ผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ สามารถติดต่อรับบริการจากแพลตฟอร์ม FoodSERP โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th หรือเฟซบุ๊ก facebook.com/FoodSERP
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
UNIDO เยือน สวทช. ตอกย้ำความร่วมมือ ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดต่อการขนส่งที่ยั่งยืนของไทย
For English-version news, please visit : Visit of UNIDO Director General strengthens UNIDO-NSTDA collaboration on clean energy
(วันที่ 15 ตุลาคม 2566) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี Dr.Gerd Müller ผู้อำนวยการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) ได้เข้าเยี่ยมชมและหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ทั้งสองหน่วยงานมีความร่วมมือในการพัฒนาและวิจัยเพื่อผลักดันด้านอุตสาหกรรมในประเทศไทยกันมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระยะเวลายาวนาน ผ่านการสนับสนุนจาก the Global Environment Facility (GEF) โดยในการประชุมครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้กล่าวถึงโครงการความร่วมมือที่ผ่านมา และได้มีการหารือแนวความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตประกอบด้วยด้าน battery swapping และ Bio Technology และ South-South Cooperation
Dr.Gerd Müller กล่าวว่า มีความภูมิใจสำหรับความร่วมมือซึ่งที่ผ่านมา UNIDO ได้ร่วมงานกับ สวทช. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ซึ่ง สวทช. เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทั้งโครงการการพัฒนาต้นแบบรถไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดระยอง โครงการการบูรณาการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบ South-South Cooperation ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดสำหรับ SMEs และ start up และโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการรายชื่อสารเคมีที่เป็นพิษแห่งชาติ ที่ได้ระบุไว้ในอนุสัญญาสต็อกโฮม และมีความยินดีที่จะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับคณะ UNIDO การเยือนครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงการที่มีอยู่และแสวงหาความร่วมมือในอนาคตเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย ทั้งนี้ขอขอบคุณ Dr. Müller และ UNIDO สำหรับการมาเยือนและโอกาสในการร่วมงานกัน ซึ่งโดยภาพรวมแล้วการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยต่อการขนส่งที่ยั่งยืนและความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านนี้
ทั้งนี้ ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอภาพรวมโครงสร้าง สวทช. และได้มีการนำเสนอโครงการที่ผ่านมาที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNIDO นอกจากนี้ ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ได้นำเสนอในที่ประชุมในหัวข้อ The Pilot Case of Ethanol Production from Cassava, และ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) นำเสนอหัวข้อ Accelerating the adoption and life-cycle solutions to electric mobility in Thailand
อย่างไรก็ตามในการประชุมได้นำเสนอถึงความเป็นไปได้ในร่วมมือกันในอนาคต ในโครงการ Swapping Battery Motorcycle Project นำเสนอโดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ ENTEC และโครงการ Sustainable Manufacturing Center: SMC นำเสนอโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โอกาสนี้ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น Dr.Gerd Müller ได้ทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า ผลงานวิจัยภายใต้โครงการ Swapping Battery Motorcycle ที่พัฒนาโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช”เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
12 ตุลาคม 2566 ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
โอกาสนี้ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผนึกกำลังโครงการ WiL บูรณาการการเรียนรู้กับการทํางาน
สวทช. โดย สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันดําเนินโครงการ "การบูรณาการการเรียนรู้กับการทํางาน" หรือ WiL (Work-integrated Learning) พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรม Training Center เพื่อรองรับการพัฒนาทักษะการทำงานของบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ
สำหรับโครงการ WiL มีเป้าหมายพัฒนากำลังคนที่กำลังศึกษาในระดับ ปวส. และปริญญาโท ให้มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยวิธีบูรณาการการเรียนในสถาบันการศึกษา ควบคู่ไปกับการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม เป็นการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจในปัจจุบัน พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง.
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. หนุนกิจกรรมเยาวชน จัดค่ายวิทยาศาสตร์ STEM Camp
สวทช. จัดกิจกรรม One Day STEM Camp ตอน "เปิดประตูนักวิจัยรุ่นเยาว์ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน" มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนต่าง ๆ มาร่วมสนุกและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมการทดลองต่าง ๆ ตลอด 1 วันเต็ม เป็นหนึ่งในกิจกรรมเยาวชที่ดำเนินการโดย บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. ซึ่งพร้อมจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ "บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร"
www.nstda.or.th/ssh
Facebook : SSH.NSTDA
E-mail : ssh@nstda.or.th
Line : @ssh.nstda
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ดาวเทียม THEOS-2 ประสบความสำเร็จขึ้นสู่วงโคจรแล้ว
ดาวเทียม THEOS-2 ประสบความสำเร็จขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลก นายกฯ เศรษฐา ร่วมยินดีขอบคุณกระทรวง อว.ที่ช่วยขับเคลื่อนและผลักดันวงการอวกาศของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า ขณะที่ “ศุภมาส” ชี้ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะถูกนำมาวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใน 5 - 8 วันจากนี้
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. มีการนำส่งดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 (Thailand Earth Observation Satellite 2) ขึ้นสู่วงโคจรจากท่าอวกาศยานยุโรปเฟรนช์เกียนา(Guiana Space Center) เมืองกูรู รัฐเฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ มี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รวมทั้งสักขีพยานจากประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศสรวมถึงประชาชนทั่วโลก ที่สนใจในเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้
โดยเมื่อถึงเวลา 08.36 น.ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ได้ถูกนำส่งด้วย จรวด VEGA พร้อมมีการให้สัญญาณนับถอยหลังใน 10 วินาทีสุดท้ายหลังจากนั้นดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ได้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจ หลังจากลุ้นระทึก โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งสำคัญต่างพากันจับมือแสดงความยินดี
ทั้งนี้ น.ส.ศุภมาส กล่าวภายหลังจากดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ขึ้นสู่วงโคจรของอวกาศว่า รู้สึกดีใจและโล่งใจที่การปล่อยดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ราบรื่น ประสบความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ โดยขณะนี้ สามารถกล่าวได้ว่าดาวเทียม THEOS-2 ได้เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลกแล้ว โดยหลังจากปล่อยดาวเทียมในเวลา 08:36 น.จะใช้เวลากว่า 52 นาทีในการเข้าสู่วงโคจรที่ระดับความสูง 621 กิโลเมตร เมื่อดาวเทียมขึ้นไปแล้ว จะทดสอบระบบในอวกาศร่วมกับสถานีภาคพื้นดินราวๆ 3 เดือน ก่อนจะใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีสถานการณ์เร่งด่วนเกิดขึ้น อาทิ ภัยพิบัติ THEOS-2 ก็สามารถสั่งถ่ายภาพได้ภายใน 5 - 8 วัน หลังจากดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร
“ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของกระทรวง อว.และประเทศไทย หลังจากนี้จะมีการต่อยอดยกระดับด้านต่างๆ ของประเทศรวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนให้รู้ว่าดาวเทียม THEOS-2 มีประโยชน์อย่างไร สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะถูกใช้ในการปรับปรุงและทำให้ข้อมูลในทุกพื้นที่ของไทยเป็นปัจจุบัน ทันสมัย และมีความละเอียดที่ถูกต้อง ช่วยให้ทุกการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” รมว.กระทรวง อว.กล่าว
ในโอกาสนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดี ว่า ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยทุกคน ขอแสดงความยินดีที่วันนี้ประเทศไทยประสบความสำเร็จสามารถส่งดาวเทียม THEOS-2 ขึ้นสู่วงโคจรได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นมาตลอดว่าจะใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปพัฒนาสร้างประโยชน์ได้ในหลากหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการเกษตร การบริหารจัดการเมือง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ ซึ่งจะนำมาสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงของพี่น้องประชาชน
“ผมขอขอบคุณกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ GISTDA ที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันวงการอวกาศของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า” นายเศรษฐา กล่าว (อ่านข้อมูลเพิ่ม:- https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/73133)
ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า หลังจากดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรแล้ว จะทำการปรับตัวเพื่อเข้าสู่โหมดของการทำงาน รวมทั้งทดสอบระบบควบคุมและติดต่อสื่อสารกับภาคพื้นดินเพื่อความเสถียรและความแม่นยำของข้อมูลโดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้น GISTDA จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้าถึงข้อมูล เพื่อนำไปต่อยอดหรือให้การบริการเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงจะเป็นแรงผลักดันขับเคลื่อนด้านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรมในการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ และเทคโนโลยีอวกาศในการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้องต่อไป
เครดิตภาพจาก https://www.facebook.com/gistda
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญผู้ที่สนใจในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม (Deep Tech Startups) เข้าร่วมกิจกรรม Pitching & Investor Day “ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม (TechBiz Starter 2566)”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (Technology Management Center)
โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (ฺBIC)
ขอเชิญผู้ที่สนใจในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม (Deep Tech Startups)
เข้าร่วมกิจกรรม Pitching & Investor Day
"ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม (TechBiz Starter 2566)"
ในวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน 2566
เวลา 09.00-17.00 น.
สถานที่ : UOB Plaza Bangkok ชั้น 5 ห้อง Auditorium
ในกิจกรรมประกอบด้วย
▶ เวที Pitching ของ 20 Startups ในโครงการ "Techbiz Starter"
▶ มุมมองการลงทุนใน Deep Tech Startups จากนักลงทุนตัวจริง
▶ นิทรรศการแสดงผลงาน + ผลิตภัณฑ์ของทั้ง 20 ผลงาน แสดงโชว์ภายในงาน
📌ลงทะเบียนฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ผ่านลิงก์ด้านล่างนี้📌
https://forms.gle/AtD1U6xLon2cjdZn7
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Email: techbiz.starter@nstda.or.th
Tel: 02-564-7000 ext.81490
ปฏิทินกิจกรรม
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนกรกฎาคม 2566
ข่าว
เสริมแกร่งพลังสิบ ด้วยเทคนิคการจัดค่ายวิทยาศาสตร์จาก สวทช.
สวทช. เตือนภัย ‘เห็ดพิษอันตราย’ ภัยร้ายฤดูฝน
คณะผู้บริหาร อว. ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
ไทย-UK โดย ไบโอเทค มจธ. และ ม.เคนท์ ม.คอลเลจลอนดอน แถลงผลความสำเร็จ ๓ โครงการร่วมวิจัย ทุนร่วมกว่า 170 ล้านบาทมุ่งเดินหน้า 2 เรื่องใหญ่ (ชีวเวชภัณฑ์ และสาหร่ายเซลล์เดียว) ตอบโจทย์อุตสาหกรรม
สวทช. ผนึก กรมโรงงานฯ สภาอุตฯ จัดสัมมนา End of Waste Thailand ติดอาวุธผู้ประกอบการ เปลี่ยนของเสียในอุตสาหกรรมเป็น ‘ทรัพยากร’
ไบโอเทค/สวทช. จับมือ มจธ. นำคณะเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ ชี้เป็นแล็บต่อยอดวิจัยระดับสูงเชิงพาณิชย์ หนุนอุตฯ ชีวเวชภัณฑ์ของประเทศ
นาโนเทค สวทช. รับมอบใบรับรอง ISO13485 สำหรับชุดตรวจและตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ
สวทช. ผนึก พันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนศักยภาพ ‘การเลี้ยงไก่ไข่ไร้กรง’ ของประเทศไทย
สวทช. ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน รับรางวัล Ajinomoto – FoSTAT Awards นักวิจัยดีเด่น ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร ประจำปี 2566
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ โรงเรียน ตชด. บ้านเทพภูเงิน จ. อุดรธานี
สวทช. เปิดขุมพลังวิจัย ฟูดเซิร์ป (FoodSERP) “แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอางไทย
สวทช. ลุยพื้นที่ EECi จัดค่ายเฉพาะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นกิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติการ นวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่
องค์การวินร็อค อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ RIAN พร้อม MOU ร่วม 5 หน่วยงาน ตั้งเป้าหนุนเกษตรกร 30,000 ราย มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมเท่าทันภูมิอากาศ
สวทช. ร่วมกับ บพข. Kick off โครงการ “ยกระดับนวัตกรรมธุรกิจสารสกัดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ/สมุนไพร (ไทย) สู่ตลาดต่างประเทศ ปี ๒๕๖๖-๒๕๖๘”
ENTEC สวทช. กฟผ. เอกชนไทย-จีน ร่วมจัดพิธีฉลองมอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 50 คัน ให้กับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างสาธารณะ ในเขตพื้นที่บางกรวย นนทบุรี และบางพลัด กรุงเทพฯ
PTEC สวทช. โชว์ขุมพลังระบบนิเวศวิจัย ด้านการวิเคราะห์-ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า EV ตามมาตรฐานสากล
บทความ
แอปฯ “รู้ทัน” ชวนคนไทยรู้เท่าทัน “โรคไข้เลือดออก”
Download เอกสารฉบับเต็ม (9.8MB)
จดหมายข่าว สวทช.
ขอเชิญผู้สนใจเข้าอบรมหลักสูตร “การพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ รุ่นที่ 2”
“พัฒนาศักยภาพและยกระดับบุคลากรทั้งด้านความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นและทันสมัยในการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแบบครบวงจร” และ"เชื่อมโยงเครือข่ายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับ RDI Manager ด้านต่าง ๆ" กับหลักสูตร "การพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ รุ่นที่ 2"
👨🏫 ระยะเวลาของหลักสูตร
เดือนธันวาคม 2566 - เดือนเมษายน 2567
👨🏫 สถานที่ฝึกอบรม
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
💰 ค่าลงทะเบียน
ท่านละ 46,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
หมายเหตุ: ค่าลงทะเบียนปกติ 120,000 บาท
โดยหลักสูตรนี้ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจาก สกสว.
📝 ลงทะเบียนเรียน
รับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ - 15 พ.ย. 2566
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรม 24 พ.ย. 2566
คุณสมบัติผู้เข้าอบรม
1. เป็นผู้บริหาร มีบทบาทในการกำกับดูแล ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และ/หรือมีประสบการณ์บริหารงานวิจัยและนวัตกรรม
2. นักวิจัยที่มีประสบการณ์ในการบริหารโครงการขนาดใหญ่/แผนงานด้านอุตสาหกรรม
📞 ติดต่อสอบถาม
1. ดร.ใจรัก เอื้อชูเกียรติ
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1347
e-Mail: jairak@nstda.or.th
2. คุณอรุณศรี ศรีธนะอิทธิพล
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1319
e-Mail: arunsri@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม


