หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ชาวทุ่งกุลาฯ ยิ้มได้ เพิ่มรายได้ด้วยนวัตกรรม
  ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ คือทุ่งราบกว้างใหญ่ที่เคยถูกขนานนามถึงความแห้งแล้งและทุรกันดาร ยากแก่การประกอบอาชีพหรือทำการเกษตร แต่ทุกวันนี้ชาวทุ่งกุลาฯ ไม่เพียงไม่ร้องไห้ แต่กำลัง ‘ยิ้มได้’ เพราะนอกจากผืนดินที่เคยแตกระแหงจะกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีระดับโลกแล้ว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ลงพื้นที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อสร้างอาชีพหลังการทำนา ทั้งการปลูกพืชสมุนไพร ถั่วเขียว รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผ้าทอ ภายใต้กลไกตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงผลผลิตกับเอกชน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริม เพิ่มคุณภาพชีวิต ไม่ต้องทิ้งถิ่นเข้าเมืองเพื่อหางานทำ   ปลูก ‘ขิง-ไพล-ฟ้าทะลายโจร’ ดันพืชสมุนไพรรุกตลาดใหม่แดนอีสาน ประเทศไทยมีแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย และยังเตรียมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพรโลก สวทช. ขานรับนโยบายจัดทำโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายพันธุ์พืชและยกระดับการผลิตสมุนไพรคุณภาพดีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ นำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เริ่มต้นส่งเสริมการปลูกขิง-ไพล-ฟ้าทะลายโจร เนื่องจากเป็นชนิดพืชที่ สวทช. ดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์ และมีศักยภาพสูงเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะบริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทเอกชนที่ สวทช. เชื่อมโยงผ่านกลไกตลาดนำการผลิต พร้อมรับซื้อผลผลิตเพื่อผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม โดยในปี 2566 สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้ดำเนินงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การผลิตขิงปลอดโรคด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอกเตอร์ จำนวน 60,000 ต้น อยู่ระหว่างการอนุบาลที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ 15,000 ต้น และศูนย์ขยายพันธุ์พืชมหาสารคาม 45,000 ต้น ตั้งเป้าส่งมอบให้เกษตรกรปลูกในปี 2568 2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดีให้ได้มาตรฐาน (GAP) และ 3. การสร้างจุดเรียนรู้การผลิตสมุนไพรคุณภาพดีเชื่อมโยงกับหน่วยงานในพื้นที่ ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดี จำนวน 337 คน และมีเกษตรกรแกนนำปลูกขิงจำนวน 28 คน พื้นที่รวม 10 ไร่     นางสุปราณี ยาทะเล สมาชิกกลุ่มปลูกสมุนไพรแปลงใหญ่ ต.ปราสาท อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันปลูกสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร อัญชัน ขมิ้น ไพล ส่งโรงพยาบาลห้วยทับทัน เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรและยาแผนโบราณ กระทั่งเมื่อปี 2566 สวทช. เข้ามาส่งเสริมการปลูกขิงพันธุ์ราชบุรี ซึ่งยังไม่เคยปลูกมาก่อน แต่มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้ามาช่วยอบรมให้ความรู้วิธีการปลูกและการดูแลที่เหมาะสม รวมทั้งยังคอยติดตามให้คำแนะนำแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง “ปีที่ผ่านมาทดลองปลูกขิง 2 งาน ได้ผลผลิตรวม 300 กิโลกรัม แต่ด้วยเพิ่งทดลองปลูกเป็นปีแรกทำให้มีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากขิงชอบอยู่ในพื้นที่ร่ม มีแดดส่องรำไร เราพยายามนำฟางไปกลบ และปลูกต้นกล้วยรอบ ๆ เพื่อสร้างร่มเงา ทำให้ขิงเติบโตได้ดี หัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ในการปลูกจะฉีดพ่นแต่น้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเอง เพื่อให้ได้ขิงอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัย ตอนเก็บผลผลิต พบว่าขิงมีหัวขนาดใหญ่มาก เห็นแล้วชื่นใจ ซึ่งผลผลิตที่ได้ทางบริษัทโอสถสภาฯ จะรับซื้อไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ดีใจว่าปลูกแล้วมีตลาดพร้อมรองรับ ทำให้มีกำลังใจในการปลูกปีต่อ ๆ ไป และช่วยให้เรามีรายได้เสริมเพิ่มเติมหลังจากการทำนา”     ปั้น ‘ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KMUL’ พืชหลังนาสร้างรายได้ ‘ถั่วเขียว’ เป็นอีกกลุ่มพืชหลังนาที่เกษตรกรทุ่งกุลาฯ ให้ความสนใจ เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย แต่ที่ผ่านมาการปลูกถั่วเขียวยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ทำให้มีพันธุ์ปนจำนวนมาก อีกทั้งถั่วเขียวทั่วไปในท้องตลาด สุกแก่ไม่พร้อมกัน ทำให้ต้องเก็บเกี่ยวหลายรอบ ต้นทุนสูง     นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า สวทช. เข้ามาส่งเสริมการปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้น ให้ผลผลิตคุณภาพดี เมล็ดโต สุกแก่พร้อมกัน ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย ลดต้นทุน และได้ผลผลิตต่อไร่เยอะกว่าถั่วเขียวสายพันธุ์เดิมถึงเท่าตัว จากเคยปลูกถั่วเขียวสายพันธุ์ทั่วไปได้ 100 กิโลกรัมต่อไร่ ตอนนี้ปลูกถั่วเขียว KUML ให้ผลผลิตเพิ่มถึง 200 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นถั่วเขียวทั่วไปราคาขาย 22-25 บาทต่อกิโลกรัม แต่ของกลุ่มฯ เป็นถั่วเขียวอินทรีย์ ขายได้กิโลกรัมละ 45 บาท “กลุ่มผักไหมนำถั่วเขียว KUML มาปลูกหลายฤดูกาลแล้ว ได้ผลผลิตแตกต่างชัดเจนเลย ทำให้มีรายได้เพิ่ม อย่างรายได้เฉพาะถั่วเขียวอย่างเดียว ปกติถั่วเขียวทั่วไปขายกิโลกรัมละ 25 บาท ผลผลิตเราเฉลี่ยอยู่ที่ 200 กิโลกรัมต่อไร่ จะขายได้ประมาณ 5,000 บาท ต้นทุนปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ประมาณ 1,800 บาท ก็มีรายได้เพิ่มประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ แต่ถ้าเราทำถั่วเขียวอินทรีย์จะขายได้ราคาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่ก่อนพื้นที่นาแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย ทำนาเสร็จก็ปล่อยทิ้งร้างไว้ 7-8 เดือน รอทำนาฤดูกาลหน้า ตอนนี้ปลูกถั่วเขียว พอเก็บเกี่ยวผลผลิตขายแล้วก็ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน ทำให้ดินดี ส่งผลดีต่อการปลูกข้าวในฤดูกาลถัดไป และช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้เยอะมาก เพราะว่าถั่วช่วยตรึงไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญให้แก่ดิน ไม่ต้องใช้ปุ๋ยยูเรีย ข้าวก็เขียว ออกรวงงาม มีแต่ผลดี ไม่มีผลเสียเลย”     ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม หันมาปลูกถั่วเขียว KUML ในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 ไร่ และยังได้รับการประสานงานจากหน่วยงานภาครัฐให้เป็นแกนนำในการขยายผลการปลูกถั่วเขียว KUML ให้แก่เกษตรกรประมาณ 2,500 คน ใน 22 อำเภอ ล่าสุดยังได้รับการยกระดับเป็น ‘ศูนย์เทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML ระดับชุมชน’ พร้อมตั้งเป้าเป็นแหล่งผลิตถั่วเขียว KUML คุณภาพดีของประเทศ นายไพฑูรย์ เล่าว่า ข้อดีของถั่วเขียว KUML คือสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ปลูกต่อได้ ซื้อเมล็ดพันธุ์แค่ปีแรก จากนั้นก็ผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ตลอด ตอนนี้ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับแจกจ่ายในกลุ่มฯ และขยายเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรรายอื่นที่สนใจ ทำให้นอกจากมีเมล็ดพันธุ์ดีไว้ใช้เองแล้ว ยังขายเมล็ดพันธุ์ได้ด้วย ซึ่งได้ราคาดีกว่า เพราะถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวอินทรีย์ขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท การปลูกเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว (seed) ต่างจากการปลูกเมล็ดถั่วเขียว (grain) สำหรับบริโภค คือถ้าเป็นเมล็ดถั่วเขียวทั่วไปจะไม่ได้ดูแลใส่ใจมากนัก แต่ถ้าเป็นแปลงเมล็ดพันธุ์ต้องหมั่นตรวจคัดพันธุ์ปน และพอเก็บเกี่ยวถั่วเสร็จแล้วต้องส่งตัวอย่างเมล็ดพันธุ์เพื่อตรวจรับรองมาตรฐานแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ “แต่ก่อนทุ่งกุลาร้องไห้พอเข้าหน้าแล้งแทบเป็นหมู่บ้านร้างเลย คนวัยแรงงานจะอพยพเข้าเมืองไปทำงานก่อสร้าง รับจ้างตัดอ้อย เหลือแค่เด็กกับผู้สูงอายุ พอมีหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาหนุนเสริมเราแบบนี้ ทำให้เรามีอาชีพเสริมหลังการทำนา พอมีรายได้ ไม่ต้องทิ้งบ้านไปไหน ได้อยู่กับครอบครัว มีความสุขตามสภาพในชนบท ลูกก็ไม่ว้าเหว่ ไม่ไปเกเรเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าอย่างน้อยมีพ่อแม่อยู่”     ปรับ ‘ผ้าทอย้อมมะเกลือ’ ให้ติดสีสวยด้วยนวัตกรรม ENZease ทุ่งกุลาร้องไห้ไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องข้าวหอมมะลิ แต่ยังโดดเด่นเรื่องของผ้าทอที่มีความวิจิตรงดงามและมีลวดลายการทอผ้าที่แตกต่างหลากหลายตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน กลุ่มเสื้อเย็บมือผ้าไหมลายลูกแก้ว ย้อมมะเกลืออบสมุนไพรบ้านเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ คือแหล่งผลิตผ้าไหมลายลูกแก้ว ซึ่งโดดเด่นด้วยผ้าทอย้อมสีดำธรรมชาติจาก ‘มะเกลือ’ แต่กว่าผ้าจะมีสีดำสนิทต้องใช้เวลามากกว่า 2 เดือน สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้เข้ามาส่งเสริมเพิ่มมูลค่าผ้าทอด้วยนวัตกรรม ‘เอนไซม์เอนอีซ (ENZease)’ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย้อมสีธรรมชาติให้ติดสีดีขึ้น     นางฉลวย ชูศรีสัตยา ประธานศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง จังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า หลังการทำนา แม่บ้านจะรวมตัวกันทอผ้าย้อมมะเกลือ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน แต่กว่าจะได้ผ้าทอแต่ละผืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลานาน เพราะกว่าจะย้อมผ้าไหมจนได้สีดำสนิท ต้องจุ่มผ้าไหมกับน้ำมะเกลือแล้วนำไปตากแดด ทำแบบนี้สลับวนไปถึง 300 จุ่ม 60 แดด หรือประมาณ 2-3 เดือน “สวทช. เข้ามาส่งเสริมการใช้ ‘เอนไซม์เอนอีซ’ นับว่าโชคดีที่เราได้นวัตกรรมมาเสริมกับภูมิปัญญา เราใช้เอนไซม์เอนอีซทำความสะอาดผ้าไหมก่อนการย้อม ช่วยให้การย้อมติดสีไวดีขึ้น จากเดิมย้อมผ้าไหมด้วยมะเกลือต้องตาก 60 แดด ก็เหลือแค่ 30 แดด หรือประมาณ 1 เดือน ช่วยลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ที่สำคัญผ้าที่ได้ยังติดสีสม่ำเสมอ สีผ้ามีความเข้ม สวยเงางาม และมีความนุ่ม เพิ่มโอกาสในการขายผ้าทอได้มากขึ้น”     การทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกการตลาดเข้าไปต่อยอดสร้างอาชีพเกษตรกรบนพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ให้มั่นคง จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวทุ่งกุลาฯ เปลี่ยนน้ำตาเป็นความม่วนชื่นอย่างยั่งยืน   หน่วยงานความร่วมมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ บริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) บริษัทกุยลิ้มฮึ้ง จำกัด (Supplier ของบริษัทโอสถสภา) สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม โรงพยาบาลห้วยทับทัน โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ     เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เอ็มเทค สวทช. พัฒนา ‘XOMoCap’ แพลตฟอร์ม Motion Capture Analysis เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหว มุ่งตอบโจทย์วิจัยและออกแบบ ‘ชุดเสริมแรง-ลดบาดเจ็บ’ ผู้สูงอายุและผู้ดูแล (XOMoCap – a numerical platform for motion capture analysis, a key tool in exoskeleton research, developed by MTEC, NSTDA.)
  หนึ่งในเทคโนโลยีที่หลายประเทศทั่วโลกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวและลดการบาดเจ็บจากการออกแรงรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ผู้สวมใส่ คือ ‘ชุดเสริมแรง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดประเภท exoskeleton ที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เพราะ ‘การเสริมแรงที่พอดี’ นอกจากจะช่วยให้ผู้ใช้งานเคลื่อนไหวมั่นคงขึ้นและลดการบาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘XOMoCap (เอ็กโซโมแคป หรือ Exo-Motion-Capture-Analysis)’ Motion Capture Analysis Platform เพื่อใช้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมชุดเสริมแรง-ลดบาดเจ็บให้กับผู้สวมใส่ และใช้สนับสนุนการวิจัยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการแพทย์ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชนไทย   [caption id="attachment_53821" align="aligncenter" width="637"] ASCII-Graphic of XOMoCap[/caption]   The utilization of exoskeletons is gaining increasing traction due to the technology’s ability to reduce risk of injury to the musculoskeletal system in the workforce or daily activities. The main objective of these body-supporting suits is to assist the user with support for efficient and safe body movements, reducing the risk of short-term injuries and chronic musculoskeletal disorders.   The Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, by means of the National Metal and Materials Technology Center (MTEC), NSTDA, has developed XOMoCap – a numerical platform for motion capture analysis for advanced investigation of body movements. It is utilized as a toolbox to aide in the research and development of exoskeletons, as well as relevant medical research studies.   ‘XOMoCap’ เทคโนโลยีหนุนวิจัย Exoskeleton ‘XOMoCap’ เป็นชื่อของแพลตฟอร์มที่เดิมมีเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวสำหรับออกแบบ ‘exoskeleton’ หรือชุดโครงสร้างภายนอกร่างกายซึ่งทำหน้าที่ช่วยพยุงเพื่อให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง ต่อมาจึงมีการพัฒนาต่อยอดให้แพลตฟอร์มนี้วิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการประยุกต์ใช้กับงานประเภทอื่น ๆ ดร.ธนรรค อุทกะพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ XOMoCap เล่าว่า ทีมวิจัยได้นำประสบการณ์จากการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ ซึ่งเคยพัฒนาให้กับภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศเยอรมนี มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์ โดยแพลตฟอร์ม XOMoCap มีจุดเด่นแตกต่างจากซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ทั่วไป คือ วิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวจากอุปกรณ์ motion capture ควบคู่ไปกับค่าสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (electromyography: EMG) ซึ่งบ่งชี้ถึงการออกแรงในการเคลื่อนไหวในคราวเดียวกันได้ ทำให้การประมวลผลแต่ละครั้งได้ข้อมูลที่ละเอียดครบถ้วน โค้ดของโปรแกรมสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานได้ จึงช่วยลดระยะเวลาและความซับซ้อนในการประมวลผลชุดข้อมูลจากกลุ่มทดสอบซึ่งมีปริมาณมากได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ยังประกอบไปด้วยไลบรารีย่อยที่ทำหน้าที่เฉพาะตัว เช่น ไลบรารี Math Kernel ซึ่งมีฟังก์ชันและอัลกอริทึมด้านการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ อาทิ การวิเคราะห์กระบวนการ pre-treatment สัญญาณต่าง ๆ โดยไลบลารีนี้ส่งออกข้อมูลการวิเคราะห์ได้ทั้งในรูปแบบตัวอักษรและรูปภาพ “นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ต่อยอดการทำงานโดยการนำซอฟต์แวร์สำเร็จรูปด้าน ‘musculoskeletal modeling’ ซึ่งเป็นแบบจำลองแรงที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อ โครงกระดูก และข้อต่อของมนุษย์มาใช้ในการออกแบบแรงและชุด เพื่อการเชื่อมต่อผลวิเคราะห์ระหว่างโปรแกรมแบบไร้รอยต่อ ทำให้ปัจจุบันทีมวิจัยสามารถทดสอบประสิทธิภาพ exoskeleton ว่ามีการทำหน้าที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ได้ด้วย เพราะกรณีชุดเสริมแรงมากเกินไปอาจส่งผลให้ผู้สวมใส่ต้องออกแรงต้านจนเกิดการบาดเจ็บ หรือหากมีการเสริมแรงน้อยเกินไปก็อาจไม่เกิดประโยชน์ด้านการเสริมความมั่นคงในการเคลื่อนไหวให้แก่ผู้สวมใส่”   [caption id="attachment_53820" align="aligncenter" width="650"] Evaluation of an EMG-Signal with identification of motion phases from the elbow flexion[/caption]   [caption id="attachment_53819" align="aligncenter" width="500"] Estimation of dynamic Base of Support (BoS) during a gait analysis from a Motion Capture using XSens[/caption]   XOMoCap as a tool for exoskeleton development   XOMoCap was originally developed as a tool for human motion analysis in exoskeleton-related projects. These projects at MTEC encompassed a wide spectrum of targeted utilities, for example, a soft-shell exoskeleton assisting body movements for the active elderly (Rachel) and a hard-shell exoskeleton to support weightlifting, carrying, and holding tasks in industrial applications (Ross). XOMoCap, developed as part of these projects, has increased in complexity and ability over the years, and is currently ready for expansion to a wider range of applications.   Dr.-Ing. Thanak Utakapan – A researcher in the Well-living Design Research Team (WLDT) and the main developer of the software, has extensive experience in engineering software development both in academia and industry during his time in Germany. He stated that the software has distinct advantages by means of its flexibility. Various signal types, i.e. motion data and EMG can be analyzed mutually for a complete understanding of motion sequences. Thanks to the open-source code, the system can also be extended/expanded to meet specific requirements for each research topic to enable custom evaluations. This results in extreme time-saving and complexity reduction in analysis workflow. The software also contains several modular libraries to ensure perfect integration. The software has its own Math Kernel Library for some specific signal processing algorithms, for example, in signal pre-conditioning process. There is also a library for exporting data, which is responsible for graphics and report generation.  The software is bilingual, in German and English.   In the design process of exoskeletons at MTEC, a leading musculoskeletal modeling software is also used as another tool for investigation and prediction of interactions between the human body (i.e. muscle or joint forces and moments) and the environment, including the exoskeletons. The software can be used to identify optimal construction parameters of exoskeletons. XOMoCap consists of an interface which enables seamless analysis of the numerical results from this software for further investigations.     ‘Rachel’ และ ‘Ross’ สองนวัตกรรมเด่นเพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล จากการสั่งสมความเชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทีมวิจัยได้นำ ‘XOMoCap’ เข้าสนับสนุนการวิจัยเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม exoskeleton เพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแลรวมถึงการพัฒนาชุดเพื่อการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้ว สองตัวอย่างผลงานเด่นจากเอ็มเทค สวทช. คือ ‘Rachel’ และ ‘Ross’ ดร.ธนรรค เล่าว่า ตัวอย่างผลงานวิจัยเด่นแรก คือ ‘Rachel (เรเชล)’ บอดีสูทเสริมแรงกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ชุดบอดีสูทนี้ทำหน้าที่ในลักษณะเป็นกล้ามเนื้อจำลองช่วยออกแรงกดไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ เพื่อกระตุ้นการทำงานและเสริมแรงให้แก่กล้ามเนื้อในระดับเหมาะสมตามการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมั่นคง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้อย่างมั่นใจ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุในกลุ่มพฤฒพลัง (active aging) “ส่วนตัวอย่างผลงานเด่นที่สอง คือ ‘Ross (รอส)’ บอดีสูทพยุงหลังสำหรับผู้ที่ต้องพยุงคนหรือยกสิ่งของน้ำหนักมากเป็นประจำ เช่น พยาบาลที่ต้องพยุงหรืออุ้มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย พนักงานขนส่งที่จำเป็นต้องยกสิ่งของน้ำหนักมาก โดยชุดนี้จะทำหน้าที่ควบคุมให้ผู้ใช้งานออกแรงยกด้วยท่าสควอต (squat) ซึ่งเป็นท่าทางที่เหมาะสม พร้อมกับสะสมพลังงานไว้ในกลไกของชุดเพื่อใช้เป็นแรงผลักร่างกายตอนเปลี่ยนท่าจากย่อตัวลงยกของกลับสู่ท่ายืนตรง ช่วยทุ่นแรงให้แก่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บให้แก่ผู้สวมใส่” นอกจากการพัฒนาความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลงานวิจัยให้แก่นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. แล้ว ปัจจุบันทีมวิจัยยังพร้อมนำเทคโนโลยี XOMoCap และ musculoskeletal modeling เข้าสนับสนุนการวิจัยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการแพทย์ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชนไทยด้วย ดร.ธนรรค กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า เทคโนโลยี XOMoCap และ musculoskeletal modeling ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลาย เช่น การออกแบบวิธีการรักษาผู้ป่วยด้วยกระบวนการกายภาพบำบัด การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยพาร์กินสันเพื่อวางแผนการรักษา การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกแบบอุปกรณ์ด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยทีมวิจัยพร้อมนำความเชี่ยวชาญทั้งด้าน motion capture analysis และการพัฒนาอุปกรณ์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีเข้าสนับสนุน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นเมดิคัลฮับ (medical hub) ระดับโลก   [caption id="attachment_53669" align="aligncenter" width="650"] Rachel (เรเชล)[/caption] [caption id="attachment_53670" align="aligncenter" width="650"] Rachel (เรเชล)[/caption] [caption id="attachment_53665" align="aligncenter" width="650"] Ross (รอส)[/caption] [caption id="attachment_53663" align="aligncenter" width="650"] Ross (รอส)[/caption] [caption id="attachment_53664" align="aligncenter" width="650"] Ross (รอส)[/caption]   Rachel and Ross as 2 exemplary innovations for active elders and caretakers   With the enhanced capabilities of XOMoCap, it has been a vital tool in the design of Rachel, an exosuit for active elders, and Ross, an exoskeleton designed for industrial applications. Both exoskeletons were chosen as outstanding technologies by MTEC.   Dr. Utakapan described that Rachel is designed to be a soft-shell body suit to help assist daily movements for older people. The assistive force is provided by textile-based elements, which is meticulously integrated into the exosuit. The target user group is the active elderly, who may be experiencing early stages of physical decline.   Meanwhile, Ross is designed for industrial applications to support workers by means of external-load-relevant tasks as lifting, carrying, and holding objects. Therefore, Ross is suitable for several target user groups ranging from medical caretakers to factory workers. In the current research phase, the force assisting of the exoskeleton is passive: a specific amount of energy is stored during defined motion phases and subsequently released to assist and support a targeted motion. For example, during a squat-lifting task, the energy is stored into the exoskeletons while the user is descending, while preparing for weight-lifting. This energy is then released to support the body during the ascending motion. Furthermore, the force transfer within the exoskeleton is designed to help minimize injuries, especially in the lower back area.   Besides supporting the research at MTEC, the research team stated that this tool can be utilized in several motion analysis applications to support researchers in medical applications as well as SMEs.   Dr. Utakapan encourage the utilization of XOMoCap and numerical simulation of musculoskeletal modeling in further research projects, for example, in physical rehabilitation, sports  medicine, and designing sport or medical machines. Also possible is the analysis of abnormal movements like those due to Parkinson’s disease.   The research team is now intensifying their expertise in motion capture analysis and developing equipment to support well-living. This is another contribution from Thailand, empowering the country as one of the world's major medical hubs. สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.ธนรรค อุทกะพันธ์ อีเมล thanaku@mtec.or.th เบอร์โทรศัพท์ 025646500 ต่อ 4381 In case of interest, please contact Dr.-Ing. Thanak Utakapan, E-mail: thanaku@mtec.or.th, Tel. (+66) 2564 6500 ext. 4381     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. (เวอร์ชันภาษาไทย) และ ดร.ธนรรค อุทกะพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. (เวอร์ชันภาษาอังกฤษ) อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ เอ็มเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
มาตรการ CBAM ใครพร้อม…ได้ไปต่อ ชวน ‘ทำความเข้าใจ’ และ ‘เตรียมความพร้อม’ เรื่องการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EU
  'CBAM' ย่อมาจาก 'Carbon Border Adjustment Mechanism' หรือ 'มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน' เป็นมาตรการที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้นเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป 'ผ่านการใช้มาตรการด้านคาร์บอน' โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูง (carbon intensive products) ปัจจุบันมาตรการ CBAM มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วโดยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional period) ก่อนเริ่มเก็บค่า CBAM certification หรือเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจากผู้นำเข้าสินค้าในปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาของสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นผู้ผลิตจึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงและเพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สินค้ามีราคาที่แข่งขันในตลาด EU ได้     ปัจจุบัน CBAM เริ่มนำร่องมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนจากสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูงแล้ว โดยสินค้า 6 ประเภทแรกที่มีผลบังคับใช้ คือ 1) ซีเมนต์ 2) พลังงานไฟฟ้า 3) ปุ๋ย 4) ไฮโดรเจน 5) เหล็กและเหล็กกล้า 6) อะลูมิเนียม โดยมาตรการ CBAM มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566     ทั้งนี้ EU ได้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้เป็น 3 ช่วงหลัก ดังนี้ ปี พ.ศ. 2566-2568 (ค.ศ. 2023-2035) เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือ 'transitional period' ผู้นำเข้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนด โดยยังไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน ปี พ.ศ. 2569-2577 (ค.ศ. 2026-2034) เป็นช่วงบังคับใช้ หรือ 'definitive period' ผู้นำเข้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้านำเข้า และต้องซื้อ CBAM certificates ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนของกลุ่มประเภทสินค้านั้น ๆ ซึ่งในระยะนี้ EU จะทยอยลดสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (free allowances) ลง ปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) เป็นต้นไป เป็นช่วงที่ EU บังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบหรือ ‘full implementation’ โดย EU จะยกเลิกสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (free allowances) ของทุกภาคอุตสาหกรรม     ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะเปลี่ยนผ่าน (พ.ศ. 2566-2568) แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศจึงควรเร่งจัดทำฐานข้อมูลด้านการปล่อยคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้เมื่อถึงปี พ.ศ. 2569 ผู้ประกอบการไทยจะมีข้อมูลพร้อมแสดงต่อ EU ทำให้ส่งออกสินค้าไปจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีอุปสรรคมาทำให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก โดยข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอีกด้วย ตัวอย่างการนำฐานข้อมูลด้านการปล่อยคาร์บอนของแต่ละอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เช่น 'ภาครัฐ' ใช้วางนโยบายและกฎเกณฑ์สีเขียวสำหรับสินค้าส่งออกและนำเข้า 'ภาคเอกชน' ใช้วางแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 'ภาคการวิจัยและภาคการศึกษา' ใช้พัฒนาเทคโนโลยีให้สอดรับกับความต้องการของประเทศ     หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านมาตรการ CBAM ได้อย่างยั่งยืน คือ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการตั้งเป้าหมายไว้เช่นกันว่า 'ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) หรือก่อนหน้า' แนวทางสู่ Net Zero' ประกอบไปด้วย จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ พัฒนา ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานหรือบริษัท ปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน บริหารกระบวนการผลิตให้ลดการปล่อยคาร์บอน และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (circular design) เพิ่มสัดส่วนการหมุนเวียนวัสดุ ใช้เทคโนโลยีกักเก็บและใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCUS) และใช้การกักเก็บคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ (nature based solution) การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การก้าวผ่านมาตรการ CBAM รวมถึงเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวด้วย ทั้งนี้แต่ละภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต่างมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันพัฒนากลไกสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้     ที่ผ่านมากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ก้าวผ่านมาตรการ CBAM ได้อย่างราบรื่นด้วยแล้วเช่นกัน โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำความพร้อมและความเชี่ยวชาญเข้าดำเนินงานดังนี้ TIIS จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตเพื่อใช้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสินค้าขั้นพื้นฐานและพลังงานของประเทศไทยมาโดยตลอดกว่า 15 ปี ทำให้พร้อมนำฐานข้อมูลสนับสนุนแต่ละภาคส่วนก้าวผ่าน CBAM ทั้งด้านการประเมินคาร์บอนของกระบวนการผลิตและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี พ.ศ. 2566 TIIS ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เพื่อใช้ในการจัดทำรายงาน CBAM รวมถึงเป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ ปัจจุบัน TIIS กำลังขยายการสนับสนุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการกับกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนการบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ   ทั้งนี้ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยภายใต้หลักคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของ TIIS และศูนย์แห่งชาติภายใต้ สวทช. ซึ่งหลังจากนี้ สวทช. จะยังคงดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน     ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เว็บไซต์ www.nstda-tiis.or.th หรืออีเมล admin-tiis@nstda.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เกษตรกรอำนาจเจริญ ปลูกถั่วเขียว KUML ช่วยบำรุงดิน มีรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน แถมผลผลิตข้าวอินทรีย์เพิ่มเท่าตัว !
  “แทนที่จะปล่อยนาร้างให้ว่างเปล่า เราเอาถั่วเขียว KUML ไปปลูก ช่วยปรับสภาพดินได้ พอดินดี ผลผลิตก็เยอะ ปีที่แล้วนาผม 1 ไร่ เกี่ยวข้าวได้ 500-600 กิโลกรัม เดิมได้แค่ 200-300 กิโลกรัม เมล็ดข้าวก็อ้วนขึ้น แถมถั่วเขียวที่ได้คุณภาพดี มีเอกชนรับซื้อถึงแปลง” คำบอกเล่าของ นายประมวล ขันธ์เพชร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จ.อำนาจเจริญ แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ขึ้นชื่อแห่งแดนอีสานที่การันตีว่า ถั่วเขียว KUML ช่วยปรุงดินทำให้ข้าวงอกงาม เพิ่มผลผลิต และมีรายได้เสริม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง ต.โพนเมืองน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ คือกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์มากว่า 20 ปี เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจในปี 2548 เริ่มต้นมีสมาชิกเป็นเกษตรกรชุมชนบ้านโนนค้อทุ่งแค่ 10 คน ที่รวมใจกันปฏิเสธการใช้สารเคมี หันมาปลูกข้าววิถีอินทรีย์อย่างจริงจัง จนได้การรับรองมาตรฐาน International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM), มาตรฐานข้าวอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) และมาตรฐานระบบอินทรีย์แคนาดา หรือ Canada Organic Regime (COR) ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มมากกว่า 40 ราย และด้วยความเข้มแข็งของกลุ่ม ประกอบกับใจของเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นและรักความก้าวหน้า ทำให้พวกเขาสามารถขยายตลาด ผันตัวจากผู้ปลูกสู่ผู้ค้า ยกระดับเป็นเจ้าของกิจการที่ส่งข้าวอินทรีย์ขายให้ร้านอาหารชั้นนำทั่วประเทศ ล่าสุดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่งรับ ‘ถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML’ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาปลูกเป็น ‘พืชหลังนา’ ปุ๋ยพืชสดชั้นดีที่ช่วยให้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ! ที่สำคัญยังได้รับการยกระดับเป็น ‘ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML อินทรีย์ระดับชุมชน’ โดยกลุ่มสามารถเป็นนวัตกรในการให้ความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่ผู้ที่สนใจได้   ถั่วเขียว KUML เมล็ดใหญ่ สุกแก่พร้อมกัน ต้านทานโรค นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. สนับสนุนทุนวิจัยให้ ศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และ รศ. ดร.ประกิจ สมท่า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียวจนได้สายพันธุ์ KUML#1-5 และ 8 ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เมล็ดขนาดใหญ่ ทนแล้ง สุกแก่เร็ว ให้ผลผลิตได้สูงถึง 300 กิโลกรัมต่อไร่ ที่สำคัญต้านทานโรคราแป้งและใบจุดได้ดี จากนั้นสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเขียว KUML เป็นพืชหลังนาด้วยกลไกตลาดนำการผลิต ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เพื่อขยายผลการผลิตถั่วเขียว KUML ให้แก่เกษตรกร     “พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน และช่วยตัดวงจรชีวิตโรคและแมลงศัตรูพืชในพื้นที่นาข้าว เพราะถั่วเขียวเป็นพืชใบกว้าง ข้าวเป็นพืชใบแคบ มีศัตรูพืชคนละชนิดกัน เมื่อปลูกถั่วเขียวสลับกับปลูกข้าว ศัตรูข้าวจะค่อย ๆ หมดไป แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรยังไม่ค่อยนิยมปลูกถั่วเขียว สาเหตุเพราะ 1.ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าถั่วเขียว เพราะการผลิตไม่เพียงพอกับการบริโภค ส่วนใหญ่เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดมาปลูก เกิดปัญหามีพันธุ์ปน ให้ผลผลิตน้อย เมล็ดเล็ก และไม่ต้านทานโรค 2. เกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกถั่วเขียว คิดว่าหว่านแล้วไม่ต้องดูแล ผลผลิตที่ได้จึงน้อย 3. เก็บเกี่ยวยาก เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวในท้องตลาดปลูกแล้วสุกแก่ไม่พร้อมกัน เปลืองแรงงานในการจ้างเก็บหลายรอบ และ 4. ปลูกแล้วไม่รู้จะขายใคร “สวทช. ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ เร่งวิจัยพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียว KUML และเดินหน้าขยายผลส่งเสริมการปลูกให้แก่เกษตรกรเพื่อแก้ปัญหาอย่างครบวงจร โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพดีไว้ใช้เอง ลดปัญหาพันธุ์ปนและปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ (SEED) และให้ความรู้เทคนิคการปลูกถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตสูง ฝึกลงมือปฏิบัติจริงในแปลง พร้อมดูแลให้คำปรึกษาติดตามอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือโครงการยังใช้กลไก ‘ตลาดนำการผลิต’ ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน บริษัทกิตติทัต จำกัด และบริษัทข้าวดินดี จำกัด รับซื้อผลผลิตถั่วเขียวอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกร”     ‘ถั่วเขียว KUML’ ปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน เพิ่มผลผลิตข้าวเท่าตัว นายประมวล ขันธ์เพชร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จ.อำนาจเจริญ เล่าว่า ที่ผ่านมากลุ่มมีการปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชหลังนา แต่พันธุ์ถั่วเขียวที่ใช้ปลูกไม่ค่อยดี เมล็ดเล็ก บางปีปลูกแทบไม่ได้ผลผลิต ก็จะไถกลบไปเลย ถั่วเขียวที่ปลูกส่วนใหญ่มีปัญหาสุกแก่ไม่พร้อมกัน ทำให้เก็บเกี่ยวยาก โดยมากเกษตรกรจะหันไปปลูกปอเทืองหรือพืชชนิดอื่นแทน     “สวทช. นำเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชหลังนา เราสนใจเพราะจะได้เป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน แทนที่เราจะปล่อยนาให้ว่างเปล่า เราปลูกถั่วเขียว KUML พบว่าดินดีขึ้น และช่วยให้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ดีขึ้นมาก อย่างนาผม 1 ไร่ เกี่ยวข้าวได้ถึง 500-600 กิโลกรัม เดิมเกี่ยวได้แค่ 200-300 กิโลกรัม ที่สำคัญแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรเพิ่มในนาข้าวเลย ช่วยลดต้นทุน และอาจารย์ที่ ม.เกษตรฯ ยังลองนำเมล็ดข้าวที่ปลูกได้ไปตรวจ พบว่าเมล็ดข้าวที่ได้มีลักษณะอ้วนขึ้นด้วย เราปลูกข้าวอินทรีย์ปีละครั้ง ปลูกถั่วเขียวปีละครั้ง พอทำนาเสร็จก็ไถกลบตอซัง แล้วก็ปลูกถั่วเขียว พอเอารถไปเกี่ยว บางเมล็ดก็หล่นลงดิน ถั่วเขียวก็ขึ้นมาใหม่ ถ้าช่วงนั้นน้ำยังไม่มา ฝนยังไม่ตก เราก็เก็บผลผลิตได้อีกรอบ ถ้าต้นโตออกดอกหรือว่าฝนมา เราก็ไถกลบลงไปเลย ช่วยเพิ่มปุ๋ยเกิดประโยชน์กับเราอีก มีแต่ได้กับได้”     อบรมความรู้ปลูกถั่วเขียว ผลผลิตสูง มีรายได้เสริม นายอดุลย์ โคลนพันธ์ เกษตรกรแกนนำ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จ.อำนาจเจริญ เล่าว่า เดิมปลูกถั่วเขียว รู้แค่ว่าหว่านเมล็ดลงแปลง แล้วก็รอเก็บผลผลิต แต่ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกถั่วเขียวที่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าต้องคัดพันธุ์อย่างไร ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นถั่วเขียวที่ดี ไม่มีถั่วหินปน จนกระทั่ง สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาช่วยอบรมให้ความรู้ว่าปลูกถั่วเขียวต้องทำอย่างไร ถ้าความชื้นไม่พอต้องให้น้ำ หรือว่าช่วงไหนที่โรคแมลงมาลงก็ให้เอาชีวภัณฑ์เข้าไปช่วย และยังมีการติดตามเก็บข้อมูลให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง     “ที่ผ่านมามีภาครัฐมาสนับสนุนพันธุ์ถั่วเขียวให้ปลูกบ้าง แต่เราไม่มีความรู้ในการปลูก แต่ สวทช. และ ม.เกษตรฯ เข้ามาส่งเสริมการผลิตถั่วเขียว KUML แบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ทำให้ปลูกถั่วเขียวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว เดิมปลูกถั่วเขียวพันธุ์ทั่วไปเหลือขายเล็กน้อย มีรายได้เฉลี่ยต่อไร่เพียง 1,500 บาท พอปลูกถั่วเขียว KUML มีรายได้เฉลี่ย 3,000 บาทต่อไร่” “แต่ก่อนปลูกถั่วพร้าได้แค่ปุ๋ย ขายไม่ได้” นายประมวล กล่าวเสริมและเล่าว่า แทนที่จะเอาเงินขายข้าวไปซื้อปุ๋ยมาลงนาเพิ่ม ก็ปลูกถั่วเขียว KUML แทน ได้ทั้งปุ๋ยพืชสดบำรุงดินและยังขายได้ด้วย บริษัทข้าวดินดี จำกัด รอรับซื้ออยู่แล้ว ทำให้มีรายได้เสริมระหว่างพักนา บางคนปลูกเยอะก็มีรายได้เพิ่ม 10,000-20,000 บาท ปีนี้ผมปลูกถั่วเขียว KUML เยอะกว่าทุกปี ปีที่แล้วปลูก 4-5 ไร่ แต่ปีนี้ปลูก 10 กว่าไร่ ข้อดีของถั่วเขียวคือเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย เพราะว่าที่นี่ไม่มีชลประทาน วันไหนกลางคืนลมไม่มี น้ำค้างลงเยอะ ถั่วจะได้กินเยอะ อย่างปีนี้น้ำค้างเยอะ เพราะลมหนาวน้อย ถั่วเขียวจะเจริญเติบโตดี คิดว่าปีนี้น่าจะได้ผลผลิตถั่วเพิ่มมากขึ้น”     ยกระดับเกษตรกรผู้ปลูก สู่ ‘ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์’   การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ว่าถั่วเขียวหรือข้าว หัวใจสำคัญคือ ‘เมล็ดพันธุ์’ เพราะต้องมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดที่หว่านลงแปลงนั้นต้อง ‘ไม่มีการคลุกสารเคมี’ นางสาวณิฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. กล่าวว่า นอกจากอบรมความรู้เรื่องการปลูกถั่วเขียวแล้ว สวทช. ยังส่งเสริมเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง เพราะว่าถั่วเขียว KUML เป็นพันธุ์ผสมเปิด (open pollinated variety หรือ OP) คือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้หากมีการเก็บถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจร่วมใจโนนค้อทุ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเมล็ดพันธุ์มาก ต้องมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์ต้องไม่คลุกสารเคมี และมีผู้ตรวจมารับรอง     “จุดเด่นของโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเขียว KUML สวทช. คือ เรามุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกรให้มีทักษะการผลิตเมล็ดพันธุ์ และผลักดันให้มีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เราจะไม่แจกเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML ให้ฟรี แต่ปลูกฝังกลไกที่เรียกว่า การยืม-คืน โดยเริ่มต้น สวทช. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML ให้แก่เกษตรกร จากนั้นกลุ่มเกษตรกรจะนำไปแจกจ่ายโดยใช้วิธียืม-คืน เช่น ยืมไป 5 กิโลกรัม สำหรับหว่าน 1 ไร่ แต่เวลาคืนต้องคืน 8 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นเมล็ดพันธุ์จะไม่สูญหาย และยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นสำหรับใช้หมุนเวียนในกลุ่มด้วย”     สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จ.อำนาจเจริญ ไม่ได้แค่นำกลไกการยืน-คืนเมล็ดพันธุ์ไปใช้ภายในกลุ่ม แต่พวกเขายังทำ ‘แปลงเมล็ดพันธุ์ส่วนกลาง’ เพื่อเป็น ‘ธนาคารเมล็ดพันธุ์’ ของกลุ่มด้วย นายอดุลย์ เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไว้ปลูกเอง มีการจัดทำแปลงกลางของกลุ่มสำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์ มีเครื่องมือตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ มีการถอนพันธุ์ปน สมาชิกคนไหนไม่มีเมล็ดพันธุ์ก็มายืมไปใช้ได้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องเก็บเมล็ดพันธุ์มาคืน ซึ่งจะทำให้กลุ่มมีเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไว้ใช้ ช่วยลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ในการปลูกฤดูกาลถัดไป ทำให้เกิดความยั่งยืน “นอกจากการผลิตเมล็ดพันธุ์แล้ว กลุ่มของเรายังมีกระบวนการจัดเก็บเมล็ดถั่วเขียวที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องจักร ตะแกรงร่อน มีเครื่องอบ เพราะการเก็บเมล็ดถั่วเขียว ความชื้นจะต้องต่ำที่สุด ไม่เช่นนั้นมอดจะขึ้น ในช่วงแรกเราใช้วิธีนำเมล็ดถั่วเขียวมาตากแดดให้แห้ง ซึ่งยังได้ผล เพราะปริมาณถั่วเขียวมีน้อย แต่พอระยะหลังที่ปลูกในปริมาณมาก การตากแดดเริ่มไม่ได้ผลเท่าที่ควร ช่วงแรกเสียหายเยอะมาก เก็บได้ 1 เดือน มอดขึ้น ยังไม่ทันได้ส่งโรงงาน ปีนี้จึงมีการพัฒนาเครื่องมือ มีการวัดความชื้น เพื่อให้เก็บรักษาได้นานและได้มาตรฐาน”     ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง จ.อำนาจเจริญ พัฒนาเป็น ‘ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML อินทรีย์ระดับชุมชน’ ปลูกและส่งขายถั่วเขียว KUML ให้แก่บริษัทข้าวดินดี จำกัด ซึ่ง สวทช. ได้ใช้กลไกตลาดนำการผลิต ประสานงานภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตถั่วเขียวจากเกษตรกร ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท เพื่อไปผลิตและแปรรูปเป็นพาสตาออร์แกนิกส่งขายทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถขายเมล็ดถั่วเขียวให้แก่ผู้บริโภคภายใต้บริษัทบ้านต้นข้าว จำกัด ของกลุ่มในราคากิโลกรัมละ 80 บาท     นายประมวล เล่าว่า คนทำเกษตรอินทรีย์ต้องใจรักจริง ๆ อย่างกลุ่มเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีอะไรเลย ก่อตั้งกลุ่มมาคือรวมตัวกัน 10-20 คน เวลาเกิดปัญหาอะไรก็ร่วมกันทำเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร มีรายได้เพิ่ม ตอนนี้มีพื้นที่ 5-6 ไร่ มีเครื่องจักร มีทรัพย์สินเป็นของกลุ่ม มีเงินออมอยู่ประมาณ 10 ล้านบาท แล้วก็เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน เพราะว่าทุกคนมีใจรัก แต่ก่อนนี้ทำไร่ทำนาเสร็จ ก็ต้องลงไปหางานที่กรุงเทพฯ แต่เดี๋ยวนี้ครอบครัวอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องทิ้งบ้านไปไหนแล้ว “กลุ่มเราทำเกษตรอินทรีย์มา 20 ปี เราพยายามปรับเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นคนที่ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง อย่ามัวแต่รอให้คนอื่นมาช่วย เพราะว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน คนอื่นก็ช่วยเหลือเรายาก”   ทีมวิทยากรให้ความรู้และติดตามให้คำปรึกษาถั่วเขียว KUML รศ. ดร.ประกิจ สมท่า ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ. ดร.กนกวรรณ เที่ยงธรรม ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางสาวณิฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นายชนะชัย แสนทวีสุข ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘แพลตฟอร์มเต้านมจำลอง’ แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
  ‘มะเร็งเต้านม’ เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงไทยและทั่วโลก โดยปี 2565 เฉพาะประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากกว่า 38,500 ราย ทางการแพทย์จึงออกประกาศแนะนำให้สุภาพสตรีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองผ่านการคลำหาก้อนเนื้ออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ทุก 3 ปี ส่วนผู้มีอายุในช่วง 35 ปีขึ้นไปควรตรวจด้วยเทคนิคแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์ร่วมด้วย ทั้งนี้หากพบก้อนเนื้อที่มีความผิดปกติ แพทย์จะให้ทำอัลตราซาวด์หาตำแหน่งเจาะเต้านมเพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ แล้วนำผลที่ได้มาใช้วางแผนการรักษาคนไข้อย่างเหมาะสมต่อไป     อย่างไรก็ดีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยยังพบปัญหาว่ามีอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำหัตถการด้านนี้ได้ไม่มากนัก เนื่องด้วยอุปสรรคด้านการเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนรู้เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ร่วมกับ ศ. พญ.ชลทิพย์ วิรัตกพันธ์ และ ดร.จารุวรรณ อ่อนวรรธนะ จากภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัทเช็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด พัฒนา ‘แพลตฟอร์มเต้านมจำลอง’ สำหรับใช้ฝึกความแม่นยำในการทำอัลตราซาวด์และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากเต้านม   [caption id="attachment_53162" align="aligncenter" width="750"] ดร.บริพัตร เมธาจารย์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.บริพัตร เมธาจารย์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า ด้วยปัญหาขาดแคลนแบบจำลองสำหรับให้แพทย์ใช้ศึกษาและฝึกฝนการทำหัตถการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม ทำให้ที่ผ่านมาอาจารย์แพทย์ต้องสร้างแบบจำลองขึ้นจากอกไก่ที่มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อคล้ายกับหน้าอกคน และใส่องุ่นหรือมะกอกเข้าไปเพื่อจำลองเป็นก้อนเนื้อผิดปกติ สำหรับให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางใช้ฝึกอัลตราซาวด์และแทงเข็มเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละคนต้องฝึกอย่างน้อย 20-30 ครั้ง จึงจะลงมือทำหัตถการกับคนไข้จริงได้ “เพื่อลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เอ็มเทคร่วมกับอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ฯ และบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์พัฒนาแพลตฟอร์มเต้านมจำลองที่อัลตราซาวด์เห็นก้อนเนื้อชัดเจน และมีก้อนเนื้อบรรจุภายในเต้านมสำหรับฝึกทำหัตถการ 2 ประเภท ประเภทแรกผลิตจาก hypoechoic material เมื่ออัลตราซาวด์แล้วจะให้ภาพที่มีลักษณะเหมือนกับก้อนเนื้อร้าย (malignant) หรือก้อนเนื้องอกทั่วไป (benign) ส่วนอีกประเภทคือ hyperechoic material เมื่ออัลตราซาวด์แล้วจะให้ภาพที่มีลักษณะเหมือนก้อนเนื้องอกหรือซีสต์ โดยแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากจะเห็นภาพก้อนเนื้อได้อย่างชัดเจนด้วยอัลตราซาวด์ในการฝึกทำหัตถการแล้ว ยังปรับขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อตามโจทย์ที่อาจารย์แพทย์ต้องการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางฝึกฝนได้ด้วย โดยเต้านมจำลอง 1 ชิ้น บรรจุก้อนเนื้อได้ประมาณ 10-12 ก้อน ใช้ฝึกฝนได้ประมาณ 10-30 ครั้ง ทั้งนี้จากการนำอุปกรณ์ให้อาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทดสอบใช้งานจริงได้ผลตอบรับที่ดีมาก เพราะนอกจากใช้ฝึกฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังใช้งานได้สะดวกและถูกสุขลักษณะด้วย”     ผลจากการร่วมกันทำวิจัยครั้งนี้ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการฝึกทำหัตถการเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมเท่านั้น ยังต่อยอดไปสู่การผลิตอุปกรณ์ฝึกฝนการทำหัตถการในแขนงอื่น ๆ ด้วย ดร.บริพัตร อธิบายว่า ทีมอาจารย์แพทย์ไม่ได้ขาดแคลนแค่อุปกรณ์ฝึกฝนตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม แต่ยังมีอีกหลายสาขาวิชาที่ต้องการแบบจำลองอวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อใช้ในการสอนและติดต่อเข้ามาแล้ว เช่น ‘หัวไหล่จำลอง’ สำหรับฝึกฉีดสารเข้าตำแหน่งที่ทำหัตถการได้ยาก ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องฝึกฝนเพื่อฉีดสารบรรเทาอาการปวดหรือบาดเจ็บให้แก่ผู้สูงอายุและนักกีฬา ‘กระดูกสันหลังจำลอง’ สำหรับใช้ฝึกฉีดสารไปยังบริเวณกระดูกสันหลังอย่างแม่นยำ เพื่อรักษาโรคต่าง ๆ หรือบรรเทาอาการเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วย ‘ช่วงท้องน้อยของสตรีจำลอง’ สำหรับใช้ฝึกเก็บรกหรือน้ำคร่ำเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของทารกขณะตั้งครรภ์ “จากความต้องการชุดอุปกรณ์สำหรับฝึกทำหัตถการทั้งในไทยและต่างประเทศ​ ปัจจุบันทีมวิจัยดำเนินการพัฒนาคลังวัสดุสำหรับใช้ในการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สามารถเลือกใช้วัสดุได้อย่างเหมาะสม ผลิตตามโจทย์ได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อทั้งการใช้งานภายในประเทศไทยและการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในตลาดโลก ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เลือกใช้วัสดุทางการเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยมาเป็นส่วนประกอบในการพัฒนาวัสดุต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย” ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มเต้านมจำลองให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด และคาดว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทผู้ร่วมวิจัยได้ในอนาคตอันใกล้ โดยน่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ทีมแพทย์ไทยได้ใช้งานได้ภายใน 1-2 ปีนี้ ดร.บริพัตร กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัย อาจารย์แพทย์ และบริษัทเอกชนผู้ร่วมวิจัยมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลสำเร็จจากการทำวิจัยครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาฝีมือและความเชี่ยวชาญให้แก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างทั่วถึง จนเกิดความมั่นคงด้านสาธารณสุข และตอบโจทย์การเป็นเมดิคัลฮับ (medical hub) ของประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์​ได้ที่ ดร.บริพัตร เมธาจารย์ อีเมล boripham@mtec.or.th, คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์ งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอ็มเทค อีเมล soontaree.kos@mtec.or.th หรือคุณวีรวุฒิ จิรนันทศักดิ์ บริษัทเซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด อีเมล weerawuthj@gmail.com     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
PM2.5 พุ่งสูง ชวนมาสูดอากาศสะอาดที่ ‘MagikFresh’
  ฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหามลพิษทางอากาศที่อยู่คู่กับคนไทยมาเกือบทศวรรษแล้ว สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งกิจกรรมในครัวเรือน การปล่อยไอเสียจากยานพาหนะ การก่อสร้าง การปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเผาในที่โล่งแจ้ง ซึ่งการจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีรวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากทุกภาคส่วน อย่างไรตามปัญหาฝุ่น PM2.5 อาจไม่สามารถคลี่คลายได้ในเร็ววัน การป้องกันที่ดีที่สุด คือการรู้เท่าทันถึงอันตราย และหลีกเลี่ยงการสูดฝุ่นพิษ PM2.5   PM2.5 อันตราย เล็กทะลุปอดเข้าสู่กระแสเลือด ฝุ่น PM2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือเล็กมากพอที่มนุษย์จะหายใจเข้าสู่ปอดและซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นกับร่างกายจึงมีทั้งแบบ ‘เฉียบพลัน’ เห็นผลใน 1-2 วัน และแบบ ‘เรื้อรัง’ ค่อย ๆ สะสม แล้วแสดงผลในระยะยาว   [caption id="attachment_53003" align="aligncenter" width="1000"] ที่มาภาพจากบทความเรื่อง ‘ฝุ่น PM 2.5 : เล็กทะลุปอดเข้ากระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายจุดทั่วร่าง’ โดย Research Café สกสว.[/caption] ศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพไว้ในบทความเรื่อง ‘ฝุ่น PM 2.5 : เล็กทะลุปอดเข้ากระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายจุดทั่วร่าง’ ว่า อาการแบบเฉียบพลันที่พบเห็นได้ทั่วไปมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด เลือดกำเดาไหล ซึ่งหากเลือดไหลลงคอก็จะทำให้เสมหะมีเลือดเจือปนได้ ส่วนหากเข้าตาก็จะทำให้เคืองตา ตาแดง และหากโดนผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่นคันและเป็นตุ่ม ส่วนผลที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมฝุ่น PM2.5 ไว้ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน เช่น ‘เส้นเลือดหัวใจตีบตัน’ ทำให้หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติ ‘เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ’ ทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิต ‘เป็นมะเร็งปอด’ เพราะฝุ่นขนาดเล็กจะมีสารก่อมะเร็ง Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) นอกจากนี้ฝุ่น PM2.5 ยัง ‘เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์’ ได้ โดยฝุ่นจะไหลเข้าไปทางรกส่งผลให้เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ติดเชื้อง่าย ทุพโภชนาการ และอาจเป็นโรคออทิสซึม ซึ่งผลกระทบทั้งหมดนี้มีการยืนยันที่ตรงกันจากงานวิจัยทั่วโลกแล้ว นอกจากอาการเจ็บป่วยข้างต้นยังมีอีกหนึ่งความอันตรายต่อสุขภาพที่ควรตระหนักเป็นอย่างยิ่ง คือ ปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่มหาศาลนี้ทำให้คนที่ต้องสูดฝุ่นเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็น ‘โรคถุงลมโป่งพอง’ ได้เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ โดยจากข้อมูลสถิติของ Rocket Media Lab ระบุว่าการสูดฝุ่นของผู้คนในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2564-2565 มีความอันตรายเท่ากับการสูบบุหรี่ 1,200 มวน   MagikFresh พื้นที่อากาศสะอาดกลางเมืองกรุง ด้วยแต่ละวันในกรุงเทพฯ มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากน้อยไม่เท่ากันแปรผันไปตามการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของคนเมืองและสภาพอากาศ ดังนั้นทุกคนจึงควรเช็คค่าฝุ่นเป็นประจำ และสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ โดยเฉพาะในวันที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ 37.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งนี้หากวันไหนมีโอกาสได้เดินทางมายังละแวกสวนจตุจักรและอยากหาที่นั่งพักผ่อนหย่อนในใจบรรยากาศสวนอันร่มรื่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ขอนำเสนอ 'ต้นแบบสวนนันทนาการอากาศสะอาดเพื่อเมืองน่าอยู่’ หรือ ‘MagikFresh (เมจิกเฟรช)’ ที่เปิดให้บริการแก่ผู้ใช้บริการสวนจตุจักรตลอดหน้าร้อนนี้ (ถึงพฤษภาคม 2567) โดย MagikFresh ตั้งอยู่ภายในสวนฝั่งติดถนนพหลโยธิน บริเวณใกล้ประตูทางเข้าออกสวนที่ตรงกับ MRT สถานีสวนจตุจักร (MRT ทางออกประตู 3)     MagikFresh เป็นอาคารลักษณะกึ่งปิดกึ่งเปิดขนาด 100 ตารางเมตร ที่มีเครื่องกรองอากาศทำหน้าที่ดึงอากาศจากภายนอกมากรองฝุ่น PM2.5 ก่อนปล่อยให้อากาศไหลเวียนเข้ามาภายในอาคาร แล้วระบายออกสู่ภายนอกผ่านช่องช่องระบายด้านบนหลังคา ทำให้ MagikFresh สร้างอากาศสะอาดที่มีค่า PM2.5 ต่ำกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ) ได้มากถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้ผู้ใช้บริการหายใจได้สะดวกและรู้สึกสบายตัว โดยเมื่อผู้ใช้บริการเดินเข้ามาภายในอาคารจะได้พบกับสวนขนาดย่อมเป็นพื้นที่สีเขียวสดชื่น บริเวณผนังทั้ง 4 ด้านมีนิทรรศการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ PM2.5 และ MagikFresh และที่ทั้ง 4 มุมของอาคารมีเก้าอี้ให้ผู้ใช้บริการได้นั่งพักผ่อนหรือทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ด้วยลักษณะอาคารที่เป็นแบบโปร่งใสผู้ใช้บริการจึงสามารถมองออกไปชมวิวภายนอกซึ่งเป็นบรรยากาศอันงดงามของสวนจตุจักรได้ด้วย   ปลูกต้นไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 นอกจากเทคโนโลยีเครื่องกรองอากาศฝีมือนักวิจัยไทยที่ช่วยสร้างอากาศสะอาดให้เราสูดเข้าปอดได้อย่างสบายใจแล้ว การปลูก ‘ต้นไม้’ ยังเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มเครื่องกรองอากาศตามธรรมชาติ เพราะต้นไม้มีส่วนช่วยกรองฝุ่น PM2.5 ได้ 10-50% สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ว่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า ต้นไม้สามารถดูดซับกลิ่น มลพิษ และฝุ่นละออง ผ่านทางใบและเปลือก โดยฝุ่น PM2.5 จะเกาะแน่นกับผิวของใบไม้ที่เป็นชั้นคิวติเคิล (cuticle) หรือเยื่อบุผิวนอก เนื่องจากมีสารคล้ายขี้ผึ้งและมีเส้นขนปกคลุมอยู่บนผิวใบ ฝุ่น PM2.5 ที่เกาะค้างอยู่บนใบและเปลือกจะถูกชะล้างด้วยน้ำหรือน้ำฝนลงสู่พื้นดิน     สำหรับตัวอย่างต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่นได้ดี ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง การใช้พืชยืนต้นบำบัดฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า ต้นไม้ที่มีขนาดใบเล็ก มีใบจำนวนมาก ลักษณะใบขรุขระ และมีเส้นขนบนใบมากจะช่วยดักจับฝุ่นได้ดี เช่น ต้นโมก กัลปพฤกษ์ พะยูง นีออน จามจุรี หมากเหลือง ทรงบาดาล แก้ว และอินทนิล อย่างไรก็ดี การปลูกต้นไม้ไม่ได้มีประโยชน์เพียงดักจับฝุ่นอนุภาคจิ๋วที่ลอยฟุ้งสร้างมลพิษในอากาศ แต่ยังมีส่วนช่วยลดอุณหภูมิได้ 0.4-3 องศาเซลเซียส สร้างความร่มรื่นและเย็นสบายให้กับเมืองของเรา     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และวัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. พัฒนา ‘Nano Cool Paint’ สีลดอุณหภูมิภายในอาคาร ลดค่าไฟได้มาก 10-15%
  โลกเดือด ร้อนระอุ จนคนเริ่มทนไม่ไหว ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสก็เปลืองไฟ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิม จากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้คนเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หนึ่งในนั้นคือ ‘สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้’ อย่างไรก็ตามแม้ผลิตภัณฑ์สีเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิได้ดี แต่ก็ยังลดได้ไม่เต็มที่นักเนื่องด้วยคุณสมบัติบางประการของสารประกอบที่เป็นข้อจำกัด นักวิจัยไทยที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงเร่งนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม ‘Nano Cool Paint’ สีทาภายนอกอาคารที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส และ ‘สารออกฤทธิ์ (active ingredient)’ สำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สีทาวัสดุต่าง ๆ ที่ต้องการลดอุณหภูมิ เช่น สีสำหรับพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีสำหรับทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ   [caption id="attachment_52810" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปส่วนประกอบหลักในสีทาภายนอกที่ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิ คือ สาร TiO2 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) ที่มีลักษณะอนุภาคสะท้อนแสงได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการดูดแสง UV และแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีนัก ส่วนสารประกอบอีกอย่างหนึ่งที่มีการใช้งานมาก คือ อนุภาคเซรามิกส์ขนาดประมาณ 10 ไมครอน ที่มีจุดเด่นด้านการแผ่รังสีความร้อนได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสง ทำให้ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิได้ไม่มากเท่าที่ควร     เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอนุภาคนาโนมาใช้ในการออกแบบกระบวนการผลิตสารประกอบเพื่อลดข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ดร.ศรัณย์ อธิบายว่า สารประกอบที่ทีมวิจัยเลือกใช้แก้ปัญหามี 2 ชนิด คือ BaSO4 (แบเรียมซัลเฟต) และ SiO2 (ซิลิกอนไดออกไซด์) ที่มีคุณสมบัติเด่นตามธรรมชาติ คือ ‘ไม่ดูดแสง UV’ จึงช่วยลดอุณหภูมิให้แก่อาคารได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังมีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสงและแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีเท่าสารอีก 2 ชนิดที่ใช้งานอยู่ทั่วไป ทีมวิจัยจึงได้ปรับลักษณะทางกายภาพของ BaSO4  และ SiO2 ด้วยเทคโนโลยีนาโนจนมีจุดแข็งที่เทียบเท่า ทำให้ในภาพรวมสารประกอบ BaSO4 และ SiO2 ที่พัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติด้านการช่วยลดอุณหภูมิที่เหนือกว่า โดยภายหลังการพัฒนาสารประกอบเสร็จสิ้น ทีมวิจัยได้เดินหน้าวิจัย ‘สูตรการผลิตสีสำหรับทาภายนอกอาคารในชื่อ Nano Cool Paint’ ต่อทันที ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาจนสำเร็จแล้วเช่นกัน จากการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint ช่วยลดอุณหภูมิในช่วงร้อนสุดของวันได้มากกว่าสีประเภทเดียวกันที่จำหน่ายทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส โดยหากเปรียบเทียบกับอาคารที่ไม่ได้ใช้สีทาภายนอกประเภทลดอุณหภูมิ ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ร้อยละ 10-15 (กรณีที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส)   [caption id="attachment_52809" align="aligncenter" width="750"] ภาพเปรียบเทียบความสามารถในการลดอุณหภูมิเมื่อเทียบกับสีทั่วไป[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้วทั้ง ‘ผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint’ และ ‘เทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคในระดับนาโน’ ดร.ศรัณย์ อธิบายเสริมว่า ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคเพื่อนำไปใช้กับสูตรการผลิตเดิมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการใช้งานยาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ทีมพัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นสารสีขาวซึ่งเป็นสีพื้นฐานของผลิตภัณฑ์สีทาบ้านอยู่แล้วจึงใช้ทดแทนสารชนิดเดิมได้เลย ส่วนด้านการปรับสูตรให้ลงตัว คงคุณสมบัติเด่นต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ หากผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทีมก็พร้อมให้บริการด้านการวิจัย “ทั้งนี้นอกจากการพัฒนาสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกอาคารแล้ว ปัจจุบันทีมวิจัยยังสนใจที่จะร่วมงานกับภาคเอกชนพัฒนาสีสำหรับใช้งานกับวัสดุชนิดอื่น ๆ เช่น สีพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ หรือหากผู้ประกอบการท่านใดสนใจพัฒนาสีเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์อื่น ๆ ทีมวิจัยก็พร้อมให้บริการเช่นกัน” ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัยกับทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ติดต่อได้ที่ ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 06 2540 8047 หรืออีเมล sarun.ati@nanotec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, นาโนเทค สวทช. และ shutterstock
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไบโอเทค สวทช. พัฒนา ‘ชุดตรวจโรคกุ้ง 4 ชนิดที่พบบ่อยในไทย’ ตรวจง่าย รู้ผลไว ต้นทุนต่ำ แม่นยำสูง
  ‘กุ้ง’ เป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจหลักของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เพราะมีตลาดรองรับชัดเจน มีความต้องการสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งต่างทราบกันดีว่า ‘งานเพาะเลี้ยงเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง’ เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาโรคระบาดที่พบเจอได้ทุกฤดูกาล ซึ่งหากรู้ตัวช้า รับมือไม่ทัน ก็อาจเกิดความเสียหายตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท หรือบางรายอาจสูญเสียจนถึงขั้นไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเริ่มทำธุรกิจใหม่ได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยและพัฒนา ‘ชุดตรวจโรคกุ้งที่พบบ่อยในประเทศไทย’ ประกอบด้วย โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โรคตายด่วน (EMS) โรคขี้ขาวอีเอชพี (EHP) และโรคแคระแกร็น (IHHNV) โดยใช้เทคนิค “แลมป์ (LAMP)” ในการตรวจ เพราะเทคนิคนี้โดดเด่นเรื่องขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ให้ผลตรวจแม่นยำ อ่านผลตรวจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล ที่สำคัญน้ำยาและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาถูก ทั้งนี้ สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนในการทำวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้รับความร่วมมือในการทำวิจัยจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน   [caption id="attachment_52033" align="aligncenter" width="700"] ทีมวิจัยที่พัฒนาชุดตรวจโรคกุ้ง[/caption]               คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปการเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบการผลิต เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะรับซื้อลูกกุ้งพันธุ์ดีปลอดโรคมาจากบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรคตั้งแต่เริ่มต้น แต่เมื่อนำลูกกุ้งมาเพาะเลี้ยงในบ่อแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงอีกมากที่ลูกกุ้งจะติดโรคจากสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง ดังนั้นผู้เพาะเลี้ยงจึงจำเป็นต้องติดตามสุขภาพของกุ้งอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติเกิดขึ้นก็จะต้องรีบนำตัวอย่างกุ้งไปส่งตรวจด้วยเทคนิค PCR (polymerase chain reaction) ซึ่งเป็นการตรวจในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อนำผลการตรวจมาใช้วางแผนแก้ปัญหาทันที “ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับปัญหาโรคระบาดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทีมวิจัยได้พัฒนาชุดตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิค “แลมป์ (LAMP: loop-mediated isothermal amplification)” ที่มีจุดแข็งเรื่องตรวจง่าย รู้ผลไว และค่าใช้จ่ายถูก เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงชุดตรวจโรคที่ใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการฟาร์ม รวมถึงช่วยให้รับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เทคนิคแลมป์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีวิธีใช้งานและอ่านผล 2 รูปแบบ แบบแรก คือ ‘XO-AMP’ เป็นเทคนิคที่ให้ผลการตรวจเชิงคุณภาพ เกษตรกรจะทราบว่ากุ้งตัวอย่างที่นำมาตรวจเป็นโรคหรือไม่จากการสังเกตสีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยตาเปล่า ส่วนเทคนิคย่อยที่สอง คือ ‘Real-AMP’ เทคนิคนี้จะแสดงผลการตรวจเป็นกราฟบ่งชี้ปริมาณเชื้อที่ตรวจพบ เพื่อให้เกษตรกรนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนการจัดการโรคได้ละเอียดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”     ขั้นตอนหลักที่ใช้ในการตรวจโรคกุ้งของทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP มีเพียง 3 ขั้นตอน ทุกขั้นตอนทำง่ายและไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการเฉพาะสำหรับการตรวจ คุณวรรณสิกา อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจว่า ขั้นตอนแรก คือ การเตรียมตัวอย่าง ด้วยการสกัดดีเอ็นเอจากอวัยวะของกุ้งด้วยน้ำยาสกัดดีเอ็นเอชนิดรวดเร็วที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาในการสกัดเพียง 5-10 นาที ขั้นตอนที่สองคือการนำดีเอ็นเอที่สกัดได้มาใส่ในหลอดน้ำยาแลมป์ XO-AMP หรือ Real-AMP (เป็นชุดอุปกรณ์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน) ขั้นตอนที่สามคือการทดสอบและอ่านผล โดยนำหลอดน้ำยาแลมป์ที่เติมดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้วไปบ่มที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเทคนิค XO-AMP จะบ่มด้วยเครื่อง heating block ซึ่งเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่หาซื้อได้ทั่วไป ส่วนเทคนิค Real-AMP จะบ่มในเครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์ที่ทีมวิจัยร่วมกับบริษัทไดมอนด์ พาย จำกัด พัฒนาขึ้น หลังจากบ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ตรวจสามารถนำหลอดทดสอบที่ตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP ออกมาอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า หากสีของน้ำยาเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลืองแปลว่าพบการติดเชื้อ (เป็นการเปลี่ยนแปลงสีของสาร Xylenol orange) ส่วนเทคนิค Real-AMP ผู้ตรวจจะอ่านผลได้จากเส้นกราฟที่แสดงบนหน้าจอแท็บเล็ตซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์   [caption id="attachment_52031" align="aligncenter" width="700"] ชุดตรวจโรคกุ้ง ‘XO-AMP’[/caption]   [caption id="attachment_52032" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์[/caption]   ชุดตรวจ ‘XO-AMP’ และ ‘Real-AMP’ มีประสิทธิภาพในการตรวจสูงเทียบเท่าการตรวจด้วยเทคนิค PCR ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจมาตรฐานในระดับห้องปฏิบัติการ​ ทั้งด้านความไว (sensitive) ความแม่นยำ และความจำเพาะในการตรวจ แต่ชุดตรวจทั้งสองแบบนี้ยังมีจุดแข็งอื่นที่เหนือกว่า คือ ใช้งานง่าย ตรวจได้รวดเร็ว และมีราคาจับต้องได้ คุณศิรินทิพย์ แดงติ๊บ ผู้เชี่ยวชาญเทคนิค จากทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ไบโอเทค สวทช. เสริมว่า ชุดตรวจวัดทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ผ่านการออกแบบภายใต้แนวคิดการช่วยแก้ปัญหาความยากลำบากในการส่งตรวจโรคกุ้งและการรอคอยผลตรวจนานให้แก่เกษตรกร ดังนั้นนอกจากการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้งานได้ง่ายดังที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ชุดตรวจทั้งสองยังผ่านการพัฒนาให้ตรวจได้รวดเร็วกว่าเทคนิค PCR ด้วย โดยทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ใช้เวลาในการตรวจเพียง 1 ชั่วโมง 15 นาที แตกต่างจากเทคนิค PCR ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง (ไม่รวมระยะเวลาในการส่งตรวจ รอคิวตรวจ และรอการแจ้งผลกลับ) ดังนั้นหากเกษตรกรมีเครื่องมือตรวจ XO-AMP หรือ Real-AMP เป็นของตัวเอง หรือมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อลงทุนด้านเครื่องมือตรวจสำหรับใช้งานร่วมกัน เกษตรกรจะตรวจโรคกุ้งได้บ่อยครั้งมากขึ้นหรือดำเนินงานแบบเชิงรุกได้ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียจากการแก้ปัญหาไม่ทันการณ์ได้เป็นอย่างดี “ส่วนด้านราคา ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยี XO-AMP และ Real-AMP ภายใต้แนวคิด ‘เกษตรกรต้องเข้าถึงได้’ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP จึงมีราคาเพียง 2-3 หมื่นบาท ส่วน เครื่องวัดความขุ่นแบบเรียลไทม์ที่ใช้ในการตรวจร่วมกับชุดตรวจ Real-AMP มีราคาประมาณ 1 แสนบาท ขณะที่เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค PCR มีราคาสูงกว่า 5-10 เท่า นอกจากนี้ราคาของน้ำยาสกัดดีเอ็นเอและน้ำยาแลมป์ที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ก็ผ่านการพัฒนาให้มีราคาถูกกว่าน้ำยาที่ใช้ในการตรวจด้วยเทคนิค PCR มากเช่นกัน”   [caption id="attachment_52034" align="aligncenter" width="750"] ภาพบรรยากาศการสอนผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้งานชุดตรวจ[/caption]   [caption id="attachment_52035" align="aligncenter" width="750"] ภาพบรรยากาศการสอนผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้งานชุดตรวจ[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจโรคกุ้งทั้ง 4 โรคหลักที่พบในประเทศไทย โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โรคกุ้งตายด่วน (EMS) โรคขี้ขาวอีเอชพี (EHP) และโรคแคระแกร็น (IHHNV) ทั้งการตรวจด้วยเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP คุณวรรณสิกา เสริมว่า ขณะนี้นอกจากการเสาะหาผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในธุรกิจชุดตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แล้ว ไบโอเทค สวทช. ยังมองหาผู้ประกอบการในประเทศไทยที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ “การให้คำปรึกษาการตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แบบเรียลไทม์” ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ โดยผู้ประกอบการ 10 เจ้าแรกที่สนใจเข้าร่วม โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. จะ ‘ช่วยจ่ายค่าชุดตรวจโรคให้ร้อยละ 50’ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ผู้ที่สนใจเทคโนโลยี ติดต่อขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจทั้งเทคนิค XO-AMP และ Real-AMP ได้ที่คุณลินดา อารีย์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3301 หรืออีเมล linda.are@biotec.or.th และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการการให้คำปรึกษาการตรวจโรคกุ้งด้วยเทคนิคแลมป์แบบเรียลไทม์ พร้อมเข้าร่วมแคมเปญช่วยจ่ายร้อยละ 50 จาก ITAP ติดต่อได้ที่ คุณเปรมฤดี ศรีทัพไทย เบอร์โทรศัพท์ 08 6781 1711 หรืออีเมล premrudee.sritupthai@nstda.or.th       เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ไบโอเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช’ ยกระดับเกษตรกรรมไทยให้ปลอดภัยและยั่งยืน
  ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด แต่ในระหว่างการผลิต เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาศัตรูพืช ทั้งโรค แมลง และวัชพืช ซึ่งบางฤดูกาลอาจพบการระบาดรุนแรงและสร้างความเสียหายให้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากเช่นเดียวกัน และเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดการดื้อยา มีสารพิษตกค้างในผลิตภัณฑ์ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร รวมถึงปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ ระบบนิเวศ และกระทบต่อการทำเกษตรในระยะยาว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มุ่งวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับใช้ในไม้ผล พืชผัก พืชสวน พืชไร่ โดยเฉพาะนาข้าว เพื่อช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาศัตรูพืชในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และลดต้นทุนจากการใช้สารเคมี โดยชีวภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช และชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช   คัดเลือกจุลินทรีย์พัฒนาเป็นชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช   [caption id="attachment_51700" align="aligncenter" width="750"] ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูกเป็นปริมาณมาก โดยสารเคมีที่ใช้ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการคัดเลือกจุลินทรีย์จากคลังจุลินทรีย์ของประเทศที่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้สูงในระดับห้องปฏิบัติการ นำมาพัฒนาเป็นชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น ราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana สายพันธุ์ BCC 2660) สำหรับควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเป็นชีวภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตรแล้ว   [caption id="attachment_51701" align="aligncenter" width="750"] ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ[/caption]   นอกจากนี้ยังมีราเมตาไรเซียม (Metarhizium สายพันธุ์ BCC 4849) เพื่อควบคุมไรแดง แมลงวันผลไม้ แมลงปีกแข็งชนิดต่างๆ โปรตีนวิป (VIP) จากแบคทีเรียบีที ใช้ควบคุมหนอนผีเสื้อต่าง ๆ และไวรัสเอ็นพีวี (NPV) 3 ชนิด ใช้ควบคุมหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้ายได้อย่างจำเพาะเจาะจง โดยนำชีวภัณฑ์ผสมน้ำและฉีดพ่นให้ทั่วแปลงปลูกในช่วงเวลาเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและแสงยูวีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์   ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช ช่วยชาวสวนทุเรียนสู้โรครากเน่า-โคนเน่า โรครากเน่า-โคนเน่าถือเป็นปัญหาโรคพืชที่ร้ายแรงของชาวสวนทุเรียนที่มักระบาดหนักในฤดูฝน หากต้นทุเรียนเป็นโรครุนแรงอาจทำให้ยืนต้นตายได้ ทีมวิจัยได้พัฒนาชีวภัณฑ์จากเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum สายพันธุ์ TBRC 4734) ที่ควบคุมราก่อโรคพืชได้หลายชนิด เช่น โรครากเน่า-โคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอรา (Phytophthora) โรคเน่าคอดินที่เกิดจากเชื้อพิเทียม (Pythium) และ โรคราน้ำค้างที่เกิดจากเชื้อราเพอโรโนสปอรา (Peronospora)   [caption id="attachment_51702" align="aligncenter" width="450"] การใช้ชีวภัณฑ์ราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าในต้นทุเรียนที่เกิดจากเชื้อไฟทอปธอรา ช่วยหยุดการตายของต้นทุเรียนและทำให้ต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว[/caption]   “เราได้นำชีวภัณฑ์ราไตรโคเดอร์มาไปทดสอบในสวนทุเรียนของเกษตรกรที่มีปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าอย่างรุนแรงในจังหวัดระยอง พบว่าชีวภัณฑ์สามารถหยุดการตายของต้นทุเรียนได้ และทำให้ต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาแบบปูพรมทั้งสวน เพื่อลดความรุนแรงของเชื้อราไฟทอปธอร่า และยังส่งเสริมความแข็งแรงของพืชได้อีกด้วย ช่วยเกษตรกรลดความเสียหายจากโรครากเน่าโคนเน่าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี” ดร.อลงกรณ์ กล่าว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืชอีกหลายชนิด ทั้งโรคพืชที่เกิดจากแบคทีเรียและถ่ายทอดผ่านเมล็ดได้ เช่น โรคกล้าไหม้และผลเน่าของแตง โรคไหม้ของพืชตระกูลพริกและกะหล่ำ โรคเหี่ยวเขียวของพืชหลายตระกูล   ค้นหาเชื้อรา พัฒนาสารสกัดคุมวัชพืช ดร.อลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า วัชพืชเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่พบได้ทั่วไปในแปลงเกษตร โดยที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดวัชพืชมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสารเคมีเกษตรทุกชนิด ทีมวิจัยจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรค้นหาสารกำจัดวัชพืชจากธรรมชาติ โดยคัดแยกจุลินทรีย์จากตัวอย่างวัชพืชที่เป็นโรค นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อและสกัดสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต่อวัชพืชมาพัฒนาสูตรชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช “สารชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืชที่เราผลิตได้เป็นสารสกัดจากกลุ่มเชื้อราที่แยกได้จากวัชพืช เช่น ราลาซิโอไดโพลเดีย (Lasiodiplodia theobromae) เมื่อเลี้ยงในอาหารต้นทุนต่ำจากวัสดุเหลือใช้ทางอุตสาหกรรมจะผลิตสารได้หลายชนิด นำมาผสมเป็นสูตรชีวภัณฑ์ในรูปแบบไมโครอิมัลชัน ใช้ฉีดพ่นในแปลงเกษตรควบคุมวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ใช้กันทั่วไป ควบคุมได้ทั้งวัชพืชใบกว้างและใบแคบ เช่น ตีนตุ๊กแก หญ้าปากควาย สาบม่วง และผลการทดสอบพิษวิทยาในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พัฒนากระบวนการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อเตรียมพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการ”   [caption id="attachment_51703" align="aligncenter" width="750"] สารชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช ควบคุมได้ทั้งวัชพืชใบกว้างและใบแคบ[/caption]   นอกจากการพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแล้ว ทีมวิจัยยังได้รวบรวมองค์ความรู้จากการทำงานด้านชีวภัณฑ์ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดทำคู่มือการจัดการศัตรูพืชด้วยชีวภัณฑ์แบบครบวงจร (SOP) สำหรับทุเรียนและถั่วฝักยาวเผยแพร่ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของทีมวิจัยและพันธมิตร เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้ชีวภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ถูกกับชนิดศัตรูพืช ถูกวิธี และถูกเวลา   [caption id="attachment_51704" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   [caption id="attachment_51705" align="aligncenter" width="750"] : ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   [caption id="attachment_51706" align="aligncenter" width="750"] : ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชแก่เกษตรกร[/caption]   การใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชจะส่งผลดีในหลายด้าน ทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีในแปลงเกษตร ลดสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีจากต่างประเทศ ไม่พบปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อต่อชีวภัณฑ์ ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้านเกษตรปลอดภัยและการผลิตผักผลไม้อินทรีย์ สอดรับกับนโยบาย BCG Economy Model ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้สนใจเทคโนโลยี ‘ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช’ ติดต่อได้ที่ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ‘ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย’     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘M Sense’ ชุดตรวจโลหะปนเปื้อนในน้ำ ลดค่าตรวจ เพิ่มคุณภาพน้ำกินน้ำใช้ให้ประชาชนไทย
  ‘โลหะ’ เป็นแร่ธาตุที่พบได้ทั่วไปในเปลือกโลก จึงพบการปนเปื้อนของโลหะในแหล่งน้ำธรรรมชาติทั้งน้ำบาดาลและน้ำผิวดินได้อยู่เสมอ นอกจากนี้การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งการทำการเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมในครัวเรือนล้วนทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติเกิดการปนเปื้อนโลหะได้เช่นกัน ดังนั้นแล้วผู้ผลิตน้ำประปาจึงควรหมั่นตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำที่นำมาใช้ผลิต เพราะหากผู้บริโภครับประทานน้ำที่มีโลหะปนเปื้อนเข้าไปมากเกินขนาด หรือบริโภคต่อเนื่องจนเกิดการสะสม ‘โลหะเหล่านั้นอาจเป็นพิษต่อร่างกายของผู้บริโภคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้’ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยและพัฒนา ‘M Sense’ ชุดตรวจโลหะปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส  ทองแดง เหล็ก และพัฒนาอุปกรณ์เสริม ‘DuoEye Reader’ อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำชนิดแจ้งผลการตรวจได้ทันที พร้อมจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบคลาวด์ (cloud) โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระงานให้แก่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ติดตามการปนเปื้อนของโลหะด้วยตนเอง ทั้งนี้ในการวิจัย สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และหน่วยงานพันธมิตร     ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน (RNM) นาโนเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการพัฒนาชุดตรวจคุณภาพน้ำในรูปแบบใช้งานง่ายและมีราคาจับต้องได้ มาจาก รศ. นสพ. ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงอาหารและน้ำ (Center of Excellence in Food and Water Risk Analysis: FAWRA) คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม (ทั้งทางชีวภาพและกายภาพ) จึงได้ชี้ให้ทีมวิจัยทราบถึงปัญหาด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาของประเทศไทยที่ปัจจุบันระบบผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่เป็นรูปแบบประปาหมู่บ้าน (นอกเหนือจากการประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวงซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน) ซึ่งมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเฉลี่ยเพียงปีละ 1 ครั้งตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น เนื่องจากการส่งตรวจตัวอย่างน้ำในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานมีราคาค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และต้องใช้เวลารอผลตรวจนาน ส่วนอุปกรณ์ภาคสนามที่ใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ทราบผลการตรวจได้รวดเร็วกว่า ก็มีราคาเครื่องมือที่สูงเกินกว่าที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะลงทุนไหว “อย่างไรก็ตามการติดตามการปนเปื้อนในแหล่งน้ำเพียงปีละ 1 ครั้งอาจไม่เพียงพอ เพราะตามธรรมชาติแล้วคุณภาพของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ อาทิ การทำการเกษตร การขุดลอก การทำเหมืองแร่ ตัวอย่างชนิดของโลหะที่พบการปนเปื้อนได้บ่อยครั้งและมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น ‘แมงกานีส (manganese: Mn)’ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เยื่อบุในระบบทางเดินอาหารอักเสบ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาต เนื่องจากระบบประสาทถูกทำลาย ‘ทองแดง (copper: Cu)’ ก่อให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อาเจียน อ่อนเพลีย เม็ดเลือดแดงแตกตัว และส่งผลต่อการทำงานของตับ” จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการสังเคราะห์โมเลกุลสารอินทรีย์ในระดับนาโนที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในงานด้านการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ‘โมเลกุลเซนเซอร์ที่ทำปฏิกิริยาจำเพาะกับโลหะแต่ละชนิด ซึ่งแสดงสีเฉพาะตัวได้หลังทำปฏิกิริยากับโลหะที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ’ โดยทีมได้ตั้งชื่อชุดเทคโนโลยีนี้ว่า ‘M Sense (Metal Sense)’ ปัจจุบันเทคโนโลยีในกลุ่ม M Sense ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วมี 3 ชนิด คือ ‘Mn Sense (Manganese Sense)’ ชุดตรวจการปนเปื้อนของแมงกานีส ‘Cu Sense (Copper Sense)’ ชุดตรวจการปนเปื้อนของทองแดง และ ‘Fe Sense (Iron Sense)’ ชุดตรวจการปนเปื้อนของเหล็ก           [caption id="attachment_51752" align="aligncenter" width="750"] ทีมพัฒนาโมเลกุลเซ็นเซอร์ M Sense[/caption]   ดร.วีรกัญญา อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม M Sense ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงผู้ทดสอบเก็บตัวอย่างน้ำมาใส่ในขวดทดลองตามปริมาณที่กำหนด เติมน้ำยาทดสอบลงในขวดแล้วรอเวลา 1-3 นาที (ระยะเวลาการตรวจขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะที่ต้องการตรวจ) หากสีของน้ำเปลี่ยนแปลงไปแสดงว่ามีการปนเปื้อนของโลหะชนิดที่ตรวจ ซึ่งผู้ตรวจสามารถตรวจสอบปริมาณการปนเปื้อนเชิงคุณภาพหรือเชิงกึ่งปริมาณได้จากการนำขวดการทดลองไปวางเทียบกับชาร์ตสีของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้เพื่อให้ผู้ตรวจทราบถึงผลเชิงปริมาณสำหรับนำไปใช้วางแผนปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างเหมาะสม ทีมวิจัยได้ร่วมกับกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG) จากเนคเทค สวทช. สร้างเครื่องอ่านปริมาณสารเคมีในน้ำแบบพกพา DuoEye Reader เพื่อใช้คำนวณปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำและแจ้งผลโดยระบุปริมาณการปนเปื้อน   [caption id="attachment_51748" align="aligncenter" width="500"] DuoEye Reader ผลงานต้นแบบโดย เนคเทค สวทช.[/caption]   “DuoEye Reader เป็นอุปกรณ์ IoT ที่ผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงนำขวดทดสอบที่บรรจุน้ำตัวอย่างใส่ในเครื่องอ่านแล้วกดปุ่ม ‘blank’ เพื่อบันทึกค่าสีเริ่มต้น จากนั้นนำขวดทดสอบออกมาเติมสารทดสอบ M Sense แล้วนำกลับไปใส่ในเครื่องอ่านฯ อีกครั้ง แล้วกดปุ่ม ‘measure’ เพื่อเริ่มประมวลผล เครื่องอ่านจะคำนวณค่าสีที่เปลี่ยนแปลงไปและแสดงผลการปนเปื้อนออกมาเป็นตัวเลข (ใช้เวลาในการประมวลผล 1-3 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของสารปนเปื้อนที่ตรวจ) พร้อมจัดส่งข้อมูลการตรวจวัดทั้งวันที่ เวลา พิกัด และปริมาณการปนเปื้อนเข้าสู่ระบบคลาวด์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลการตรวจสอบได้จากทุกที่ทุกเวลาแบบเรียลไทม์ ปัจจุบัน DuoEye Reader ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ IEC/EN 61010-1 จากศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. เรียบร้อยแล้ว”     [caption id="attachment_51751" align="aligncenter" width="750"] ทีมพัฒนา DuoEye Reader[/caption]   ชุดตรวจโลหะปนเปื้อนในน้ำ M Sense ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพการตรวจสอบการปนเปื้อนเทียบเท่ากับชุดตรวจมาตรฐานสากลที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่มีจุดแข็งที่โดดเด่นกว่าหลายประการ อาทิ มีความจำเพาะกับชนิดของโลหะ มีความปลอดภัยในการใช้งานสูงเนื่องจากหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีอันตรายในการทดสอบ การตรวจแต่ละตัวอย่างใช้เวลาในการตรวจสั้น เพียงประมาณ 3-5 นาทีเท่านั้น ขณะที่ชุดตรวจทั่วไปใช้เวลา 15-30 นาที นอกจากนี้ทั้ง M Sense และ DuoEye Reader ยังผ่านการออกแบบให้ใช้งานง่ายเหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วย ทั้งนี้หากพิจารณาเพิ่มเติมในมุมของการลงทุนค่าอุปกรณ์เพื่อการใช้งานในระยะยาวแล้ว เครื่อง DuoEye Reader ยังมีอีกหนึ่งจุดแข็งที่สำคัญ คือ ออกแบบให้ใช้งานร่วมกับชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำทุกประเภทที่ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. พัฒนาขึ้นได้ ภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอุปกรณ์นี้แล้วไม่ต้องลงทุนค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเมื่อต้องการตรวจสารปนเปื้อนชนิดอื่น ๆ ที่ทีมวิจัยพัฒนาออกมาใหม่ ทำให้ช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างดี ดร.วีรกัญญา เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำทั้ง ‘M Sense’ และ ‘DuoEye Reader’ เข้าทดสอบการใช้งานจริงร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ศูนย์อนามัยที่ 7 จังหวัดขอนแก่น และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษจังหวัดขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือทดสอบการใช้งานจริงจากภาคประชาชน ชุมชน หมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น และภาคการศึกษาซึ่งเป็นครูและนักเรียนในจังหวัดลำปางมากกว่า 20 โรงเรียน ทีมวิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่ออุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นได้รับการยอมรับจากภาครัฐและภาคประชาชนแล้ว จะมีโอกาสขึ้นทะเบียนเป็นชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ใช้ยื่นผลการตรวจต่อภาครัฐได้ตามกฎหมาย เพื่อให้ภาคเอกชนและองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าถึงอุปกรณ์ในราคาย่อมเยา ทำให้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำได้บ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งจะเกิดผลดีต่อผู้บริโภคต่อไป   [caption id="attachment_51750" align="aligncenter" width="750"] ทีมทดสอบภาคสนามและถ่ายทอดเทคโนโลยี[/caption]   นอกจากการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม M Sense ทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวถึงข้างต้น​ ปัจจุบันทีมวิจัยยังกำลังดำเนินงานพัฒนาชุดตรวจการปนเปื้อนเคมีในน้ำอีกหลายชนิด เพื่อให้ครอบคลุมการตรวจสอบคุณภาพน้ำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยได้เลือกใช้เทคโนโลยีหลักที่มีขั้นตอนการทดสอบเหมือนชุดตรวจที่ผ่านมาหรือมีความคล้ายคลึงกันสูง เพื่อให้ประชาชนใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องเรียนรู้การใช้งานใหม่ ดร.วีรกัญญา เสริมว่า ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว คือ ‘F Sense ชุดตรวจฟลูออไรด์ในน้ำ’ ซึ่งมักตรวจพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในน้ำอุปโภคและบริโภคโดยเฉพาะน้ำบาดาล นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจอื่นที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและคาดว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ในอนาคตอันใกล้ เช่น ชุดตรวจการปนเปื้อนของโลหะหรือโลหะหนักชนิดอื่น ๆ อาทิ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท สารหนู ชุดตรวจการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีการใช้งานมากในประเทศไทย ส่วนด้านการแสดงผลผ่านช่องทางออนไลน์ของเครื่อง DuoEye Reader ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนาระบบแสดงผลข้อมูลจากรูปแบบตารางให้เป็นรูปแบบ web dashboard เพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกดูข้อมูลตามความสนใจได้ง่ายยิ่งขึ้น และจะเปิดให้บริการการเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบ API (application programming interface) เพื่อให้องค์กรที่ใช้บริการดึงข้อมูลไปแสดงผลในระบบของตัวเองแบบเรียลไทม์ได้ด้วย โดยคาดว่าระบบทั้งสองจะพร้อมให้บริการภายในไตรมาสแรกของปีนี้   [caption id="attachment_51753" align="aligncenter" width="1000"] ภาพตัวอย่าง web dashboard ที่กำลังพัฒนา[/caption]   ชุดตรวจการปนเปื้อนเคมีในน้ำและ DuoEye Reader เป็นตัวอย่างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนไทย ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข และยังช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน สวทช. พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทั้ง M Sense, F Sense และ DuoEye Reader แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ เพื่อรับช่วงต่อในการผลิตอุปกรณ์สำหรับจำหน่ายให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความต้องการสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพร้อมให้บริการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดตรวจตามความต้องการเฉพาะด้วย สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อได้ที่ งานพัฒนาธุรกิจ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2564 7100 ต่อ 6504, 6770 อีเมล bitt-bdv@nanotec.or.th หรือ อีเมล weerakanya@nanotec.or.th   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย นาโนเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เนคเทค สวทช. ร่วม EECi พัฒนา ‘I2-Starter Kit’ ชุดอุปกรณ์เรียนรู้ระบบ IIoT มุ่งสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าถึงอุปกรณ์พัฒนาทักษะอุตสาหกรรม 4.0 อย่างทั่วถึง
  แม้อุตสาหกรรมทั่วโลกจะตื่นตัวกับการก้าวกระโดดสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 หรือยุคที่มนุษย์สื่อสารกับเครื่องจักรภายในโรงงานที่เป็นอุปกรณ์ Industrial Internet of Things (IIoT) ได้จากทุกที่ทุกเวลา ทั้งเพื่อติดตามการทำงานของสายการผลิต สั่งการทำงาน หรือดึงฐานข้อมูลต่าง ๆ จาก PLC (Programable Logic Control) มาใช้ปรับแผนการทำงานแบบเรียลไทม์ อาทิ การประเมินศักยภาพสายการผลิต การวางแผนการผลิต การวางแผนซ่อมแซมอุปกรณ์ แต่จนถึงปัจจุบันโรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่กลับยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และกระบวนการผลิตเพื่อก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้ สาเหตุสำคัญมาจากการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่มีความรู้ความเข้าใจด้าน ‘การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IIoT อย่างลึกซึ้ง’ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนด้านอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เพื่อการใช้งานเทคโนโลยีประเภทนี้ยังมีค่าใช้จ่ายมาก ผู้ประกอบการในระดับ SMEs ส่วนใหญ่ลงทุนไม่ไหวแม้จะมีความต้องการใช้งานสูงก็ตาม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘I2-Starter Kit (ไอสแควร์ - สตาร์ตเตอร์ คิต)’ หรือ ‘ชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน IIoT แบบพกพา’ ที่รวม PLC ของเครื่องจักรหลายแบรนด์ไว้ในชุดอุปกรณ์ขนาดประมาณกระดาษ A4 แผ่นเดียว สามารถลดค่าอุปกรณ์เรียนรู้จากหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่นบาท ช่วยให้สถาบันการศึกษามีกำลังจัดซื้ออุปกรณ์ให้ผู้เรียนใช้งานได้อย่างทั่วถึง   [caption id="attachment_50940" align="aligncenter" width="700"] ปิยวัฒน์ จอมสถาน ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช.[/caption]   ปิยวัฒน์ จอมสถาน ผู้ช่วยวิจัย กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG) เนคเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดอบรม I2-Starter Kit อธิบายว่า จากประสบการณ์การเป็น System Engineer/IoT Engineer ให้บริษัทชั้นนำ และเป็นวิทยากรด้านการพัฒนาทักษะ IIoT แบบเข้มข้นให้แก่บริษัทเอกชน ครู นักเรียน และนักศึกษา ทำให้เห็นช่องโหว่ที่สำคัญว่าประเทศไทยยังขาดแคลนผู้บูรณาการระบบ หรือ System Integrator (SI) และผู้ดำเนินงานด้านวิศวกรรมระบบ (System Engineering) ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ IIoT อย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถประยุกต์ใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ที่จะช่วยลดการลงทุนด้านการปรับปรุงระบบโรงงานให้แก่ผู้ประกอบการได้ “สาเหตุสำคัญมาจากค่าอุปกรณ์การเรียนรู้ด้านการพัฒนาระบบ IIoT มีราคาค่อนข้างสูง และต้องอาศัยประสบการณ์การเรียนรู้มาก ทีมวิจัยจึงได้ร่วมกันพัฒนา I2-Starter Kit ขึ้น สำหรับใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนด้านระบบ IIoT ในราคาย่อมเยา เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงผู้ดำเนินงานด้าน SI และโรงงานอุตสาหกรรม ได้ใช้เรียนรู้ถึงกลไกการทำงานและการประยุกต์ใช้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์อย่างลึกซึ้ง นำไปสู่การปรับใช้ในโรงงานต่าง ๆ ได้จริง โดยได้รับทุนสนับสนุนด้านการพัฒนาชุดอุปกรณ์และการจัดการเรียนการสอนจากเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)”   [caption id="attachment_50939" align="aligncenter" width="706"] : I2-Starter Kit[/caption]   I2-Starter Kit เรียนรู้ IIoT แบบครบจบในบอร์ดเดียว I2-Starter Kit เป็นชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน IIoT แบบพกพา ที่ประกอบด้วยหัวใจหลักของเครื่องจักร 2 ส่วน คือ PLC หรือระบบประมวลผลที่เปรียบเสมือนสมองของเครื่องจักร และ HMI (Human Machine Interface) หน้าจอสำหรับแสดงผลและกดสั่งการทำงานเครื่องจักร นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมเพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้ คือ Switch และ Volume สำหรับนำเข้าข้อมูล, LED และ Buzzer สำหรับแสดงผลการทำงานต่าง ๆ และส่วนสุดท้ายคือพอร์ตสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมภายนอก เช่น มอเตอร์ ชุดอุปกรณ์นี้ใช้งานได้กับ IoT Gateway ทุกแบรนด์ (เลือกใช้ได้ตามความสะดวกในการจัดหา หรือจะพัฒนาอุปกรณ์เพื่อใช้งานเองก็ได้เช่นกัน) I2-Starter Kit เหมาะสำหรับใช้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบ IIoT เชิงลึก เน้นทำความเข้าใจการทำงานของทั้งระบบ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำกัดแบรนด์ของอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานจริง     ปิยวัฒน์ อธิบายว่า ทีมวิจัยได้ออกแบบหลักสูตรสำหรับใช้งานร่วมกับชุดอุปกรณ์นี้ไว้ 6 โมดูลหลัก ครอบคลุมการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบ IIoT อย่างลึกซึ้ง โมดูลแรกคือการเรียนรู้ภาพรวมของระบบ IIoT โมดูลที่สองคือการเรียนรู้วิธีการดึงข้อมูลจาก PLC ผ่าน IoT Gateway และการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบพร้อมใช้งาน โมดูลที่สามคือวิธีการพัฒนาระบบสั่งการทำงาน PLC จากทางไกล โมดูลที่สี่คือการเรียนรู้วิธีการนำข้อมูลที่ได้จาก PLC มาใช้วางแผนการทำงานของสายการผลิต (Production Planning) โมดูลที่ห้าคือการนำข้อมูลที่ได้จาก PLC มาใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิต (Overall Equipment Effectiveness: OEE) และโมดูลสุดท้ายคือการนำข้อมูลที่ได้จาก PLC มาใช้วางแผนการซ่อมบำรุงเพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องจักร (Preventive Maintenance) และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับให้ AI หรือ ML (Machine Learning) เรียนรู้ เพื่อทำนายความเสียหายที่จะเกิดขึ้นของเครื่องจักรนั้น ๆ (Predictive Maintenance) แบบจำเพาะ สำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงรักษาล่วงหน้า “หนึ่งในจุดเด่นของชุดอุปกรณ์ I2-Starter Kit ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาระบบ IIoT คือ ซอฟต์แวร์ของ PLC ที่ติดตั้งอยู่บนชุดอุปกรณ์นี้ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์สำหรับประมวลผลเครื่องจักรแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเท่านั้น แต่ภายใน PLC มีข้อมูลจำลอง (Simulation Model) ของเครื่องจักรจากทุกแบรนด์ที่มีการใช้งานมากในประเทศไทยบรรจุไว้ เพื่อช่วยทลายกรอบการเรียนรู้ด้านระบบ IIoT เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้เรียนมักได้ศึกษาผ่านชุดอุปกรณ์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่สถาบันจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น ซึ่งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เหล่านี้มักเป็นชุดสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งานแล้ว ทำให้เมื่อผู้เรียนต้องทำงานกับอุปกรณ์แบรนด์อื่น ๆ อาจไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ รวมถึงไม่สามารถเลือกนำอุปกรณ์จากต่างแบรนด์มาปรับใช้งานร่วมกันเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการพัฒนาระบบ IIoT ให้แก่โรงงานด้วย”   เตรียมใช้ I2-Starter Kit ยกระดับการเรียนรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศ นับตั้งแต่ปี 2564 สวทช. ได้ใช้ชุด I2-Starter Kit ทดลองจัดการเรียนการสอนด้านระบบ IIoT ให้แก่อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษารวมแล้วมากกว่า 700 คน โดยมีนักศึกษามากกว่าร้อยละ 70 ได้ทำงานต่อในสายงานนี้ภายหลังจบการศึกษา และมีบางส่วนเลือกศึกษาต่อเฉพาะทางด้านนี้ด้วย ปิยวัฒน์ อธิบายว่า สวทช. และ EECi ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากำลังคน จึงได้จัดฝึกอบรมเกี่ยวกับระบบ IIoT ให้แก่อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา โดยบรรจุไว้เป็นหลักสูตรนำร่องของสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาในภาคตะวันออก และทดลองใช้สอนในหลายมหาวิทยาลัย อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นเวลาต่อเนื่องมากว่า 3 ปีแล้ว และเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงไปสู่การใช้งานจริง ทีมงานผู้จัดอบรมจึงได้สร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยรับนักศึกษาที่ผ่านการอบรมเข้าฝึกงานในโรงงาน เพื่อประโยชน์ 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน นักศึกษาที่ไปฝึกงานตามโรงงานต่าง ๆ จะได้ฝึกประยุกต์ใช้งานระบบ IIoT จากโจทย์จริง เพื่อสั่งสมประสบการณ์และเพิ่มพูนทักษะ ส่วนด้านที่สองคือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี IIoT มากยิ่งขึ้น และเห็นถึงลู่ทางในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยไม่ต้องลงทุนสูง รวมทั้งยังเห็นถึงประโยชน์ของการก้าวกระโดดสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านตามลำดับจาก 2.0 (ใช้คนทำงานร่วมกับเครื่องจักร) ไป 3.0 (ใช้ระบบออโตเมติกในการทำงาน) แต่ก้าวกระโดดจาก 2.0 ไป 4.0 ได้เลย ซึ่งข้อดีสำคัญที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังจากติดตั้งและมีการใช้งานระบบ IIoT อย่างเต็มระบบ คือ ‘การมีสายการผลิตที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการลดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง’   [caption id="attachment_50944" align="aligncenter" width="700"] นำ I2-Starter Kit ไปใช้จัดการเรียนการสอนให้อาจารย์และนักศึกษา[/caption]   [caption id="attachment_50945" align="aligncenter" width="700"] นำ I2-Starter Kit ไปใช้จัดการเรียนการสอนให้อาจารย์และนักศึกษา[/caption]   “ล่าสุดช่วงปลายปี 2566 สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิสยามกัมมาจลในการดำเนินโครงการต่อกล้าอาชีวะ เพื่อพัฒนาทักษะด้าน IIoT ให้แก่นักเรียนและนักศึกษาจากทั่วประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปี โดยจะเริ่มดำเนินงานในปี 2567 นี้ นอกจากนี้ สวทช. ยังมีแผนประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการนำหลักสูตรการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน และผลักดันให้มีการออกใบรับรองความรู้ความสามารถเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการสมัครงานและการเพิ่มฐานเงินเดือนด้วย” ปิยวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย ปัจจุบันชุดอุปกรณ์ I2-Starter Kit ผ่านการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1619 อีเมล tlo-ipb@nstda.or.th หรือทางเว็บไซต์  www.nstda.or.th/r/FTCFI อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับระบบ IIoT แบบเชิงลึกติดตามการจัดฝึกอบรมได้ฟรีผ่าน YouTube channel ช่อง ‘Taekoyzkingz' ส่วนด้าน SI รวมถึง System Engineering ติดตามหลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 โดย SMC academy ได้ทาง www.nectec.or.th/smc/services-training/ ตัวอย่างหลักสูตรเด่น เช่น Automation & Robotics, IoT & Edge Computing, AI & Data Technology, Lean Management & Smart Manufacturing, OT/IT Security   [caption id="attachment_50942" align="aligncenter" width="703"] ภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ SI และ System Engineer โดย SMC Academy[/caption]   [caption id="attachment_50946" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ SI และ System Engineer โดย SMC Academy[/caption]   [caption id="attachment_50943" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ SI และ System Engineer โดย SMC Academy)[/caption]   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
นาโนเทค สวทช. พัฒนา ‘ชุดตรวจโรคไตรู้ผลได้ใน 5 นาที’ มุ่งเพิ่มโอกาสคนไทยรอดพ้นจากโรคไตเรื้อรัง
เวอร์ชันภาษาไทย อัปเดตข้อมูล ณ​ วันที่ 12 มีนาคม 2568 For English-version news, please visit : NANOTEC-NSTDA introduces affordable kidney disease screening tests     องค์การอนามัยโลกหรือ WHO เผย 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีอาการไตทำงานผิดปกติ และมีผู้ป่วยประมาณ 1 ล้านคนที่เสียชีวิตจากอาการไตวายเรื้อรังเนื่องจากไม่ได้เข้ารับการรักษา ขณะที่ในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนประชากรเป็นโรคไตเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 17-22 ในปี 2552 (ข้อมูลจาก Thai SEEK) และเพิ่มสูงถึงร้อยละ 26 ในบางพื้นที่ (ข้อมูลจาก CKDNET ในปี 2565) ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักทราบว่าตนเป็นโรคไตเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3-4 หรือระยะที่มีอาการป่วยปรากฏให้เห็นแล้ว ทำให้ไม่สามารถบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฟอกไตที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 200,000 บาทต่อคนต่อปี     ด้วยอัตราการป่วยที่มีแนวโน้มสูงอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานทั้งด้านการวิจัย การแพทย์ และสาธารณสุขไทย จึงได้ร่วมกันหาแนวทางพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองโรคที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองอย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยป้องกันการลุกลามของโรคได้อย่างทันท่วงที ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนานวัตกรรมคัดกรองโรคไต ได้แก่ AL-Strip (อัล-สตริป) ชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพ สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถตรวจได้ง่ายด้วยตนเอง ทราบผลความเสี่ยงได้ภายใน 5 นาที และ GO-Sensor Albumin Test (โก-เซนเซอร์ อัลบูมิน เทสต์) ชุดตรวจโรคไตเชิงปริมาณ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ทราบผลตรวจได้ภายใน 10-30 นาที   2 เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสคัดกรองโรค สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตได้ตั้งแต่ระยะต้นเกิดจาก ‘ค่าใช้จ่ายในการตรวจที่ค่อนข้างสูง’ ซึ่งมีตั้งแต่หลักร้อยถึงพันบาท ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการตรวจ นอกจากนี้หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ให้บริการตรวจยังมีไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือสถานพยาบาลที่พร้อมส่งต่อให้บริษัทเอกชนด้านเทคนิคการแพทย์ดำเนินการตรวจในห้องปฏิบัติการให้เท่านั้น ดังนั้นการมี ‘ชุดตรวจที่เข้าถึงง่าย’ จึงเป็นหนทางที่จะช่วยลดช่องโหว่ดังกล่าว และนั่นเป็นที่มาให้ทีมวิจัยจากนาโนเทค สวทช. เข้าร่วมภารกิจอันท้าทายนี้   [caption id="attachment_49395" align="aligncenter" width="450"] ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว และ Strategic Focus ชุดตรวจสุขภาวะ นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว และ Strategic Focus ชุดตรวจสุขภาวะ นาโนเทค สวทช. เล่าว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุระดับนาโนและการประยุกต์ใช้เป็นเซนเซอร์ทางด้านการแพทย์ มาพัฒนาชุดตรวจโรคไตสำเร็จแล้ว 2 เทคโนโลยี ประกอบด้วย ‘AL-Strip’ และ ‘GO-Sensor Albumin Test’ โดยเทคโนโลยีแรก ‘AL-Strip’ ซึ่งผู้พัฒนาหลักคือ ดร.สาธิตา ตปนียกร เป็นชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนทั่วไปใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง ทราบผลการตรวจได้ภายใน 5 นาที ที่สำคัญชุดตรวจมีราคาจับต้องได้   [caption id="attachment_66675" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบชุดตรวจ AL-Strip[/caption] [caption id="attachment_66677" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบชุดตรวจ AL-Strip[/caption]   “AL-Strip ใช้งานง่าย เพียงผู้ตรวจหยดปัสสาวะที่เก็บใหม่ลงบนแถบตรวจ แล้วอ่านผลจากแถบสีที่ปรากฏ (คล้ายกับการใช้ชุดตรวจ ATK ในการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19) ก็จะทราบผลการคัดกรองได้ทันที โดยหากผู้ตรวจมีปริมาณอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นสารประกอบหลักของเลือดเจือปนอยู่ในปัสสาวะเกิน 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ชุดตรวจจะขึ้นแถบสี 1 ขีด หมายถึง ‘มีความเสี่ยงเป็นโรคไตสูง’ ผู้ตรวจควรเข้ารับการตรวจโดยละเอียดที่สถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการรักษาตามระยะของความผิดปกติ หากผู้ป่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มต้น ก็จะมีโอกาสหันกลับมาดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อชะลอความเสื่อมของไต ซึ่งอาจทำให้ไตกลับมาทำงานเป็นปกติได้”     AL-Strip ไม่เพียง ‘ตรวจง่าย’ แต่ยังมีจุดแข็งเรื่อง ‘ราคาที่จับต้องได้’ ทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. จึงมุ่งเป้าให้ชุดตรวจนี้เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญด้านการคัดกรองโรคไตแบบเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ดร.เดือนเพ็ญ เล่าต่อถึงเทคโนโลยีที่สอง GO-Sensor Albumin Test ว่า เป็น ‘ชุดตรวจโรคไตเชิงปริมาณ เพื่อการวิเคราะห์ผลทางการแพทย์’ โดยทีมวิจัยได้พัฒนาใน 2 ส่วนหลัก คือ เครื่องตรวจปริมาณอัลบูมินที่เจือปนอยู่ในปัสสาวะ ที่ใช้เวลาในการประมวลผลเพียง 10-30 นาที ขึ้นอยู่กับความละเอียดของข้อมูลที่ต้องการ (ตรวจได้ครั้งละ 1 ตัวอย่าง) ภายหลังจากเครื่องประมวลผลเสร็จ ระบบจะส่งข้อมูลเข้าสู่แดชบอร์ด (dashboard) ที่ดูได้ผ่านทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน เพื่อให้แพทย์นำผลการตรวจไปใช้งานต่อได้สะดวก ส่วนที่สองคือน้ำยาตรวจที่มีความจำเพาะกับอัลบูมินของมนุษย์ มีความไว (sensitive) ในการตรวจมากกว่าชุดตรวจทั่วไปประมาณ 100 เท่า ช่วยลดปริมาณน้ำยาที่ใช้ในการตรวจได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญทั้งเครื่องอ่านผลและน้ำยาตรวจผ่านการพัฒนาให้มีราคาที่สถานพยาบาลขนาดเล็กสามารถสั่งซื้อเพื่อใช้งานได้ นอกจากนี้อุปกรณ์ยังผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่การใช้ตรวจทั้งในสถานพยาบาลและการออกตรวจนอกสถานที่ เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานด้วย   [caption id="attachment_66678" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบชุดตรวจ GO-Sensor Albumin Test[/caption]   “GO-Sensor Albumin Test จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกสถานพยาบาลเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจเชิงปริมาณเพื่อการดูแลรักษาคนไข้ในพื้นที่ โดยไม่ต้องส่งตัวคนไข้หรือส่งปัสสาวะ (ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมและนำเข้ากระบวนการตรวจภายใน 24 ชั่วโมง) ไปตรวจยังสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมสูง”       เตรียมผลักดันสู่ภาครัฐ มุ่งประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง ทั้ง AL-Strip และ GO-Sensor Albumin Test มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีในระดับ TRL7-9 หรือพร้อมแก่การผลิตเพื่อการใช้งานจริงแล้ว โดยตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน นาโนเทค สวทช. ได้ผลิตอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ ‘โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (CKDNET)’ มาโดยตลอด โดยโครงการนี้มีผู้ดำเนินงานหลัก คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 7 ทั้งนี้นาโนเทค สวทช.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนในการผลิตอุปกรณ์จากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  ปัจจุบัน AL-Strip ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทยแล้ว 3 เจ้า คือ บริษัทอินโนซุส จำกัด, บริษัทเมดไบโอซิน จำกัด และบริษัทไฮไลฟ์ เฮลท์ จำกัด     ดร.เดือนเพ็ญ เล่าว่า 2 ปีที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. ได้สนับสนุนอุปกรณ์ ‘AL-Strip’ และ ‘GO-Sensor Albumin Test’ สำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ตรวจคัดกรองโรคไตแก่ประชาชนในจังหวัดขอนแก่นมาโดยตลอด มีผู้เข้ารับการตรวจแล้วมากกว่า 1,000 คน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีอัตราการเป็นโรคไตสูงได้ทราบถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือความผิดปกติของร่างกายตนเองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที สร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวม 7.87 ล้านบาท “ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในระดับประเทศ ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. กำลังสรรหาบริษัทเอกชนที่สนใจเข้ารับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ รวมถึงมีนโยบายที่จะผลักดันให้เกิดการนำผลงานทั้ง 2 เข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย โดยปัจจุบัน ทีมวิจัยได้ช่วยผลักดันให้ 1 ใน 2 ผลงานนี้เข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยสำเร็จแล้ว ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกส่งเสริมให้สถานพยาบาลจัดซื้อนวัตกรรมทางการแพทย์ที่คนไทยผลิตไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งอาจเป็นช่องทางให้ภาครัฐสนับสนุนให้คนไทยทั้งประเทศเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคด้วยตัวเองอย่างเท่าเทียม ผ่านการติดต่อรับชุดอุปกรณ์ที่ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ ดังที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำลังขับเคลื่อนงานด้วย” อย่างไรก็ดีหากพิจารณาถึงความพร้อมทางด้านการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ในประเทศไทย จะเห็นว่าปัจจุบันนอกจากนาโนเทค สวทช. ที่มีห้องปฏิบัติการที่สามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์มาตรฐาน ISO13485 เป็นของตนเองแล้ว ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ได้มาตรฐาน ISO13485 ที่พร้อมรับจ้างผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทนี้เช่นกัน ดังนั้นหากผู้ประกอบการพร้อม ภาครัฐพร้อม การเดินหน้าผลิตอุปกรณ์เพื่อให้คนไทยทั่วประเทศเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที ดร.เดือนเพ็ญ กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ในการพัฒนาชุดตรวจทางการแพทย์ ทีมวิจัยไม่ได้ให้ความสำคัญแต่เฉพาะเพียงเรื่องโรคไตเท่านั้น แต่ยังมองถึงภาพรวมของการสร้างระบบนิเวศในการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจโรคที่คนไทยรวมถึงคนทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะโรคในกลุ่ม NCDs ด้วย ตัวอย่างโรคที่มีการพัฒนาชุดตรวจแล้ว เช่น โรคเบาหวาน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นการสร้างความมั่นคงด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ (medical hub) ของเอเชียได้อย่างมั่นคง สำหรับผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมทำวิจัย ติดต่อสอบถามได้ที่ นาโนเทค สวทช. ทางอีเมล pr@nanotec.or.th   ผู้สนับสนุนหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงขับเคลื่อนสู่การใช้ประโยชน์จริง   - คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้การสนับสนุนด้านการทดสอบทางคลินิก - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้คำปรึกษาด้านการขอมาตรฐานในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 7 ให้การสนับสนุนผ่านการร่วมลงนาม MOU กับ สวทช. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการผลักดันให้เกิดการใช้ชุดตรวจในพื้นที่ต้นแบบ - โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้การสนับสนุนด้านการทดสอบภาคสนามและการนำไปใช้ประโยชน์ - สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและนำชุดตรวจไปใช้ประโยชน์ - สถาบันพระบรมราชชนก โดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ให้การสนับสนุนด้านการผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ผ่านโครงการปิงปองจราจร 7 สี ซึ่งดำเนินงานด้านการคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์, สาลินีย์ ทับพิลา ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., อัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และนาโนเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น