ผลการค้นหา :
อวท. ยินดีต้อนรับ “ศูนย์วิจัยพัฒนาและแสดงนวัตกรรม เพื่อสังคมแห่งความปลอดภัย” สู่ประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
3 ตุลาคม 2567 - ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะผู้แทนรองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ นายฉัตรชัย รัตนลาภ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารธุรกิจ และนางสาวชมพูนุช อนุศาสน์สิทธิกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม ร่วมแสดงความยินดีกับนายธนิต วิรัชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จำกัด และคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ในพิธีเปิด “ศูนย์วิจัยพัฒนาและแสดงนวัตกรรม เพื่อสังคมแห่งความปลอดภัย” อย่างเป็นทางการ ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 1 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์วิจัยแห่งชาติ เตรียมต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยต่อสังคมร่วมกันในอนาคต
นายธนิต วิรัชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จำกัด (TOD Innovation) ก่อตั้งเมื่อปี 2009 ที่ จ.ชลบุรี ดำเนินธุรกิจด้าน GPS ติดตามรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้วิจัยพัฒนา product ด้าน IoT ให้กับภาคเอกชนและภาครัฐในสินค้านวัตกรรม ด้วยทีมงานมืออาชีพด้านการพัฒนา Hardware Software และ Tech Support ปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 1,000 หน่วยงาน โดยผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นจะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยให้กับสังคม อาทิ ระบบติดตามรถขนส่งสินค้าและรถบริการผ่านดาวเทียม, เครื่อง Smart Check-In สำหรับพนักงานขับรถและพนักงานโรงงาน เพื่อการตรวจวัดสุขภาพความพร้อมของพนักงานก่อนเริ่มงาน และผลิตภัณฑ์ด้าน IoT ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เป็นต้น
“เป็นวันที่ผมรอคอยมานานว่าวันหนึ่งเราจะออกจากพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่อยู่มาเป็นเวลา 10 กว่าปี และวันนี้บริษัทฯ ได้มาเปิด “ศูนย์วิจัยพัฒนาและแสดงนวัตกรรม เพื่อสังคมแห่งความปลอดภัย” ขึ้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ที่เป็น R&D Hub ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ศูนย์วิจัยฯ นี้เราจะทำงานด้าน software development, hardware development และ showcase โดยเหตุผลหลักที่เลือกมาอยู่ที่นี่ เพราะ อวท. เป็นแหล่งรวมการวิจัยพัฒนาระดับประเทศ, ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยและมีบริษัท startup จำนวนมาก, โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนจากหน่วยงานรัฐ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ” นายธนิต กล่าว
นางสาวชมพูนุช อนุศาสน์สิทธิกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม สวทช. เป็นผู้แทนกล่าวถึงบทบาทของ อวท. ในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมผ่านกลไกบริการต่างๆ แบบครบวงจร รวมถึงการสร้างสรรค์ระบบนิเวศของ อวท. ที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยี อาทิ การให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยี บริการวิเคราะห์ทดสอบที่ได้มาตรฐาน มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเงินและภาษี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าและบริการให้กับผู้ประกอบการด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย อวท. มีความยินดีและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยให้กับสังคมตามเจตนารมณ์ของบริษัทฯ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ETDA ร่วมกับ สวทช. ขับเคลื่อนความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI อย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 2 ใช้เกณฑ์ 5 ด้านในการประเมิน ชี้เป้าการประยุกต์ใช้ AI ของประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง
3 ตุลาคม 2567 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงผลการศึกษาความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบริการดิจิทัลของปี 2567 เผย 5 ด้านสำคัญที่ใช้ในการประเมินความพร้อมขององค์กร และนำไปสู่แนวทางการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี AI ในภาคธุรกิจ/ อุตสาหกรรม ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ
คุณรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษาฝ่ายอำนวยการและทรัพยากรบุคคล หัวหน้าทีมศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ETDA กล่าวว่า การศึกษาในครั้งนี้ นับเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้ทราบถึงสถานการณ์และข้อมูลสำคัญ ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI จากปีที่แล้ว (ปี 2566) ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้มีการศึกษาสถานภาพความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI ของภาคส่วนต่างๆ ของไทยและได้ทำเป็นข้อมูล Baseline เอาไว้ อีกทั้งช่วยชี้ให้เห็นโอกาสและอุปสรรคในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในสาขาหรือกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและใช้งานสำหรับบริการดิจิทัล อย่างสร้างสรรค์และมีธรรมาภิบาล รวมทั้ง เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2565 – 2570) ให้บรรลุเป้าหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังจะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) และผลักดันประเทศให้มีการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนามาตรฐานหรือกฎเกณฑ์ในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้เชื่อมโยงกันได้ มีความมั่นคงปลอดภัย และมีความน่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งในเรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาล หรือ AI Ethics and Governance, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การเพิ่มศักยภาพของคนและการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้งาน อันเป็นพันธกิจสำคัญของ ETDA ซึ่งจากผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความพร้อมของการประยุกต์ใช้ AI ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่า ETDA ยังคงต้องมุ่งเน้นพัฒนาแนวทางปฏิบัติต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเกิดการประยุกต์ใช้งาน AI ในทุกกิจกรรม บนพื้นฐานความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และยั่งยืน
ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. รายงานว่า การศึกษาครั้งนี้ได้มีการดำเนินการรวบรวมข้อมูลจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ การประชุมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากผู้แทนหน่วยงาน/ องค์กรที่มีบทบาทสำคัญ การประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม เพื่อนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาประกอบการวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมต่อไป จากการศึกษาพบว่า องค์กร/หน่วยงานในประเทศไทย ได้เริ่มมีการใช้งาน AI แล้ว และมีแนวโน้มใช้งานมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น ในกลุ่มการศึกษา กลุ่มการเงินและการค้า ก็มีการนำ AI มาช่วยตรวจสอบข้อมูล แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การอนุมัติสินเชื่อ และประเมินความเสี่ยง ในกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะ ใช้ AI มาช่วยตรวจสอบความครบถ้วนของเครื่องมือผ่าตัด และช่วยในการวินิจฉัยและตัดสินใจของแพทย์ เป็นต้น
การศึกษาครั้งนี้ได้ปรับปรุงตัวชี้วัด 13 มิติจากปีที่แล้วของดัชนีการวัด 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านยุทธศาสตร์และความสามารถขององค์กร (2) ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน (3) ด้านบุคลากร (4) ด้านเทคโนโลยี และ (5) ด้านธรรมาภิบาล ดำเนินการสำรวจหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 10 กลุ่ม ตามที่ระบุในแผนปฏิบัติการ AI ได้แก่ เกษตรและอาหาร การใช้งานและบริการภาครัฐ การแพทย์และสุขภาวะ อุตสาหกรรมการผลิต พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความมั่นคงและปลอดภัย โลจิสติกส์และการขนส่ง และการเงินและการค้า ซึ่งผลที่ได้จากการประเมินตามด้านต่างๆ จะนำไปสู่การแบ่งความพร้อมขององค์กรได้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับ Unaware = ยังไม่มีความตระหนัก/ อยู่ในช่วงเริ่มต้นเรียนรู้, Aware = มีความตระหนักและเริ่มนำ AI ไปใช้งานแล้ว, Ready = มีความพร้อมในการนำ AI ไปใช้งาน และ Competent = มีความเข้มแข็งในการใช้งาน AI
สรุปผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ส่งแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,758 หน่วยงาน ในช่วงเวลา 75 วัน (เดือน ก.ค.- ก.ย. 2567) ได้ข้อมูลกลับมาทั้งสิ้น 580 หน่วยงาน พบว่า หน่วยงานที่มีการนำ AI มาใช้งานในองค์กรแล้ว 17.8% ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย ส่วนหน่วยงานที่มีแผนที่จะนำมาใช้ในอนาคต 73.3% และที่ยังไม่มีแผนที่จะใช้ AI 8.9% ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตองค์กรในประเทศไทยจะมีนำ AI มาประยุกต์ใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน ทั้งนี้ องค์กรที่มีการประยุกต์ใช้งาน AI มีเป้าหมายสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือการให้บริการขององค์กร เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร และ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการขององค์กรให้แก่องค์กร ตามลำดับ
ผลการสำรวจยังพบว่า องค์กรที่มีการนำ AI มาใช้งานแล้ว มีความพร้อมเฉลี่ยอยู่ที่ 55.1% หรืออยู่ในระดับ “Aware” ซึ่งหมายถึง องค์กรมีความตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI และเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยเมื่อพิจารณาแยกลงไปในแต่ละด้าน (Pillar) พบว่า ด้านที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด คือ ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน (ประกอบด้วย รูปแบบและคุณภาพของข้อมูล และ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI) โดยมีคะแนนเฉลี่ยความพร้อมในด้านนี้อยู่ที่ 65.5% ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “Aware” โดยกลุ่มที่มีความพร้อมอยู่ในระดับต้นๆ ได้แก่ กลุ่มการเงินและการค้า
กลุ่มโลจิสติกส์และการขนส่ง และ กลุ่มการศึกษา ทั้งนี้ การที่หน่วยงานมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านข้อมูลสูง สาเหตุหนึ่งมาจากในห้วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความตื่นตัวในเรื่องของ Big Data และเห็นความสำคัญของการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในมุมมองต่างๆ ตามที่องค์กรให้ความสนใจ สำหรับด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยในระดับรองลงมาได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านยุทธศาสตร์และความสามารถขององค์กร ด้านธรรมาภิบาล และด้านเทคโนโลยี ตามลำดับ
สำหรับองค์กรที่ปัจจุบันยังไม่มีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจ 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูล เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างไร (2) รอนโยบายจากผู้บริหารที่จะเห็นความจำเป็นในการนำ AI มาใช้ และ (3) องค์กรยังขาดความพร้อมและต้องการการสนับสนุนในด้านงบประมาณ รวมถึงยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนต่างๆ เพื่อให้สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ประเด็นและแนวโน้ม ที่น่าสนใจจากการศึกษาในปี 2567 นี้ได้แก่ ด้าน Generative AI พบว่า องค์กรมีใช้ Generative AI ไปเพื่อสนับสนุนการทำงานในด้านหลายด้าน โดยงาน 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) ด้านการพัฒนาสินค้าหรือบริการ/การวิจัยและพัฒนา (2) ด้านการตลาด การขายและบริการลูกค้า และ (3) ด้านกระบวนการผลิต ในขณะที่อุปสรรคสำคัญในการใช้งาน Generative AI คือ (1) องค์กรขาดบุคลากรที่มีทักษะ (2) องค์กรมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของข้อมูลที่นำมาใช้งาน และ (3) องค์กรยังขาดเงินทุนสำหรับการจัดซื้อและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ยังไม่พบว่าองค์กรใดเลยที่มีนโยบายที่จะเลิกการจ้างคนทั้งหมด แม้ว่างานในส่วนนั้นจะสามารถนำ Generative AI มาใช้แทนได้ก็ตาม แต่เน้นการพัฒนาบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับ Generative AI ให้มากขึ้น
จากผลการสำรวจดังกล่าว นำมาสู่ข้อเสนอแนะเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ได้แก่
Human development หรือ การพัฒนาทักษะ AI ในทุกระดับ เช่น ผลิต AI Talent, ให้มี AI Engineer, พัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพด้าน AI รวมถึงความตระหนักรู้ AI Governance เป็นต้น
AI Cost and Productivity หรือ การสนับสนุนโดยภาครัฐในการช่วยให้ต้นทุนของการใช้ AI ลดลง และการส่งเสริมการใช้ AI ให้เกิดความคุ้มค่า
Ethics and Governance หรือ ธรรมาภิบาล AI เช่น แนวปฏิบัติ AI Governance และ การพัฒนา AI Risk Management Framework เป็นต้น
Consultancy Services หรือ การสร้างความตระหนักและสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่รองรับการขยายตัวของ AI เช่น มีศูนย์บริการเฉพาะด้านเพื่อให้คำปรึกษา (AI Consulting Clinic), ศูนย์ทดสอบและขึ้นทะเบียนนวัตกรรม AI และ การทำ AI Readiness Measurement เป็นต้น
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยเลขาคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำแผนการดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนา AI ในระยะที่ 2 ให้เป็นไปอย่างตรงเป้าหมายได้มากขึ้น ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสที่จะนำผลการศึกษาไปต่อยอดและพัฒนานโยบาย แผนการดำเนินงาน แนวทางขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเกิดประยุกต์ใช้งาน AI ในทุกกิจกรรมอย่างเหมาะสม มากที่สุดต่อไป ตามยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้านในแผนฯ ได้แก่ (1) ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักและให้มีศูนย์บริการให้คำปรึกษาด้าน AI (2) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลสำหรับ AI ที่เน้นพัฒนา AI Service Platform บนโครงข่าย GDCC ที่จะสนับสนุนภาครัฐและภาคธุรกิจมากขึ้น (3) ด้านการพัฒนากำลังคน เพื่อเพิ่มผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรด้าน AI ให้เพียงพอต่อการเติบโต (4) ด้านวิจัยและพัฒนา ด้วยการกำหนด Flagship Project เช่น Thai Large Language Model (LLM) เพื่อสนับสนุนการใช้ Generative AI ในธุรกิจไทย และขึ้นทะเบียนผลงานนวัตกรรม AI และสุดท้าย (5) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้งาน AI ได้แก่ การร่วมขับเคลื่อน Tech. Startup เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและการสร้างสรรค์งานบริการด้าน AI ในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้น เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชวนรู้จัก “ฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs” เพื่อการค้าและความยั่งยืน
กระทรวง อว. โดย สวทช. จัดกิจกรรม NSTDA Meets the Press “ชวนรู้จักฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน นำประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ” เปิดให้สื่อมวลชนพบปะพูดคุยกับทีมนักวิจัยอย่างเป็นกันเอง ประกอบด้วย ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อานวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. ผู้พัฒนาฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs พร้อมพูดคุยกับผู้บริหารจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ที่มาเล่าถึงความสำคัญและการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลดังกล่าว โดยเฉพาะด้าน CO2 ที่นำไปสู่การได้รับฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง และการใช้ฐานข้อมูลด้าน CE ที่นำไปสู่การเลือกใช้วัสดุหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ทั้งนี้ ฐานข้อมูล CO2, CE, SDGs จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย พร้อมไปแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่จากองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เสริมสร้างความร่วมมือในการสร้างสรรค์กิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน
วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์แประเทศไทย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่จากองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส นำโดยคุณสุชาดา ภู่ทองคำ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยเน้นไปที่ความร่วมมือในการสร้างสรรค์กิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คุณสุชาดาได้แสดงความสนใจในแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในการเสริมสร้างทักษะและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการใช้สื่อดิจิทัลในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เน้นการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเยาวชนด้วย
นอกจากนี้ คณะเจ้าหน้าที่จากไทยพีบีเอส ยังได้เยี่ยมชมธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) โดยมี ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. เปิดบ้านให้เข้าเยี่ยมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาว ภายใต้การบริหารจัดการของ สวทช. ดร.ศิษเฎศ นำชมห้อง Data Center ในส่วนของ Facilities ของ NBT ภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ซึ่งธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติยังเป็นองค์กรที่รวบรวมและดูแลข้อมูลจีโนมของประชากรไทยกว่า 50,000 ราย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับงานวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพของการวินิจฉัยการรักษาอย่างจำเพาะ และขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการบริการการรักษาภายในประเทศ รวมทั้ง ดร.สิรินันท์ ครองตน และคุณธีรวัฒน์ แก้วกาญจน์ ยังได้นำชมงานด้านการอนุรักษ์เน้นการเก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพแบบระยะยาวที่อุณหภูมิ -20 และ -80 °C ด้วยระบบ Automated Sample Storage System
โดยในช่วงท้าย คณะเจ้าหน้าที่จากไทยพีบีเอส ได้ไปเยี่ยมชมสถานที่จัดกิจกรรม ห้องปฏิบัติการพืช และโรงประลองวิศวกรรม FabLab บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งการเยี่ยมชมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง สวทช. และไทยพีบีเอส ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและขยายกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต ทั้งในด้านการศึกษา กิจกรรมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะชีวิต และการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับสื่อมวลชนต่อไป
หากสนใจกิจกรรมหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77215 และ 77207 หรือทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/sciencecamp.fanpage
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. พัฒนาฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หนุนผู้ประกอบการขอรับรอง “ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์” ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมมากมายซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่มากเกินไป เป็นผลให้เกิดภาวะโลกร้อนซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังเพื่อบรรเทาผลกระทบและมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ "การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์" และ "การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์" เพื่อขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (Thai National Life Cycle Inventory Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการใช้ทรัพยากรและการปล่อยมวลสารสู่สิ่งแวดล้อมของการผลิตผลิตภัณฑ์หนึ่งหรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ตามแนวทางการประเมินตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment; LCA)
ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า เอ็มเทคได้พัฒนาข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยการพัฒนาฐานข้อมูลต่าง ๆ นั้น ทีมวิจัยได้ดำเนินงานตามแนวคิดตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking; LCT) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่ขั้นตอนการได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การใช้งาน การกำจัดซาก จนกระทั่งการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ โดยแนวคิดตลอดวัฏจักรชีวิตเป็นแนวคิดที่ใช้กันทั่วโลก ดังนั้นหน่วยงานที่นำฐานข้อมูลไปใช้ประโยชน์จึงมั่นใจได้ว่าฐานข้อมูลมีความถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
[caption id="attachment_61995" align="aligncenter" width="726"] ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช.[/caption]
"ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์คือการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์เพื่อขอใช้เครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์บนผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน โดยจะแสดงข้อมูลเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ กระบวนการผลิต การขนส่ง จนถึงการใช้งานและการกำจัดของเสีย ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
ปัจจุบันในหลายประเทศเริ่มมีการนำคาร์บอนฟุตพรินต์มาใช้กันแล้วอย่างเช่นใน อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งยังมีการเรียกร้องให้สินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยต้องติดเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ด้วย หากประเทศไทยมีการดำเนินโครงการและเก็บข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน จะช่วยให้เรามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นในการประชุมระดับโลกเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยขณะนี้มีบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์รวม 10,254 รายการ (*ข้อมูลจากเว็บไซต์องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ณ วันที่ 27 ก.ย. 67)
[caption id="attachment_61996" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำมันของบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการประเมินวัฏจักร์ชีวิตของผลิตภัณฑ์และได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์[/caption]
บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คือตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่นำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทบางจากฯ ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. น้ำมันเตา (Fuel Oil) 2. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas (LPG)) 3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (High Speed Diesel) 4. น้ำมันแก๊สโซลีนพื้นฐาน (Gasoline based) 5. น้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเครื่องบิน (Illuminating or Industrial Kerosene (IK)) ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทฯ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
“ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากเป็นข้อมูลที่บ่งบอกชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ภาครัฐจึงควรมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์อย่างแพร่หลายมากขึ้นในทุกภาคส่วน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ดร.นงนุช กล่าว
[caption id="attachment_61997" align="aligncenter" width="500"] ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ [ที่มาภาพ : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ][/caption]
ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. มีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดด้านการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ผู้ประกอบการหรือองค์กรที่สนใจขอรับคำปรึกษาด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือการขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ ติดต่อได้ที่ TIIS โทรศัพท์ 0 2564 6500 หรืออีเมล admin-tiis@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2025
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2025 ส่งใบสมัครถึง 25 ธันวาคม 2024
**สำหรับนักศึกษาสัญชาติไทย ใกล้หรือสำเร็จการศึกษาในระดับ ป.ตรี ป.โท กำลัง/เคยรับทุน สวทช.หรือ Alumni นักศึกษาทุน สวทช. ที่สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอก (อยู่ในเครือข่าย สวทช.)
NSTDA-SINGA Scholarships (ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ Singapore International Graduate Award (SINGA)) คัดเลือกผู้มีศักยภาพสูงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกกับสถาบันการศึกษาพันธมิตรของโครงการ ได้แก่
Agency for Science, Technology & Research (A*STAR) https://www.a-star.edu.sg/Scholarships/for-graduate-studies/singapore-international-graduate-award-singa/a-star-supervisors-projects
Nanyang Technological University (NTU), https://shorturl.asia/jug4M
The National University of Singapore (NUS) https://nusgs.nus.edu.sg/programmes/
The Singapore University of Technology and Design (SUTD) https://shorturl.asia/tcCs8
Singapore Management University (SMU) https://computing.smu.edu.sg/phd
Singapore Institute of Technology (SIT) https://www.singaporetech.edu.sg/research
(more…)
ปฏิทินกิจกรรม
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2025
เปิดรับสมัครทุน NSTDA-SINGA เรียนต่อปริญญาเอก 4 ปี ที่สิงคโปร์ ประจำปี 2025 ส่งใบสมัครถึง 25 ธันวาคม 2024
**สำหรับนักศึกษาสัญชาติไทย ใกล้หรือสำเร็จการศึกษาในระดับ ป.ตรี ป.โท กำลัง/เคยรับทุน สวทช.หรือ Alumni นักศึกษาทุน สวทช. ที่สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอก (อยู่ในเครือข่าย สวทช.)
NSTDA-SINGA Scholarships (ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ Singapore International Graduate Award (SINGA)) คัดเลือกผู้มีศักยภาพสูงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกกับสถาบันการศึกษาพันธมิตรของโครงการ ได้แก่
Agency for Science, Technology & Research (A*STAR) https://www.a-star.edu.sg/Scholarships/for-graduate-studies/singapore-international-graduate-award-singa/a-star-supervisors-projects
Nanyang Technological University (NTU), https://shorturl.asia/jug4M
The National University of Singapore (NUS) https://nusgs.nus.edu.sg/programmes/
The Singapore University of Technology and Design (SUTD) https://shorturl.asia/tcCs8
Singapore Management University (SMU) https://computing.smu.edu.sg/phd
Singapore Institute of Technology (SIT) https://www.singaporetech.edu.sg/research
(more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมของงานพัฒนากำลังคน
ปฏิทินกิจกรรม
TMEC สวทช. พลิกโฉม สู่การเข้าถึงเทคโนโลยี ‘เซมิคอนดักเตอร์’ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในไทย
(30 กันยายน 2567) ณ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Microelectronics Center: TMEC) อ.วังตะเคียน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA Meets The Press นักวิจัยพบปะสื่อมวลชน เพื่อสัมภาษณ์พูดคุยในหัวข้อ “TMEC พลิกโฉม สู่การเข้าถึงเทคโนโลยี ‘เซมิคอนดักเตอร์’ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในไทย” ทั้งนี้ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC ถือเป็นพันธมิตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ (TMEC MEMS Foundry) แห่งแรกของไทย ที่มีส่วนขับเคลื่อนนวัตกรรมจากความเชี่ยวชาญของนักวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้บริการพัฒนาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ MEMS ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การสร้างต้นแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ และถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ ที่มีบทบาทในการเสริมสร้างกำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
• ชูจุดแข็ง วิจัยพัฒนาและผลิต แบบ ‘Make to Order’
ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. กล่าวว่า TMEC เป็นโรงงานที่รองรับการผลิตเวเฟอร์ MEMS ทั้งในระดับต้นแบบ จนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยบริการให้คำปรึกษาตั้งแต่แนวคิดเริ่มต้นในการพัฒนาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ MEMS ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของลูกค้า เพื่อดำเนินการออกแบบโครงสร้าง วัสดุ จำลองการทำงานก่อนสร้างจริง และปรับปรุงดีไซน์ให้เหมาะสมกับสายการผลิต อีกทั้งมีความสามารถทำการผลิตเวเฟอร์ MEMS ด้วยมาตรฐานการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าต่าง ๆ ของเวเฟอร์ MEMS ที่ผลิตได้ 100% อย่างไรก็ดีลูกค้าของ TMEC ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศที่ต้องการให้พัฒนาระบบอัจฉริยะในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การพัฒนาไมโครโฟนขนาดเล็กที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดี ไม่มีเสียงรบกวน หรือเซนเซอร์แบบไจโรสโคปที่สามารถตรวจจับการเอียงหรือการหมุนของอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน โดรน หรือสมาร์ทวอทช์ ซึ่งสินค้าประเภทนี้ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงในการพัฒนาและผลิต
“TMEC มีจุดแข็ง คือทำวิจัยที่มาจากความต้องการของลูกค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ลูกค้าเลือก TMEC เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าทีมวิจัยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ลูกค้าส่วนมากที่มาติดต่อ TMEC จึงต้องการให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการผลิตให้ด้วย เมื่อเทียบกับหน่วยงานวิจัยอื่น ๆ ที่ลูกค้าอาจเคยติดต่อ ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ หน่วยงานวิจัยเหล่านั้นมักทำวิจัยเพื่อ Paper นวัตกรรม หรือจดสิทธิบัตร แต่ไม่พร้อมที่จะทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานที่เน้นการผลิตจำนวนมาก (Mass production) โดยไม่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ลูกค้ามีปัญหาในการหาผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม”
ดร.วุฒินันท์ กล่าวต่อว่า ในทางตรงกันข้าม TMEC อยู่ในตำแหน่งที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้จากการวิจัย และพร้อมที่จะผลิตสินค้าให้กับลูกค้าได้จริง ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ TMEC แตกต่างจากหน่วยงานวิจัยและโรงงานผลิตทั่วไปในหลายประเทศ ลูกค้าจากอเมริกา ยุโรป จีน และเกาหลีต่างเลือก TMEC เพราะเป็นศูนย์วิจัยที่ไม่เพียงแค่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังสามารถผลิตได้จริง เนื่องจากเห็นความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสามารถเฉพาะทางจาก TMEC อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า TMEC มีจุดแข็งในตลาดที่ไม่มีใครเหมือน เพราะหลายบริษัทยังเลือกวิธีการผลิตจำนวนมาก และไม่ต้องมาหาลูกค้าใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งวิธีนี้อาจส่งผลกระทบต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นการที่ TMEC สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขายในตลาดต่างประเทศได้จะช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมไทย และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย ที่สามารถสร้างนวัตกรรมและรายได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ในขณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน
• Transfer ความรู้สร้างบุคลากร ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ดร.วุฒินันท์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ TMEC ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยได้ทำงานร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านกลไก Higher Education Sandbox เพื่อพัฒนาวิศวกร (Engineer) ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor industry) ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ในส่วนของเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น การทำงานที่ผ่านมาของ TMEC ยังรวมไปถึงการออกแบบวงจร IC และ PCB (Printed Circuit Board) ในการใช้งานทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่การผลิตชิป งานออกแบบ และระบบการผลิต PCB โดยครอบคลุมถึงการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรในสาขานี้ ซึ่งตัวเลขการพัฒนาบุคลากรที่กระทรวง อว. คาดว่าจะมีถึง 80,000 คน ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ โดยจำนวนมากสุด อยู่ในกลุ่ม PCB ในส่วนของการประกอบ (PCBA) รองลงมาคือ Chip Packaging และ Semiconductor ตามลำดับ รวมถึงการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ประเทศไทยและสถาบันไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านแผ่นวงจรพิมพ์และการออกแบบวงจรรวมตามลำดับโดยการสนับสนุนจาก บพข. สกสว. และสำนักงานปลัดกระทรวง อว.
“สำหรับประเด็นการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม Semiconductor ในประเทศไทย ที่จะมีโรงงานใหม่เปิดอย่างเป็นทางการ จากความร่วมมือของ บริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ และกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมทุนสร้าง บริษัท เอฟทีวัน คอร์เปอเรชั่น จำกัด (FT1 Corporation Limited) เพื่อผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งแรกของประเทศโดยคาดว่าจะสร้างเสร็จในไตรมาสแรก ของปี 2570 นั้น
“TMEC สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้กับ FT1 หรือบริษัท ใดๆ ที่วางแผนการลงทุนทางด้านนี้ เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีใครทำงานด้านนี้มากนัก และในปัจจุบัน TMEC ถือเป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรด้านนี้มากที่สุดของประเทศ โดยประมาณ 50 คน อีกทั้งยังเป็นที่เดียวที่มีกระบวนการผลิตเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศและเป็นหน่วยงานของรัฐ ทำให้การพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และไม่ต้องพึ่งพาบุคลากรจากต่างชาติจำนวนมาก ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นการมี TMEC มาสนับสนุนการรับและถ่ายทอดความรู้ทางด้านกระบวนการผลิตของเซมิคอนดักเตอร์จะลดความยากลำบากในการสร้างและพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้เฉพาะด้านนี้แก่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องภาษาและความรู้เชิงเทคนิค เป็นต้น”
นอกจากนี้ TMEC ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคคลากรในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมในการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในด้านวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยการนำโครงการที่ TMEC ต้องดำเนินการมาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) Demo Day – Thailand Chapter
CSIRO ร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดกิจกรรม Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) Demo Day – Thailand Chapter ภายใต้ความร่วมมือนวัตกรรมพลาสติกในลุ่มน้ำโขง ระหว่างไทยและออสเตรเลีย
โดยท่านจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญและการนำเสนอไอเดีย (Pitching idea) ของนักวิจัย นวัตกร บริษัทสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ จำนวน 6 ทีม ได้แก่
นอกจากนี้ ท่านจะได้ใกล้ชิดผลงานวิจัยของหน่วยงานพันธมิตร (Showcase)
💥แล้วมาพบกัน…ในงาน
" Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) Demo Day – Thailand Chapter"
🗓️7 พฤศจิกายน 2567
⏰09.00 – 15.30 น.
📌ณ โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพ
📝ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่ https://shorturl.at/Ybe8J
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ippin.org/thailand_demoday/
#Thailand-Cohort
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “THAI SME-GP” ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
(26 กันยายน 2567) ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นตัวแทนองค์กร สวทช. รับโล่ประกาศเกียรติคุณ "THAI SME-GP" ในฐานะหน่วยงานหน่วยงานสนับสนุนส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายในงานเชื่อมโยงคู่ค้าเพื่อสร้างโอกาส SME เข้าสู่ตลาดภาครัฐ/ภาคเอกชน THAI SME-GP Day 2024 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อเชื่อมหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค ได้มีโอกาสพบกับสินค้า/บริการจากผู้ประกอบการ SME ที่ศักยภาพ ซึ่งผ่านการคัดสรรจาก สสว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบภาคเอกชนกับภาครัฐ (B2G) ภาคเอกชนกับภาคเอกชน (B2B) และภาคเอกชนกับผู้บริโภค (B2C) ระหว่างวันที่ 26-28กันยายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. โดย สวทช. นำ “แพลตฟอร์มสุขภาพการแพทย์ AMED Care” ร่วมขยายผลนวัตกรรมทางด้านสุขภาพและการแพทย์ ในงาน ‘30 บาท รักษาทุกที่’
(27 กันยายน 2567) ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน "30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า กรุงเทพมหานคร" โดยคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารเข้าร่วมงาน อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสุขภาพเข้าร่วมกว่า 1,000 คน
ทั้งนี้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า กรุงเทพมหานคร” ซึ่ง สวทช. โดยกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ ได้นำผลงาน “แพลตฟอร์มสุขภาพการแพทย์ AMED Care”
โดยความร่วมมือของพันธมิตรที่สำคัญ คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สภาเภสัชกรรม สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI กรุงเทพมหานคร (กทม.) และธนาคารกรุงไทย (มหาชน) มาร่วมจัดแสดงและประชาสัมพันธ์แพลตฟอร์มด้านสุขภาพการแพทย์ที่ให้บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิแก่ประชาชน รวมถึงการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลที่เข้าร่วม “โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่” ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ แพลตฟอร์มกลุ่ม AMED Care ปัจจุบันให้บริการใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. แพลตฟอร์มร้านยาดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 32 อาการ (AMED Care Pharma) 2. แพลตฟอร์มระบบบริการคลินิกพยาบาลสำหรับตรวจรักษาโรคเบื้องต้น (AMED Care Nurse Clinic) 3. แพลตฟอร์มระบบบริการคลินิก-เวชกรรมสำหรับโรคทั่วไป (AMED Care for Medicine Clinic) และ 4. แพลตฟอร์มระบบบริการคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น (AMED Care for Thai Traditional Medicine Clinic)
ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์ม AMED Care ทั้ง 4 แฟลตฟอร์ม มีจำนวนรวมมากกว่า 6.1 ล้านคนผ่านหน่วยมากกว่า 5,200 แห่ง โดยผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มร้านยาดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 32 อาการ มีจำนวนมากกว่า 3.3 ล้านคน รองลงมา คือ แพลตฟอร์มระบบบริการคลินิกพยาบาลสำหรับตรวจรักษาโรคเบื้องต้น มีจำนวนมากกว่า 2.8 ล้านคน ทั้งนี้คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มการใช้บริการของระบบแพลตฟอร์ม AMED Care เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังมีการขยายตัวให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม “แพลตฟอร์ม A-MED Care” ได้ที่ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. ที่ LINE Official Account: @A-med หรือ Facebook: https://www.facebook.com/A.MED.nstda/
ข่าวประชาสัมพันธ์
แบตเตอรี่เสื่อม ซึม รั่ว ภัยใกล้ตัวที่ควรระวัง
เมื่อแบตเตอรี่ที่ใช้งานเริ่มเสื่อมสภาพ มักเกิดอาการบวม มีรอยรั่ว และมีสารเคมีรั่วซึมออกมา ซึ่งสารเคมีที่ใช้ในแบตเตอรี่แต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันออกไป การรั่วซึมของสารเคมีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดีนัก มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นพิษและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา
อย่างถ่านไฟฉายธรรมดา (แบตเตอรี่สังกะสี-คาร์บอน) ใช้สังกะสีเป็นขั้วลบ แมงกานีสไดออกไซด์เป็นขั้วบวก สารละลายแอมโมเนียมคลอไรด์และซิงก์คลอไรด์เป็นอิเล็กโทรไลต์ เมื่อถ่านหมด นั่นหมายความว่าสารแมงกานีสไดออกไซด์ถูกทำปฏิกิริยาจนหมด เหลือแต่สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะไปกัดกร่อนตัวปลอกถ่านที่เป็นสังกะสีจนทำให้สารเคมีภายในรั่วไหลออกมาได้ โดยแอมโมเนียมคลอไรด์อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองทางเดินหายใจ ผิวหนัง และดวงตา ไอซิงก์คลอไรด์เป็นพิษเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณโพรงจมูก ระคายเคืองผิวหนังและเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ส่วนถ่านแอลคาไลใช้สารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็นอิเล็กโทรไลต์ที่มีฤทธิ์เป็นเบส ซึ่งเกิดปฏิกิริยาเคมีกับปลอกสังกะสีได้เช่นเดียวกันเมื่อถ่านหมดอายุการใช้งานแล้ว นอกจากการรั่วไหลของสารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทำลายผิวหนังและดวงตาแล้ว ยังพบโลหะหนักหลายชนิดปะปนด้วย เช่น แคดเมียมที่ก่อให้เกิดโรคอิไตอิไตและมะเร็ง, ปรอทที่ทำให้ระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ความจำเสื่อม ไตวาย, ตะกั่วที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ความคิดสับสน ชัก หมดสติ
มาถึงแบตเตอรี่ตัวท็อปที่ใช้งานกันแพร่หลายอย่างลิเทียมไอออน สารอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ชนิดนี้ประกอบด้วยเกลือลิเทียมและตัวทำละลายอินทรีย์จำพวกคาร์บอเนต ซึ่งเมื่อสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นภายนอกเซลล์ก็จะเกิดเป็นกรดไฮโดรฟลูออริกที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง มีความเป็นพิษ และก่อให้เกิดอาการระคายเคืองสูง กรดดังกล่าวทำลายเนื้อเยื่อและรบกวนการทำงานของระบบประสาท ผู้ที่สัมผัสกรดอาจไม่รู้สึกเจ็บในตอนแรก แต่ส่งผลในระยะยาวทำให้กระดูกพรุนและข้อเสื่อม นับว่าเป็นกรดที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างยิ่ง
แบตเตอรี่เสื่อม ซึม รั่ว จึงเป็นภัยใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้าม เมื่อพบว่าแบตเตอรี่เสื่อมเมื่อไร อย่าดันทุรังใช้งานต่อ และอย่าเอาไปทิ้งสุ่มสี่ห้ารวมกับขยะอื่น ควรแยกและนำไปทิ้งที่จุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ : https://www.mtec.or.th/post-knowledges/47282/
เรียบเรียงโดย รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
บทความ


