ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมใจจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล และถวายสัตย์ปฏิญาณตน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน (สวทช.) ร่วมใจจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569
โอกาสนี้ คณะผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง โดยกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดินและดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป
พร้อมกันนี้ ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชา ก่อนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ถือเป็นการรวมพลังแห่งความตั้งใจของบุคลากร สวทช. ในการมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวแปลงปทุมมาบ้านตาด “Field Day ปทุมมา ราชินีป่าฝน” สัมผัสความงดงามของดอกปทุมมาหลากสายพันธุ์ที่เบ่งบานต้อนรับหน้าฝน
(วันที่ 21 กรกฎาคม 2569) ณ แปลงสาธิตการผลิตปทุมมาแบบครบวงจร ศูนย์วิจัยและพัฒนาท้องถิ่นบ้านตาด มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ต.บ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี: ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Field Day "ปทุมมา ราชินีป่าฝน" โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร สุทธิบาก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. คณะผู้บริหาร คณะทำงานมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เกษตรอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้นำชุมชนตำบลบ้านตาด เกษตรกรเครือข่าย ผู้ประกอบการ นักวิจัย เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช กล่าวว่า “ งาน Field Day "ปทุมมา ราชินีป่าฝน" เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตลอดจนหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับภาคการเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ปทุมมา หรือ Siam Tulip เป็นหนึ่งในไม้ดอกเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านความหลากหลายของพันธุกรรม ความงดงามของดอก และโอกาสทาง การตลาด สามารถต่อยอดได้ทั้งการผลิตไม้ตัดดอก ไม้กระถาง ไม้ประดับภูมิทัศน์ การผลิตหัวพันธุ์ปลอดโรค ตลอดจนการแปรรูปและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งล้วนเป็นการสร้างอาชีพ รายได้ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรไทย สวทช. มีพันธกิจสำคัญในการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร ภายใต้แนวคิด วิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จริง โดยมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และห้างหุ้นส่วนจำกัด ลัคกี้ซีดส์อโกร ดำเนินงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปทุมมาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ การผลิตหัวพันธุ์ปลอดโรค การจัดการแปลงผลิต การพัฒนาเกษตรกรต้นแบบให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ การสร้างแปลงสาธิต ตลอดจนการขยายเครือข่ายการเรียนรู้ ส่งผลให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาท้องถิ่นบ้านตาด เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านปทุมมาและกระเจียวที่สำคัญของประเทศ และสามารถขยายผลสู่เกษตรกรในหลายจังหวัดได้อย่างต่อเนื่อง”
งาน Field Day เป็นเวทีเผยแพร่ความงดงามของปทุมมา และยังเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันยกระดับปทุมมาให้ก้าวสู่การเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก อีกทั้ง เป็นการเตรียมความพร้อมของจังหวัดอุดรธานี ในการเป็นเจ้าภาพ มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี ปี 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านพืชสวน งานวิจัย นวัตกรรม และการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ
ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมแปลงปทุมมา ตลอดฤดูกาลท่องเที่ยว
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 เวลา: 09.00 – 18.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติมและการเดินทาง:
แผนที่การเดินทาง: https://qrco.de/bgujP2
จัดโดย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สวทช. (NSTDA) และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Development of High-Protein Beverages
📢 เปิดรับสมัครแล้ว! กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Development of High-Protein Beverages : การพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนสูง 📢
สวทช. โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนสูง เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ที่จะได้เรียนรู้ตั้งแต่เทรนด์ตลาด การพัฒนาสูตร เทคโนโลยีการผลิต และการประเมินคุณภาพ พร้อมลงมือทำจริงเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจ
ทีมวิทยากร
โดยทีมวิทยากรจาก คณะอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ผศ. ดร.สุเมธี ส่งเสมอ
ดร.ช่อผกา เทพธานี
ดร.นารินทร์ ไพบูลย์
ดร.พีรภาว์ เตชะนิยม
วันจัดกิจกรรม: 17 - 18 สิงหาคม 2569 สถานที่จัดกิจกรรม: ณ คณะอุตสาหกรรมอาหาร สจล.
Workshop Highlights
เทรนด์ตลาดและโอกาสของเครื่องดื่มโปรตีนสูง
แนวทางเลือกวัตถุดิบและออกแบบสูตรให้ตอบโจทย์ตลาด
เรียนรู้การผลิตระดับ Pilot ด้วยเทคโนโลยี HTST และ HPP
การประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์เบื้องต้น
กระบวนการผลิตที่เหมาะสม เพื่อต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรม
พิเศษ! ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือปฏิบัติการออกแบบสูตรเครื่องดื่ม Plant-Based High-Protein
รายละเอียดการลงทะเบียน
ลงทะเบียนที่: https://forms.gle/32KmjS5Co51uebtU6
ค่าลงทะเบียน (ราคายังไม่รวม VAT 7%)
สมัคร 1 ท่าน 2,500 บาท
พิเศษ สมัคร 2 ท่าน เพียง 4,000 บาท (รับจำนวนจำกัด 30 ที่นั่ง เท่านั้น)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FoodInnopolis หรือโทร 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม
“รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี” พร้อมส่ง “น้ำดื่มสะอาด” ช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหรือห่างไกล
สรุปใจความสำคัญ
นาโนเทค สวทช. ร่วมกับ กปภ. พัฒนา “AquaNano” รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ เพื่อรับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำสะอาด
AquaNano ใช้ผลิตน้ำดื่มสะอาดจากแหล่งน้ำดิบได้ 500 ลิตรต่อชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ประสบอุทกภัย ภัยแล้ง เหตุการณ์ความไม่สงบ และพื้นที่ห่างไกล
AquaNano ใช้ระบบกรองน้ำ 7 ขั้นตอน ด้วยวัสดุเซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิว สามารถกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานน้ำดื่ม โดยมีเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่แสดงผลแบบเรียลไทม์ที่หน้าเครื่องด้วย
AquaNano ผ่านการออกแบบให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว บำรุงรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถนำวัสดุกรองที่หมดอายุการใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อนำกลับไปใช้งานใหม่ได้
เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปจนถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบต่อระบบผลิตน้ำประปาทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำสะอาดได้ตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคและบริโภคในช่วงเวลาที่เปราะบาง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พัฒนา “รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ” เพื่อเตรียมพร้อมรับวิกฤตขาดแคลนน้ำสะอาด
ต่อยอดจากบทเรียนภาคสนาม สู่การพัฒนารถผลิตน้ำดื่ม
ที่ผ่านมาเมื่อประเทศไทยต้องเผชิญภัยพิบัติที่ส่งผลให้การผลิตน้ำสะอาดในพื้นที่หยุดชะงัก แนวทางแก้ไขแบบเร่งด่วน คือ การลำเลียงน้ำประปาจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือมีผู้ประสบภัยจำนวนมาก
[caption id="attachment_88220" align="aligncenter" width="750"] นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) กปภ.[/caption]
นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) กปภ. เล่าว่า ตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 กปภ. ได้ร่วมกับ สวทช. ทดลองนำเครื่องกรองน้ำด้วยเทคโนโลยีนาโน ชนิดที่กรองน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นน้ำดื่มสะอาดได้ในอัตรา 250 ลิตรต่อชั่วโมงไปติดตั้งยังจุดเกิดเหตุจำนวน 2 เครื่อง เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในตอนนั้นจะผลิตน้ำได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประสบภัย แต่ก็ช่วยบรรเทาวิกฤตขาดแคลนน้ำดื่มได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างมาก
“จากความสำเร็จในครั้งนั้นได้จุดประกายให้ กปภ. เร่งสานต่อความร่วมมือกับ สวทช. ในการพัฒนารถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (Mobile nanotech water purify for emergency relief) หรือ AquaNano จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยสำหรับใช้รับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำดื่ม ทั้งด้วยเหตุจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง รวมไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ นอกจากนี้ในอนาคตยังอาจต่อยอดเทคโนโลยีนี้ไปสู่การบริการน้ำดื่มสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้วย”
AquaNano รถผลิตน้ำดื่มสะอาด 500 ลิตรต่อชั่วโมง
AquaNano คือ ระบบเครื่องกรองน้ำที่ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่การติดตั้งใช้งานบนรถกระบะ เพื่อให้เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ได้สะดวก เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้เร็ว
[caption id="attachment_88218" align="aligncenter" width="750"] ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ นาโนเทค สวทช. และหัวหน้าแผนงานนวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (A–Quality) อธิบายว่า AquaNano เป็นเครื่องกรองน้ำที่ใช้วัสดุเซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิวในการกรองน้ำดิบ 7 ขั้นตอน ทำให้กำจัดสารปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักอย่างสารหนูและฟลูออไรด์ได้มีประสิทธิภาพกว่าเครื่องกรองน้ำทั่วไป เพราะสารปนเปื้อนเหล่านี้มักมีอัตราการเจือปนในน้ำดิบสูงกว่าปกติในช่วงอุทกภัยและภัยแล้ง
“เครื่องกรองนี้เปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำบริสุทธิ์ได้ที่อัตราความเร็ว 500 ลิตรต่อชั่วโมง โดยเปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ได้มากถึงร้อยละ 75 มีน้ำดิบเหลือทิ้งเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์ตรวจวัดค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) และการนำไฟฟ้า (EC) แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจติดตามว่าน้ำที่ผ่านการกรองมีคุณภาพตามมาตรฐานน้ำดื่มอยู่เสมอ อีกทั้งยังใช้แสดงคุณภาพของน้ำกรองให้ประชาชนที่มารับน้ำดื่มได้เห็น เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคด้วย”
ระบบ AquaNano ผ่านการออกแบบให้ใช้งานและดูแลรักษาได้ง่าย โดยประชาชนเพียงศึกษาขั้นตอนซ่อมบำรุงระบบด้วยตนเองผ่านสื่อการสอนที่ทีมวิจัยจัดเตรียมไว้ให้
ดร.ณัฏฐพร เล่าว่า ทีมวิจัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการออกแบบระบบให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ซ่อมบำรุงง่าย และนำวัสดุที่หมดอายุการใช้งานแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน และให้เกิดการขยายผลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ง่ายยิ่งขึ้น
“ทีมวิจัยยังสามารถออกแบบระบบกรองน้ำให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ เช่น การออกแบบระบบกรองน้ำให้เหมาะกับแหล่งน้ำที่มีสารหนูเจือปน หรือพื้นที่ที่ต้องสลับการใช้น้ำระหว่างน้ำผิวดินกับน้ำบาดาล โดยพยายามเลือกวัสดุเหลือใช้ที่มีมากในท้องถิ่นมาผลิตเป็นวัสดุกรอง และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ วิจัย และพัฒนา เพื่อความยั่งยืนในการใช้งานด้วย”
นอกจากการพัฒนาระบบกรองน้ำที่เน้นใช้งานง่าย ทีมวิจัยยังต่อยอดองค์ความรู้ด้านวัสดุและการออกแบบระบบกรองน้ำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจนำไปพัฒนาต่อยอดในบริบทของตนเอง
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 หน่วยงาน ในการยกระดับการเข้าถึงน้ำสะอาดของคนไทย ทั้งในสถานการณ์ปกติและในช่วงเกิดภัยพิบัติ สำหรับหน่วยงานที่สนใจร่วมวิจัยหรือประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณนริศา บรรยงวรพินิจ อีเมล narisa@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. จับมือ พม. เร่งเครื่อง “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
(วันที่ 20 กรกฎาคม 2569): กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาแก้ปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับประเทศ โดยศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำคณะผู้บริหาร สวทช. อาทิ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช. ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.นุวงศ์ ชลคุป รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้าน Core Business ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) และทีมวิจัย สวทช. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวังสะพานขาว ชั้น 18 B อาคารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานว่า ในปีงบประมาณนี้ กระทรวง พม. มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้แก่กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการทำ “ห้องปลอดฝุ่น” เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ตลอดจนการยกระดับ “ระบบ MSO Logbook” ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพร้อมเดินหน้าโครงการสำคัญ อาทิ ThaiSook Watch นาฬิกาอัจฉริยะติดตามสุขภาพ, ธนาคารอาหารแห่งประเทศไทย และการขยายผลระบบ Nirun Platform เพื่อสร้างสวัสดิการที่ทั่วถึงและแม่นยำ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาสนับสนุนภารกิจของกระทรวง พม. โดยมุ่งหวังให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้เป็นต้นแบบของการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคสังคมอย่างแท้จริง ผ่านการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสังคมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
ขณะที่ นายวิเชียร สุขสร้อย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ว่า หัวใจสำคัญคือการหาแนวทางทำงานร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยและแพลตฟอร์มของ สวทช. สามารถนำมาใช้จริงได้ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ “ตลาดที่ พม. ดูแลอยู่มีขนาดใหญ่มาก หาก สวทช. มีโมเดลที่ชัดเจนในการ ขยายผลงานวิจัยสัก 1 เรื่อง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมจะเป็นต้นแบบที่ดีมาก อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญคือทั้งผู้พัฒนาและผู้ใช้งานต้องปรับตัวเข้าหากัน เพื่อให้ผลงานวิจัยนั้นออกไปถึงมือประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จริง” นายวิเชียร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้กำหนดแผนงานการนำนวัตกรรมจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติสู่การใช้ประโยชน์ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2570 โดยมีเป้าหมายในการจัดสวัสดิการตรงเป้า ดูแลเชิงรุก สุขภาพดี และสร้างงานให้กลุ่มเปราะบาง ดังนี้
(1) การเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการเชื่อม MSO Logbook กับข้อมูลดูแลผู้สูงอายุในระบบ Nirun Platform รวมทั้ง Traffy Fondue
(2) ชุดเทคโนโลยีสำหรับบ้าน “อยู่ดี” และสถานดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นชุดเทคโนโลยีพร้อมคู่มือเทคนิค (Technical Guideline) ในการนำนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพ Aging-in-place มาติดตั้งกับที่พักอาศัย ตามแนวทาง People-Centric Universal Design รวมทั้งสถานดูแลเช้าไปเย็นกลับ (Day Care) และสถานดูและระยะยาว (Long-term Care)
(3) ส่งเสริมสุขภาพด้วยแพลตฟอร์มและอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ThaiSook เพื่อชวนออกกำลังกาย รวมทั้ง MSO Vital Fit
(4) สร้างงานให้กลุ่มเปราะบาง โดยเริ่มต้นที่คนพิการทางการเห็น ด้วยการพัฒนาทักษะงานดิจิทัลมาเป็นผู้ตรวจเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามมาตราฐาน WCAG2.2
นอกจากนี้ในส่วนของความคืบหน้าเชิงปฏิบัติการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามมาตรฐานชาติ เชื่อมกับ “KidDiary Platform” เพื่อติดตามพัฒนาการเด็กในความดูแลกว่า 4,000–5,000 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี โดยตั้งเป้าหมายในการติดตามและประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคลอย่างเป็นระบบ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กทุกคนจะได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
อย่างก็ตามโครงการนำร่องปี 2570 นี้ จะสำเร็จได้จากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในกระทรวง พม. อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน การเคหะแห่งชาติ สำนักงานธนานุเคราะห์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ พันธมิตร มอบทุน JSTP รุ่น 28 บ่มเพาะเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักวิจัย
(วันที่ 20 กรกฎาคม 2569) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแสดงความยินดีและปฐมนิเทศนักเรียนทุน โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน ระยะยาวรุ่นที่ 28 (JSTP) และโครงการการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อรับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่อาชีพวิจัย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการดูแลและส่งต่อเยาวชนจากระดับมัธยมปลายสู่อุดมศึกษา เพื่อสร้างเส้นทางสู่อาชีพนักวิจัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางรากฐานนวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
การส่งเสริมศักยภาพเยาวชนสู่อาชีพวิจัย
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน หรือ JSTP คือความตั้งใจของ สวทช. ในการเฟ้นหาผู้มีใจรักและมีความสามารถพิเศษตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อนำมาบ่มเพาะและส่งเสริมในรูปแบบที่หลากหลายตามความถนัดของแต่ละคน โดยเฉพาะการจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงที่คอยดูแลแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพอย่างไร้ขีดจำกัด และเติบโตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมต่อไปในอนาคต
สวทช. ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 28 ซึ่งจากผู้สมัครทั่วประเทศจำนวน 555 คน มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการระยะสั้น 42 คน ที่ได้มุ่งมั่นดำเนินโครงงานวิทยาศาสตร์ภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่าง ๆ ของโครงการฯ เป็นระยะเวลา 10 เดือน จนในที่สุดคณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกผู้มีแววอัจฉริยภาพเด่นชัดจำนวน 7 คน เพื่อเข้ารับทุนสนับสนุนการศึกษาและการทำวิจัยในระยะยาว เพื่อก้าวสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยต่อไป
นอกจากเยาวชนในรุ่นที่ 28 แล้ว การปฐมนิเทศในวันนี้ยังมีเยาวชนในโครงการการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อรับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่อาชีพวิจัย ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ โครงการ JSTP-SCB ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 8 อีกจำนวน 5 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกผ่านการสัมภาษณ์จากระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้าสู่การรับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับปริญญาตรี ตลอดจนเชื่อมโยงและส่งต่อไปยังการรับทุนในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่เยาวชนจะได้มาเข้าร่วมกิจกรรม ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะให้พวกเรามีใจใฝ่รักในวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของ สวทช. และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนทุกท่านจะได้รับความรู้ความเข้าใจในกระบวนการส่งเสริมนักเรียนทุน ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับวิทยากร และร่วมกันสร้างเครือข่ายในกลุ่มเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่อที่จะได้บูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ มุ่งมั่นสู่การเป็นนักวิจัยที่ดีต่อไป และตลอดการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะมีรุ่นพี่ JSTP Alumni มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งพี่ ๆ จากฝ่ายต่าง ๆ ของสำนักพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์ สวทช. ที่จะมาเล่าเรื่องทุนและโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีมากที่เยาวชนจะได้เข้าร่วมในโอกาสต่อไป
“สวทช. ขอขอบคุณในความตั้งใจของผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขอขอบคุณทีมวิทยากรและรุ่นพี่ทุกท่านที่สละเวลามาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้” ดร.พัชร์ลิตา กล่าวทิ้งท้าย
SCB ร่วมผลักดันเยาวชนสู่รากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน
ด้าน นางอรุณศรี ฉันทพิชญานันท์ ผู้จัดการฝ่าย CSR Project ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCB รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีปฐมนิเทศ และได้พบกับเยาวชนที่เปี่ยมด้วยศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนและการสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ เพราะเราเชื่อมั่นว่า “เยาวชนคือรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต” การส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวันนี้ จึงเป็นการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน
ธนาคารไทยพาณิชย์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการสนับสนุนโครงการ JSTP-SCB มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมบ่มเพาะเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ทั้งในมิติขององค์ความรู้ ประสบการณ์การวิจัย และการพัฒนาตนเองในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 20 ก.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569ไบโอเทค สวทช. จับมือ ม.เคมบริดจ์ เปิดเวทีขับเคลื่อนงานวิจัยยกระดับการป้องกัน 'โรคไข้หูดับ' ผสานพลังเครือข่ายวิจัยระดับโลก แกะรอยพันธุกรรมเชื้อก่อโรค 'ไข้หูดับ' ในสุกรชำแหละ มุ่งเน้นการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพันธุกรรมเพื่อติดตามความไวของเชื้อตดื้อยา .... >> อ่านต่ออวท. ผุดโปรแกรม TSP Scale X Landing ทลายขีดจำกัดสตาร์ตอัป ! สวทช. โดย อวท. ผนึก รัฐ-เอกชน ชูโมเดล “Two Journeys. One Ecosystem” ดึงทรัพยากร สวทช. และพันธมิตร ปั้นไทยสู่ฮับเทคโนโลยีอาเซียน ช่วยสตาร์ตอัปเข้าถึงทุน เชื่อมโยงตลาด เปิดรับสมัครร่วมโครงการแล้ววันนี้ ... >> อ่านต่อกมธ.อว. เยี่ยมชม สวทช. : นางฐิติมา ฉายแสง ประธาน กมธ.อว. เยี่ยมชม สวทช. โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. และคณะผู้บริหารร่วมต้อนรับ เพื่อหารืองานวิจัยเด่น เช่น Traffy Fondue TPMAP และ AI ภาษาไทย นำองค์ความรู้ถ่ายทอดให้เกษตรกรและชุมชน สร้างรายได้จาก วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. จับมือมหาดไทย ส่งเครื่องยนต์ วทน. ขับเคลื่อน ‘นบท. 69’ ชูแนวคิด ‘High Impact’ ปฏิรูปเศรษฐกิจภูมิภาค
18 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กระทรวงมหาดไทย โดยสถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดโครงการฝึกอบรม “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะนักบริหารงานเชิงพื้นที่ (นบท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ณ วิทยาลัยมหาดไทย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมีข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษเข้าร่วมการอบรมรวม 100 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ครอบคลุมทั้งกลุ่มงานอำนวยการ กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม กลุ่มงานยุทธศาสตร์ฯ กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล และกลุ่มงานบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด รวมถึงข้าราชการส่วนกลางและสายงานสนับสนุน เพื่อบ่มเพาะและยกระดับวิสัยทัศน์ของแม่ทัพผู้ขับเคลื่อนนโยบายในระดับท้องถิ่น ให้มีความพร้อมในการบริหารงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” พร้อมจุดประกายเพื่อติดอาวุธทางความคิดและส่งมอบเครื่องมือเทคโนโลยีให้แก่นักบริหารงานเชิงพื้นที่ นำไปปลดล็อกศักยภาพและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด โดยท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ถาโถมทั่วโลก ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และกระแส AI Disruption ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรและแรงงานแบบเดิม ที่มักติดหล่มกับการทำงานแบบ “ทำมากแต่ได้ผลลัพธ์น้อย” ไปสู่ “เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม” ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง หรือการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” เพื่อให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและหมุดหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดินซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐไม่สามารถดำเนินโครงการในทุกเรื่องพร้อมกันได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนจากการดำเนินงานในลักษณะกระจายตัวแบบเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่ำและทำให้สูญเสียโอกาส ไปสู่การ “เลือกทำในเรื่องสำคัญ” ที่จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือสร้างผลกระทบสูงในวงกว้างแก่ประชาชนเป็นหลัก โดย สวทช. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางเทคนิค (Technical Partner) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในทุกพื้นที่ เพื่อใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็น “คานงัด” ในการปลดล็อกศักยภาพของท้องถิ่น
ที่ผ่านมา สวทช. ได้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าไปแทรกซึมและสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในมิติต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหารมูลค่าสูง ผ่านโครงการ “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” พัฒนาพื้นที่ในภาคอีสาน เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการสร้างระบบผลิตและตลาดที่ยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ด้วยการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูงตลอดห่วงโซ่ เช่น ข้าว พืชหลังนา พืชผัก สมุนไพร และโคเนื้อ ควบคู่กับการท่องเที่ยวบนฐานทุนวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมพัฒนาโมเดลไม้ดอก “ปทุมมา” รองรับงานพืชสวนโลก ปี 2569 ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มอย่างยั่งยืน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาความเข้มแข็งของภาคการเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ ด้านการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล โดยการขยายผลแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงปี 2569–2570 เพื่อนำระบบ AI เข้ามาช่วยรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเมืองโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ระบบราชการโปร่งใสและคล่องตัว และด้านสังคมและสุขภาพ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มดูแลผู้สูงอายุองค์รวมในชุมชน เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
ในช่วงท้ายของการบรรยาย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการขับเคลื่อนในอนาคต โดยสนับสนุนให้นักบริหาร นบท. ร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศเชิงพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผสานพลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ สวทช. ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณลงได้เท่านั้น แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมีเอกภาพ และนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกำหนด “เกณฑ์ระดับดาวความปลอดภัยหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและเพิ่มข้อมูลเพื่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
วันที่ 14 กรกฏาคม 2569
ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะทำงานพัฒนาการออกฉลากความปลอดภัยหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อร่วมกำหนด “เกณฑ์ระดับดาวความปลอดภัยหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย” ภายใต้โครงการ “ยกระดับความมั่นใจด้วยฉลากความปลอดภัยหมวกกันน็อกไทย” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนผู้บริโภค ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่างเกณฑ์การประเมิน ก่อนนำไปปรับปรุงให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับประเทศโดยมี คุณสารี อ๋องสมหวัง ประธาน “คณะทำงานพัฒนาการออกฉลากความปลอดภัยหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์” และเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวเปิดงาน
ด้าน รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการแพลตฟอร์มเผยแพร่ข้อมูลประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์ โดยประเทศไทยนั้นยังคงประสบปัญหาการสูญเสียจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โดยการบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ แม้ว่าหมวกนิรภัยที่จำหน่ายในประเทศจะต้องผ่านมาตรฐานบังคับ แต่ผู้บริโภคยังขาดข้อมูลเชิงเปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพการปกป้องที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อได้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบประเมินระดับดาวความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยยกระดับจากการรับรองเพียง “ผ่านมาตรฐาน” ไปสู่การสื่อสารระดับสมรรถนะด้านความปลอดภัยที่เข้าใจง่ายและตรวจสอบได้
ภายในงานมีการนำเสนอที่มาและแนวทางการดำเนินโครงการ ตลอดจนรายละเอียดเชิงลึกจากคณะผู้วิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอผลการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการพัฒนาฉลากความปลอดภัย โดยชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญและยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อหมวกนิรภัยที่มีระดับดาวความปลอดภัยที่สูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมจากการช่วยลดความสูญเสีย แต่ยังส่งผลดีต่อผลประกอบการของภาคธุรกิจอีกด้วย
ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ MTEC สวทช. นำเสนอขอบข่ายในการทดสอบและการคำนวณคะแนนเพื่อจัดระดับดาว โดยระบุว่าทีมวิจัยได้เลือกใช้หัวข้อการทดสอบ “การดูดซับแรงกระแทก” ตามมาตรฐาน มอก. 369 มาเป็นเกณฑ์หลัก และนำผลความเร่งสูงสุดที่ได้จากการกระแทกทั้ง 4 ตำแหน่ง (หน้า, บน, หลัง, ข้าง) มาคำนวณถ่วงน้ำหนักร่วมกับข้อมูลสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เพื่อแปลงข้อมูลเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนให้เป็น “ดัชนีความปลอดภัย” ที่ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่าย
อาจารย์เศรษฐลัทธ์ แปงเครื่อง ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ MTEC สวทช. นำเสนอเกณฑ์การจัดระดับดาวของหมวกกันน็อก โดยอธิบายถึงการนำข้อมูลที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างหมวกในท้องตลาดมาวิเคราะห์ทางสถิติและการแจกแจงแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อแบ่งระดับดัชนีความปลอดภัยออกเป็น 0-5 ดาวอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแพลตฟอร์มเผยแพร่ข้อมูล (Dashboard) ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพ สเปก และระดับดาวของหมวกแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างชัดเจนเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะถูกนำไปพัฒนาเกณฑ์การประเมิน ระบบการทดสอบ และแพลตฟอร์มฐานข้อมูลสาธารณะให้มีความครบถ้วน โปร่งใส เชื่อถือได้ และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ขณะเดียวกัน สวทช. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับการออกแบบและการผลิตหมวกนิรภัยให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมหมวกนิรภัยไทยควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค
โครงการ “ยกระดับความมั่นใจด้วยฉลากความปลอดภัยหมวกกันน็อกไทย” มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อหมวกนิรภัยได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของหมวกนิรภัยในประเทศไทย
สำหรับร่างเกณฑ์การจัดระดับดาวความปลอดภัย ได้พัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงผลการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 369) ร่วมกับข้อมูลสถิติอุบัติเหตุของประเทศไทย เพื่อคำนวณดัชนีความปลอดภัยและจัดระดับตั้งแต่ 0–5 ดาว โดยมุ่งหมายให้เป็นเครื่องมือสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เข้าใจง่าย โปร่งใส และช่วยยกระดับการแข่งขันเชิงคุณภาพของอุตสาหกรรมหมวกนิรภัยไทยในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงพบ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสพระราชทานทุนและรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้าน อว. จัดแสดงผลงานวิจัยหนุนความร่วมมือไทย – สหราชอาณาจักร
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย จัดกิจกรรม Women in STEM: Thailand - United Kingdom Partnership Event เนื่องในโอกาสการเสด็จเยือนประเทศไทยของ Her Royal Highness The Princess Royal เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมายังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสทรงพบ Her Royal Highness The Princess Royal เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี แห่งสหราชอาณาจักร โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเฝ้าฯ รับเสด็จ
ในโอกาสดังกล่าว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีและเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์ และได้ทรงพระราชทานสิ่งของที่ระลึกแด่ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ
ต่อมา เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักนวัตกรหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักรเข้าเฝ้าฯ ประกอบด้วย ดร.ปองกานต์ จักรธรานนท์ จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้สร้างนวัตกรรมด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) นำเสนอเครื่องต้นแบบปฏิกรณ์ไฟฟ้าเคมี เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่เก็บไว้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียน ศ.ดร.อลิสา วังใน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ไบโอม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin Off ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นำเสนอการพัฒนาเอนไซม์ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงและฟื้นฟูคุณภาพดิน และกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรม รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ ผู้ก่อตั้ง “โฟลไอโน” (Floaino) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อสอนปัญญาประดิษฐ์แก่นักเรียนและครู สาธิตกิจกรรมแบบโต้ตอบที่ใช้ภายในแพลตฟอร์มดังกล่าว ผศ.ดร.สมฤดี ดีไพศาล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้พัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน นำเสนอแพลตฟอร์มโรงพยาบาลเสมือนที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ดร.คนึงนิตย์ วาโย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้สร้างผลงานการศึกษาภูมิทัศน์ทางการเกษตร เพื่อสนับสนุนชุมชนผึ้งชันโรงซึ่งเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน นำเสนอข้อมูลจากการทำงานภาคสนามเกี่ยวกับภูมิทัศน์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งผลงานของนวัตกรหญิงทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การสร้างผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม
หลังจากทอดพระเนตรนิทรรศการ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และรายงานความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างสหราชอาณาจักรและราชอาณาจักรไทย เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ มีพระดำรัสเปิดงาน จากนั้นพระราชทานทุนเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สตรีนักวิจัยจำนวน 1 ทุน และพระราชทานรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 2 รางวัล เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานทุนและรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ และเสด็จพระราชดำเนินกลับ
การจัดงาน Women in STEM: Thailand - United Kingdom Partnership Event ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา และสถาบันวิจัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการความร่วมมือใหม่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนากำลังคน และการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เสริมศักยภาพผู้นำดิจิทัลภาครัฐ GCIO รุ่น 33 เรียนรู้ AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์
วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล ภายใต้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐ รุ่นที่ 33 (GCIO#33) เข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ณ อาคารศูนย์ ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
มีหัวข้อสำคัญ ในการนำเสนอเรื่อง “NSTDA ChatAI (ชาไทย)” โดย คุณวรวุฒิ ขุนครอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัล สวทช. ได้บรรยายเกี่ยวกับการใช้ NSTDA ChatAI (ชาไทย) ช่วยในการทำงานขั้นตอนต่าง ๆ ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับขนาดขององค์กร ต้องคำนึงถึงให้บุคลากรเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อปรับองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยการใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ เพราะ สวทช. ได้นำผลงานวิจัยส่วนหนึ่งจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) มาพัฒนาร่วมกัน
นอกจากนี้ ดร.ชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จากเนคเทค ได้นำเสนอเรื่อง “Pathumma LLM” สะท้อนทิศทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในหน่วยงานชั้นนำของประเทศ พัฒนาต่อยอดผลงานร่วมกับพันธมิตรจากภายนอก เพื่อให้เกิดการขยายการใช้งานในวงกว้าง
คณะผู้เข้าอบรม ยังได้เยี่ยมชมศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA โดยมี ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง ได้ฉายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการคำนวณขั้นสูง มีการนำไปใช้สำหรับงานวิจัยด้านวิทยาการคำนวณ เช่น AI (LLM Training), Big Data และงาน Simulation โดยรองรับงานที่มีความซับซ้อนและใช้ข้อมูลด้วยทรัพยากร GPU Computing และ High Memory ช่วยลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมหาศาล ช่วยฝึกฝน AI โมเดลขนาดใหญ่ของไทย พร้อมการประมวลผลแบบขนานที่ช่วยเพิ่มความเร็วและลดระยะเวลาในการประมวลผล โดย LANTA มีรูปแบบการให้บริการที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน การศึกษาดูงานในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบาทของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ และเปิดมุมมองต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดโครงการ C-HV SMEs 2026 ปั้นผู้ประกอบการใหม่สู่ธุรกิจมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม
(วันที่ 16 กรกฎาคม 2569) ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Development : BID) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศผู้ประกอบการในโครงการ “สร้างผู้ประกอบการใหม่จากผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อมุ่งสู่การเป็น SME ที่มีมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยี” ปี 2569 (C-HV SMEs 2026) เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยสู่การเป็น High Value SMEs ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรร
นายเกียรติรัตน์ ทองผาย ผู้จัดการงานเร่งสร้างศักยภาพธุรกิจเทคโนโลยี ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID) กล่าวว่า โครงการ C-HV SMEs 2026 มุ่งเปลี่ยนผู้ประกอบการจากผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้นวัตกรรม ให้สามารถนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดย สวทช. ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ตลาด พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวางแผนธุรกิจ การตลาด การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด สร้างความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินโครงการในปี 2568 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 11 ราย สามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ได้ 11 ต้นแบบ โดยอย่างน้อย 5 รายอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสู่ตลาด และ 3 รายเริ่มจำหน่ายสินค้าแล้ว นอกจากนี้ยังเกิด Business Matching ผ่านกิจกรรม Pitching โดยปีที่ผ่านมีผู้ประกอบการ 2 ราย มีโอกาสได้นำเสนอในเวที “SME ต้องรอด” ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ขณะที่ในปี 2569 โครงการได้ขยายการสนับสนุนเป็น 15 บริษัท พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศผ่านเครือข่ายของ สวทช. เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการก้าวสู่การเป็น High Value SMEs ที่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล
การจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรม Tech-Pitch Showcase: "15 พลังธุรกิจเทคโนโลยี เชื่อมโยงสู่โอกาสใหม่" เปิดให้ผู้ประกอบการ 15 รายที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ C-HV SMEs 2026 ได้ขึ้นเวทีนำเสนอแนวคิดธุรกิจและนวัตกรรมของแต่ละบริษัท ประกอบด้วย 1.บริษัท ดี.แอล. แมททีเรียล ดีไอวาย จำกัด 2.บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด 3.บริษัท กรีนเทค ลอนดรี้ เชียงใหม่ จำกัด 4.บริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด 5.บริษัท ซินโนวิ จำกัด 6.ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่น้ำมันท่าสะบ้า 7.ห้างหุ้นส่วนจำกัด อินสไปราแคร์ 8.บริษัท เดะบรู อินโนคอส จำกัด 9. บริษัท ลิน ไบโอเทค จำกัด 10.บริษัท เฮลท์ไซแอนซ์ อินโนเวชั่น จำกัด 11.บริษัท สยาม ไบโอ เน็กซัส จำกัด 12.บริษัท เวอริต้าส์อนาไลติคส์ จำกัด 13.บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด 14.บริษัท อัพสกิล เลิร์นนิ่ง โซลูชั่น จำกัด และ 15.บริษัท ออนิกซ์ เอ็กซ์อาร์ จำกัด
จากนั้นเป็นเวทีเสวนา “Innovate to Win: กลยุทธ์สร้างสรรค์นวัตกรรม ปั้น High Value SMEs สู่ความสำเร็จ” โดยมี นายปณิธาน ลีละธนาวิทย์ ผู้จัดการงานธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา (IPB) สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี (TLO) สวทช. มาถ่ายทอดแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ, นายสายัณห์ ไวรางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจ มาแนะนำการออกแบบ Business Model เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และมีผู้ประกอบการรุ่นพี่จากโครงการ C-HV SMEs 2025 ได้แก่ ดร.ธนธรรศ สนธีระ จากบริษัท คอสเม่เน็ต จำกัด และ ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ จากบริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยสู่การเป็นธุรกิจมูลค่าสูง
นอกจากนี้ นายสายัณห์ ไวรางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ยังบรรยายในหัวข้อ “การออกแบบ Business Model Canvas เพื่อก้าวข้ามหุบเหวนวัตกรรม” และ นายเอกชัย ขจรคำ ที่ปรึกษาอาวุโส งานบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (TBI) ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) สวทช. บรรยายหัวข้อ Next Steps & Journey Together: ก้าวไปสู่ความสำเร็จกับ C-HV SMEs 2026 เพื่อชี้แจงระเบียบการเบิกจ่ายทุนสนับสนุนและกติกาด้านสัญญา และนัดหมายแผนกิจกรรมในระยะถัดไป ก่อนปิดท้ายด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ สำหรับการต่อยอดโครงการในอนาคต
ทั้งนี้ โครงการ C-HV SMEs 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญของ สวทช. ในการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และก้าวสู่การเป็น High Value SMEs ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


