ผลการค้นหา :
สวทช. ต้อนรับคณะสำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาดูงานระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานบุคลากร
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและข้าราชการจาก สำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำโดย ดร.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสมาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานระบบสารสนเทศของ สวทช. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและแนวทางการให้บริการบุคลากรภาครัฐ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชม พร้อมกล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรและส่งเสริมการทำงานวิจัยอย่างมีระบบ
จากนั้น ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ ได้บรรยายภาพรวมหัวข้อ “ระบบสารสนเทศ สวทช. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบุคลากร” เพื่อแบ่งปันแนวทางการบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ให้สนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์กรสาธิตนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรสวทช. ได้มีการนำเสนอและสาธิตการใช้งานระบบงานสำคัญขององค์กร ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่:ระบบ NSTDA ERP (PABI) และกระบวนการเบิกจ่าย พร้อม ระบบ Line KhunSe (คุณซี) ผู้ช่วยส่วนตัว โดย คุณชุมชัย แซ่โง้ว ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลสารสนเทศระบบบริหารโครงการ myProject โดย คุณญาณวรรณ สินธุภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารระบบ NSTDA ChatAI (ชาไทย) โดย คุณวรวุฒิ ขุนครอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัล
กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และก้าวทันยุคดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบาย รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Government) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรและระบบดิจิทัลเพื่อบริการสาธารณะอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขอรับรองโครงการฯ ตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
สวทช. จัดอบรมเทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขอรับรองโครงการฯ ตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
🗓 12 พฤษภาคม 2569
📍 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
🌟 Key Highlights
✅สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
✅การยื่นขอรับรองและการคำนวณค่าใช้จ่ายของโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
✅เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเรียนรู้จากตัวอย่างข้อเสนอโครงการจริง
✅ฝึกปฏิบัติการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
🔎 รายละเอียดเพิ่มเติม
👉 https://www.career4future.com/tax200
📞 สอบถามรายละเอียด
☎️โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81890 (ศุภกัญญา)
📩E-MAIL : psc@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อบรม ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO 13485:2016 และการตรวจประเมิน ISO 19011:2018
สวทช. จัดอบรม ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO 13485:2016 และการตรวจประเมิน ISO 19011:2018 เสริมความรู้ระบบคุณภาพและการตรวจประเมินเครื่องมือแพทย์
29 – 30 เมษายน 2569
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
Key Highlights
ข้อกำหนด ISO 13485:2016 ภาพรวมและขอบเขตของระบบการจัดการคุณภาพ ISO 13485
ข้อกำหนด ISO 19011:2018 การตรวจประเมินคุณภาพภายใน
ฝึกปฏิบัติการจัดทำเอกสารเพื่อการตรวจประเมิน ISO 13485 และทำแบบทดสอบหลังการอบรม
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.career4future.com/ISO13485
สอบถามรายละเอียด
โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81890 (ศุภกัญญา)
E-MAIL : psc@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ปลัด อว. ระดมกูรูจัดทัพมหาวิทยาลัยไทย เปิดแผน AI อาวุธใหม่การศึกษาไทย ชู “ABDUL Uni” ปูพรมใช้สอนระดับอุดมศึกษา เคลื่อนนโยบายลดช่องว่างไอที
(วันที่9 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว. อาคารพระจอมเกล้า ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) โดยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทาง กลยุทธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” (Pedagogy & AI in Higher Education) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและนักนโยบาย 25 ราย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อกระทรวง อว. ซึ่งการอบรมครั้งนี้ สป.อว. จับมือร่วมกับศูนย์เทคโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เพื่อเปิดเวทีระดับนโยบาย ดึงกูรูด้านการศึกษาและนักไอทีชั้นนำร่วมกำหนดทิศทาง “Pedagogy & AI” หวังสร้างแนวปฏิบัติใหม่ในการเรียนการสอนรับประกาศกระทรวงฯ พ.ศ. 2568 การประชุมดังกล่าวมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเทคเทค สวทช. ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้บริหารและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า การขยับตัวครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประกาศกระทรวง อว. เรื่องแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโลกปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายุคนนี้เป็นยุคทอง Generative AI จึงต้องต้องเร่งเสริมสมรรถนะนักศึกษาเพื่อลดช่องว่างเทคโนโลยีและก้าวทันสถานการณ์และเทคโนโลยีโลก
“ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา Generative AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดด การประชุมครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในการออกแบบการเรียนรู้และการประเมินผลแบบใหม่ ซึ่งต่างจากรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เรามองถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสมรรถนะนักศึกษาอย่างแท้จริง” ปลัด อว. กล่าว
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในฐานะผู้ดำเนินการจัดประชุม กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการสร้างความตระหนักรู้การใช้ AI ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “ABDUL Uni” ร่วมกับเครือข่าย เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา
“เราไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่เรากำลังสร้างกลไกที่ใช้งานได้จริง ปัจจุบันเราเดินสายอบรมคณาจารย์ไปแล้วกว่า 473 คนทั่วประเทศ การระดมสมองจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับ Policy Maker ในวันนี้ จะนำไปสู่การตั้ง ‘หน่วยให้คำปรึกษาด้าน AI’ และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่จำแนกตามความเชี่ยวชาญของแต่ละกลุ่มสาขาวิชา ทั้งสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้การใช้ AI ในมหาวิทยาลัยเกิดผลสัมฤทธิ์ในวงกว้าง” ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าว
ด้าน ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนา และสาธิตแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ABDUL Uni ว่า แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นมากกว่าแค่แอปพลิเคชันทั่วไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ (Learning Infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ โดยหัวใจของ ABDUL Uni คือการทำให้ AI เป็นเรื่องที่จับต้องได้สำหรับอาจารย์และนักศึกษาทุกคณะ ไม่ใช่แค่เด็กคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี ABDUL Uni ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบเปิด (Open Environment) ที่เน้นบริบทไทย และที่สำคัญคือเน้นความปลอดภัยข้อมูล 'Data Privacy' ข้อมูลการเรียนการสอนและงานวิจัยของอาจารย์ไทยจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย ไม่ถูกนำไปใช้เทรนโมเดลของบริษัทข้ามชาติโดยที่เราไม่ยินยอม
“ทีมวิจัยเทคเทค สวทช. ออกแบบมาให้เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ช่วยให้อาารย์สามารถสร้างบทเรียนร่วมกับ AI ได้อย่างปลอดภัย (Safe Sandbox) ข้อมูลไม่รั่วไหล และที่สำคัญคือการมี 'Thai Context' หรือความเข้าใจบริบทภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ AI ต่างชาติ ดังนั้นการใช้ ABDUL Uni จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันและติดอาวุธให้สถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณและเต็มประสิทธิภาพ” ดร.ศวิต ระบุ
สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้น 2 วัน (9-10 กุมภาพันธ์ 2569) โดยวันแรกเน้นการประยุกต์ใช้ AI ในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, สุขภาพ, สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ส่วนวันที่สองจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสาขาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์ และวิทยาการข้อมูล เพื่อสรุปเป็นแผนยุทธศาสตร์เสนอต่อภาครัฐต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ประกาศผลโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 คว้าชัย YSC 2026 รับถ้วยพระราชทานฯ “กรมสมเด็จพระเทพฯ”
(วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมพันธมิตร จัดกิจกรรมประกาศผลการตัดสินรางวัลและรางวัลพิเศษ โครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 (YSC 2026) ซึ่งได้มีการนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมรับชมการประกวดพร้อมพูดคุยให้กำลังใจเยาวชนอย่างใกล้ชิด สำหรับพิธีประกาศผลรางวัลได้รับเกียรติจาก ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหาร สายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หัวหน้าศูนย์ประสานงานโครงการ YSC ทั้ง 6 แห่ง คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนนักเรียน อาจารย์ที่ปรึกษา เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเราให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับต้นน้ำผ่านการส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีในการแข่งขันและแสดงศักยภาพเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ในอนาคตการเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ สวทช. ได้ริเริ่มโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และบูรณาการองค์ความรู้สู่การสร้างสรรค์โครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาโครงงานในสาขาที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเครือข่ายคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่อาจต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการนำ วทน. มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า งานในวันนี้ สวทช. ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเครือข่ายศูนย์ประสานงานภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดพิธีประกาศผลรางวัล และปิดการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC) ครั้งที่ 28 หรือ YSC 2026 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งโครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ พร้อมทั้งคัดเลือกผู้แทนเยาวชนไทยไปแข่งขันในเวทีระดับโลก อาทิ งาน Regeneron ISEF 2026 ณ เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา และการประกวดโครงงาน และนวัตกรรมระดับนานาชาติอื่น ๆ
สำหรับโครงการ YSC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 28 ในปีนี้ มีโครงงานส่งเข้าประกวดถึง 2,625 โครงงาน จากนักเรียน 7,972 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1,555 คน จาก 380 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศทั่วประเทศ
ทั้งนี้สาขาการประกวด ครอบคลุม 9 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ 1.ชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ 2. เคมี 3. คณิตศาสตร์และสถิติ 4.วิศวกรรมศาสตร์ 5.วิทยาการคอมพิวเตอร์ 6. วัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ 7. วิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม 8.ฟิสิกส์ พลังงานและดาราศาสตร์ และ 9. วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมการแพทย์ ซึ่งจากการแข่งขันที่เข้มข้นผ่านรอบข้อเสนอโครงการและรอบนำเสนอผลงานระดับภูมิภาค ได้คัดเลือกโครงงานที่โดดเด่นที่สุดจำนวน 64 โครงงาน จาก 36 สถาบันการศึกษา เข้าสู่การประกวดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อชิงรางวัลชนะเลิศในสาขาต่าง ๆ รวมถึงรางวัลพิเศษ (Special Awards) อีก 18 รางวัล จากหน่วยงานพันธมิตรและภาคเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ยังมีความพิเศษผ่านกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ได้แก่ รางวัล Mentor-Mentee Innovation Synergy Award: การประกวดที่เน้นความร่วมมือระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักเรียน เพื่อต่อยอดโครงงานไปสู่ผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริงในด้าน Climate Action, Clean Air & Health และ Circular Economy
นอกจากนี้ ในรอบชิงชนะเลิศนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม YSC Education Outreach Day รวมถึงการได้เชิญศิษย์เก่าหรือ YSC Alumni กลับมาถ่ายทอดประสบการณ์ คุณวิศรุต ชาลี บริษัท รีเวสเทค จำกัด ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การเปลี่ยนโครงงานเป็นธุรกิจ” ซึ่งแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความต่อเนื่องในเส้นทางสายอาชีพนักวิจัย และพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนว่า YSC ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการประกวดที่จบลงในวันเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างรากฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย
“ความสำเร็จในวันนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเครือข่าย คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้ความสำคัญและมาร่วมเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครูผู้เสียสละทั่วประเทศ และการสนับสนุนหลักสูตรฝึกอบรมที่เข้มข้นจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงความทุ่มเทของคณะกรรมการ อาจารย์ที่ปรึกษา และนักเรียนทุกคน” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
สำหรับ รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน SOFTAX: การพัฒนาระบบคัดแยกปูนาระยะพร้อมลอกคราบจากพฤติกรรมการรวมกลุ่ม (thigmotaxis) เพื่อใช้ผลิตปูนานิ่มเชิงพาณิชย์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
2.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน ONCORE: นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ผล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำรังสีรักษาสําหรับโรคมะเร็งเกรดสูง โดยวิเคราะห์ภาพก้อนเนื้อสามมิติ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
3.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสำหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
รางวัลที่ 1 จำนวน 7 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน SOFTAX: การพัฒนาระบบคัดแยกปูนาระยะพร้อมลอกคราบจากพฤติกรรมการรวมกลุ่ม (thigmotaxis) เพื่อใช้ผลิตปูนานิ่มเชิงพาณิชย์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
2.สาขาเคมี ได้แก่
ผลงานการสังเคราะห์เซ็นเซอร์เปลี่ยนสีและเรืองแสงของอนุพันธ์โรดามีนสำหรับการตรวจวัดไอออนปรอทในแหล่งน้ำ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
3.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน ONCORE: นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ผล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำรังสีรักษาสําหรับโรคมะเร็งเกรดสูง โดยวิเคราะห์ภาพก้อนเนื้อสามมิติ โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
4.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงานการพัฒนาวัสดุหุ้มเมล็ดพันธุ์เลียนแบบโครงสร้างของผลประดู่ (Pterocarpus macrocarpus) เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในกระบวนการกระจายเมล็ดพันธุ์ทางอากาศ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.เลย
5.สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ ได้แก่
ผลงาน การหาผลเฉลยในรูปทั่วไปของสมการไดโอเเฟนไทล์เชิงเส้น n ตัวเเปร ด้วย Smith Normal Form เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่ง จากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
6.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสำหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
7.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่อการเคลื่อนที่ขณะร่วงหล่นของเมล็ดพวงคราม จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลที่ 2 จำนวน 6 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน การวิเคราะห์พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าหลายมิติและการสร้างแบบจำลองภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกับดักกาวในการควบคุมแมลงหวี่ในฟาร์มนกกระทา จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
2.สาขาเคมี ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาชุดตรวจวัดปริมาณทริปโตเฟน ด้วยการตรวจวัดเชิงสีจากพลาสมา เพื่อประยุกต์ใช้ในการตรวจหาความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้า จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
3.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน RADIA: นวัตกรรมการจำลองแบบสามมิติของหลอดลมเพื่อการติดตาม วิเคราะห์ และฟื้นฟูสุขภาพปอด โดยบูรณาการเทคนิคการแปลงสัญญาณเสียง MFCC (Mel-Frequency Cepstral Coefficients) ปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องฟังเสียงปอดดิจิทัล ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงจากฝุ่นละออง PM2.5 และระบบฝึกหายใจเพื่อการบำบัดอย่างเป็นระบบ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
4.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงาน ระบบบำบัดน้ำทิ้งสีย้อมของกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงด้วยอนุภาคนาโนเหล็กออกไซด์คอมโพสิทไคโตซาน จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
5.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากแบคทีเรียลเซลลูโลสร่วมกับแอนโทไซยานินผสมวัสดุโครงข่ายโลหะ - อินทรีย์ชนิด ZIF-8 เพื่อตรวจสอบความสดของอาหารประเภทเนื้อสัตว์สด จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี
6.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน การศึกษาการเคลื่อนที่ของลูกตุ้มหน่วงแรงแม่เหล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแรงสั่นสะเทือนในระบบจูนแมสแดมเปอร์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลที่ 3 จำนวน 11 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน PhytoPatch: ชุดตรวจโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนด้วยเทคโนโลยี Colorimetric LAMP-Microneedle จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา
สาขาเคมี (2 รางวัล) ได้แก่
2.ผลงาน การศึกษาการตรวจวัดความเข้มข้นของไนไตรต์ในปัสสาวะผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเพื่อคัดกรองภาวะติดเชื้อในระบบปัสสาวะ จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา
3.ผลงาน การสังเคราะห์อนุภาคทองคำนาโนที่ห่อหุ้มด้วยโมเลกุลของ L-Tyrosine เพื่อตรวจจับสัญญาณทางชีวภาพของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากขั้นเบื้องต้น จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย
4.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน การประยุกต์ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคัดกรองและระบุสารประกอบศักยภาพสูงสำหรับยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส NS2B/NS3 ของไวรัสเดงกี จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
5.สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน ODEX: การออกแบบและพัฒนาระบบปลดปล่อยด้วยโดรนสำหรับไมโครแคปซูลอัลจิเนต-ผงขี้ผึ้ง บรรจุ Rhodococcus erythropolis ร่วมกับ Bacillus เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมันปนเปื้อนและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
6.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงาน ระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอัจฉริยะ: การตรวจวัดไมโครพลาสติกในน้ำแบบอัตโนมัติด้วยการประมวลผลภาพเชิงโพลาไรเซชันและแมชชีนเลิร์นนิง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ (2 รางวัล) ได้แก่
7.ผลงาน การเข้ารหัสด้วยเส้นโค้งเชิงวงรีรูปเเบบพิเศษในหลายมิติ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
8.ผลงาน การพัฒนารูปแบบการจัดเส้นทางการรับ-ส่งสินค้าภายใต้กรอบเวลาที่ยืดหยุ่น จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
9.สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมการแพทย์ ได้แก่ ผลงาน การพัฒนาโคบอทเคาะปอดแบบพกพาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเสมหะและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
10.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่ ผลงาน การประเมินและศึกษาประสิทธิภาพในการส่งผ่านสารของแผ่นแปะไมโครนีดเดิลต่างรูปทรงเข็ม จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (โครงการ วมว.)
11.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่ ผลงาน การสร้างแบบจำลองและศึกษากลไกคลื่นการเดินของกิ้งกือภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน จากโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล
รางวัลพิเศษ สนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จำนวน 4 รางวัล คือ
1.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ได้แก่ ผลงาน การสังเคราะห์สารประกอบโลหะ-อินทรีย์เพื่อการสกัดโลหะอย่างยั่งยืนจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
2.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ ได้แก่ ผลงาน แก้ปัญหาสิวด้วยภูมิปัญญาไทย: แผ่นแปะจากเส้นใยกล้วยและสารสกัดมังคุดต้านแบคทีเรียสิว จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
3.รางวัลพิเศษนวัตกรรมรักษ์โลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ผลงาน การพัฒนาสารละลายน้ำมันชีวภาพที่มีคุณสมบัติซูเปอร์พาราแมกเนติกและระบบอัตโนมัติสำหรับการแยกไมโครพลาสติก จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม
4.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ ผลงาน การสกัดโปรตีนพืชทางเลือกจากหญ้าหวานอิสราเอลเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของเส้นบุกสุขภาพ จากโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ (Special Award) เงินรางวัลจากผู้สนับสนุน พร้อมเกียรติบัตร อีก 14 รางวัล ได้แก่
1.รางวัลพิเศษนวัตกรรมด้านการแก้ปัญหาร่วมสมัย สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้แก่ การเข้ารหัสด้วยเส้นโค้งเชิงวงรีรูปแบบพิเศษในหลายมิติ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
2.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อสังคม สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้แก่ การศึกษาประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความแข็งแรงทางโครงสร้าง และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าลอยเพื่อใช้ในการพัฒนาขอบคันหินพรุน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
3.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืน สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ได้แก่ Bio-Litter: นวัตกรรมทรายแมวชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน จากโรงเรียนบ้านม่วงพิทยาคม
4.รางวัลพิเศษนวัตกรรมดีเด่น สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้แก่ การพัฒนาโคบอทเคาะปอดแบบพกพาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเสมหะและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
รางวัลพิเศษเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่น สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (2 รางวัล) ได้แก่
5. การสกัดไลเปสจากเครื่องในปลานิลเพื่อนำไปเพิ่มประสิทธิภาพของไฮโดรเจลในการบำบัดน้ำเสีย จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
6. ฟาร์มอัจฉริยะระบบ Recirculating Aquaculture System สำหรับการเพาะเลี้ยงหอยนางรมพันธุ์ตะโกรมกรามขาว จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง
7.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อโลกยั่งยืน สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยนเรศวร
ได้แก่ ODEX: การออกแบบและพัฒนาระบบปลดปล่อยด้วยโดรนสำหรับไมโครแคปซูลอัลจิเนต-ผงขี้ผึ้ง บรรจุ Rhodococcus erythropolis ร่วมกับ Bacillus เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมันปนเปื้อนและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
8.รางวัลพิเศษนักคิดเพื่ออนาคต สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยนเรศวร
ได้แก่ การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่อการเคลื่อนที่ขณะร่วงหล่นของเมล็ดพวงคราม จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลพิเศษเทคโนโลยีเพื่อการส่งเสริม SDGs สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2 รางวัล ได้แก่
9. การผลิตน้ำปลาโซเดียมต่ำโดยใช้จุลินทรีย์ Virgibacillus sp. SK37 จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
10. การพัฒนาอนุภาคนาโนลิพิดบรรจุไดไฮโดรไอโซรามเนทินจากเปลือกลังแข (Baccaurea macrophylla) สำหรับยับยั้งเอนไซม์ COX-1 และ COX-2 เพื่อทดแทนยาต้านการอักเสบในกลุ่ม NSAIDs จากโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
11.รางวัลพิเศษสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด
ได้แก่ การออกแบบจำลองเชิงคำนวณเพื่อพัฒนาไบโอเซนเซอร์จากแอนติบอดีที่ปรับลาดับกรดอะมิโน พร้อมการเติมซิสเทอีนที่ปลายสายโซ่ของแอนติบอดีเพื่อการตรึงบนทองคำ สำหรับการตรวจวินิจฉัยโปรตีน Tau ที่เกิดภาวะ Hyperphosphorylation ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชีวภาพของโรคอัลไซเมอร์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
12.รางวัลพิเศษนวัตกรรมมุ่งสู่ NET ZERO สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด ได้แก่
การสังเคราะห์สารประกอบโลหะ-อินทรีย์เพื่อการสกัดโลหะอย่างยั่งยืนจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม
13.รางวัลพิเศษนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อขับเคลื่อนอนาคต สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด
ได้แก่ การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์
นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสาหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
14.รางวัลนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัยและเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนโดย บริษัท ศุภลักษณ์ พร๊อพเพอตี้ จำกัด
ได้แก่ ฟิล์มไม่ชอบน้ำยิ่งยวดจากพอลิเมอร์ผสมอนุภาคนาโนซิลิกาสำหรับการทำความเย็นโดยไม่ใช้ไฟฟ้า จากโรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม (โครงการ วมว.-ม.ทักษิณ)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Algae Innovation : Wellness Lab ปลดล็อกพลังธรรมชาติ เสกผิวสวยด้วยสาหร่าย [กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน]
อัปเกรดความรู้สู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางรุ่นเยาว์ ใน Wellness Lab ตอน เรียนรู้สาหร่าย สร้างสุขภาพผิว เปลี่ยนห้องแล็บสาหร่ายให้เป็นห้องแล็บความงาม มาสกัดความลับจาก 'สาหร่าย' สู่ผิวสวยด้วยมือเรา
กิจกรรมนี้ออกแบบมา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และเปิดมุมมองสู่การศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับอุดมศึกษา
เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่อยากรู้ว่า “วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่อยู่ในตำรา แต่สร้างคุณค่าได้จริง” ทั้งกับสุขภาพ ความงาม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 🌱🧪
หัวข้อทิจทรรมที่น่าสนใจ
1. ภารกิจลับในห้องแล็บสกัด "สารสีฟ้า" และ "เจลใส" จากธรรมชาติ
2. Workshop เปลี่ยนสาหร่ายให้เป็นสกินแคร์สุดปัง
ไฮไลต์ในกิจกรรม
Level Up Your Portfolio
Exclusive Real Lab Experience and DIY Skincare Workshop from the Experts and Professional Venue
ได้รับเกียรติบัตรเมื่อผ่านการเข้าร่วมกิจกรรม
วันที่ 2-3 เมษายน 2569
ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
วิทยาทร ทีมวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
คุณสมบัติผู้สมัคร : นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน
วันรับสมัคร : วันนี้ - 15 มีนาคม 2569
ชำระค่าลงทะเบียน : ภายใน 15 มีนาคม 2569
วันประทาศรายชื่อ : 20 มีนาคม 2569
ค่าลงทะเบียน : 4,280 บาท/คน (รวม Vat 7%)
ประกอบด้วยค่าวิทยากร ค่าวัสดุอุปกรณ์สารเคมี อาหารกลางวัน 2 มื้อ
และอาหารว่าง 4 มื้อ ไม่รวมที่พัทและไม่รวมค่าเดินทาง
ลงทะเบียนออนไลน์ : https://forms.gle/WWcWJjGJwi34bywY7
กำหนดการ
.
ปฏิทินกิจกรรม
Tiny Plants,Big Mission [กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน]
Tiny Plants, Big Mission
Explore the future of human space missions through the fastest-growing plant on Earth. Design a plant cultivation concept for Mars and prepare for group pitching.
The students will learn about the smallest flowering plant in the world and the fastest-growing plant, both of which have garnered global attention as potential food sources for space exploration missions. The session will begin with a general lecture on plant biology, followed by the division of students into two or three groups.
March 6, 2026
Sirindhorn Science Home,
National Science and Technology Development Agency
Lecturer
Dr. Tatpong Tulyananda and research team
Gravitational & Space Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Registration Fee
3,210 Baht/Person (7% Vat included)
The fee includes: all lectures, Laboratory materials and chemicals, 3 meals
Online application form : https://forms.gle/r5wzWsKNSAE8D2Z4A
Agenda
พืชจิ๋วกับภารกิจยิ่งใหญ่ สู่อนาคตมนุษยชาติในอวกาศ
ชวนเยาวชนก้าวออกจากห้องเรียน มาสำรวจโลกของชีววิทยาอวกาศ
เรียนรู้บทบาทของ “พืชขนาดเล็กที่สุดในโลก” ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญของภารกิจมนุษย์บนดาวอังคาร
ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลองจริง
ตั้งแต่การสังเกตพืชภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การวิเคราะห์สารสำคัญ
ไปจนถึงการออกแบบแนวคิดระบบเพาะปลูกเพื่อการดำรงชีวิตในอวกาศ
กิจกรรมนี้จัดขึ้น
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
และสร้างเส้นทางสู่การศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับอุดมศึกษา
ถ้าคุณเคยคิดว่า “วิทยาศาสตร์เปลี่ยนโลกได้จริงไหม”
งานนี้คือคำตอบ 🌍✨
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569
ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ผู้บรรยาย: ดร.ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ และทีมวิจัย
สาขาชีววิทยาเชิงแรงโน้มถ่วงและอวกาศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ค่าลงทะเบียน:
3,210 บาท/คน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว)
ค่าลงทะเบียนประกอบด้วย: ค่าวิทยากร, ค่าวัสดุอุปกรณ์สารเคมี, อาหาร 3 มื้อ
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. โดย TCCA, นาโนเทค และ KCCUS ลงนามความร่วมมือด้านเทคโนโลยี CCUS ไทย–เกาหลี ขยายเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ดันไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
9 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในนามโครงการ ภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (TCCA) ลงนามความร่วมมือกับสมาคมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งเกาหลี (KCCUS) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ ครอบคลุมหลากมิติ ทั้งนโยบาย กฎระเบียบ ข้อกฎหมาย รวมถึงการร่วมสนับสนุนด้านการวิจัย พัฒนา รวมถึงบุคลากร หวังผลักดันกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในนามโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) และสมาคมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งเกาหลี (Korea CCUS Association: KCCUS) โดยได้รับเกียรติจาก ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นผู้แทนลงนามฝ่ายประเทศไทย และ ดร. HoSeob Lee ผู้อำนวยการใหญ่ Korea CCUS Association เป็นผู้แทนลงนามฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลี โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ หัวหน้าโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรฯ ศาสตราจารย์ Hyundon Shin จาก Inha University และศาสตราจารย์ Yoonkyung Kim จาก Ewha Womans University ร่วมเป็นสักขีพยาน
ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง TCCA และ KCCUS ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage and Utilization: CCUS) ร่วมกัน เสริมความเข้มแข็งให้กับการวิจัยและพัฒนาด้าน CCUS ของทั้งไทยและเกาหลี รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
“ความร่วมมือในครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050 ของไทย, การส่งเสริมและพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) CCUS ทั้งสองประเทศ, การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านโครงการ CCUS ที่มีอยู่และโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น, การสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกรอบกฎหมายสำหรับการกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งเราจะได้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการทำงานด้านนี้ ด้วยบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี CCUS ในด้านความมั่นคงด้านพลังงานของโลก” ดร. ภญ.อุรชาชี้
ดร. HoSeob Lee ผู้อำนวยการใหญ่ Korea CCUS Association กล่าวว่า สาธารณรัฐเกาหลีและประเทศไทยมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยต่างต้องเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเทคโนโลยี CCUS เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือทวิภาคี และเป็นรากฐานของความร่วมมือที่จะเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ด้าน ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และหัวหน้าโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี CCUS เป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยภายใต้ NDC 3.0 โดยมี TCCA ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันการพัฒนา CCUS อย่างเป็นระบบ ความร่วมมือกับเกาหลีจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรไทย เพิ่มการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเร่งให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านวิชาการ นโยบาย และเทคโนโลยี CCUS ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำ Roadmap ด้าน CCUS ของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในอนาคตการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านวิชาการ นโยบาย และเทคโนโลยี CCUSระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำ Roadmap ด้าน CCUS ของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในอนาคต
เกี่ยวกับสมาคม Korea CCUS Association (KCCUS)
Korea CCUS Association (KCCUS) เป็นองค์กรชั้นนำของสาธารณรัฐเกาหลีด้านการผลักดันการนำเทคโนโลยี CCUS ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อน CCUS ผ่านการวางแผนนโยบาย การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ KCCUS ดำเนินงานในรูปแบบองค์กรสมาชิกที่รวบรวมหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้าน CCUS ของประเทศเกาหลี
เกี่ยวกับภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA)
ภาคีเครือข่ายด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance, TCCA) เป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือแบบพหุภาคีที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCUS ในประเทศไทย โดยภาคีฯ ทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานโยบาย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือด้านการลงทุน อันเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สุภาพ พลซักซ้าย
ผู้ประสานงานโครงการ TCCA
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทร: 095-187-9404
Email: Suphap.pho@ncr.nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
นาโนเทค สวทช. บุกญี่ปุ่น โชว์นวัตกรรมเข็มจิ๋ว Microspike Technology ผลิตเร็วกว่าท้องตลาด 13.5 เท่า !
สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ สตาร์ตอัป สวทช. และพันธมิตรญี่ปุ่น โชว์นวัตกรรมเข็มขนาดไมโครเมตรมาตรฐานสากล ใน "Nano Tech 2026" ยกระดับความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงไทย-ญี่ปุ่น ผลักดันการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หยุดวิกฤตใบด่าง! สวทช. ส่งต่อนวัตกรรม 'ท่อนพันธุ์คุณภาพสูง' สร้างต้นแบบไร่มันพันธุ์ดีที่บ้านโป่ง
พลิกฟื้นอุตสาหกรรมมัน ใช้เทคนิค "เพาะเลี้ยงเยื่อ" ผลิตท่อนพันธุ์มันฯ ปลอดโรค 100% ขยายพันธุ์เร็วทันใจ จากห้องแล็บสู่แปลงปลูกจริง เพิ่มผลผลิตชาวไร่มัน >> อ่านต่อ
ESAN TECH TO GLOBAL ปลดล็อกทางรอดธุรกิจ: สวทช. โดยหน่วยงานภายใต้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์และนิคมวิจัยของประเทศ นำโดย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมนักวิจัยให้คำปรึกษาเชิงลึก ติดปีกผู้ประกอบการภาคอีสาน ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการค้าด้วยมาตรฐานวิเคราะห์ทดสอบระดับสากล ณ อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น ...>>อ่านต่อ
Click here
จดหมายข่าว สวทช.
ยกระดับนิเวศวิจัยไทย ผลผลิตความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo สวทช. มหิดล เปิดบ้านโชว์แล็บหุ่นยนต์-BCI รุกผลิตคนรุ่นใหม่ป้อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ (วันที่ 30 มกราคม 2569) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของภารกิจความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และคณะทำงานจากทั้งสองฝ่าย ได้เดินทางเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ณ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo หลักสูตร Biomedical Engineering and Artificial Intelligence
ทั้งนี้ คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการต้อนรับโดย รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ รศ.ดร.วรากร เจริญสุข หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร TAIST–Science Tokyo (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence) ซึ่งได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมบทบาทของคณะและภาควิชาในการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้จริงทางการแพทย์และอุตสาหกรรม
จากนั้น คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการใน อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ Advanced Computing in Medicine Laboratory (AIM LAB) โดย ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ Advanced Molecular Diagnostics Laboratory (AMD LAB) และ Biosensors Laboratory โดย ผศ. ดร.จำรัส พร้อมมาศ และรศ. ดร.เบญจพร เลิศอนันตวงศ์ รวมถึง Laboratory for Biocompatibility Testing of Medical Devices (BioTesting LAB) โดย รศ. ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา ซึ่งได้ถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ระดับโมเลกุล เทคโนโลยีเซนเซอร์ชีวภาพ และการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพของอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ คณะได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการใน อาคาร 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ Center for Biomedical and Robotics Technology (BART LAB) โดย รศ. ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ Smart Motion Analysis and Rehabilitation Technology Laboratory (SMART LAB) โดย รศ. ดร.วรากร เจริญสุข และ Brain–Computer Interface Laboratory (BCI LAB) โดย ดร.เจษฎา อานิล ซึ่งสะท้อนศักยภาพด้านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิศวกรรม หุ่นยนต์ ระบบอัจฉริยะ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมนุษย์ และการพัฒนาเทคโนโลยี Brain–Computer Interface สำหรับการแพทย์และการดูแลสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ ภายหลังการเยี่ยมชมได้มีการสรุปภาพรวมของห้องปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยร่วมกันในอนาคต
การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ นับเป็นการปิดภารกิจความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระหว่างวันที่ 27–30 มกราคม 2569 อย่างสมบูรณ์ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากำลังคน งานวิจัย และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ Science Tokyo จัดงานประชุมวิชาการ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 เสริมแกร่งเทคโนโลยีการแพทย์ไทยให้ทันสมัยระดับสากล
วันที่ 29 มกราคม 2569 ต่อเนื่องจากภารกิจความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo ระหว่างวันที่ 27–28 มกราคม 2569 ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & Artificial Intelligence: The Cutting Edge of AI Applications in Medical-Engineering Collaboration” ณ โรงแรมเรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ โดยมีนักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ศิษย์เก่า และนักศึกษาจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง
ช่วงเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก Professor Hidetoshi Sekiguchi, Executive Vice President for Education, Institute of Science Tokyo และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการพัฒนาการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ จากนั้นเป็นการบรรยายปาฐกถาพิเศษ (Keynote Lecture) โดย Professor Jun-ichi Takada, Institute of Science Tokyo ในหัวข้อ “Institute of Science Tokyo: Reform for Vision-Driven, Cross-Disciplinary Research and Education” ซึ่งนำเสนอที่มา วิสัยทัศน์ และแนวทางการขับเคลื่อนการวิจัยและการศึกษาภายหลังการบูรณาการสถาบันชั้นนำของญี่ปุ่น พร้อมทั้งบทบาทของ Science Tokyo ในการขยายความร่วมมือมายังประเทศไทย
ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากศิษย์เก่าในหัวข้อ “Expectation for the New University” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุจิรา วโนทยาน มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิษย์เก่า Tokyo Institute of Technology) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทพญ.ภัคสินี กมลรัตนกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศิษย์เก่า Tokyo Medical and Dental University: TMDU) ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์และสะท้อนมุมมองต่อบทบาทของ Institute of Science Tokyo และความคาดหวังต่อความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนด้านการศึกษาและการวิจัยในอนาคต
จากนั้นมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ หลักสูตรใหม่ TAIST–Science Tokyo ด้าน Biomedical Engineering & AI โดยเริ่มจากการบรรยายหัวข้อ “Introduction of the TAIST–Science Tokyo New Course: Biomedical Engineering & AI” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อด้วยการเสวนากลุ่ม “From Curriculum Design to Real-World Impact: Advancing Biomedical & AI through the TAIST–Science Tokyo Partnership” ดำเนินรายการโดย Professor Nobuhiro Hayashi, Institute of Science Tokyo พร้อมผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ Professor Tohru Yagi และ Associate Professor Shin-ichiro Ogura, Institute of Science Tokyo รวมถึงผู้แทนจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ Asst. Prof. Apichon Witayangkurn, Sirindhorn International Institute of Technology Asst. Prof. Dr. Achara Pichetjamroen, Kasetsart University และ Mr.Chuwit Waisiriroaj, Managing Director, Bangkok DrugStore Co.,Ltd. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
จากนั้นเป็นการนำเสนอหัวข้อวิชาการภายใต้ช่วง Session I: AI, Data Science & Computational Medicine โดยมีการบรรยายหัวข้อ Cutting Edge Topics from the New Course “Biomedical Engineering & AI” โดย ดร.ปชญา สายลมุล นักวิจัยจากทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ (BES) สวทช. ในหัวข้อ “Biological Intelligence + Artificial Intelligence: Lessons for Computational Medicine” และการบรรยายหัวข้อ “Genomics Thailand Initiative: Transforming National Healthcare through Biomedical Data and AI” โดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ (IMBG) สวทช. Prof.Nobuhiro Hayashi หัวข้อ "AI Proteomics"
ในช่วงบ่าย การประชุมแบ่งออกเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการภายใต้ Session II: Application of Dental, Medical and Engineering Technologies โดยมีการบรรยายหัวข้อ “The Cutting Edge of Digital Dentures” โดย Professor Manabu Kanazawa, Institute of Science Tokyo “Dental Biomechanics: From Fundamentals to Industrial Application” โดย รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.ชลิดา ลิ้มจีระจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Biomechanical Simulation: Musculoskeletal Analysis and Optimization of Human Motion” โดย Professor Motomu Nakashima, Institute of Science Tokyo และ “Neural Interfaces” โดย Professor Tohru Yagi, Institute of Science Tokyo ซึ่งสะท้อนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมและชีวการแพทย์ในบริบทของการแพทย์สมัยใหม่
ต่อเนื่องด้วย Session III: Advanced Therapeutics & Cancer Innovation ซึ่งมุ่งเน้นนวัตกรรมด้านการรักษาโรคขั้นสูง โดยมีการบรรยายหัวข้อ “Photodynamic Medicine for Cancer” โดย Associate Professor Shun-ichiro Ogura, Institute of Science Tokyo “Matrikine-Driven Tumor Progression and Diagnosis: Laminin-γ2 Monomer as a Biomarker” โดย Professor Naohiko Koshikawa, Institute of Science Tokyo และปิดท้ายด้วยการบรรยาย “From Bench to Bedside: Self-Folding Polymeric Gels for Brain Cancer Chemotherapy” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การประยุกต์ใช้ทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงปิดการประชุม ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวสรุปและแสดงความขอบคุณต่อผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้ร่วมเสวนา และผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่าน สำหรับการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตลอดการประชุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขสมัยใหม่ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศและการบูรณาการข้ามสาขาวิชา โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นภายใต้กรอบ TAIST–Science Tokyo ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงด้าน Biomedical Engineering & Artificial Intelligence เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคสังคมและอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
การประชุม Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรและกำลังคนด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงและระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาใกล้บ้าน..ฟรี !?
เบื่อมั้ย..? แค่ไม่สบายนิดเดียว แต่ต้องลางาน ไปนั่งรอคิวนานที่โรงพยาบาลเพื่อรับยา
วันนี้…หากเจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงไปร้านยาใกล้บ้านที่มีเครื่องหมาย “ร้านยาคุณภาพของฉัน” แค่ยื่นบัตรประชาชนใบเดียว ก็รับยาได้ง่ายกว่าที่คิด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เพราะ A-MED สวทช. พัฒนาระบบเชื่อมร้านยา ช่วยให้การเบิกจ่ายยาสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง สามารถรับยาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


