ผลการค้นหา :
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ และ สสวท. ส่งเสริมเยาวชนให้เป็นนวัตกร สร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เข้าถึงชุมชน และมีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา (ป.6) เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนผ่านกระบวนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใช้แนวคิดของโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเน้นการผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาโครงการที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 3 – 4 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีครูจำนวนกว่า 200 คนเข้าร่วมการอบรม
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ ได้บรรยายให้ความรู้ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมนวัตกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ระดับโรงเรียนตามโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG โดยใช้ความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)
จากนั้นจะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ จุดประกายการเรียนรู้แบบสืบเสาะและแนวทางการค้นพบคำตอบผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่อยากรู้ โดยใช้กระบวนการและวิธีการศึกษาอย่างมีระบบ เป็นขั้นตอน มีการวางแผนที่ชัดเจน ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นคำตอบในเรื่องนั้น ๆ และเรียนรู้เรื่องตัวแปรและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการทำสไลม์
ครูผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้และฝึกทดลองกับโครงงานตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกอย่าง “พลังงานลม” วิธีการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า ครูได้ทดลองประดิษฐ์กังหันลม ฝึกการเปรียบเทียบลักษณะของใบพัดที่มีผลต่อการหมุนและผลต่อการเกิดกระแสไฟฟ้า ใช้กระบวนการทางโครงงานวิทยาศาสตร์ในการออกแบบและพัฒนาใบพัดให้รับลม สามารถหมุนแกนแม่เหล็กภายในเจเนอเรเตอร์จนเกิดกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่ต้องการได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด
กิจกรรมพลาสติกแปลงร่าง เป็นกิจกรรมการทดลองทำพลาสติกชีวภาพจาก “น้ำนม” การทดลองเปลี่ยนตัวแปรต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณ เป็นต้น รวมถึงวิธีการใช้ประโยชน์พลาสติกที่เหมาะสม การแยกประเภท และการนำกลับมาใช้ประโยชน์
และปิดท้ายด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งจะทำให้เกิดมีความเข้าใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การฝึกทักษะทดลองวิทยาศาสตร์ ปรับตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน นำไปสู่การออกแบบแนวทางการรับมือกับภัยพิบัติ โดยการค้นคว้าและสร้างสรรค์นวัตกรรมจากธรรมชาติที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ความคิดเห็นผู้เข้าร่วมกิจกรรม
นายธัชวุฒิ กงประโคน ครูโรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ได้แนวคิดและแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในยุคปัจจุบันอย่างมีคุณภาพและมีความสุข กิจกรรมมีความทันสมัย น่าสนใจ เหมาะสมกับนักเรียนในยุคปัจจุบัน เช่น กิจกรรมทำสไลม์ มีการกำหนดตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้ทดลองและเกิดแนวคิดหลากหลายในการเลือกใช้อุปกรณ์และสารเคมีในชีวิตประจำวันที่อยู่รอบตัว ตลอดจนได้สัมผัสถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ของวิทยากรของ สวทช. ในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเกิดความน่าเชื่อถือ
นางสาววราพร ศิริฤกษ์ ครูโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า กิจกรรมของ สวทช. มีความสนุกและเหมาะสม ใช้จัดการเรียนการสอนได้จริง วิทยากรให้เทคนิคการสอนที่ทำให้ผู้เข้าอบรมเกิดความสนุก อยากรู้อยากเห็น เป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้ดี ตัวอย่างเช่น กิจกรรมพลังงานลม เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด มีการคิดเป็นขั้นตอน ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการตามรูปแบบที่วางแผนไว้ ทำให้เข้าใจวิธีการหาความรู้ด้วยการทำโครงงาน และที่สำคัญรูปแบบของการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้อยากพัฒนาผลงานของตนเอง เพราะมีการแข่งขัน
นางดวงฤทัย ประเสิรฐสังข์ ครูโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมมีความน่าสนใจ วิทยากรให้ความรู้อย่างเต็มที่ กระตุ้นครูให้เรียนรู้อย่างเร้าใจ ทำให้ครูได้ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ครูมาที่ร่วมอบรมมีหลายสาขาทำให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน ชอบกิจกรรมพลังงานลม เพราะมีความท้าทาย ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำชิ้นงาน โดยใช้หลักการเรียนรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
นางเพ็ญศิริ ภูมิสายดร ครูโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาลัย จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าว่า ประทับใจวิทยากรที่มีความเป็นกันเอง ดำเนินกิจกรรมได้ชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน ให้ความรู้และจัดกิจกรรมเพื่อที่จะให้ครูไปใช้ในกิจกรรมชุมนุม กิจกรรมมีความแปลกใหม่ อย่างเช่น กิจกรรมพลาสติกแปลงร่าง เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและสามารถนำไปสู่โครงงานที่น่าสนใจของเด็ก ๆ ได้หลายแนวทาง
นายชิตพงษ์ เหนือเกาะหวาย ครูโรงเรียนวัดเขียนเขต จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ดีใจที่ได้ร่วมกิจกรรมกับครูผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือส่งเสริมและพัฒนานักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ได้แลกเปลี่ยนความคิด แนวทางการจัดการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาในสภาพจริง ได้เรียนรู้กิจกรรมจาก สวทช. และจะนำกลับไปจัดกิจกรรมกับนักเรียนในวิชาชุมนุม นอกจากนี้จะนำกิจกรรมการทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไปใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและผลกระทบจากโลกร้อนอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ทุเรียนปลอดภัย’ ทางเลือกใหม่ จากการใช้นวัตกรรม ‘ถุงแดง’
‘ทุเรียนอินทรีย์’ อาจจะเป็นทางเลือกและทางรอด ของ ‘สวนนิรามิสสุข’ เมื่อปัญหาสภาพอากาศ ปัญหาสารเคมีในอดีตส่งผลกระทบให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะปัญหาหนอนเจาะผลทุเรียน ซึ่งสร้างความเสียหายของผลผลิตโดยรวมเกินกว่า 50% (1,000 ลูก เสียหายเกือบ 600 ลูก)
กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว การริเริ่มทำ ‘ทุเรียนปลอดภัย’ การหาความรู้ และเปิดรับนวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth เข้ามาประยุกต์ใช้ในสวนทุเรียน ทำให้ “คุณต้น” ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ ผู้จัดการสวนนิรามิสสุข อ.แหลมงอบ จ.ตราด เริ่มเห็นทางเลือกใหม่ ในการผลิตทุเรียนที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป
‘สวนนิรามิสสุข’ ลองเลือกใช้ นวัตกรรม Magik Growth หรือที่ชาวสวนทุเรียนหลายพื้นที่ เริ่มคุ้นเคยและเรียกติดปากกันว่า ‘ถุงแดง’ ใช้ห่อลูกทุเรียนตั้งแต่ระยะพัฒนาผล (อายุ 65-70 วัน) ไปจนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อป้องกันทั้งหนอนเจาะผลทุเรียน สัตว์กัดแทะ และที่สำคัญคือช่วยป้องกันลูกทุเรียนจากสารเคมี ซึ่ง “คุณต้น” พูดออกมาอย่างภูมิใจว่า ‘การได้ห่อทุเรียนด้วยถุงแดง คือการได้ดูแลทุเรียนให้ปลอดภัยทุกลูกจริง ๆ’
ผลตอบรับจากลูกค้า หรือ แม่ค้าที่รับทุเรียนไปขาย จะบอกว่า “ปริมาณเนื้อของทุเรียนเยอะ แล้วลูกค้าทาน ลูกค้าแฮปปี้ ได้ปริมาณเนื้อที่เยอะ เม็ดเล็ก เปลือกบาง” เช่นเดียวกับ ผู้จัดการสวนฯ อย่าง “คุณต้น” ที่มองถุงแดง ว่า “ไม่ใช่แค่ป้องกันแมลงนะ แต่มันคือนวัตกรรม”
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
อว. แถลงความพร้อมจัดงานใหญ่ “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
อว. ระดมผลงานการปฏิรูปอุดมศึกษา ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ในงาน“มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” แสดงศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน จัดใหญ่ใน 4 ภูมิภาค เริ่มที่อีสานวันที่ 20-22 มิ.ย.67 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ วันที่ 27 -29 มิ.ย.67 ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4 – 6 ก.ค.67 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( อว.) เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมจัดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ อว. และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และ ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า งาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจนวัตกรรม หรือ สตาร์ตอัปไทย ให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก ให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถนำไปพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในทุกช่วงวัย อีกทั้ง ขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์ ที่สำคัญสามารถเป็นพลังสร้างผลลัพธ์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยพลังจากการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ งานจะจัดขึ้นใน 4 ภูมิภาค เริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 20-22 มิ.ย.67 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ วันที่ 27 -29 มิ.ย.67 ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4 – 6 ก.ค.67 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11 – 13 กรกฎาคม 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี
“กระทรวง อว.ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจมาจัดแสดงภายในงานมากมาย อาทิ การแข่งขัน SCI ROV Tournament, Innovation Award 2024, การประกวดวาดภาพ, การประกวดวงดนตรีผสมผสานประกอบการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยระดับอุดมศึกษา (MHESI MUSIC VARIETY AWARD 2024) , กิจกรรมสัมมนา,การแสดงนวัตกรรมตลาดนัดหลักสูตร การจำหน่ายสินค้า โซน Scienec Caravan และยังมีกิจกรรมอีกหลากหลาย ขอเชิญชวนประชาชนในทุกภูมิภาคเข้ามาเที่ยวชมงานดังกล่าวได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” น.ส.ศุภมาส กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การเตรียมความพร้อม SME ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ปลดล๊อคธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วย Net Zero ใครพร้อมได้ไปต่อ
.
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ บริษัท เอฟ ดี ไอ แอคเค้าติ้งค์ แอนด์ แอดไวซเซอร์รี่ จำกัด และ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด นำทัพที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน จัดงาน “การเตรียมความพร้อม SME ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)”
.
เข้าร่วมงานฟรี....พร้อมรับสิทธิพิเศษภายในงาน
.
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567
09.00-15.00 น.
ห้องประชุม B406 ชั้น 4 อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (จ.นครราชสีมา)
.
พบกับกิจกรรมสุด Exclusive
สัมมนาเพื่อสร้างความตระหนักและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ให้คำปรึกษาเชิงลึกระยะสั้นกับผู้ประกอบการ SME ในการวิเคราะห์ความพร้อมขององค์กรในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
.
การบรรยายพิเศษ
Carbon Net Zero 2065 และผลกระทบที่ SME ต้องเตรียมรับมือ
คุณนันทพัชร ณ สงขลา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจองค์กรและผู้ช่วยประธานบริหารกลุ่มบริษัท FDI
ESG trend ความเสี่ยง หาก SME ไม่ปรับตัว
คุณจริยวดี บุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ จำกัด
Privilege and support from Government and ITAP
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สวทช.
.
พิเศษสุด.....รับสิทธิ์การสนับสนุนที่ปรึกษาเชิงลึกระยะสั้น 50,000 บาท (จำนวนจำกัด)
.
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้บริหารระดับสูง
เจ้าของธุรกิจ SMEs
บุคคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจเกี่ยวกับความยั่งยืนและ Net Zero
.
พลาดไม่ได้
ลงทะเบียนฟรี https://tsp.hubmember.com/event/preparing-sme-to-net-zero
แผนที่เดินทาง https://maps.app.goo.gl/Tug9pA9FPB5AC8ij8?g_st=il
.
รายละเอียดเพิ่มเติม :
https://www.sciencepark.or.th/index.php/th/seminar-event/302/preparing-sme-to-net-zero
.
สอบถามเพิ่มเติม
ดร.ประภัสสร โทร. 081-854-1844
bcd@nstda.or.th
…….....
งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ อว.แฟร์ภูมิภาค ครั้งที่ 1 จ.นครราชสีมา วันที่ 20-22 มิถุนายน 2567
AGENDA
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. พร้อมพันธมิตร ร่วมส่งเสริม แนะแนวทางยกระดับโรงงานผลิตอาหารสู่ Industry 4.0
(วันที่ 13 มิถุนายน 2567) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงาน “สัมมนาพลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารของคุณเป็น Smart Food Factory ด้วย IIOT Solutions” ว่า “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังก้าวสู่การปฏิวัติสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในสายการผลิตเพื่อยกระดับสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ภาคการผลิต สามารถทันต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของการผลักดันเพื่อยกระดับภาคการผลิตสู่ อุตสาหกรรม 4.0 เป็นความท้าทายต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายสำคัญของประเทศ ตามแนวทางการพัฒนา Thailand 4.0 หนึ่งใน "NSTDA Core Business" ของ สวทช. ที่มุ่งสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สวทช. ร่วมมือกับหน่วยงาน พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนจัดทำ 'Industry 4.0 Platform' แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและกิจกรรมสนับสนุนการ ยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการแบบครบวงจร มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิต ลดต้นทุนและของเสีย เพิ่มคุณภาพของการผลิตสินค้า ปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับมาตรฐานต่างๆ และ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดย สวทช. มีนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาที่เป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของ ประเทศ รวมทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เสมือนเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีเอกชนตั้งศูนย์วิจัยหรือศูนย์นวัตกรรมมากกว่า 110 บริษัท บริษัทต่างประเทศประมาณ 38% มี Ecosystem ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม รองรับทุกความต้องการของธุรกิจเทคโนโลยีแบบครบวงจร โดยมีศูนย์วิจัยแห่งชาติ 5 ศูนย์ ได้แก่ NECTEC BIOTEC MTEC NANOTEC และ ENTEC มีบุคลากรด้านวิจัยพัฒนา จำนวนมากกว่า 3,000 คน มี PhD มากกว่า 700 คน พร้อมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย มีสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน อีกทั้งยังมี ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ซึ่งมีเทคโนโลยีนำร่องการให้บริการแก่ผู้ประกอบการไทย แล้ว เช่น แพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT and Data Analytics Platform) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระบบภายใน โรงงานผ่านเซนเซอร์และ IoT เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการการทำงานของเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีบริการพร้อม ถ่ายทอดสู่อุตสาหกรรม รวมทั้งยังมีการพัฒนา Autonomous Mobile Robots หรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ”
กิจกรรมภายในงานมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจในการปรับเปลี่ยนองค์กร หรือ มีบทบาทในการพัฒนาองค์กรสู่โรงงานอัจฉริยะ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ
การบรรยายอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทยกับการผลักดันเข้าสู่ Industry 4.0 โดยคุณอดลุย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
การเสวนา “Overcoming Challenge in Digital Transformation” โดยผู้แทนจาก ดร.กรกช ธิวงศ์คำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Automation & IoT บริษัท เบทาโกร จำกัด มหาชน, คุณจริยวดี บุบผา กรรมการผู้จัดการ บริษัทโนวา กรีน เพาเวอร์ ซิสเท็ม จำกัด, ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. และ น.สพ.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยาย “แนวทางยกระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลดฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. กล่าวถึงบันได 4 ขั้นในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 โดยนำ Digital transformation มาใช้เป็นฐานเพื่อสร้างความสำเร็จ เริ่มต้นจากการประเมินความพร้อมทางอุตสาหกรรม Thailand i4.0 Index ขั้น 1 Online & Interactive Self – Assessment การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรแบบออนไลน์ด้วยตนเอง ขั้นที่ 2 Readiness Assessment by Experts การประเมินระดับความพร้อมองค์กรโดยผู้เชี่ยวชาญ ขั้นที่ 3 Roadmapping & Solutioning บริการให้คำปรึกษา ข้อเสนอ และคำแนะนำด้านการลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ ขั้นที่ 4 Upskill & Reskill & Newskill ยกระดับความสามารถ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เหล่านี้คือบริการที่ สวทช.เตรียมเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อศึกษาความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904
(วันที่ 13 มิถุนายน 2567) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อศึกษาความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ และสร้างความตระหนักรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประชาชนชาวไทย รวมถึงเสริมสร้างจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคมและประชาชน โดยมี พ.ท.เอกพจน์ นามถาวร นายทหารฝ่ายเสนาธิการโรงเรียนจิตอาสาพระราชทานและคณะจิตอาสาฯ ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน)
ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 904 ก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านการเฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและจากสาเหตุอื่น ๆ รวมถึงมุ่งหวังให้ประชาชนไทยทุกคนมีจิตอาสาพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกิจกรรมการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) ประกอบไปด้วยการรับฟังบรรยายในเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม - น้ำแล้ง เศรษฐกิจครัวเรือน ขยะ เขาหัวโล้น ดินเสีย และ น้ำเสีย เป็นต้น รวมถึงการเยี่ยมชมสถานที่ภายในศูนย์ฝึกฯ อาทิ โครงการอนุรักษ์กระบือไทย บ้านดิน แท็งก์น้ำยักษ์ และสวนแนวตั้ง ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เข้าใจปัญหา วิธีการในการแก้ไขปัญหาตามภูมิสังคมควบคู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นประยุกต์ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ระดมความเห็น พัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน
วันที่ 13 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม CC 402 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดประชุมระดมความคิดเห็น “การขับเคลื่อนการดำเนินงาน BCG Implementation เรื่อง การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” โดยมี รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวเปิดการประชุม และมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมอภิปรายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสนับสนุนหมุดหมายที่ 10”
รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน BCG Implementation และงานวิจัยที่สนับสนุนตัวชี้วัดหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนา
ที่ยั่งยืนและการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่องและเป็นคลังข้อมูลกลางของประเทศที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ รวมถึงสนับสนุนการสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Consortium) ด้านการพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานและงานวิจัยสนับสนุนการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ
นางสาวนุชจรี วงษ์สันต์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศไว้ 13 หมุดหมาย โดยหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ มีตัวชี้วัดและเป้าหมายที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม เช่น มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ในปี 2570 การบริโภควัสดุ
ในประเทศมีปริมาณลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ในปี 2570 และดัชนีการหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity Index: MCI) สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมาย (พลาสติก, วัสดุก่อสร้าง, เกษตร-อาหาร) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ภายในปี 2570 จึงเล็งเห็นว่า สวทช. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะมีส่วนสนับสนุนการขับเคลื่อนหมุดหมายดังกล่าว
ด้าน รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานมูลนิธิเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนแห่งเอเชียแปซิฟิก และอนุกรรมการแผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวถึงความเป็นมาและการดำเนินงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCA Database) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และ เครือข่ายด้าน Thai LCA และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยมองว่าความร่วมมือเป็นเครือข่ายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ โดยใช้ วทน. พัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE และ SDG อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าของประเทศในอนาคต
ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) สวทช. กล่าวว่า TIIS ภายใต้เอ็มเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA ของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” ของ สวทช. โดย TIIS ได้ดำเนินการจัดทำ “ฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ” ที่รวบรวมข้อมูลบัญชีรายการ ที่ครอบคลุมข้อมูลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐานพลังงาน และผลิตภัณฑ์หลักสำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยความร่วมมือจาก 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ เอ็มเทค สวทช., กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ปัจจุบัน TIIS
มีฐานข้อมูลวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ ครอบคลุมอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมพื้นฐานที่สำคัญกว่า 500 ฐานข้อมูล และได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และจัดทำนโยบายหรือแผนงาน ของภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงบูรณาการฐานข้อมูลในการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อติดตามการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของประเทศ
ที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2 , CE, SDG เพื่อการค้าและความยั่งยืน” เพื่อสนับสนุน
หมุดหมายที่ 10 แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการค้า และเห็นพ้องให้ เอ็มเทค สวทช. และ สอวช. ช่วยประสานงานต่อเนื่อง ให้เกิดความร่วมมือในลักษณะของการเป็นเครือข่ายพันธมิตรต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
CBAM มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน
CBAM มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ปรับตัวไม่ทัน...เตรียมตกขบวนส่งออกยุโรป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/home/news_post/bcg-implementation-cbam/
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ กรมป่าไม้ จัดอบรมปลูกป่าได้เห็ด หนุนความรู้เกษตรกรปลูกเห็ดป่ากินได้ ช่วยรักษ์ป่า พร้อมสร้างรายได้เสริมอาชีพ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2566 ได้ร่วมกับโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ปลูกป่า ได้เห็ด สร้างรายได้ เสริมอาชีพ” ณ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 11 - 12 มิถุนายน 2567 ภายใต้ “โครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง” เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการในการเพาะเห็ดระโงกและเห็ดเผาะ ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เพื่อปลูกป่าและสร้างเป็นรายได้ให้กับครอบครัว สร้างความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน ด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่า รักษาระบบนิเวศ และปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ป่า โดยมีเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงกว่า 30 คนเข้าร่วมอบรม พร้อมดึงเชฟชื่อดังรังสรรค์เมนูอาหารแสนอร่อย ต่อยอดวัตถุดิบพื้นถิ่นเห็ดระโงกและเห็ดเผาะเพื่อออกสู่ตลาดโลก
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ตลาดเห็ดเป็นตลาดที่ใหญ่ การเพิ่มมูลค่าของเห็ดด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาขับเคลื่อน เริ่มต้นจากส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกเห็ดสร้างผลผลิตได้สูงขึ้น เกิดการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งการนำองค์ความรู้ในเรื่องวิเคราะห์ทดสอบมาใช้ในการศึกษาสารสำคัญในเห็ดป่าของบ้านเรา โดยคำนึงถึงในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค การนำส่วนไหนมาใช้ของเห็ด หรือในเรื่องของการเพาะปลูกพื้นที่ สายพันธุ์ของเห็ดที่เหมาะสม ถ้าเราสามารถหาจุดเด่นของเห็ดพื้นบ้านตรงนี้เจอ จะสามารถชูอัตลักษณ์เห็ดไทยในเวทีระดับโลกได้
การเพาะปลูกเห็ดป่านับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะเห็ดป่ากินได้จะเติบโตได้กับไม้วงศ์ยาง ทำให้ชุมชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม แนวทางในการชูจุดเด่นของเห็ดป่ากินได้ จุดแรกคือ การสร้างการยอมรับให้คนไทยในประเทศมั่นใจในการบริโภคเสียก่อน เห็นถึงคุณประโยชน์ อร่อย และราคาที่เหมาะสม ถ้าสามารถสร้างระบบนิเวศตรงนี้ในบ้านเราได้ ตั้งแต่กลุ่มผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย จะช่วยให้สามารถขยายไปเวทีโลกต่อไปได้ โดยจะต้องใส่ใจตั้งแต่มาตรฐานการผลิต มาตรฐานการเพาะปลูก คุณภาพของเห็ดที่ปลูก รวมถึงกระบวนการผลิตและการแปรรูปต่าง ๆ ไปจนถึงการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเราอาจจะมองเป็น 2 ส่วนคือ เห็ดที่ใช้สำหรับการบริโภค และเห็ดที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสำคัญทางชีวภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารโภชนาการสำหรับผู้ป่วย เป็นต้น
ดร.อัมพวา ปินเรือน หัวหน้าโครงการและนักวิจัยทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า เห็ดป่าเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและขายได้ในราคาสูง แต่ผืนป่าที่เป็นแหล่งทรัพยากรเห็ดป่าเหล่านี้ในประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย แม้ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนพยายามรณรงค์ให้มีการปลูกป่าทดแทนแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการปลูกป่าใช้ระยะเวลานาน และที่สำคัญต้องการความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่ในการร่วมปลูกและดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจและดึงให้ชาวบ้านมาเป็นแนวร่วมผู้ปลูกและดูแลผืนป่า โดยให้ชาวบ้านตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้และเห็ดป่า ที่เป็นแหล่งอาหารคุณภาพและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน จึงเป็นสิ่งสำคัญ อนึ่ง ไม้วงศ์ยางมีประโยชน์ทางด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ ตลอดจนความเชื่อมโยงผูกพันกับวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแหล่งอาศัยสัตว์ป่า ช่วยป้องกันการกัดเซาะดิน เนื้อไม้มีความทนทาน สวยงาม เหมาะสำหรับงานก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เรือ ด้ามเครื่องมือ และงานแกะสลัก เป็นแหล่งน้ำมันยาง แหล่งผลิตเรซิ่น แหล่งสมุนไพร และเป็นแหล่งอาหาร เป็นศูนย์รวมของเห็ดป่าหลากหลายชนิด เช่น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดตะไคล เห็ดถ่าน เป็นต้น ซึ่งเห็ดระโงกและเห็ดเผาะจัดว่าเป็นเห็ดเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้เห็ด 2 ชนิดนี้มีราคาสูง และไม่เพียงพอต่อผู้บริโภค ทางโครงการฯ จึงได้มีการสนับสนุนกล้าไม้วงศ์ยางให้เกษตรกรไปปลูกทั้งในพื้นที่สาธารณะประโยชน์และพื้นที่ของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรู้สึกรักและหวงแหนพื้นที่ป่า สร้างแหล่งอาหารให้ชุมชน มีความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงในการบริโภคเห็ดพิษ และยังสามารถสร้างเป็นอาชีพ เสริมรายได้อีกด้วย
ด้าน นายไสว คณาเสน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ศรีสะเกษ กล่าวเสริมว่า การอบรมเชิงวิชาการครั้งนี้เป็นการให้ความรู้กับเกษตรกรในเรื่องการเพาะปลูกเห็ดป่า เห็ดเผาะ และเห็ดระโงก โดยสอนเกษตรกรว่า เห็ดป่าไหนทานได้ อันไหนทานไม่ได้ และจะมีวิธีการเพาะปลูกอย่างไรเพื่อให้ผลผลิตสูง เพื่อให้ตรงนี้เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมไปถึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะการเพาะปลูกเห็ดป่ามันจะควบคู่ไปกับไม้วงศ์ยาง ซึ่งจะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงช่วยลดมลพิษต่าง ๆ ควบคู่กันไป ซึ่งเราจะมองในภาพรวมคือ ช่วยสร้างรายได้ รักษาสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์เห็ดป่าในประเทศไทยไปพร้อมเพรียงกัน
ขณะที่ เชฟธอมัส ดร.วรพล อิทธิคเณศร ผู้อยู่เบื้องหลังเพจตำรับข้างวังที่มีผู้ติดตามเกือบ 5 แสนคน ที่ร่วมรังสรรค์เมนูต่อยอดวัตถุดิบเห็ดป่ากินได้ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการส่งเสริมใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่สามารถเพาะปลูกได้ในไทย ในเชิงเศรษฐกิจถือว่าได้ช่วยชาวบ้าน เมนูที่รังสรรค์ครั้งนี้คือ ต้มยำ ซึ่งเราคุ้นเคยกันดีว่า ต้มยำต้องใส่เห็ดลงไป ธรรมดาเราใส่เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง แต่วันนี้เราใส่เห็ดระโงก กลิ่นสัมผัสที่ได้จะคล้าย ๆ เห็ดโคนผสมกับเห็ดฟาง ได้ความหนึบความหอม ส่วนอีกเมนูหนึ่งคือ ซุปเห็ดภูเขาไฟ ด้วยการใช้เห็ดเผาะแทนเห็ดทรัฟเฟิลในการทำซุป ด้วยรสชาติและรสสัมผัสมีความใกล้เคียง แต่อาจมีเรื่องกลิ่นเล็กน้อยที่ต้องมีการปรับ ซึ่งเมนูนี้สามารถเผยแพร่และส่งออกในระดับนานาชาติได้ โดยที่เลือกซุปเพราะซุปเป็นพื้นฐานของการทานอาหารในหลาย ๆ ชาติ ซุปเห็ดเผาะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยได้ กลิ่นธรรมชาติจะช่วยบำบัดทำให้เกิดความสุขในการรับประทานอาหาร ถ้าเรามีการพัฒนาและปรับปรุงต่อยอด เชื่อว่าชาวต่างชาติจะนำเห็ดเผาะนี้ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารกันมากขึ้น เพราะวัตถุประสงค์ของการทำอาหารจริง ๆ คือ ทำให้คนมีความสุข ทำให้คนอร่อย จนเป็นรสชาติที่ประทับใจ จะทำให้เกิดการส่งออกที่มากขึ้นกับเห็ดที่ปลูกในประเทศไทย
ทั้งนี้ กิจกรรมภายใต้การอบรมฯ ประกอบด้วย การบรรยายเรื่องความสัมพันธ์ของไม้วงศ์ยางและปัจจัยที่ทำให้เกิดเห็ดระโงกและเห็ดเผาะ และการสร้างรายได้เสริมอาชีพจากป่า การบรรยายเรื่องเล่าจากอาหารและสาธิตการทำเมนูเห็ดระโงกและเห็ดเผาะ การฝึกปฏิบัติงานการเพาะเห็ดระโงกและเห็ดระโงกในไม้วงศ์ยาง การศึกษาดูงานแปลงเกษตรต้นแบบ การร่วมกันปลูกกล้าไม้วงศ์ยางที่ใส่หัวเชื้อเห็ดระโงกและเห็ดเผาะ ตลอดจนการร่วมกันสำรวจเห็ดป่าในป่าชุมชนและตลาดเห็ดป่าในพื้นที่ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เชิญชวนเข้าร่วมงาน HKTDC Food Expo PRO & HKTDC Hong Kong International Tea Fair
องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) กำหนดจัดงาน Food Expo PRO และ Hong Kong International Tea Fair ระหว่างวันที่ 15 - 17 สิงหาคม 2567 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Center (HKCEC)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญชวนนักธุรกิจภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานเพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย และพัฒนาความร่วมมือต่างๆ พร้อมรับที่พักฟรี ตามเงื่อนไข “สิทธิสนับสนุนของ HKTDC”
✨ขั้นตอนการสมัคร✨
✅1. เลือกงานที่ท่านสนใจ หรือทั้ง 2 งาน:
🟢Food Expo PRO 👉 [ลงทะเบียนที่นี่]
🟢Tea Fair 👉[ลงทะเบียนที่นี่]
✅2. ดาวน์โหลด “Reply Slip” จาก 👉https://www.nstda.or.th/r/U6gnG และกรอกข้อมูลบริษัทเป็นภาษาอังกฤษให้ครบถ้วนและชัดเจน
✅3. ส่งใบสมัครกลับมาที่ 👉brc@nstda.or.th👉 ภายใน 🗓 28 มิถุนายน 2567
🎉หมายเหตุ:🎉
- HKTDC เป็นผู้พิจารณาอนุมัติใบสมัครและถือเป็นสิทธิขาดในทุกกรณี
- โปรดอ่าน “สิทธิสนับสนุน” ในโปสเตอร์ และ **Terms & Conditions** ด้านท้าย Reply Slip อย่างละเอียด
📲สอบถามเพิ่มเติม: ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. 02-564-7000 ต่อ 81855
😊อย่าพลาดโอกาสในการเข้าร่วมงานครั้งสำคัญนี้!
#HKTDC #NSTDA #Foodandbeverage #Foodinnovations #foodandrestaurant #startups #อาหารและเครื่องดื่ม #newbusiness #Foodexpo #Teafair
ปฏิทินกิจกรรม
เด็กไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award แข่งขันนำเสนอผลการทดลองบนอวกาศ
(12 มิถุนายน 2567) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้โครงการ Asian Try Zero-G 2023 ร่วมกับเยาวชนจากประเทศออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ผ่านระบบออนไลน์ ผลปรากฏว่า นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม คว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award และนายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับรางวัล Crew Award จากนักบินอวกาศขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช.
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ตามที่ สวทช. ร่วมกับแจ็กซาดำเนินโครงการ Asian Try Zero-G 2023 เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยส่งแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเข้าร่วมแข่งขันกับเยาวชนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย แจ็กซาได้เลือกข้อเสนอการทดลองจำนวน 14 เรื่อง จาก 8 ประเทศ ขึ้นไปทดลองจริงในห้องทดลองคิโบ โมดูล (Kibo Module) บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดย นายซาโตชิ ฟูรูกาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ล่าสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2567 แจ็กซาได้จัดเวทีแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนได้ฝึกค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เยาวชนไทยทั้ง 7 คน เดินทางถึงศูนย์อวกาศสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น เข้าชมการทดลองของนักบินอวกาศญี่ปุ่น
“ในการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติทั้งหมด 14 เรื่อง มีผลงานของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การทดลองที่ 1 เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้าสถิต (Water spheres and electrostatic force)” เสนอโดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย การทดลองที่ 2 เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Stranger things two ball on string)” เสนอโดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน (เฟรม), นายจิรทีปต์ มะจันทร์ (ต้นกล้า), นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล (เพียว) และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ (ต้นน้ำ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และการทดลองที่ 3 เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Starfish exercise for microgravity)” เสนอโดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนระยองวิทยาคม ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ผ่านการคัดเลือกมาจากหัวข้อการนำเสนอของเยาวชนไทยจำนวน 152 เรื่อง
ภาพบรรยากาศการนำเสนอออนไลน์
“ผลการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ น่ายินดีว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศต่าง ๆ คัดเลือกให้ นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม ได้รับรางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award ประเภทการทดลองท่าออกกำลังกายในอวกาศ และนายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ยังคว้ารางวัลพิเศษ Crew Award จากการพิจารณาคัดเลือกโดยนายซาโตชิ ฟูรูกาวะ นักบินอวกาศญี่ปุ่น”
นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม ได้รับรางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award ประเภทการทดลองท่าออกกำลังกายในอวกาศ
นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) เล่าว่า ก่อนการแข่งขัน ตนเองและนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ ได้เตรียมตัวหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจัดทำสไลด์ ต้องดูวิดีโอการทดลองซ้ำไปซ้ำมาเยอะมาก และพยายามวาดรูปเอง เพื่อจัดทำสื่อนำเสนอให้น่าสนใจและใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากที่สุด ซึ่งพอถึงเวลานำเสนอจริง ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ก็ได้พยายามทำให้ดีที่สุด
“พอได้ยินคณะกรรมการประกาศว่าทีมเราได้รับรางวัลชนะเลิศก็ดีใจมากเลยค่ะ ต้องขอบคุณนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่อธิบายผลลัพธ์ต่าง ๆ ในช่วงการทดลองบนอวกาศได้อย่างละเอียด ทำให้พวกเรานำไปสืบค้นต่อได้สะดวกมากขึ้น สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ สวทช. และแจ็กซาที่จัดกิจกรรมดี ๆ ให้เยาวชนในหลายประเทศได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยได้เห็นและเรียนรู้มาก่อน ซึ่งเราจะนำความรู้ที่ได้มาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองต่อไป”
นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับรางวัล Crew Award
ด้าน นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัล Crew Award ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง เพราะการนำเสนอของเพื่อน ๆ ทีมอื่นมีการวิเคราะห์ผลเชิงปริมาณ และนำเสนอกันได้ดีมาก แต่ตัวเองก็ตั้งใจทำเต็มที่ เน้นการใช้สไลด์ที่เข้าใจง่ายอธิบายถึงแนวคิดและผลการทดลองที่เกิดขึ้น
“พอทราบผลรางวัลก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่นักบินอวกาศญี่ปุ่นถูกใจหัวข้อการทดลองและการสรุปผลของเรา โดยรวมแล้วการได้เข้าร่วมกิจกรรม Asian Try Zero-G 2023 ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ ทักษะ และความรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้น”
ติดตามโครงการ Asian Try Zero-G ได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ติวเข้มภาคเอกชน ยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ด้วยอุตสาหกรรม 4.0-อุตสาหกรรมสีเขียว
(วันที่ 7 มิถุนายน 2567) ณ ห้องออดิทอเรียม CO-113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา (RDIM) เป็นประธานเปิด “กิจกรรมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน ในการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยอุตสาหกรรม 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว” โดยมีนายภาณุทัต ธรรมบุศย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม (IPD) สวทช. ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการ ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช. และ ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. พร้อมทีมงาน เข้าร่วมกิจกรรมและบรรยายให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ประกอบการกว่า 50 รายที่เข้าร่วมงาน
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า หนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ สวทช. ในการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้แก่ Industry 4.0 Platform ซึ่งเป็นแผนงานที่สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ซึ่งการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมนั้น สวทช. มุ่งสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการในภาคการผลิตและบริการ ผ่านบริการต่าง ๆ อาทิ บริการรับรองเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์ของภาครัฐ การร่วมวิจัย รับจ้างวิจัย และการให้คำปรึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ที่จะช่วยให้ผลประกอบการดีขึ้น และนำไปสู่การทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้น
การจัดงานครั้งนี้ งานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการเพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อาทิ การรับรองงานวิจัยฯ การรับรองธุรกิจเทคโนโลยี และการรับเงินบริจาคให้แก่กองทุน สวทช. ได้ร่วมกับ กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 และฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) ผนึกกำลังกันเพื่อให้ประโยชน์เกิดแก่ผู้ประกอบการไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางยกระดับสู่อุตสาหกรรมไทยยุค 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของมาตรการยกเว้นภาษีนิติบุคคล สำหรับรายจ่ายเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นแนวทางในการมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม ปรับตัว ยกระดับ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงช่วยทำให้ผู้ประกอบการทราบสิทธิประโยชน์ของภาครัฐเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการในการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง กล่าวว่า แนวทางในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 โดยนำ Digital transformation มาใช้เป็นฐานเพื่อสร้างความสำเร็จด้วยบันได 4 ขั้น ประกอบด้วย ขั้น 1 Online & Interactive Self – Assessment การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรแบบออนไลน์ด้วยตนเอง ขั้นที่ 2 Readiness Assessment by Experts การประเมินระดับความพร้อมองค์กรโดยผู้เชี่ยวชาญ ขั้นที่ 3 Road mapping & Solutioning บริการให้คำปรึกษา ข้อเสนอ และคำแนะนำด้านการลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ ขั้นที่ 4 Upskill & Reskill & New skill ยกระดับความสามารถ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เหล่านี้คือบริการที่สวทช.เตรียมเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม workshop “การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรสู่การผลิตยุคดิจิทัลด้วยตัวเองด้วยระบบ Online & Interactive Self-Assessment” ของกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 และการให้ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการวิจัยฯ ในภาคอุตสาหกรรมด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


