หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมงานแสดงความยินดี ASOCIO 2024 DX Award & APICTA Awards 2024 สะท้อนบทบาทผู้นำภาครัฐในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล
(วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568) ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เข้าร่วมงานแสดงความยินดีในการรับรางวัล ASOCIO 2024 DX Award & APICTA Awards 2024 จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) และได้รับเกียรติจาก นายสุภัค ลายเลิศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ขึ้นกล่าวแสดงความยินดีกับหน่วยงานในครั้งนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า รางวัล ASOCIO Awards 2024 ที่สวทช. โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ได้รับนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รางวัล แต่เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลของประเทศให้ก้าวไปสู่ระดับสากล เป็นการยืนยันถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ สวทช. ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การสนับสนุนผู้ประกอบการ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต และการผลักดันนวัตกรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยประสบความสำเร็จ และได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นอกจากนี้ การได้รับรางวัล ASOCIO Awards 2024 ยังเป็นการประกาศให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับรางวัล ASOCIO Awards 2024 สาขา Emerging Digital Solutions & Ecosystem Award in Public Sector ในงานประชุม The Asian-Oceanian Computing Industry Organization (ASOCIO) Digital Summit 2024 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรม ANA Intercontinental กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีสมาชิกองค์กรชั้นนำภาครัฐและเอกชนจาก 24 ประเทศเข้าร่วม “รางวัลนี้เป็นผลสำเร็จที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ในฐานะหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนระบบนิเวศดิจิทัล ผ่านการพัฒนาบุคลากร และสนับสนุนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และดิจิทัล ร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เราพร้อมเป็นส่วนสำคัญ เพื่อร่วมสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม” ดร.ภัทราวดี กล่าว สนับสนุนธุรกิจดิจิทัลด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยมีความพร้อมในการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยบริการที่ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่: • พื้นที่สำนักงานพร้อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทันสมัย: รองรับการทำงานขององค์กรทุกขนาดในบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม • การเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ: เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดใหม่ • โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสนับสนุนด้านนวัตกรรม: เช่น การฝึกอบรมเชิงลึก กิจกรรมสัมมนาเพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ และกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นายกรัฐมนตรีไทย และ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง รอบด้าน 14 ฉบับ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่อวันที่ 6 ก.พ.68 : ณ ห้อง Hebei ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และ นายหลี่ เฉียง  นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานใน พิธีลงนามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(MOST) ซึ่งได้จัดพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญา ประดิษฐ์ (AI) ร่วมพัฒนาด้านเทคโนโลยี AI และการประยุกต์ใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศพร้อมเสริมศักยภาพประเทศไทยให้ก้าวสู่ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน(พ.ศ. 2565 -2569) ที่มุ่งขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญที่ได้รับการส่งเสริมผ่านรูปแบบการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สำคัญยังเป็นการประกาศความพร้อมของประเทศไทยที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้ง 2 กระทรวง ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดที่มีภารกิจเกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนนักวิจัย นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ที่จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี ตั้งเป้าหมายใน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) การสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการดำเนินงานวิจัยขั้นสูง (2) การสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและพัฒนานักวิจัยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ (3) การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา AI และ (4) ความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศพัฒนาและแบ่งปันองค์ความรู้ด้าน AI ได้ในระยะยาว  “ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้คนไทยได้เรียนรู้ความเชี่ยวชาญและเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีน เช่น DeepSeek บริษัทสตาร์ตอัปด้าน AI จากประเทศจีน ที่ได้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เปิดให้ใช้งานแพลตฟอร์ม DeepSeek  ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลภาษา สร้างสรรค์เนื้อหาได้ผลเทียบเท่า Generative AI อื่น ๆ ในปัจจุบัน ด้วยต้นทุนการพัฒนาน้อยกว่าหลายเท่าตัว เพื่อให้ทุกคนเข้าถึง ใช้งาน AI ได้ง่ายในราคาประหยัดด้วยรูปแบบโอเพนซอร์ส (OpenSource) และยังรองรับการใช้งานภาษาไทย จึงเป็นโอกาสดีของนักพัฒนา ผู้ประกอบการ AI ไทย สามารถนำโมเดลนี้มาเรียนรู้ ต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจบริการ AI  ได้ด้วยต้นทุนไม่สูงมาก รวมถึงการนำองค์ความรู้นี้มาศึกษา ค้นคว้า ในการพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ (ThaiLLM) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์การใช้งานได้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าวและว่า สาระสำคัญของความร่วมมืออีกประการหนึ่งคือการร่วมกันพัฒนาศูนย์ทดสอบมาตรฐานด้าน AI ระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างปลอดภัย น่าเชื่อถือ ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาส เสริมขีดความสามารถในแข่งขันของประเทศไทยบนพื้นฐานเทคโนโลยี จากการประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการแห่งอนาคต พร้อมช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรม นำมาสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลากหลายสาขา อาทิ ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์อัจฉริยะ ระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ไปจนถึงการเกษตรแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดแข็งของทั้งสองประเทศ “นี่เป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายการนำเทคโนโลยี AI มาใช้พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนซึ่งสอดรับตามโยบาย "อว. for AI" ของกระทรวง อว.” นางสาวศุภมาส ระบุ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เยาวชนไทยโชว์ศักยภาพ คว้าชัยโครงงานวิทย์ระดับชาติ (YSC2025) เตรียมลุยแข่งเวทีโลก Regeneron ISEF 2025 สหรัฐอเมริกา
(5 กุมภาพันธ์ 2568) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมประกาศผลการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27 หรือ (Young Scientist Competition: YSC2025) ซึ่งผู้ชนะจะได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโอกาสได้รับสิทธิ์คัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในงาน Regeneron ISEF 2025 สหรัฐอเมริกา โอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วย คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกล่าวแสดงความยินดี รวมถึงมหาวิทยาลัยศูนย์ประสานงานโครงการ YSC ทั้ง 6 แห่งทั่วทุกภูมิภาค คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นักเรียน อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ปกครอง เข้าร่วมงานลุ้นการประกาศผลการประกวดดังกล่าว ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและบ่มเพาะเยาวชนไทยให้ก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติ โครงการ YSC เป็นมากกว่าการประกวด แต่เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยกระบวนการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ถูกต้อง เราเชื่อมั่นว่าเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในอนาคต โครงการนี้เป็นปีที่ 27 แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสวทช. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย เราขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด และขอเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนที่ได้รับรางวัลและเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในระดับนานาชาติ “การจัดการประกวดครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการสนับสนุนทุนพัฒนาผลงานผ่านมหาวิทยาลัยเครือข่าย พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการบ่มเพาะเยาวชนพร้อมทั้งสนับสนุนเยาวชนให้เข้าร่วมการประกวด Regeneron ISEF2025 ซึ่งมีกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2568 เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ในระดับนานาชาติ" ดร.พัชร์ลิตา กล่าวเสริม คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล ผู้แทนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ได้ให้การสนับสนุน สวทช. และมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 6 แห่ง จัดกิจกรรมโครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition : YSC) มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 - ปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาให้ได้รับองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านโครงงานวิทยาศาสตร์ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ของประเทศ วช. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนและคุณครูทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทและพัฒนาทักษะความสามารถจนได้รับรางวัลในการประกวดในครั้งนี้ และได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะในระดับนานาชาติต่อไป สำหรับเยาวชนที่ไม่ได้รับรางวัลในปีนี้ วช. ขอเป็นกำลังใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆ จะยังคงมุ่งมั่นและพัฒนาฝีมือเพื่อโอกาสต่อไปในอนาคต เราเชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมการประกวดเช่นนี้ จะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เยาวชนและพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ อันจะนำไปสู่การพัฒนากำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ   สำหรับการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27 ในปีนี้มีโครงงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 2,429 โครงงาน มีนักเรียนเข้าร่วม 6,442 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1,555 คน จาก 326 โรงเรียนทั่วประเทศ โครงงานที่ผ่านเข้ารอบข้อเสนอเพื่อรับทุนพัฒนา 307 โครงงาน และมี 65 โครงงานจาก 41 โรงเรียนที่ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยผลการประกวด มีดังนี้   รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่   BeeShield: การพัฒนาอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไร ต่อกรดฟอร์มิก ผู้พัฒนา: ปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน, กฤตนน เมืองแก้ว และวิภารัศม์ ธะนะวงค์ อาจารย์ที่ปรึกษา: เกียรติศักดิ์ อินราษฎร โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย โครงงานนี้พัฒนาอุโมงค์ป้องกันไรผึ้ง โดยใช้ AI แยกแยะผึ้งที่ติดไร จากพฤติกรรมการเข้ารัง และใช้ ระบบฉีดพ่นกรดฟอร์มิกอัตโนมัติ ในระดับที่ปลอดภัยต่อผึ้ง ผลการทดลองพบว่า กรดฟอร์มิก 75% สามารถกำจัดไรได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผึ้ง เมื่อทดสอบเป็นเวลา 2 เดือน ระบบนี้ช่วยลดการติดไรของผึ้งได้ 3 เท่า ลดอัตราการตายของผึ้ง 4 เท่า และเพิ่มผลผลิตน้ำผึ้ง 4 เท่า เมื่อเทียบกับชุดควบคุม นวัตกรรมนี้จึงเป็น ทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืน สำหรับการเลี้ยงผึ้งและการอนุรักษ์ระบบนิเวศ   การสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายาว ซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด ผู้พัฒนา: ธนัช ไชยมงคล อาจารย์ที่ปรึกษา: ธีรพัฒน์ ขันใจ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงราย และบุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร โครงงานนี้พัฒนา อนุภาคกักเก็บโมเลกุลเซนเซอร์ EC@ccdz สำหรับการวินิจฉัยคัดกรองโรคมะเร็งปอด โดยเพิ่มความจำเพาะในการตรวจวัด nonanal (C9) ซึ่งเป็นสารบ่งชี้ทางชีวภาพ ผ่านปฏิกิริยากับ hydrazine-เคอร์คูมิน ทำให้สัญญาณฟลูออเรสเซนต์เพิ่มขึ้นและแยกแยะแอลดีไฮด์สายยาวได้อย่างแม่นยำ ด้วยการห่อหุ้มพอลิเมอร์ เอทิลเซลลูโลส (EC) เพื่อเสริมอันตรกิริยาแบบ hydrophobic interaction ส่งผลให้เกิดการจับตัวที่เสถียรและตรวจวัดได้ที่ ความยาวคลื่น 409 นาโนเมตร นอกจากนี้ยังพัฒนาชุดตรวจเชิงแสงบนกระดาษเคลือบโมเลกุลเซนเซอร์ ซึ่งสามารถตรวจวัด nonanal ในเหงื่อสังเคราะห์ ได้อย่างแม่นยำ โดยให้ขีดจำกัดการตรวจพบ (LOD) และขีดจำกัดการตรวจวัด (LOQ) ที่ 0.898 และ 2.994 µg/mL ตามลำดับ เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นชุดทดสอบคัดกรองมะเร็งปอดที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง   โครงงานการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Low Carbon สำหรับป้องกันไฟฟ้าสถิตและสารเคมีจากเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ร่วมกับฟางข้าว ผู้พัฒนา: ชวกร สงจันทร์, ปัณณพงค์ สงขกุล และทุกกร ประโพพิศ อาจารย์ที่ปรึกษา: จันทร์จิรา ชัยอินทรีอาจ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โครงงานนี้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ป้องกันไฟฟ้าสถิตและสารเคมีจากเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผสมเยื่อฟางข้าว เพื่อลดขยะเกษตรและทดแทนวัสดุสังเคราะห์ โดยได้พัฒนาสูตรวัสดุผสมคาร์บอนรูพรุนและเยื่อฟางข้างเป็น 7 สูตร พบว่า สูตรที่ 3 อัตราส่วนคาร์บอนรูพรุนต่อเยื่อฟางข้าวเป็น 1:1 มีความแข็งแรงสูง สามารถป้องกันการซึมผ่านของสารเคมีได้ดี ขณะที่สูตรที่ 6 อัตราส่วนเป็น 1:4 มีค่าความจุไฟฟ้าสูง เหมาะสำหรับป้องกันไฟฟ้าสถิต นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 45-63% และใช้พลังงานต่ำกว่าพลาสติกทั่วไป จึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้ง 3 ทีม จะได้รับถ้วยพระราชทานฯ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2025) วันที่ 27 มีนาคม 2568 และจะได้รับการบ่มเพาะเสริมศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงงานต่อยอดภายใต้การดูแลของนักวิจัย สวทช. ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานชั้นนำในประเทศไทย ไปพร้อมกับน้องๆ ผู้ได้รับรางวัลที่ 1 และที่ 2 อีกกว่า 50 คน ก่อนคัดเลือกและประกาศผลเยาวชนตัวแทนประเทศไทยที่จะได้เดินทางไปแข่งขันในเวที Regeneron ISEF 2025 ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงงานที่ได้รับรางวัลที่ 1 จำนวน 8 รางวัล รางวัลที่ 2 จำนวน 10 รางวัล และรางวัลชมเชยอีก 12 รางวัล รวมถึงรางวัลพิเศษอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 14 รางวัลจากผู้สนับสนุน ได้แก่ สวทช. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และบริษัท รีเวสเทค จำกัด อาทิ รางวัลด้านนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน รางวัลพิเศษนวัตกรรมรักษ์โลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รางวัลพิเศษนวัตกรรมด้านการแก้ปัญหาร่วมสมัย เป็นต้น “สวทช. ขอขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานทุกท่าน ที่เสียสละเวลาและความรู้ความสามารถในการพัฒนาเยาวชนไทย ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนทุกท่านที่สนับสนุนให้นักเรียนและอาจารย์ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยศูนย์ประสานงานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการจัดการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ในครั้งนี้” ดร.พัชร์ลิตา กล่าวทิ้งท้าย นอกจากการแข่งขันแล้ว โครงการยังมีการอบรมเสริมทักษะแก่นักเรียนและอาจารย์ที่ปรึกษา นำเยาวชน YSC สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้โรงเรียนทั่วประเทศ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย และเปิดโอกาสให้เยาวชนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ YSC Education Outreach Day เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรอีกด้วย ////// ข่าวโดย พัชรพร แววนิล และ วราภรณ์ โลหะเลิศ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดอบรมปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) แก่ ‘ครู’ โรงเรียนภายใต้โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
(6 กุมภาพันธ์ 2568) ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดอบรมปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) สำหรับโรงเรียนภายใต้โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Webex Meeting ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และนักวิจัยทีมวิทยากร และคุณครูกลุ่มโรงเรียนภายใต้โครงการตามพระราชดำริฯ จำนวน 24 แห่ง เข้าร่วมอบรม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดอบรมปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา สำหรับโรงเรียนภายใต้โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในครั้งนี้ เป็นการนำบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) ที่ได้มีการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนเป็นสื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีจุดเด่น คือ ผสานการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการเขียนโค้ดแบบบล็อก มีการสอนกระบวนการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ให้แก่นักเรียนที่เข้าอบรม สามารถนำไปประยุกต์พัฒนาเป็นระบบอัตโนมัติที่มีส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขโจทย์จริงในชีวิตประจำวันได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมในครั้งนี้ จะสำเร็จตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน ที่ประสงค์ให้คุณครูทุกคนนำความรู้จากการอบรมในครั้งนี้ไปขยายผลในชั้นเรียน ส่งเสริมความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ให้แก่นักเรียนต่อไป” (ภาพจากซ้าย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช., ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เนคเทค สวทช.  ) สำหรับการจัดอบรมปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) แบ่งออกเป็น 2 วัน โดยการจัดอบรมในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นการอบรมหัวข้อ “โค้ดดิ้งด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ” โดย นางสาวธัญลักษณ์ เสรีวรวิทย์กุล ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการอบรมหัวข้อ “การประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ” โดย นายวุฒิพงษ์ พรสุขจันทรา ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สำหรับการอบรมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 อบรมหัวข้อ “ความรู้ปัญญาประดิษฐ์เบื้องต้น” หัวข้อ “สร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ” และ หัวข้อ “สร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ด้วยบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ” โดย ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีอิกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และนางสาวธัญลักษณ์ เสรีวรวิทย์กุล ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา บอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright μAI) เป็นสื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา มีจุดเด่นคือ ผสานการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการเขียนโค้ดแบบบล็อก อีกทั้งสอนกระบวนการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน จนสามารถนำไปประยุกต์พัฒนาเป็นระบบอัตโนมัติที่มีส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขโจทย์จริงในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “บอร์ดคิดไบรท์ ไมโครเอไอ( KidBright μAI)” จำนวน 100 บอร์ด เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากนั้น สวทช. ทูลเกล้าฯ ถวายเพิ่มเติมอีก 21 บอร์ด และพระองค์ได้ทรงพระราชทานบอร์ดคิดไบร์ทไมโครเอไอ (KidBright µAI) ที่ได้รับไปยังกลุ่มโรงเรียนภายใต้โครงการตามพระราชดำริฯ จำนวน 24 แห่ง ประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนสังกัด สพฐ. กลุ่มโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด.) กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม และกลุ่มโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ครูส่งเสริมให้เกิดการจัดการเรียนรู้และขยายผลด้านปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียนแก่นักเรียนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Wolfram Mathematica: เกมกระดานและสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์
📢💡 มาเปลี่ยนการสอนให้สนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย!🚀 . 🎲 “Wolfram Mathematica: เกมกระดานและสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์” 🎲 ออกแบบสื่อการสอนให้สนุก เข้าใจง่าย และโต้ตอบได้ด้วย Wolfram Mathematica!   🌟 หากคุณเป็น ครู อาจารย์ นักวิจัย นักพัฒนาเกม หรือผู้ที่สนใจด้านเทคโนโลยีการศึกษา และต้องการสร้างสื่อการสอนแบบอินเทอร์แอกทีฟ หรือออกแบบเกมกระดานที่ช่วยให้การเรียนการสนน่าสนใจขึ้น นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด! . 🚀 ทำไมต้องเรียน Wolfram Mathematica? ✅ เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยในการคำนวณ ออกแบบ และสร้างสื่อโต้ตอบได้ ✅ เหมาะสำหรับสร้างเกมกระดาน การจำลองข้อมูล และสื่อการสอนดิจิทัล ✅ ใช้งานง่าย แม้ไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดมาก่อน ✅ สนับสนุนทั้งครู อาจารย์ และผู้เรียน ให้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น . 📅 วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2568 📍 สถานที่: ณ ห้องวีไอพี บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี . สมัครได้ที่ : https://www.nstda.or.th/r/qLNub 💸 ค่าลงทะเบียน: 1,600 บาท/คน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ) . 🎯👩‍🏫คุณสมบัติ : ครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจ จำนวน 20 คน . 📌 กำหนดการสมัคร: วันรับสมัคร: วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ 2568 ประกาศรายชื่อ: 3 มีนาคม 2568 . 🎁 สิ่งที่จะได้รับ: Logbook 1 เล่ม เอกสารประกอบการสอน และอุปกรณ์การสอนอื่นๆ อีกมากมาย 👉กำหนดการ : https://www.nstda.or.th/r/jMH5d . 🔗 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณเสาวณีย์ โสภณนันทวัฒน์ 📞 02 529 7100 ต่อ 77220, 📲 081 840 8499 📧 saowanee@nstda.or.th . คุณเพชรดา เวณุนันท์ 📞 02 564 7000 ต่อ 1433 📧 pechda.wenunun@nstda.or.th . #WolframMathematica #เกมกระดาน #สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ #อบรมเชิงปฏิบัติการ
ปฏิทินกิจกรรม
 
เกษตรแปลงใหญ่เฮ ! ‘ปุ๋ยคีเลตสูตรใหม่’ ใช้งานได้ทั้งโดรนและระบบท่อน้ำ
  ปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่เพื่อนำระบบเกษตรอัจฉริยะ เช่น การให้น้ำและปุ๋ยผ่านทางโดรนหรือระบบท่อน้ำมาใช้ทำเกษตรแบบแม่นยำ เพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยรวมถึงสารเพิ่มประสิทธิภาพพืชต้องเร่งปรับตัวพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความเหมาะสมตามไปด้วย เพื่อให้ทุกการลงทุนของเกษตรกรเกิดผลแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และช่วยยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ตเทคโนโลยี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยคีเลตจากสูตรสำหรับฉีดพ่นสู่สูตรสำหรับใช้งานร่วมกับโดรนและระบบท่อน้ำเพื่อการผลิตพืชเศรษฐกิจไทย โดยได้รับทุนวิจัยจากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนไทย   [caption id="attachment_65303" align="aligncenter" width="750"] ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง หัวหน้าทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง หัวหน้าทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ปุ๋ยคีเลต คือ ธาตุอาหารสำหรับบำรุงและเร่งการเจริญเติบโตของพืชที่ผ่านการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีคีเลชัน (chelation) หรือการห่อหุ้มธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่ไม่มีประจุ เพื่อให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทางปากใบและราก ลดการสูญเสียธาตุอาหารจากการตกตะกอนในดิน “ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนาปุ๋ยคีเลตธาตุอาหารรองและเสริมประเภทห่อหุ้มด้วยสารคีเลตจากธรรมชาติจนประสบความสำเร็จและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว โดยปุ๋ยที่พัฒนาเป็นรูปแบบฉีดพ่นเพื่อให้ธาตุอาหารทางปากใบและราก จุดเด่นของการห่อหุ้มธาตุอาหารด้วยสารคีเลตจากธรรมชาติคือ พืชนำสารห่อหุ้มไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ แตกต่างจากสารห่อหุ้มที่เป็นสารสังเคราะห์ที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ จึงช่วยลดทอนส่วนประกอบของปุ๋ยที่ต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรไทยเริ่มนำปุ๋ยชนิดนี้ไปใช้งานแล้ว เช่น ทุเรียน ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง”     หลังจากทีมวิจัยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชน พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และวิธีการใช้งานปุ๋ยชนิดนี้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ทีมวิจัยได้เดินหน้าพัฒนา “สูตรปุ๋ยคีเลตสำหรับใช้งานร่วมกับโดรนและระบบท่อน้ำ” เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรไทย ดร.คมสันต์ อธิบายว่า ในการดูแลเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรนิยมนำเทคโนโลยี 2 ชนิดมาช่วยลดเวลาและภาระงาน คือ โดรนเพื่อการเกษตรและระบบท่อน้ำ เพราะอุปกรณ์ทั้งสองมีความแม่นยำในการให้น้ำและสารบำรุงพืชสูง อย่างไรก็ตามการให้ปุ๋ยผ่านระบบทั้งสองจำเป็นต้องเลือกใช้ปุ๋ยชนิดที่ผ่านการปรับสูตรอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงอัตราการละลายน้ำและระดับความเข้มข้นในการนำไปใช้ประโยชน์ พืชจึงจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และช่วยยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ตเทคโนโลยีอีกด้วย ที่ผ่านมาทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการพัฒนาสูตรปุ๋ยคีเลตเพื่อใช้งานกับเทคโนโลยีทั้งสองจนประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี     “การให้ปุ๋ยทางโดรนจะเหมาะกับพืชที่มีระดับความสูงของต้นใกล้เคียงกัน ตัวอย่างปุ๋ยคีเลตธาตุอาหารรองเสริมที่ทีมวิจัยพัฒนาจนประสบความสำเร็จคือ ปุ๋ยสำหรับข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ส่วนการให้ปุ๋ยผ่านทางระบบท่อน้ำจะเหมาะกับไม้ยืนต้นที่ส่วนสูงของต้นไม่เท่ากัน ปลูกห่าง หรือปลูกบนพื้นที่ลาดชัน ตัวอย่างปุ๋ยคีเลตธาตุอาหารรองเสริมที่พัฒนา คือ ทุเรียน ลองกอง มังคุด เงาะ ลำไย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเพื่อการบริโภคภายในประเทศไทยและส่งออกต่างประเทศมาก”   [caption id="attachment_65311" align="aligncenter" width="750"] ไร่อ้อย[/caption] [caption id="attachment_65306" align="aligncenter" width="750"] ไร่มันสำปะหลัง[/caption] [caption id="attachment_65309" align="aligncenter" width="750"] สวนทุเรียน[/caption] [caption id="attachment_65307" align="aligncenter" width="750"] สวนลำไย[/caption]   นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยคุณภาพสูงเพื่อยกระดับการเพาะปลูกของเกษตรกรไทยให้เปลี่ยนจากทำมากได้น้อยสู่ทำน้อยได้มากแล้ว อีกหนึ่งประเด็นการวิจัยที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ การนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ในประเทศไทย ดร.คมสันต์ เล่าเสริมทิ้งท้ายถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังมีแผนที่จะร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำของประเทศไทยพัฒนาเถ้าชีวมวลและเถ้าถ่านหินที่ได้จากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ให้เป็นปุ๋ยคีเลตที่มีแร่ธาตุและประสิทธิภาพในการบำรุงและเร่งการเจริญเติบโตของพืชสูง ซึ่งหากการวิจัยประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยลดขยะอุตสาหกรรม เสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุเหล่านั้นได้ สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยคีเลชัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย นาโนเทค สวทช. และ Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
รมว.อว. เปิดงาน “สืบศิลป์ สานสร้าง นวัตกรรมผ้าบาติก” หนุนเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “สืบศิลป์ สานสร้าง นวัตกรรมผ้าบาติก” กิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ชายแดน โดยมี นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อว. ส่วนหน้าจังหวัดปัตตานี) นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนชาวปัตตานี เข้าร่วม ณ วิชชาลัยชุมชนบาติกโมเดล ต.สะบารัง อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ในงานนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้นำเสนอผลงานวิจัยสำคัญ ได้แก่ “Magik Color” แป้งพิมพ์ผ้าจากสีธรรมชาติ และ “การพัฒนาและเคลือบสิ่งทอให้มีคุณสมบัติพิเศษด้วยนาโนเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมแกร่งเศรษฐกิจและสังคม พร้อมผลักดันองค์ความรู้สู่ชุมชน มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ถือเป็นการบูรณาการวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ University of Shanghai for Science and Technology สาธารณรัฐประชาชนจีน ผนึกกำลังสร้างห้องปฏิบัติการร่วม “Belt and Road” ต่อยอดงานวิจัยด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ
(4 กุมภาพันธ์ 2568) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซี่ยงไฮ้ University of Shanghai for Science and Technology (USST) สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม "Belt and Road" มุ่งเน้นความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ (Intelligent Rehabilitation Engineering) โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ Prof. Xinyuan Zhu อธิการบดีมหาวิทยาลัย USST ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ณ ห้องประชุมปทุมมา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. จ.ปทุมธานี ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีในสาขาวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และหุ่นยนต์ ตลอดจนร่วมกันผลักดันการพัฒนาและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ โดยมีทิศทางความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบและควบคุมหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เทคโนโลยีการฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะแบบสวมใส่ เทคโนโลยีการตรวจสอบสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง เทคโนโลยีการตรวจจับข้อมูลการทำงานของระบบประสาทและปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับช่วยเหลือคนพิการและผู้สูงอายุ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากรผ่านการจัดประชุมวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการร่วมกันฝึกอบรมนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก เป็นต้น บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีระยะเวลา 3 ปี  โดยภายหลังการลงนามทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเตรียมความพร้อมสำหรับห้องปฏิบัติการร่วม เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการความร่วมมือทางเทคนิคเฉพาะด้าน ทบทวนและประเมินผลการดำเนินงาน และพิจารณาแก้ไขบันทึกข้อตกลงเมื่อมีความจำเป็นต่อไป นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัย USST ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของทีมวิจัย สวทช. ดังนี้ ได้แก่ ทีมวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และ ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค ทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ เนคเทค รวมถึงรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมงานวิจัยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางไกล ด้านนวัตกรรมและข้อมูลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ด้านการออกแบบและผลิตอุปกรณ์เสริมแบบใหม่เพื่อการฟื้นฟูและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และภาพรวมของแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ดิจิทัล ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และมหาวิทยาลัย USST สาธารณรัฐประชาชนจีน ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการในประเทศไทยและจีน     NSTDA and USST Join Forces to Establish a "Belt and Road" Joint Laboratory for Intelligent Rehabilitation Engineering (February 4, 2025) The National Science and Technology Development Agency (NSTDA) signed a Memorandum of Understanding (MOU) with the University of Shanghai for Science and Technology (USST), the People's Republic of China to establish a "Belt and Road" Joint Laboratory.  This collaboration focuses on research and development in Intelligent Rehabilitation Engineering.  The MOU signing ceremony was held at the Pathumma Room, National Electronics and Computer Technology Center (NECTEC), NSTDA, Pathum Thani Province, with Professor Dr. Sukit Limpijumnong, NSTDA President, and Professor Dr. Zhu Xinyuan, USST President, as signatories. This partnership aims to foster research collaboration and technology exchange in rehabilitation engineering, elderly care, and robotics.  It also seeks to promote the development and application of scientific knowledge across various fields.  Key areas of collaboration include Research and Development (designing and controlling rehabilitation robots, wearable intelligent rehabilitation technology, health monitoring technology for the elderly and chronic diseases, neurofunctional information detection and artificial intelligence technologies, and humanoid robotics for assisting people with disabilities and the elderly) and Personnel Exchange and Development (joint projects, academic conferences, student exchange programs, and joint training of master's and doctoral students).   The MOU will be in effect for three years.  Following the signing, both parties will form a joint management committee to prepare for the establishment of the laboratory, develop specific technical collaboration projects, review and evaluate the MOU's implementation, and make necessary amendments. In addition to the MOU signing, the USST delegation visited NSTDA's research facilities, including the Medical Devices Pilot Plant, the Well-Living Design Research Team, and the Biomedical Electronics and Systems Research Team.  They also attended briefings on Tele-Rehabilitation, Health Innovation and Information Research for Older Adults and Patients, Innovative Orthotic Design and Manufacturing Research on Rehabilitation and Assistive Technology, and an overview of NSTDA and its Digital Healthcare Platform. This collaboration between NSTDA and USST marks a significant step in advancing knowledge and technology in rehabilitation engineering, ultimately contributing to an improved quality of life for people with disabilities and the elderly in Thailand and China.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. และ กองทัพเรือ โดยกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ร่วมวิจัยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง หนุนนโยบาย Green Navy ด้วยนวัตกรรมสะอาด
(5 กุมภาพันธ์ 2568) ณ ห้องวุฒิไชยเฉลิมลาภ อาคารราชนาวิกสภา กรุงเทพฯ - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ กองทัพเรือ โดยกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการกำจัดน้ำทิ้งที่มีน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นปนเปื้อน โดยการค้นหาและพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมันและสารประกอบน้ำมันปิโตรเลียม เพื่อใช้กำจัดน้ำเสียจากเรือและพื้นที่ของกองทัพเรือ รวมถึงสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้หน่วยงานในกองทัพเรือนำไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนนโยบายกองทัพเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Navy) โดยมี พลเรือตรี กริช ขันธอุบล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน และนักวิจัยไบโอเทคกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ร่วมในงาน พลเรือตรี กริช ขันธอุบล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางพัฒนากองทัพเรือของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดให้ “การจัดการสิ่งแวดล้อมกองทัพเรือ (Green Navy) เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารกองทัพเรือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 - 2580 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางและทิศทางที่จะพาให้กองทัพเรือเดินหน้า ส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนรูปแบบต่าง ๆ การจัดการขยะและการลดมลพิษต่าง ๆ มุ่งสู่เป้าหมายการจัดการสิ่งแวดล้อมกองทัพเรือ พ.ศ. 2580 คือเป็นหน่วยงานที่มีการปฏิบัติและบริหารงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” การลงนามความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือโดย กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ และ สวทช. ถือเป็นก้าวสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบที่ดีในการดำเนินงานที่ยั่งยืน ผลักดันให้กองทัพเรือเป็นองค์กรที่ดำเนินงานด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานอื่น ๆ ได้นำไปปฏิบัติตาม รวมถึงความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2568 ในการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมทางการทหารอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. และกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะความร่วมมือทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมการกำจัดน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งตอบโจทย์ มิติสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช. โดยที่ผ่านมา กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค-สวทช. ได้ดำเนินการวิจัยเพื่อค้นหาและคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมัน และสารประกอบน้ำมันปิโตรเลียม โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ในการประสานงานให้เข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำที่มีการปนเปื้อนของคราบน้ำมันจากห้องเครื่องบนเรือรบ และตัวอย่างตะกอนและดินจากพื้นที่ต่าง ๆ ของกองทัพเรือ เพื่อนำมาใช้ทดลองคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ ในเบื้องต้นสามารถคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมันได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนนโยบาย Green Navy ได้ ส่วนแนวทางการดำเนินงานต่อไป จะดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมในการศึกษาและพัฒนาตัวจุลินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีฐานที่ทางกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ได้พัฒนาขึ้น ร่วมกับการศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างทางกายภาพและเคมี โดยความร่วมมือกับห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ เพื่อผลักดันให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนนโยบาย Green Navy ต่อไป ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. มีผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมจากกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์หลายผลงาน ได้แก่ “Tidy Bio Plus (ไทดี้ ไบโอ พลัส)” ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์สัญชาติไทยที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดของเสีย จุดเด่นนวัตกรรมนี้คือ เป็นการคัดเลือกจากเชื้อจุลินทรีย์สัญชาติไทยจึงทำให้ผลิตภัณฑ์มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง เข้ากันกับสิ่งแวดล้อมในประเทศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมี “เอนไซม์ ENZease (เอนอีซ)” เอนไซม์อัจฉริยะสำหรับลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายแบบขั้นตอนเดียว “เอนไซม์ Serizyme (เซริไซม์)” เอนไซม์ที่จำเพาะต่อการลอกกาวไหมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Cotton Pro (คอตตอนโปร)” มัลติเอนไซม์ สำหรับกระบวนการผลิตสำลีขาวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ “RETTizyme (เรตติไซม์)” มัลติเอนไซม์ สำหรับกระบวนการแช่หมักเส้นใยจากใบสับปะรด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สามารถนำมาต่อยอดในแผนงาน Green Navy เพื่อกำจัดคราบน้ำมันและน้ำทิ้งที่มีน้ำมันปนเปื้อน ได้แก่ สารลดแรงตึงผิวชีวภาพจากยีสต์ MEL Biosurfactant และสารซักล้างชีวภาพ MES-Green ที่สังเคราะห์จากน้ำมันพืชและกรดไขมันเหลือใช้ โดยจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ต่อไป ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่จะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็น “ปุ๋ยหมักชีวภาพ” ลด CO2 นำร่องสระบุรีแซนด์บ็อกซ์
นักวิจัยจากนาโนเทค สวทช. พัฒนาเครื่องย่อยระบบถังคู่ (BioComposter) พร้อมใบพัดที่ออกแบบให้เร่งกระบวนการย่อยสลาย ตัวช่วยเปลี่ยน “ขยะอินทรีย์” ไม่ว่าจะเป็นของเหลือทางการเกษตร หรือขยะเศษอาหาร สู่ “ปุ๋ยหมักชีวภาพ” เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในครัวเรือน พร้อมจับมือไบโอเทค พัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์เฉพาะสำหรับขยะอินทรีย์ในไทย ชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย เตรียมนำร่องทดสอบ ณ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ หนุนลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขยะอินทรีย์ที่มาจากขยะอาหารและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ต้นตอภาวะโลกร้อน-ฝุ่น PM2.5 ดร. สัญชัย คูบูรณ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เครื่อง BioComposter ระบบถังคู่ขนาด 5 – 10 กิโลกรัม ใช้สำหรับการทำปุ๋ยหมักชีวภาพระดับครัวเรือน เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่มาจากขยะอาหาร และลดการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกต้นตอของภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  และยังช่วยลดฝุ่น PM2.5 อีกด้วย โครงการดังกล่าว เป็น 1 ใน 19 โครงการนำร่องของ สวทช. ในการตอบโจทย์สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของสระบุรี ที่ สวทช. ร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายพลังงานขับเคลื่อนให้เกิด ‘สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์’ จังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในระยะเวลา 4 ปี “การลดก๊าซเรือนกระจกสามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ การใช้ถ่านชีวภาพเพื่อลดการใช้ถ่านหิน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสำหรับปุ๋ยหมักชีวภาพ จะเป็นการใช้ วทน. เปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นปุ๋ยใส่กลับเข้าไปกักเก็บในดิน ที่ตอบโจทย์ของสระบุรี ซึ่งมีขยะอินทรีย์ที่ต้องบริหารจัดการ 2 แบบ คือ ชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีมากในพื้นที่นั้น และขยะอาหาร” ดร. สัญชัยกล่าว เครื่อง BioComposter ระบบถังคู่ ใช้สำหรับการทำปุ๋ยหมักชีวภาพระดับครัวเรือน ตอบโจทย์สำหรับขยะอินทรีย์ ทั้งเศษอาหารจากครัวเรือน รวมถึงชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ออกแบบตัวเครื่องระบบถังคู่ที่ถังหลัก (Primary Tank) ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะกับการทำงาน ของจุลินทรีย์ ในขณะที่ถังรอง (Secondary Tank) มีหน้าที่ลดความชื้นของปุ๋ยหมักชีวภาพให้เหมาะสำหรับการ นำไปใช้งาน นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับทีมวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในการพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความจำเพาะในการย่อยสลายขยะอินทรีย์ในประเทศไทย โดยช่วยให้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่เป็นผลผลิตจากกระบวนการดังกล่าวนี้ มีธาตุอาหารที่สำคัญเพิ่มขึ้น และสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคได้อีกด้วย การทำงานของเครื่อง BioComposter เริ่มจากใส่ขยะอินทรีย์ลงในถัง Primary Tank โดยใช้อุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียสในการกระตุ้นจุลินทรีย์ จากนั้นปุ๋ยหมักชีวภาพจะถูกย้าย ลงไปในถัง Secondary Tank เพื่อทำให้ปุ๋ยหมักชีวภาพแห้งและพร้อมใช้งาน กระบวนการนี้จะใช้เวลา 3-7 วัน “ปัจจุบัน ต้นแบบเครื่อง BioComposter แล้วเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการติดตั้งเพื่อทดลองใช้งานในพื้นที่โรงเรียนวัดส้มป่อย อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยขยะเศษอาหารในโรงเรียนอยู่ที่วันละ 3-5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักเปียก นอกจากนี้ ในพื้นที่ละแวกโรงเรียน จะมีชีวมวลจากการทำนาข้าว การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการปลูกอ้อยปริมาณมาก ซึ่งในเบื้องต้น ทีมวิจัยตั้งเป้าลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน 30-50% ของการปลดปล่อยในพื้นที่ ซึ่งอ้างอิงจากผลการใช้ Biocomposter ที่มีการรายงานในบทความวิชาการก่อนหน้า ว่าสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่บรรยากาศได้จริง” ดร. สัญชัยเผย ทีมวิจัยคาดหวังให้คุณครูและนักเรียนเข้าใจและสามารถใช้เครื่องฯ ในการเปลี่ยนขยะเศษอาหารและของเหลือทางการเกษตรในพื้นที่เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อใช้งานในพื้นที่การเกษตรของโรงเรียน รวมถึงเป็นกลุ่มคนที่จะเป็นกระบอกเสียง ส่งต่อความรู้และการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อลดขยะอินทรีย์ในชุมชนที่กว้างขึ้นต่อไป รวมถึงหากประสบความสำเร็จจะต่อยอดพื้นที่ใช้ประโยชน์สู่โรงเรียนและสถานที่อื่นๆ ต่อไป เป็นการนำ วทน. ตอบโจทย์สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่ร่วมกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนให้เกิดเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ร่วม เร่ง เปลี่ยน” สู่สังคมคาร์บอนต่ำ จากชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร รวมถึงขยะอาหาร ทั้งอาหารที่ถูกคัดทิ้ง, อาหารเหลือทิ้ง หรืออา หารที่เสื่อมสภาพ ซึ่งอาหารเหล่านี้ ถ้าคำนวณจากขยะอาหารที่ถูกทิ้งทั่วโลก พบว่า มีการปลดปล่อยก๊าซเรือน กระจกมากถึง 8% นอกจากนี้ หากนำอาหารมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยด้วยกระบวนการย่อยสลายที่เกิดจากการหมัก ก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน รวมถึงเป็นแหล่งเชื้อโรค และกลิ่นเหม็น รบกวน การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ยังช่วยลดต้นตอของฝุ่น PM2.5 ที่มาจากการเผาชีวมวลและการจัดการขยะอินทรีย์แบบเดิม แต่ยังสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านการจัดการขยะอินทรีย์และชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายเมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนาโนเทคและไบโอเทค สวทช. ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทยต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อวท. จัดกิจกรรมเปิดบ้านและเจรจาธุรกิจ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)
อวท. จัดกิจกรรมเปิดบ้านและเจรจาธุรกิจ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) 📢📢อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา และจับคู่ธุรกิจ เปิดโอกาสความร่วมมือ: ก้าวสู่ความสำเร็จร่วมกับโอสถสภาในกิจกรรม “เปิดบ้านและเจรจาธุรกิจ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)”🌿🥐 ✨️กำหนดการจัดกิจกรรม 🗓 วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 🕤 เวลา 13.00 – 16.00 น. 📍ณ โถงอาคาร INC2C อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ✨️พบกับหัวข้อที่น่าสนใจ : ✅️ แนะนำอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Opening speech and Science Park introduction) ✅️ นโยบายนวัตกรรมสู่ความสำเร็จของโอสถสภา: “แรงบันดาลใจในการพัฒนาอนาคต” (บรรยายภาษาอังกฤษ) ✅️ พลิกโฉมผลิตภัณฑ์: “การพัฒนาและการทดสอบคุณภาพเพื่อความเป็นเลิศ” ✅️ "บรรจุภัณฑ์จากวัสดุทดแทนพลาสติก ทางเลือกที่ยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม” (บรรยายภาษาอังกฤษ) ✅️ จับคู่ธุรกิจ เปิดโอกาสความร่วมมือ: “ก้าวสู่ความสำเร็จร่วมกับโอสถสภา" พบกับสินค้านวัตกรรมของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ภายในงาน สนใจลงทะเบียน https://www.nstda.or.th/r/vYWaX (ฟรี) หรือสอบถามเพิ่มเติม : ikd@nstda.or.th,📱 080-195-1444 (กานต์ธิดาพร)
ปฏิทินกิจกรรม
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ “พิริออดิกา เกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุทางเคมี” 2568
📢 ชวนครูวิทย์...เข้าร่วมกิจกรรม "พิริออดิกาเกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุทางเคมี"! 🧪✨ . 📅 วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568 📍 สถานที่: ณ ห้องวีไอพี บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี . 🌟 มาสนุกกับการเรียนรู้ ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุทางเคมี ผ่าน เกมสุดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้การจดจำธาตุต่างๆ เป็นเรื่องง่ายและสนุกกว่าที่เคย! . สมัครได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/qFKPM 💸 ค่าลงทะเบียน: 2,100 บาท/คน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ) . 🎯👩‍🏫คุณสมบัติ: ครูวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี (สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย) จำนวน 18-20 คน . 📌 กำหนดการสมัคร: วันรับสมัคร: วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ 2568 ประกาศรายชื่อ: 3 มีนาคม 2568 . 🎁 สิ่งที่จะได้รับ: พิริออดิกาเกมเรียนรู้ชื่อและสัญลักษณ์ของธาตุเคมี 1 ชุด Logbook 1 เล่ม เอกสารประกอบการสอน และอุปกรณ์การสอนอื่นๆ อีกมากมาย 👉กำหนดการ : https://www.nstda.or.th/r/bwibf . 🚀 มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้เคมีไปด้วยกัน!📚🧠 . 🔗 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณเสาวณีย์ โสภณนันทวัฒน์ 📞 02 529 7100 ต่อ 77220, 📲 081 840 8499 📧 saowanee@nstda.or.th . คุณเพชรดา เวณุนันท์ 📞 02 564 7000 ต่อ 1433 📧 pechda.wenunun@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม