หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เปิดตัว “ThaiLLM” โครงสร้างพื้นฐาน AI สัญชาติไทย เพื่อคนไทย
  ปัจจุบันการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระดับโลกได้ขยายจากการพัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทางไปสู่การสร้าง foundation model หรือโมเดลรากฐาน ซึ่งเป็นระบบ AI ขนาดใหญ่ที่นำไปต่อยอดใช้งานได้หลายบริบท หลายประเทศชั้นนำต่างเร่งลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลนี้เป็นของตนเอง ด้วยตระหนักว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนา ThaiLLM โมเดล AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศ AI ของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) Foundation Model แตกต่างจากโมเดลทั่วไปอย่างไร ? foundation model คือ โมเดล AI ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะการเป็นรากฐานของระบบ AI ต่าง ๆ เมื่อมีโมเดลรากฐาน ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาควิจัย สามารถนำโมเดลนี้ไปปรับแต่งต่อยอด (fine-tune) ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ทำให้ประหยัดทั้งทรัพยากรและเวลาในการพัฒนา รวมถึงลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี [caption id="attachment_81131" align="aligncenter" width="450"] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า สาเหตุหลักที่ต้องพัฒนา foundation model เป็นของประเทศไทย เนื่องจากภาษาไทยมีโครงสร้างภาษาที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ มีภาษาถิ่น ภาษาราชการ อีกทั้งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เฉพาะตัว ดังนั้นหากใช้โมเดลที่ฝึกด้วยข้อมูลต่างประเทศเป็นหลักก็อาจขาดความเข้าใจบริบทไทยในเชิงลึก “การพึ่งพาการใช้งานโมเดลจากต่างประเทศยังทำให้ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านอธิปไตยของข้อมูล ทั้งการกำหนดเงื่อนไขการจัดเก็บ การประมวลผล และการเข้าถึง โดยเฉพาะกรณีการใช้งานภายในองค์กรที่มีความอ่อนไหวและต้องการมาตรการความปลอดภัยสูง จากความท้าทายดังกล่าว สวทช. และพันธมิตรจึงได้ร่วมกันพัฒนา foundation model ของประเทศไทยขึ้นในชื่อ ThaiLLM เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย” ทั้งนี้ทีมภาคีผู้พัฒนาได้รับการสนับสนุนการใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการเทรนโมเดล ThaiLLM จากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) เนคเทค สวทช. ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้บริการของต่างประเทศ รวมถึงช่วยรักษาอธิปไตยของข้อมูลตามเป้าหมายการพัฒนา ThaiLLM [caption id="attachment_81116" align="aligncenter" width="750"] เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ให้บริการโดย ThaiSC สวทช.[/caption] “ThaiLLM” พร้อมให้บริการโมเดลที่ “เชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทไทย” ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมภาคีผู้พัฒนาได้เปิดให้บริการ ThaiLLM แล้ว 2 ขนาด คือ 8 พันล้านพารามิเตอร์ และ 3 หมื่นล้านพารามิเตอร์ โดยจำนวนพารามิเตอร์ที่มากขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการประมวลผลที่สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ThaiLLM ผ่านการทดสอบแล้วว่าประมวลภาษาและวัฒนธรรมไทยได้ทัดเทียมโมเดลขนาดใหญ่ระดับสากล ซึ่งในอนาคตทีมภาคีผู้พัฒนายังมีแผนเปิดให้บริการโมเดลที่มีจำนวนพารามิเตอร์สูงขึ้นต่อไป ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ThaiLLM มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและบริบทของไทย เนื่องจากผ่านการเทรนด้วยฐานข้อมูลภาษาไทยที่มีความครอบคลุมและหลากหลาย เช่น ภาษาไทยที่มีการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือภาษาธรรมชาติ ข้อมูลวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ข้อมูลจากเอกสารราชการ ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลจากบทความงานวิจัย ข้อมูลจากเอกสารพระราชกฤษฎีกา ทำให้เรียนรู้ความเป็นไทยเพิ่มเติมจากโมเดลฐานที่นำมาพัฒนามากกว่า 100,000 ล้านโทเคน (100B+ tokens) หรือใกล้เคียงกับ 100,000 ล้านคำ “ขณะนี้ภาคีผู้พัฒนาได้เปิดให้ใช้งาน ThaiLLM โดยไม่คิดค่าบริการ ผ่านเว็บไซต์ https://thaillm.or.th/ ซึ่งให้บริการทั้งหมด 3 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ playground เป็นพื้นที่ให้นักพัฒนาโมเดล AI และประชาชนทั่วไปที่สนใจทดลองใช้งานโมเดลขนาด 8 พันล้านพารามิเตอร์ รูปแบบที่สอง คือ API (Application Programming Interface) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำโมเดลไปพัฒนาและปรับแต่งเชิงลึก โดยไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และรูปแบบสุดท้าย คือ โมเดลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำโมเดลไปพัฒนาและปรับแต่งเชิงลึก” “โมเดลสัญชาติไทย” ใช้งานได้จริง เตรียมเดินหน้าสู่ “Agentic AI” หลังจากการเปิดตัว ThaiLLM มีพันธมิตรหลายรายนำโมเดลไปใช้เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านภาษาและบริบทไทยให้แก่โมเดลที่มีอยู่แล้วหลายตัว เช่น THaLLE (ทะเล) โดย KBTG, Typhoon (ไต้ฝุ่น) โดย SCB 10X รวมถึง OpenThaiGPT และ Pathumma LLM ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. และพันธมิตร ดร.ศราวุธ เล่าว่า ทิศทางต่อไปของการพัฒนานอกจากการเพิ่มจำนวนพารามิเตอร์และจำนวนข้อมูลที่ใช้เทรน ThaiLLM ทีมวิจัยจากเนคเทค สวทช. ยังมีแผนพัฒนา Agentic AI ซึ่งหมายถึงการพัฒนาโมเดล AI ขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยมีตัวควบคุมกลางทำหน้าที่คล้ายวาทยกรคอยกำหนดลำดับขั้นตอน มอบหมายงาน และประสานการทำงานของแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ผลที่เกิดขึ้นคือ AI จะประมวลผลได้เร็วขึ้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น ขณะที่ใช้ทรัพยากรในการทำงานลดลง “เนคเทค สวทช. และพันธมิตรยังมุ่งเป้าพัฒนา Pathumma LLM ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีฟังก์ชัน multi-modal หรือรองรับการประมวลผลข้อมูลทั้งที่เป็นข้อความ ภาพ และเสียง ดังที่เปิดให้บริการทั้งรูปแบบ playground, API และโมเดลแล้วตั้งแต่ปี 2567 ให้ประมวลได้มีประสิทธิภาพ และมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทไทยมากยิ่งขึ้นด้วย” ระบบนิเวศ AI เข้มแข็งต้องแกร่งทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน การจะพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ให้ยั่งยืนได้ สิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาเคียงคู่กันไปกับเทคโนโลยี คือ การพัฒนากำลังคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการนำ AI ไปใช้เสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดร.ศราวุธ เล่าว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568 สวทช. และพันธมิตรได้จัดกิจกรรมพัฒนากำลังคนผ่านหลักสูตร 4 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรเริ่มต้นสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน AI, หลักสูตรการสร้าง AI สำหรับให้บริการระบบสืบค้นข้อมูลและการปรับแต่งโมเดล AI, หลักสูตรการพัฒนาโมเดล AI ที่เชี่ยวชาญภาษาและบริบทไทย และสุดท้ายคือหลักสูตรสำหรับนักวิจัยที่ต้องการทำวิจัยในหัวข้อการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรทั้ง 4 นี้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงนักวิจัย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้แล้วรวมมากกว่า 700 คน และยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่อในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่าง ๆ ผ่านเฟซบุ๊ก AI Thailand Community” การพัฒนา ThaiLLM และกำลังคนอย่างเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านพลังความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของประเทศไทยจากผู้ใช้งานสู่ผู้สร้าง ผู้พัฒนา และผู้กำหนดทิศทางอนาคตของระบบนิเวศ AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ภาพจาก AI Thailand Community และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
NSTDA Unlock: ThaiSC สวทช. ให้บริการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
  ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เนื่องจากโจทย์วิจัยมักต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ การพยากรณ์สภาพอากาศและมลพิษทางอากาศ การจำลองทางวิศวกรรมศาสตร์และวัสดุศาสตร์ การประมวลผลข้อมูลชีวสารสนเทศ หากประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณสมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) เป็นของตัวเองก็จะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากต่างชาติ ทำให้เกิดข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุนการวิจัย ความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงความต่อเนื่องในการใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ส่งผลให้การวิจัยและการตัดสินใจเชิงนโยบายทำได้ล่าช้าหรือไม่ทันการณ์ ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ปี 2562 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับประเทศ ผ่านศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) เพื่อให้บริการเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA (ลันตา) แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทย รวมถึงผู้ใช้บริการจากต่างประเทศ   [caption id="attachment_80992" align="aligncenter" width="700"] LANTA[/caption] LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไทย เร็ว แรง แค่ไหน ? LANTA คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบ Heterogeneous HPE Cray EX มีสมรรถนะการประมวลผลสูงสุดที่ 8.15 PFLOPS (เพตะฟล็อปส์) หรือ 8.15 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีระบบประกอบด้วยโหนดประมวลผล (compute nodes) จำนวน 346 โหนด, หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) รวม 31,744 คอร์, การ์ดจอประมวลผลกราฟิกสมรรถนะสูง (GPU) NVIDIA A100 จำนวน 704 การ์ด ทำให้ LANTA รองรับการคำนวณทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์ การคำนวณเชิงคณิตศาสตร์และการจำลองทางวิศวกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการประมวลผลแบบขนานที่ต้องใช้พลังการคำนวณสูง มีระบบเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายความเร็วสูง HPE Slingshot ความเร็ว 200 Gbps (จิกะบิตต่อวินาที) และมีระบบจัดเก็บข้อมูลแบบขนานขนาด 10 PB (เพตะไบต์) เพื่อรองรับการประมวลผลบิกเดตา   สมมติว่านักวิจัยมีโจทย์ที่จะพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเอไอแบบรู้สร้าง (Generative AI) ขนาด 8 พันล้านพารามิเตอร์โดยเริ่มต้นจากศูนย์ (from scratch) หากใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่มี GPU เพียง 1 การ์ด จะต้องใช้เวลาประมวลผลยาวนานถึง 60,833 วันหรือมากกว่า 160 ปี หากใช้เวิร์กสเตชันที่มีการ์ด GPU จำนวน 8 การ์ด จะต้องใช้เวลา 7,604 วันหรือมากกว่า 20 ปี ขณะที่หากใช้ LANTA ซึ่งประมวลผลแบบขนานด้วย GPU ประมาณ 700 การ์ดพร้อมกัน จะใช้เวลาเพียง 87 วันเท่านั้น LANTA ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากการจัดอันดับสมรรถนะการประมวลผลของเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ TOP500 โดยได้อันดับที่ 70 ของโลกในปี 2565 และอันดับที่ 199 ในปี 2568 ส่วนการจัดอันดับ The Green500 ซึ่งวัดผลด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LANTA ได้อันดับที่ 24 ของโลกในปี 2565 และอันดับที่ 91 ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (liquid cooling) ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในการระบายความร้อนได้ถึงร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานกันทั่วไป โดย LANTA เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทยที่มีการใช้งานระบบระบายความร้อนรูปแบบนี้ นอกจากนี้ในปี 2565 เครื่อง LANTA ยังเคยเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนทั้งในด้านสมรรถนะการประมวลผลและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   [caption id="attachment_80991" align="aligncenter" width="700"] LANTA[/caption] ThaiSC อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการไหนบ้าง ? ThaiSC มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ของประเทศหลายโครงการ ตัวอย่างแรก คือ นักวิจัยเนคเทค สวทช. และพันธมิตรได้ใช้ LANTA ในการพัฒนา Pathumma LLM ซึ่งเป็นระบบ Generative AI สัญชาติไทยที่เปิดให้บริการแบบโอเพนซอร์ซ ตั้งแต่ปี 2568 โดยเนคเทค สวทช. และพันธมิตรยังใช้ LANTA พัฒนา ThaiLLM ซึ่งเป็น Foundation Model หรือโมเดลโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทย เพื่อเป็นรากฐานในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาโมเดล AI ที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของแต่ละองค์กร สนับสนุนให้เกิดการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและศักยภาพการเรียนรู้ของประชาชนไทย โดยทีมวิจัยได้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ตัวอย่างทางด้านการแพทย์ คือ Medical AI Consortium ซึ่งนำโดยกรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, เนคเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้ใช้ LANTA ในการขับเคลื่อน Medical AI Data Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศในการผลิตโมเดล AI สำหรับวินิจฉัยโรค อีกโครงการ คือ DMIND (ดีมายด์) แอปพลิเคชันคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วย AI ที่พัฒนาโดย AIMET จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการสนับสนุนจากกรมสุขภาพจิต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งทีมวิจัยได้ใช้ LANTA พัฒนาโมเดล AI ที่ให้บริการจริงแล้วในแอปพลิเคชันหมอพร้อม ด้านสิ่งแวดล้อม LANTA คือเบื้องหลังของการช่วยเพิ่มศักยภาพการพยากรณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ โดยเปลี่ยนจากการพยากรณ์ 3 วัน ที่ต้องใช้เวลาประมวลผลถึง 22 ชั่วโมง เป็นการพยากรณ์ 7 วัน โดยใช้เวลาเพียง 45 นาที ส่งผลให้วางแผนแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันการณ์ยิ่งขึ้น อีกตัวอย่างเด่น คือ การสนับสนุนสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศแบบละเอียดระดับตารางกิโลเมตรล่วงหน้า 6 เดือน เพื่อวางแผนการทำเกษตรแม่นยำ     ThaiSC ไม่เพียงอยู่เบื้องหลังนานาความสำเร็จของโครงการวิจัยสำคัญระดับประเทศ แต่ยังเป็นทีมวิจัยและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของประเทศไทยด้วย ตัวอย่างสำคัญ คือ การสนับสนุนการดำเนินโครงการ Super AI Engineer ที่จัดโดย AIAT และหน่วยงานพันธมิตร มาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังเปิดให้หน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศเข้าเรียนรู้เรื่องระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการประกอบเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ให้มีศักยภาพตอบโจทย์การดำเนินงานแต่ละประเภทด้วย   มีอัตราค่าบริการและระบบสนับสนุนอย่างไรบ้าง ? ThaiSC ให้บริการเครื่อง LANTA แก่นิติบุคคลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยคิดค่าบริการตาม Service Node-Hour (SHr) ซึ่งมีอัตราค่าบริการแตกต่างกันตามประเภททรัพยากรที่เลือกใช้ อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 5,000 บาทต่อโครงการ มีโปรแกรมสำหรับคำนวณและประมวลผลในเครื่อง และมีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำวิธีใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ ThaiSC มีเปิดให้ขอรับการสนับสนุนการทำ Proof of Concept (PoC) หรือการทดสอบสมมติฐานงานวิจัย และมีโปรแกรม Voucher หรือการสนับสนุนทรัพยากรซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อการทำวิจัยที่จะเปิดให้ขอรับการสนับสนุนเป็นระยะด้วย ผู้ที่สนใจใช้บริการติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://thaisc.io/ และเฟซบุ๊ก ThaiSC เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ThaiSC เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘AgriNEXT’ ผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ
  ‘พืชผักและสมุนไพร’ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก โดยการค้าปลีกผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 8 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปี 2567 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโตขึ้นถึง 63,000 ล้านบาท หากแต่ว่าเมื่อเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเฉพาะสารสกัดสมุนไพรในช่วงปี 2562-2566 กลับพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าส่งออกถึง 10 เท่า ด้านพืชผักไทยในตลาดโลก พบว่า ประเทศไทยผลิตและส่งออกพืชผักปริมาณมากไปยังหลายประเทศ โดยในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกราว 9,300 ล้านบาท แต่ในปี 2565 กลับมีมูลค่าการส่งออกลดลงมากกว่า 50% โดยเหลือเพียง 3,795 ล้านบาทเท่านั้น ขณะเดียวกันหากเทียบมูลค่าการนำเข้าและส่งออกพืชผักในช่วงปี 2562-2566 พบว่า มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออกถึง 7 เท่า   [caption id="attachment_80917" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์[/caption]   ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวน้าทีมวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกพืชผักสมุนไพรจะพบว่ายังมีโอกาสที่ประเทศไทยจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่มาก โดยภาพรวม 5 ปี ไทยนำเข้าสารสกัดสมุนไพรถึง 22,782 ล้านบาท แต่มีการส่งออกเพียง 1,938 ล้านบาท ดังนั้นเป็นช่องว่างการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อลดการนำเข้าหรือส่งออก ด้านการส่งออกพืชผักที่พบว่ามีมูลค่าลดลงอย่างมาก ซึ่งอุปสรรคสำคัญคือการตรวจพบสารเคมีตกค้าง จุลินทรีย์ปนเปื้อน การขาดแรงงานภาคการเกษตร รวมถึงความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพิ่มผลผลิต “การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งต้นทุน แรงงาน โรคระบาด และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การหันมาทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ โดยใช้ ‘เทคโนโลยีสมัยใหม่’ คือทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักสมุนไพรให้มีมูลค่าสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่านับล้านล้านบาท !”   [caption id="attachment_80924" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]   ด้วยเหตุนี้ สวทช. จึงเร่งดำเนิน ‘โครงการการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ มุ่งวิจัยพัฒนาและสร้างแพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จากศูนย์วิจัยแห่งชาติที่พร้อมถ่ายทอด ให้บริการและคำปรึกษาแบบ one stop service เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปลูกพืชผักสมุนไพรแบบแม่นยำที่ให้สารสำคัญสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก   ปลายทางยั่งยืนได้ ‘พันธุ์พืชต้องดี’ เทคโนโลยีเสริมแกร่งต้นน้ำ           ‘แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ’ เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่มุ่งส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมพืชผักและสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ เพื่อปูทางให้ปลายน้ำเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง   [caption id="attachment_80923" align="aligncenter" width="750"] เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสร้างต้นพันธุ์ปลอดโรค[/caption]   ดร.ประเดิมกล่าวว่า การทำเกษตรแม่นยำ อันดับแรกต้องมี ‘พันธุ์พืชที่ดี’ โดย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาและทดสอบสายพันธุ์พืชผักสมุนไพร ซึ่งมีทั้ง ‘การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’ เพื่อสร้าง ‘ต้นพันธุ์ปลอดโรค’ เนื่องจากพืชบางชนิดติดเชื้อโรคมาตั้งแต่เกิด เช่น พืชตระกูลขมิ้น ขิง ไพล จะมีเชื้อโรคเน่า เวลานำแง่งไปปลูกต่อก็จะนำเชื้อไปแพร่ทันที ฉะนั้นผลผลิตจะตกต่ำตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชุดตรวจโรค และการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโลกเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม “สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ คือ Greenhouse Phenomic หรือเทคโนโลยีการประเมินสรีรวิทยาและรูปลักษณ์ขั้นสูงของพืช ในโรงเรือนจะมีกล้องขนาดใหญ่สำหรับถ่ายภาพพืชได้ทั้งต้น ตั้งแต่ส่วนเหนือดิน รากและหัวใต้ดินของพืช โดยไม่ทำลายต้น ข้อมูลที่ได้จะบอกถึงการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ขนาดพื้นที่ใบ รวมทั้งยังสามารถบอกปริมาณสารสำคัญ ธาตุอาหาร ซึ่งข้อมูลทางด้านสรีรวิทยาและชีววิทยาเหล่านี้จะช่วยในการคัดเลือกพันธุ์พืชที่มีศักยภาพ เช่น ให้ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง ธาตุอาหารสูง หรือทนต่อสภาพแวดล้อมที่จำกัด นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังถูกส่งต่อให้ AI เรียนรู้ เพื่อออกแบบกระบวนการเพาะปลูกที่ได้สารสำคัญตามที่ต้องการ”   [caption id="attachment_80920" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ในโรงเรือนขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   สวทช. ยังมี ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ครบครันสำหรับการพัฒนาพันธุ์พืช เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสรีรวิทยาและพันธุกรรมของพืช เพื่อจัดทำ ‘คลังข้อมูล’ สำหรับวิจัย ‘การขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืช’ รวมทั้งยังมี ‘เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์’ ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับใช้เพาะปลูก “ที่ผ่านมาทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1, กระชายดำพันธุ์ LE2 และ NA3, บัวบกพันธุ์ไบโอบก 143 และไบโอบก 296, ขมิ้นชันสายพันธุ์ ST และ URT รวมถึงกะเพราพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 และ เขียวไบโอเทค 2 ทั้งนี้ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มีการนำไปปลูกทั้งในโรงเรือนและแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ และระยอง เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่ใช้ผลิตเป็น ‘ยาสมุนไพร’ สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน”   [caption id="attachment_80922" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   พัฒนาวิธี ‘การปลูกที่แม่นยำ’ สร้างพืชผักสมุนไพรมูลค่าสูง เมื่อมีพันธุ์พืชที่ดีแล้ว ถัดมาคือการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนาระบบการผลิตพืชที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง โดยเน้นในระดับโรงเรือน เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) และโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) ดร.ประเดิมกล่าวว่า Smart Greenhouse เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกได้ระดับหนึ่ง เช่น การควบคุมอุณหภูมิ แรงลม แต่ไม่สมบูรณ์เท่ากับ Plant Factory ซึ่งเป็นการปลูกพืชแนวตั้งในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   [caption id="attachment_80925" align="aligncenter" width="750"] Smart Greenhouse (ภาพประกอบจาก Shutterstock)[/caption]   “สวทช. ศึกษาทั้งตัวโครงสร้างและเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน และคุ้มค่ากับการลงทุน ขณะเดียวกันยังได้วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ถึงพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการผลิตใน Smart Greenhouse และ Plant Factory รวมถึงวิธีการปลูกและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่พืชแต่ละชนิดต้องการในแต่ละช่วงของการเติบโต เพื่อให้ได้พืชผักสมุนไพรแบบพรีเมียมที่ปลอดภัยและมูลค่าสูง” ทั้งนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับบริการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น Easy Veggie นำระบบการผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory ไปขยายผลทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง   [caption id="attachment_80926" align="aligncenter" width="750"] ภาพประกอบจาก Shutterstock[/caption]   ดร.ประเดิมกล่าวว่า Easy Veggie เป็นผู้ประกอบการที่ปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิกใน Plant Factory อยู่แล้ว แต่สนใจขยายตลาดการผลิตมะเขือเทศรับประทานสด จึงได้ร่วมวิจัยกับ สวทช. เพื่อคัดเลือกพันธุ์มะเขือเทศและวิธีการปลูกที่ได้ผลผลิตมะเขือเทศปริมาณสูง มีรสชาติหวานกรอบ และมีกลิ่นหอมที่สุด โดยปัจจุบันนอกจากผู้ประกอบการจะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกมะเขือเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังได้ขยายผลเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตมะเขือเทศใน Plant Factory แก่ผู้ประกอบการกลุ่มประเทศอาหรับในแถบตะวันออกกลาง   [caption id="attachment_80918" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของ Plant Factory คือ ‘การคัดเลือกพันธุ์พืช’ ตามลักษณะที่ต้องการ เช่น มีการนำต้นบัวบกจากพื้นที่เดียวกันมาปลูก ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงต่ำไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการปลอมปนของพันธุ์พืช ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์สนใจใช้ Plant Factory ในการคัดเลือกพันธุ์ นอกจากนี้ยังใช้คัดเลือกพันธุ์พืชที่ทนในสภาพแวดล้อมจำกัด เช่น ทนร้อน ทนเค็ม โดยกำหนดสภาพแวดล้อมขึ้นมา” เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ “ยกระดับเกษตรกรไทย” เพิ่มรายได้ แข่งขันเวทีโลก การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยให้เกษตรกรมีทั้ง ‘ต้นพันธุ์ที่ดี’ ในการเพาะปลูก และมี ‘ระบบการผลิตที่ควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ’ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีสารสำคัญสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้สำเร็จ   [caption id="attachment_80919" align="aligncenter" width="750"] Plant Factory ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ประเดิม กล่าวว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำเกษตรโดยใช้แรงงานได้อีกต่อไป ต้องใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันก็อยากผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ เพราะจะทำให้สามารถควบคุมผลผลิตให้มีปริมาณสารสำคัญสม่ำเสมอ ลดปัญหาโรค แมลง และการปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งยังลดช่วยต้นทุน การใช้สารเคมี แรงงาน และทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญยังวางแผนการผลิตได้แม่นยำตลอดทั้งปี ไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม มีมาตรฐาน เป็นการเกษตรที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก     “สวทช. ไม่ได้เน้นเพียงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ แต่พร้อมให้บริการแบบ one stop service โดยช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ เป็นพี่เลี้ยงในการออกแบบและสร้างโรงเรือน รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบการผลิตพืชในโรงเรือนทั้งในและนอกประเทศ” ดร.ประเดิม กล่าวทิ้งท้าย ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบเก่าให้ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้ก้าวไกลและแข่งขันได้ในระดับสากล เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไบโอเทค สวทช.จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2” เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยครบวงจร
  ไบโอเทค สวทช. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยสัตว์น้ำ เปิดใช้งานห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 (BSL2) รองรับการพัฒนาวัคซีนและงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์   [caption id="attachment_80745" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริหารไบโอเทค สวทช. และ บพค. ถ่ายภาพร่วมกันในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดให้บริการ “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2” (Advanced Aquatic Animal BSL2 Laboratory: BSL2) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์น้ำของประเทศ และสนับสนุนการต่อยอดผลงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)   [caption id="attachment_80746" align="aligncenter" width="750"] ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า  โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 หรือ BSL2 มีที่มาจากประสบการณ์การทำงานวิจัยของไบโอเทคร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำซึ่งพบว่างานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับการวิจัยขั้นต้น (Technology Readiness Level: TRL 1–3) และขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง ไบโอเทคจึงพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานวิจัยในช่วง TRL 4–6 โดยเฉพาะด้านการศึกษาเชื้อก่อโรค การพัฒนาต้นแบบวัคซีน และการทดสอบในสัตว์น้ำภายใต้สภาวะควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้สู่การผลิตต้นแบบและการประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระดับ TRL 7-9   [caption id="attachment_80747" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   “โจทย์สำคัญก็คือ หากเกิดโรคระบาดในกุ้งหรือปลา ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับตัวอย่าง แยกเชื้อ วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาต้นแบบวัคซีนได้อย่างครบวงจรในแห่งเดียวหรือไม่ เราต้องการห้องปฏิบัติการที่สามารถนำตัวอย่างสัตว์น้ำที่ติดโรคเข้ามาศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ได้ผลลัพท์ที่เป็นต้นแบบวัคซีนที่จะนำไปต่อยอดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ ไบโอเทคจึงออกแบบและสร้างห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำ BSL2 นี้ขึ้นเพื่อรองรับการทำงานกับเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ตั้งแต่การแยกเชื้อ ศึกษาเชื้อ ไปจนถึงการพัฒนาต้นแบบวัคซีน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพสัตว์น้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยในระยะยาว” ดร.สรวิศ กล่าว   [caption id="attachment_80748" align="aligncenter" width="750"] ภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ตั้งอยู่ที่อาคาร BIOTEC Pilot Plant ภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายในห้องปฏิบัติการได้รับการออกแบบเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการ BSL2 ซึ่งออกแบบเป็นระบบความดันลบเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการสาหร่าย ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส และห้องปฏิบัติการแบคทีเรีย และยังมีห้องปฏิบัติการระดับ BSL1 สำหรับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค ในส่วนของห้องปฏิบัติการชั้นล่างเป็นห้องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ภายในประกอบด้วยถังเพาะเลี้ยงขนาด 220 ลิตร จำนวน 24 ถัง พร้อมด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ ระบบบำบัดและฆ่าเชื้อ และระบบควบคุมสภาพแวดล้อม สามารถควบคุมอุณหภูมิ แสง และจำลองการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลได้ เพื่อรองรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคสัตว์น้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบเพื่อรองรับกรณีเกิดการปนเปื้อนรุนแรง โดยสามารถกักเก็บน้ำไว้ที่พื้นป้องปฏิบัติการได้ทั้งหมดและฆ่าเชื้อในน้ำให้กลับมาปลอดภัยได้   [caption id="attachment_80749" align="aligncenter" width="750"] ถังเพาะเลี้ยงระบบหมุนเวียนน้ำภายในห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ไบโอเทค สวทช.[/caption]   การจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน   [caption id="attachment_80751" align="aligncenter" width="750"] คณะผู้บริหาร บพค. นักวิจัยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 ในวันเปิดตัวห้องปฏิบัติการฯ[/caption]   ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2 พร้อมให้บริการทดสอบวัคซีน สารเสริมภูมิคุ้มกัน สารเสริมชีวนะ (โพรไบโอติก) หรือสารชีวภาพ แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบวินิจฉัยเชื้อโรคในสัตว์น้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคในสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และมีมาตรฐานในระดับสากล ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ โทรศัพท์ 0 2564 6700 หรือ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 อีเมล: chonlada.run@biotec.or.th เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วีณา ยศวังใจ และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ไบโอเทค และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
WildGuardTH เมื่อนักอนุรักษ์สวมบท “พ่อสื่อ” สแกนโปรไฟล์พันธุกรรม เพื่อหา “คู่แท้” ให้สัตว์ใกล้สูญพันธุ์
ปัญหาของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ไม่ได้มีเพียงแค่การล่า หรือพื้นที่ป่าที่หายไป แต่ยังมีภัยเงียบที่เกิดจากสัตว์ป่าที่มีเหลืออยู่น้อยจนต้องจับคู่กันเองในเครือญาติ ก่อให้เกิดการส่งต่อความอ่อนแอทางสายเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์อย่างถาวร โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้รายงานสถานการณ์ความเสี่ยงสูญพันธุ์ของสัตว์โลกในบัญชีแดงปี 2567 ว่า มีสัตว์มากกว่า 47,000 ชนิดที่กำลังอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา WildGuardTH (ไวลด์การ์ดไทยแลนด์) แพลตฟอร์มจับคู่สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อัตโนมัติ เพื่อลดเวลาวิจัยและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการดำเนินงานอนุรักษ์ เป็นเกราะป้องกันชิ้นใหม่ที่จะช่วยลดแรงกดดันที่ทั่วโลกกำลังต้องเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ จุดเริ่มต้นจากการอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย” [caption id="attachment_80598" align="aligncenter" width="400"] ละมั่งสายพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) ภาพถ่ายโดยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์[/caption] ละองหรือละมั่ง (Eld’s deer) เป็นสัตว์พื้นเมืองของไทยในวงศ์กวาง (Cervidae) มีลำตัวขนาดกลาง ขนตามลำตัวสีน้ำตาลอมแดงไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ตัวผู้มีเขาโค้งยาว ตัวเมียไม่มีเขา ปัจจุบัน IUCN จัดให้ละมั่งพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอนุสัญญาไซเตส (CITES) จัดให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย หรือเพาะพันธุ์ [caption id="attachment_80221" align="aligncenter" width="400"] ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2566 ไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ละมั่งพันธุ์ไทย โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) ไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรม และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ไบโอเทค สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมหรือจีโนมมาวิเคราะห์เลือกคู่ผสมพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงความเลือดชิด เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมนำไปสู่โอกาสรอดที่สูงกว่าเมื่อปล่อยสู่แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ ในการผสมพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอยู่ในเขตอนุรักษ์เดียวกัน จำเป็นต้องป้องกันการผสมในเครือญาติใกล้ชิดหรือเลือดชิด (inbreeding) เพราะการผสมพันธุ์กับคู่ที่มีเลือดชิดจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการจับคู่ของยีนด้อยซึ่งทำให้สัตว์อ่อนแอลง และมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น ดร.พงศกร อธิบายถึงกลไกการทำงานของแพลตฟอร์มว่า เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศวิเคราะห์จับคู่รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนตำแหน่งแบบพบกันทุกตัว เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของรหัสพันธุกรรม และคัดเลือกพ่อและแม่พันธุ์ที่มีความต่างทางพันธุกรรมในระดับที่ยอมรับได้ “โปรแกรมนี้จะแสดงผลข้อมูลการจับคู่ให้เห็นเป็นเฉดสีจากอ่อนไปเข้ม หรือจากความแตกต่างทางพันธุกรรมมากไปน้อย เพื่อให้ผู้ดำเนินงานด้านการขยายพันธุ์นำผลไปใช้ต่อสะดวก โดยทีมวิจัยได้พัฒนาโปรแกรมจนเสร็จสิ้นและส่งมอบชุดข้อมูลผลวิเคราะห์การจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทยให้แก่ผู้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แล้วตั้งแต่ปี 2567” [caption id="attachment_80225" align="aligncenter" width="750"] กราฟแสดงผลข้อมูลการจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทย ที่มาภาพ Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, et al. Comparative genomics and genome-wide SNPs of endangered Eld's deer provide breeder selection for inbreeding avoidance. Sci Rep. 2023;13(1):19806. Published 2023 Nov 13. doi:10.1038/s41598-023-47014-x[/caption] นอกจากการวิเคราะห์ความห่างของรหัสพันธุกรรม โปรแกรมที่ NBT พัฒนาขึ้นยังตอบโจทย์การดำเนินงานอนุรักษ์อีก 2 ด้าน ดร.พงศกร อธิบายต่อว่า ด้านแรกคือการวิเคราะห์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่าเป็นพันธุ์แท้หรือพันธุ์ผสม สำหรับใช้ยืนยันจำนวนตัวแทนประชากรและวางแผนการอนุรักษ์ตามสายพันธุ์ และด้านที่สองคือการสืบย้อนหาเครือญาติของสิ่งมีชีวิต โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสายพันธุกรรม และใช้สังเกตลักษณะเด่นและด้อยที่ปรากฏให้เห็นและมีการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนผสมพันธุ์ “เดิมทีแม้ความร่วมมือนี้จะตอบโจทย์เรื่องการใช้เทคโนโลยีจีโนมในการช่วยวางแผนการจับคู่การผสมพันธุ์สัตว์ที่ประยุกต์ใช้ได้กับสัตว์หายากทุกชนิด แต่การดำเนินงานยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศที่ต้องใช้เวลาในการประมวลและแปลผลรวมยาวนานกว่าครึ่งปี แต่สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ที่มีความเสี่ยงสูญพันธุ์สูงระยะเวลาที่ยาวนานนี้อาจทำให้การอนุรักษ์ทำได้ไม่ทันการณ์ ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการวิเคราะห์กว่า 20 โปรแกรมย่อย จนได้เป็นแพลตฟอร์มที่ประมวลผลได้อัตโนมัติ เพื่อเปิดให้นักอนุรักษ์ใช้งานได้ด้วยตนเองแม้ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศเป็นทุนเดิมก็ตาม แพลตฟอร์มนี้มีชื่อว่า WildGuardTH โดยได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2568” “WildGuardTH” แพลตฟอร์มจับคู่อัตโนมัติในเวลา 5 นาที จะดีกว่าหรือไม่ หากผู้ดำเนินงานหลักด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เข้าถึงการใช้งานแพลตฟอร์มการประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัวได้สะดวก ใช้เวลาประมวลผลสั้น และคว้าโอกาสทองในการอนุรักษ์สัตว์พันธุ์แท้ สายพันธุ์ดี ที่กำลังจะหายไปจากโลกใบนี้ได้ทัน [caption id="attachment_80227" align="aligncenter" width="750"] คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. (คนที่ 4 จากซ้ายมือ)[/caption] คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาหลักอธิบายว่า WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 2 โมดูลหลัก คือ โมดูลสำหรับตรวจสอบคุณภาพและจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสพันธุกรรม (DNA sequencing) และโมดูลสำหรับประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัว “แพลตฟอร์มประมวลผลข้อมูล 5 ด้านหลัก คือ ความสัมพันธ์ของสัตว์แต่ละตัว ว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมอย่างไรบ้าง, การแบ่งกลุ่มประชากรสัตว์ ว่าสัตว์แต่ละตัวมาจากกลุ่มหรือถิ่นกำเนิดเดียวกันหรือไม่, การผสมระหว่างกลุ่มสัตว์ เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ย่อยหรือไม่, ความเป็นมาและความเชื่อมโยงในเชิงวิวัฒนาการ เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์แต่ละตัวเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษอย่างไร และการวิเคราะห์ประวัติประชากรและการผสมเลือดชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านพันธุกรรมและสุขภาพของประชากรสัตว์อย่างแม่นยำ การประมวลผลทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 5–10 นาทีเท่านั้น โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงผลในรูปแบบกราฟและแดชบอร์ดที่ง่ายต่อการเข้าใจและนำข้อมูลไปใช้งานต่อ”   ปัจจุบัน NBT เปิดให้เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม WildGuardTH ได้แบบสาธารณะผ่าน https://wildguard.nbt.or.th/ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ทีมวิจัย NBT ยังขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ไปสู่การอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น เสือลายเมฆ เก้งหม้อ พญาแร้ง นกกะเรียนไทย โดยเป็นการดำเนินงานความร่วมมือกับทั้งพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ [caption id="attachment_80220" align="aligncenter" width="750"] เสือลายเมฆ[/caption] [caption id="attachment_80603" align="aligncenter" width="750"] เก้งหม้อ ภาพถ่ายโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[/caption] [caption id="attachment_80226" align="aligncenter" width="450"] พญาแร้ง[/caption] [caption id="attachment_80222" align="aligncenter" width="450"] นกกะเรียนไทย[/caption] ดร.พงศกร กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัยคาดหวังให้ WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานอนุรักษ์แบบแม่นยำ ทำได้สะดวก รวดเร็ว และทันการณ์ยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบเชิงรุก ที่ดูแลและติดตามสุขภาพทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดได้ตั้งแต่ยังไม่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาความร่ำรวยสินทรัพย์ทางชีวภาพอันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั้งนี้การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ให้มีประสิทธิภาพสูงและเป็นไปอย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือ "หลักประกัน" ของอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับลูกหลานเรา WildGuardTH เข้าใช้งานได้แล้วที่ https://wildguard.nbt.or.th/ และสำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อสอบถามได้ที่ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช. เว็บไซต์ www.nationalbiobank.in.th, เฟซบุ๊ก National Biobank of Thailand, อีเมลคุณอลิษา วิลันโท alisa.wil@biotec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6602 คณะทำงานหลักนำโดย - คณะทำงานหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีมัลติโอมิกส์ นำโดย รศ. สพ.ญ. ดร.กรรณาภรณ์ สุริยผล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กลุ่มนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ประกอบด้วย - กลุ่มถอดรหัสจีโนมอ้างอิง (Reference Genome) นำโดย ศ. นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ. ดร.ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล - กลุ่มวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี RADseq นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ไบโอเทค สวทช. - กลุ่มวิเคราะห์พันธุศาสตร์ประชากรและชีวสารสนเทศ นำโดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ไบโอเทค สวทช. - กลุ่มโปรตีโอมิกส์ นำโดย ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล ไบโอเทค สวทช. ผลผลิตจากโครงการ - ดุษฎีบัณฑิต จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ สพ.ญ. ดร.วิชญาณี ภูมิพิทักษ์กุล และ น.สพ. ดร.วรรณพล บุทเสน - นิสิตระดับปริญญาเอก (กำลังศึกษา) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ น.สพ.ปัณณวัฒน์ สุภาพรรณชาติ, สพ.ญ.มนสิชา นิจรัญ และ น.สพ.ธนภณ โชติกประคัลภ์ เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, NBT ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เหมียวฟิน ! “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” จับตัวเป็นก้อนใน 3 วินาที แห้งไว ไร้กลิ่น แมวกลบง่าย ทาสสบายใจ
ทรายแมวเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตทั้งของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของเป็นอย่างมาก ปัจจุบันการพัฒนาทรายแมวไม่เพียงเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยมลพิษด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” ที่มีสมบัติเด่น คือ จับตัวเป็นก้อนหลังเปียกน้ำได้ใน 3 วินาที แห้งเร็ว นุ่มเท้า กลบสบาย มาพร้อมสมบัติด้านสุขอนามัยทั้งลดการเกิดเชื้อราและเก็บกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ [caption id="attachment_80058" align="aligncenter" width="400"] ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า โจทย์ตั้งต้นการวิจัยและพัฒนามาจากบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เล็งเห็นถึงโอกาสในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยผ่านการนำข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีมากในภาคเหนือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทจับตัวเป็นก้อนหลังโดนน้ำที่มีความต้องการใช้งานทั้งภายในและต่างประเทศสูง เพื่อช่วยลดการกำจัดด้วยวิธีเผาในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และแก๊สเรือนกระจก แม้ข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจะเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง และมีจุดแข็งเรื่องการมีรูพรุนสูง ดูดซับน้ำได้ดี แต่การนำมาผลิตทรายแมวที่มีสมบัติจับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังจากโดนน้ำถือเป็นโจทย์อันท้าทาย เพราะวัสดุทั้งสองชนิดนี้ไม่มีสมบัติเรื่องการจับตัว ดร.สิทธิศักดิ์ อธิบายว่า ทีมวิจัยใช้เวลากว่า 1 ปีเลือกสรรวัตถุดิบเกรดสำหรับผลิตอาหารมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ พัฒนาและปรับปรุงสูตรการผลิต รวมถึงออกแบบและดัดแปลงอุปกรณ์ภายในเครื่องจักรให้แต่ละเครื่องผลิตได้ความเร็วสูงถึง 1 ตันต่อชั่วโมง เพื่อรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จ ทรายแมวที่พัฒนาได้มีสมบัติเด่นทัดเทียมกับทรายแมวเต้าหู้ที่จับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังโดนน้ำ และมีเนื้อสัมผัสดีทำให้แมวกลบทรายด้วยตัวเองหลังขับถ่ายง่าย รวมถึงเป็นทรายแมวที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเช่นเดียวกันด้วย [caption id="attachment_80055" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวก่อนและหลังโดนน้ำ[/caption] [caption id="attachment_80054" align="aligncenter" width="450"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวหลังโดนน้ำ[/caption] “โดยผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาผ่านการทดสอบแล้วว่า หลังโดนน้ำสามารถจับตัวเป็นก้อนได้ภายใน 3 วินาที แห้งเร็ว เก็บกลิ่นยูเรียความเข้มข้น 10,000 ppm ในห้องทดสอบพื้นที่ปิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหลือกลิ่นรบกวน นอกจากนี้ทรายแมวที่เทออกจากบรรจุภัณฑ์แล้วยังอยู่ในสภาวะร้อนชื้นของประเทศไทยโดยไม่เกิดเชื้อราได้นานกว่า 1 เดือน “ภายหลังการใช้งาน เจ้าของยังนำทรายแมวส่วนที่จับตัวเป็นก้อนไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อได้ด้วย เพราะในปัสสาวะของแมวมียูเรียซึ่งเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เหมาะแก่การบำรุงพืช นอกจากนี้ทรายแมวยังมีรูพรุนสูงจึงช่วยปรับโครงสร้างดิน เพิ่มความร่วนและความอุ้มน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่จุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี” ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวจากข้าวโพดให้แก่บริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนเตรียมการผลิตและจำหน่าย คาดว่าจะเริ่มวางขายได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ทั้งนี้ทีมวิจัยและผู้ประกอบการยังมีแผนจะร่วมวิจัยเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกันต่อไป [caption id="attachment_80052" align="aligncenter" width="750"] ถุงต้นแบบผลิตภัณฑ์ทรายแมว[/caption] ผลงานการวิจัยนี้ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีมุ่งเป้าตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญคือเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากวัสดุทางการเกษตรข้าวโพด ติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้ผ่าน www.vscthailand.com และติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวได้ที่ ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ อีเมล sitthisp@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4259 หรือ 09 9429 2772 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘AgriNEXT’ บูรณาการ ‘IoT–ดาวเทียม–AI’ เพื่อการทำเกษตรอัจฉริยะแบบแม่นยำด้วยฐานข้อมูล
  ปัจจุบันแวดวงการเกษตรเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น การจัดเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก การดูแลพืชด้วยระบบอัตโนมัติ การใช้ AI วินิจฉัยโรคพืช แต่โดยส่วนใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังทำงานแยกจากกัน ทำให้ขาดบูรณาการและใช้ฐานข้อมูลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา AgriNEXT (อะกริเน็กซต์) แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลการเกษตรจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประมวลผลและวางแผนการทำเกษตรด้วย AI [caption id="attachment_79669" align="aligncenter" width="450"] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า AgriNEXT คือ โครงการวิจัยที่ต่อยอดจากผลงาน WiMaRC (Wireless sensor network for Management and Remote Control: WiMaRC) หรือไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ตัวอย่างข้อมูลที่จัดเก็บได้ เช่น อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ อุณหภูมิและความชื้นในดิน ความเข้มแสง ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน รวมถึงภาพถ่ายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ตโฟน “AgriNEXT เป็นโครงการวิจัยเพื่อบูรณาการฐานข้อมูลที่ได้จาก WiMaRC และเทคโนโลยี REM (Remote Environmental Monitoring) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลสภาพแวดล้อมจากทางไกล โดยได้ผนวกเอาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ติดตามและประเมินสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ความหนาแน่นของพืช การเจริญเติบโตของพืช สุขภาพพืช อุณหภูมิและความชื้นผิวดิน รูปแบบการใช้พื้นที่เพาะปลูก ซึ่ง AgriNEXT จะนำข้อมูลจาก WiMaRC และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประมวลร่วมกันด้วย AI” ตัวอย่างข้อมูลที่ AgriNEXT ประมวลผลได้ เช่น การตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อม ใช้เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ทั้งการให้น้ำ ปุ๋ย ยา รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างแม่นยำและตรงจุด นำไปสู่การทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งนี้ผลที่ได้จากการติดตามข้อมูลยังใช้คาดการณ์ผลผลิตได้ด้วย ดร.โอภาส อธิบายว่า การปลูกพืชในแต่ละรอบการผลิต เกษตรกรจะต้องเผชิญความเสี่ยงที่ยากต่อการควบคุมทั้งจากการแปรปรวนของสภาพอากาศ โรคระบาด นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนปัจจัยการผลิต เช่น ประเภทสารบำรุง สารกำจัดศัตรูพืช เทคนิคการเพาะปลูก ก็ล้วนส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืชได้ทั้งสิ้น AgriNEXT จึงเป็นเทคโนโลยีที่จะมาตอบโจทย์เรื่องการเก็บข้อมูลตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีชุดข้อมูลสำคัญสำหรับใช้วิเคราะห์และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทันและมีประสิทธิภาพ “ตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี คือ ในช่วงปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. นำ AgriNEXT ไปใช้ติดตามประสิทธิภาพการใช้งานปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร NANO nCote ที่พัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ในการบำรุงต้นข้าวที่เพาะปลูกในแปลงทดลองที่จังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ภายใต้โครงการทุ่งกุลาม่วนซื่น โดยข้อมูลที่ได้ คือ อัตราการเจริญเติบโตของข้าวทั้งที่บำรุงด้วยปุ๋ย NANO nCote และที่บำรุงด้วยปุ๋ยทั่วไปในแต่ละช่วงภายใต้สภาพแวดล้อมปีนั้น เพื่อนำมาใช้วัดประสิทธิภาพของปุ๋ย NANO nCote และพัฒนาแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป” ปัจจุบันแพลตฟอร์ม AgriNEXT ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ดร.โอภาส อธิบายทิ้งท้ายถึงแนวโน้มการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AgriNEXT ไปสู่การใช้งานจริงในอนาคตว่า เทคโนโลยี AgriNEXT เหมาะสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรที่มีพื้นที่การเกษตรแบบเปิด และต้องการใช้งานระบบประมวลผลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำ รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิตในแต่ละรอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงรับมือสถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างพืชเศรษฐกิจที่เหมาะแก่การใช้เครื่องมือนี้ในการติดตาม เช่น ข้าว อ้อย ทุเรียน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม AgriNEXT ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อวางแผนบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้ได้ที่ ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อีเมล opas.trithaveesak@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 08 5045 2920 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘กุ้งชฎา’ โอกาสใหม่ของผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ผลิตส่งออกญี่ปุ่น–จีน
กุ้งชฎา คือ ชื่อที่คนไทยนิยมใช้เรียกกุ้งขนาดเล็ก ความยาวลำตัว 3–6 เซนติเมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับกุ้งก้ามกราม (giant river prawn) พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืดของประเทศไทย แต่ยังไม่มีการระบุชนิด กุ้งชฎามีลักษณะภายนอกและรสชาติใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense) ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศญี่ปุ่นและจีน [caption id="attachment_79450" align="aligncenter" width="450"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense)[/caption]   [caption id="attachment_79449" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นทอด อาหารญี่ปุ่น[/caption] [caption id="attachment_79451" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นผัดซอสสไตล์เสฉวน อาหารจีน[/caption] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสัตว์น้ำทางเลือกให้แก่เกษตรกร โดยกุ้งชนิดนี้มีจุดแข็งคือใช้เวลาเพาะเลี้ยงสั้น ราคารับซื้อดี และมีตลาดพร้อมรองรับชัดเจน ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และบริษัทเอเชีย พราวด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด [caption id="attachment_79448" align="aligncenter" width="450"] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นและจีนเริ่มประสบปัญหาผลิตกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะพ่อแม่พันธุ์มีเลือดชิดหรือมีรหัสพันธุกรรมใกล้กันจนลูกกุ้งมีขนาดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลไทยจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลิตกุ้งชฎา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นในระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นและจีนที่มีความต้องการสูง และพร้อมรับซื้อกุ้งชฎาจากประเทศไทย จากนั้นเมื่อทีมวิจัยได้รับโจทย์ความต้องการจากภาคเอกชนไทยจึงได้เดินหน้าพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมทันที ดร.สิรินาถ อธิบายว่า แม้กุ้งชฎาจะเป็นกุ้งที่พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศไทย แต่ปริมาณที่มีตามธรรมชาตินั้นไม่เพียงพอต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งในห้องปฏิบัติการ พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาสูตรอาหารในการเพาะเลี้ยง จนได้สูตรสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งภายในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การเตรียมแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนเข้าสู่ระยะลูกกุ้งวัยอ่อน (postlarva: PL) หรือที่นิยมเรียกว่าลูกกุ้ง PL ซึ่งพร้อมนำไปเลี้ยงในบ่อดินจนเป็นตัวเต็มวัย “ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในช่วงขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตการวิจัยไปสู่เกษตรกรผู้ทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ การทำโรงเพาะฟัก การอนุบาลลูกกุ้ง และการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ เพื่อให้มีองค์ความรู้ที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตกุ้งในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ทีมวิจัยคาดว่าจะส่งมอบลูกกุ้งชฎาระยะ PL ให้เกษตรกรที่ร่วมทำวิจัยกระบวนการเพาะเลี้ยงในบ่อดินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569”   [caption id="attachment_79447" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] [caption id="attachment_79446" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ยังได้ร่วมกับภาคเอกชนเดินหน้าสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา และโอกาสในการก้าวสู่การเป็นกุ้งเศรษฐกิจไทยชนิดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา ดร.สิรินาถ เล่าทิ้งท้ายถึงการเดินหน้าให้ความรู้เกี่ยวกับกุ้งสายพันธุ์นี้ว่า ทีมวิจัยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง เพราะกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งพันธุ์นี้ใกล้เคียงกับกุ้งก้ามกราม ทำให้สามารถแบ่งบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่เดิมมาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะเลี้ยงมาก “กุ้งชฎามีจุดแข็ง คือ เลี้ยงได้หนาแน่นกว่าและใช้ระยะในการเพาะเลี้ยงสั้นกว่ากุ้งก้ามกราม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 60– 90 วัน ขณะที่กุ้งก้ามกรามใช้เวลาเลี้ยงนาน 150–210 วัน ขณะที่ราคารับซื้อต่อกิโลกรัมของกุ้งทั้งสองชนิดนี้ใกล้เคียงกัน กุ้งชฎาจึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้หมุนเวียนเร็ว” การพัฒนากุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสากล สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณชลลดา รุ่งอิทธิวงศ์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 หรืออีเมล chonlada.run@biotec.or.th [caption id="attachment_79445" align="aligncenter" width="750"] นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ปฏิวัติ อ่อนพุทธา และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี (EHP) ในกุ้ง ตรวจง่าย รู้ผลใน 25 นาที
  Enterocytozoon hepatopenaei (EHP) หรืออีเอชพี คือเชื้อไมโครสปอริเดียนที่ก่อโรคในกุ้ง ทำให้กุ้งมีอาการป่วย ตับอักเสบ กินอาหารได้น้อย ขนาดตัวเล็ก แตกไซซ์หรือมีขนาดตัวแตกต่างกันมาก ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโรคง่าย และเสี่ยงตายก่อนถึงระยะจำหน่ายสูง โดยเชื้อชนิดนี้สร้างความเสียหายแก่ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าถึง 6,000–8,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 10 ของรายได้ในช่วงสถานการณ์ปกติ ส่งผลให้เกษตรกรที่เตรียมรับมือไม่ทันเสียหายหนักจนอาจถึงขั้นล้มละลาย [caption id="attachment_79182" align="aligncenter" width="500"] กุ้งขาวแวนนาไมแตกไซส์[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีในรูปแบบตรวจง่าย เกษตรกรใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ที่ใช้เวลาตรวจเพียง 25 นาทีเท่านั้น การวิจัยและพัฒนานี้ได้รับการสนับสนุนจาก รศ. ดร.ศิวาพร ลงยันต์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และบริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด โดยล่าสุดในปี 2569 ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (2026 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition: IPITEx 2026)   [caption id="attachment_79164" align="aligncenter" width="750"] กุ้งขาวแวนนาไม[/caption] ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ใช้ง่าย รู้ผลใน 25 นาที ปัจจุบันวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในการตรวจเชื้ออีเอชพี คือ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย 1,000 เท่า และการตรวจด้วยเทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง แต่ทั้งสองวิธีนี้เกษตรกรจะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจยังห้องปฏิบัติการ เพราะจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทางในการตรวจและวิเคราะห์ผล ทำให้นอกจากเกษตรกรต้องเสียค่าขนส่งตัวอย่างกุ้งและค่าตรวจแล้ว ยังต้องใช้เวลารอผลตรวจอย่างน้อย 2–3 วัน ส่งผลให้การดำเนินงานเพื่อยับยั้งความเสียหายล่าช้าหรืออาจไม่ทันการณ์ [caption id="attachment_79161" align="aligncenter" width="450"] ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจเชื้ออีเอชพีด้วยตัวเอง และมีความสะดวกรวดเร็ว สำหรับวิธีการตรวจประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ เตรียมตัวอย่าง สกัด ทดสอบ และอ่านผล ซึ่งระยะเวลาตรวจรวมทุกขั้นตอนใช้เวลาเพียง 25 นาทีเท่านั้น “การอ่านผลทำได้ง่าย เพียงดูแถบสีแดงที่ปรากฏบนชุดตรวจ หากขึ้น 2 แถบ ทั้งที่ตำแหน่งตัว T (test) และ C (control) แปลว่า มีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ แต่หากขึ้นแถบเดียวที่ตัว C แปลว่า มีผลเป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ทั้งนี้ผลการทดสอบชุดตรวจอีเอชพีที่ทีมวิจัยพัฒนามีความจำเพาะกับเชื้ออีเอชพีและมีความแม่นยำสอดคล้องกับการตรวจด้วยเทคนิค qPCR (quantitative Polymerase Chain Reaction) 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ตรวจกุ้งที่ติดเชื้อในระดับก่อให้เกิดโรค โดยผลงานวิจัยได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาสกัดและชุดตรวจแล้ว”   ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่บริษัทมารีนลีดเดอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดร.อรวรรณ เล่าว่า ในช่วงปลายปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับผู้แทนของบริษัทฯ ดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้ออีเอชพี และการใช้งานชุดตรวจอีเอชพีแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ ครอบคลุมทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงกุ้ง ด้วยหวังให้เกษตรกรไทยได้รับรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจนี้โดยเร็ว เพื่อช่วยลดการสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคซึ่งขณะนี้พบการระบาดหนักทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงบางประเทศในอเมริกาใต้ “เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับโรคอีเอชพีและการใช้งานชุดตรวจโรคแบบเชิงรุกให้ความสนใจอย่างมาก รวมทั้งมีเสียงตอบรับว่างานวิจัยตอบโจทย์ทั้งด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และราคาที่จับต้องได้ ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีแผนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดตรวจในประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญสถานการณ์ความเดือดร้อนจากโรคระบาดที่เกิดจากเชื้ออีเอชพีเช่นเดียวกับประเทศไทยด้วย” อีเอชพี รู้ไว ช่วยยับยั้งและลดความสูญเสียได้ แม้เชื้ออีเอชพีจะแพร่ระบาดได้ง่ายและสร้างความเสียหายมาก แต่หากเกษตรกรทราบถึงการแพร่ระบาดได้เร็ว ย่อมมีโอกาสยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลาม ดร.อรวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้ออีเอชพีว่า เชื้อนี้แพร่ระบาดได้ง่ายเพราะเชื้อก่อโรคมีลักษณะเป็นสปอร์ที่มีผนังเซลล์หนา ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง การแพร่ระบาดจึงเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งกุ้งปกติกินกุ้งติดเชื้อเป็นอาหาร กุ้งปกติติดเชื้อจากอุจจาระของกุ้งติดเชื้อ การเจือปนของเชื้อในน้ำและอุปกรณ์เพาะเลี้ยง “หากเกษตรกรพบกุ้งในบ่อมีขนาดตัวหลากหลายและค่อนข้างเล็กกว่าปกติซึ่งเป็นลักษณะบ่งชี้ถึงโรคนี้ให้รีบตรวจโรคทันที โดยหากพบการติดเชื้อ ควรแยกบ่อที่พบเชื้ออีเอชพี และควบคุมการแพร่กระจาย โดยไม่ใช้อุปกรณ์ร่วม ปรับการจัดการอาหารและคุณภาพน้ำ ลดของเสีย ลดความเครียด เพื่อชะลอผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง รวมถึงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และวางแผนการจับขายอย่างเหมาะสมแม้จะยังไม่ได้ขนาดตัวตามเป้าหมาย เพื่อลดการสูญเสียต้นทุนในการเพาะเลี้ยงไปโดยเปล่าประโยชน์” “ส่วนด้านการจัดการฟาร์ม หลังพบการระบาด เกษตรกรต้องเร่งยับยั้งการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งการพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง การให้จุลินทรีย์เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กุ้ง การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระหว่างบ่อผ่านทางน้ำและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง” แม้วิกฤตโรคอีเอชพีไม่อาจหายไปจากประเทศไทยได้ในเร็ววันนี้ แต่การที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งรู้จัก เข้าใจ และรับมือกับสถานการณ์การระบาดได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว จะช่วยยับยั้งความสูญเสียได้เป็นอย่างดี ผู้สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุดตรวจเชื้ออีเอชพีได้ที่บริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด เบอร์โทรศัพท์ 08 3021 6459 อีเมล marineleader@hotmail.com หรือทางเพจเฟซบุ๊ก MarineLeader – มารีนลีดเดอร์ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ได้ที่ ดร. อรวรรณ หิมานันโต 0 2564 6700 ต่อ 3394 อีเมล orawanh@biotec.or.th [caption id="attachment_79160" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ชนิดใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ[/caption] [caption id="attachment_79180" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption] [caption id="attachment_79181" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฉัตรกมล พลสงคราม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘ผงสีโครเมียม’ จากผลพลอยได้อุตสาหกรรม เสริมอัตลักษณ์สินค้า เสริมความกรีนผลิตภัณฑ์
  การฟอกหนังสัตว์เพื่อนำหนังไปใช้ผลิตสินค้าต่าง ๆ เช่น เครื่องแต่งกายแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้เกลือโครม (chrome salts) เพื่อเพิ่มสมบัติความคงทนแข็งแรงให้กับวัสดุ ส่งผลให้กากตะกอนน้ำเสียกว่า 200 ตันต่อปีที่ได้จากกระบวนการฟอกหนังมีเกลือโครมตกค้างเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประกอบการจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากตะกอนเหล่านี้ด้วยวิธีฝังกลบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 2,000,000 บาทต่อปี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการสกัดตะกอนเกลือโครมจากกากตะกอนน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการฟอกหนัง เพื่อนำมาใช้ผลิตผงสีโครเมียม (chromium pigments) สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยได้นำร่องทดสอบใช้งานในอุตสาหกรรมกระเบื้องแล้ว ทั้งนี้ เอ็มเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัยจากบริษัทเขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง ก.ม.34 จำกัด และบริษัทเคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) [caption id="attachment_77829" align="aligncenter" width="450"] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กระเบื้อง สีทาบ้าน สิ่งพิมพ์ หรือพลาสติก มีการใช้ผงสีโครเมียมกันอย่างแพร่หลาย เพราะให้สีโทนเขียวได้หลายเฉด สีสด และมีความทนทานสูง ทีมวิจัยจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำกากตะกอนน้ำเสียที่มีส่วนประกอบของเกลือโครเมียมมาปรับสภาพด้วยกระบวนการทางเคมีให้มีสมบัติเหมาะแก่การสกัดผงสีโครเมียมโทนเขียวเข้ม (Cr2O3) โดยได้รับการอนุเคราะห์ตะกอนเกลือโครมจากบริษัทเขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง ก.ม. 34 จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกหนัง ผลจากการปรับสภาพตะกอนเกลือโครมทำให้ได้ผงสีโครเมียมที่มีความบริสุทธิ์เกือบร้อยละ 80 เหมาะแก่การใช้ในงานกระเบื้องที่ต้องการสีสันสดใส ทนความร้อน ดร.พิทักษ์ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทเคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระเบื้องสระว่ายน้ำรายใหญ่ของประเทศไทย ในการนำผงสีโครเมียมไปใช้ทดสอบผลิตกระเบื้องรุ่นเคอราดล (Keradol) ที่มีจุดเด่นคือกระเบื้องแต่ละแผ่นจะมีลักษณะผิวเคลือบเป็นลายแตกลานหรือแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ แตกต่างกัน เหมาะแก่การนำไปใช้ปูสระว่ายน้ำและงานตกแต่ง ผลการทดสอบใช้งานพบว่าสีที่ได้มีสีเขียวเฉดใกล้เคียงกับผงสีสูตรทางการค้า และให้สีสันที่เหมาะแก่การผลิตกระเบื้องรุ่นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการพึงพอใจในการใช้งานผงสีที่ทีมวิจัยพัฒนาเป็นอย่างมาก “นอกจากจุดเด่นเรื่องสีสันที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว การใช้งานผงสีซึ่งผลิตจากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมยังสนับสนุนให้เกิดการใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าผงสีโครเมียมบริสุทธิ์จากต่างประเทศซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าทั้งหมดได้เป็นอย่างดีด้วย” ปัจจุบันงานวิจัยนี้มีสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยทีมวิจัยกำลังหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการปรับข้อกำหนดให้เจ้าของทรัพยากรเป็นผู้ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองได้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล อีเมล pitakl@mtec.or.th หรือเบอร์โทร 08 9742 2548 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เนคเทค สวทช. พัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย
          อย่าวางใจ ! กับภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน เพราะนอกจากส่งผลให้เด็กมีภาวะตัวซีด อ่อนเพลียง่าย และพัฒนาการล่าช้าแล้ว ยังมีผลต่อระดับไอคิวและการเรียนรู้ในระยะยาว ปัจจุบันการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องด้วยขั้นตอนและวิธีการตรวจยังมีข้อจำกัด ดังนั้นการพัฒนาระบบตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกัน จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก   [caption id="attachment_78681" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช.[/caption]   นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ภาวะโลหิตจางพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากได้รับ “ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ” ปัจจุบันขั้นตอนที่ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังมีข้อจำกัด เช่น การเก็บตัวอย่างเลือดทำได้ยาก ยิ่งเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะใช้หลอดแก้วคาปิลลารีในการเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วประมาณ 50-70 ไมโครลิตร แล้วจึงอุดปลายหลอดด้านหนึ่งด้วยดินน้ำมันซึ่งการเก็บและเตรียมตัวอย่างด้วยการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีมีขั้นตอนยุ่งยาก ไม่เหมาะกับการให้บริการตรวจคัดกรองผู้รับบริการจำนวนมากในหน่วยบริการชุมชน   [caption id="attachment_78682" align="aligncenter" width="732"] นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.[/caption]   “อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้าง คือ การเตรียมตัวอย่างเลือดต้องอาศัยเครื่องปั่นตกตะกอนความเร็วรอบสูง โดยเครื่องมีขนาดใหญ่ ทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายหรือพกพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ  เจ้าหน้าที่ต้องเก็บตัวอย่างเลือดกลับมาตรวจในห้องปฏิบัติการซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ระหว่างกระบวนการมักพบอุบัติเหตุจากดินน้ำมันอุดปลายหลอดหลุดรั่ว หรือหลอดแก้วแตกหักจากการปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง ทำให้เกิดการสูญเสียตัวอย่าง ที่สำคัญการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้รับบริการจำนวนมากยังติดฉลากหรือเขียนระบุตัวตนบนหลอดได้ยาก ทำให้เกิดปัญหาสลับตัวอย่างได้ง่าย ความยุ่งยากของกระบวนการดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถทำได้ทั่วถึงในหมู่ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียน ดังนั้นแนวทางควบคุมภาวะโลหิตจางที่ผ่านมาจะใช้วิธีแจกธาตุเหล็กรับประทานเพื่อป้องกันไว้ก่อน เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไปอาจไม่ได้มีภาวะโลหิตจาง ขณะที่เด็กมีภาวะโลหิตจางไม่ได้รับยาอย่างเหมาะสม กลายเป็นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด”   [caption id="attachment_78683" align="aligncenter" width="750"] ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย (อุปกรณ์ต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ)[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) พัฒนา ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแล “สุขภาพเด็ก” และสนับสนุนเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีเครืองมือตรวจคัดกรองที่ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางในกลุ่มประชากรได้มากขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)   [caption id="attachment_78684" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า มีคิวอาร์โค้ดระบุตัวตนคนไข้ได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด[/caption]   [caption id="attachment_78703" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า จึงใช้ได้กับเข็มเจาะเลือดขนาดเล็กสุดโดยไม่ต้องบีบเค้นเลือด[/caption]   นางสาวน้ำฝนอธิบายว่า แบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด และเครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต (Hematocrit) โดยแผ่นเก็บตัวอย่างเลือดพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิก (microfluidic) ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ออกแบบให้ใช้งานง่าย ใช้สำหรับเก็บเลือดจากปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เก็บตัวอย่างเลือดในการตรวจเพียง 5 ไมโครลิตร ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า ดังนั้นจึงสามารถใช้เข็มเจาะเลือดขนาดเล็กไปจนถึงเข็มเจาะเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด (ขนาด30G/0.32 mm) โดยไม่จำเป็นต้องบีบเค้นให้เลือดออกมากขึ้น ทำให้เก็บเลือดได้สะดวกรวดเร็ว ลดความเจ็บปวดจากการเก็บเลือด เหมาะกับการตรวจในเด็กเล็ก อีกทั้งบนแผ่นเก็บเลือดยังมีคิวอาร์โค้ดเพื่อระบุตัวตนของเด็กหรือผู้ป่วยได้ ช่วยให้ระบุตัวตนได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด   [caption id="attachment_78685" align="aligncenter" width="750"] เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด สำหรับปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา[/caption]   “เมื่อได้ตัวอย่างเลือดแล้วต้องนำมาเข้าเครื่องปั่นตกตะตอนเม็ดเลือด ซึ่งทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ลดการสูญเสียตัวอย่างจากการแตกหักของอุปกรณ์ อีกทั้งยังทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการนำไปใช้งานกับหน่วยบริการเคลื่อนที่และหน่วยบริการปฐมภูมิ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่หน่วยบริการปฐมภูมิ ลดภาระงานของผู้ชำนาญการ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มประชากร นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดค่าฮีมาโตคริตอัตโนมัติที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตัวอย่างเลือดที่ผ่านการปั่นตกตะกอนแล้วนำมาเข้าเครื่องตรวจวัดได้ทันที สามารถตรวจได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน และไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล อีกทั้งระบบยังออกรายงานผลพร้อมการบันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล สามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เพิ่มเติม” ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในการทดสอบประสิทธิภาพของต้นแบบระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยเปรียบเทียบกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีมาตรฐานพบว่า ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยให้ผลการตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ   [caption id="attachment_78686" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต วัดผลได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน บันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยจนได้อุปกรณ์ต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการ และอยู่ระหว่างเตรียมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นแบบที่ผลิตในห้องปฏิบัติการอาจมีบางชิ้นส่วนหรือกระบวนการที่ยังไม่เหมาะสมกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบการผลิตร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากภาคอุตสาหกรรมสำหรับส่งทดสอบความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดและการทดสอบความปลอดภัยต่าง ๆ ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ก่อนการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และขออนุญาตผลิตเพื่อการจำหน่าย จ่ายแจก เพื่อให้ผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขแบบเคลื่อนที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือโรงพยาบาลเอกชนต่อไป จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวจึงทำให้มั่นใจได้ว่าต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความพร้อมในการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการวิจัยและพัฒนาของโครงการ   [caption id="attachment_78687" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดสามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที[/caption]   เทคโนโลยีคัดกรองภาวะโลหิตจางไม่เพียงเป็นความหวังในการดูแลสุขภาพเด็กไทยให้ได้รับการตรวจคัดกรองและได้รับการดูแลรักษาที่ทันการณ์ แต่เทคโนโลยีทั้งหมดผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีในประเทศ จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงของประเทศด้วย “ทีมวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบบคัดกรองโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อยจะมีส่วนช่วยให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น และหากสามารถผลักดันให้เป็นนโยบายด้านสาธารณสุขในการนำไปใช้คัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญและแนวทางมาตรฐานในการส่งเสริมการดูแล “สุขภาพในทุกช่วงวัย” โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ช่วงอายุ 6–12 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีพัฒนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศในการผลิตเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศอย่างยั่งยืน” ภาคเอกชนที่สนใจร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยงานที่สนใจร่วมทดสอบและให้ข้อมูลเพื่อการวิจัยพัฒนา สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 อีเมล business@nectec.or.th เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย ลดเสี่ยงไฟไหม้ ลดปล่อยคาร์บอน สนับสนุนไฟฟ้าสีเขียว
  ‘หม้อแปลงระเบิด ไฟไหม้ลุกลามบ้านเรือนประชาชน’ คือ หนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ่อยครั้ง และหลายครั้งนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนา EnPAT (เอ็นแพท) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพที่มีอุณหภูมิจุดติดไฟ (fire point) สูง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าสีเขียว (green electricity) อย่างยั่งยืนของประเทศไทย EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จากปาล์มน้ำมันไทย โดยทั่วไปในหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีการบรรจุน้ำมันแร่ซึ่งผลิตจากปิโตรเลียมเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าและระบายความร้อน แต่น้ำมันแร่มีจุดอ่อนเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิด มีโอกาสที่น้ำมันจะลุกติดไฟ และลามไปสู่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน [caption id="attachment_78495" align="aligncenter" width="750"] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี มาใช้ในการแปรรูปน้ำมันจากผลปาล์มให้เป็นน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าในชื่อ EnPAT โดยผลิตภัณฑ์นี้มีจุดแข็งเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันแร่ 2 เท่าหรือสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุไฟไหม้จากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดได้เป็นอย่างดี ในกรณีเกิดเหตุที่ทำให้น้ำมันรั่วไหล EnPAT จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เพราะมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบสูงถึงร้อยละ 97 ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า หากมีการใช้งานน้ำมัน EnPAT ในปริมาณ 33 ล้านลิตรต่อปี หรือมีการใช้งานทั่วประเทศไทย จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 38 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2 eq) ต่อปี หรือใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนมากถึง 4 ล้านต้น ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้งาน EnPAT แทนน้ำมันแร่ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ได้เป็นอย่างดี “นอกจากนี้เมื่อ EnPAT หมดอายุการใช้งานยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซลสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญได้ด้วย” ใช้จริงแล้ว 10 จังหวัด เตรียมขยายผลสู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวทั่วไทย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2567 เอ็นเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการนำร่องติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT แล้วใน 9 จังหวัดครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เอ็นเทค สวทช. ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำร่องใช้งานในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อีกจุดหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้งาน EnPAT ไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานร่วมกับหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องใหม่เท่านั้น เพราะทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบแล้วว่า EnPAT มีความเข้ากันได้กับน้ำมันแร่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ทดสอบใช้งาน EnPAT ในสภาวะเร่งภายในห้องปฏิบัติการ โดยจำลองการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าในสภาวะอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เพื่อศึกษาการเสื่อมสภาพของน้ำมันรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ภายในหม้อแปลงแล้วด้วยผลการทดสอบพบว่า EnPAT มีแนวโน้มช่วยยืดอายุการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ “ผลจากการทดสอบนี้ทำให้เอ็นเทค สวทช. กำลังเตรียมขยายผลการดำเนินงานร่วมกับ กฟภ. และ กฟน. ในการใช้ EnPAT ทดแทนน้ำมันแร่สำหรับการซ่อมบำรุงหม้อแปลงไฟฟ้า รวมไปถึงการใช้ EnPAT กับหม้อแปลงเครื่องมือวัดทั้งชนิดหม้อแปลงวัดกระแสไฟฟ้า (CT) และหม้อแปลงวัดแรงดันไฟฟ้า (VT)” นอกจากการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอ็นเทค สวทช. และพันธมิตร ยังมีแผนจะนำ EnPAT ไปใช้ในภารกิจพลังงานสะอาดด้วย ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า นอกจากหม้อแปลงทั่วไปที่ใช้แกนเหล็กซิลิกอนแล้ว ในระบบจำหน่ายไฟฟ้ายังมีหม้อแปลงที่แกนเหล็กทำจากโลหะอะมอร์ฟัส (amorphous) โดยหม้อแปลงชนิดนี้มีจุดแข็งคือลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในช่วงไม่มีโหลด (no-load) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเหมาะแก่การใช้งานในระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ โดยทีมวิจัยได้ทดสอบแล้วว่า EnPAT มีคุณสมบัติที่เข้ากันได้อย่างดีกับโลหะอะมอร์ฟัส “ดังนั้นหากมีการนำ EnPAT ที่ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไปใช้ร่วมกับหม้อแปลงอะมอร์ฟัสที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นคู่หูที่พร้อมขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน “นอกจากนี้ ปัจจุบัน เอ็นเทค สวทช. ยังมีแผนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการใช้ EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เขื่อนสิรินธร เพื่อประเมินการขยายผลไปสู่การใช้งานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำหรือ Floating solar ของ กฟผ. ต่อไป” จากพลังความร่วมมือ สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ความสำเร็จของการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ EnPAT ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และขยายผลการใช้งานในวงกว้างได้เช่นนี้ เป็นเพราะพลังแห่งการผลักดันเชิงรุกจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย [caption id="attachment_78496" align="aligncenter" width="750"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า EnPAT ประสบความสำเร็จเช่นวันนี้ได้ เพราะแรงผลักดันจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัทเจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนด้านการทดสอบตามมาตรฐานสากล รวมไปถึงการสนับสนุนการติดตั้งใช้งานจริงมาโดยตลอด “การที่ทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินงานเชิงรุก ทำให้วันนี้ผลลัพธ์เริ่มผลิดอกออกผล มีการนำ EnPAT ไปใช้ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสีเขียวในประเทศไทยแล้วถึง 10 จังหวัด โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคครัวเรือนได้ใช้งานไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล” “นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีมูลค่าสูง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์ EnPAT ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรไทยกว่า 4 แสนครัวเรือนเป็นผู้ผลิต” ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย EnPAT คือ หนึ่งในผลงานวิจัยไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชาชน อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานรองรับการเติบโตของประเทศไทยในแต่ละมิติอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เอ็นเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น