หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จับตา “ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1” พลิกสมุนไพรพื้นบ้านสู่ “พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง”
  ไบโอเทค สวทช. ปั้นสมุนไพรพื้นบ้านสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง วิจัยและพัฒนาพันธุ์ “ฟ้าทะลายโจร ราชบุรี BT-1” ชูจุดเด่นผลผลิตสูง เก็บเกี่ยวเร็ว และมีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีการปลูกอัจฉริยะครบวงจร ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ แปลงปลูก ไปจนถึงการจัดการหลังเก็บเกี่ยว ยกระดับวัตถุดิบสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยาและการส่งออก   [caption id="attachment_89722" align="aligncenter" width="563"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   “ฟ้าทะลายโจร” เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านสรรพคุณทางยา และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยต้องเผชิญมาโดยตลอด คือ การผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ มีสารสำคัญสูงในระดับมาตรฐานที่อุตสาหกรรมต้องการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงวิจัยและพัฒนายกระดับการผลิตฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต   [caption id="attachment_89720" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ปลูกในโรงเรือน Smart Greenhouse ที่ EECi จ.ระยอง[/caption]   ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง ดร.ประเดิม วนิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า การพัฒนาสมุนไพรให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จำเป็นต้องเริ่มจากการมีพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและมีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสม ซึ่งทีมวิจัยมีเป้าหมายต้องการยกระดับฟ้าทะลายโจรให้เป็นมากกว่าสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ  จึงได้นำฟ้าทะลายโจรจากแหล่งต่าง ๆ มาทดลองปลูก วิจัยพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ จนกระทั่งได้พันธุ์ที่เหมาะสม คือ ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์รับรองจากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว   [caption id="attachment_89716" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วนิชชนานันท์[/caption]   “ลักษณะเด่นของฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 คือ ทรงต้นปานกลาง กิ่งก้านเล็ก มีใบใหญ่และมีใบจำนวนมาก ออกดอกเร็ว ทำให้เก็บเกี่ยวได้เร็ว สามารถเก็บเกี่ยวได้ 4–5 ครั้งต่อปี โดยอาจให้ผลผลิตสูงถึง 5,000–6,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับรอบในการเก็บเกี่ยว) และใช้เวลาเพียง 90–110 วันหลังเพาะเมล็ดก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ที่สำคัญที่สุดคือ มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ (AP1) สูงถึง 40 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง หรือประมาณ 4% ซึ่งแอนโดรกราโฟไลด์เป็นสาร “ตัวชี้วัด” มาตรฐานคุณภาพของฟ้าทะลายโจร ที่ต้องระบุปริมาณในผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพร เพื่อให้ได้มาตรฐานความเข้มข้นที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อการใช้รักษา และมีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั่วโลก”   [caption id="attachment_89719" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ปลูกในโรงเรือน Smart Greenhouse ที่ EECi จ.ระยอง[/caption]   โรงเรือนอัจฉริยะ-โรงงานผลิตพืชช่วยเพิ่มผลผลิต 2–3 เท่า แม้จะมีพันธุ์พืชที่ดี แต่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมยังส่งผลต่อคุณภาพของสมุนไพรโดยตรง ทีมวิจัยจึงนำฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มาพัฒนาและทดสอบการผลิตภายใต้ “โรงเรือนอัจฉริยะ” (Smart Greenhouse) ในเมืองนวัตกรรมชีวภาพ EECi Biopolis อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง และ “โรงงานผลิตพืช” (Plant Factory) ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ภายในระบบดังกล่าวสามารถควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น และการให้น้ำได้อย่างแม่นยำผ่านระบบอัตโนมัติ ช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการปลูกแบบทั่วไปถึง 2–3 เท่า   [caption id="attachment_89718" align="aligncenter" width="750"] ต้นอ่อนฟ้าทะลายโจร[/caption]   “การควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกช่วยให้ได้ผลผลิตฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถรักษาระดับสารสำคัญให้ใกล้เคียงกันทุกล็อตการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการมากที่สุด อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญคือ สามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี ทำให้การจัดหาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับฤดูกาล” ดร.ประเดิม กล่าว   [caption id="attachment_89717" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ออกดอกเร็ว ทำให้เก็บเกี่ยวได้ไว[/caption]   พัฒนาองค์ความรู้การผลิตฟ้าทะลายโจรครบวงจร นอกจากการพัฒนาพันธุ์และระบบโรงเรือน ทีมวิจัยยังได้พัฒนาองค์ความรู้การผลิตฟ้าทะลายโจรแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะเมล็ด การเตรียมแปลง การให้ปุ๋ย การจัดการน้ำ การควบคุมแสงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยมีการขยายผลสู่การปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนอกโรงเรือนร่วมกับการใช้ระบบเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น วอเทอร์ฟิต (WaterFIT) ระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ แฮนดี้เซนส์ (HandySense) ระบบเกษตรแม่นยำสำหรับติดตามสภาพแวดล้อมการปลูกแบบเรียลไทม์ และเค็มเซนส์ (Chem Sense) เทคโนโลยีตรวจการปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีอื่นๆ ในดินและน้ำ ตลอดจนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพสูงสุดพร้อมส่งออก   [caption id="attachment_89724" align="aligncenter" width="750"] เมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรคัดพิเศษ[/caption]   ขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ไบโอเทค สวทช. และ EECi ได้ร่วมมือกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดระยอง ในการขยายผลแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรราชบุรี BT-1 สู่เกษตรกร ตลอดจนการให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรผู้ผลิตฟ้าทะลายโจรคุณภาพสูงซึ่งถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาแผนไทย   [caption id="attachment_89721" align="aligncenter" width="750"] เมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรคัดพิเศษ[/caption]   หนึ่งในตัวอย่างการใช้ประโยชน์ฟ้าทะลายโจรที่เห็นผลอย่างชัดเจน คือ ความร่วมมือกับโรงพยาบาลวังจันทร์ ที่นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ราชบุรี บีที-1 มาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาปรุงเฉพาะรายของคลินิกแพทย์แผนไทย เช่น เจลสมุนไพรพอกเข่า สมุนไพรสูตรเย็นสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าอักเสบชนิดมีความร้อน ยาพอกลดปิตตะและลดไข้ รวมทั้งผลิตฟ้าทะลายโจรอบแห้งและแคปซูลสมุนไพรเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลวังจันทร์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเครือข่ายอำเภอวังจันทร์อีก 7 แห่ง   [caption id="attachment_89723" align="aligncenter" width="563"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   นอกจากนี้ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้นำเมล็ดพันธุ์จำนวน 2,250 เมล็ด ไปเพาะและขยายต้นกล้าเพื่อปลูกในพื้นที่ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร รวมทั้งขยายผลการกระจายต้นกล้าร่วมกิจกรรมในโครงการต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย ขณะที่โรงพยาบาลห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำผลผลิตจากระบบโรงเรือนอัจฉริยะใน EECi Biopolis ไปผลิตเป็นยาสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล   [caption id="attachment_89725" align="aligncenter" width="750"] ต้นอ่อนฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]   ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ “สมุนไพรไทย” จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่โอกาสใหม่บนเวทีโลก ผู้ที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อได้ที่ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย EECi และ ไบโอเทค สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“INNO-AGRO” แพลตฟอร์มวิจัยและพัฒนายกระดับวัตถุดิบชีวภาพ สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร
สรุปใจความสำคัญ INNO-AGRO เป็นแพลตฟอร์มให้บริการวิจัยและพัฒนาแก่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อยกระดับวัตถุดิบชีวภาพของไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร ต่อยอดพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรชีวภาพของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และจุลินทรีย์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและสารเคมีชีวภาพที่ตอบโจทย์ตลาดและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ ยกระดับผลิตภัณฑ์เดิม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับแนวทาง BCG Economy Model ให้บริการผู้ประกอบการแบบ One-stop Service ครอบคลุมการวิจัยและรับจ้างวิจัย การวิเคราะห์และทดสอบ การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี รวมถึงเชื่อมโยงแหล่งทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศเร่งออกนโยบายลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และผันตัวสู่ Climate Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่มุ่งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้านทรัพยากรชีวภาพและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัย ด้วยเหตุนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้จัดตั้งทีมวิจัย “INNO-AGRO (อินโน-อะโกร)” เพื่อให้บริการแพลตฟอร์มยกระดับวัตถุดิบชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นวัตถุดิบเป้าหมายไปที่พืชเศรษฐกิจไทยอย่างอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพ INNO-AGRO เจาะลึกวัตถุดิบชีวภาพ วิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม INNO-AGRO คือ แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการวิจัยและพัฒนาการยกระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจร (one-stop solution provider) โดย INNO-AGRO ทำงานแบบบูรณาการสหสาขาการวิจัย ตั้งแต่การศึกษาศักยภาพของทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ INNO-AGRO มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพเดิมให้มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพใหม่ และการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้หรือของเสียจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบชีวภาพที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น จากเดิมประเทศไทยมักแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้น เช่น แปรรูปอ้อยเป็นน้ำตาล แปรรูปมันสำปะหลังเป็นแป้ง และแปรรูปปาล์มน้ำมันเป็นน้ำมันสำหรับการประกอบอาหาร INNO-AGRO ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อเสนอเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยใช้การบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพและกระบวนการทางเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อสิ่งแวดล้อม เอนไซม์เพื่อกระบวนการผลิตสีเขียว กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูง สารเคมีและวัสดุจากชีวมวล สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูงและโอลิโอเคมิคอล น้ำตาลฟังก์ชัน นอกจากนี้ INNO-AGRO ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ BCG Economy Model ที่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 มุม คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว INNO-AGRO เชื่อมภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และแหล่งทุน การพัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมต่อการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ไม่ได้อาศัยเพียงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักวิจัย แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยด้วย ดังนั้นพันธกิจหลักของนักวิจัยภายใต้แพลตฟอร์ม INNO-AGRO นอกจากการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนไทยแล้ว บุคลากรวิจัยภายใต้แพลตฟอร์มยังมีพันธกิจในการให้บริการการวิจัยและกิจกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบการไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การร่วมดำเนินโครงการวิจัยและรับจ้างวิจัย การให้บริการวิเคราะห์และทดสอบ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี โดย INNO-AGRO ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายในของ สวทช. เช่น โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแหล่งสนับสนุนงบประมาณและสิทธิพิเศษทางภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงการใช้บริการการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย INNO-AGRO มุ่งเป้าดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การผลิตมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังดัดแปร อ้อยและน้ำตาล ปาล์มและน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมกลางน้ำ เช่น การผลิตวัตถุดิบฟังก์ชัน เอทานอล ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดและเชื้อเพลิง รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมประเภทต่าง ๆ INNO-AGRO พร้อมเป็นพันธมิตรที่ให้บริการแบบครบวงจร ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการ ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณพรรณทภรณ์ สิทธิ์พลางกูร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อีเมล pantaporn.sit@biotec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3306 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“นิ้วเทียมเสมือนจริง” ฝีมือนักวิจัยไทย พลิกโฉมการผลิตอวัยวะเทียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ
การสูญเสียนิ้วมือจากอุบัติเหตุ โรค หรือความพิการแต่กำเนิด ไม่เพียงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังกระทบต่อความมั่นใจและการเข้าสังคมของผู้ป่วยด้วย ในปัจจุบันกระบวนการผลิต "นิ้วเทียมเสมือนจริง" เพื่อความสวยงามยังคงพึ่งพากระบวนการแบบดั้งเดิมซึ่งต้องอาศัยช่างฝีมือหรือนักกายอุปกรณ์ที่มีความชำนาญสูง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนาการผลิตนิ้วเทียมเฉพาะบุคคลรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติชนิดเรซิน ร่วมกับการพัฒนาวัสดุเรซินไวแสงที่มีสมบัติอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น ช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการผลิต อีกทั้งยังสามารถผลิตซ้ำได้ตามมาตรฐานเดียวกัน ตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   [caption id="attachment_84321" align="aligncenter" width="750"] ดร.รวิภัทร มณีโชติ[/caption]   ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ข้อจำกัดของกระบวนการผลิตนิ้วเทียมแบบดั้งเดิมคือ จำนวนช่างฝีมือในประเทศไทยมีน้อยมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอรับบริการเป็นเวลานาน นอกจากนี้ หากนิ้วเทียมเดิมชำรุดหรือสูญหาย ช่างจะต้องเริ่มกระบวนการผลิตใหม่ตั้งแต่ต้นซึ่งใช้ทั้งเวลาและความชำนาญสูง “ทีมวิจัยเอ็มเทคมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุนิ่มและยืดหยุ่นที่สามารถใช้งานได้กับเครื่องพิมพ์สามมิติราคาย่อมเยาที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จึงได้พัฒนาวัสดุที่มีสมบัติคล้ายซิลิโคนที่ใช้ในทางการแพทย์ปัจจุบัน และสามารถนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติได้ซึ่งข้อดีของการผลิตด้วยวิธีนี้คือ ทำได้รวดเร็วกว่าวิธีเดิมมาก จึงช่วยลดระยะเวลาการผลิต คนไข้ไม่ต้องรอนาน อีกทั้งยังผลิตซ้ำได้ง่าย เนื่องจากมีไฟล์ดิจิทัลต้นแบบ หากต้องการนิ้วใหม่ก็สามารถสั่งพิมพ์ได้ทันที และที่สำคัญคือ ความแม่นยำสูง ให้รูปร่างที่สมจริงตามสรีระเฉพาะบุคคล”     ดร.รวิภัทรอธิบายขั้นตอนการผลิตนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติว่า เริ่มจากการเก็บข้อมูลสรีระด้วยเครื่องสแกน 3 มิติ (3D Scanner) กรณีที่คนไข้มีนิ้วเหลืออยู่ข้างหนึ่ง จะใช้การสแกนนิ้วข้างที่สมบูรณ์เพื่อเป็นต้นแบบให้มีความใกล้เคียงของจริงที่สุด กรณีที่สูญเสียนิ้วทั้งสองข้าง ผู้เชี่ยวชาญจะใช้ซอฟต์แวร์ในการออกแบบนิ้วที่สวยงามขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วย จากนั้นนำไฟล์โมเดล 3 มิติเข้าสู่เครื่องพิมพ์ และสั่งพิมพ์โดยใช้น้ำยาเรซินสูตรพิเศษที่เอ็มเทคพัฒนาขึ้น นิ้วที่พิมพ์ออกมาในช่วงแรกจะเป็นสีเดียว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตกแต่งสีและรายละเอียดผิวหนังเพิ่มเติมเพื่อให้ดูเสมือนจริงและเหมาะสมกับสีผิวของผู้ป่วยแต่ละบุคคล โดยนิ้วเทียมนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับนิ้วเทียมซิลิโคนแบบดั้งเดิม นอกจากความสวยงามแล้วผู้ป่วยยังสามารถเสริมไลฟ์สไตล์ได้ เช่น การทาเล็บ หรือแม้แต่การติดเล็บปลอมทับลงไปเพื่อเปลี่ยนสีเล็บตามความต้องการ     ทั้งนี้โครงการวิจัยนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยระยะแรกจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีบริษัทหาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยระยะที่สองจากสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) โดยมีบริษัทโมลลิซ่า จำกัด เป็นผู้ร่วมสนับสนุน     ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทโมลลิซ่า จำกัด โดยบริษัทได้จัดตั้งสถานที่ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ ISO 13485:2016 และผลิตภัณฑ์นิ้วเทียมดังกล่าวได้รับใบรับจดแจ้งเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย ทำให้พร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายเพื่อเข้าถึงผู้ป่วยที่ต้องการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นใจอีกครั้ง       ความสำเร็จของงานวิจัยนี้สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของงานวิจัยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลหรือเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติสำหรับการแพทย์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4355     เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
PTEC สวทช. ให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปลดล็อกให้ผลิตได้ ขายจริง ทั้งในและต่างประเทศ
สรุปใจความสำคัญ PTEC ให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้บริการทั้งการทดสอบและรับรองมาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลการทดสอบสามารถใช้ประกอบการขอเครื่องหมายรับรองได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้บริการทดสอบแล้วกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ระบบราง ไปจนถึงเทคโนโลยีอวกาศ PTEC เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้านมาตรฐาน และดึงดูดการลงทุนด้านการผลิตภายในประเทศไทย รู้หรือไม่หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ มาจากผู้วิจัยและพัฒนาขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และขาดการทดสอบทุกองค์ประกอบที่จำเป็นตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ผลงานวิจัยจำนวนมากไม่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ผู้วิจัยต้องนำผลงานกลับไปปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยใหม่ จนเกิดความสูญเสียทั้งงบประมาณ เวลา และโอกาสในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นที่ผลักดันสินค้าออกสู่ตลาดได้ก่อน นอกจากช่วยให้ผลงานวิจัยได้ไปต่อในเชิงพาณิชย์แล้ว การทดสอบมาตรฐานยังจำเป็นต่อการตั้งฐานการผลิตสินค้าประเภทไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศหรือต่างประเทศ ล้วนต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิต เพื่อใช้ยื่นขอตรารับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่กำกับดูแลในแต่ละประเทศที่จัดจำหน่าย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงต้องมี “ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้มาตรฐาน และอำนวยความสะดวกในการทดสอบมาตรฐานให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ รวมถึงผู้ใช้บริการจากนานาชาติทั้งในเอเชียและจากทวีปอื่น ๆ โดยศูนย์การทดสอบมาตรฐานระดับสากลถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีส่วนช่วยดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย “PTEC” ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในการให้บริการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระดับสากล โดยเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบบบริการหลักประกอบด้วย 2 ด้านหลัก คือ บริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากร สำหรับบริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานประกอบด้วย การทดสอบความปลอดภัยการใช้งานผลิตภัณฑ์ การทดสอบความเข้ากันได้ทางสนามแม่เหล็กไฟฟ้า การทดสอบความคงทนต่อสภาพแวดล้อม การทดสอบประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน การทดสอบด้านโทรคมนาคม และการสอบเทียบเครื่องมือห้องปฏิบัติการและเครื่องมืออุตสาหกรรม ตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมเด่นที่ใช้บริการ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ดิจิทัล อุปกรณ์โทรคมนาคมและการสื่อสาร เครื่องมือแพทย์ ยานยนต์ ระบบราง เครื่องจักรและหุ่นยนต์ พลังงาน อากาศยาน ยุทโธปกรณ์ทางการทหาร รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ผลจากการทดสอบมาตรฐานโดย PTEC นำไปใช้ประกอบการยื่นขอเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้ ตัวอย่างเครื่องหมายรับรองของไทย เช่น เครื่องหมาย มอก. แบบทั่วไปและบังคับ, เครื่องหมาย กสทช., เครื่องหมาย อย., เครื่องหมาย กฟภ. และ กฟน., ฉลากประหยัดไฟฟ้า รวมถึงเครื่องหมาย P-Mark ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองของ PTEC ที่ใช้รับรองอุปกรณ์ที่ยังไม่มีหน่วยงานด้านการกำกับมาตรฐานในประเทศไทยกำหนดมาตรฐาน เช่น หุ่นยนต์บริการชนิดต่าง ๆ โดยการทดสอบจะใช้มาตรฐานที่เทียบเท่าหรือสูงกว่ามาตรฐานสากลเพื่อให้ผู้เข้ารับบริการนำผลการทดสอบมาตรฐานที่ได้จาก PTEC ไปใช้ยื่นขอตรารับรองมาตรฐานได้ทันทีที่มีกฎหมายบังคับใช้ในประเทศ ส่วนตัวอย่างเครื่องหมายรับรองจากต่างประเทศ เช่น เครื่องหมาย CE สำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป เครื่องหมาย E-Mark สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป เครื่องหมาย UL สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา และเครื่องหมาย PSE สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น PTEC ให้บริการทดสอบแล้วมากกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ PTEC เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2534 หน่วยงานได้ให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์แก่องค์กรต่าง ๆ แล้วมากกว่า 3,500 หน่วยงาน รวมแล้วมากกว่า 50,000 ผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างผลงานเด่น เช่น การทดสอบระบบยานยนต์ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัทยานยนต์สัญชาติเยอรมัน บริษัทยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น การทดสอบมาตรฐานรถไฟฟ้าที่ให้บริการโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทดสอบรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศไทยนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน การทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติอเมริกัน การทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับภารกิจด้านอวกาศ และการทดสอบเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกที่พัฒนาในประเทศ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ PTEC ในการให้บริการทดสอบมาตรฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ PTEC ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมไทย นอกจากการให้บริการด้านการทดสอบมาตรฐาน PTEC ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม นักวิจัย และนักศึกษา ผ่านการจัดอบรมทั้งในรูปแบบหลักสูตรสาธารณะ หลักสูตรเฉพาะสำหรับองค์กร การเปิดรับนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนการให้คำปรึกษาเรื่องปัญหาเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบมาตรฐาน เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละผลิตภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมทดสอบมาตรฐาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่า PTEC คือ หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตและจำหน่ายจริง โดยการทดสอบมาตรฐานที่เข้มข้นนี้จะเป็นใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกได้จริง และยังเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดสำคัญให้นักลงทุนรายใหญ่ระดับสากลเลือกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย สำหรับผู้ที่สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ptec.or.th/ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล sales.nstda@nstda.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2117 8600 หรือ 0 2564 6100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี” พร้อมส่ง “น้ำดื่มสะอาด” ช่วยประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหรือห่างไกล
สรุปใจความสำคัญ นาโนเทค สวทช. ร่วมกับ กปภ. พัฒนา “AquaNano” รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ เพื่อรับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำสะอาด AquaNano ใช้ผลิตน้ำดื่มสะอาดจากแหล่งน้ำดิบได้ 500 ลิตรต่อชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ประสบอุทกภัย ภัยแล้ง เหตุการณ์ความไม่สงบ และพื้นที่ห่างไกล AquaNano ใช้ระบบกรองน้ำ 7 ขั้นตอน ด้วยวัสดุเซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิว สามารถกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานน้ำดื่ม โดยมีเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่แสดงผลแบบเรียลไทม์ที่หน้าเครื่องด้วย AquaNano ผ่านการออกแบบให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว บำรุงรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถนำวัสดุกรองที่หมดอายุการใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อนำกลับไปใช้งานใหม่ได้ เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปจนถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบต่อระบบผลิตน้ำประปาทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำสะอาดได้ตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคและบริโภคในช่วงเวลาที่เปราะบาง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พัฒนา “รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ” เพื่อเตรียมพร้อมรับวิกฤตขาดแคลนน้ำสะอาด ต่อยอดจากบทเรียนภาคสนาม สู่การพัฒนารถผลิตน้ำดื่ม ที่ผ่านมาเมื่อประเทศไทยต้องเผชิญภัยพิบัติที่ส่งผลให้การผลิตน้ำสะอาดในพื้นที่หยุดชะงัก แนวทางแก้ไขแบบเร่งด่วน คือ การลำเลียงน้ำประปาจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือมีผู้ประสบภัยจำนวนมาก [caption id="attachment_88220" align="aligncenter" width="750"] นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) กปภ.[/caption] นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) กปภ. เล่าว่า ตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 กปภ. ได้ร่วมกับ สวทช. ทดลองนำเครื่องกรองน้ำด้วยเทคโนโลยีนาโน ชนิดที่กรองน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นน้ำดื่มสะอาดได้ในอัตรา 250 ลิตรต่อชั่วโมงไปติดตั้งยังจุดเกิดเหตุจำนวน 2 เครื่อง เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในตอนนั้นจะผลิตน้ำได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประสบภัย แต่ก็ช่วยบรรเทาวิกฤตขาดแคลนน้ำดื่มได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างมาก “จากความสำเร็จในครั้งนั้นได้จุดประกายให้ กปภ. เร่งสานต่อความร่วมมือกับ สวทช. ในการพัฒนารถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ (Mobile nanotech water purify for emergency relief) หรือ AquaNano จำนวน 10 คัน เพื่อเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยสำหรับใช้รับมือวิกฤตขาดแคลนน้ำดื่ม ทั้งด้วยเหตุจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง รวมไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ นอกจากนี้ในอนาคตยังอาจต่อยอดเทคโนโลยีนี้ไปสู่การบริการน้ำดื่มสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้วย” AquaNano รถผลิตน้ำดื่มสะอาด 500 ลิตรต่อชั่วโมง AquaNano คือ ระบบเครื่องกรองน้ำที่ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่การติดตั้งใช้งานบนรถกระบะ เพื่อให้เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ได้สะดวก เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้เร็ว [caption id="attachment_88218" align="aligncenter" width="750"] ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ นาโนเทค สวทช.[/caption] ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ นาโนเทค สวทช. และหัวหน้าแผนงานนวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต (A–Quality) อธิบายว่า AquaNano เป็นเครื่องกรองน้ำที่ใช้วัสดุเซรามิกนาโนคอมพอสิตและวัสดุกรองดัดแปรพื้นผิวในการกรองน้ำดิบ 7 ขั้นตอน ทำให้กำจัดสารปนเปื้อนทั้งเชื้อโรค สารอินทรีย์ และโลหะหนักอย่างสารหนูและฟลูออไรด์ได้มีประสิทธิภาพกว่าเครื่องกรองน้ำทั่วไป เพราะสารปนเปื้อนเหล่านี้มักมีอัตราการเจือปนในน้ำดิบสูงกว่าปกติในช่วงอุทกภัยและภัยแล้ง “เครื่องกรองนี้เปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำบริสุทธิ์ได้ที่อัตราความเร็ว 500 ลิตรต่อชั่วโมง โดยเปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ได้มากถึงร้อยละ 75 มีน้ำดิบเหลือทิ้งเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์ตรวจวัดค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) และการนำไฟฟ้า (EC) แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจติดตามว่าน้ำที่ผ่านการกรองมีคุณภาพตามมาตรฐานน้ำดื่มอยู่เสมอ อีกทั้งยังใช้แสดงคุณภาพของน้ำกรองให้ประชาชนที่มารับน้ำดื่มได้เห็น เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคด้วย” ระบบ AquaNano ผ่านการออกแบบให้ใช้งานและดูแลรักษาได้ง่าย โดยประชาชนเพียงศึกษาขั้นตอนซ่อมบำรุงระบบด้วยตนเองผ่านสื่อการสอนที่ทีมวิจัยจัดเตรียมไว้ให้ ดร.ณัฏฐพร เล่าว่า ทีมวิจัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการออกแบบระบบให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ซ่อมบำรุงง่าย และนำวัสดุที่หมดอายุการใช้งานแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน และให้เกิดการขยายผลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ง่ายยิ่งขึ้น “ทีมวิจัยยังสามารถออกแบบระบบกรองน้ำให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ เช่น การออกแบบระบบกรองน้ำให้เหมาะกับแหล่งน้ำที่มีสารหนูเจือปน หรือพื้นที่ที่ต้องสลับการใช้น้ำระหว่างน้ำผิวดินกับน้ำบาดาล โดยพยายามเลือกวัสดุเหลือใช้ที่มีมากในท้องถิ่นมาผลิตเป็นวัสดุกรอง และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ วิจัย และพัฒนา เพื่อความยั่งยืนในการใช้งานด้วย” นอกจากการพัฒนาระบบกรองน้ำที่เน้นใช้งานง่าย ทีมวิจัยยังต่อยอดองค์ความรู้ด้านวัสดุและการออกแบบระบบกรองน้ำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจนำไปพัฒนาต่อยอดในบริบทของตนเอง ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 หน่วยงาน ในการยกระดับการเข้าถึงน้ำสะอาดของคนไทย ทั้งในสถานการณ์ปกติและในช่วงเกิดภัยพิบัติ สำหรับหน่วยงานที่สนใจร่วมวิจัยหรือประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณนริศา บรรยงวรพินิจ อีเมล narisa@nanotec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Agrivoltaics” เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการผลิตทั้ง “พืช” และ “ไฟฟ้า” ในเวลาเดียวกัน
สรุปใจความสำคัญ Agrivoltaics หรือ Solar Sharing คือ แนวคิดการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลิตพลังงานไฟฟ้าควบคู่กับการทำกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่เดียวกันได้ สวทช. พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่จะส่งผ่านไปยังใต้แผงได้ เพื่อให้พืชที่ปลูกใต้แผงได้รับแสงในรูปแบบและปริมาณที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ควบคู่กับการลดความร้อนใต้แผง และลดการระเหยของน้ำในดิน ผลการทดสอบใช้งานร่วมกับการเพาะปลูกกระเจี๊ยบแดงและผำพบว่าช่วยให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้น และผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ไฟฟ้าที่ผลิตได้เพียงพอต่อการทำฟาร์มอัจฉริยะที่มีการใช้งานระบบอัตโนมัติต่าง ๆ การทำโรงเรือน รวมถึงการใช้เครื่องสูบน้ำ เจ้าของระบบสามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามเกณฑ์การเปิดรับซื้อของหน่วยงาน ณ ขณะนั้นได้ ท่ามกลางความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พื้นที่สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์กลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศที่ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตรรวมถึงประเทศไทย เพราะการจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจะต้องแลกด้วยการสูญเสียแหล่งผลิตอาหารหล่อเลี้ยงคนในประเทศ และรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง ด้วยเหตุนี้แนวคิดการใช้พื้นที่แบบผสมผสานระหว่างกิจกรรมทางการเกษตรและการผลิตพลังงานในชื่อ Agrivoltaics (อะกริโวลทาอิกส์) หรือ Solar sharing (โซลาร์แชร์ริง) จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากผู้ประกอบการของทั้งสองอุตสาหกรรม เพราะไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะผลิต “อาหาร” หรือ “ไฟฟ้า” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ เพื่อให้ผลิตได้ทั้งไฟฟ้าและสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน [caption id="attachment_88150" align="aligncenter" width="750"] ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประยุกต์ใช้กับแนวคิด Agrivoltaics มาจากการวิจัยต่อยอดผลงานแผงโซลาร์เซลล์ชนิด BIPV (Building Integrated Photovoltaics) หรือแผงที่ผ่านการออกแบบให้มีสีสันสวยงามเหมาะกับโครงสร้างอาคาร สู่แผงโซลาร์เซลล์ชนิดที่เหมาะแก่การใช้งานภายใต้แนวคิด Agrivoltaics โดยปรับสมบัติของแผงให้สามารถเลือกช่วงคลื่นของแสงรวมถึงระดับความเข้มแสงที่จะส่องผ่านแผงไปยังพื้นที่ใต้แผงได้ รวมถึงช่วยลดความร้อนที่จะแผดไปยังพืชโดยตรงด้วย โดยทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแผง BIPV จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้ร่วมวิจัยต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ Agrivoltaics กับบริษัทโซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแผงดังกล่าว [caption id="attachment_88153" align="aligncenter" width="750"] ศศิวิมล ทรงไตร ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ศศิวิมล ทรงไตร ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า พืชแต่ละชนิดมีความต้องการช่วงแสงหรือสีของแสง รวมถึงความเข้มแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจะเลือกสีของแผงเพื่อใช้ในพื้นที่เกษตรต้องเลือกจากความต้องการช่วงแสงของพืชที่เพาะปลูกเป็นหลัก เช่น แผงสีขาวหรือแผงใสเหมาะกับพืชที่ต้องการความเข้มแสงมาก แผงสีแดงเหมาะกับพืชที่ต้องการเร่งการออกดอก แผงสีน้ำเงินเหมาะกับพืชที่ต้องการความเข้มแสงน้อย “ผลจากการทดลองปลูกกระเจี๊ยบแดงใต้แผงสีแดงพบว่า จำนวนดอกและใบเพิ่มขึ้น รวมถึงใบมีขนาดใหญ่กว่าการปลูกใต้แผงเซลล์โซลาร์เซลล์ทั่วไปซึ่งมีลักษณะทึบแสง ขณะที่การทดลองเพาะเลี้ยงผำภายใต้แผงสีแดงและน้ำเงินพบว่า ในบางฤดูกาลผำที่ได้มีน้ำหนักสดรวมถึงโปรตีนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเลี้ยงผำแบบทั่วไป จะเห็นได้ว่าการเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมมีผลต่อทั้งประสิทธิภาพการเจริญเติบโต คุณภาพ และปริมาณผลผลิต ทั้งนี้ทีมนักวิจัยกำลังศึกษาถึงผลที่มีต่อการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ด้วย โดยเน้นไปที่พืชมูลค่าสูง” [caption id="attachment_88155" align="aligncenter" width="750"] กระเจี๊ยบแดง[/caption] [caption id="attachment_88154" align="aligncenter" width="750"] ผำ[/caption] นอกจากการนี้การวิจัยเรื่องระดับความสูงในการติดตั้งแผง รวมถึงทิศทางการหันรับแสงของแผงที่เหมาะแก่การทำการเกษตร ก็เป็นเรื่องที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า การติดตั้งแผง Agrivoltaics ทีมวิจัยตั้งใจออกแบบให้มีการติดตั้งสูงกว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปเท่าตัว โดยยกขอบล่างของแผงให้สูงประมาณ 2–3 เมตร แตกต่างจากการติดตั้งแผงชนิดทั่วไปที่มักยกห่างจากพื้นเพียงประมาณ 0.5–1.5 เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีพื้นที่ใต้แผงสำหรับทำกิจกรรมทางการเกษตรได้สะดวก ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์หรือนำเครื่องจักรเข้ามาในพื้นที่ ที่สำคัญคือพืชได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ทีมยังคำนึงถึงการติดตั้งแผงให้สอดคล้องกับทิศทางของแสงอาทิตย์ด้วย เพราะทิศทางการเกิดเงาใต้แผงในแต่ละฤดูกาลมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืช จะเห็นได้ว่าการติดตั้งใช้งาน Agrivoltaics ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว จำเป็นต้องพิจารณาตามบริบทของพื้นที่เป็นรายกรณี “ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนเซลล์ในแผง ซึ่งจะลดลงตามการเพิ่มขึ้นของพื้นที่แสงส่องผ่าน ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้าที่ได้นั้นเพียงพอต่อการทำฟาร์มอัจฉริยะที่มีการใช้งานระบบอัตโนมัติต่าง ๆ การทำโรงเรือน รวมถึงการใช้เครื่องสูบน้ำ โดยเจ้าของระบบสามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามเกณฑ์การเปิดรับซื้อของหน่วยงาน ณ ขณะนั้นได้” [caption id="attachment_88152" align="aligncenter" width="750"] Agrivoltaics[/caption] [caption id="attachment_88151" align="aligncenter" width="750"] Agrivoltaics[/caption] ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี Agrivoltaics เพื่อร่วมวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบวิธีใช้งานที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ โดย ดร.กอบศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองสำคัญทิ้งท้ายว่า ในอนาคตอันใกล้ที่ประเทศไทยและทั่วโลกจะต้องร่วมลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งกว่าทุกวันนี้ Agrivoltaics จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์การผลิตพลังงานสะอาดโดยไม่เบียดเบียนพื้นที่ทางการเกษตร ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มสามารถขายพลังงานไฟฟ้าได้ เจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมก็ได้รายได้เสริมจากการให้เช่าพื้นที่ผลิตไฟฟ้า ผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี Agrivoltaics ติดต่อสอบถามได้ที่คุณปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2353 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“กับดักชีวภัณฑ์” เปลี่ยนแมลงวันผลไม้เป็นซอมบีปราบพวกเดียวกัน
สรุปใจความสำคัญ ไบโอเทค สวทช. พัฒนากับดักชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้แบบ "ดักและปล่อย" เปลี่ยนแมลงวันให้เป็นพาหะแพร่เชื้อราแมลงกำจัดพวกเดียวกัน ใช้เชื้อรา Beauveria bassiana และ Metarhizium anisopliae ทำให้แมลงวันผลไม้ป่วยและตายภายใน 3–7 วัน กำจัดได้ทั้งแมลงวันตัวผู้ และแมลงวันตัวเมียซึ่งเป็นตัวการวางไข่และสร้างความเสียหายต่อผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชีวภัณฑ์ออกฤทธิ์จำเพาะต่อแมลงวันผลไม้ ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลทดสอบภาคสนามกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ 85–90% พร้อมช่วยลดต้นทุนสารเคมี ถุงห่อผลไม้ และแรงงานได้ประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน แมลงวันผลไม้ถือเป็นศัตรูสำคัญของพืชเศรษฐกิจ เนื่องจากการวางไข่เพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดผลกระทบตลอดห่วงโซ่การผลิตและส่งออก ตั้งแต่ผลผลิตเสียหาย ผลไม้มีตำหนิ เน่าเสีย และร่วงก่อนระยะเก็บเกี่ยว ไปจนถึงต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องนำผลไม้ทั้งลอตเข้ากระบวนการกำจัดแมลงก่อนส่งออกไปยังประเทศที่มีมาตรการด้านสุขอนามัยพืชเข้มงวด สร้างความเสียหายโดยตรงทั้งต่อรายได้ของเกษตรกรและโอกาสในการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก [caption id="attachment_87314" align="aligncenter" width="750"] แมลงวันผลไม้[/caption] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis ในรูปแบบกับดักชนิดดักและปล่อย เพื่อให้แมลงวันผลไม้ทำหน้าที่รับและแพร่ราแมลงไปยังแมลงวันผลไม้ตัวอื่น ๆ ในพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) [caption id="attachment_87311" align="aligncenter" width="750"] ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า แมลงวันผลไม้เป็นศัตรูสำคัญของผลไม้เศรษฐกิจที่มีเปลือกบาง เช่น มะม่วง มังคุด ฝรั่ง ชมพู่ โดยแมลงวันผลไม้ตัวเมียจะทำหน้าที่วางไข่ไว้ใต้เปลือกของผลไม้ เมื่อไข่ผ่านการฟักเป็นหนอน หนอนจะกัดกินเนื้อผลจากภายในจนทำให้ผลไม้เน่าเสีย ร่วงก่อนระยะเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกันรอยเจาะยังเป็นช่องทางเปิดให้เชื้อก่อโรคต่าง ๆ เข้าทำลายผลไม้ซ้ำ จนส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็วด้วย “แม้ปัจจุบันจะมีวิธีควบคุมแมลงวันผลไม้ที่หลากหลาย ทั้งการใช้สารเคมี การห่อผล และการใช้กับดักแมลงวันผลไม้ตัวผู้เพื่อหวังลดอัตราการผสมพันธุ์ในพื้นที่ แต่แนวทางเหล่านี้ก็ยังมีจุดอ่อนเฉพาะตัว เช่น สารเคมีอันตรายตกค้างในผลไม้และพื้นที่เพาะปลูก การต้องใช้แรงงานมาก และการกำจัดแมลงได้ไม่ทันกาล” [caption id="attachment_87313" align="aligncenter" width="750"] ผลมะม่วงที่โดนทำลาย[/caption] จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. จึงได้พัฒนา ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชชนิดออกฤทธิ์จำเพาะกับแมลงวันผลไม้ และกับดักชนิดดักและปล่อย เพื่อให้แมลงวันผลไม้ทำหน้าที่เป็นผู้แพร่เชื้อไปยังตัวอื่น ๆ ในพื้นที่เพาะปลูก ดร.อลงกรณ์ อธิบายว่า กลไกการกำจัดแมลงวันผลไม้ที่ทีมวิจัยพัฒนา คือ การออกแบบกับดักที่ดึงดูดแมลงวันผลไม้ตัวผู้ให้เข้ามาติดกับด้วยสารเมทิลยูจีนอล (methyl eugenol) ซึ่งเป็นสารฟีโรโมนที่มีฤทธิ์ในการดึงดูดแมลงวันผลไม้ตัวเมีย เมื่อแมลงวันตัวผู้บินเข้ามาภายในกับดัก ร่างกายจะสัมผัสโดนราแมลงหนึ่งในสอง ชนิดที่ออกฤทธิ์กับแมลง คือ Beauveria bassiana (บิวเวอเรีย บาสเซียนา) สายพันธุ์ BCC 2660 และ Metarhizium anisopliae (เมทาไรเซียม แอนิโซพลิอี) สายพันธุ์ BCC 4849 ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้แมลงวันผลไม้ป่วยและตายภายใน 3–7 วัน แตกต่างจากกับดักทั่วไปที่จะทำให้แมลงวันผลไม้เฉพาะตัวผู้ติดกับและตายภายในกับดักเลย [caption id="attachment_87310" align="aligncenter" width="750"] ราแมลง[/caption] [caption id="attachment_87309" align="aligncenter" width="750"] กับดักชีวภัณฑ์[/caption] “เมื่อแมลงวันผลไม้ตัวผู้หลงเข้ามาในกับดัก รับเชื้อราแมลง และบินออกไปใช้ชีวิตต่อภายนอก แมลงตัวนั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้แพร่เชื้อไปยังแมลงวันผลไม้ตัวอื่น ๆ ในละแวก โดยเฉพาะการส่งต่อเชื้อสู่แมลงวันผลไม้ตัวเมียผ่านการสัมผัสร่างกายขณะผสมพันธุ์ ส่งผลให้วิธีการนี้สามารถกำจัดแมลงวันตัวเมียซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการทำลายผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตกต่างจากกับดักแมลงทั่วไปที่กำจัดได้เฉพาะแมลงวันผลไม้ตัวผู้เท่านั้น ที่สำคัญชีวภัณฑ์ชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดการดื้อยาเหมือนการใช้สารเคมีทั่วไป จึงมีความยั่งยืนในการใช้งานมากกว่า” ปัจจุบันทั้งชีวภัณฑ์และกับดักผ่านการทดสอบใช้งานแล้วทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ โรงเรือน และระดับภาคสนามในสวนผลไม้ 5 แห่ง ภายในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งสวนมะม่วง มังคุด ฝรั่ง และชมพู่ ดร.อลงกรณ์ เล่าว่า หนึ่งในตัวอย่างผลการทดสอบ คือ การนำกับดักไปติดตั้งที่สวนมะม่วงสุขจรัลจำนวน 4 กับดักต่อไร่ ในช่วงตั้งแต่ระยะออกดอกจนถึงผลสุก พบว่ากำจัดแมลงวันผลไม้ได้สูงถึงร้อยละ 85–90 ผลผลิตที่ได้รับความเสียหายลดลง และยังช่วยลดต้นทุนทั้งค่าสารเคมีกำจัดแมลง ถุงห่อผลไม้ และแรงงานได้ราว 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือนด้วย “ขณะนี้ทีมวิจัยเปิดถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว โดยเปิดให้ทั้งผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้ประกอบการสวนผลไม้ที่สนใจทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ในพื้นที่จริง ทั้งนี้คาดว่าจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้” สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามได้ที่ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3378 หรือ 3364, อีเมล ibct.biotec@gmail.com หรือทางเฟซบุ๊กเพจ ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock   เกษตรกรกดไลก์ ! นักวิจัยส่ง “DAPBot” แพลตฟอร์มช่วยปราบศัตรูพืชผ่านไลน์ คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตร  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ทางเลือกใหม่เพื่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
สรุปใจความสำคัญ เอ็นเทค สวทช. ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา "PALMGREASE" จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม PALMGREASE ใช้ปาล์มน้ำมันไทยเป็นวัตถุดิบหลัก 80–90% PALMGREASE ย่อยสลายทางชีวภาพได้มากกว่า 95% ภายใน 28 วัน จึงลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศหากเกิดการรั่วไหลได้เป็นอย่างดี ทำให้นอกจากการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังเหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร และพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ PALMGREASE มีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มมูลค่าและเพิ่มปริมาณการใช้งานปาล์มน้ำมันไทย สนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ และลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม จาระบีเป็นสารหล่อลื่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และระบบสาธารณูปโภค ทำหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดทานและการสึกหรอของชิ้นส่วน โดยปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้จาระบีประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี แต่จาระบีส่วนใหญ่ยังผลิตจากน้ำมันแร่ที่ได้จากปิโตรเลียมซึ่งย่อยสลายยาก เมื่อเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนสู่ดินหรือแหล่งน้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพื่อตอบสนองความต้องการสารหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนา “PALMGREASE (ปาล์มกรีส)” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมสารหล่อลื่นทางเลือกที่ผสานทั้งสมรรถนะการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันของประเทศสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย การพัฒนางานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับบริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันไทยสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการพัฒนา PALMGREASE คือ การยกระดับปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมิคอลมูลค่าสูง โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาจาระบีชีวภาพที่มีสมรรถนะรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ของสารหล่อลื่นที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น "ผลิตภัณฑ์ PALMGREASE ได้รับการพัฒนาให้เป็นจาระบีชนิดลิเทียม (lithium grease) หรือจาระบีประเภท 3 ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมซึ่งเป็นจาระบีเอนกประสงค์ที่นิยมใช้ในงานหล่อลื่นทั่วไป โดยใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80–90 ขององค์ประกอบทั้งหมด พร้อมทั้งออกแบบกระบวนการผลิตแบบถังปฏิกรณ์เดียว เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิตและรองรับการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้คณะวิจัยยังได้ปรับปรุงความคงตัวต่อการเกิดออกซิเดชันซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของจาระบีจากน้ำมันพืช ด้วยการพัฒนาระบบสารต้านออกซิเดชันที่เหมาะสม ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันใกล้เคียงกับจาระบีจากน้ำมันแร่ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จึงรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้" อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ PALMGREASE คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพและสามารถย่อยสลายได้มากกว่าร้อยละ 95 ภายในระยะเวลาทดสอบ 28 วัน ดร.ปานชีวา อธิบายว่า ความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพในระดับสูงของ PALMGREASE ช่วยลดการสะสมของสารหล่อลื่นเมื่อเกิดการรั่วไหลหรือปนเปื้อนระหว่างการใช้งาน จึงช่วยลดผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศในระยะยาว ผลิตภัณฑ์จึงเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ ขณะนี้ทีมวิจัยได้ขอความร่วมมือในการทดสอบใช้งานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในลำดับถัดไป "ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนา PALMGREASE ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น โดยมุ่งเพิ่มความสามารถในการรับแรงกดอัดสูง เพื่อขยายขอบเขตการใช้งานไปยังเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องทำงานภายใต้ภาระหนัก เช่น ระบบลูกปืน เฟือง และชิ้นส่วนที่มีแรงกดและแรงเสียดทานสูง โดยมีเป้าหมายให้ใช้ทดแทนจาระบีจากน้ำมันแร่ในงานอุตสาหกรรมได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ก่อนเตรียมทดสอบการใช้งานจริง และเปิดรับถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อไป" นอกจากการพัฒนา PALMGREASE ซึ่งเป็นจาระบีลิเทียมสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ทีมวิจัยยังมีแผนพัฒนาจาระบีชีวภาพเกรดอาหารสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอางอีกด้วย ดร.ปานชีวา อธิบายว่า เครื่องจักรในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง จำเป็นต้องใช้จาระบีเกรดอาหารที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตามจาระบีประเภทนี้มีราคาสูงกว่าจาระบีทั่วไป และปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทีมวิจัยจึงมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยคาดว่าจะได้สูตรต้นแบบที่มีความชัดเจนภายในปี 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน NSF ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง "ทั้งนี้หากสามารถพัฒนา PALMGREASE ทั้งสองประเภทสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จะเป็นนวัตกรรมทางเลือกที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดโลก ขณะเดียวกันก็ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ปาล์มน้ำมันไทย บรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในประเทศไทย และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ" สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ร่วมวิจัยต่อยอด และร่วมทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านทางอีเมล parncheewa.udo@entec.or.th (ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์) เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็นเทค สวทช. ภาพประกอบจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Q-MAS” ครีมสมุนไพรนาโนสำหรับดูแลภาวะเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม
สรุปใจความสำคัญ Q-MAS ครีมสมุนไพรนาโนสำหรับดูแลภาวะเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม พัฒนาโดยนาโนเทค สวทช. เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพโคนมและลดความสูญเสียของเกษตรกร ผลิตจากบัวบก ขมิ้นชัน และไพล พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอนุภาคนาโนไขมัน (lipid nanoparticles) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารสำคัญเข้าสู่บริเวณที่เกิดการอักเสบ ผลการทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนามพบว่า Q-MAS ช่วยลดการอักเสบ ลดปริมาณเซลล์โซมาติกในน้ำนม และไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ สะท้อนศักยภาพในการดูแลภาวะเต้านมอักเสบระยะเริ่มต้น เทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นนวัตกรรมทางเลือกในการดูแลสุขภาพโคนมและลดการพึ่งพาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างยั่งยืน โรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการ (subclinical mastitis) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในฟาร์มโคนมของไทย สาเหตุหลักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยในบางพื้นที่มีรายงานพบโคนมป่วยเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 70 ซึ่งมีผลให้โคนมผลิตน้ำนมลดลงร้อยละ 5–20 (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค) อีกทั้งคุณภาพของน้ำนมก็ต่ำลง องค์ประกอบของน้ำนมเปลี่ยนแปลงไปจากค่าปกติ ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Q-MAS (คิว-แมส) ครีมสมุนไพรนาโนสำหรับดูแลภาวะเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม [caption id="attachment_86112" align="aligncenter" width="500"] ดร.ปวีณา ดานะ และ ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์และสัตวแพทย์ นาโนเทค สวทช.[/caption] ดร.ปวีณา ดานะ นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์และสัตวแพทย์ นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Q-MAS มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของ ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าโครงการได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบัวบก ขมิ้นชัน และไพลซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่มีสมบัติเด่นในการช่วยบรรเทาการอักเสบ ทีมวิจัยจึงได้นำสมุนไพรทั้งสามชนิดมาพัฒนาและยกระดับด้วยเทคโนโลยีอนุภาคนาโนไขมัน (lipid nanoparticles) เพื่อเพิ่มการซึมผ่านผิวหนังและนำส่งไปยังบริเวณที่เกิดพยาธิสภาพ ทำให้สารสำคัญจากสมุนไพรทั้ง 3 ออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น "กลไกการทำงานของ Q-MAS คือการลดการอักเสบและลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระภายในเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเต้านมอักเสบ ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการอักเสบในเซลล์แมโครฟาจ (macrophage) ได้ ขณะเดียวกันยังไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์สำหรับใช้ประเมินความปลอดภัยต่อเซลล์เนื้อเยื่อด้วย" นอกจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยยังได้ทดสอบการใช้งานผลิตภัณฑ์ Q-MAS กับโคนมจำนวน 164 ตัว ในฟาร์มโคนมจังหวัดลพบุรี สระบุรี และนครราชสีมาเรียบร้อยแล้ว ดร.ปวีณา อธิบายว่า ตามปกติหลังจากเกษตรกรรีดนมวัว จะมีการทดสอบคุณภาพน้ำนมด้วยวิธีต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการตรวจคัดกรองภาวะเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการด้วยอุปกรณ์ California Mastitis Test (CMT) ซึ่งเป็นชุดทดสอบภาคสนามที่ใช้งานง่าย วิธีการคือผสมสารทดสอบกับตัวอย่างน้ำนมจากแต่ละเต้า แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงของความหนืด หากน้ำนมจับตัวเป็นเจลหรือมีความหนืดเพิ่มขึ้นแสดงว่ามีจำนวนเซลล์โซมาติกสูงกว่าปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ของการอักเสบที่เต้านม แม้โคนมจะยังไม่แสดงอาการผิดปกติให้เห็นชัดเจนก็ตาม "โดยทั่วไปหากพบโคนมมีภาวะเต้านมอักเสบในระยะไม่แสดงอาการ เกษตรกรมักดูแลรักษาโคนมด้วยการปรับปรุงสุขอนามัยการรีดนม เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหัวนมก่อนและหลังรีดนมตามแนวทางมาตรฐาน ส่วนการใช้ยาเฉพาะทางเพื่อรักษาภาวะดังกล่าวยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ทั้งนี้เมื่อทีมวิจัยนำผลิตภัณฑ์ Q-MAS ไปให้เกษตรกรทดสอบใช้งานพบว่า สามารถลดปริมาณเซลล์โซมาติกในน้ำนมซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเป็นโรคเต้านมอักเสบได้ ช่วยควบคุมภาวะการอักเสบได้ในระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงโรคพัฒนาสู่ระยะลุกลามจนต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้จากการคัดทิ้งน้ำนมในช่วงเว้นระยะการใช้ยา" ปัจจุบันเทคโนโลยี Q-MAS พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นนวัตกรรมทางเลือกในการดูแลสุขภาพโคนมอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริการโครงสร้างพื้นฐาน (BDIS) นาโนเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, นาโนเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“SERS-TB” เครื่องมือตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงใน 30 นาที อุปกรณ์สนับสนุนยุติวัณโรค
สรุปใจความสำคัญ 1 ใน 4 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรคแบบแฝง โดยร้อยละ 5-10 ของผู้ติดเชื้อมีโอกาสพัฒนาต่อไปเป็นระยะแสดงอาการที่สามารถแพร่เชื้อได้ การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคควบคู่กับการค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการควบคุมโรค SERS-TB คือ เครื่องมือตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง (Latent TB Infection) จากเลือดเพียง 1 หยด โดยใช้เทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานหรือลายพิมพ์นิ้วมือของสารและ AI ทำให้ได้เป็นระบบตรวจคัดกรองที่ใช้เวลาตรวจเพียงประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เครื่องมือ SERS-TB มีจุดเด่น คือ ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก การวิเคราะห์ผลทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญคือผลิตได้ภายในประเทศไทย ทำให้ควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์ได้ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยได้นำตัวอย่างเลือดของผู้เป็นวัณโรคแฝงและผู้ที่ไม่ติดโรคมาตรวจวัดสัญญาณรามาน และให้ AI เรียนรู้ความแตกต่างของรูปแบบสารแล้วมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง โดย AI วิเคราะห์ผลได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว ทั้งนี้ทีมตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองให้มากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงโมเดล AI การเพิ่มจำนวนข้อมูลตัวอย่าง และการควบคุมคุณภาพตัวอย่างส่งตรวจ ก่อนที่จะเตรียมการขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ต่อไป ในวันที่เครื่องมือ SERS-TB ขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้อาจไม่เพียงช่วยให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจคัดกรองโรคเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและผู้พำนักในประเทศได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น แต่จะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมให้การดำเนินงานค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สนับสนุนการก้าวสู่เป้าหมายยุติวัณโรคอย่างยั่งยืน วัณโรค (Tuberculosis: TB) เป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศ จากการที่ผู้ป่วยพูด ไอ จาม ทำให้ผู้อื่นที่สูดเอาละอองฝอยเข้าสู่ปอดมีโอกาสติดเชื้อได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรคแบบแฝง โดยร้อยละ 5-10 ของผู้ติดเชื้อมีโอกาสพัฒนาต่อไปเป็นระยะแสดงอาการที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคควบคู่กับการค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการควบคุมโรค ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 พัฒนา “SERS-TB (เซอส์-ทีบี)” เทคโนโลยีตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง ที่มีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ตรวจแล้วรู้ผลเร็วภายใน 30 นาที เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้สะดวกเหมาะแก่การปฏิบัติงานเชิงรุก ซึ่งได้รับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาจาก Open Philanthropy (โอเพน ฟิแลนโทรปี) องค์กรอิสระจากสหรัฐอเมริกา จากโจทย์ทางการแพทย์ สู่เครื่องมือใช้งานจริง ในปี 2560 กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป้าหมายที่จะยุติวัณโรค (End-TB) ในประเทศไทยภายในปี 2578 โดยตั้งเป้าลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้ำให้เหลือต่ำกว่า 10 รายต่อประชากรแสนคน อย่างไรก็ตามจนถึงปี 2566 ตัวเลขนี้ยังคงสูงถึงประมาณ 155 รายต่อประชากรแสนคน [caption id="attachment_85848" align="aligncenter" width="750"] ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น[/caption] ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายยุติวัณโรคได้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การระบุตัวผู้ป่วยที่เป็นโรค และค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกให้ได้มากและเร็วที่สุด เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อง่าย แต่รักษาให้หายขาดได้หากได้รับการวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก “อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น การตรวจเลือดด้วยวิธี IGRA (อิกรา) และตรวจทางผิวหนังด้วยวิธี TST (ทีเอสที) ต้องใช้เวลาในการส่งเข้าห้องปฏิบัติการ หรือรอผลตรวจนาน 2–3 วันจึงจะรู้ผล รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ทำให้ระบบบริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสถานพยาบาลที่มีความพร้อมเท่านั้น ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงยังเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคได้ค่อนข้างยาก” จากปัญหาดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์และ RCEID มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกับเนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่ตอบโจทย์บริบทประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้เป็น SERS-TB ที่มีจุดเด่นตอบโจทย์การใช้คัดกรองโรคแบบเชิงรุก คือ อุปกรณ์ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก การวิเคราะห์ผลทำได้รวดเร็วและแม่นยำด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สำคัญคือผลิตได้ภายในประเทศไทย ทำให้ควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์ได้และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ศ. ดร.เกียรติไชย อธิบายว่า SERS-TB เป็นอุปกรณ์ตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่เนคเทค สวทช. รับหน้าที่พัฒนาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ประมวลผล ขณะที่คณะแพทยศาสตร์และ RCEID มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับผิดชอบการกำหนดโจทย์วิจัย และการทดสอบประสิทธิภาพของเทคโนโลยี โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 7 ประกอบด้วยโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาสารคาม และโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ “การวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ในขั้นตอนการทดสอบใช้งานจริงโดยบุคลากรทางการแพทย์ และการพัฒนาศักยภาพของโมเดล AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ผลซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการมีตัวอย่างในการเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยปัจจุบัน AI วิเคราะห์ผลการเป็นวัณโรคแฝงจากตัวอย่างเลือดเพียง 1 หยดได้ถูกต้องมากกว่าร้อยละ 80 แล้ว จึงคาดว่าจะขึ้นทะเบียน SERS-TB เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ใน 1–3 ปีข้างหน้า ภาพฝันที่ทีมวิจัยทุกคนอยากเห็น คือ บุคลากรสาธารณสุขทั้งแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร นำเครื่องมือนี้ลงไปยังชุมชนที่มีความเสี่ยง ทำการตรวจคัดกรอง แจ้งผล และแจกจ่ายยาให้ผู้ติดเชื้อได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะหลุดออกจากระบบ ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้าง" “SERS-TB” ตรวจวัณโรคแฝงด้วยเลือด 1 หยด SERS-TB คือ เทคโนโลยีตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่เกิดจากการผสานเทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานหรือ “ลายพิมพ์นิ้วมือของสาร” และ AI เข้าด้วยกัน ทำให้ได้เป็นระบบตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่ใช้เวลาตรวจเพียงประมาณ 30 นาที และใช้เลือดในการตรวจเพียง 1 หยดเท่านั้น [caption id="attachment_85849" align="aligncenter" width="750"] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย ทีมวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการวิจัย[/caption] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย ทีมวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า วิธีการตรวจประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ขั้นแรก คือ เก็บเลือดจากผู้เข้ารับการตรวจ ขั้นที่สอง นำเลือดที่ได้มาหยดลงบนอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. แล้วแยกสารด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยง ก่อนดูดแยกเฉพาะส่วนพลาสมามาใช้งานต่อ ขั้นที่สามหยดพลาสมาลงบนชิปขยายสัญญาณรามาน (SERS chip) แล้วรอให้แห้ง ขั้นที่สี่ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณรามานยิงแสงเลเซอร์ลงบนชิป เพื่อเก็บข้อมูลสัญญาณ และขั้นสุดท้ายใช้ AI แปลผลสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ว่า มีการติดเชื้อวัณโรคแฝงหรือไม่ โดยระบบจะจัดเก็บข้อมูลขึ้นสู่คลาวด์โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยได้นำตัวอย่างเลือดของผู้เป็นวัณโรคแฝงและผู้ที่ไม่ติดโรคมาตรวจวัดสัญญาณรามาน และให้ AI เรียนรู้ความแตกต่างของรูปแบบสารแล้วมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง โดย AI วิเคราะห์ผลได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว ดร.นพดล อธิบายว่า ปัจจุบันการพัฒนา SERS-TB อยู่ในขั้นตอนทดสอบภาคสนาม โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7 ในการนำอุปกรณ์ไปใช้ตรวจเลือดที่เก็บใหม่ควบคู่กับการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน โดยหากผลลัพธ์ที่ได้ยังคงสูงในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าการทดสอบด้วยเลือดที่ผ่านการเก็บตัวอย่างมานานหลักเดือนดังการทดสอบที่ผ่านมา ก็คาดว่าจะนำอุปกรณ์ SERS-TB ไปขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทีมตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองให้มากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงโมเดล AI การเพิ่มจำนวนข้อมูลตัวอย่าง และการควบคุมคุณภาพตัวอย่างส่งตรวจ ก่อนที่จะเตรียมการขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ต่อไป เตรียมพร้อมสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข แม้ SERS-TB จะผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการจนได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจแล้ว แต่อีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การทดสอบใช้งานโดยบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นคนนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ปฏิบัติงานจริง [caption id="attachment_85850" align="aligncenter" width="750"] นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน แพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และประธาน TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7[/caption] นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน แพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และประธาน TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลร้อยเอ็ดและโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7 ได้รับหน้าที่จัดส่งตัวอย่างเลือดพร้อมผลการทดสอบด้วยวิธีมาตรฐานให้ทีมวิจัยใช้เครื่องมือ SERS-TB ตรวจวัด เพื่อเก็บรูปแบบสัญญาณรามานและนำไปพัฒนาโมเดล AI สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ คือ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดจะเริ่มนำอุปกรณ์ SERS-TB มาทดสอบใช้งานในสถานพยาบาลควบคู่กับการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้งานจริง ก่อนจัดส่งข้อมูลให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป การทำงานของทีม TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 เป็นการทำงานแบบเชิงรุก ดังนั้นการมีเทคโนโลยีตรวจคัดกรองที่เหมาะสมทั้งด้านการใช้งานและราคา ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานทำได้อย่างต่อเนื่อง และบรรลุเป้าหมายการยุติวัณโรคในพื้นที่ได้ นพ.ฐมฤกษ์ เล่าว่า ทีม TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการทำงานแบบเชิงรุก โดยทีมเริ่มจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคเพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เป้าหมาย เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้สัมผัสใกล้ชิด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ผู้ต้องขัง แรงงานข้ามชาติ เพื่อนำกลุ่มคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรคอย่างเร่งด่วน หากพบผู้ที่มีแนวโน้มติดเชื้อ เจ้าหน้าที่จะซักประวัติ ประเมินอาการ และส่งตรวจตามแนวปฏิบัติทางการแพทย์โดยทันที “ดังนั้นหาก SERS-TB ผ่านการพัฒนาจนขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ได้สำเร็จ ก็คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยปลดล็อกการทำงานให้แก่ทีมได้เป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ คือ ใช้งานง่าย ขนย้ายสะดวก ที่สำคัญคือมีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนการตรวจที่ต่ำกว่าวิธีมาตรฐาน ทำให้ประชาชนไทยและผู้พำนักในพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคได้เพิ่มขึ้น” ในวันที่เครื่องมือ SERS-TB ขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้อาจไม่เพียงช่วยให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจคัดกรองโรคเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและผู้พำนักในประเทศได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น แต่จะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมให้การดำเนินงานค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สนับสนุนการก้าวสู่เป้าหมายยุติวัณโรคอย่างยั่งยืน เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., ภาพจาก Shutterstock, และภาพที่สร้างด้วย AI
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
AI for University นำร่องแล้วด้วย ABDUL Uni แพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์แบบเฉพาะบุคคล พร้อมครูผู้ช่วยที่เป็น AI
สรุปใจความสำคัญ AI for University คือ โครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาให้แก่อาจารย์ระดับอุดมศึกษาและเทียบเท่า ที่จัดโดย เนคเทค สวทช. กระทรวง อว. โดยการสนับสนุนจาก สป.อว. และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศไทย ABDUL Uni (อับดุล ยูนิ) คือ แพลตฟอร์มนำร่องของโครงการ AI for University ที่เนคเทค สวทช. และพันธมิตรพัฒนาขึ้น เพื่อให้อาจารย์เข้าถึงแพลตฟอร์มการใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่ทำได้ง่ายและสะดวก ช่วยปลดล็อกปัญหาคอขวดทั้งด้านทักษะการใช้งาน และค่าบริการ AI ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์ (e-Learning) แบบเฉพาะบุคคล (adaptive learning) ที่สามารถสร้าง AI Agent เป็นผู้ช่วยสอนหรือ AI Tutor ตามโจทย์การเรียนรู้รายวิชาและเป้าหมายการพัฒนาทักษะผู้เรียนได้ ตั้งแต่ปี 2568 มีการจัดกิจกรรม AI for University นำร่องแล้วใน 5 ภูมิภาค มีอาจารย์เข้าร่วมแล้วกว่า 600 คน โดยอาจารย์ที่เข้าร่วมสะท้อนว่า ได้รับความรู้และแนวทางการประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำไปต่อยอดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสร้าง AI Agent ให้เหมาะกับรายวิชาได้มากขึ้น ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นักศึกษาใช้ค้นคว้าข้อมูล สรุปเนื้อหา ไปจนถึงทำวิจัย อาจารย์ผู้สอนจึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้ทันกับยุคสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดกระบวนการสอน และสร้างรากฐานการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเหมาะสมให้แก่นักศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการ “AI for University” เพื่อฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้แก่อาจารย์ โดยนำร่องด้วย ABDUL Uni (อับดุล ยูนิ) แพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์แบบเฉพาะบุคคล พร้อมครูผู้ช่วยที่เป็น AI ทั้งนี้ในการดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากสำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศไทย AI for University นำร่องแล้วด้วย ABDUL Uni AI for University เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจาก สป.อว. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานด้านการออกนโยบายการศึกษา ต้องการให้อาจารย์และนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาเข้าถึงการใช้ประโยชน์ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม [caption id="attachment_85749" align="aligncenter" width="750"] ชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption] ชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. ผู้ดำเนินงานหลักโครงการ AI for University เล่าว่า ปัจจุบันแม้ AI จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคนแล้ว แต่การจะนำ AI มาใช้ยกระดับการจัดกระบวนการสอนอาจยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอาจารย์ทุกคน เพราะนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่อาจต้องแบกรับ การต้องเร่งเรียนรู้ฟังก์ชันการทำงาน และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับรูปแบบการเรียนการสอนที่มีอยู่เดิม ก็เป็นอุปสรรคสำคัญของการนำ AI ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ “เพื่อช่วยลดปัญหาดังกล่าว ทีมได้นำความเชี่ยวชาญด้าน AI มาพัฒนา ABDUL Uni แพลตฟอร์มสำหรับให้อาจารย์ใช้สร้างพื้นที่เรียนออนไลน์ในรูปแบบ e-learning ให้แก่นักศึกษา โดยมีฟังก์ชันสร้าง AI Agent หรือผู้ช่วยสอนที่เป็น AI สำหรับใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยในแพลตฟอร์มนี้จะเรียกว่า AI Tutor ทั้งนี้หน้าที่สำคัญของ ABDUL Uni คือการเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกเวลาด้วยตัวเองอย่างสะดวกจากทุกที่ ทุกเวลา และใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเสริมภายในชั้นเรียนได้ด้วย” ไม่เพียงแต่พัฒนาแพลตฟอร์ม ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้ขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีผ่านอบรมเชิงปฏิบัติการ “การประยุกต์ใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” ให้แก่อาจารย์จากสถาบันแล้ว 5 ภูมิภาค รวมแล้วกว่า 600 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2568–2569 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สป.อว. ABDUL Uni ใช้งานง่าย ได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบ ABDUL Uni เป็นเครื่องมือให้อาจารย์ประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นทุกเครื่องมือจึงผ่านการออกแบบมาให้เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชันหลักคล้ายกับเครื่องมือที่อาจารย์และนักศึกษาใช้งานกันอยู่ทั่วไป เช่น Google Classroom, ChatGPT, Gemini ชัชวาล อธิบายการใช้งานว่า อาจารย์จะเริ่มจากการสร้างห้องเรียน นำเข้าสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ และสร้าง AI Tutor เพื่อทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยภายในห้องเรียน ขณะที่นักศึกษาจะสนทนากับ AI Tutor ได้ในรูปแบบเดียวกับการใช้งานระบบ Generative AI (AI รู้สร้าง) ทั่วไป แต่จุดที่แตกต่างออกไป คือ อาจารย์กำหนดขอบเขตการทำงานของ AI ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ เช่น เป็นผู้ช่วยสอนที่ช่วยทบทวนบทเรียนที่กำหนดและทดสอบความเข้าใจแบบเฉพาะบุคคลอิงตามระดับทักษะของผู้เรียน เป็นครูสอนภาษาต่างชาติที่ช่วยฝึกเรื่องการสื่อสารในประเด็นที่กำหนด เป็นบุคคลสมมติให้นักศึกษาฝึกสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเชิงลึก โดยอาจารย์เข้าถึงการสนทนาของนักศึกษาทุกคนที่เข้าเรียนเพื่อเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้ “แม้การสร้าง AI Tutor จะใช้การเขียนพรอมต์ (prompt) ด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารทั่วไปไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่ความท้าทายที่อาจารย์ต้องเผชิญคือ การเขียน prompt เพื่อกำหนดบทบาทของ AI Tutor ให้มีความชัดเจนและเหมาะสม เพื่อให้ AI Tutor ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรายวิชาและลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล รวมถึงสอดคล้องกับหลัก Bloom’s Taxonomy ที่ว่าด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ตั้งแต่ระดับการจดจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมิน ไปจนถึงการสร้างสรรค์ ในทุกขั้นตอนของการสร้างห้องเรียนและ AI Tutor จึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของโครงการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด” การฝึกฝนอย่างหนักตลอดการอบรมในโครงการนี้จะเป็นทักษะสำคัญให้อาจารย์ต่อยอดไปใช้กับเครื่องมือ Generative AI อื่น ๆ ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม ABDUL Uni เท่านั้น ชัชวาล อธิบายต่อว่า ระบบยังมีแดชบอร์ดสำหรับแสดงข้อมูลการใช้งานในห้องเรียนในรูปแบบสถิติภาพรวม เช่น จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนรู้ภายในห้องเรียน จำนวนการใช้งาน AI Tutor ด้านต่าง ๆ รวมถึงยังเปิดให้อาจารย์เข้าถึงข้อมูลบทสนทนาระหว่างนักศึกษากับ AI Tutor เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และนำไปปรับกิจกรรมหรือรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไปได้ เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการ จากการดำเนินโครงการ AI for University ใน 5 ภูมิภาค อาจารย์ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนตรงกันว่า AI คือ เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั่วโลก อาจารย์ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้โดยนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ และการพัฒนากำลังคน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกปัญหาที่อาจารย์กำลังเผชิญได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญอย่างทันท่วงทีด้วย ดร.อานันท์ สีห์พิทักษ์เกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนภาพการเข้ามาของ Generative AI ว่า กำลังเปลี่ยนบริบทการเรียนการสอนทั่วโลกอย่างชัดเจน อาจารย์จำเป็นต้องปรับแนวทางการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้ AI เป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะหากยังคงใช้รูปแบบการสอนเดิม อาจทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน “การจะขับเคลื่อนการใช้ AI จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบร่วมกันแบบ 3P ได้แก่ ‘Platform’ แพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการใช้งาน ‘People’ บุคลากรที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพให้นำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้จริง และ ‘Policy’ นโยบายที่มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม โครงการ AI for University และแพลตฟอร์ม ABDUL Uni คือ สิ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในทุกมิติ ทั้งการสนับสนุนเครื่องมือ การพัฒนาทักษะของอาจารย์ และอีกหนึ่งปัจจัยคือการสนับสนุนด้านนโยบายซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน” ผศ.กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย หัวหน้าสาขาวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล เสริมว่า AI เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยเฉพาะการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตามนักศึกษาต้องตระหนักว่าบทบาทของ AI คือ เครื่องมือสนับสนุนไม่ใช่แหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ทั้งหมด ดังนั้นในมุมของผู้สอนจึงมองว่า ABDUL Uni คือหนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามาตอบโจทย์เรื่องการออกแบบการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ ต่อยอด ตรวจสอบ วิพากษ์ และการสรุปผล ซึ่งจำเป็นต่อทั้งการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต ปัจจุบันคณะทำงานโครงการ AI for University ยังคงเดินหน้าขยายการดำเนินงานทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากรทางการศึกษา การขยายความสามารถในการรองรับจำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์ม รวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีและหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะเดินต่อไปอย่างยั่งยืนไม่ได้หากขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญสุดของโครงการคือ การเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตไปเป็นผู้กำหนดทิศทางขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สำหรับอาจารย์ที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ติดต่อได้ที่ abdul-uni@nectec.or.th หรือติดตามการเปิดรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก AI Thailand Community เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“Turrica” ผลิตภัณฑ์สมานแผลสุนัขจากสมุนไพรไทย
สรุปใจความสำคัญ Turrica ผลิตภัณฑ์สมานแผลสำหรับสุนัขจากสมุนไพรไทยบัวบกและขมิ้นชัน พัฒนาโดย นาโนเทค สวทช. ด้วยเทคโนโลยี นาโนอิมัลชัน (Nano-emulsion) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ ช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการสมานแผล สารสำคัญจากบัวบก (Asiaticoside, Madecassoside) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ขณะที่ขมิ้นชัน (Curcumin) มีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เหมาะสำหรับการดูแลบาดแผลและปัญหาผิวหนังในสุนัข ผลการทดสอบระดับเซลล์พบว่า Turrica มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาการอักเสบ ช่วยสมานแผล และไม่ก่อความเป็นพิษต่อเซลล์ สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลแผลสัตว์เลี้ยงจากสมุนไพรไทย ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานและการผลิตเชิงพาณิชย์ หนึ่งในอาการทางคลินิกที่พบในสุนัขได้บ่อยครั้ง และเจ้าของสังเกตเห็นได้ง่ายคือบาดแผล เช่น แผลถลอก ผิวหนังอักเสบ เจ้าของส่วนใหญ่มักมีผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลบาดแผลเบื้องต้นติดบ้านไว้เสมอ โดยในปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมานแผลจากสมุนไพรก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เจ้าของหันมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะช่วยลดการสัมผัสสารเคมี และเป็นการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างอ่อนโยนกว่ายาที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “Turrica (เทอริกา)” ผลิตภัณฑ์สมานแผลสำหรับสุนัขจากสมุนไพรไทย 2 ชนิด คือ บัวบกและขมิ้นชัน มีจุดเด่นคือ นำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล [caption id="attachment_85668" align="aligncenter" width="450"] สพ.ญ. ดร.ปรารถนา ตัญญะปัญญาชน และดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นาโนเทค สวทช.[/caption] สพ.ญ. ดร.ปรารถนา ตัญญะปัญญาชน นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์ และสัตวแพทย์ จากนาโนเทค สวทช. อธิบายว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Turrica (เทอริคา) มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของ ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นักวิจัยอาวุโสผู้ริเริ่มโครงการได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบัวบกและ ขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่มีสมบัติเด่นในการช่วยบรรเทาการอักเสบและช่วยเรื่องการสมานแผล ทีมวิจัยจึงได้นำสมุนไพรทั้งสองชนิดมาพัฒนาและยกระดับด้วยเทคโนโลยีนาโนอิมัลชัน (nano-emulsion) เพื่อเพิ่มการซึมผ่านของตัวยาเข้าสู่เซลล์ ทำให้สารสำคัญจากบัวบกและขมิ้นชันออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น [caption id="attachment_85666" align="aligncenter" width="450"] บัวบกและขมิ้นชัน[/caption] “บัวบกมีสารสำคัญที่โดดเด่น ได้แก่ เอเชียติโคไซด์ (asiaticoside) และมาเดแคสโซไซด์ (madecassoside) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ส่วนขมิ้นชันมีสารสำคัญที่โดดเด่น ได้แก่ เคอร์คิวมิน (curcumin) มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมให้แผลหายเร็วขึ้นเช่นกัน ทีมวิจัยจึงได้ประยุกต์เอาเทคโนโลยีนาโนอิมัลชันมาเพิ่มประสิทธิภาพของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ Turrica ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และเร่งการสมานแผล โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบสเปรย์เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์ Turrica ผ่านการทดสอบฤทธิ์ในระดับเซลล์เรียบร้อยแล้ว ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาการอักเสบ และช่วยสมานแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์แมคโครฟาจ (macrophage) และเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยในการทดสอบทีมได้เลือกใช้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่เป็นเซลล์ของสุนัขเพื่อให้ผลที่ได้มีความใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุดด้วย” ผลิตภัณฑ์ Turrica ที่ทีมวิจัยพัฒนาสามารถผลิตด้วยเครื่องจักรมาตรฐานที่มีใช้งานทั่วไปภายในประเทศไทย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงสามารถเข้าถึงการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้สะดวก ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว และวางแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น ๆ ต่อไป สพ.ญ. ดร.ปรารถนา อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น เจลทาแผล และแผ่นฟิล์มแปะแผล ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้งานให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและลักษณะการดูแลของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับสัตวแพทย์และเจ้าของสุนัข สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ Turrica ในรูปแบบสเปรย์ หรือร่วมทำวิจัยต่อเนื่องทั้งการทดสอบเชิงคลินิกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น ๆ สามารถติดต่อทีมวิจัยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ “ทีมวิจัยยังคงมองหาการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อการทำวิจัยต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดสุขภาพและการแพทย์ของสัตว์เลี้ยงซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไป” สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริการโครงสร้างพื้นฐาน (BDIS) นาโนเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น