จาก “อาหารส่วนเกิน” สู่ “คาร์บอนเครดิต” สวทช. พัฒนา T-VER สร้างแรงจูงใจบริจาคอาหาร

สรุปใจความสำคัญ
- สวทช. ร่วมกับพันธมิตร นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอาหารส่วนเกินให้แก่ SOS เพื่อให้ดำเนินงานส่งต่ออาหารบริจาคให้แก่ผู้ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น และเป็นการเสริมความพร้อมในการขยายพื้นที่ดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศต่อไป
- ที่ผ่านมา สวทช. และพันธมิตรได้ให้การสนับสนุน SOS ใน 2 ส่วนหลัก คือ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค เพื่อให้ผู้รับบริจาคได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้กำหนด และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- ล่าสุด สวทช. ร่วมพันธมิตรพัฒนา T-VER-S-METH-09-09 ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค เพื่อให้หน่วยงานผู้บริจาคอาหารในประเทศไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์จากการลดการปล่อยคาร์บอน โดยปัจจุบันกำลังดำเนินงานร่วมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อเตรียมขยายผลการใช้งานระเบียบวิธีนี้ในระดับภูมิภาคเอเชียต่อไป
1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นไม่ได้รับการบริโภคและกลายไปเป็นขยะ ขณะที่ขยะอาหารบางส่วนเหล่านั้นเป็นเพียงอาหารส่วนเกิน (food surplus) ที่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย และประชากรโลกกว่า 258 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารระดับรุนแรง จากสถานการณ์ดังกล่าวหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจึงได้จัดตั้งธนาคารอาหาร (food bank) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอาหารส่วนเกินและส่งต่อไปยังผู้ที่มีความต้องการอาหารเหล่านั้น

ตั้งแต่ปี 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ร่วมกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance หรือ SOS นำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสามารถขยายขอบเขตพื้นที่การดำเนินงานไปยังทั่วประเทศได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอาหารมากถึง 10 ล้านตันต่อปี ขณะที่เกือบร้อยละ 40 ของขยะอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย ตามการรายงานของกรมควบคุมมลพิษ
ล่าสุดในปีนี้ สวทช. ได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาอีกหนึ่งกลไกสนับสนุนการบริจาคอาหารส่วนเกิน คือ ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค “T-VER-S-METH-09-09” ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เพื่อให้ผู้บริจาคอาหารได้ใช้สิทธิประโยชน์จากการลดการปล่อยคาร์บอน
สนับสนุนการดำเนินงานด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานธนาคารอาหารด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในลักษณะสหสาขาวิชา

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. และหัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank เล่าว่า ที่ผ่านมา สวทช. และพันธมิตรได้ให้การสนับสนุน SOS ใน 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค เพื่อให้ผู้รับบริจาคได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้กำหนด ส่วนที่สอง คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับแบบอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมทั้งประเภทของอาหาร ปริมาณ และระยะทางในการขนส่ง ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี
“ส่วนที่สามหรือส่วนล่าสุด คือ การจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารบริจาคซึ่งนำไปสู่การพัฒนา T-VER-S-METH-09-09 ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งกลไกสนับสนุนการบริจาคอาหารส่วนเกินและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

จากระยะเริ่มต้นที่ สวทช. เข้าไปสนับสนุนการดำเนินงาน มูลนิธิ SOS มีพื้นที่ปฏิบัติงานอยู่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ แต่ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานแล้วเป็น 10 จังหวัด ใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดยมูลนิธิ SOS และหน่วยงานพันธมิตรยังมีเป้าหมายที่จะขยายการกอบกู้อาหารส่วนเกินให้ได้ถึง 30 จังหวัด และเพิ่มปริมาณการกอบกู้อาหารส่วนเกินจาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปีภายในปี 2571

จาก “อาหารส่วนเกิน” สู่ “คาร์บอนเครดิต”
จากปริมาณขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.53 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งการนำอาหารส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อบริจาคและบริโภคจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดทั้งขยะอาหารและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบขยะได้

จันทิมา สำเนียงงาม ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน อธิบายว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการนำอาหารส่วนเกินไปบริจาคเพื่อการบริโภค และได้ขึ้นทะเบียนระเบียบวิธีดังกล่าวกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทยหรือ T-VER ภายใต้ชื่อ T-VER-S-METH-09-09
“T-VER-S-METH-09-09 คือ การคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการไม่ฝังกลบอาหารส่วนเกิน ลบด้วยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมส่งต่ออาหาร ได้เป็นคาร์บอนเครดิตสุทธิ โดยหัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ การคำนวณที่เป็นระบบและตรวจสอบย้อนกลับได้”

ข้อมูลที่ใช้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมส่งต่ออาหาร ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การแช่เย็น การแปรรูป การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการฝังกลบอาหารที่ส่งต่อไม่สำเร็จ โดยอาศัยการคำนวณทั้งปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้แล้วทิ้ง และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบอาหารที่ส่งต่อไม่สำเร็จ
จันทิมา อธิบายต่อว่า ในปีงบประมาณ 2570 สวทช. มีแผนจะดำเนินการโครงการนำร่องร่วมกับ SOS และผู้บริจาคอาหารภายใต้โครงการธนาคารอาหารเพื่อจัดเก็บข้อมูลสำหรับคำนวณคาร์บอนเครดิต และนำข้อมูลดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยหลังจากโครงการนำร่องสำเร็จลุล่วง จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่สาธารณชนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำระเบียบวิธีดังกล่าวไปใช้ในวงกว้าง
“นอกจากการพัฒนา T-VER เพื่อการใช้งานในประเทศไทย ทีมวิจัยกำลังขยายขอบเขตการดำเนินงานสู่ระดับภูมิภาค โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สวทช. ยังได้ร่วมกับ Asia Carbon Institute (ACI) ลงนามในข้อตกลงร่วมดำเนินการแลกเปลี่ยน ทบทวน และสำรวจแนวทางการปรับประสานระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ โดยความร่วมมือนี้เป็น ก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกระดับและประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะใช้งานจริงได้ในปี 2570
“ระเบียบวิธีดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการจัดการอาหารส่วนเกินเข้ากับตลาดคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียนำแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ไปใช้สนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารส่วนเกินมากยิ่งขึ้นต่อไป”

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการบริจาคอาหารส่วนเกินและการคำนวณคาร์บอนเครดิต ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/foodbank และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอีเมล foodbank@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.








