หน้าแรก สวทช.-EECi ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูง ระบบการผลิตบัวบกแบบ Medical Grade Production System (MGPS) พร้อมต้นแบบการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าจากการปลูกสู่การสร้างอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง

สวทช.-EECi ยกระดับสมุนไพรคุณภาพสูง ระบบการผลิตบัวบกแบบ Medical Grade Production System (MGPS) พร้อมต้นแบบการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าจากการปลูกสู่การสร้างอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง

1 ก.ย. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
(วันที่ 26 สิงหาคม 2569) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค -สวทช.) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ผนึกกำลังจัดกิจกรรมการถ่ายทอดและสาธิตเทคโนโลยี การปลูกสมุนไพรคุณภาพสูง: บัวบก สำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการเกษตร ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อตอกย้ำบทบาทการร่วมขับเคลื่อน “สมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติคุณ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ บรรยายถ่ายทอดความรู้ และเสวนาให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมกันนี้มีเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง และ บริษัทหน่ำเซียน ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาต้นแบบห่วงโซ่คุณค่า สมุนไพรบัวบก

ดร.วุฒิ ด่านกิตติคุณ กล่าวเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกบัวบกคุณภาพสูง ที่ EECi

บรรยากาศการเสวนาถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกบัวบกพันธุ์รับรองไบโอบก ณ อาคาร EECi จ.ระยอง ต้นกล้าบัวบกสายพันธุ์ไบโอบก BB-296 คุณภาพสูงในถาดเพาะสำหรับระบบโรงเรือนอัจฉริยะ ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. นำชมและบรรยายเทคโนโลยีการเพาะปลูกบัวบก

ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ไบโอเทค – สวทช. ได้พัฒนา บัวบก สายพันธุ์ ไบโอบก-143 และ ไบโอบก-296 เป็นบัวบกสายพันธุ์ดี ที่ได้รับการคัดเลือก สามารถให้ผลผลิต ผลผลิตบัวบกไม่น้อยกว่า  3.5 กก.นน.สด ต่อ ตรม.พื้นที่ปลูก และปริมาณสารสำคัญ (Centelloside content) ในปริมาณ 75-85 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งพืช หรือสูงขึ้น 1.5 เท่า ในสภาพไฮโดรโปรนิกส์ ในโรงเรือน เทียบกับสายพันธุ์อ้างอิงที่มี Centelloside content ในปริมาณ 45-50 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งพืช ในสภาพปลูกแบบดั้งเดิม

ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ ถ่ายภาพคู่กับระบบรางปลูกบัวบกไฮโดรพอนิกส์ แปลงปลูกบัวบกแบบไฮโดรพอนิกส์แนวตั้งมาตรฐาน GAP พืชสมุนไพรเพื่อการแพทย์

ดร.กนกวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกในสภาพไฮโดรพอนิกส์จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านปัจจัยสำคัญในสภาพแวดล้อมของการปลูกเลี้ยงบัวบกที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและปริมาณสารสำคัญ ซึ่งทีมวิจัยได้มีการศึกษาในเบื้องต้นเป็นผลงานอนุสิทธิบัตรเกี่ยวกับการให้คุณภาพแสงจำเพาะ ในช่วงการปลูกเลี้ยงบัวบกเพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญ  โดย ระบบการผลิตบัวบกภายใต้สภาพโรงเรือนอัจฉริยะด้วยระบบปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์แนวตั้ง สวทช. ได้รับการรับรองให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร หรือ GAP (Good Agricultural Practice: รหัสรับรอง กษ 03-3502-21-361-000001) มีการควบคุมคุณภาพของผลผลิตบัวบก ลดปัญหาด้านการปนเปื้อนสารเคมี เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันในตลาดโลกได้ นำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตบัวบกเกรดการแพทย์ (Medical Grade Production System: MGPS) ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนงาน Pre-Battle AgriNEXT: การผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ ในฐานะต้นแบบการผลิตพืชยุคใหม่ที่เน้นความแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และพร้อมให้บริการ/คำปรึกษาถ่ายทอดเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับและขยายขนาดการผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรมด้านสมุนไพรได้อย่างยั่งยืน

สำหรับพื้นที่โดยรอบเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ได้ดำเนินงานขยายผลเป็นแหล่งผลิตและกระจายพันธุ์บัวบกคุณภาพสูง สายพันธุ์ “ไบโอบก-143” และ “ไบโอบก-296” พร้อมให้คำแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมี คุณเบญญาภา ณ รังษี เกษตรกรต้นแบบจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงทั้งด้านการปลูก การแปรรูป การตอบรับของตลาด และแนวทางการยกระดับธุรกิจเกษตรสู่ระดับอุตสาหกรรม

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอารมณ์ดีไร้สารเคมีระยอง นำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปจากบัวบกคุณภาพสู คุณเบญญาภา ณ รังษี เกษตรกรต้นแบบ ร่วมเสวนาการยกระดับธุรกิจสมุนไพรบัวบกสู่ระดับอุตสาหกร

คุณเบญญาภา ได้เปิดเผยถึงแนวทางการเติบโตว่า “อุตสาหกรรมขั้นต้นที่มีศักยภาพและเกษตรกรสามารถเริ่มต้นได้ทันที คือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเบื้องต้น เพื่อสร้างฐานผู้บริโภคและสร้างรายได้ในระยะแรก และเมื่อมีตลาดรองรับที่มั่นคงแล้ว จึงค่อยขยายผลต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเวชสำอางตามมาตรฐานสากลในลำดับถัดไป”

ในด้านขยายผลการผลิตบัวบกคุณภาพสูงสู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด รองผู้จัดการแผนกวิจัยและพัฒนา บริษัท หน่ำเซียน ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากบัวบกตามมาตรฐาน Medical Grade Production System (MGPS) พร้อมให้แนวทางด้านข้อกำหนด (Specification) สำคัญสำหรับเกษตรกรที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับอุตสาหกรรม โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือการมีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ หากกลุ่มเกษตรกรสามารถยกระดับแปลงปลูกจนได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GAP) ก็จะเป็นสะพานเชื่อมต่อเข้าสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเรียบร้อยและมั่นคง

ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด ผู้แทนบริษัทหน่ำเซียนฯ บรรยายมาตรฐานข้อกำหนดการรับซื้อบัวบกเข้าสู่ คณะนักวิจัย สวทช. วิทยากร และเกษตรกรเครือข่าย EEC ร่วมถ่ายภาพที่ระลึก ณ ลานสัญลักษณ์ EECi

นอกจากนี้ ดร.ธงชัย ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพการเติบโตของสมุนไพรไทยว่า “บัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม และยา ซึ่งยังมีอุปสงค์ในตลาดอยู่อีกมาก หัวใจสำคัญคือการควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพตามที่อุตสาหกรรมต้องการ ซึ่งหากสามารถรักษาคุณภาพของสารสำคัญและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าบัวบกไทยจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในตลาดระดับสากลได้อย่างแน่นอน”

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากหน่วยงานส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง อาทิ วิสาหกิจชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพลู และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมิตรสัมพันธ์

 

 

แชร์หน้านี้: