หน้าแรก กมธ.อว. เยี่ยมชม สวทช. ชูวิทยาศาสตร์ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมเสนอแนวทางต่อยอดงานวิจัยสู่ปากท้องและเศรษฐกิจไทย

กมธ.อว. เยี่ยมชม สวทช. ชูวิทยาศาสตร์ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมเสนอแนวทางต่อยอดงานวิจัยสู่ปากท้องและเศรษฐกิจไทย

10 ก.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะ กมธ.อว. และผู้บริหาร สวทช. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันบริเวณหน้าอาคาร สวทช.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ นายวรวงศ์ วรปัญญา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่สาม นายสัญญา นิลสุพรรณ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานและผู้ชำนาญการ เข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของ สวทช. พร้อมหารือแนวทางผลักดันงานวิจัยให้สามารถนำไปแก้ปัญหาปากท้องและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพ: นางฐิติมา ฉายแสง และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ นั่งประชุมร่วมกัน ณ ห้องประชุม สวทช.

ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค ดร.นุวงศ์ ชลคุป รองผู้อำนวยการเอ็นเทค ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการนาโนเทค และดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติของ สวทช. ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานและผลงานวิจัยสำคัญ

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กำลังให้ข้อมูลแก่คณะ กมธ.อว.

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดกว่า 35 ปี สวทช. มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์วิจัยหลักของประเทศ ปัจจุบันมีนักวิจัยและบุคลากรกว่า 3,000 คน พร้อมห้องปฏิบัติการ 165 ห้อง ที่พร้อมนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สวทช. มุ่งสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างผลกระทบต่อประเทศอย่างชัดเจน โดยรับโจทย์ตรงจากภาคอุตสาหกรรมและประชาชน ผ่านกลยุทธ์การมุ่งเป้าเทคโนโลยี แบ่งกลุ่มงานวิจัยเป็น Battle ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมส่งมอบสู่การใช้งานจริง และ Pre-Battle หรือเทคโนโลยีที่เตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตั้งแต่ระดับเศรษฐกิจฐานรากไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ดร.จุฬารัตน์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ซึ่งต่อยอดมาจากครั้งที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำผู้บริหาร 6 กระทรวงหลักเข้าเยี่ยมชม สวทช. เพื่อนำนวัตกรรมไปตอบสนองความต้องการของแต่ละหน่วยงานเพื่อบริการประชาชน โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นำแพลตฟอร์ม KidDiary และระบบ Thai School Lunch ไปดูแลสุขภาพและโภชนาการอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน การร่วมกับกระทรวงแรงงานพัฒนาหลักสูตรยกระดับทักษะ (Up-skill) ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว การร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดึงผลงานวิจัยทางการแพทย์เข้าสู่สิทธิประโยชน์การรักษา การจับมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมพันธุ์ข้าวสุวรรณภูมิที่ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหอมมะลิถึง 1.5 เท่า รวมถึงร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำแพลตฟอร์มนิรันดร์ไปดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างครบวงจร

ความสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาตอบโจทย์ประเทศ เห็นได้ชัดจากการนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนในสเกลระดับประเทศ ยกตัวอย่าง Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการร้องเรียนของประชาชน โดยระบบจะคัดกรองและส่งเรื่องตรงถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบให้แก้ไขได้ทันที ซึ่งกรุงเทพมหานครนำไปใช้แก้ปัญหาแล้วถึง 1.3 ล้านเรื่อง และขยายผลครอบคลุม 37 จังหวัด หรือ การแก้ปัญหาความสูญเปล่าทางอาหารผ่านโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมอาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยจากห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือร้านอาหาร มาคัดแยกและแจกจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน และเด็กด้อยโอกาส

ภาพ: บรรยากาศมุมกว้างของการประชุมระหว่าง กมธ.อว. และ สวทช.

ในมิติของการบริหารจัดการข้อมูลระดับประเทศ สวทช. พัฒนา TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์เชิงลึกว่ากลุ่มเปราะบางกำลังเผชิญปัญหาในมิติใดและอาศัยอยู่ที่จุดใดของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ควบคู่ไปกับการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีด้วย Pathumma LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติไทย ออกแบบมาเพื่อให้เข้าใจภาษา ข้อมูล วัฒนธรรม และบริบทของประเทศไทย ทั้งยังรองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ เสียง และภาพ นอกจากนี้ สวทช. ยังมีนวัตกรรมด้านสุขภาพ เช่น ชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไต ที่ช่วยให้ประชาชนรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และมีโอกาสเข้าสู่การดูแลรักษาได้เร็วขึ้น นางฐิติมา ฉายแสง ประธาน กมธ.อว. กำลังกล่าวในที่ประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร สวทช.

ด้านนางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงจำนวนงานวิจัยบนหน้ากระดาษ แต่คืองานวิจัยที่สามารถลงไปช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมได้จริง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ยกตัวอย่างปัญหาปากท้องใกล้ตัวว่า เมื่อชุมชนมีผลผลิตทางการเกษตรออกมาล้นตลาด คือโจทย์ท้าทายว่านักวิทยาศาสตร์จะนำองค์ความรู้ไปช่วยชาวบ้านแปรรูปและสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มรายได้ได้อย่างไร พร้อมย้ำว่าระบบวิทยาศาสตร์ต้องสามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการฯ และคณะยังได้สะท้อนโจทย์จริงจากพื้นที่ ปัญหาจริงจากประชาชน เพื่อให้ สวทช. ในฐานะคลังสมองของชาติ นำไปขับเคลื่อนและขยายผล โดยที่ประชุมได้ชื่นชมศักยภาพของ สวทช. ในการพัฒนางานวิจัยขั้นสูง พร้อมเสนอแนะให้ สวทช. เร่งผลักดันนวัตกรรมลงสู่ระดับภูมิภาคให้มากขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมชุมชน ภาคการเกษตรและประมง สุขภาพ อาหารปลอดภัย ตลอดจนการใช้ AI เพื่อการศึกษาและบริการสาธารณะ

คณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างเทคโนโลยีใหม่ คือการผลักดันให้ผลงานวิจัยถูกสื่อสาร เข้าถึง และนำไปใช้แก้ปัญหาของประชาชนในวงกว้างได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) สู่ภาคเอกชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลงานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่ต้นแบบ แต่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ สวทช. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็งและไร้รอยต่อ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน และฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถเดินทางจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในระดับนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนในพื้นที่

บรรยากาศมุมกว้างของการประชุมระหว่างคณะกรรมาธิการ อว. และผู้บริหาร สวทช.คณะกรรมาธิการ อว. นั่งร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องประชุม สวทช.

ในช่วงท้ายของกิจกรรม คณะกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) เทคโนโลยีพลังงานเพื่อความยั่งยืน แพลตฟอร์มนวัตกรรมเพื่อยกระดับสารสกัดสมุนไพรไทยมูลค่าสูงสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอางระดับโลก (PhytoEX) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center-ThaiSC) และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)

อย่างไรก็ดี ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการศึกษาดูงานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสนับสนุนให้การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่ สวทช. ยืนยันความพร้อมที่จะสานต่อทุกโจทย์ความท้าทาย เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของคนไทยอย่างยั่งยืน

แชร์หน้านี้: