อว.-สวทช. โดยโครงการ TAIST–Science Tokyo เปิดเวทีพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยงานวิจัยสหวิทยาการ ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569
(23 มิถุนายน 2569) : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับพันธมิตร จัดกิจกรรมสำคัญของโครงการ TAIST–Science Tokyo ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (NRCT Thailand Research Expo 2026) ภายใต้หัวข้อหลัก “Advancing High-Quality Human Capital : Driving Sustainability through Interdisciplinary Research” เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแนวทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง ส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ ตลอดจนเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาควิจัย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ในพิธีเปิดกิจกรรม ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สวทช. กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการบูรณาการองค์ความรู้แบบสหวิทยาการเพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรม สามารถตอบโจทย์การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ TAIST–Science Tokyo เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว (Institute of Science Tokyo) และมหาวิทยาลัยพันธมิตรของไทย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมุ่งพัฒนานักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาให้มีศักยภาพด้านการวิจัยขั้นสูง มีกรอบคิดเชิงระบบ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านพื้นที่จัดงานภายในมหกรรม Thailand Research Expo 2026 และทุนการศึกษาแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ของประเทศ พร้อมขอบคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์และงานวิจัยสหวิทยาการ” โดย ดร. พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ZTRUS และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สะท้อนมุมมองต่อการยกระดับระบบวิจัยไทยให้ก้าวจากการผลิตองค์ความรู้ในเชิงวิชาการสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเน้นว่านักวิจัยยุคใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นผลลัพธ์และตลาดเป้าหมายตั้งแต่ต้น ใช้แนวคิดการวางแผนแบบ Backward Planning เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการค้นหา Pain Point ของผู้ใช้จริง การสร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และการพัฒนาวัฒนธรรม “Fail Fast” ที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของ AI ในการสกัดและต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและผลักดันเทคโนโลยีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ตลอดจนตอกย้ำว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในอนาคตจำเป็นต้องมุ่งสร้างคนที่มีความคิดข้ามศาสตร์ กล้าเสี่ยง กล้าทดลอง และเข้าใจบริบทการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “จากงานวิจัยสู่การสร้างผลกระทบ: เส้นทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเพื่อความยั่งยืน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ. ดร.ปวีนา ประไพนัยนา ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร SERE โครงการ TAIST–Science Tokyo, ผศ. ดร.นักสิทธ์ นุ่มวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาและกรรมการบริหารหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ รวมถึงหลักสูตร Automotive Design and Manufacturing และ ดร.วรวัฒน์ พละศิลป ศิษย์เก่าทุน TAIST–Science Tokyo ดำเนินรายการโดย ผศ. ดร.อัจฉรา พิเชฐจำเริญ ผู้อำนวยการร่วมหลักสูตร Biomed and AI โครงการ TAIST–Science Tokyo โดยได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์จริงตั้งแต่กระบวนการบ่มเพาะความรู้ในสถาบันการศึกษาไปจนถึงการนำงานวิจัยไปต่อยอดสร้างผลกระทบเชิงรูปธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาทักษะของกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานในอนาคต
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นในรูปแบบ World Café เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างใกล้ชิดจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และศิษย์เก่า ตลอดจนผู้เข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งการอภิปรายออกเป็น 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Industry Perspective ในหัวข้อการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการสะท้อนทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะของบุคลากรที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการในอนาคต รวมถึงการปรับตัวของระบบการผลิตกำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ด้าน Faculty Perspective ในหัวข้อบทบาทของสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนการเรียนรู้และนวัตกรรมแบบสหวิทยาการ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และระบบการเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อสร้างนักวิจัยและบัณฑิตที่มีศักยภาพสูง สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่มีความซับซ้อนในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ Alumni Perspective ในหัวข้อการถ่ายทอดประสบการณ์จากศิษย์เก่าสู่รุ่นน้องในการเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต เป็นการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการศึกษาและการทำงานวิจัย ไปจนถึงการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักศึกษาปัจจุบันในการพัฒนาทักษะ การวางแผนอนาคต และการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม World Café ดังกล่าว ช่วยสะท้อนมุมมองเชิงลึกจากทุกภาคส่วน และเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาการศึกษา และประสบการณ์จริงจากศิษย์เก่า เพื่อนำไปสู่การยกระดับการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
โดยภาพรวมของการจัดกิจกรรมโครงการ TAIST–Science Tokyo ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาควิจัย เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการงานวิจัยสหวิทยาการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
![]() |
![]() |
























