หน้าแรก “PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ทางเลือกใหม่เพื่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

“PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ทางเลือกใหม่เพื่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

23 มิ.ย. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น

PALMGREASE จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ผลงานวิจัยโดยเอ็นเทค สวทช. และพันธมิตร ที่ใช้ปาล์มน้ำมันไทยเป็นวัตถุดิบหลักมากกว่า 80% ผลิตภัณฑ์รองรับงานหล่อลื่นในหลายหลายภาคอุตสาหกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

สรุปใจความสำคัญ

  • เอ็นเทค สวทช. ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “PALMGREASE” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • PALMGREASE ใช้ปาล์มน้ำมันไทยเป็นวัตถุดิบหลัก 80–90%
  • PALMGREASE ย่อยสลายทางชีวภาพได้มากกว่า 95% ภายใน 28 วัน จึงลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศหากเกิดการรั่วไหลได้เป็นอย่างดี ทำให้นอกจากการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังเหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร และพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ
  • การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ PALMGREASE มีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มมูลค่าและเพิ่มปริมาณการใช้งานปาล์มน้ำมันไทย สนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ และลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม

จาระบีเป็นสารหล่อลื่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การเกษตร และระบบสาธารณูปโภค ทำหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดทานและการสึกหรอของชิ้นส่วน โดยปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้จาระบีประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี แต่จาระบีส่วนใหญ่ยังผลิตจากน้ำมันแร่ที่ได้จากปิโตรเลียมซึ่งย่อยสลายยาก เมื่อเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนสู่ดินหรือแหล่งน้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การใช้งานจาระบีหล่อลื่นกับลูกปืนเครื่องจักร เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานและการสึกหรอของชิ้นส่วน พร้อมยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรม

เพื่อตอบสนองความต้องการสารหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนา “PALMGREASE (ปาล์มกรีส)” จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมสารหล่อลื่นทางเลือกที่ผสานทั้งสมรรถนะการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันของประเทศสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย

การพัฒนางานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับบริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากปาล์มน้ำมันไทยสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ

สวนปาล์มน้ำมันแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา PALMGREASE จาระบีชีวภาพมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทย

ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการพัฒนา PALMGREASE คือ การยกระดับปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมิคอลมูลค่าสูง โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาจาระบีชีวภาพที่มีสมรรถนะรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ของสารหล่อลื่นที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

“ผลิตภัณฑ์ PALMGREASE ได้รับการพัฒนาให้เป็นจาระบีชนิดลิเทียม (lithium grease) หรือจาระบีประเภท 3 ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมซึ่งเป็นจาระบีเอนกประสงค์ที่นิยมใช้ในงานหล่อลื่นทั่วไป โดยใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80–90 ขององค์ประกอบทั้งหมด พร้อมทั้งออกแบบกระบวนการผลิตแบบถังปฏิกรณ์เดียว เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิตและรองรับการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้คณะวิจัยยังได้ปรับปรุงความคงตัวต่อการเกิดออกซิเดชันซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของจาระบีจากน้ำมันพืช ด้วยการพัฒนาระบบสารต้านออกซิเดชันที่เหมาะสม ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันใกล้เคียงกับจาระบีจากน้ำมันแร่ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จึงรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้”

อินโฟกราฟิกแสดงจุดเด่นของ PALMGREASE จาระบีชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย ที่มีสมรรถนะรองรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ PALMGREASE คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพและสามารถย่อยสลายได้มากกว่าร้อยละ 95 ภายในระยะเวลาทดสอบ 28 วัน

ดร.ปานชีวา อธิบายว่า ความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพในระดับสูงของ PALMGREASE ช่วยลดการสะสมของสารหล่อลื่นเมื่อเกิดการรั่วไหลหรือปนเปื้อนระหว่างการใช้งาน จึงช่วยลดผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศในระยะยาว ผลิตภัณฑ์จึงเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เช่น รางรถไฟ ประตูระบายน้ำ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรที่ต้องควบคุมการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิเศษ ขณะนี้ทีมวิจัยได้ขอความร่วมมือในการทดสอบใช้งานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในลำดับถัดไป

“ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนา PALMGREASE ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น โดยมุ่งเพิ่มความสามารถในการรับแรงกดอัดสูง เพื่อขยายขอบเขตการใช้งานไปยังเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องทำงานภายใต้ภาระหนัก เช่น ระบบลูกปืน เฟือง และชิ้นส่วนที่มีแรงกดและแรงเสียดทานสูง โดยมีเป้าหมายให้ใช้ทดแทนจาระบีจากน้ำมันแร่ในงานอุตสาหกรรมได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยตั้งเป้าพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ก่อนเตรียมทดสอบการใช้งานจริง และเปิดรับถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อไป”

ผลปาล์มน้ำมันวัตถุดิบหลักในการผลิตจาระบีชีวภาพ PALMGREASE เพื่อเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจของไทย และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมิคอลมูลค่าสูง

นอกจากการพัฒนา PALMGREASE ซึ่งเป็นจาระบีลิเทียมสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ทีมวิจัยยังมีแผนพัฒนาจาระบีชีวภาพเกรดอาหารสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอางอีกด้วย

ดร.ปานชีวา อธิบายว่า เครื่องจักรในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง จำเป็นต้องใช้จาระบีเกรดอาหารที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตามจาระบีประเภทนี้มีราคาสูงกว่าจาระบีทั่วไป และปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทีมวิจัยจึงมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยคาดว่าจะได้สูตรต้นแบบที่มีความชัดเจนภายในปี 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน NSF ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง

“ทั้งนี้หากสามารถพัฒนา PALMGREASE ทั้งสองประเภทสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จะเป็นนวัตกรรมทางเลือกที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดโลก ขณะเดียวกันก็ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ปาล์มน้ำมันไทย บรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในประเทศไทย และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ร่วมวิจัยต่อยอด และร่วมทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านทางอีเมล parncheewa.udo@entec.or.th (ดร.ปานชีวา อุดมทรัพย์)

เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกับผลผลิตปาล์ม สะท้อนการเพิ่มมูลค่าให้ปาล์มน้ำมันไทยผ่านการพัฒนานวัตกรรม PALMGREASE และการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ


เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็นเทค สวทช.
ภาพประกอบจาก Shutterstock

แชร์หน้านี้: