หน้าแรก สวทช.-สธ. เปิดเวทีจัดทำแผน AI การแพทย์และสาธารณสุข ยกระดับบริการสุขภาพไทย

สวทช.-สธ. เปิดเวทีจัดทำแผน AI การแพทย์และสาธารณสุข ยกระดับบริการสุขภาพไทย

14 พ.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพหมู่“สวทช.- สธ. ร่วมเปิดเวทีทำแผนปฏิบัติการ AI ทางการแพทย์และสาธารณสุข พลิกโฉมบริการสุขภาพไทยด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569): กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัล เปิดฉากประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมสุขภาพและยกระดับการบริการประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.นนทบุรี

ภาพนายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระยะ 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประธานในพิธีได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระของบุคลากร ลดความแออัดในสถานพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 5,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่การดูแลก่อนป่วยไปจนถึงขั้นตอนการรักษา นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม และนโยบาย MOPH Plus ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงฯ รวมถึงภาคเอกชน อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนคเทค สวทช. และ สพธอ. (ETDA) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพนายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขยุคใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่การเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการยกระดับระบบเฝ้าระวังโรคระบาด จะบรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมี “ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์” (AI Governance) เป็นรากฐานสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการวางโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรับผิดชอบ (Accountability) จริยธรรมที่โปร่งใส (Transparency) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความเท่าเทียม (Fairness) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรม ทั้งนี้ การวางกรอบธรรมาภิบาลไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรม แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้กับมนุษย์มีความปลอดภัยและมีความเท่าเทียมในทุกภาคส่วน

ภาพดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ

ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันให้นวัตกรรมเป็น “ทางรอด” หลักในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองด้านการแพทย์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่ามหาศาล โดยสนับสนุนให้คนไทยผลิตเครื่องมือแพทย์เอง และใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจีโนมิกส์เพื่อการรักษาแบบแม่นยำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” เพื่อรับมือสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันยังขยายผลไปยังภาคเกษตรกรรมแม่นยำเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและสร้างฐานข้อมูลกลางของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่า GDP อย่างยั่งยืน

ภาพผศ. ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

ผศ. ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการแพทย์อัจฉริยะผ่าน แผนปฏิบัติการ 3 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นการวางมาตรฐาน AI Medical Standard และระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (PDPA) พร้อมสร้างระบบนิเวศอย่าง Medical AI Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสถานการณ์จริง ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดภาระงานของบุคลากรอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำสูงอย่างการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตาและระบบ CTnavi สำหรับอ่านผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการใช้ระบบ Sati และ AI-Pharmacist เพื่อบริหารจัดการข้อมูลและจัดยาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังเข้าถึงภาคประชาชนมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์อาการเบื้องต้นและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ที่ใช้ติดตามสุขภาพรายวัน สำหรับทิศทางของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ในอนาคต จะมุ่งเน้นไปที่การนำ Generative AI (GenAI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ปรับแต่งมาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น MedGemma มาใช้ประมวลผลข้อมูลแบบ Multimodal ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษามีความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภาพดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช.

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ภาพรวมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดัชนีความพร้อมด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Government Readiness Ranking) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 35 ของโลก และมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (LANTA) ที่มีประสิทธิภาพติดอันดับโลกเพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายในการนำมาใช้จริง โดยมีองค์กรเพียงร้อยละ 17.8 ที่เริ่มใช้งาน เนื่องจากยังติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังคน นอกจากนี้ รัฐบาลมีการเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ปี พ.ศ. 2565-2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลภาษา Thai LLM” สำหรับงานภาครัฐ ไปจนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในด้านการแพทย์ผ่าน Medical AI Consortium” ซึ่งมีการรวบรวมคลังข้อมูลภาพการแพทย์กว่า 3 ล้านภาพ เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในการวินิจฉัยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง โดยเป้าหมายในปี 2026 คือ การสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร (End-to-End Ecosystem) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการข้อมูล การฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” (Federated Learning) ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานจาก อย. เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมเพื่อใช้งานจริงในโรงพยาบาลและการแข่งขันในระดับสากล”

ภาพบรรยากาศในงาน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดจุดเน้น (Focus Area) ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ จริยธรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล (AI Governance) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมคนสาธารณสุขในยุคดิจิทัล การส่งเสริมเครื่องมือ AI ในการวินิจฉัยและรักษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ นวัตกรรมและการวิจัย เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ โดยฝีมือคนไทย ที่จะนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแนวทางการติดตามประเมินผล ซึ่งจะเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงสาธารณสุขสู่การเป็น Digital Health อย่างเต็มรูปแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) ต่อไป

แชร์หน้านี้: