NAC2026 ชี้จุดตายอุตสาหกรรมไทย และทางรอดผ่านกลไก ‘ทุนนิยมสีเขียว’ เมื่อ GDP ไทยเสี่ยงวูบ 44% ในยุคโลกเดือด
ถอดรหัสทางรอดของประเทศไทยในยุคโลกเดือด เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้ GDP ไทยหายไปถึง 44% ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่บีบรัดด้วยกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) และข้อบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยจะเอาตัวรอดอย่างไร
สรุปสาระสำคัญจากหัวข้อสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ เวทีงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่จะพาไปเจาะลึกการทลายอุปสรรคทางกฎหมายที่ล้าหลัง และการดึงกลไกทุนนิยมสีเขียวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ราคาที่ต้องจ่าย หากไทยละเลยความเสี่ยงระดับโลก
วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050

ความเปราะบางนี้ไม่ได้วัดเพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที แต่ต้องพิจารณาจากขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ดร.พิรุณ ชี้ให้เห็นตัวชี้วัดสำคัญว่า หากพื้นที่หรือธุรกิจใดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติแล้วไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้ภายใน 1 ปี ระบบเศรษฐกิจนั้นจะถูกประเมินว่าขาดความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง ต้นทุนที่แท้จริงคือความสูญเสียสะสมที่ไทยต้องจ่ายไปทุกปีหากยังขาดระบบพยากรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่แม่นยำพอ

ในมุมมองของ คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) เปิดเผยโมเดลความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายอาจพุ่งทะลุไปถึง 44% ของ GDP ไทย การรับมือกับความท้าทายนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเกินกว่างบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ กลยุทธ์สำคัญจึงต้องใช้เงินรัฐเป็นสารเร่ง (Catalytic Provider) ตามแนวทาง 4x Multiplier ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมในสัดส่วน 1 ต่อ 4 เท่า เพื่อปิดช่องว่างทางการเงินและขับเคลื่อนไปสู่เทคโนโลยีที่เหมาะสม
แรงกระเพื่อมจากภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษี

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ระบุว่าปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะข้อจำกัดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นทันที

กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการผลิต ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา “อุตสาหกรรมสกรู” ที่ถูกลูกค้าระงับออร์เดอร์ตั้งแต่เดือนมกราคม สาเหตุมาจากความกังวลเรื่องภาษีคาร์บอน (CBAM) ที่อาจพุ่งถึง 230 ยูโรต่อตันสินค้า อันเป็นผลมาจากการนำเข้าวัตถุดิบต้นทางจากต่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มบังคับใช้มาตรฐาน RE100 ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่า แรงกดดันนี้อาจทำให้เกิดการย้ายคำสั่งซื้อไปยังเวียดนาม การสูญเสียส่วนแบ่งเพียง 30% จะทำให้เม็ดเงินละลายหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยถึง 2.3 ล้านล้านบาท
จัดระเบียบเงินทุนด้วย Thailand Taxonomy และสกัดการฟอกเขียว

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ของ SME ไทย การแก้ปัญหาความสับสนในนิยามธุรกิจสีเขียวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอทางออกผ่าน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน, ขนส่ง, เกษตร, ก่อสร้าง, การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะ โดยการกำหนด “สีเหลือง” สำหรับกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จะช่วยเปิดโอกาสให้ SME ประเมินตนเองและพูดคุยกับธนาคารได้ง่ายขึ้น ภาคการเงินยังได้ปรับบทบาทเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร (Total Solution) นำร่องช่วยกลุ่มโรงแรมที่ภูเก็ตตั้งแต่ให้ความรู้ไปจนถึงการขอใบรับรอง

ทางด้านกลไกตลาดทุน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ชี้ให้เห็นสัญญาณบวกจากยอดการออกตราสารหนี้ ESG ที่แตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท ก.ล.ต. เตรียมออกหลักเกณฑ์ Transition Bond ภายในปีนี้ พร้อมขยับสู่การบังคับรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ตามกรอบเวลาที่ชัดเจน เริ่มต้นจากกลุ่ม SET ปี 2571 ขยายไปสู่ SET100 ปี 2572 และครอบคลุมบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดในปี 2573 จนถึงกลุ่ม MAI ในปี 2574 การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing)
ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและกลไกตลาด
การปรับตัวของภาคธุรกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากยังมีกฎระเบียบที่ล้าหลัง ดร.สุวิทย์ ชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องของกฎหมายปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเกิน 1 เมกะวัตต์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และห้ามตั้งในพื้นที่สีเขียว ในขณะที่กังหันลม 5 เมกะวัตต์กลับดำเนินการได้ทันที การเร่งผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation) จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที

ภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่ คุณพิพิธ เสนอให้ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงจะถูกประเมินลดมูลค่าลง (Discount) ส่วนธุรกิจที่ปรับตัวจะได้ผลตอบแทนจูงใจ (Green Premium) ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ในระบบบัญชี ทำให้ระบบทุนนิยมทำงานด้วยตัวเองในการคัดกรองธุรกิจ
พ.ร.บ. สภาพภูมิอากาศคือกฎหมายเศรษฐกิจ

การสร้างเกราะป้องกันให้ภาคธุรกิจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด ดร.พิรุณ เน้นย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงกฎหมายลดโลกร้อน แต่คือกฎหมายเศรษฐกิจที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้ประเทศไทย ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การวิ่งตามกติกาโลก แต่คือการบูรณาการกฎหมายและระบบนิเวศทางการเงินให้แข็งแกร่งจากภายใน

ติดตามชมบันทึกการสัมมนาย้อนหลังได้ที่ www.nstda.or.th/NAC
หมายเหตุ: เนื้อหาและภาพประกอบบางส่วนได้รับการสนับสนุนโดย AI








