หน้าแรก ปราจีนบุรีลุย ‘ESG Living Lab’ ผนึกกำลังองค์กรวิจัย ปั้นเมือง ‘เกษตรปลอดภัย’ ชูนวัตกรรม สวทช. ปูพรมสมาร์ทฟาร์ม-ชีวภัณฑ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน

ปราจีนบุรีลุย ‘ESG Living Lab’ ผนึกกำลังองค์กรวิจัย ปั้นเมือง ‘เกษตรปลอดภัย’ ชูนวัตกรรม สวทช. ปูพรมสมาร์ทฟาร์ม-ชีวภัณฑ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน

31 มี.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพหมู่ผู้บริหารร่วมลงนามความร่วมมือ ปราจีนบุรีลุย ‘ESG Living Lab’ ผนึกกำลังองค์กรวิจัย ปั้นเมือง ‘เกษตรปลอดภัย’ ชูนวัตกรรม สวทช. ปูพรมสมาร์ทฟาร์ม-ชีวภัณฑ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน

(วันที่ 31 มีนาคม 2569): ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้า อาคาร 6 ชั้น 5 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (ศูนย์การศึกษานครนายก): มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานของศูนย์การเรียนรู้เกษตรปลอดภัย และสุขภาวะ จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อขับเคลื่อน โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับหน่วยงานวิจัยและเทคโนโลยีระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อมุ่งเป้าสู่การเป็นเมืองต้นแบบเกษตรปลอดภัยภายใต้แนวคิด ESG หรือแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนโดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อพิจารณาความเสี่ยงและจริยธรรมของธุรกิจนอกเหนือจากผลกำไร เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

ภาพดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช.

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) พร้อมนำผลงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงเข้าสู่พื้นที่ โดยเน้นไปที่ “นวัตกรรมเกษตรปลอดภัยและคุณภาพสูง” และ “การผลิตและการใช้ชีวภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต โดยจะนำ “โรงเรือนต้นทุนต่ำ” มาใช้กับกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรในปราจีนบุรี ซึ่งช่วยควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมกับการเติบโต ทำให้ได้สารสำคัญ (Active Ingredient) ในสมุนไพรสูงกว่าการปลูกทั่วไปถึง 20-30% และเมื่อใช้ร่วมกับ “สารชีวภัณฑ์” จาก สวทช. จะช่วยทำให้ผลผลิตไร้สารตกค้าง 100% สามารถส่งเข้าโรงงานแปรรูปเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมูลค่าสูงได้ทันที

“การลงนามครั้งนี้เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับเกษตรกรไทยโดยมี “เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือแผนงานปี 2569 เราจะใช้ศูนย์การเรียนรู้ฯ ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ต้นแบบติดตั้ง โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ และพัฒนาหลักสูตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยทำงานแบบ ‘ร่วมคิด ร่วมทำ’ กับ มสด. เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่ายที่สุด นำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด” ดร.สมบุญ กล่าว

ภาพผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า มสด. มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ผ่านแนวคิด ESG Living Lab โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้ฯ เป็นฐานในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่การคัดเลือกทรัพยากรท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โดยมีการคำนวณผลตอบแทนทางสังคม (SROI) เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนได้จริง

ภาพนายวีระพันธ์ ดีอ่อน

นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวถึงยุทธศาสตร์จังหวัดว่า ปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง การร่วมมือครั้งนี้จะเปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เน้นความปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยจังหวัดพร้อมสนับสนุนกลไกเชิงพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมอย่างทั่วถึง เพื่อให้ปราจีนบุรีเป็นครัวที่ปลอดภัยและเป็นเมืองแห่งสุขภาวะอย่างแท้จริง

ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธ ภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมบูธ

นอกจากนี้ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้กล่าวเสริมถึงบทบาทในการสนับสนุนการทดสอบมาตรฐานและการรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้ ขณะที่ น.ส.ปราณปริยา วงค์ษา ผู้อำนวยการสำนักบริการองค์ความรู้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่าจะนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการติดตามสภาพพื้นที่เกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการพยากรณ์ผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

ภาพการลงนามความร่มมือ

แชร์หน้านี้: