ผนึกกำลัง 4 พันธมิตร เปิดเวที “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” หนุนเยาวชนสายวิทย์ สู่ระบบนิเวศวิจัยจริง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยยั่งยืน

22 มกราคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) เปิดงานประชุมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิด “รวมพลังสิบ..บ่มเพาะเยาวชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยคณะผู้บริหารทั้ง 4 หน่วยงานร่วมพิธีเปิดกิจกรรม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมด้วย นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเครือข่ายกว่า 500 คน จากโรงเรียนในโครงการทั่วประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานวิชาการ ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. กล่าวรายงานถึงความสำคัญของโครงการว่า โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา เป็นโครงการความร่วมมือตามกรอบข้อตกลงความร่วมมือของทั้ง 4 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีความสนใจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้วถึง 995 โรงเรียนทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนผ่านกระบวนการหลักสูตรและเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเหล่านี้ก้าวขึ้นเป็นฐานกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดการประชุมวิชาการและมอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการ โดยกล่าวถึงบทบาทในความร่วมมือครั้งนี้ว่า สวทช. พร้อมทำหน้าที่เป็นขุมพลังหลักสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัยให้กับเยาวชนไทย การเปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรต้อนรับเครือข่ายพลังสิบในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมวิชาการ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยได้สัมผัสระบบนิเวศวิจัยจริง เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนความรู้ให้เป็นสมรรถนะที่จับต้องได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าพลังของเยาวชนกลุ่มนี้จะถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายโรงเรียนทั่วประเทศ และขยายผลเป็นกำลังคนคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของไทยได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์สวทช. ที่มุ่งเน้นการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ความหมายของ ‘พลังสิบ’ ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อโครงการ แต่คือ พลังทวีคูณ (Exponential) เราเริ่มจากโรงเรียน 10 แห่ง ขยายเป็น 100 แห่ง และมุ่งหวังให้เด็กเก่งหนึ่งคน ช่วยชวนเพื่อน ๆ อีกสิบคน ให้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะกลายเป็นพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขอฝากให้เยาวชนปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จาก AI เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนอย่างรู้เท่าทัน และสิ่งที่สำคัญ คือ การศึกษาวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงแก่นแท้ของพื้นฐานองค์ความรู้เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้จริง มากกว่าการยึดติดกับเกรดเฉลี่ยหรือการสอบแข่งขัน เพราะความเข้าใจพื้นฐานที่ลึกซึ้ง คือ กุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการทำงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับการขับเคลื่อนคุณภาพวิชาการของโครงการฯ ได้รับการสนับสนุนหลักจากสองหน่วยงานสำคัญ โดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. มีบทบาทหลักในการจัดทำมาตรฐานและหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมถึงการวิจัยพัฒนาเครื่องมือคัดกรองอัจฉริยภาพของผู้เรียน และการสร้าง วิทยากรแกนนำ เพื่อยกระดับครูผู้สอนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน

ด้านโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เข้ามาเสริมทัพการจัดทำมาตรฐานและหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีบทบาทพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายศักยภาพพร้อมทั้งร่วมสร้างวิทยากรแกนนำให้แก่โรงเรียนศูนย์ขยายผล เพื่อให้เป็นต้นแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการสอนที่ทันสมัยสู่โรงเรียนเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค

ภายในงานได้มีการมอบโล่เกียรติคุณเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ 10 โรงเรียนแม่ข่าย ได้แก่ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย, โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ, โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน, โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช, โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม, โรงเรียนระยองวิทยาคม, โรงเรียนเบญจมราชูทิศ (นครศรีธรรมราช) และโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนทำให้โครงการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
![]() |
![]() |
กิจกรรมภายในงานตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2569 เต็มไปด้วยสาระความรู้ที่ออกแบบมาให้เข้ากับเยาวชนและคุณครูโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากเวทีการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมกว่า 80 ผลงาน ครอบคลุมทั้งโครงงานนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ โครงงานพัฒนาเพื่อชุมชน โครงงานการเรียนรู้ตามความสนใจ และโครงงานบูรณาการสหวิชา ควบคู่ไปกับการนำเสนอนวัตกรรมการสอนและงานวิจัยในชั้นเรียนของคุณครูในโครงการกว่า 50 ผลงาน พร้อมกิจกรรมบรรยายพิเศษเรื่องการถอดรหัสโครงงานสะเต็มศึกษาสำหรับครูโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เยาวชนยังได้รับประสบการณ์ตรงจากการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย สวทช. เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ โรงงานผลิตพืช Plant Factory โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปโดยนักวิจัย สวทช. และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรม Physical AI ที่สอนแนวคิดปัญญาประดิษฐ์กับระบบอัตโนมัติ กิจกรรม Sci-Soap Creator การพัฒนานวัตกรรมสบู่สู่ธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปใช้ได้จริง
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนผ่านกิจกรรม Career Talk Series ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของ 10 สายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบรรยายพิเศษหัวข้อ Inspire Science Mindset โดย อาจารย์อำพล ขวัญพัก ผู้สร้างสรรค์รายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ รวมถึงการบรรยายพิเศษในหัวข้อ AI x Humanity: Co-creating a Smarter Future ในรูปแบบออนไลน์ โดย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักเทคโนโลยีชาวไทยจาก MIT Media Lab ที่มาร่วมจุดประกายความคิดเรื่องอนาคตของมนุษย์และ AI
งานประชุมวิชาการครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไร้รอยต่อ ระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัย เพื่อร่วมกันบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา “พลังสิบ” ให้เติบโตเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศต่อไป














