สวทช. จับมือเครือข่ายเปิดการประชุม “คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย” มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชีย (Seed Hub of Asia)

(วันที่ 27 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จัดการประชุม “คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย” ณ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยและยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยสู่ระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้า โดยเผยแพร่ผลงานและเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ล่าสุดที่พัฒนาภายใต้เครือข่ายคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัย ทิศทาง และเป้าหมายที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และกำหนดแนวทางความร่วมมือ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชีย (Seed Hub of Asia) อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อนำงานวิจัยและเทคโนโลยีไปยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากลอีกด้วย

อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยในตลาดโลก
ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย เปิดเผยทิศทางอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยภาพรวมตลาดเมล็ดพันธุ์ไทยในปัจจุบันมีมูลค่า 24,000 ล้านบาท (ส่งออก 55% ใช้ในประเทศ 45%) โดยมีสินค้าหลักคือข้าวโพดและเมล็ดผัก ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้วางเป้าหมายยุทธศาสตร์ 10 ปี (พ.ศ. 2570–2579) เพื่อผลักดันมูลค่าอุตสาหกรรมเติบโตสู่ 50,000 ล้านบาท โดยเน้นการขยายตลาดส่งออกใหม่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา พร้อมเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Asian Seed Congress 2027 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงปลายปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล ท่ามกลางความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศและโรคพืชใหม่ ๆ ในโอกาสนี้ ดร.บุญญานาถ ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การปฏิรูปกฎระเบียบและนโยบาย 2.การยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคน และ 3.การจัดทำระบบรายงานโรคพืช

SeedX: เทคโนโลยีด้านเมล็ดพันธุ์เพื่อยกระด้บการวิจัยพัฒนา อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย
ดร.วิรัลดา ภูตะคาม รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเมืองร้อนชั้นนำของโลก ซึ่งส่งออกกว่า100 ประเทศทั่วโลก โดยไทยติดอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และอันดับ 8 ของโลกในกลุ่มเมล็ดพันธุ์ผัก

ไบโอเทค สวทช. พร้อมให้บริการนวัตกรรมและโซลูชันด้านชีวเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Integrated Biotechnology Solutions) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ โดยครอบคลุมบริการสำคัญ อาทิ การตรวจสอบความบริสุทธิ์และระบุสายพันธุ์, การตรวจวินิจฉัยโรคพืชและการปรับปรุงพันธุ์แม่นยำและชีวควบคุม และการจัดการทรัพยากรพันธุกรรม
นอกจากนี้ สวทช. ยังพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนและ SME ไทย ผ่านโครงการ ITAP ซึ่งให้ทุนสนับสนุนงบประมาณวิจัยและผู้เชี่ยวชาญสูงสุด 50% (ไม่เกิน 400,000 บาทต่อโครงการ) รวมถึงมาตรการสนับสนุนการวิจัยเอกชน (PSR) เช่น การยกเว้นภาษีรายจ่ายเพื่อการวิจัย 200% และการรับรองสิทธิประโยชน์ BOI เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
![]() |
![]() |
ช่วงท้ายกิจกรรมมีการเสวนาหัวข้อ “จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย: ทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็น Seed Hub ที่แข่งขันได้ในตลาดโลก” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากผู้ร่วมงาน เพื่อหาแนวทางร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนผ่าน ยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2550–2554) และ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2555–2559) เพื่อพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ของประเทศ สร้าง Thailand Brand ยกระดับการส่งออก และช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สวทช. และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub)” และนำไปสู่การจัดทำ แผนแม่บทยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ พ.ศ. 2558–2567
![]() |
![]() |
สำหรับ สวทช. ได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากเมล็ดพันธุ์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) และเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิตเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพันธุ์พืชที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเท












