
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนประเทศไทย (Sustainable Development Solutions Network Thailand: SDSN Thailand) โดย ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวที “ประชุมวิชาการสาธารณะเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2569” หรือ SDSN Thailand Public Forum 2026 ภายใต้แนวคิด Thailand Beyond 2030: Transforming Pathways to Sustainable Development” ณ ห้องประชุม Auditorium อาคารเรียนและปฏิบัติการรวม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติร่วมปาฐกถาเปิดงาน (Opening Plenary) ในหัวข้อ “Science, Technology and Innovation as Enablers of Thailand’s Transformation Beyond 2030” โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตหลังปี 2030
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสะดวกสบายให้กับมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น โดยขาดความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม ได้ก่อให้เกิดผลกระทบและความท้าทายใหม่ต่อโลก ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน จนถึงยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน

ภายใต้บริบทดังกล่าว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการค้นหาทางออกให้กับปัญหาของประเทศและของโลก โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการพัฒนาหลังปี 2030 ซึ่งยังคงมีความท้าทายอย่างมากต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ

ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้ว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจระดับชาติ (National Missions) เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้หรืองานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องมุ่งสู่การประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาจริง ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้จากสหสาขาวิชา การพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีให้สามารถใช้งานได้จริง ตลอดจนการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายระดับชาติ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย ระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้เกิดผลได้อย่างจริงจัง
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. มุ่งเน้น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
– Resilience of Bio-Circular มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการยกระดับภาคเกษตรและอาหาร การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
– Inclusive Health มุ่งพัฒนานวัตกรรมและระบบสุขภาพที่ทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม
– Intelligent Low Carbon Industry มุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การผลิตที่ยั่งยืน
โดยมี AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) เป็นเทคโนโลยีฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงและสนับสนุนทั้ง 3 ยุทธศาสตร์
ในช่วงการบรรยาย ยังได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศผ่านแนวคิด “สยาม 3 อ.” ซึ่งเป็นแนวทางที่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก อันประกอบด้วย สยามซิลิก้า (Semiconductor) สยามเมดิก้า (Medical) และสยามเทอร่า (Agriculture & Food) โดย สวทช. มีบทบาทสนับสนุนในทั้ง 3 ด้าน ผ่านความเชี่ยวชาญของศูนย์แห่งชาติและหน่วยงานวิจัยในสังกัด อาทิ งานด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เกษตร และอาหาร ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

สวทช. ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบทดสอบและมาตรฐาน ตลอดจนศูนย์บริการวิเคราะห์ ทดสอบ และออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อสนับสนุนการวิจัย การพัฒนา และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมีระบบนิเวศนวัตกรรมที่ช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงอุตสาหกรรม อาทิ Food Innopolis, Software Park และ EECi ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขยายผลเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงในระดับประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ (Ecosystem) ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันองค์ความรู้และงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ รวมถึงเครื่องมือวิจัยขั้นสูง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ
พร้อมย้ำว่า งานวิจัยในอนาคตควรมุ่งสู่แนวทาง Mission-led Research ที่ไม่เน้นเพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงความเป็นเลิศนั้นเข้ากับโจทย์สำคัญของประเทศ มีการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ สามารถขยายผลได้จริง และวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และประโยชน์ต่อประชาชน
งาน SDSN Thailand Public Forum 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย และสังคม ผ่านกิจกรรมเสวนาและการแลกเปลี่ยนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมและสถาบันที่เอื้อต่อการพัฒนา เพื่อร่วมกันวางรากฐานและกำหนดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่อนาคตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน
สวทช. ยังคงมุ่งมั่นใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องยนต์วิจัยของชาติ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่มั่นคง สมดุล และยั่งยืน