อว. – NIA เร่งเปลี่ยนบทบาทไทยสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์” จับมือ 32 เครือข่าย ปลดล็อกงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

กรุงเทพฯ – 29 พฤษภาคม 2569 NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยี MedTech, HealthTech และ Wellness สู่การใช้งานจริง ผ่านกลไก Regulatory Sandbox, Co-funding และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นผู้แทน สวทช. เข้าร่วมงาน ตั้งเป้า 3 ปี ผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมเกิดมูลค่าการลงทุนและขยายตลาด 12,000 ล้านบาท เกิดมูลค่าการค้า/ส่งออกนวัตกรรมไทย 2,500 ล้านบาท และสร้างงานทักษะสูง 10,000 ตำแหน่ง ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ “Medical Innovation Hub” ของภูมิภาค และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสาธารณสุขจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อข้ามพรมแดน และภาวะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ทำให้ทั่วโลกเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ และเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับจาก “ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)” ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางการการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัปด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมเหล่านี้ยังติดอยู่ในช่วง “Valley of Death” หรือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้งานและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์

ความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมวิชาชีพ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ “การสร้างนวัตกรรม” “การทดสอบและรับรอง” ไปจนถึง “การนำไปใช้จริง” และ “การดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่” ควบคู่กับการวางกลไกสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อปลดล็อกศักยภาพของแต่ละภูมิภาค การสนับสนุนกองทุนร่วมลงทุนและการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่โรงพยาบาลและผู้ใช้งานจริง ผ่านพื้นที่นำร่องควบคู่กับการเชื่อมโยงโอกาสด้านการลงทุนจากทั้งกองทุนภาครัฐ กองทุนร่วมลงทุนภาคเอกชน และนักลงทุนสถาบัน เพื่อผลักดันโครงการที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมทั้งใช้กลไกสำคัญอย่างบัญชีนวัตกรรมไทย การสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย และ Regulatory Sandbox เพื่อเร่งให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย และต่อยอดผลงานวิจัยสู่มูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงการ แต่คือการสร้างความหวังใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศทั้งด้านการรักษาและการดูแลสุขภาพ โดยในมิติเศรษฐกิจ หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สร้างธุรกิจมูลค่าสูง การจ้างงานทักษะสูง และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก สำหรับมิติสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพการรักษา ลดภาระบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ เสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ รวมถึงมิติสุขภาพเชิงป้องกันและสุขภาพเชิงรุก (Wellness) ที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาว และต่อยอดศักยภาพของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานในระยะ 3 ปี ได้แก่ 1) การผลักดันให้เกิดโครงการนำร่องไม่น้อยกว่า 10 โครงการ และเครือข่ายสถานพยาบาลนำร่องไม่น้อยกว่า 20 แห่งภายในปีแรก เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ 2) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดเวลาเฉลี่ยในการรอรับบริการของผู้ป่วยลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายใน 2 ปี และ 3) การบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านการแพทย์และสุขภาพไม่น้อยกว่า 20 ทีม และร่วมกันพัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติ หรือแนวทางกำกับดูแลใหม่ เพื่อรองรับเทคโนโลยีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวง อว. เชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน”

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในระดับสากล แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมจำนวนมากหยุดอยู่เพียงระดับต้นแบบจากโจทย์ความท้าทาย ทั้งด้านการทดสอบมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง MedTech, HealthTech และ Wellness ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ดังนั้น NIA จึงมุ่งเน้นการเชื่อมต่อโอกาสการสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) ร่วมกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และองค์กรธุรกิจ (CVC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยมีสายป่านทางธุรกิจที่แข็งแรง สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง นอกจากเงินทุนแล้ว NIA ยังได้ผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน “ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์” เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้อง และสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง

“การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ ภายใต้ ‘โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน’ จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม’ เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

ทั้งนี้ “โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน” NIA ได้รับความร่วมมือจาก 32 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน และสมาคมและองค์กรภาคเอกชน ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ชีวาศรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมเฮลท์เทคไทย และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย








