10 Technologies to Watch 2025: อุปกรณ์อัจฉริยะฝังในร่างกาย (Smart Implants)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นแนวโน้มของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ พาร์กินสัน ที่ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและมีการพัฒนาต่อเนื่อง คือ “Smart Implants” หรือ “อุปกรณ์อัจฉริยะฝังในร่างกาย”
Smart Implants คือ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย ที่นอกจากจะทำหน้าที่พื้นฐาน เช่น ทดแทนอวัยวะหรือช่วยการทำงานของอวัยวะบางส่วนแล้ว ยังตรวจวัดสัญญาณชีพ ประมวลผล และส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ อุปกรณ์ประเภทนี้มักประกอบด้วยเซนเซอร์ขนาดเล็ก ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสารไร้สาย และอัลกอริทึม AI เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (personalized healthcare)
ปัจจุบันมีการใช้งาน Smart Implants หลายรูปแบบ เช่น อุปกรณ์กระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulator หรือ DBS) สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่สามารถควบคุมอาการสั่นได้ และบางรุ่นตรวจจับคลื่นสมองเพื่อปรับแรงกระตุ้นได้อัตโนมัติ อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องแบบฝังในผิวหนัง เช่น Eversense CGM ที่ติดตามค่ากลูโคสได้ยาวนานถึง 365 วันโดยไม่ต้องเปลี่ยนเซนเซอร์บ่อย ๆ และประสาทหูเทียมอัจฉริยะที่ส่งสัญญาณและปรับระดับเสียงได้ พร้อมด้วยหน่วยความจำสำหรับจัดเก็บข้อมูลการได้ยิน เช่น Cochlear Nucleus Nexa
ทั้งนี้จากรายงานของ Transparency Market Research พบว่า อุตสาหกรรม Smart Implants ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลอร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2022 โดยมีการคาดการณ์แนวโน้มของตลาดว่าจะมีอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ร้อยละ 18.1 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023-2031 และจะมีมูลค่ามากกว่า 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2031
แม้การใช้งาน Smart Implants ในประเทศไทย ทั้งแบบเต็มรูปแบบที่มีการรวมระบบสื่อสารไร้สาย และอัลกอริทึม AI จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีการใช้งาน Smart Implants ในโรงพยาบาลเอกชนและโรงเรียนแพทย์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยส่วนใหญ่นำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เช่น DBS ในผู้ป่วยพาร์กินสัน และผลิตภัณฑ์ประสาทหูเทียมในเด็กที่มีปัญหาการได้ยิน ซึ่งได้เป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021
นอกจากนี้ สวทช. ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านวัสดุฝังใน เซนเซอร์ และระบบติดตามสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่องพร้อมต่อยอดเทคโนโลยีนี้ โดยคาดว่า Smart Implants จะมีความสามารถในการตรวจวัดที่หลากหลายขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง ติดตามแบบเรียลไทม์ และส่งข้อมูลระยะไกลมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดแบบระยะยาว
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c