Microservice คือสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่แบ่งระบบหรือแอปพลิเคชันออกเป็นหน่วยย่อย ๆ ที่เรียกว่า “บริการ” (services) ซึ่งแต่ละบริการมีความสามารถเฉพาะและทำงานอิสระจากกัน โดยมีการเชื่อมต่อกันผ่านระบบ API หรือโปรโตคอลต่าง ๆ
คุณสมบัติหลักของ Microservice:
- แยกส่วนกันอย่างอิสระ: แต่ละบริการสามารถพัฒนา, ทดสอบ, ปรับปรุง หรือปรับขยายได้อย่างอิสระ โดยไม่กระทบต่อบริการอื่น
- การสื่อสารผ่าน API: บริการแต่ละตัวสื่อสารกันผ่านโปรโตคอลเครือข่าย เช่น HTTP/REST, gRPC หรือ WebSocket
- การปรับขยาย (Scalability): สามารถปรับขยายเฉพาะบริการที่มีความต้องการสูงโดยไม่ต้องปรับขยายทั้งระบบ
- การจัดการเทคโนโลยีหลากหลาย: แต่ละบริการสามารถใช้ภาษาโปรแกรม, ฐานข้อมูล หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่แตกต่างกันได้
- การพัฒนาแบบอิสระ: ทีมพัฒนาสามารถทำงานบนบริการต่าง ๆ ได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องรอการปรับปรุงส่วนอื่น ๆ ของระบบ
ความเกี่ยวข้องระหว่าง Microservice และ API Gateway:
เมื่อใช้สถาปัตยกรรม Microservice แต่ละบริการจะทำงานเป็นอิสระ และมี API ของตัวเอง แต่เมื่อมีหลาย ๆ บริการ ไคลเอนต์จะต้องเรียก API หลายจุดเพื่อดึงข้อมูลจากบริการต่าง ๆ ส่งผลให้การจัดการและการเชื่อมต่อกับ Backend มีความซับซ้อน ดังนั้น API Gateway จึงเข้ามาช่วยจัดการปัญหานี้ โดยทำหน้าที่เป็น ตัวกลาง (entry point) ระหว่างไคลเอนต์และบริการ Backend หลาย ๆ ตัวที่อยู่ในระบบ Microservice:
- รวม API หลาย ๆ ตัวให้เป็นหนึ่งเดียว: API Gateway ช่วยรวมการเรียกใช้งาน API ของหลายบริการ Microservice ผ่านทางจุดเดียว ซึ่งทำให้ไคลเอนต์ไม่ต้องสื่อสารกับหลายจุดที่แตกต่างกัน
- การจัดการเส้นทาง (Routing): API Gateway จะจัดการเส้นทางของคำขอ (request) จากไคลเอนต์ไปยังบริการ Backend ที่เหมาะสมในระบบ Microservice
- การจัดการความปลอดภัย: API Gateway ช่วยตรวจสอบสิทธิ์, การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง และการจำกัดการใช้งานในระดับ API ให้กับบริการต่าง ๆ ได้
- การรวมข้อมูล (Service Aggregation): ไคลเอนต์สามารถส่งคำขอเพียงครั้งเดียวไปที่ API Gateway แล้ว Gateway จะทำการเรียกหลาย ๆ บริการพร้อมกัน และรวมผลลัพธ์มาให้ไคลเอนต์ในคำตอบเดียว
- ปรับปรุงประสิทธิภาพ (Optimization): API Gateway ช่วยบีบอัดข้อมูล, แคชคำขอ, และลดการโหลดบน Backend ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประโยชน์ของการใช้ API Gateway กับ Microservice:
- ลดความซับซ้อนในการจัดการหลายบริการ
- ช่วยในการควบคุมและรักษาความปลอดภัยในระดับ API
- ช่วยในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและการสเกลระบบได้ดีขึ้น
API Gateway ทำหน้าที่การจัดการกับ Request ต่าง ๆ ที่พยายามที่จะเข้ามาเรียกใช้งาน Service ของระบบผ่าน API มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและจัดการ Request ต่าง ๆ ที่เข้ามา เหมาะกับการใช้งานในสถาปัตยกรรม Microservices ซึ่งมีการกระจายบริการ Backend หลาย ๆ ตัว โดย API Gateway จะช่วยควบคุมและจัดการการเรียกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสมบัติของ API Gateway:
- Single Entry Point : API Gateway ช่วยรวมการเข้าถึง API หลาย ๆ ตัวไว้ในที่เดียว ทำให้ไคลเอนต์สามารถสื่อสารกับ Backend หลายบริการได้ผ่าน API Gateway เพียงแห่งเดียว ไม่จำเป็นต้องเรียกใช้งาน API หลาย ๆ อันโดยตรง
- Routing : API Gateway จะทำหน้าที่ส่งคำขอ (request) จากไคลเอนต์ไปยังบริการ Backend ที่เหมาะสม โดยจัดการเส้นทางที่ไคลเอนต์ต้องการใช้งาน
- Protocol Translation : API Gateway สามารถแปลงรูปแบบคำขอหรือโปรโตคอลระหว่างไคลเอนต์กับ Backend ได้ เช่น การแปลงจาก REST API เป็น gRPC หรือ WebSocket
- Security : API Gateway รองรับการตรวจสอบสิทธิ์ (authentication), การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (authorization), การจัดการ SSL/TLS และการจำกัดอัตราการใช้งาน (rate limiting)
- Caching : API Gateway สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยการแคชข้อมูล หรือบีบอัดคำขอ/คำตอบเพื่อลดภาระการส่งข้อมูล
- Logging & Monitoring : ช่วยให้สามารถติดตามการเรียกใช้งาน API ได้อย่างละเอียด เช่น การบันทึกการเรียกใช้ การตรวจสอบประสิทธิภาพ และการแก้ไขปัญหา
- Load Balancing : ช่วยกระจายคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ Backend หลาย ๆ ตัวเพื่อรองรับการโหลดสูง ๆ
ข้อดีของการใช้ API Gateway:
- เพิ่มความยืดหยุ่น: การเปลี่ยนแปลง Backend สามารถทำได้โดยไม่กระทบกับไคลเอนต์ เพราะคำขอทั้งหมดถูกจัดการผ่าน API Gateway
- Service Aggregation : ไคลเอนต์สามารถทำคำขอครั้งเดียวเพื่อเรียกหลาย ๆ บริการใน Backend และรับผลลัพธ์ที่ถูกรวมมาในคำตอบเดียว
- การจัดการ API ง่ายขึ้น: การจัดการการเข้าถึงและความปลอดภัยเป็นศูนย์กลางช่วยให้จัดการ API ทั้งหมดได้จากจุดเดียว
ตัวอย่าง API Gateway ที่นิยมใช้:
- AWS API Gateway: เป็นบริการที่ AWS ให้บริการสำหรับการจัดการและเชื่อมต่อ API กับบริการต่าง ๆ ในระบบ Cloud
- Kong: เป็น API Gateway ที่ได้รับความนิยม สามารถขยายการทำงานได้ผ่านปลั๊กอินต่าง ๆ และรองรับหลายโปรโตคอล
- NGINX: นอกจากเป็น Web Server แล้วยังมีส่วน API Gateway เพื่อใช้ในการจัดการและปรับแต่ง API ต่าง ๆ
- Google Cloud Endpoints: เป็น API Gateway สำหรับเชื่อมต่อกับบริการบน Google Cloud
Mermaid Chart เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง diagrams และ visualizations จาก text-based syntax อย่างง่าย ๆ โดยตรงในเอกสาร Markdown หรือในแอปพลิเคชันที่รองรับ เช่น GitHub, GitLab, Notion, และอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเขียน แผนภาพ ได้โดยใช้โค้ดง่าย ๆ แทนการสร้างแผนภาพด้วยเครื่องมือแบบกราฟิก ผู้ใช้สามารถเขียนโค้ด Mermaid และสร้าง diagrams เช่น flowchart, sequence diagram, Gantt chart, class diagram, ER diagram และอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย
การใช้งานของ Mermaid Chart ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้าง diagrams ได้ในลักษณะที่สั้นและชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือการสร้างแผนภาพที่ซับซ้อน เช่น การลากและวาง ซึ่งทำให้สามารถใช้ Mermaid ได้สะดวกในงานที่ต้องมีการทำเอกสารหรือเขียนโค้ดไปพร้อม ๆ กับการอธิบายด้วยแผนภาพ
ความสำคัญของ Mermaid
- ง่ายต่อการสร้างแผนภาพ: Mermaid มี syntax ที่เข้าใจง่ายและทำให้การสร้าง diagrams เป็นเรื่องที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานกับแผนภาพบ่อย ๆ โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมแยกออกไป
- รวมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ดี: Mermaid ถูกฝังในหลายแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับการทำงานเอกสารและเขียนโค้ด เช่น GitHub, GitLab, Notion, และโค้ด editor บางตัว ทำให้การทำงานเป็นแบบ seamless โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือภายนอก
- เหมาะกับการทำงานร่วมกัน: Mermaid ช่วยในการแสดงข้อมูลและความคิดผ่าน diagrams ในแบบ text-based ซึ่งเหมาะกับการทำงานเป็นทีมหรือในงานที่ต้องมีการปรับปรุงแผนภาพบ่อย ๆ
การใช้งานทั่วไป
- ใช้ในการสร้าง flowchart หรือ sequence diagram สำหรับการอธิบายขั้นตอนการทำงานของแอปพลิเคชัน
- ใช้สร้าง Gantt chart สำหรับการบริหารจัดการโครงการหรือการวางแผนเวลา
- ใช้สำหรับการสร้าง Entity-Relationship (ER) Diagrams ในการออกแบบฐานข้อมูล
Mermaid เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์, นักออกแบบระบบ, และผู้ที่ทำงานด้านเอกสารหรือวางแผนโครงการ ทำให้สามารถสร้าง diagrams ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
bing.com

การค้นหาด้วย AI
ฟังก์ชันการค้นหาตามบทการสนทนา ด้วยคำถามและคำสั่งที่ซับซ้อน เช่น ค้นหาโรงเรียนที่ดีที่สุด พร้อมด้วยสวนสาธารณะในบริเวณใกล้เคียง หรือบริเวณที่ต้องการ พร้อมระยะทางจากโรงเรียน ผลลัพธ์ รูปภาพ ลิงก์และข้อมูลเพิ่มเติม หน้าเว็บของโรงเรียน เนื้อหาความรู้ ครอบคลุมสาขาต่างๆ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยี
Designer
เครื่องมือตัวช่วยการออกแบบ สร้างภาพตามต้องการในรูปแบบสไตล์ที่ต้องการ รูปภาพสำหรับโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการให้ช่วยสร้างสรรค์รูปภาพคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ สามารถสร้างตัวเลือกรูปภาพได้มากมายนับไม่ถ้วน
การสร้างข้อความ
สร้างข้อความ เป็นโทนและรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อใช้ร่างอีเมล โพสต์ในบล็อก สุนทรพจน์ บทกวี เรื่องสั้น เป็นต้น สามารถสรุปข้อมูลจากบทความได้ สามารถแปลข้อความเป็นภาษาต่างๆ ช่วย rewrite เนื้อหาได้
Requirements: Web Browser แนะนำให้ใช้ Microsoft Edge
สามารถใช้ของ Microsoft (hotmail, outlook) ในการล็อคอิน Microsoft และ ณ ปัจจุบันยังไม่ต้องใช้การล็อคอินในการใช้งาน
Bard (Backbone Transformer) architecture (เปลี่ยนเป็น “Gemini” https://gemini.google.com/, เม.ย. 2567) เป็นเครื่องมือแบบ AI Chat Bot ที่มีลักษณะการใช้งาน เช่นเดียวกันกับ ChatGPT พัฒนาจาก Large Language Model

ฟังก์ชันความสามารถ:
1) Language Understanding
- Natural Language Processing (NLP): เข้าใจและตอบสนองคำสั่งในภาษามนุษย์ คำถามทั้งแบบที่ง่ายและคำถามที่ประโยคซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงคำถามที่ขอให้คิดออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นมาตามจินตนาการ
- Sentiment Analysis: สามารถตรวจจับลักษณะของประโยคข้อความที่แสดงออกถึงสภาพอารมณ์ emotional tone และสามารถตอบสนองปรับตามสภาพดังกล่าวได้
- Context Awareness: สามารถอ้างอิงตามบริบทของซีรี่ย์ของบทสนทนาที่เกิดขึ้นและสามารถตอบสนองตามบริบทนั้นได้
2) Information Retrieval and Generation
- Search: เข้าถึงข้อมูลผ่านผลลัพธ์การค้นหาด้วย Google Search และตอบสนองได้สอดคล้องกับผลลัพธ์การค้นหานั้น
- Question Answering: สามารถตอบคำถามได้หลากหลาย in a comprehensive and informative way แม้ว่าจะเป็นคำถามที่แปลกหรือท้าทาย
- Text Generation: สร้างสรรค์ข้อความ ที่หลากหลาย อาทิ บทกลอน บทกวี โค้ดภาษาโปรแกรม แต่งเพลงพร้อมโน้ตดนตรี เนื้อหาของจดหมายอีเมล เป็นต้น
3) Information Retrieval and Generation
- Translation: แปลภาษาได้
- Summarization: สามารถสร้างสรุปเนื้อหาข้อมูลจากบทความที่ต้องการได้
- Writing: ช่วยในการเขียน เช่น การ brainstorming
Requirements:
- Hardware: อุปกรณ์ที่มี web browser (ระบบปฏิบัติการไม่จำกัด) และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต – computers, laptops, smartphones, and tablets
- Software: web browser : Chrome, Firefox, Safari, or Edge
- Additional requirements: มีสมาชิกบัญชี Google
AI Tool ที่สามารถสร้าง presentation ได้เก่งมาก สามารถสร้างสไลด์ได้จากเพียงกำหนดชื่อเรื่องเท่านั้น ระบบจะคิด outline ให้โดยอัตโนมัติ จะบบจะหารูปแบบที่เหมาะสมกับเนื้อหาในแต่ละ slide และภาพภาพประกอบให้ด้วย
Link : https://gamma.app/

Continue reading “Gamma.app – AI ช่วยสร้าง Preaentation”
Synthesia เป็น AI ที่ทำทางด้าน Generate ไฟล์ VDO โดยแปลงข้อความเป็นเสียงพูด Text to speech และมี avator ให้ใช้งานจำนวนมาก โดย avatar จะทำหน้าที่พูดตาม text ที่เราใส่เข้าไป การขยับปาก เสียงพูด สีหน้าและท่าทาง ดูเป็นธรรมชาติ มีภาษาพูดให้เลือกหลายภาษารวมถึงภาษาไทย
Link : https://www.synthesia.io/

Continue reading “Synthesia.io – AI ช่วยทำ VDO พรีเซ้นต์”
Cohesive AI เป็น AI Tools ทางด้านช่วยเขียนคอนเทนต์ ที่เน้นการสร้างคอนเทนต์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มีเวอร์ชันฟรีให้ทดลองใช้ แต่มีความสามารถที่หลากหลาย เช่น เขียนบทความได้หลากหลายประเภท, ปรับข้อความให้เป็นตามจุดประสงค์ได้, เลือกภาพ แต่งภาพเพื่อแทรกในบทความได้, สร้างสคริป VDO และมี Text to speech การแปลงข้อความออกมาเป็นเสียงพูดได้ดีเยี่ยม

Link : https://cohesive.so/
Continue reading “Cohesive AI – AI ช่วยทำคอนเทนต์ ข้อความ ภาพ และเสียง”
Anissa เป็น ai ประเภท Gerenative AI ของคนไทย รองรับภาษาไทย 100% ทำหน้าที่ช่วยทำคอนเทนต์ โดยมีรูปแบบคอนเทนต์ที่หลากหลาย และยังมีความสามารถในการวิเคราะห์ SEO ให้คอนเทนต์อีกด้วย เหมาะสำหรับ Content Creator หรือผู้ที่ต้องเขียนบทความเป็นประจำ

Link : https://anissa.ai/ Continue reading “Anissa AI – ผู้ช่วยเขียนคอนเทนต์”
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานในกำกับของ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งขึ้นเมื่่อปี พ.ศ. 2534 ตาม พ.ร.บ.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 เพื่อเป็นหน่วยงานที่บริหารกองทุนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)
ประกาศสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เรื่อง โครงสร้างและการจัดองค์กร อำนาจหน้าที่ วิธีการดำเนินงาน และสถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 79 วันที่ 13 สิงหาคม 2558 และ ประกาศ ฉบับที่ 2 เรื่องแก้ไขโครงสร้างองค์กร ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนที่ 261 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565
สวทช. มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยการนำความสามารถอันเหนือชั้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการเกษตร และภาคอุุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินงานผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์ทั้ง 5 ศูนย์แห่งชาติ ได้แก่
• ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
• ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ
• ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มุ่งพัฒนางานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
• ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) มุ่งพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี
• ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ
