ผลการค้นหา :
สวทช. จัดงานประชุมวิชาการประจำปี ‘NAC2025’ ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน
(27 มีนาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2568 (NSTDA Annual Conference 2025 : NAC2025) การประชุมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” (AI-driven Science and Technology for Sustainable Thailand” เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิจัย สร้างความตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI โดยมุ่งเน้นการนำเสนอความก้าวหน้าและผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการศึกษา งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 -28 มีนาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีผู้ร่วมรับเสด็จฯ ประกอบด้วย นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายสุจินต์ หลีสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี พ.อ.ธวัชชัย วรรณดิลก รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พล.ต.ต. ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมอดีตผู้บริหาร คณะผู้บริหารและพนักงานกระทรวง อว. และ สวทช.
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กราบบังคมทูลรายงานว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวง อว. ที่ดำเนินงานตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 34 ปี โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้แผนงานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Science and Technology Implementation for Sustainable Thailand)
ในปีงบประมาณ 2567 สวทช. พัฒนางานวิจัยเชิงรุกที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยมีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 8 ล้านคน ครอบคลุมหน่วยงานกว่า 40,000 แห่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 20,000 ล้านบาท และส่งผลให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการผลิตและบริการกว่า 3,600 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการอบรมพัฒนาเกษตรกรไทยกว่า 10,000 คน
ด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 724 บทความ คำขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 247 คำขอ และได้รับรางวัลทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 78 รางวัล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนกว่า 10,000 คน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลรายงานว่า ปีนี้ สวทช. นำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาด้าน AI และการบูรณาการกับศาสตร์แขนงต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของ 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติ ได้แก่ BIOTEC, MTEC, NECTEC, NANOTEC และ ENTEC เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชน นอกจากนี้ สวทช. ยังจัดการสัมมนาพิเศษ “Decoding Thailand’s AI Future: Strategy for Competitive Edge” ในวันที่ 26 มีนาคม 2568 โดยร่วมมือกับ Techsauce เชิญวิทยากรชั้นนำมาร่วมถอดรหัสและวางยุทธศาสตร์เส้นทางสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับประเทศไทย ครอบคลุมการวางรากฐานนโยบาย ค้นหาโอกาส Quick Win ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เรียนรู้บทเรียนจากทั่วโลกเพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมกับไทย และเจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจชั้นนำ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านผลงานวิจัยของ สวทช. ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและผลงานเด่นของ สวทช. จำนวน 11 บูท ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ผลงานวิจัยของ สวทช. กว่า 100 บูท รวมถึงบูทจากหน่วยงานพันธมิตรอีก 40 บูท ทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการพัฒนา AI เพื่อเพิ่มศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมของประเทศ
สวทช. ยังได้จัดสัมมนาวิชาการกว่า 35 หัวข้อ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ขณะเดียวกัน ในส่วนของกิจกรรม OPEN HOUSE ได้จัดเส้นทางพิเศษ 9 เส้นทาง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงห้องปฏิบัติการวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับเด็กและเยาวชนที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจด้าน AI
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กราบบังคมทูลเบิกคณะผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัย ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการประยุกต์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยมีผู้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานและเกียรติบัตร จำนวนทั้งสิ้น 21 ราย ดังนี้
ผู้ชนะเลิศการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ NSTDA Micro-mouse contest
จำนวน 1 ทีม จากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ชนะเลิศการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 16
ผู้ชนะเลิศการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 26
ผู้ชนะเลิศการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27
จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2568 และทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “โครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” และนิทรรศการความก้าวหน้างานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. สำหรับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ มีการจัดแสดงโครงการสำคัญ อาทิ “โครงการ National AI Strategy” หรือ “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ 15 แผนงาน ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการฉบับนี้ได้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565
การส่งเสริมทักษะโค้ดดิ้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและนักเรียนพิการตามพระราชดำริ
การพัฒนาทักษะด้านโค้ดดิ้งให้กับผู้ต้องขังและนักเรียนพิการเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพอย่างเท่าเทียม ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ และ สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนพิการใน 10 โรงเรียนนำร่องตั้งแต่ปี 2561 โดยใช้บอร์ด KidBright เป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการสร้างสรรค์โครงงานสมองกลฝังตัว และต่อมาในปี 2567 ได้ขยายขอบเขตสู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่าน KidBright AI Platform และบอร์ด KidBright μAI เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาโครงงานที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และแข่งขันในเวทีระดับประเทศและนานาชาติ ในขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังร่วมกับกรมราชทัณฑ์ และ เนคเทค สวทช. พัฒนาโครงการเกษตรอัจฉริยะสำหรับผู้ต้องขัง โดยอบรมหลักสูตร "เกษตรอัจฉริยะ: โอกาสในการสร้างอาชีพใหม่" ให้กับผู้ต้องขัง 80 คน ในเรือนจำต้นแบบ 2 แห่งที่จังหวัดลำปางและหนองบัวลำภู ซึ่งมุ่งเน้นทักษะการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบเกษตรอัจฉริยะ ผ่านการใช้งานอุปกรณ์ HandySense ระบบไฟ ระบบน้ำ และการคำนวณปริมาณน้ำในแปลงเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษและนำเทคโนโลยีมาสร้างความยั่งยืนในชีวิตต่อไป
เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ (MobiiScan) เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะตามพระราชดำริฯ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบเคลื่อนย้ายได้ (MobiiScan) ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช. ให้แก่หน่วยงานที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และผู้ที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ จำนวน 3 หน่วยงาน ผ่านมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ (1) ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2) ศูนย์ตะวันฉาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ (3) ศูนย์พัฒนลักษณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สำหรับใช้ในการตรวจวินิจฉัย วางแผนการผ่าตัด และติดตามการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
Hydrogen Economy และบทบาทของ สวทช. ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน
สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ได้พัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนแบบองค์รวม เช่น ไฮโดรเจนชีวภาพ (Biohydrogen) ที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพ ของเสียทางการเกษตร น้ำเสีย หรือชีวมวล ซึ่งช่วยลดของเสียและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังศึกษาการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) จากกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด งานวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวทาง BCG Economy และสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง และยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ปัจจุบัน ENTEC สวทช. กำลังขยายกำลังการผลิตและร่วมมือกับสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย รวมถึงบริษัทเอกชน เช่น โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส เพื่อผลักดันการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
การยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยการแพทย์จีโนมิกส์
การแพทย์จีโนมิกส์เป็นแนวทางการรักษาสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมของแต่ละบุคคลในการวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างแม่นยำ ลดการลองผิดลองถูกและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 - 2567 โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้นำด้านนี้ในอาเซียน และให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นใน 5 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ โรคหายาก โรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ สวทช. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลขนาดใหญ่ เชื่อมโยงข้อมูลจีโนมให้แพทย์นำไปใช้จริง กระจายโอกาสทางการแพทย์สู่ภูมิภาค และเสริมศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุข เทคโนโลยีนี้ช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษา ป้องกันโรคล่วงหน้า และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยวางแผนการมีบุตรที่ปลอดภัย ด้วยการสนับสนุนจาก สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการนี้จะช่วยให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์จีโนมิกส์ในภูมิภาค และสร้างระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยเพื่อประชาชน
Gunther IMU และ Janine Application อุปกรณ์และแอปพลิเคชันแจ้งเตือนท่าทางและการพลัดตกหกล้ม Gunther IMU เป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำหน้าที่ตรวจจับและบ่งชี้การเคลื่อนไหวด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ทีมวิจัยได้ออกแบบให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สามารถติดตั้งร่วมกับเสื้อผ้าได้อย่างกลมกลืน ทำให้ผู้ใช้สามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกรำคาญหรือเกะกะ อุปกรณ์ Gunther IMU นี้จะทำงานคู่กับ Janine Application ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เอ็มเทคพัฒนาขึ้น ทำหน้าที่แสดงผลท่าทางและการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานแบบทันท่วงที โดยจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อตรวจพบว่า ผู้ใช้อยู่ในท่าทาง หรือมีการเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับท่าทางให้ถูกต้องและปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ระบบยังแจ้งเตือนผู้ดูแลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มที่ต้องการป้องกันอาการบาดเจ็บจากท่าทางผิดปกติ โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างเอ็มเทค สวทช. กับเครือข่ายพันธมิตรด้านการวิจัยและสาธารณสุขชั้นนำของประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต รองรับสังคมผู้สูงอายุ และส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน
นวัตกรรมระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับโรงเลี้ยงของกองพันทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
สวทช. โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) พัฒนานวัตกรรมระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับโรงเลี้ยงของกองพันทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำเสียที่ยังไม่สมบูรณ์ของโรงเลี้ยง ระบบประกอบด้วยการรวบรวมน้ำเสีย คัดแยกเศษอาหาร ดักไขมัน และ Moving Bed Biofilm Reactor (MBBR) ที่ใช้ตัวกลางชีวภาพเคลือบนาโนวัสดุเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ พร้อมนวัตกรรมเคลือบหัวเติมอากาศเพื่อลดการอุดตันและยืดอายุการใช้งาน ระบบนี้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุน มีเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์เชื่อมต่อผ่าน IoT platform สำหรับติดตามและปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างการนำนวัตกรรมวิจัยไปใช้แก้ปัญหาจริงที่พร้อมขยายผลสู่หน่วยงานอื่นที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน
ข้าวสายพันธุ์ใหม่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินโครงการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ผ่านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 6 สายพันธุ์ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามมาตรฐาน GAP Seed เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ต่อไร่ และสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เองได้ โดยมีเกษตรกรเป้าหมาย 510 ราย จาก 11 กลุ่ม ในพื้นที่ อ.ท่าตูม และ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โครงการนี้ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ พัฒนาแปลงต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และขยายโอกาสทางการตลาดผ่านข้าวสายพันธุ์ใหม่ เช่น หอมสยาม 2 ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธุ์เดิม รวมถึงข้าวสีโภชนาการสูงอย่าง นิลละมุน แดงจรูญ และไรซ์เบอร์รี่ 2 ที่ตอบโจทย์ตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ โครงการยังพัฒนาเกษตรกรต้นแบบที่สามารถตรวจสอบแปลงนาและผลิตข้าวคุณภาพสูงได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับการปลูกข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งในด้านผลผลิต คุณภาพ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร
กิจกรรมสาธิตหุ่นยนต์ NSTDA Micro-Mouse
‘ทีม BRR ROBOT’ จากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา แชมป์การแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดย สวทช. ระหว่างวันที่ 15 - 18 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 404 ทีมจากทั่วประเทศ กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้าน AI และนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปและการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในงาน NAC 2025 เยาวชนสามารถทดลองเล่นและเรียนรู้จากหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต NSTDA Micro-Mouse ซึ่งจะช่วยเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม โดยกิจกรรมสาธิตจะจัดขึ้นที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ในช่วงบ่ายของวันที่ 27 และ 28 มีนาคมตลอดทั้งวัน
งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 มีนาคม 2568 เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานของบุคลากรวิจัย เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ภายในงานยังมีกิจกรรม NAC Market 2025 ตลาดนัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมจากงานวิจัย รวมถึงสินค้าชุมชนจากเครือข่าย สวทช. ในราคาพิเศษ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดงาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“FoodSERP” ติดปีกอุตสาหกรรมความงาม เพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ สร้างนวัตกรรม “ส่วนผสมฟังก์ชัน” ผลักดันเวชสำอางไทยตอบโจทย์ตลาด
(วันที่ 26 มีนาคม 2568) ภายในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2568 (NAC2025) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) และสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS) ชูตัวอย่างนำร่องความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และนักวิจัย ในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทย โดยอาศัยการวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรชีวภาพของประเทศ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของไทย (Rice Biome) นักวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตสารประกอบฟังก์ชันจากข้าวผ่านเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ ทำให้ได้สารสกัดจากข้าวเครื่องหมายการค้า ARAMARA ที่เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับนวัตกรรมเวชสำอางต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ อาทิ เช่น โลชันและเอสเซนส์ ช่วยผลักดันการใช้ประโยชน์ของข้าวไทยในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย พร้อมเชื่อมโยงผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวกับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยให้ยั่งยืนอีกทางหนึ่ง
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยว่า สวทช. มุ่งขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือ แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) ซึ่งมีพันธกิจในการให้บริการวิจัยและนวัตกรรม การให้บริการการผลิตภายใต้มาตรฐานสากล รวมถึงการวิเคราะห์และทดสอบอาหาร เครื่องสำอาง และส่วนผสมฟังก์ชัน ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าแบบครบวงจร (One-Stop Service) ซึ่งได้มีความร่วมมือกับสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS) ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณค่าข้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โดยนำร่องพัฒนากระบวนการผลิตสารประกอบฟังก์ชันจากข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation) ร่วมกัน และต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
“ตลาดความงามและสุขภาพมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้การพัฒนาและนวัตกรรมทั้งกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่น และสร้างความแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในท้องตลาด ซึ่งปัจจุบันกระแสความนิยมมุ่งสู่การใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตที่เป็นเทคโนโลยีสีเขียว (Green technology) เทคโนโลยีชีวภาพจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (bioproducts) โดยอาศัยหลักการแปรสภาพทางชีวภาพ (biotransformation) ด้วยจุลินทรีย์ ซึ่งเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation) ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีศักยภาพสูงที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบข้าวไทยเพื่อพัฒนาและนวัตกรรมกระบวนการผลิตส่วนประกอบฟังก์ชันสำหรับเครื่องสำอางในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (skin care product) โดย FoodSERP ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานร่วมกันกับสมาคม TCOS ดังกล่าว ซึ่งตอบโจทย์ มิติสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามกลยุทธ์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช.”
ดร.ธนธรรศ สนธีระ อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (Thai Cosmetic Cluster: TCOS) และกรรมการผู้จัดการบริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด เน้นถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสากล และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยนวัตกรรมเวชสำอางจากข้าวไทย ภายใต้เครื่องหมายทางการค้า “ARAMARA” เป็นนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติจากข้าวหอมมะลิอินทรีย์และต้นข้าวอ่อนหมัก (Rice ferment filtrate) ที่มีเอกลักษณ์ ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีสีเขียวที่ผนวกเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ เข้ากับกระบวนการสกัดและกระบวนการปลายน้ำที่ไม่ใช้สารเคมีหรือความร้อน ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีและโดดเด่นเหมาะกับการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบฟังก์ชันในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งสารสกัด “ARAMARA” ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สารช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดเลือนริ้วรอย รวมถึงมีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ก่อโรคผิวหนัง ปัจจุบัน บริษัทได้ต่อยอดพัฒนาสารสกัด “ARAMARA” ไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งได้รับการจดแจ้งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ดร.เอจจี้ (Dr. Agei)” เพื่อการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ “ผลงานที่พัฒนาขึ้นดังกล่าว ได้ยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. และบริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ประเภทแผนธุรกิจเพื่อการขยายโอกาสสินค้าข้าว จากกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว โดยนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจ”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เชิญร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี “NAC2025” ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน
(เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญทุกภาคส่วน ร่วมงานการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (20th NSTDA Annual Conference: NAC2025) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน: AI-driven Science and Technology for Sustainable Thailand” ระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยงานประชุมวิชาการ NAC2025 วันนี้ เป็นการเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมสัมมนาพิเศษ “Decoding Thailand’s AI Future: Strategy for Competitive Edge ซึ่ง สวทช. ผนึกกำลังกับ Techsauce เชิญวิทยากรชั้นนำของประเทศ อาทิ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน TDRI ดร.พชร อารยะการกุล CEO, Bluebik Group ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future) และ CEO, บริษัท Vialink นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ Head of Nationwide Operations and Support Business Unit – AIS ดร.สุปิติ บูรณวัฒนาโชค ประธานกรรมการบริหาร บริษัท EOS Orbit และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมเสวนาร่วมถอดรหัสและวางยุทธศาสตร์เส้นทางสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่การวางรากฐานนโยบาย ค้นหาโอกาส Quick Win ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เรียนรู้บทเรียนจากทั่วโลกเพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมกับไทย เจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจชั้นนำ รวมถึงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI จริงในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นเวทีเพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิจัย สร้างความตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI โดยมุ่งเน้นการนำเสนอความก้าวหน้าและผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สวทช. เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน หรือ S&T Implementation for Sustainable Thailand ด้วยตระหนักดีว่า วทน. เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเป็นขุมพลังในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึง และสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศ
การจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NSTDA Annual Conference: NAC) จึงเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่ สวทช. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นเวทีระดับประเทศในการนำเสนอความก้าวหน้าทาง วทน. ที่ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งในปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย AI เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน”(AI-driven Science and Technology for Sustainable Thailand) เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ งานวิจัยและพัฒนาด้าน AI แนวทางการบูรณาการเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของ 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้สังกัด สวทช. ได้แก่ BIOTEC, MTEC, NECTEC, NANOTEC และ ENTEC เพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้าน AI เพื่อรองรับความต้องการตลาดแรงงานและสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสอดคล้องกับนโยบาย อว.For AI ของกระทรวง อว.
“ในโอกาสนี้ สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 และทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2568 เวลา 09.00-14.00 น.” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ทั้งนี้งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. หรืองาน NAC2025 ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่ สวทช. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นเวทีระดับประเทศในการนำเสนอความก้าวหน้าทาง วทน. ที่ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อขับเคลื่อนประเทศ เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ งานวิจัยและพัฒนาด้าน AI แนวทางการบูรณาการเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่าง ๆ ภายในงานมีการสัมมนาวิชาการ 35 หัวข้อ นิทรรศการผลงานวิจัยกว่า 100 บูธ แสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI จาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม OPEN HOUSE เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ 2 วัน (26 และ 28 มีนาคม 2568) วันละ 9 เส้นทาง อาทิ กลุ่มเกษตรอัจฉริยะ, เครื่องสำอางเพื่ออนาคต, Wellness Tech และอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ กิจกรรมเยาวชนสามารถมาทดลองเล่นและเรียนรู้ได้ในงาน คือ หุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต NSTDA Micro-Mouse ที่จะช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม บนสนามจริง ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ในช่วงบ่ายของวันที่ 27 และ 28 มีนาคม 2568 ตลอดวัน เป็นต้น
ภายในงานยังมีกิจกรรม NAC Market 2025 ตลาดนัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมจากงานวิจัย รวมถึงสินค้าชุมชนจากเครือข่าย สวทช. ในราคาพิเศษ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดงาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ www.nstda.or.th/nac/ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2564 8000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จ.เชียงราย ใช้ Traffy Fondue ยกระดับรับเรื่องร้องทุกข์ เพิ่มประสิทธิภาพบริการประชาชน
Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ยังถูกพัฒนาและขยายผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จ.เชียงราย บูรณาการเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของจังหวัด ในการนำ Traffy Fondue มาเป็นช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนใน จ.เชียงราย
สำหรับ Traffy Fondue เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง พัฒนาโดยทีมนักวิจัย หน่วยบริการนวัตกรรมดิจทัลสำหรับเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีแผนขยายผลให้ทุกภาคส่วนต่าง ๆ และทุกจังหวัดทั่วประเทศ นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาจากประชาชน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้ผ่าน LINE @traffyfondue
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของ สวทช. เข้าเยี่ยมชมและรับฟังผลงานด้านการบริการการแพทย์แบบแม่นยำ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับฟังผลงานภายใต้ S&T Implementation for Sustainable Thailand การบริการการแพทย์แบบแม่นยำ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. และ BIOTEC ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ผู้ขับเคลื่อน (Driver) ภายใต้ S&T Implementation for Sustainable Thailand การบริการการแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine Service) นำเสนอผลงานเกี่ยวกับ “การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomic Medicine)” และนำเยี่ยมชมคลังข้อมูลของธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ พร้อมแสดงรูปแบบการทำงานและการประมวลผลของการแพทย์จีโนมิกส์
การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomic Medicine) เป็นการแพทย์สมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลจีโนมหรือข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางการแพทย์แบบเดิม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย และเลือกการรักษาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ตรงจุด ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการตรวจรักษาที่ไม่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจีโนมนี้ยังสามารถช่วยให้แพทย์ทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรคและการสร้างเสริมสุขภาพโดยใช้ข้อมูลในเชิงป้องกัน นำไปสู่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมเวที Advanced Engineering Workshop ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนวิศวกรรมขั้นสูงสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย
(20 – 21 มีนาคม 2568) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยนักวิจัย วิศวกร และบุคลากรจาก สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง นำเสนอ และแสดงผลงานทางวิศวกรรมขั้นสูง ที่การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ครั้งที่ 6 (6th Advanced Engineering Workshop) ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จ.นครราชสีมา ซึ่งในปีนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพ รวมผู้เชี่ยวชาญจาก 10 หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมขั้นสูงจากแต่ละหน่วยงาน สู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศ
ภายในงานมีการบรรยายพิเศษเจาะลึกเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและเครื่องเร่งอนุภาค การพัฒนา Atomic Mass Spectrometer (AMS) การพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพื่อรองรับเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาโครงการ Tokamak Thailand จากนักวิจัยชั้นนำของประเทศ รวมถึงการนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนา Scanning Electron Microscope (SEM) ร่วมกัน จากงานประชุมครั้งที่ผ่านมา อันได้แก่ ความก้าวหน้าและการออกแบบระบบควบคุม SEM, การพัฒนาระบบผลิตลำอิเล็กตรอนสำหรับโครงการร่วมพัฒนา SEM, การพัฒนา Secondary Electron Detector และวงจรอินเทอร์เฟส สำหรับ SEM, การพัฒนา Image Processing และ User Interface สำหรับโปรแกรมอ่านภาพในโครงการร่วมพัฒนา SEM และ การออกแบบ Vacuum Chamber และ โครงสร้างของเครื่อง SEM
และได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่
รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
ร่วมเวทีการอภิปรายในหัวข้อ “โครงการความร่วมมือด้าน Advanced Engineering ในอนาคต”
นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังได้ทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเข้มข้น ได้แก่ เครื่องเร่งอนุภาคสำหรับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น การทดลองเพื่อประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอน ระบบสุญญากาศ เทคโนโลยีการเคลือบฟิล์มบาง ระบบแม่เหล็กสำหรับเครื่องเร่งอนุภาค ระบบความเย็นยิ่งยวด ปฏิบัติการด้านการเชื่อมและควบคุมคุณภาพ และการศึกษาพลศาสตร์ของไหลแม่เหล็กของพลาสมาในเครื่องโทคาแมก เป็นต้น และได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันฯ เช่น การพัฒนาปั๊มสุญญากาศระดับยิ่งยวดชนิดไอออน ห้องปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาค ห้องพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ เป็นต้น
การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ครั้งที่ 6 (6th Advanced Engineering Workshop) จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 4 พันธมิตรเครือข่ายวิทยาศาสตร์ ได้แก่ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โดยครั้งนี้ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 รวมกว่า 500 คน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดยเนคเทค โชว์ Pathumma LLM: เทคโนโลยี AI ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย สู่การพัฒนาและการใช้งานที่หลากหลาย
(21 มีนาคม 2568 ) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews เรื่อง Pathumma LLM: เทคโนโลยี AI ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย วิจัยและพัฒนาโดย ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน และทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ซึ่ง "Pathumma LLM" (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) เป็นการสร้างเทคโนโลยีเอไอ สัญชาติไทย ที่มี 3 ความสามารถหลัก ได้แก่ Text LLM สำหรับประมวลผลภาษาไทย Vision LLM สำหรับวิเคราะห์และเข้าใจภาพ และ Audio LLM สำหรับจดจำและตอบสนองต่อเสียงภาษาไทย ที่สำคัญระบบถูกพัฒนาแบบ Open Source เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน และขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของไทย โดยเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่สนใจเข้ารับชมเทคโนโลยีดังกล่าวและร่วมแลกเปลี่ยนกับทีมวิจัยได้ฟรี ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 หรือ NAC2025 วันที่ 26-28 มีนาคมนี้ ที่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน เนคเทค สวทช. เปิดเผยว่า ในยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว "Pathumma LLM" (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้นำเสนอเทคโนโลยี AI สัญชาติไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ AI โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่มีความเฉพาะตัวทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม
โดยจุดเด่นของ Pathumma LLM เป็นโมเดล AI ที่พัฒนาให้รองรับการประมวลผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อความ (Text LLM), เสียง (Audio LLM) และภาพ (Vision LLM) เพื่อการใช้งานที่ครอบคลุมและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลคำถามและคำสั่งจากข้อความ การแปลงเสียงเป็นข้อความ และการวิเคราะห์ภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน เช่น การให้บริการแชตบอตในภาครัฐหรือเอกชน การถอดความจากเสียงในการประชุม หรือการสร้างคำบรรยายภาพในงานวิจัย โดยล่าสุดหน่วยงานรัฐอย่างรัฐสภา นำไปใช้ประโยชน์แล้ว เพื่อให้บริการข้อมูลกับประชาชนที่ขอใช้บริการต่าง ๆ ทั้งการสรุปประชุมสำคัญของสภา สรุป (ร่าง) กฎหมายต่าง ๆ ที่ผ่านสภา เป็นต้น
นอกจากนี้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับการพัฒนา Pathumma LLM คือ จะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ที่มีความแม่นยำและสอดคล้องกับการใช้ภาษาไทยและบริบทของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลหรือการสืบค้นข้อมูลในแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงการใช้งานในองค์กรภาครัฐที่ต้องการปกปิดข้อมูล เช่น ธนาคาร หรือสถานพยาบาล
ดร.ศราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนที่จะพัฒนาโมเดลพื้นฐาน (Foundation Model) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2568 นี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับข้อมูลและทำให้ Pathumma LLM มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนาให้ Pathumma LLM กลายเป็น "Agentic AI" ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและบริการให้กับผู้ใช้ในอนาคต ผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน Pathumma LLM เวอร์ชัน 1.0 ทั้งในรูปแบบ APP, API และ Model เข้าใช้งานได้ที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/
“Pathumma LLM ไม่เพียงแค่เป็นเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์และพัฒนาโดยคนไทย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาครัฐและเอกชนที่ต้องการระบบบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของประเทศไทย และยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และเพื่อประโยชน์ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสังคมไทย เกิดประโยชน์ทั้งภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐบาล และประชาชนทั่วไป” ดร.ศราวุธ กล่าว
ทั้งนี้ทีมวิจัยขอเชิญชวนประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมสัมผัสเทคโนโลยีดังกล่าวและร่วมแลกเปลี่ยนกับทีมวิจัยได้ฟรี ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 หรือ NAC2025 วันที่ 26-28 มีนาคมนี้ โดย ในวันที่ 28 มีนาคม จะมีการสัมมนา เรื่องศักยภาพ Thai LLM และความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้อง SD-601 อาคาร 12 (สราญวิทย์) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหลวง จ.ปทุมธานี ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ www.nstda.or.th/nac/ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2564 8000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
คณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ติมอร์-เลสเต และสาธารณรัฐเกาหลี เยือน สวทช.
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568 คณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ติมอร์-เลสเต และสาธารณรัฐเกาหลี เยือน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยคณะผู้แทนได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจและผลงานของ สวทช. พร้อมทั้งเยี่ยมชม ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) และ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมด้วยบริการด้านการทดสอบและวิเคราะห์ที่มีมาตรฐานระดับสากล ถือเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพงานวิจัยที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน ติมอร์-เลสเต และสาธารณรัฐเกาหลี
การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ASEAN-ROK Retreat Meeting ภายใต้กรอบคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นการประชุมระดมสมองเพื่อจัดทำข้อเสนอการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างอาเซียนและเกาหลี สอดรับกับแผนกลยุทธด้านการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานงานวิจัยของอาเซียน (ASEAN Regional Research Infrastructure Strategy) ที่ สวทช. กำลังผลักดันและมีแผนเสนอขออนุมัติในเดือนมิถุนายน 2568 อีกด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“วราวุธ” เผย พม. ปั้นผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ตั้งเป้าขยายผลดูแลผู้สูงอายุเปราะบางหลักล้านคนทั่วประเทศ สวทช. หนุนระบบ “นิรันดร์” บริหารจัดการ-บริบาลผู้สูงอายุ ในชุมชน
(วันที่ 20 มีนาคม 2568) ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ บางพลัด กรุงเทพฯ: นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ (บสส.) รุ่นที่ 2 ประจำปี 2568 จำนวน 311 คน และผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่มีผลงานโดดเด่น ปี 2567 จำนวน 5 คน พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ และบุคลากรกรมกิจการผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กับ กรมกิจการผู้สูงอายุ โดย นายธนสุนทร สว่างสาลี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ทั้งนี้ภายในงานมีการรับมอบ ป้ายสนับสนุนการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุ “Nirun for community” จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ซึ่งระบบ “นิรันดร์” เป็นระบบ Software บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่ช่วยผู้บริบาลในการประเมินผู้สูงอายุ แนะนำกิจกรรมที่ผู้บริการต้องทำ บันทึกการลงไปทำงาน นำไปสู่การสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. ได้ใช้กำหนดยุทธศาสตร์ของการดูแลผู้สูงอายุ และยังตอบโจทย์ มิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในเรื่องแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช. ในโอกาสนี้ทางกระทรวง พม. ยังรับมอบซิมการ์ดอินเทอร์เน็ตฟรี จากบริษัท บางกอก เทลลิ้ง จำกัด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและดูแลผู้สูงอายุผ่านระบบออนไลน์ในพื้นที่ทั่วประเทศ
นายวราวุธ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตประชากร และปัจจุบันก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุร้อยละ 20.69 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด ที่มีผู้สูงอายุร้อยละ 28 ในปี 2576 เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่ลดลง ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในหลายด้าน อาทิ เสถียรภาพด้านการเงินการคลังของประเทศ การจัดการระบบสวัสดิการเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศมีรายได้ในการจัดเก็บภาษีลดลง ในขณะที่ มีแนวโน้มสูงขึ้นที่ผู้สูงอายุจะอาศัยอยู่ลำพังคนเดียว ถูกทอดทิ้ง ขาดผู้ดูแล และผู้สูงอายุวัยต้นจะต้องดูแลผู้สูงอายุวัยปลาย กล่าวคือ ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางจะต้องดูแลกันเอง ซึ่งเป็นผลมาจากรูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป
นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน (Infrastructure) เพื่อเป็นการปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ตาม “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” ผ่านการปฏิบัติงานของผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ (Wellbeing and Life Protector) ทำหน้าที่ช่วยเหลือ ดูแล คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ มิติด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้สูงอายุ รวมถึงรองรับเป้าหมายสำคัญของประเด็นหลักในการขับเคลื่อนทศวรรษแห่งการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะที่ดี ในกรอบของสหประชาชาติ (UN Decade of Healthy Ageing) โดยเฉพาะการจัดบริการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ และการเข้าถึงการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุ
สำหรับปี 2567 กระทรวง พม. โดย กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ได้นำร่องโครงการดังกล่าวใน 19 พื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ลพบุรี สิงห์บุรี สกลนคร อุบลราชธานี สงขลา ปัตตานี ทำให้สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ระยะเวลา 240 ชั่วโมง จำนวน 35 คน
และปี 2568 มีการต่อยอดขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศ 156 พื้นที่ 76 จังหวัด ทำให้มีผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ 311 คน ส่งผลให้มีผู้สูงอายุได้รับการดูแลและคุ้มครองทางสังคม จำนวน 34,200 คน โดยที่ผ่านมามีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงการฝึกงานตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม - 10 มีนาคม 2568 อีกทั้งมีการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งกระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวง พม. ได้จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ ติดอาวุธ ทำงานร่วมกับเครือข่าย และการใช้ระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ "Nirun for Community" ระหว่างวันที่ 18 – 19 มีนาคม 2568
สำหรับแผนระยะยาว 3 ปี กระทรวง พม. จะผลักดันให้เกิดระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ ด้วยผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วทุกเทศบาล 2,472 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 5,300 แห่ง รวม 7,772 แห่ง ๆ ละ 4 คน รวม 31,088 คน ส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลและคุ้มครองทางสังคม จำนวนทั้งสิ้น 3,108,800 คน อย่างไรก็ตามขอขอบคุณคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่สนับสนุนนวัตกรรมให้บริการผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ทั้ง 12 แห่ง และพัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” และบริษัท บางกอก เทลลิ้ง จํากัด ที่ได้สนับสนุนซิมการ์ดอินเทอร์เน็ตฟรี แบบไม่จำกัดปริมาณ (Unlimited Data) เป็นเวลา 4 เดือน
“นอกจากนี้ในอนาคต กระทรวง พม. จะมีการบูรณาการใช้แนวคิดของธนาคารเวลาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาผนวกกับโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ของ กระทรวง พม. เพื่อให้ทุกนาที ทุกชั่วโมงที่ผู้บริบาลทำงานสามารถเก็บเข้ากับธนาคารเวลาไว้ และในอนาคตหากผู้บริบาลแก่ตัวลงและที่ต้องการ ผู้มาดูแลตนเองบ้าง สามารถเบิกเวลาทำงานจากธนาคารเวลาได้ เพื่อให้ทุกชั่วโมง ทุกนาทีที่ทำงานดูแลคนอื่นไว้ สามารถนำมาใช้ดูแลตนเองได้บ้าง ซึ่งแนวคิดนี้นำร่องใช้จริงแล้วบางพื้นที่ในประเทศไทย อีกทั้งจะเป็นการจูงใจให้ผู้บริบาลเข้ามาดูแลผู้สูงอายุกันมากขึ้นจากที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งมีประชากรสูงอายุ 14 ล้านคน” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
มทร.ธัญบุรี จับมือ สวทช. ลงนามร่วมพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาบุคลากร ขับเคลื่อน อว. For EV
(วันที่ 20 มีนาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมี ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ผศ.ณัชติพงศ์ อูทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นประธานลงนามความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมดำเนินการตามนโยบาย อว. For EV ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกันพัฒนาบุคลากรของประเทศด้านเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่แต่ละฝ่ายมีหรือร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อความเข้มแข็งหรือต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมในประเทศต่อไป
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เนื่องจากยานยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล แต่ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศและเสียง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การลงนามครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและลดก๊าซเรือนกระจก ในมิติเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในโครงการเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ตามกลยุทธ์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช. ซึ่งสอดคล้องตามนโยบาย "อว. For EV" ของกระทรวง อว. มีเป้าหมายทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชียแปซิฟิก โดยประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก: EV-HRD: พัฒนาทักษะกำลังคน 150,000 คนใน 5 ปี EV-Transformation: เปลี่ยนหน่วยงานในสังกัด อว. ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี และEV-Innovation: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับผู้ประกอบการ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้โครงการยานยนต์ไฟฟ้าประสบความสำเร็จ เรามุ่งสนับสนุนการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเสริมทักษะและความรู้ในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรม
ผศ.ณัชติพงศ์ อูทอง รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เราเน้นพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมและสังคม การลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้ยืนยันถึงความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเรามีทีมงานวิจัยที่เชี่ยวชาญและการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองตลาดแรงงาน ซึ่งเรามีมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมจัดการฝึกอบรมเพื่อกระตุ้นการเติบโตและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เสริมแกร่งผู้ประกอบการ ปั้นหลักสูตรปรับตัวสู่การผลิตในยุคดิจิทัล
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดอบรมหลักสูตร "Digital Manufacturing Advisor" (DMA) เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การผลิตในยุคดิจิทัล ณ ห้อง SD601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
เร่งผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคดิจิทัล
ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. กล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ภาคการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จากข้อมูลการสำรวจของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2561 พบว่า กว่า 60-70% ของโรงงานอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในระดับ Industry 2.0 และมีเพียง 2% ที่เข้าสู่ Industry 4.0 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่ ยุคอุตสาหกรรม 4.0
ดร.รวีภัทร์ กล่าวเสริมว่า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย สวทช. ได้จัดตั้งกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 (NSTDA Core Business Thailand i4.0 Platform Group) เพื่อให้บริการด้าน Digital Transformation โดยใช้ ดัชนีชี้วัดความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย (Thailand i4.0 Index) เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม และกำหนดแนวทางพัฒนา หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร "ที่ปรึกษาด้านการผลิตดิจิทัล" (Digital Manufacturing Advisor: DMA) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในสายการผลิต มีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางดำเนินงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม
หลักสูตร DMA: ปั้นที่ปรึกษาด้านการผลิตดิจิทัล
ที่ปรึกษา DMA จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวางแผนการลงทุนและปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยทักษะขั้นสูง (Digital Skills) หลักสูตรดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า สอดคล้องกับเงินทุนและเป้าหมายทางธุรกิจของแต่ละองค์กร ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับดัชนีชี้วัดความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของไทย (Thailand i4.0 Index) นอกจากการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญแล้ว กิจกรรมในหลักสูตรยังเน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างที่ปรึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นระบบ
หลักสูตรอบรมเข้มข้น ครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรม 4.0
หลักสูตร DMA จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 16 วัน (ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 15 สิงหาคม 2568) โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตรหลายแห่ง และนักวิจัย สวทช. ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีพร้อมได้ลงมือปฏิบัติจริง ครอบคลุมเนื้อหาหลากหลายด้าน ในหลักสูตรนี้มีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานสนับสนุนอุตสาหกรรม อาทิ
ผศ.ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่าย Digital Transformation
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
ทีมวิทยากรจาก สวทช. นำโดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 พร้อมด้วย ดร.ธนกร ตันธนวัฒน์ นักวิจัยทีมระบบไซเบอร์-กายภาพ และคุณชัยวุฒิ สีทา นักวิชาการอาวุโส กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 0
ทีมวิทยากรจาก EXIM Bank และ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม)
ทีมผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) สมาคมสมาคมการจัดการระบบคลังสินค้าไทย (TIA) และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (ThaiSubcon)
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่:
✅ Digital Transformation และการประเมินความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0
✅ กลยุทธ์ Transform และการวางแผนดำเนินโครงการ
✅ สถาปัตยกรรมการสื่อสารข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์
✅ การจัดการทรัพยากรในองค์กรด้วย ERP และระบบการผลิต MES
✅ การออกแบบระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT)
✅ การวางแผนการเงินและมาตรการส่งเสริมการลงทุน
นอกจากนี้ หลักสูตรยังเน้น กิจกรรมเวิร์กชอปภายในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้จริง
ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
หลักสูตร DMA ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 70 ท่าน ทั้ง ผู้ประกอบการภาคการผลิต อาจารย์จากสถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท System Integrator (SI) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่ปรึกษาด้านการผลิตดิจิทัล ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. ใช้ AI พัฒนาเครื่องตรวจชนิดไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ
ไมโครพลาสติกกำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามต่อสุขภาวะของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไม่รู้ตัว เพราะพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรเหล่านี้ สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการสูดดมอนุภาคในอากาศ ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า มนุษย์อาจบริโภคไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ อีกทั้งล่าสุดผลวิจัยหลายชิ้นตรวจพบ “ไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” ปริมาณมาก ทั้งในอุจจาระ เลือด เนื้อเยื่อสมอง หรือแม้แต่รกเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ทั่วโลกต่างพยายามเร่งศึกษาวิจัยไมโครพลาสติกอย่างจริงจัง เช่น การจำแนกชนิดไมโครพลาสติกเพื่อหาทางลดปริมาณการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ซึ่งมีขนาดเล็ก พกพาได้ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการประมวลผล เพื่อให้ได้ผลตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว
[caption id="attachment_66889" align="aligncenter" width="700"] ดร.อัศวพงษ์ ทรัพย์พัฒน์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.อัศวพงษ์ ทรัพย์พัฒน์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า “ไมโครพลาสติก” เกิดจากเม็ดพลาสติกตั้งต้น (primary microplastics) เช่น เม็ดบีดส์ที่ใช้ในการผลิตและสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (polyethylene: PE), พอลิโพรพิลีน (polypropylene: PP), พอลิสไตรีน (polystyrene: PS) หรือเกิดจากการย่อยสลายของขยะพลาสติกที่ถูกทับถมเป็นเวลานาน และมีการปนเปื้อนสะสมอยู่ในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทำให้สัตว์น้ำกินเข้าไปและเกิดการส่งต่อในห่วงโซ่อาหาร ปัจจุบันการศึกษาเรื่องไมโครพลาสติกยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากวิธีวิเคราะห์ชนิดไมโครพลาสติกต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ เช่น Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) ที่ต้องติดตั้งในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ที่สำคัญต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพงหลายล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์สูงถึง 1,000 บาทต่อตัวอย่าง
“ทีมวิจัยนาโนเทคนำทีมโดย ดร.จันทร์เพ็ญ ครุวรรณ์ หัวหน้าโครงการ ได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ มีขนาดเล็ก พกพาง่าย วิธีการใช้งานเพียงนำตัวอย่างไมโครพลาสติกมาย้อมสีด้วย “สีย้อมฟลูออเรสเซนต์-กราฟีนแบบใหม่” ซึ่งสามารถย้อมไมโครพลาสติกและช่วยให้ติดสีมากขึ้นถึง 4 เท่า จากนั้นนำเข้าเครื่องวัดฯ แสงยูวีจะกระตุ้นไมโครพลาสติกให้เกิดการเรืองแสงเป็นเฉดสีตามชนิดพลาสติก เนื่องจากพลาสติกแต่ละชนิดมีความเป็นขั้วต่างกัน (polarity) ทำให้เห็นสีย้อมต่างกันจึงใช้สีระบุชนิดไมโครพลาสติกได้”
[caption id="attachment_66886" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกชนิด PE, PET, PS และ PVC[/caption]
[caption id="attachment_66885" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกชนิด PE, PET, PS และ PVC ที่ผ่านการย้อมสีแล้ว[/caption]
สำหรับขั้นตอนการวิเคราะห์ผล ทีมวิจัยนำเทคโนโลยีแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) มาสร้างการเรียนรู้ในการจำแนกภาพ (image classification) อัตโนมัติ ทำให้เครื่องวัดฯ ระบุชนิดและปริมาณของไมโครพลาสติกได้อย่างแม่นยำ เช่น พลาสติกชนิด PE, PP, PET, PS และ PVC และที่สำคัญใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 นาที
[caption id="attachment_66884" align="aligncenter" width="700"] เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ[/caption]
[caption id="attachment_66883" align="aligncenter" width="700"] เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ[/caption]
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. กล่าวว่า จุดเด่นของเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ คือ มีขนาดเล็ก เหมาะต่อการตรวจวัดเชิงรุกในพื้นที่ ทำให้ทราบถึงแหล่งขยะพลาสติกที่เป็นต้นตอของไมโครพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือเป็นเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ได้เองในประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งแหล่งน้ำจืด น้ำทะเล และน้ำกร่อย
“เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำที่พกพาได้สะดวก ตรวจง่าย และมีต้นทุนต่ำ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจตัวอย่างได้เพิ่มขึ้นและรวดเร็ว ทำให้ทราบว่าไมโครพลาสติกที่พบในแต่ละพื้นที่มีต้นตอมาจากพลาสติกชนิดไหน เช่น ขวดน้ำที่ทำจากพลาสติก PET แก้วน้ำที่ทำจากพลาสติก PP หรือ PS ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนลดปริมาณขยะพลาสติกที่เป็นสาเหตุของการเกิดไมโครพลาสติกได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพน้ำ รวมถึงลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตได้อย่างยั่งยืน”
ปัจจุบันนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำได้ยื่นจดสิทธิบัตร และนำไปสาธิตใช้งานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเปิดให้ผู้สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ หรือใช้ในกระบวนการควบคุมปริมาณไมโครพลาสติกในพื้นที่ต่าง ๆ
[caption id="attachment_66888" align="aligncenter" width="700"] ภาพบรรยากาศการลงพื้นที่[/caption]
[caption id="attachment_66887" align="aligncenter" width="700"] ไมโครพลาสติกจากตัวอย่างน้ำทะเล จ.ภูเก็ต[/caption]
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามนวัตกรรม เครื่องตรวจวัดและระบุไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ได้ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายในงานยังมีงานสัมมนาวิชาการที่น่าสนใจถึง 40 หัวข้อ และมีนิทรรศการที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรกว่า 100 บูท ดูรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ www.nstda.or.th/nac/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2564 8000
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
อินโฟกราฟิกโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
นานาสาระน่ารู้
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


