ผลการค้นหา :
สวทช. เดินหน้ายกระดับเกษตรกร พร้อม Train the Trainer เทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML พืชทางเลือกหลังนา พร้อมใช้ ‘ตลาดนำการผลิต’ สร้างรายได้ยั่งยืน
(วันที่ 12 - 13 พฤศจิกายน 2567) ณ โรงแรมเจพี เอมเมอรัลด์ (JP Emerald Hotel) จังหวัดยโสธร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จัดอบรม เชิงปฏิบัติการเทคโนโลยีการผลิตพืชหลังนาแบบครบวงจร: ถั่วเขียวพันธุ์ KUML ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) กลุ่ม Train the trainer ได้แก่ กลุ่มเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยโสธร และ (2) กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ จ.ยโสธร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการปลูกถั่วเขียว KUML อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงยกระดับเกษตรกรให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง สร้างรายได้เสริม อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเผาฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งส่งผลดีต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
ภายในงานได้มีการมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตกร โดย สวทช. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว KUML เบอร์ 4 และปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม และสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธรสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้ในการปลูกหลังฤดูทำนาปีนี้อีกด้วย
นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวว่า จังหวัดยโสธรมีความพร้อมในการขับเคลื่อนการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรหลังฤดูทำนา โดยการร่วมมือกันของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และภาคเอกชน ในการเป็นตลาดรับซื้อถั่วเขียวพันธุ์ KUML สำหรับถั่วเขียวพันธุ์ KUML นอกจากจะเป็นพืชที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรหลังฤดูทำนาแล้ว ยังช่วยในการบำรุงดินด้วย พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูทำนา หันมาปลูกพืชอายุสั้น สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้การอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีองค์ความรู้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถกระจายสู่ทุกอำเภอภายในจังหวัดยโสธร เกิดการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนในชุมชน พร้อมทั้งเป็นการรณรงค์งดการเผาตอซัง หันมาสร้างรายได้หลังการทำนาแก่พี่น้องเกษตรกร
นายนพดล ผุดผ่อง เกษตรจังหวัดยโสธร กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดอบรมครั้งนี้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียว KUML ให้กับนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอ, ระดับจังหวัด, เกษตรอำเภอของสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 100 คน ให้มีองค์ความรู้การปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML ตามหลักวิชาการ สามารถนำความรู้ไปส่งเสริมการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงเกษตรกรที่ผ่านการประเมินคัดเลือกของ สวทช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด จำนวน 350 ราย เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ทั้งเทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว และการรักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวพันธุ์ KUML อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) กล่าวว่า ถั่วเขียวถือเป็นพืชทางเลือกที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนา เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวได้เร็ว และยังช่วยบำรุงดิน สวทช. ในฐานะหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML จำนวน 6 สายพันธุ์ ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 300 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดขนาดใหญ่ และต้านทานต่อโรคราแป้งและใบจุด เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง
โครงการขยายผลการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. โดยใช้กลไก "ตลาดนำการผลิต" ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิต ได้แก่ บริษัท กิตติทัต จำกัด รับซื้อถั่วเขียวปลอดภัยในจังหวัดสุพรรณบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ เพื่อแปรรูปเป็นถั่วกะเทาะซีกปีละ 4,000 ตัน และบริษัท ข้าวดินดี จำกัด รับซื้อถั่วเขียวอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญเพื่อแปรรูปเป็นพาสต้าปีละ 20 ตัน
ในปี พ.ศ. 2566 ได้นำร่องในจังหวัดยโสธร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยกลุ่มแรกมีรายได้สุทธิ 28,650 บาท และกลุ่มที่สองมีรายได้สุทธิ 31,175 บาท โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินได้ ทำให้ลดการใส่ปุ๋ยในนาข้าวลงได้
ล่าสุดปี พ.ศ. 2567 สวทช. ได้รับทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการขยายผลสู่ 17 กลุ่มใน 8 อำเภอของจังหวัดยโสธร แบ่งเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ 2 กลุ่ม และกลุ่มผลิตเพื่อการค้า 15 กลุ่ม โดย สวทช. สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,750 กิโลกรัม พร้อมปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบครบวงจร การดำเนินงานนี้นอกจากจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยปรับปรุงบำรุงดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปอีกด้วย
ภายในการอบรมฯ ผู้เข้าอบรมทุกท่านได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎีการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการปลูกถั่วเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว การบริหารจัดการหลังเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ประกิจ สมท่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อีกทั้งยังได้ทราบแนวทางของตลาดรับซื้อถั่วเขียว KUML จากนางสาวเนาวลักษณ์ แสงสุวรรณ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์นกทาและไทยเจริญ จำกัด ไปจนถึงแนวทางการพิจารณาสินเชื่อบุคคลและวิสาหกิจชุมชนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยโสธร
นอกจากนี้นางสาวณิฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาสุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. ยังได้จัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมกลุ่ม Train the trainer ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการจัดทำสื่อการสอนและทดลองนำเสนอให้กับกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กพร. จับมือ เอ็มเทค สวทช. จัดสัมมนาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
(วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี:กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Creating Business Opportunities through Circular Economy Design) ย้ำความสำเร็จของโครงการฯ การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และกระบวนการของสถานประกอบการเพื่อลดใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ดร.ธีรวุธ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือที่เรียกว่า BCG Model โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้มากขึ้น รักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบและหมุนเวียนใช้ให้นานที่สุด และลดการปลดปล่อยของเสียออกจากระบบให้น้อยที่สุด เพื่อก่อให้เกิดรูปแบบการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน
กพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสียเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย โดยคำนึงถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุดตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อีกทั้งได้รับมอบหมายให้เป็น Focal Point ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Circular Economy ของประเทศ โดยมี เอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการในปีที่ 3 ภายหลังจากผลการดำเนินโครงการในช่วงปี 2565 – 2566 ที่ผ่านมานั้นประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก ในการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ (Design for Circular Economy) ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ซึ่งรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการซ่อมแซม ยืดอายุการใช้งาน หรือรีไซเคิล
ซึ่งในปีนี้ผลของการดำเนินโครงการได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน และมีตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและได้รับคำปรึกษาแนะนำเชิงลึกจาก เอ็มเทคจำนวน 3 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากต้นทุนที่ลดลงหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมไม่ต่ำกว่า 142.45 ล้านบาทต่อปี และหากมีการนำต้นแบบที่ได้พัฒนาตามแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จะสามารถ
ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ไม่ต่ำกว่า 880 ตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (เทียบเท่า) ต่อปี ยังไม่นับรวมมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นประกอบกับยังมีผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ กพร. จึงได้พิจารณาขยายผลการดำเนินโครงการไปสู่ปีที่ 4 ในปีงบประมาณ 2568 เพื่อขยายเครือข่ายผู้ประกอบการที่นำหลักการ Circular Economy ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่มีการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า การจัดสัมมนา สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการออกแบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Creating Business Opportunities through Circular Economy Design) ในวันนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้ “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ Circular Economy ที่มีการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายและทิศทาง
การพัฒนาประเทศของรัฐบาล ถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์ใช้แนวทาง Design for Circular Economy ของอุตสาหกรรมไทย เพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์หลักคิด Circular Economy ในการออกแบบ โดยเอ็มเทค ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ของกลุ่มวิจัย ผนวกกับการใช้กลไกเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการของเอ็มเทคที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการโดยถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องในรูปแบบการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกผ่านการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ตามหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
“เอ็มเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาที่พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีวัสดุและการผลิตด้วยพันธกิจและความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยในการพัฒนาและสร้างขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีวัสดุให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ต้องขอขอบคุณ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้ให้ความไว้วางใจเอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินงาน“โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และขอขอบคุณบริษัทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ รวมทั้งผู้ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลสำเร็จในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีการประยุกต์หลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการออกแบบ และมีตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน” ดร.อศิรา กล่าว
สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อน Circular Economy ของประเทศ และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายรัฐบาล โดยมี เอ็มเทค เป็นที่ปรึกษาโครงการ เช่น บริษัท คอทโก้ พลาสติกส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หนังเทียม และแผ่นพลาสติกพีวีซี ชั้นนำ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ ได้วิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทฯได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการต้นแบบของโครงการฯ เพื่อพัฒนาหนังเทียมพีวีซีคุณภาพสูงที่ปราศจากสารอันตราย เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรการของประเทศที่บังคับไม่ให้มีสาร Phthalate และ CPs และสามารถเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนเป็น “วัสดุรอบสอง (Secondary Materials) ได้อย่างปลอดภัย
ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. และบริษัทฯ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินหาโซลูชันที่เหมาะสม ซึ่งนำมาสู่แนวคิดการพัฒนาหนังเทียมพีวีซีสูตรใหม่ที่ไม่ใช้สารอันตรายอย่าง Phthalate และ Chlorinated Paraffins พบว่าการผลิตหนังเทียมสูตรใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์การทดสอบการลามไฟ มีสมบัติเชิงกลที่ใกล้เคียงกับสูตรเดิม และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่าสูตรการผลิตใหม่สามารถนำมาใช้ทดแทนสูตรเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาการผลิตหนังเทียมที่ปราศจากสารอันตรายนี้ สะท้อนถึงการสร้างคุณค่า (Value Creation) และ การคงคุณค่า (Value Retention) เพื่อนำทรัพยากรหมุนเวียนมาใช้ให้นานที่สุดตั้งแต่ต้นทาง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของการพัฒนาประเทศที่มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยทางบริษัทฯ ทั้งนี้ภายในงานยังมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการอีกมากมาย เช่น บริษัท ยูเนี่ยนไพโอเนียร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท กรีนสปอต จำกัด และบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการในปีที่ 1 และ 2 เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัตเข้าคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว หลังคว้าแชมป์นานาชาติ The 5th Kibo-RPC
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พา 4 เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัต เข้าพบ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เพื่อรายงานผลการแข่งขันโครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์นานาชาติ ซึ่งเยาวชนไทยสามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ
นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้กล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทีมแอสโทรนัต โดยเน้นย้ำให้เยาวชนนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกมิติของสังคมไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ด้าน นายธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หัวหน้าทีมแอสโทรนัต กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้ทุ่มเทฝึกฝนและใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์ที่ใช้งานจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งจากการได้เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีมาก ตั้งใจนำความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับกลับไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป
เยาวชนทีมแอสโทรนัตทั้ง 4 คน ประกอบด้วย
นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
นายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ผู้สนับสนุนการเดินทางเข้าร่วมแข่งขัน : บริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไทยสุข : ThaiSook แอปฯ เพื่อสุขภาพคนไทย
ไทยสุข (ThaiSook) แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพสำหรับคนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการดูแลตัวเอง เชื่อมต่อสมาร์ตวอทช์ พร้อม AI ตรวจสอบ แม่นยำ โหลดเลย! ทั้ง Android และ iOS
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
เยาวชนไทยคว้าแชมป์นานาชาติ การแข่งขันเขียนโปรแกรม ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ของ NASA
เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ‘ทีมแอสโทรนัต" จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) ของ NASA ที่ปฏิบัติงานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ในโครงการคิโบะ โรบอต โปรแกรมมิง ชาเลนจ์ ครั้งที่ 5 (The 5th Kibo Robot Programming Challenge) ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันจาก 12 ชาติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ดำเนินการจัดแข่งขันโครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์ประเทศไทย โดยทีมแอสโทรนัต (Astronut) เป็นทีมชนะเลิศ และเป็นทีมตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการเดินทางจากบริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด
[caption id="attachment_62911" align="aligncenter" width="750"] ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ทีมแอสโทรนัต ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้าร่วมการแข่งขัน The 5th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์นานาชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือแจ็กซา (JAXA) และถ่ายทอดสดทาง YouTube ช่อง JAXA จากศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนักบินอวกาศนาซา เจเน็ต เอปส์ (Janet Epps) ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันอยู่บนห้องทดลองคิโบะโมดูล สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมเยาวชนจากทั่วโลก ที่สามารถทำคะแนนได้สูงสุดในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ให้ปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมสถานีอวกาศ ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนจาก 12 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
“ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมแอสโทรนัต จากประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นการแสดงความสามารถในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา JAVA ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติให้เคลื่อนที่ไปอ่าน QR Code และยิงแสงเลเซอร์เข้าเป้าหมายทำคะแนนได้สูงเป็นอันดับที่ 1 ของการแข่งขัน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ จากความสำเร็จของเยาวชนไทยในครั้งนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนทั้งสี่คนจะได้เรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า สามารถนำมาแบ่งปัน ต่อยอด รวมทั้งถ่ายทอดให้แก่เพื่อน ๆ เยาวชนไทยรุ่นต่อไป”
ด้าน นายธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หัวหน้าทีมแอสโทรนัต กล่าวถึงความรู้สึกหลังทราบผลการแข่งขันว่า พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่คว้าชัยชนะครั้งนี้มาได้ ต้องขอบคุณความตั้งใจและความพยายามของทุกคนในทีม แม้จะเจออุปสรรคจากสภาพแวดล้อมจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่เราก็เตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แถมยังทำเวลาได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย การได้นำโค้ดที่เราพัฒนาไปใช้จริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะนำไปปรับใช้และต่อยอดต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน
“นอกจากการแข่งขัน พวกเรายังได้เยี่ยมชมองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นที่เมืองสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นการทำงานของห้องควบคุมปฏิบัติการ (Mission Control Room) ที่คอยติดต่อสื่อสารกับสถานีอวกาศนานาชาติ ได้เห็นศูนย์ฝึกนักบินอวกาศ (Astronaut Training Center) และได้รับประโยชน์มากมายในด้านองค์ความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติการในอวกาศ ที่สำคัญตลอดการทำกิจกรรมยังได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ต่างชาติมากมาย ทั้งญี่ปุ่น เนปาล ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานซึ่งกันและกัน สุดท้ายต้องขอขอบคุณ สวทช. และ JAXA ที่จัดการแข่งขันนี้ขึ้นมา รวมทั้งขอขอบคุณบริษัทเอกชนและผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่สนับสนุนการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้พวกเราได้สัมผัสใกล้ชิดกับการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ในอวกาศ และมีโอกาสพูดคุยกับนักบินอวกาศ คุณโนริชิเงะ คะไน (Norishige Kanai) ที่มีประสบการณ์ภารกิจที่สถานีอวกาศนานาชาติมาแล้ว”
ทั้งนี้ ทีมแอสโทรนัต สามารถคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครอง ด้วยคะแนน 253.09 คะแนน ส่วนรางวัลอื่น ๆ ได้แก่ รางวัลอันดับ 2 ฟิลิปปินส์ 250.88 คะแนน และรางวัลอันดับ 3 บังคลาเทศ 153.92 คะแนน สามารถรับชมการแข่งขันย้อนหลังได้ทาง YouTube ของ JAXA ที่ลิงก์ https://www.youtube.com/live/v-ZtCfUONVU
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวโครงการกิจกรรมวิทยาศาสตร์อวกาศสำหรับเยาวชนได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation และแฟนเพจ NSTDA SPACE Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ศุภมาส” นำทีมผู้บริหารและบุคลากร อว. ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2567 วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ยอดเงินทำบุญ 3 ล้านบาท โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทำบุญ
(วันที่ 9 พฤศจิกายน 2567) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน กระทรวง อว. ประจำปี 2567 ณ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดเสนาสน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธี
โดยในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมพิธีด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้บริหาร สวทช. ร่วมแสดงความยินดี ผอ. สกสว. คนใหม่
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมแสดงความยินดีแก่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เยาวชนไทยเดินทางเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่ญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เวลา 23.45 น. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และ บริษัท 168 ลัคกี้เทรด จำกัด ส่ง 4 เยาวชนไทยทีมแอสโทรนัต (Astronut) บินลัดฟ้าเข้าร่วมแข่งขัน “โครงการ The 5th Kibo Robot Programming Challenge” รอบชิงแชมป์นานาชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) โดยมีนักบินอวกาศนาซา เจเน็ต เอปส์ (Janet Epps) ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ
เยาวชนไทยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายธรรญธร ไชยกายุต ชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ชั้นปีที่ 1 สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นายชยพล เดชศร ชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ ชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมที่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเยาวชนจาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา โดยจะเริ่มกิจกรรมการแข่งขันในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 เวลา 08.00-17.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) รับชมการถ่ายทอดสดทางช่อง YouTube ของ JAXA ได้ที่ https://www.youtube.com/live/v-ZtCfUONVU
สำหรับผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากทางเพจ สวทช. เร็วๆ นี้
ข่าว
สผ. – สวทช. ร่วมลงนาม MOU พัฒนาฐานข้อมูลกลางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจการจัดทำระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยมีนายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการรวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ของ สผ. และ สวทช. เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม จำนวน 70 คน ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 อาคารทิปโก้ 2 ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ
นายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. ได้แสดงความมุ่งมั่นในการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานผ่านความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้ระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยทำหน้าที่ “ศูนย์ข้อมูลกลางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย” ร่วมกันกับหน่วยงานเครือข่าย และยกระดับการให้บริการข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการให้บริการข้อมูลสถานภาพสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม ข้อมูลทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน และข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ และข้อมูลที่สำคัญอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วนช่วยประกอบการตัดสินใจ วางแผนการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์คุ้มครองชนิดพันธุ์และพื้นที่แหล่งที่อยู่อาศัย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. มีเป้าหมายยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ให้สามารถสนับสนุนการเติบโตของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศ อาทิ ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย Thailand Bioresource Research Center หรือ TBRC เป็นศูนย์จุลินทรีย์และชีววัสดุชั้นนำในระดับนานาชาติ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน มุ่งเน้นการรับฝากและให้บริการจุลินทรีย์และชีววัสดุ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand หรือ NBT) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการอนุรักษ์และจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียทรัพยากร และทำหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ
การลงนามในครั้งนี้ เป็นก้าวแรกที่ทั้งสองหน่วยงานได้ผนึกกำลังต่อยอดฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางที่หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เช็กสถิติ “ที่สุดของ กทม.” บนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue
วัน ๆ พันกว่าเรื่อง ! แล้วเรื่องไหนที่ชาว กทม. ให้ความสนใจมากที่สุด ปัญหาอะไรที่ประชาชนเห็นว่าสำคัญที่สุด และปัญหาใดได้รับการแก้ไขมากที่สุด Traffy Fondue รวบรวมสถิติให้ดูกันจะจะ พร้อมเปิดให้โหวตเรื่องที่คิดว่าสำคัญและอยากให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไข
เว็บไซต์ https://bangkok.traffy.in.th เพิ่มฟีเจอร์ "สถิติ" ฟีเจอร์ที่แสดงเรื่องที่มีสถานะ "ที่สุด" ในด้านต่าง ๆ จากการแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในแพลตฟอร์ม Traffy Fondue โดยล่าสุดเปิดให้บริการดูข้อมูลสถิติได้ 7 ด้าน ประกอบด้วย
เขตที่ประชาชนพอใจในการแก้ปัญหามากที่สุด
เขตที่แก้ปัญหามากที่สุด (%)
เรื่องยอดนิยมที่มียอดเข้าชมสูงสุด
เรื่องประชาชนถูกใจสูงสุด
เรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด
เปิดเรื่องใหม่มากสุด (เรื่องแจ้งเดิมที่ปิดงานแล้วแต่ต้องการแจ้งใหม่อีกครั้ง)
ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขมากสุด
ประชาชนสามารถดูสถิติย้อนหลังในแต่ละเดือนโดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://bangkok.traffy.in.th และกดเลือกไอคอน "สถิติ" จากนั้นกดเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการดูสถิติ ระบบจะแสดงผลสถิติของเรื่องที่เลือกดู อยากรู้สถิติของเดือนไหนก็เลือกเดือนที่ต้องการได้ เขตไหนทำงานเร็ว แก้ปัญหาไว ถูกใจประชาชน หรือเรื่องไหนฮอตฮิตเป็นที่สนใจของประชาชน ไม่ต้องเดาอีกต่อไป เข้าไปดูที่ฟีเจอร์ "สถิติ" ได้เลย
นอกจากนี้ หัวข้อ “เรื่องสำคัญสุด” ยังเปิดให้ประชาชนกด “โหวต” เพื่อให้ความสำคัญกับปัญหานั้น ปัญหาไหนได้รับคะแนนโหวตสูง กทม. ก็จะยิ่งให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขให้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ข้อดีของฟีเจอร์ "สถิติ" คือ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. นำเด็กไทยเปิดประสบการณ์ต่างแดน ณ ประเทศญี่ปุ่น เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมบูรณาการความรู้ด้าน STEAM Education
เมื่อวันที่ 14 -18 ตุลาคม 2567 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ นำคณะนักเรียนไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 21 คน เข้าร่วมกิจกรรมค่าย The 6th International STEAM Camp Inspired by Fun hand-on Activities in Science, Technology, engineering, Arts and Mathematics in Japan ณ สถาบันวิจัยชั้นนำ พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช.
ในกิจกรรมแรก ทางโครงการได้นำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม ณ Japan Aerospace Exploration Agency (JAXA) องค์กรชั้นนำด้านการวิจัยและสำรวจอวกาศในญี่ปุ่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาดาวเทียม การปล่อยจรวด รวมถึงการสำรวจดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะ รวมถึงการติดตามและควบคุมยานอวกาศ ตลอดจนถึงการฝึกนักบินอวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจในอวกาศ นอกจากการสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับนักเรียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับอวกาศและเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่สนุกสนานและท้าทายโดยวิทยากรจาก JAXA ในกิจกรรม การสร้าง Magnus Glider แบบง่าย เพื่อเรียนรู้ปรากฏการณ์แมกนัส (Magnus Effect) จากการสร้างโมเดล Glider อย่างง่ายด้วยวัสดุใกล้ตัว ทำการทดลองและสังเกตแรงยกจากการหมุนด้วยหลักการทางฟิสิกส์และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในรูปแบบที่สนุกและสร้างสรรค์
กิจกรรมที่สอง นำนักเรียนไปยัง โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ไม่เพียงแต่วิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองโตเกียวที่จะได้เห็นจากหอคอยแห่งนี้แล้ว หอคอยแห่งนี้ยังมีจุดเด่นในการออกแบบทางวิศวกรรมโดยมีการสร้างจากเหล็กขนาดใหญ่ มีการออกแบบให้ฐานของหอคอยเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งช่วยให้ลมพัดผ่านไปได้ง่ายและมีแกนกลางแข็งแรงที่ช่วยรองรับน้ำหนัก มีระบบการป้องกันภัยและระบบการควบคุมการสั่นสะเทือนที่ทันสมัย เพื่อป้องกันแผ่นดินไหวและสึนามิ มีการติดตั้งระบบระบายอากาศและควบคุมอุณหภูมิที่ช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยใช้ฉนวนกันความร้อนและกระจกสะท้อนความร้อนที่ช่วยป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคาร ทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานมากในการทำความเย็น นอกจากนี้ หอคอยแห่งนี้ยังใช้แสงสว่างอย่างชาญฉลาดโดยใช้หลอดไฟ LED ซึ่งเป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงานกว่าแบบเดิมถึง 90% และยังมีระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ ตามเวลาและความสว่างของแสงธรรมชาติ ทำให้ไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังเป็นสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย
กิจกรรมที่สาม นำนักเรียนไปเรียนรู้วัฒนธรรมและสัมผัสประสบการณ์การทำข้าวเกรียบเซมเบ้ (Sokasenbei) ณ Sokasenbei Marusoichifuku Honten ซึ่งเป็นขนมเก่าแก่ของญี่ปุ่น Sokasenbei ไม่ได้เป็นแค่ขนมธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นสืบทอดกันมาหลายร้อยปี การทำ Sokasenbei แบบดั้งเดิมที่ใช้เตาถ่าน และการปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและความเรียบง่าย สำหรับในเชิงวิทยาศาสตร์ ในการทำ Sokasenbei นั้น เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแป้ง เมื่อเรานวดและย่าง ซึ่งเป็นผลมาจากความร้อนและการระเหยของน้ำและการควบคุมความร้อนในการย่างขนม การปรับอุณหภูมิให้พอดีจะทำให้ Sokasenbei กรอบหอม อุณหภูมิที่แตกต่างกันส่งผลต่อความกรอบของขนมด้วยเช่นกัน
กิจกรรมที่สี่ นำนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงสังคมและวัฒนธรรมกับเพื่อนนักเรียนญี่ปุ่น ณ Tokyo Gakugei University International Secondary School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และความคิดวิเคราะห์ไปพร้อมกัน นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักเรียนญี่ปุ่น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระดมสมอง และการทำงานเป็นทีมร่วมกัน ในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับเด็กไทย แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับเยาวชนที่อาจส่งผลในอนาคต
กิจกรรมที่ห้า นำนักเรียนไปยัง The National Museum of Emerging Science and Innovation (Miraikan) พิพิธภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ของประเทศญี่ปุ่น เข้าชมปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์บนท้องฟ้าและอวกาศผ่าน The dome theater และเดินชมนิทรรศการต่าง ๆสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ และเล่นเกมผ่านระบบ Interactive ที่จัดแสดง เช่น การเดินโดยการจำลองเป็นผู้สูงอายุ การสัมผัสหุ่นยนต์และสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบของหุ่นยนต์ เทคโนโลยีด้านการประมวลผลภาพถ่าย
กิจกรรมสุดท้าย นำนักเรียนไปยัง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Maxell Aqua Park Shinagawa เรียนรู้ธรรมชาติและชีวิตของสัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในเมืองที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น การฉายภาพเพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของโลกใต้ทะเลและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีการจัดแสดงสิ่งมีชีวิตประมาณ 20,000 ตัวจาก 350 สายพันธุ์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงการแสดงออกของแต่ละฤดูกาลและเปลี่ยนแปลงไปในเวลากลางวันและกลางคืน และชมการแสดงของปลาโลมาที่ชาญฉลาด
กิจกรรมค่ายครั้งนี้ นักเรียนได้รับทั้งความสนุกสนานและความรู้ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรมกับเพื่อนวัยเดียวกัน และยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและสังคมความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น ซึ่ง สวทช. ได้เล็งเห็นว่า การจัดค่ายเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมให้กับเยาวชนนั้น เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมให้เด็กไทยได้รับประสบการณ์ที่ดีในต่างประเทศ ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ มีความรู้รอบตัว และสามารถปรับตัวได้ดีในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เสริมศักยภาพนักเรียนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พาเยี่ยมชมการทำงานของ Google Thailand
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สายงานพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำคณะนักเรียนและครู ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี(Gifted) โรงเรียนหอวัง จำนวน 38 คน และเจ้าหน้าที่ สวทช. เยี่ยมชมและฟังบรรยาย ณ บริษัท Google Thailand สำนักงานประจำประเทศไทย ชั้น 14 อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโค่เพล็กซ์ ถ.วิทยุ เพลินจิต กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้กิจกรรม The 7th International STEAM Camp Singapore เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เน้นทักษะการคิด กระบวนการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
โดย คุณจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว ตำแหน่ง Business Development Google for Education ได้ให้การบรรยายพิเศษ ผ่านระบบ Google Meet เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ก่อนที่คณะนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ สวทช. จะเข้าไปเยี่ยมชม โดยได้กล่าวถึงธุรกิจของบริษัท ที่ อยู่ภายใต้ Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google โดยสายธุรกิจของ Google สามารถแบ่งออกเป็น 2 Segment ใหญ่ ๆ ได้แก่
Google Services เช่น โฆษณา, ระบบปฏิบัติการ Android, เว็บเบราว์เซอร์ Chrome, Hardware, Gmail, Google Drive, Google Maps, Google Photos, Google Play, Google Search และ YouTube
Google Cloud เช่น Google Cloud Platform และ Google Workspace
จากนั้น คุณจิระวัฒน์ ได้บรรยายถึง Culture ของ Google ได้แก่ 1. Shared vision 2.Ownership 3.Curiosity 4.Risk-taking 5. Collaboration ซึ่งเป็น วิธีการทำงานของคนในองค์กรGoogleที่เน้นทำสิ่งที่ถูกต้อง (do the right thing) ทำอย่างมั่นใจ (being proactive) มองเป้าหมายเป็นหลัก (being focused) ทำให้เกินเป้าหมายอยู่เสมอ (go for the extra mile) คิดนอกกรอบ ให้รางวัลกับตัวเอง ให้ความสำคัญกับทีม ทำงานอย่างโปร่งใส และแลกเปลี่ยนข้อมูลความผิดพลาด ทดลองทำสิ่งใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อเจอกับความผิดพลาด
สุดท้ายได้กล่าวสรุปลักษณะของพนักงานที่ Google ต้องการมาร่วมงาน
มีความใฝ่รู้ หาความรู้ใหม่เสมอ
สามารถตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่จำกัด หรือข้อมูลที่ยังมีไม่ครบถ้วนได้
มีความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา
เป็นคนมีเป้าหมายที่มองการณ์ไกล ทะเยอทะยาน
ทำงานกับเพื่อนร่วมงานได้ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ให้กัน
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 กิจกรรมการเยี่ยมชม ณ บริษัท Google Thailand สำนักงานประจำประเทศไทย ชั้น 14 อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโค่เพล็กซ์ ถ.วิทยุ เพลินจิต กรุงเทพ ฯ เพื่อรับฟังความรู้ด้านนวัตกรรมการทำงาน Google Culture & Innovation ในการเปิดโลกทัศน์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากสถานที่จริง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และวางแผนเส้นทางอาชีพต่อไปในอนาคต โดยได้รับการต้อนรับจากคุณคณิศร เปรมประเสริฐStrategic Public and Education Client Executive ผู้แทนดูแลลูกค้ากลุ่มภาครัฐและการศึกษา Google Cloud Thailand คุณคณิศร ได้พูดถึงคำศัพท์ “Googley” (กู-กลี้) หรือ Googleyness ว่าเป็นลักษณะนิสัยของ Googler ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรจนกลายเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะการทำงานของคนกูเกิลว่าคือการทำงานแบบ Googley ซึ่งเป็นนิยามรวมๆ ที่สื่อถึงวิธีการคิด วิธีการทำงานของคนในองค์กร
ในส่วนของการเยี่ยมชมสำนักงานประจำประเทศไทย การออกแบบเป็น Design by Google โดยกูเกิลเปิดพื้นที่ให้ พนักงาน Googler ของไทยเป็นผู้ออกแบบ เพราะกูเกิลเชื่อว่าทุกคนจะทำงานอย่างมีศักยภาพในพื้นที่ที่พึงพอใจ
โดยนำความเป็นไทยมาสร้างเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นกูเกิล ห้องประชุมต่างๆ ถูกออกแบบเป็นสถานี BTS หรือ ตั้งเป็นชื่อประเพณีไทย เป็นต้น
การออกแบบตามเทศกาล(ฮาโลวีน)
ห้องประชุมที่ออกแบบเป็นสถานีBTS
ฉากหลัง Google ที่อยู่ท่ามกลางสายน้ำ ของแม่น้ำเจ้าพระยา เอกลักษณ์ของไทย
ป้ายชื่อสองด้าน GOOGLE , สวัสดี ออกแบบโดยพนักงาน สาขาประเทศไทย
จากนั้นคุณคณิศร และพนักงานกูเกิลอีกสามท่าน ได้พาเยี่ยมชมสำนักงานของ กูเกิล ซึ่งอยู่ชั้นที่ 10 ,14 และ 16 และบรรยายถึงสวัสดิการต่างๆของพนักงาน เช่น สวัสดิการด้านอาหารจะมีทั้งหมดสองส่วน คือส่วนที่เป็นครัวเล็กๆ หรือที่กูเกิลเรียกว่า Micro Kitchen โซนนี้จะเหมือนกับเป็นบาร์ ที่มีขนม เครื่องดื่ม ให้พนักงานเดินมาหยิบได้ และมี ห้องอาหารบริการที่มีอาหารเช้า กลางวัน เย็น บริการแบบฟรีทั้งหมด
คุณคณิศร อธิบายจอมอนิเตอร์ที่แสดงคำค้นในไทยแบบปัจจุบัน ว่าตอนนี้คนไทยกำลังค้นหาคำว่าอะไรกันอยู่บ้าง เครื่องมือนี้มีชื่อว่า Google Trends
กูเกิล เป็นบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา มีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน และมีศักยภาพที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมต่างๆออกมาช่วยให้การดำเนินชีวิตของเราง่าย และสะดวกสบายมากขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจน ในสถานการณ์ โควิดที่นักเรียน ต้องเรียนจากที่บ้านเครื่องมือหลายตัวของ Google ช่วยเปลี่ยนโลกการเรียนรู้ และนำพาโลกผ่านทุกวิกฤตการณ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
“ผู้แทนนักเรียนโรงเรียนหอวัง ระดับชั้น ม.4 กล่าวว่า รู้สึกประทับใจและดีใจที่ได้มาเข้าร่วมกิจกรรม สนุกและได้รับความรู้มากมาย จากGoogle Thailand ได้นำประสบการณ์ไปใช้ในการวางแผนในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ต่อไป รวมถึงขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สวทช.ทุกท่านที่ช่วยประสานงานให้เกิดโครงการดีๆในวันนี้”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


