ผลการค้นหา :
สุดยอดเยาวชนไทย! กวาด 11 รางวัล บนเวที REGENERON ISEF 2025 ที่สหรัฐอเมริกา รร.ปรินส์รอยแยลส์ฯ คว้าอันดับ 1 โชว์ศักยภาพเด็กไทยเก่ง สร้างชื่อเสียงระดับโลก
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 ที่เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับเยาวชนระดับโลก REGENERON ISEF 2025 (Regeneron International Science and Engineering Fair 2025) จัดโดย Society for Science ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งทีมเยาวชนไทย จำนวน 14 ทีม เข้าร่วมชิงชัยกับทีมเยาวชน 66 ประเทศทั่วโลก ราว 1,700 คน ในระหว่างวันที่ 10 - 16 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันฯ ปรากฏว่า รร.ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลที่ 1 สาขาเทคโนโลยีส่งเสริมศิลปะ กับ โครงงาน“ไอเบรลล์ : การปฏิรูปการศึกษาเบรลล์อย่างเป็นระบบด้วย AI และเทคโนโลยีสัมผัสต้นทุนต่ำ เพื่อสังคมแห่งความเท่าเทียมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ” ที่พัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้เบรลล์โดยใช้ AI ส่งเสริมความเท่าเทียมทั่วโลก! พร้อมทีมเยาวชนไทยสามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการกวาดมาทั้งหมด 11 รางวัล ประกอบด้วยรางวัล Grand Awards จำนวน 8 รางวัล และรางวัล Special Awards จำนวน 3 รางวัล รวมมูลค่า 18,400 ดอลลาร์สหรัฐ (เงินไทยประมาณ 620,000 บาท)
ผศ. ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการ NSM กล่าวชื่นชมเยาวชนไทยทั้ง 14 ทีม ว่า “ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับเยาวชนทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มศักยภาพ จนสามารถคว้ารางวัลมาได้สำเร็จ ถือเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเยาวชนไทยได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นด้านทฤษฎี การประยุกต์ใช้ รวมทั้งการนำเสนอผลงานโดยใช้การสื่อสารทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความสามารถที่น่ายกย่อง ผลงานของเยาวชนไทยสามารถแสดงศักยภาพจนได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการศึกษา ค้นคว้า และทดลองอย่างต่อเนื่องของนักเรียน รวมถึงความทุ่มเทของครูที่ปรึกษาทุกท่าน เชื่อมั่นว่าทุกผลงานของเยาวชนเหล่านี้จะได้รับการเผยแพร่และพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้างต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยในด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม นำไปสู่การสร้างคนและบุคลากรในสังคมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในอนาคต”
ด้าน รศ. ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวแสดงความยินดีว่า “ปีนี้ สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับ NSM ได้ส่งตัวแทนทีมเยาวชนไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 ทีม โดยผลงานถูกคัดเลือกจากการประกวดจากค่ายเวทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 20 (20th Thailand Young Scientist Festival, TYSF20) โดย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ในปีนี้ ผลงานของทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้ในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ และหวังว่าจะสามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จากการศึกษาวิจัยเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมวิทยาศาสตร์ให้ยั่งยืนต่อไป”
ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการสร้างขุมกำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขุมกำลังในด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมและกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจและเพิ่มพูนทักษะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ในระดับนักเรียน เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามนโยบายของกระทรวง อว. โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ปีนี้ สวทช. ได้คัดเลือกทีมเยาวชนไทย จำนวน 6 ทีม จากการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27 (27th Young Scientist Competition, YSC 2025) ที่ สวทช. สนับสนุนตั้งแต่ปี 2542 โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายที่ร่วมเป็นศูนย์ประสานงานภูมิภาคของโครงการฯ จัดประกวดโครงงานในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 – 6 ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรม ให้สังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และต้องขอชื่นชมเยาวชนไทยทุกคนว่าสามารถทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม หวังว่าจะสามารถนำประสบการณ์ในครั้งนี้ไปต่อยอดเพื่อประโยชน์ของประเทศต่อไป”
ผลงานเยาวชนสามารถคว้ารางวัล REGENERON ISEF 2025 ดังนี้
รางวัล Grand Award อันดับที่ 1 พร้อมเงินรางวัล 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่
- โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ในสาขาเทคโนโลยีส่งเสริมศิลปะ กับ โครงงานไอเบรลล์ : การปฏิรูปการศึกษาเบรลล์อย่างเป็นระบบด้วย AI และเทคโนโลยีสัมผัสต้นทุนต่ำ เพื่อสังคมแห่งความเท่าเทียมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยมี นายศิวกร สุวรรณหงส์ นายปัณณวิชญ์ พลนิรันดร์ และน.ส.ศตพร ธนปัญญากุล เป็นผู้จัดทำโครงงาน นางรุ่งกานต์ วังบุญ และ นายกฤติพงศ์ วชิรางกุล เป็นครูที่ปรึกษา
รางวัล Grand Award อันดับที่ 2 พร้อมเงินรางวัล 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ทั้งหมด 2 รางวัล ได้แก่
- โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ในสาขาสัตวศาสตร์ กับโครงงาน การพัฒนานวัตกรรมฟองน้ำชีวภาพเพื่อลดพฤติกรรมการกินกันเอง สำหรับการอนุรักษ์ปูม้า และระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยมี นายพิสิษฐ์ อาศิระวิชัย เป็นผู้จัดทำโครงงาน น.ส.วนิดา ภู่เอี่ยม นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ และนายอดิเรก พิทักษ์ เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง ในสาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ กับ โครงงานการศึกษาแบบจำลองสามมิติและแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของพฤติกรรมการพลิกตัวกลับในกิ้งกือกระสุนพระอินทร์ โดยมี น.ส.พิมพ์พันดาว พุทธรักษ์ขิต และ นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย เป็นผู้จัดทำโครงงาน ดร.คณัสนันท์ พลรัตน์ และ ดร.ปริญญา ศิริมาจันทร์ เป็นครูที่ปรึกษา
รางวัล Grand Award อันดับที่ 3 พร้อมเงินรางวัล 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ทั้งหมด 3 รางวัล ได้แก่
- โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ในสาขาสัตวศาสตร์ กับโครงงาน BeeShield: การพัฒนาอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิกโดยมี นายปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน น.ส.วิภารัศมิ์ ธะนะวงศ์ และ นายกฤตนน เมืองแก้ว เป็นผู้จัดทำโครงงาน นายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ในสาขาสัตวศาสตร์ กับโครงงานการเพิ่มประสิทธิภาพของไส้เดือนฝอยในการควบคุมศัตรูพืชแบบชีวภาพ โดยมี นายบุริศ เบญจรัตนานนท์ และนายปภาวิน คงคติธรรม เป็นผู้จัดทำโครงงาน นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ น.ส.วนิดา ภู่เอี่ยม และ น.ส.สุวรรณา อัมพรดนัย เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มอดินแดง) จ.ขอนแก่น ในสาขาสัตวศาสตร์ กับโครงงานนวัตกรรมสูตรอาหารและปัจจัยแวดล้อม เพื่อการเพาะเลี้ยงแมลงดานาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายกษิเดช ศรีสุข น.ส.ธัญวรัตม์ จาตุรนต์ และนายพฤทธชาต คงสวัสดิ์ เป็นผู้จัดทำโครงงาน และดร.ประเทืองสุข มณีล้ำ เป็นครูที่ปรึกษา
รางวัล Grand Award อันดับที่ 4 พร้อมเงินรางวัล 600 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ทั้งหมด 2 รางวัล ได้แก่
- โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปริวรรต กับโครงงานการพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของพลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล โดยมี นายกฤตยชญ์ ไทยสุริยันต์ นายปราชญ์ อำพนธ์ และ น.ส.ปาณิศา สว่างสุรีย์ เป็นผู้จัดทำโครงงาน ดร.สุภานันท์ สุจริต เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ในสาขาสัตวศาสตร์ กับโครงงานนวัตกรรมใหม่แบบผสานวิธีเพื่อการขยายพันธุ์ และการอนุรักษ์ชันโรงดิน (Tetragonula collina) โดยมี นายธนวัฒน์ สมญาพรเจริญชัย นายธนกร สาคุณ และ นายณัฐชพน วงศาโรจน์ เป็นผู้จัดทำโครงงาน และนายสุธิพงษ์ ใจแก้ว และ นายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร์ เป็นครูที่ปรึกษา
ขณะเดียวกันทีมเยาวชนไทยยังสามารถคว้ารางวัล Special Awards ได้อีก 3 รางวัล ได้แก่
- โรงเรียนกําเนิดวิทย์ จ.ระยอง คว้ารางวัล Special Award อันดับที่ 1 จาก TUBITAK The Scientific and Technological Research Council of Türkiye พร้อมเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับโครงงานการศึกษากระบวนการภายในของสมบัติการแปรเปลี่ยนด้วยแสงของธาตุวานาเดียมที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพภาวะความไม่ชอบน้ำของฟิล์มชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลัง โดยมี นายปองภพ แสงสว่าง น.ส.ชญาดา วิสุทธิรัตนมณี และ น.ส.ณิชาพัฒน์ อึ้งอารี เป็นผู้จัดทำโครงงาน ดร.ยุติชัย เหมือนเงิน ประทีปะเสน และ นางณัฐพุทธิญา ชวนะลิขิกร เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย คว้ารางวัล Special Award อันดับที่ 2 จาก Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society พร้อมเงินรางวัล 800 ดอลลาร์สหรัฐ กับโครงงาน BeeShield: การพัฒนาอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก โดยมี นายปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน น.ส.วิภารัศมิ์ ธะนะวงศ์ และนายกฤตนน เมืองแก้ว เป็นผู้จัดทำโครงงาน และนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นครูที่ปรึกษา
- โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จ.เชียงราย คว้ารางวัล Special Award อันดับที่ 4 จาก American Chemical Society พร้อมเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับโครงงานการสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด โดยมี นายธนัช ไชยมงคล เป็นผู้จัดทำโครงงาน นายธีรพัฒน์ ขันใจ และ รศ.ดร.บุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ เป็นครูที่ปรึกษา
โดยทีมเยาวชนไทยจะเดินทางกลับจากการแข่งขันถึงประเทศไทยในวันที่ 19 – 21 พ.ค. นี้ สามารถติดตามข่าวสารและร่วมแสดงความยินดีได้ที่เพจ FB: NSMTHAILAND
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทยสู่สายตาโลก! สวทช. และ สจล. ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีสุขภาพสุดล้ำในงาน World Expo 2025 ณ ประเทศญี่ปุ่น
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน “World Expo 2025 Osaka Kansai” ณ พื้นที่ Thailand Pavilion โซนนิทรรศการหมุนเวียน ภายใต้หัวข้อ “Future of Community and Mobility” ระหว่างวันที่ 15 – 26 พฤษภาคม 2568 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และระบบสุขภาพที่ ออกแบบ พัฒนา และผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศแล้ว ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและทั่วถึง
นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงสะท้อนความสามารถของนักวิจัยไทยในการนำ องค์ความรู้พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มาสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมไทย เช่น:
“พลิกระบบการจัดการปัญหาเมืองจากระบบร้องเรียน เป็นระบบร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่” (Traffy Fondue)
เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติและเอกซเรย์สองมิติสำหรับงานทันตกรรม (DentiiScan Trio)
เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนย้ายได้ (MobiiScan)
เครื่องจ่ายออกซิเจนแบบฉุกเฉิน (KMITL EMERGENCY OXYGEN HIGH FLOW)
เครื่องช่วยหายใจ (KNIN-X)
หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วย UV-C (RAIBO-X)
ห้องความดันลบ (NEGATIVE PRESSURE ROOM)
เครื่องผลิตออกซิเจนการแพทย์กำลังสูง (MOBILE HIGH-FLOW OXYGEN CONCENTRATOR)
กล่องฆ่าเชื้อด้วย UV-C (UV-C SATIRIZER)
ปุ่มกดลิฟต์ ไร้สัมผัส (NON-TOUCH ELEVATOR BUTTONS)
เครื่องฆ่าเชื้อโรคระบบปิด (OZONE STERILIZER)
ตู้จำหน่ายยา (DRUG DISPENSING MACHINE)
ระบบผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI DOCTOR)
อุปกรณ์ช่วยฟังเสียงหัวใจและเสียงปอดแบบดิจิตอล (DIGITAL STETHOSCOPE)
อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพแบบพกพา (PORTABLE VITAL SIGNS MONITORING DEVICE)
3D STEROGRAPHIC COLPOSCOPE
ทั้งหมดนี้เกิดจาก “เครือข่ายแห่งความร่วมมือ” ระหว่าง สวทช., สจล. และพันธมิตรทางวิชาการและวิจัย โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างนวัตกรรมที่คนไทยเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. เดินหน้าสร้างศักยภาพบุคลากร กกพ. เสริมความพร้อมประเทศไทยสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมมณเฑียร กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการฝึกอบรมหลักสูตร "Capability Building for Energy Transition (2025)" ต่อเนื่องเป็นวันที่สองของโครงการฝึกอบรมปีที่ 3 ให้แก่บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้บุคลากร กกพ. มีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจที่จำเป็นในการรองรับและปรับตัวต่อโลกพลังงานยุคใหม่ พร้อมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นโยบายและแนวโน้มด้านพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์
“พลังงานนิวเคลียร์โลกมุ่งสู่ SMR ไทยเตรียมแผนรับ: ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งมีขนาดเล็กและยืดหยุ่นกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ได้ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ 3 เท่าภายในปี 2050 ขณะที่ประเทศไทยเตรียมบรรจุ SMR ขนาด 600 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan; PDP) ฉบับใหม่ โดย กฟผ. กำลังเร่งศึกษาและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายเรื่องการยอมรับจากสังคมและการมีกฎระเบียบที่ชัดเจน”
โดย ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร วิศวกรระดับ 10 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
การผลิตความร้อนคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำจากพลังงานนิวเคลียร์
“บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยตั้งเป้าเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำ 3 อันดับแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2060 บริษัทฯ เล็งเห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) จะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ เนื่องจาก มีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เช่น ขนาดที่เล็กกว่า ใช้เวลาก่อสร้างน้อยกว่า และมีความปลอดภัยสูงกว่า นอกจากนี้ SMR ยังสามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรม”
โดย ดร.พงศ์ศักดิ์ ครุกานันต์ Senior Vice President – Decarbonization Technology
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
นโยบายและแนวโน้มเครื่องปฏิกรณ์แบบแยกส่วนขนาดเล็ก (SMR)
“Small Modular Reactor (SMR) เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลกเนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าที่สะอาดและมั่นคง รวมถึงยังสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจน การกลั่นปิโตรเลียม และการผลิตความร้อนสำหรับเขตเมือง นานาประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนา SMR โดยมีโครงการและความร่วมมือระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง IEA คาดการณ์ว่า SMR จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ของพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่หลายบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำก็หันมาสนใจ SMR เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ที่มีการใช้พลังงานสูง ยังมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา เช่น การจัดการกากกัมมันตรังสี การยอมรับของประชาชน และการมีมาตรฐานกำกับดูแลความปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ การพัฒนา SMR ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบพลังงานโลกอนาคต”
โดย ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)
เทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานและการใช้ประโยชน์ในภาคพลังงาน
“ประเทศไทยมุ่งสู่พลังงานยั่งยืน โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 40% ในปี 2030 เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 ระบบกักเก็บพลังงานมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายนี้ โดยช่วยกักเก็บและบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไทยตั้งเป้าหมายที่จะมีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 26,010 MWh หรือ 10,485 MW ในช่วงปี 2024-2037 โดยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Li-ion) คาดว่าจะเป็นตัวเลือกหลักจนถึงปี 2040 แต่เทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Flow, Thermal, Gravitational, Flywheel และ Hydrogen ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาว ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งไฟฟ้า สร้างเสถียรภาพในการจ่ายไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันไทยกำลังดำเนินการและวางแผนโครงการ ESS ทั้งในระดับ Utility Scale, Behind-the-Meter (BTM) และ Microgrid”
โดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)
เทคโนโลยีและแนวโน้ม H2 เทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว
“ไฮโดรเจนกำลังได้รับความสนใจในฐานะพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะ "ไฮโดรเจนสีเขียว" ที่ผลิตจากกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) โดยใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดในโลกและสามารถกักเก็บและปลดปล่อยพลังงานได้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับอนาคต ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาไฮโดรเจน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น การผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งต้องมีระบบดักจับคาร์บอน) การผลิตจากชีวมวล และการผลิตโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตและอายุการใช้งานของเทคโนโลยีไฮโดรเจนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ แต่ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไฮโดรเจนก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในอนาคต”
โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)
หลักสูตรดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ ENTEC ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ ซึ่งนอกจากจะบ่มเพาะนวัตกรรมพลังงานเพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานไทยที่ยั่งยืนแล้ว ยังมุ่งเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐให้มีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และพันธมิตร ชวนลุ้นร่วมส่งกำลังใจให้เยาวชนไทยในการประกาศผลรางวัล Grand Awards Ceremony ค่ำวันนี้
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ได้นำคณะเยาวชนจากโครงการ Young Scientist Competition (YSC) เข้าร่วมการประกวด Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2025 ณ The Greater Columbus Convention Center (GCCC) เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10 – 20 พฤษภาคม 2568 ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ในการเดินทางครั้งนี้นอกจาก ดร.พัชร์ลิตา นำนักเรียนตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนโครงการ YSC เยี่ยมคารวะ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พร้อมด้วย นายฐิติเดช ตุลารักษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และรองศาสตราจารย์ ดร.วรวรรณ พันธุมนาวิน อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ โดยคณะผู้บริหารได้ร่วมพูดคุยและให้กำลังใจกับเยาวชนไทยทั้ง 14 ทีม ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วม การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับโลก REGENERON ISEF 2025
นอกจากนี้ก่อนการแข่งขัน ดร.พัชร์ลิตา ได้นำคณะครูที่ปรึกษาโครงงานเข้าร่วมกิจกรรมการซักซ้อมและเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนก่อนเริ่มการแข่งขัน พร้อมกล่าวให้กำลังใจและโอวาทแก่นักเรียน โดยเน้นย้ำให้เยาวชนทำผลงานอย่างเต็มความสามารถ พร้อมชี้ให้เห็นว่า "ประสบการณ์" ที่ได้รับจากเวทีนานาชาติคือสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ส่วน "รางวัล" นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแข่งขันเท่านั้น ขอให้นักเรียนใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และนำความรู้กลับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่เพื่อนๆ และรุ่นพี่รุ่นน้องต่อไป
ทั้งนี้ ครูที่ปรึกษาแต่ละทีมไม่เพียงร่วมฝึกซ้อมและเตรียมความพร้อมให้นักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ ล่ามแปลภาษา และ อาสาสมัคร ร่วมปฏิบัติงานในกิจกรรม ตรวจสอบ Display & Safety ภายในงานอีกด้วย
ร่วมลุ้นและร่วมส่งกำลังใจให้เยาวชนไทยในการประกาศผลรางวัล Grand Awards Ceremony ในวันที่ 16 พฤษภาคม เวลาประเทศไทย 20.00 น. ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=gBzD_UBnQnw
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย EECi และนาโนเทค นำเสนอชุดตรวจการปนเปื้อน “สารเคมี-โลหะหนัก-จุลินทรีย์” พร้อมเปิดเวทีสาธิต-ทดสอบในตัวอย่างน้ำ สมุนไพร พืชผลเศรษฐกิจ จากเกษตรกรในพื้นที่ระยอง
วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จัดกิจกรรม “การถ่ายทอดและสาธิต เทคโนโลยีชุดตรวจการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ กับการประยุกต์ใช้ในพืชสมุนไพรและทุเรียน” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผลผลิตในท้องถิ่น เพิ่มความเชื่อมั่นทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยมีเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ ตลอดจนผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. เข้าร่วมจำนวนมาก
ดร. วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi มีบทบาทสำคัญในการเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาจาก สวทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนาโนเทค สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีชุดตรวจการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก และเชื้อจุลินทรีย์ มายกระดับมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตทางการเกษตรของพื้นที่ EEC ซึ่งรวมถึงพืชสมุนไพรและทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ทั้งนี้การสนับสนุนการถ่ายทอดและสาธิตเทคโนโลยี เช่น ชุดตรวจจากศูนย์วิจัยแห่งชาติของ สวทช. ถือเป็นภารกิจหลักของ EECi ในการส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของ EEC
“การจัดกิจกรรมในวันนี้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของ EECi ในการส่งเสริมการนำ วทน. มายกระดับขีดความสามารถของภาคการเกษตรในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต เช่น พืชสมุนไพร และทุเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ดร. วุฒิกล่าว
ด้าน ดร. วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์เบื้องต้นโดยเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้คัดกรองผลผลิตเบื้องต้น เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ด้วยตนเอง เทคโนโลยีนี้เป็นการต่อยอดมาจากผลงานวิจัยของนาโนเทคที่มีการทำงานร่วมกับ EECi เรื่องนาโนเซ็นเซอร์ตรวจวัดการปนเปื้อนโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ในสมุนไพร และต่อเนื่องสู่พืช ผัก ผลไม้เศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้กับประชากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในผลผลิตทางการเกษตรว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งตลาดไทยและตลาดโลกให้ความสำคัญมาก
“เทคโนโลยีชุดตรวจฯนี้ นาโนเทคพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ สู่เซ็นเซอร์รูปแบบต่าง ๆ ทั้งชุดตรวจ ChemSense นำทีมโดย ดร.กันตพัฒน์ จันทร์แสนภักดิ์ ที่สามารถคัดกรองการปนเปื้อนแมงกานีส (Mn) ฟลูออรีน (F) เหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) ในน้ำอุปโภคบริโภค และเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าตรวจวัดโลหะหนักอย่าง แคดเมียม (Cd) ตะกั่ว (Pb) ปรอท (Hg) สารหนู (As) นำทีมโดย ดร.สุวัสสา บำรุงทรัพย์ ที่นำร่องตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำและพืชสมุนไพร และจะขยายสู่การตรวจคัดกรองแคดเมียมในพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียน ที่กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน รวมถึงชุดตรวจคัดกรองเชื้อจุลินทรีย์ โดย ดร.จีราพร ลีลาวัฒนชัย สำหรับตรวจตัวอย่างสมุนไพรหรือพืชแปรรูปที่อยู่ในรูปแบบผง” ดร. วีรกัญญากล่าว พร้อมชี้ว่า “ในงานนี้ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการมาสาธิตเพื่อให้เห็นรูปแบบของการใช้งานจริง นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีกล้องสแกนว่า มีการเคลือบสารเคมีต่าง ๆ รวมถึง BY2 (สารเร่งการสุก) บนผิวทุเรียนหรือไม่ พัฒนาโดย ดร.วิศรุต ปิ่นรอด นำมาร่วมสาธิตและทดสอบการใช้งานอีกด้วย”
ภายในงาน เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ลงทะเบียน นำตัวอย่างดิน น้ำในแปลงปลูก สมุนไพร พืชแปรรูป รวมถึงทุเรียนมาทดสอบการตรวจคัดกรองการปนเปื้อนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัยต่างๆ ของ สวทช. อาทิ การจัดการศัตรูทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์แบบครบวงจร DAPBOT ระบบ Smart Farm WaterFit Simple และ HandySense รวมทั้งผลงานของภาคเอกชน Startup ที่ต่อยอดเทคโนโลยีนวัตกรรมจาก สวทช. อาทิ BioChelete โดย บริษัท วิทิกรุป จำกัด และ Magik Growth โดย Salee Color มาจัดแสดงเพื่อเปิดมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพ แก้ปัญหา และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคการเกษตรของไทย
ท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2564-7000
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช.
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. หัวข้อ R&D Infrastructure Insight รู้จัก-เข้าใจ-ใช้งาน เพื่อสร้างโอกาส วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 9.00 – 11.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Cisco Webex
พบกับกิจกรรมดังนี้
✅ แนะนำโครงสร้างพื้นฐาน และ NSTDA Service การวิเคราะห์และทดสอบ สวทช.
✅ บรรยาย รายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. ได้แก่
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC)
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC)
ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES)
ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED)
ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC)
ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC)
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ผ่าน URL หรือ Scan QR Code
https://www.nstda.or.th/r/PEDo3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RNM)
คุณรัชพล 02-5647000 ต่อ 6445 / ratchapon@nstda.or.th
ดร.สิริกัญจณ์ 02-5647000 ต่อ 6430/ sirikan.nawapan@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จากงาน REGENERON ISEF 2025
ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย
ในโอกาสที่นักเรียนได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลก
ขอแสดงความยินดีกับ นายธนัช ไชยมงคล นักเรียนผู้พัฒนาโครงงาน
จากโรงเรียน โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย “การสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด”ซึ่งได้รับ รางวัล Special Award อันดับที่ 4 จาก American Chemical Societyพร้อมเงินรางวัลจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยโครงงานนี้ได้เข้าร่วมการประกวดในงานREGENERON ISEF 2025 (Regeneron International Science and Engineering Fair)จัดโดย Society for Science ระหว่างวันที่ 10–16 พฤษภาคม 2568ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
รายละเอียดโครงงาน
Project ID: CHEM034หมวดหมู่: Chemistryครูที่ปรึกษา: นายธีรพัฒน์ ขันใจ และ รศ.ดร.บุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ
บทคัดย่อ:มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก ด้วยอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำเนื่องจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเซนเซอร์ชนิดใหม่ที่ใช้ เคอร์คูมิน สกัดจากขมิ้นชัน ร่วมกับ หมู่ไฮดราซีน ในการตรวจจับสารระเหยอินทรีย์ชนิด "นอนาแนล (Nonanal; C9)" ซึ่งเป็นสารบ่งชี้ของโรคมะเร็งปอด
โดยโครงสร้างโมเลกุลดังกล่าวแสดงการเปลี่ยนแปลงเชิงแสง (fluorescent) เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีเฉพาะกับแอลดีไฮด์สายยาว เพิ่มความไวและความจำเพาะในการตรวจจับ และเมื่อห่อหุ้มด้วย พอลิเมอร์เอทิลเซลลูโลส (EC) จะเพิ่มประสิทธิภาพในการแยกแยะสารเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ โครงงานยังเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้งานจริง เช่น การพัฒนา แผ่นตรวจแบบกระดาษ ที่มีต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานนอกสถานพยาบาล เพื่อการคัดกรองเบื้องต้นในวงกว้าง
ร่วมติดตามและสนับสนุน
🔬 ชมรายละเอียดโครงงาน: https://isef.net/project/chem034-curcumin-based-fluorescent-sensor-for-aldehyde
🏅 โครงงานนี้ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจากการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 27 (YSC 2025)
📺 ขอเชิญร่วมรับชมพิธีประกาศรางวัล Grand Awardในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เวลา 20:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)ผ่านช่องทาง YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=gBzD_UBnQnw
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลังร่วมกับ สพฐ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ให้กับครูในพื้นที่ EEC จำนวน 240 คน
การอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์
โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ระหว่างวันที่ 29 - 30 เมษายน 2568 และวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรม บางแสน เฮอริเทจ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ EEC จำนวน 240 คน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ระยอง ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับโรงเรียนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมีกำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างวันที่ 29 - 30 เมษายน 2568 และ 1 - 2 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมบางแสน
เฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี ให้แก่ครูระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มพูนความรู้ผ่านประสบการณ์จริง จากอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ในการถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 และเสริมสร้างสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ EEC อันจะเป็นแนวทางให้ครูสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับสอนนักเรียนต่อไป
ในการจัดการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม โดยมีนายวงศกร ประกอบนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และนายจตุพันธ์ รุจิรานุกุล กล่าวรายงาน และนางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่าน
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ฟังบรรยายและทำกิจกรรม ดังนี้
1. ฟังบรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของการเตรียมกำลังคน เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ต่อการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นเทคโนโลยีฐานที่สำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวาง วิทยากรโดย นายปิยวัฒน์ จอมสถาน วิศวกร จากศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 1 ใน 4 เมืองนวัตกรรมของ EECi, NECTEC สวทช.
2. ฟังบรรยายและแนะนำความรู้เบื้องต้น Intro Autonomous Vehicles เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ เป็นยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้ระบบอัจฉริยะหลายแบบเข้าช่วยงาน ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (autonomous driving technology) ที่ใช้เซนเซอร์ประกอบกับระบบการคำนวณ เพื่อวางแผนและควบคุมให้ยานยนต์ตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้คนบังคับ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) ในพื้นที่ EEC
และทำกิจกรรมปฏิบัติการ : สนุกคิดพิชิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
- เรียนรู้พื้นฐานการทำงานของระบบอัตโนมัติ ประกอบด้วย ส่วนรับรู้ (sensor)
ส่วนประมวลผล (processor) และส่วนขับเคลื่อน (actuator)
- ทักษะการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
- ทักษะการประกอบชิ้นงานและการใช้เครื่องมือทางกล
- การใช้การคิดเชิงเหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา
วิทยากรโดย อาจารย์ ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) (นักเรียนทุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน JSTP, สวทช. รุ่นที่ 1
3. กิจกรรมสนุกคิดพิชิตปัญญาประดิษฐ์
ช่วงที่ 1 ความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning) รวมถึง การแยกประเภท (classification)
- พื้นฐานการสอนคอมพิวเตอร์ในการแยกแยะรูปภาพสิ่งต่างๆ
- แนะนำทำความรู้จัก AI แนะนำการทำ classification ด้วย Dichotomous key
และ กิจกรรมกลุ่ม classification
ช่วงที่ 2
- แข่งขันกิจกรรม classification
- แนะนำการทำ Machine learning ด้วย Teachable Machine เป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาโดย Google AI ซึ่งช่วยให้ครูและนักการศึกษาสามารถสร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ที่สนุกสนาน และส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนในหลายด้าน
วิทยากรโดย อาจารย์ ดร.ปิติวุฒญ์ ธีรกิตติกุล
4. กิจกรรมเชิงปฏิบัติการแบ่งกลุ่มย่อย ตามเขตพื้นที่ ระดมสมองแนวทางออกแบบแผน การสอนรายวิชาเพิ่มเติมหรือการนำกิจกรรมจากหลักสูตรยานยนต์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ไปปรับใช้กับบริบทของสถานศึกษา
วิทยากรโดย นายบุญลือ คำถวาย ศึกษานิเทศก์ สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง และ นายกิจจา ตรีสาม ศึกษานิเทศก์ สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา
หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมคุณครูจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ระยอง จะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการอบรมไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนเอง ภายใต้การให้คำแนะนำของศึกษานิเทศก์ในเขตของตน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางการศึกษาและพัฒนาด้านกำลังคนให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม ด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
🔊 ขอเชิญเข้าร่วมอบรมสุดพิเศษ! “ด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)” 🎓
💡 โอกาสพิเศษในการเรียนรู้และพัฒนาจริยธรรมการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ!
พบกับวิทยากรชั้นนำ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลจริยธรรมการวิจัย
📅 วันที่ 23 พฤษภาคม 2568
🕣 เวลา 08:30 – 16:00 น.
📍 ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม
🖥️ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Microsoft Teams)
🎯 หัวข้ออบรมสำคัญ:
✅บทบาทสถาบันในการดูแลจริยธรรมวิจัย
✅แนวทางป้องกันและจัดการการประพฤติผิด
✅มาตรฐานการวิจัยอย่างมีจริยธรรมระดับประเทศ
📜 ผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์การอบรมจะได้รับ “ประกาศนียบัตรรับรอง”
(ผ่านเกณฑ์แบบทดสอบหลังอบรม ≥ 80%)
🆓อบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 ลงทะเบียนด่วน! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
🚨 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช.
📞 02 564 7000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์) หรือ 71834 (คุณรัตนพรรณ)
📧 QRI@nstda.or.th
อาจารย์ ดร.ศิวกรณ์ ตั้งสกุล (มหาวิทยาลัยนครพนม)
📞 091 063 9498
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2568 เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ
🔥 โอกาสทองของผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช.! เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ
ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2568
เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ 🚀
✨ สมัครวันนี้ แล้วคุณจะได้รับ...
✅ การเร่งการเติบโตของผลิตภัณฑ์ด้วยกลยุทธ์ให้สามารถแข่งขันในตลาด
✅ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการสนับสนุนครบทุกด้าน
✅ ปิดช่องว่างด้านทักษะ ทั้งนวัตกรรม การบริหาร และการตลาด
✅ เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุน
✅ สร้างเครือข่ายพันธมิตร กับนักวิจัย นักลงทุน และคู่ค้าธุรกิจ
💸 สิทธิประโยชน์!
🔸เงินสนับสนุนการขยายตลาดแบบ Matching Fund สูงสุด 500,000 บาทต่อราย
🔸คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
🔸อบรมพัฒนาทักษะด้าน Digital Technology
🔸โอกาสเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ
📌 คุณสมบัติผู้สมัคร:
เป็นผู้ประกอบการไทย (Startup / SMEs) ที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากทรัพย์สินทางปัญญาของ สวทช.
เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม อาหาร เกษตร การแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานพร้อมออกสู่ตลาด
มีระยะเวลาเหลือในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ มากกว่า 1 ปี
พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมโครงการตลอดกิจกรรม
🗓️ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – ถึง 16 พฤษภาคม 2568
📩 สมัครเลยที่: https://forms.gle/w86wvnesjRDNL6CQ9
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA)
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID)
โทร: 0 2564 7000 ต่อ 71749, 1411
📧 Email: ala@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ENTEC สวทช. โชว์พลังวิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนระบบนิเวศพลังงานไทยที่ยั่งยืน
(14 พฤษภาคม 2568) ณ โถงแถลงข่าว ชั้น Ground อาคารวิจัยโยธี สวทช. ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ: ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในกิจกรรม NSTDA x Press Interviews หัวข้อ ENTEC: พลังวิจัยและนวัตกรรม เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบนิเวศและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทย โดยภายในงานมีทีมนักวิจัยเอ็นเทค สวทช. นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีไฮโดรเจน นวัตกรรมโอเลโอเคมีภัณฑ์และเคมีภัณฑ์สีเขียว เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน มาจัดแสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยที่มีความสำคัญต่อการสร้างเสริมระบบนิเวศด้านพลังงานไทย สร้างการยอมรับในมาตรฐานคุณภาพ และผลักดันสู่ความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ
ENTEC องค์กรวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานชั้นแนวหน้าของประเทศ
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. เปิดเผยว่า ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช. มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะภารกิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่ง เอ็นเทค สวทช. สนับสนุนนโยบายพลังงานโดยดำเนินงานตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศไทย (TIEB) โดยการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตลอดจนบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์จริง
“เอ็นเทค สวทช. จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ ลำดับที่ 5 ภายใต้ สวทช. โดยมีพันธกิจหลักในการเป็นองค์กรผู้นำและศูนย์รวมแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ มุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสนับสนุนแผนพลังงานชาติ เป็นกำลังสำคัญในการ 'สร้าง' และ 'เชื่อมโยง' นวัตกรรมพลังงานของประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดความยั่งยืน”
พลังวิจัยและนวัตกรรม หนุนระบบนิเวศพลังงานสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวต่อว่า ภารกิจหลักด้านการวิจัยของเอ็นเทค สวทช. ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เป็นการ 'บ่มเพาะ' เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ ที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีผลงานวิจัยที่โดดเด่นหลายด้าน ได้แก่
ด้านเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและการบูรณาการระบบ: เน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคโนโลยีการผลิต "ไฮโดรเจนชีวภาพหรือไฮโดรเจนสีเขียว" ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาและต่อยอดสู่การใช้งานจริงร่วมกับภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคมขนส่งให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น แนวทางประเมิน ASEAN Energy Resilience Assessment Guideline และการประเมินโซลาร์ฟาร์มบนระบบขนส่งสาธารณะ
ด้านนวัตกรรมโอเลโอเคมีภัณฑ์และเคมีภัณฑ์สีเขียว: เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ด้วยผลงานอย่าง "Eco-Pest" สารเสริมประสิทธิภาพการเกษตรจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ที่ช่วยลดการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และ "น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชีวภาพจากปาล์มน้ำมัน" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ ลดการนำเข้าปิโตรเลียม และอยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย
ด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์: สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง ด้วยนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ "Solar Sure" แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ (Second-life) ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ และจัดการซากอย่างถูกวิธี ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณากำหนดมาตรฐาน และ "SEESOLAR" โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ที่ลดรังสี UV-B และความร้อน แต่ยังให้การแผ่รังสีแสงสังเคราะห์ หรือแสง PAR ผ่านได้ดี ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและอาจมีสารสำคัญสูงขึ้น อีกทั้งผลิตไฟฟ้าสำหรับควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงานให้ภาคเกษตรกรรม
ด้านนวัตกรรมห่วงโซ่คุณค่าของแบตเตอรี่: ตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ ที่ทำให้ใช้พลังงานได้อย่างเสถียร โดย ENTEC มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบครบวงจร ทั้งกระบวนการรีไซเคิล และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน "Thailand BattSwap" ภายใต้ Thailand Standard Swappable Battery Consortium เพื่อสร้างมาตรฐานกลางของแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้สำหรับ EV ขนาดเล็กทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และได้ริเริ่มพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีความจุสูง อายุการใช้งานยาวนาน และปลอดภัยสูง โดยใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ENTEC จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งสร้างงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการจริง สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อ 'สร้างผลกระทบ' ต่อระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมนำผลงานวิจัยจัดแสดงในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน” ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ภายในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน” ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดโดยสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2568 โดยมี ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สวทช. ได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ
• ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ Nirun จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
• ระบบติดตามสุขภาพ MedLogger และระบบควบคุมการเข้าออก Gate จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
• ระบบคัดแยกขยะอัตโนมัติ Lookie Waste ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
• เครื่องมือวัดรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (Lifestyle Footprint) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• แนวคิดการจัดตั้งธนาคารอาหาร (Food Bank) เพื่อการจัดการอาหารส่วนเกินในชุมชน
ทั้งนี้ งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


