ผลการค้นหา :
IRC2025 BANGKOK การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยยางพารา
🔊ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ📌 IRC2025 BANGKOK การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยยางพารา 🌳
.
🚨เอ็มเทค สวทช. ขอเชิญชวนร่วมงาน International Rubber Conference 2025 (IRC2025) ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราจากทั่วโลก! จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Rubber Revolution: Balancing Nature and Innovations for a Sustainable Future" เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราไปสู่ความยั่งยืน
.
🗓 วันที่ 1-3 ธันวาคม 2568
📍 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา กรุงเทพฯ
.
🎯 ภายในงานพบกับ:
✅ การนำเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา
✅ การบรรยายพิเศษจาก Inivited Speakers ที่จะมาแบ่งปันวิสัยทัศน์และเทรนด์ใหม่ ๆ ในวงการยางพารา
✅โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
✅ นิทรรศการแสดงสินค้าและเทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยางพารา
.
📌ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่: https://irc2025.com
ปฏิทินกิจกรรม
ฟองดูว์ไม่หยุด! บุกสุดนครปฐม!
วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. นำทีม Traffy Fondue เข้าร่วมแสดงนิทรรศการในงาน "มหกรรมงานบริการภาครัฐ ครั้งที่ 9 "Digital Gov: Connecting to the Future บริการภาครัฐ สู่อนาคต" โดย สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จํากัด (มหาชน) และเซ็นทรัลนครปฐม
งานนี้ Traffy Fondue ยกทัพความปังมาแบบจัดเต็ม! นำเสนอบริการภาครัฐสุดล้ำ ที่จะทำให้การ “แจ้งปัญหา” ง่ายเหมือนแชทกับเพื่อน พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ ความรู้ดี ๆ ลุ้นรับของรางวัลรักษ์โลกที่คุณไม่ควรพลาด!
พบกันวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2568 ที่ ลานโซน F ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครปฐม มาเจอกัน มาทักกัน แล้วมารู้จักฟองดูว์ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ภายในงานท่านจะได้พบกับงานบริการที่โดดเด่นก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและยกงานบริการภาครัฐมาให้บริการชาวนครปฐมแบบจัดเต็ม พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย
พิเศษสุดกับบริการภาครัฐ
บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ฟรี รวม 2,500 เข็ม (เฉพาะอายุ 18 ปีขึ้นไป จนกว่าวัคซีนจะหมด) พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้น
บูธกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสายสุขภาพ เกษตร สิ่งแวดล้อม และบริการรูปแบบดิจิทัล
เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บริการภาครัฐในยุคดิจิทัล
กิจกรรมบนเวที พบกับน้องจีจี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย ร่วมสนุก พร้อมรับของรางวัลอีกเพียบ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชวนน้องๆ “แข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ” โครงการ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6
โอกาสสุดท้ายกับภารกิจสุดมันส์ "แข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ"
สวทช. ชวนน้อง ๆ เยาวชนที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสุดท้าทาย กับการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ โครงการ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6 โอกาสสุดพิเศษที่จะได้พัฒนาทักษะรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ การทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์
ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนพฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์อวกาศสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น
อย่ารอช้า! รีบสมัครด่วน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 พ.ค. 68 (เวลา 22.00 น.) ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/ และเพจ NSTDA SPACE Education
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. จัดอบรมเจ้าหน้าที่ภูฏาน เสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ได้จัดการฝึกอบรมภายใต้โครงการ "Bhutan-Thailand Training on Energy Transition"เพื่อยกระดับศักยภาพด้านพลังงานให้แก่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศภูฏาน จำนวน 9 คน โดยจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 23 และวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคนิคและการจัดการองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และผู้แทนจากกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ร่วมงานครั้งนี้
ปัจจุบันประเทศภูฏานให้ความสำคัญกับการพัฒนาและศึกษาโซลูชันด้านพลังงานสะอาดในหลากหลายรูปแบบ อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ เชื้อเพลิงทางเลือก ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ ซึ่ง ENTEC และ TECE สวทช. ได้รับคัดเลือกให้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด การวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงขั้นสูง รวมถึงประสบการณ์ในการจัดอบรมระดับภูมิภาค การฝึกอบรมดังกล่าวมุ่งหวังถ่ายทอดความรู้ทั้งทางเทคนิคและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ภูฏานสามารถกำหนดกลยุทธ์ด้านพลังงานระดับประเทศที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับภูฏาน และความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกัน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระหว่างภูฏานและประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงมิตรภาพอันมั่นคงและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และได้นำทางความร่วมมือในหลากหลายด้านมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดต่อการเติบโตอย่างเท่าเทียมและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สวทช. เชื่อมั่นว่า นวัตกรรมและความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงานในครั้งนี้ว่า ENTEC ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Energy Week” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศภูฏาน เมื่อปี ค.ศ. 2022 การมีส่วนร่วมในครั้งนั้นได้วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ และนำมาสู่การจัดการฝึกอบรมครั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดความรู้ทั้งทางเทคนิคและภาคปฏิบัติ สะท้อนถึงภารกิจที่กว้างขึ้นของ สวทช. ในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในด้านที่จำเป็น และมีส่วนร่วมในการแก้ไขความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเข้าถึงพลังงานสะอาด ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อภูฏานในการก้าวสู่พลังงานที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีและมุ่งมั่นสู่เป้าหมายด้านพลังงานที่ยั่งยืนร่วมกันของทั้งสองประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับ Forschungszentrum Jülich และพันธมิตรชั้นนำในเยอรมนี ร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านการวิจัย เสริมสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม และความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก
เมื่อวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์
ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของ Forschungszentrum Jülich (FZJ) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยชั้นนำภายใต้ Helmholtz Association ณ เมือง Jülich สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน รวมถึงขยายความร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาทุนมนุษย์ของทั้งสองประเทศ
ในโอกาสนี้ Prof. Dr. Ulrich Schurr ผู้อำนวยการ Institute for Bio- and Geosciences (IBG) แห่ง FZJ ได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร สวทช. และร่วมหารือในประเด็นสำคัญด้านระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของเยอรมนี ระบบการจัดสรรงบประมาณวิจัย การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน สวทช. ได้นำเสนอกลยุทธ์การผลักดันงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน
โดยในการเยือน Forschungszentrum Jülich (FZJ) อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้จัดให้มีการประชุมประจำปีของคณะกรรมการร่วม FZJ–สวทช. เพื่อรายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยร่วมที่ดำเนินการอยู่ ตลอดจนหารือแนวทางการขยายหัวข้อวิจัยใหม่ในปี 2568 โดยทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจชีวภาพ พลังงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยของไทย รวมถึงความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศ โดย สวทช. และ FZJ จะร่วมกันผลักดันโครงการวิจัยที่มีศักยภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการใช้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม สร้างนวัตกรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ คณะ สวทช. ยังได้เข้าเยี่ยมชมและหารือกับศูนย์วิจัยระดับแนวหน้าภายใต้ FZJ และพันธมิตร อาทิ
Ernst Ruska-Centre for Microscopy and Spectroscopy with Electrons (ER-C): ศูนย์วิจัยชั้นนำด้านกล้องจุลทรรศน์และสเปกโทรสโกปีด้วยอิเล็กตรอนกำลังขยายสูง โดยเน้นการวิจัยและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระดับอะตอมสำหรับการวิจัยวัสดุขั้นสูง
Institute for a Sustainable Hydrogen Economy: ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมด้านไฮโดรเจนเคมี เช่น methanol, Dimethyl Ether, Ammonia และ Liquid Organic Hydrogen Carriers ที่พัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานจนถึงระดับอุตสาหกรรม โดยมีโครงการสาธิตมากกว่า 15 โครงการในพื้นที่เหมืองแร่ Rhine เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดและส่งเสริมการสร้าง startups
Photovoltaics Program (IMD-3), Institute of Energy and Climate Research: ดำเนินการวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง (thin-film) และวัสดุใหม่ เช่น amorphous silicon, perovskite และ hybrid structures ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบอุปกรณ์ การผลิต ไปจนถึงการประเมินประสิทธิภาพในสภาพการใช้งานจริง
RWE Power: บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี บริหารจัดการเหมืองแร่ลิกไนต์แบบเปิดหน้าในเขตไรน์ พร้อมดำเนินงานด้านการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง (Recultivation) อย่างมีความรับผิดชอบ โดยได้ฟื้นฟูพื้นที่กว่า 200 ตารางกิโลเมตร ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น พื้นที่เกษตรกรรม ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่นันทนาการของชุมชน รวมถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ในระยะยาว
Next Generation Processes and Products Biorefinery (NGP2 Biorefinery), RWTH Aachen University ศูนย์วิจัยด้านการแปรรูปชีวมวลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี โดยมีอุปกรณ์สำคัญ เช่น reactors (bioreactors และ chemical reactors) สำหรับการแปรรูปชีวมวล ระบบ separation processes (เช่น membrane filtration, chromatography) และระบบ process control แบบ real-time เพื่อทดสอบและปรับปรุงกระบวนการในระดับ pilot scale อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย เหมาะสำหรับการศึกษาการขยายขนาดและการผลิต ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมระดับแนวหน้าของยุโรปด้าน biorefinery
ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ Forschungszentrum Jülich เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมในสาขาที่มีความสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีด้านการเกษตรและเกษตรสมัยใหม่ ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ ความร่วมมือดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยร่วม NSTDA-Jülich Joint Lab และการสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกสำหรับนักวิจัย สวทช. รวมถึงโครงการวิจัยร่วม เช่น IRRIGATION 4.0, DIRECTION, Magik Growth และ PiñaFibre สะท้อนถึงความเข้มแข็งของความร่วมมือเชิงวิชาการ และเป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกปัจจุบัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญร่วมประกวดภาพยนตร์สั้น 🎞 “POPs-FREE LIVING: พ็อปจ๋า…ลาก่อน”
ขอเชิญร่วมประกวดภาพยนตร์สั้น 🎞 “POPs-FREE LIVING: พ็อปจ๋า...ลาก่อน” 📽
แค่เล่าเรื่องในแบบของคุณ ผ่านหนังสั้นความยาวไม่เกิน 2 นาที
หัวข้อ: 📌“ขอให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ (สารพ็อป - POPs)”
-----------------------
🥇ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 150,000 บาท
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2568
-----------------------
ใครส่งได้บ้าง?
🎓นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ
-----------------------
📌ส่งผลงานได้ที่:
Email: POPs.contest@mtec.or.th
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/45gAE9j
หรือ scan QR Code ในโปสเตอร์
-----------------------
🎥 Your Story Matters!
ร่วมสร้างสรรค์สังคมปลอดภัยจากสารพิษตกค้างที่อยู่ได้นาน (POPs)
แล้วเจอกันในเวทีคนรุ่นใหม่หัวใจรักษ์โลก
#POPs #POPsFREELIVING #MTEC #NSTDA #สารพ็อป #POPscontest
ปฏิทินกิจกรรม
ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ตัวช่วยฝ่าวิกฤตหนอนดอกดาวเรือง
‘ดาวเรือง’ เป็นไม้ดอกสีเหลืองที่เติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศ และปลูกหมุนเวียนได้ทุกฤดูกาล อีกทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ ยิ่งช่วงเข้าพรรษาและวันพระใหญ่ ตลาดจะยิ่งมีความต้องการสูง (ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2563) ทว่าช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรกลับต้องเผชิญปัญหาศัตรูพืชอย่างหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผักดื้อยาอย่างหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และโอกาสทางธุรกิจ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำสารชีวภัณฑ์ ‘ไวรัสเอ็นพีวี (Nucleopolyhedrovirus: NPV)’ ไวรัสก่อโรคในแมลงช่วยปราบศัตรูพืชแบบอยู่หมัด และเป็นแนวทางลดการใช้สารเคมีอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_69310" align="aligncenter" width="750"] สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า NPV คือ ไวรัสก่อโรคในแมลงที่มีความจำเพาะกับหนอนของแมลง ประกอบด้วยไวรัสเอ็นพีวีสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม (SpexNPV) หนอนเจาะสมอฝ้าย (HearNPV) และหนอนกระทู้ผัก (SpltNPV) ซึ่งหนอนทั้ง 3 ชนิด เป็นศัตรูพืชหลักของพืชเศรษฐกิจไทย เช่น หอมแดง หอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ผักตระกูลสลัด ผักตระกูลกะหล่ำ ส้ม องุ่น กุหลาบ กล้วยไม้ รวมถึงดาวเรือง
“เมื่อหนอนกินไวรัสที่ฉีดพ่นไว้ที่พืช จะเกิดอาการป่วยบริเวณกระเพาะอาหาร (สังเกตได้จากสีตัวที่เปลี่ยนแปลงไป) ทำให้กินอาหารน้อยลง และตายใน 5-7 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ที่จำเพาะกับชนิดพันธุ์ของหนอนจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาไบโอเทคและหน่วยงานพันธมิตรพัฒนากระบวนการผลิต NPV จนพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 2 บริษัท คือ บริษัทไบรท์ออร์แกนิค จำกัด และบริษัทบีไบโอ จำกัด”
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ NPV ไปช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าฟันวิกฤตหนอนดื้อยามาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในผลงานเด่น คือ ‘กล้วยไม้’ พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหนักจนแทบล้มละลาย และล่าสุดปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้ที่สั่งสมไปช่วยผู้ประกอบการสวน ‘ดอกดาวเรือง’ กอบกู้สถานการณ์ที่กำลังวิกฤต
[caption id="attachment_69306" align="aligncenter" width="750"] ดอกดาวเรืองที่โดนหนอนกัดกินจนเสียหาย[/caption]
สัมฤทธิ์ เล่าว่า ในปี 2567 ได้รับการติดต่อจากคุณสมศักดิ์ วันแก้ว ผู้ประกอบการสวนดาวเรืองที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 20 ปี แต่ช่วง 2-3 ปีหลังกลับต้องเผชิญปัญหาหนอนดื้อยาหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 แม้ตอนนั้นจะใช้สารเคมีที่มีความรุนแรงและมีประสิทธิภาพสูงในการปราบศัตรูพืชแล้วก็ยังไม่ได้ผล ทำให้ต้องเร่งหาสารประเภทอื่นมาใช้แทน เพื่อยับยั้งการลุกลามให้ทันท่วงที
“หลังจากได้รับการติดต่อ ทีมวิจัยได้พูดคุยเพื่อให้ข้อมูลที่สำคัญแก่ผู้ประกอบการ ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับ NPV กลไกการออกฤทธิ์ และวิธีการใช้งานสารชีวภัณฑ์ในปริมาณที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของการระบาด รวมถึงการลดปริมาณการใช้สารตามลำดับเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว”
[caption id="attachment_69304" align="aligncenter" width="750"] หนอนกระทู้หอม[/caption]
[caption id="attachment_69305" align="aligncenter" width="750"] หนอนเจาะสมอฝ้าย[/caption]
ทั้งนี้ หลังจากผู้ประกอบการใช้ไวรัส NPV เพียง 2 สัปดาห์ ก็พบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับหนอนศัตรูพืชอย่างน่าอัศจรรย์
“ปริมาณหนอนลดลงต่อเนื่อง และดอกดาวเรืองมีคุณภาพมากขึ้น” สัมฤทธิ์เล่าถึงเสียงปลายสายของคุณสมศักดิ์ที่โทรมาแจ้งด้วยความดีใจ พร้อมเสริมว่า การใช้ไวรัส NPV ไม่เพียงช่วยลดการระบาดของหนอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปราบแมลงศัตรูพืชด้วย
“ช่วงระบาดรุนแรง ผู้ประกอบการต้องใช้สารเคมีอันตรายฉีดพ่นทุก 5-10 วัน แต่ละครั้งมีค่าสารเคมีต่อไร่สูงถึง 240 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NPV แม้ช่วงเริ่มต้นจะต้องฉีดจำนวนครั้งมากกว่า ฉีดแบบวันเว้นวัน ทำให้มีต้นทุนสูง (160 บาท/ครั้ง/ไร่ — 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) แต่หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่า ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากว่ามาก เพราะจำนวนหนอนลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรก ทำให้ได้ผลผลิตดอกดาวเรืองที่มีคุณภาพเหมาะแก่การตัดจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อผ่านช่วงระบาดรุนแรงมากมาแล้ว ก็เหลือแค่การฉีดพ่นเพื่อควบคุมความเสี่ยงการระบาดซ้ำ โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน (5 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) ซึ่งมีราคาต่อครั้งต่อไร่เพียง 40 บาทเท่านั้น”
[caption id="attachment_69307" align="aligncenter" width="750"] หนอนเจาะกระทู้หอมที่ตายแล้วหลังจากกินไวรัส NPV[/caption]
ปัจจุบันการใช้ NPV ปราบหนอนศัตรูพืช เริ่มเป็นที่รู้จักในผู้ผลิตดอกดาวเรืองมากขึ้น หากผู้ประกอบการและเกษตรกรหันมาใช้ NPV หรือชีวภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ทดแทนการใช้สารเคมีอันตราย ก็จะยิ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมนี้
สัมฤทธิ์ เล่าทิ้งท้ายว่า การใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีอันตราย จะช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในแปลงเพาะปลูก ทั้งต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย เปิดทางสู่การต่อยอดตลาดสุขภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานผลิตภัณฑ์ NPV หรือขอรับบริการด้านการวิจัย ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3781 หรืออีเมล samrit@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ ไบโอเทค สวทช. และจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
อัปเกรดธุรกิจสู่ยุค 4.0 ฟรี! รับสิทธิพิเศษจาก BOI ภาษี 0% นาน 3 ปี
✨อัปเกรดธุรกิจสู่ยุค 4.0 ฟรี! รับสิทธิพิเศษจาก BOI ภาษี 0% นาน 3 ปี✨
🚀โอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการก้าวสู่ "อุตสาหกรรมอัจฉริยะ"
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชวนคุณยกระดับธุรกิจด้วย สิทธิประโยชน์สุดพิเศษ จาก BOI:
✅ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี
✅ คุ้มครองค่าใช้จ่าย 100% ของการลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยี
💡เหมาะสำหรับ..
✅ ผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
✅ ธุรกิจที่สนใจลงทุนใน:
🔹 ระบบอัตโนมัติและ IoT (เครื่องจักรอัจฉริยะ)
🔹 ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (ตัดสินใจธุรกิจด้วยข้อมูลจริง)
🔹 เทคโนโลยีดิจิทัล (บริหารจัดการแบบไร้กระดาษ)
🌐 ศึกษาสิทธิประโยชน์ : https://www.nstda.or.th/i4platform/nstda-boi
📌วิธีสมัครง่ายนิดเดียว:
📞 ติดต่อด่วน: ☎️ 02-564-7000 คุณวลัยรัตน์ (1368), คุณชนากานต์ (1381)
📧 walairat@nstda.or.th, chanaghan@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ชู Smart Technology องค์ความรู้พัฒนาพันธุ์พืชผักสมุนไพร-ชีวภัณฑ์ ยกระดับการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน
ปทุมธานี 20 พฤษภาคม 2568 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) จัดสัมมนา “โอกาสและความท้ายในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยเทคโนโลยี Smart Green House, Plant Factory การพัฒนาพันธุ์พืชผักสมุนไพร และการใช้ชีวภัณฑ์” เพื่อนำเสนอองค์ความรู้และผลงานวิจัยของ สวทช. ไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ประกอบด้วย เทคโนโลยี Smart Green House (โรงเรือนอัจฉริยะ) Plant Factory (โรงงานผลิตพืช) การพัฒนาพันธุ์พืชผักสมุนไพร และการใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจเกษตรปลอดภัยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นายอภิรักษ์ วิเศษศรีพงษ์ ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า โปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจด้านเกษตรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายโดยตรงจากผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดลงอย่างรวดเร็วของทรัพยากรธรรมชาติ การขาดแคลนน้ำและพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงในรายได้ของเกษตรกรไทย เครื่องมือหนึ่งที่สำคัญจะนำมาใช้ในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการเกษตรปลอดภัย ควรได้รับความรู้และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำเกษตรแบบเดิม สู่การทำเกษตรมูลค่าสูง โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ เช่น เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนในการผลิต
ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC สวทช. กล่าวว่า การเพิ่มศักยภาพในการผลิตพืชผัก สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เช่น โรงเรือนอัจฉริยะ และโรงงานผลิตพืช สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในการผลิตพืชผักสมุนไพร และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น การควบคุมการผลิตสาระสำคัญ ความแม่นยำในการจัดการการผลิต และการลดต้นทุน เป็นการเกษตรแบบแม่นยำที่ได้คุณภาพและผลผลิตที่ยั่งยืนได้ สามารถช่วยยกระดับการผลิตพืชผักสมุนไพรของไทยเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและแข่งขันได้
ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC สวทช. ได้ให้ข้อมูลถึงการผลิตพืชผักสมุนไพรพรีเมียม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและเทคนิคการผลิตพืชใน Plant Factory (PEAL) หรือโรงเรือน Green House ว่า พืชผักสมุนไพรพรีเมียม ควรมีคุณลักษณะต่อไปนี้ ได้แก่ ความสะอาดปราศจากสิ่งเจือปนที่เป็นอันตราย เช่น โลหะหนัก จุลินทรีย์ก่อโรค และสารเคมีอันตราย ความมีสารสำคัญที่ต้องการที่สม่ำเสมอและตรวจสอบได้ ความมีโภชนาการเชิงหน้าที่ (functional nutrition) ตลอดจนผ่านมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ด้าน ดร.บุญเฮียง พรมดอนกอย นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ BIOTEC สวทช. ได้ให้ข้อมูลถึงการผลิตและการใช้ชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นที่ชีวภัณฑ์ที่ทำจากจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรียบีที (Bacillus thuringiensis) ซึ่งจะสร้างโปรตีนผลึกที่เป็นพิษต่อแมลงเมื่อแมลงกินเข้าไป มีหลากหลายสายพันธุ์ที่ออกฤทธิ์ต่อแมลงต่างชนิดกัน รวมถึง ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) เป็นไวรัสที่ก่อโรคในแมลงและมีประสิทธิภาพสูงในการทำลายแมลงศัตรูพืชโดยการกิน และเชื้อรากำจัดแมลง เช่น ราขาวบิวเวอเรีย ราเขียวเมตาไรเซียม และราเพอพิวริโอซิเลี่ยม ซึ่งจะเข้าสู่ตัวแมลงโดยการสัมผัสและงอกเข้าไป
และ ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล NECTEC สวทช. ได้ให้ข้อมูลถึงการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และดาวเทียมเพื่อการจัดการแปลงเกษตรแบบ “ไวมาก” (WiMaRC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไร้สายเพื่อติดตามสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการทำการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูล วางแผนการเพาะปลูก และสั่งการทำงานอุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้ง่าย ๆ จากทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน
เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนขององค์ความรู้และผลงานวิจัยของ สวทช. ที่พร้อมประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อพัฒนาธุรกิจเกษตรให้ปลอดภัย แม่นยำ และยั่งยืน ทั้งในด้านพันธุ์พืชผักสมุนไพรที่ให้ผลผลิตและสารสำคัญสูง ระบบการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคนิคการผลิตพืชในโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) หรือโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) ที่มีประสิทธิภาพ และการใช้ชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช รวมถึงสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรปลอดภัย ด้วยกลไก ITAP ติดต่อสอบถามและสนใจเข้าร่วมโครงการกับโปรแกรม ITAP ได้ที่เบอร์ 02 5647000 ต่อ ITAP (คุณเสาวภา) และอีเมล sauwapa@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ประจำปี 2568
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ประจำปี 2568 ณ บริเวณหน้าอาคาร PTEC ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหาร และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริหารทั่วไป พร้อมด้วยพนักงาน สวทช. เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงเพื่อสร้างจิตสำนึกในความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานที่ทำงาน และส่งต่อแนวคิดการดูแลรักษาธรรมชาติให้ยั่งยืน
นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของ สวทช. ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย
ขอขอบคุณ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ "ปลูกธรรมชาติ ปลูกความงดงาม" ให้เติบโตเคียงข้างกับองค์กรของเรา และเชื่อมั่นว่าเมื่อธรรมชาติเจริญงอกงามขึ้นในวันข้างหน้า จะกลับมาดูแลและเกื้อหนุนเราทุกคนอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. โชว์พลังวิจัยและนวัตกรรม เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน
สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงาน ผ่านกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้หัวข้อ ENTEC : พลังวิจัยและนวัตกรรม เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน โดยเปิดให้สื่อมวลชนได้พบปะพูดคุยกับ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เอ็นเทค สวทช. ที่มาเล่าถึงวิสัยทัศน์และข้อมูลงานวิจัยด้านพลังงาน พร้อมยกทัพนักวิจัยจากศูนย์เอ็นเทค สวทช. มานำเสนอผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตในด้านต่าง ๆ พร้อมขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สกมช. ชวนผู้ประกอบการไซเบอร์ไทย ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจไซเบอร์ มุ่งสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการไทยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ Startup ขึ้นไป เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน
ขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่าน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ของประเทศไทย โดยการบันทึกข้อมูลของท่านผ่านทาง: https://forms.gle/Dntc2mLUv8FVPfVs5
การรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ อันจะเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำไปใช้สำหรับการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันจากต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่มั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยไปด้วยกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์: 0 2502 7823
Email: cyber.certify@ncsa.or.th
ข่าว
ข่าวหน่วยงานภายนอก


